เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

วิธีเสพ “ภาพยนตร์สังคมเก่า” ของสมาชิกกองทัพประชาชนในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด

ขอไว้อาลัยต่อการจากไปของสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

อาจารย์ยิ้ม
ที่มา https://www.matichon.co.th/news/677714

แต่กระนั้น คุณกมลเป็นคนที่พิเศษคนหนึ่งในหมู่พวกเราทีเดียว เพราะเราเพิ่งทราบว่า การมีคุณกมลทำให้เรามีภาพยนตร์สังคมเก่าฉายบนกองทัพได้ โดยเฉพาะภาพยนตร์ฝรั่งไม่ว่าเรื่องอะไร พยัคฆ์ร้าย 007, สปาตาร์คัส, พิภพวานร, ขุมทองแมคเคนน่า, เจ็ดคู่ชู้ชื่น, บุษบาริมทาง เป็นต้น คุณกมลเล่าเรื่องได้หมด พร้อมทั้งอธิบายผู้แสดงและภูมิหลังของเรื่องได้เสร็จ เราจึงเรียกกันเล่นว่าๆ ‘กมลเธียเตอร์’ ดังนั้น เมื่อเวลาสหายเหงาก็สามารถใช้ “บริการกมลเธียเตอร์” ได้ โดยเฉพาะคุณแก้ว คุณกาย คุณอรุณ ได้ใช้บริการอยู่เสมอ แต่จุดอ่อนของ ‘กมลเธียเตอร์’ อยู่ที่หนังจีนกำลังภายใน ผมเคยถามให้เล่าเรื่อง หงษ์ทองคนองศึก ปรากฏว่า ‘กมลเธียเตอร์’ ส่ายหัว

หงษ์ทองคนองศึก

ผมไม่ได้ใช้บริการด้านภาพยนตร์ของคุณกมล แต่ใช้บริการอีกด้านหนึ่ง คือด้านหนังสือ ผมไม่เคยอ่านนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง สถาบันสถาปนา ของไอแซค อาซิมอฟ มาก่อน และบนกองทัพก็ไม่มีหนังสือนี้ คุณกมลเป็นคนเล่าให้ฟังเป็นบทเป็นฉาก ทำให้ผมได้รู้จัก ‘ฮาริ เซลดอน ผู้สร้างวิชาอนาคตประวัติศาสตร์’ และ ‘มโนมัย ผู้บิดเบนอนาคตของประวัติศาสตร์’ ได้โดยที่ไม่ต้องอ่านหนังสือเล่มนั้น ไม่เพียงแต่เรื่องนี้ ยังมีเรื่อง เมฆสีดำ ซึ่งคุณกมลขึ้นต้นเรื่องว่า

“สมพร เราน่ะคุ้นเคยกับการพบเห็นสิ่งมีชีวิตเป็นของแข็ง คุณลองจินตนาการสิว่าถ้าสิ่งมีชีวิตเป็นก๊าซ อะไรจะเกิดขึ้น ความรู้สึกมันจะละเอียดอ่อน บอบบางมาก…”

น้ำป่า

ที่มา หนังสือ “น้ำป่า: บันทึกการต่อสู้ในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด” โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (หน้า 372)

Advertisements
ข่าวบันเทิง, คนมองหนัง, คนอ่านเพลง

คนมองหนัง: ว่าด้วย “หนัง” และ “เพลง” ที่ชอบในปี 2559/2016

หนังไทยที่ชอบ

1. ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ข้อสังเกตสั้นๆ หลังได้ชมหนังเรื่อง “ดาวคะนอง”

รวมสกู๊ป-งานเขียนเกี่ยวกับ “ดาวคะนอง” จากมติชนสุดสัปดาห์ สองฉบับล่าสุด

ข้อสังเกตเพิ่มเติมถึง “ดาวคะนอง” (หลังดูรอบสอง): เห็ด รา และ “ประวัติศาสตร์” แบบใหม่ๆ

2. มหาสมุทรและสุสาน (พิมพกา โตวิระ)

%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%a3-%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b9%8c

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

(จริงๆ ชอบ “ดาวคะนอง” และ “มหาสมุทรและสุสาน” พอๆ กัน แต่เพราะ “ดาวคะนอง” สามารถสร้างปริศนาต่างๆ นานา ให้ติดค้างอยู่ในหัวหลังจากดูหนังจบได้มากกว่า เลยยกให้เป็นอันดับ 1)

3. ปั๊มน้ำมัน (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์)

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-1

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“ปั๊มน้ำมัน” : “จักรวาลพิเศษ” ของ “ธัญญ์วาริน”

ความเห็น/ความรู้สึก 11 ข้อ กับหนัง “ปั๊มน้ำมัน”

4. ธุดงควัตร (บุญส่ง นาคภู่)

ธุดงควัตร

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

5. ถึงคน..ไม่คิดถึง (ชาติชาย เกษนัส)

bkkmandalay

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“ถึงคน..ไม่คิดถึง” มองความสัมพันธ์ “ไทย-พม่า” ในมุมใหม่ๆ

ความรู้สึกต่อ From Bangkok to Mandalay

6. สันติ-วีณา (มารุต-2497)

สันติ วีณา แนวนอน

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

7. ป่า (พอล สเปอร์เรียร์)

theforrest

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

8. โรงแรมต่างดาว (ปราบดา หยุ่น)

%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

หนังเทศที่ชอบ

1. A Lullaby to the Sorrowful Mystery (Lav Diaz)

lullaby-to-the-sorrowful-mystery-a-2016-001-trio-in-jungle-canopy

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ดูหนังอาเซียนในโตเกียว “การปฏิวัติ” ที่ยังไม่สิ้นสุด และ “ภาพแทนของอดีต” อันหลากหลาย

ลาฟ ดิแอซ, ตำนานปรัมปรา, และนักปลุกระดมฝูงชนชื่อ “ดูแตร์เต้”

โจเอล ซาราโช : เมื่อสามัญชนเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติ” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ”

2. Embrace of the Serpent (Ciro Guerra)

embrace

รู้สึกว่าหนังถ่ายทอด/ฉายภาพความสัมพันธ์ระหว่าง “เจ้าอาณานิคม” กับ “ผู้คน/ดินแดนที่ตกเป็นอาณานิคม” ได้ลุ่มลึกหลากหลายเหลี่ยมมุมดี

คือ อาจอธิบายได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมันเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยน “ความรู้/ของขวัญ” ระหว่างกัน ที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม ไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่เที่ยงแท้ หรือผู้พ่ายแพ้ที่ถาวร

3. POOLSIDEMAN (Hirobumi Watanabe)

poolsideman

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

4. Diamond Island (Davy Chou)

diamond-island

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ดูหนังอาเซียนในโตเกียว “การปฏิวัติ” ที่ยังไม่สิ้นสุด และ “ภาพแทนของอดีต” อันหลากหลาย

รู้จักคนทำหนังกัมพูชา ผู้คว้ารางวัลสายนักวิจารณ์ที่คานส์

ดาวี่ ชู, Diamond Island และ “เขมรแดง” ที่หายไป

5. River of Exploding Durians (Edmund Yeo)

river

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“River of Exploding Durians” : การต่อสู้, ประวัติศาสตร์ และหนุ่มสาวผู้ร้าวราน

พาไปดูละครจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ในหนังมาเลเซีย

6. Sword Master (Derek Yee)

sm-01

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

7. The Witch (Robert Eggers)

witch_ver3

หนังทำให้นึกถึงคลาสส์เรียนตอนปริญญาโท ที่อาจารย์อเมริกันคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ผลลัพธ์ “ด้านกลับ” ประการหนึ่งจากการก่อตัว/เคลื่อนไหวของพวก Puritans ก็คือ การพยายามเข้าไปปฏิรูป/จัดการ/จัดระเบียบพวก Feast พวกงานรื่นเริงพื้นบ้าน ที่หยาบคาย กักขฬะ ตลกขบขัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นพฤติกรรม “นอกรีต”

ทั้งๆ ที่ “ความเป็นพื้นบ้าน” เหล่านั้น มัน (เคย) สามารถถ่วงดุล/หยอกล้ออำนาจอันเคร่งขรึมของชนชั้นนำหรือคริสตจักรได้

ไปๆ มาๆ การเบียดขับ “ความเป็นพื้นบ้าน” ออกไป โดยกลุ่มปฏิรูปศาสนาที่ “เคร่งครัด” ไม่แพ้กลุ่มอำนาจทางคริสตศาสนาแบบเดิม ก็กลายมาเป็นรากฐานของการประกอบสร้าง “สังคมอเมริกัน”

8. Tea Time (Maite Alberdi)

tea time ๅ

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

9. Shin Godzilla (Hideaki Anno, Shinji Higuchi)

shingodzilla_5

ได้ดูระหว่างนั่งเครื่องบิน ปกติจะไม่ค่อยชอบดูหนังบนเครื่องบินสักเท่าไหร่ (ถึงดูก็ดูไม่จบ หรือค่อยๆ ถอดหูฟังออกสักช่วงกลางเรื่อง) เพราะจอมันเล็ก และถูกรบกวนสมาธิได้ง่าย แต่สำหรับ Shin Godzilla นี่ พอลองดูแล้ว ต้องดูต่อจนจบ

และก็เห็นตรงกันกับหลายคน ว่าเรื่องราว “ระหว่างทาง” หรือการฉายภาพกระบวนการทำงานของ “ภาครัฐ/ภาคการเมือง” ในหนังเรื่องนี้ นี่ทำออกมาได้ดีและสนุกมากๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

10. Baahubali: The Beginning (S.S. Rajamouli)

bahubali_the_beginning_ver10_xlg

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

11. After the Curfew (Usmar Ismail-1954)

afterthecurfew

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

(เพิ่งเห็นตอนทำลิสต์ว่า หนังอินโดนีเซียเรื่องนี้ออกฉายปีเดียวกับ “สันติ-วีณา” เลย -1954/2497- และต่อมาก็กลายเป็น “หนังบูรณะ” เหมือนกันด้วย แต่ “สันติ-วีณา” คล้ายจะบูรณะออกมาได้สมบูรณ์กว่า เพราะมีฉากหนึ่งของ “After the Curfew” ฉบับบูรณะ ซึ่งออกอาการภาพเบลอร์ไม่ชัดเจน)

12. Your Name (Makoto Shinkai)

your-name

หนังมันฮิต แต่ประเด็นที่มันสื่อสารออกมาก็ “ดี” ด้วย แถมยังตีความต่อได้สนุกและหลากหลาย อย่างน้อยที่สุด นี่ไม่ใช่หนังที่บังเอิญดัง โดยไม่มีองค์ประกอบอะไรที่ดีหรือน่าสนใจเลย

หนังสั้น

1. Take Me Home (Abbas Kiarostami)

take-me-home

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

2. Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์ (นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์)

คนหมายเลขศูนย์

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

3. หมอชิต (วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์)

หมอชิต

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

4. นิมิตลวง (พิมพกา โตวิระ)

prelude font

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

5. ฝนเม็ดน้อย (บุญฤทธิ์ เวียงนนท์)

ฝนเม็ดน้อย

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

6. SHINIUMA Dead Horse (Brillante Mendoza)

deadhorse

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

นักแสดง/ตัวละครที่รัก

“ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” (ไลล่า) จากโรงแรมต่างดาว

%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%a2-1

เมื่อได้ดูการแสดง-บุคลิกลักษณะ-อารมณ์ความรู้สึก-สีหน้าแววตาของประภามณฑลในโรงแรมต่างดาว ก็ชวนให้นึกถึงตอนได้เห็นสายป่านครั้งแรกในพลอยอยู่ไม่น้อย

“วิศรา วิจิตรวาทการ” (แอน) จากดาวคะนอง

%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b2

ไม่แน่ใจว่าเธอแสดงหนังเก่งไหม (และเธอก็คงไม่จัดเป็นคนสวยด้วย) แต่วิธีการพูด สีหน้า ตลอดจนจังหวะการเดินเหินของเธอในหนัง มันมีเสน่ห์ดี

“แปะอิ่น” จากหนังสารคดีสั้นเรื่อง “แปะอิ่น” โดย พริมริน พัวรัตน์

แปะอิ่น

จริงๆ ถ้าใครอยากทำหนังสารคดี เรื่อยไปจนถึงโฆษณาที่ขับเน้นประเด็นเรื่องการใช้ชีวิตกับ “ความพอดี-ความพอเพียง-ความเรียบง่าย” อย่าง “สมจริง” กรณี/ไลฟ์สไตล์ของ “แปะอิ่น” คือหนึ่งในตัวอย่างที่เหมาะสมเลยนะ

“หน่อง” (อัจฉรา สุวรรณ์) ในดาวคะนอง

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87

เธอคือ “แม่บ้านมหัศจรรย์” ผู้ก้าวข้ามทุก “กาละ” และ “เทศะ” ได้อย่างชวนเหวอ!

“เจ๊มัท-ฝน” (เพ็ญพักตร์ ศิริกุล-อาภา ภาวิไล) ในปั๊มน้ำมัน

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-4

เป็นตัวละครที่แต้มเติมให้บรรยากาศซ้ำซาก จำเจ เลื่อนลอย เคว้งคว้างภายในหนัง เอ่อท้นด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“ต้อย” (ยศวัศ สิทธิวงค์) ในมหาสมุทรและสุสาน

มหาสมุทรและสุสาน โร้ด มูฟวี่

ถ้า “เรา” เป็นคนกรุงเทพฯ ที่ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เอสเอฟ เซ็นทรัลเวิลด์ “ต้อย” คือ ตัวละครที่เราจะสามารถทั้งหัวเราะเยาะใส่, เห็นใจอย่างยิ่ง และเข้าใจอย่างมาก ไปพร้อมๆ กัน

เพราะ “เรา” ก็คือ “ต้อย” นั่นเอง

“Musikero” (Ely Buendia) ใน A Lullaby to the Sorrowful Mystery

จริงๆ นี่เป็นตัวละครที่มีบทบาทอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ท่ามกลางระยะเวลายาวนานของหนัง “ลาฟ ดิแอซ”

แต่ผมกลับ “อิน” กับชะตากรรมของตัวละครรายนี้มากเป็นพิเศษ “อิน” เสียจนเวลาเขียนบทความเกี่ยวกับหนัง ก็ไม่อยากเขียนถึงเขามากนัก “อิน” จนตอนได้สัมภาษณ์ลาฟ ก็ตัดสินใจไม่ชวนคุยถึงตัวละครนักดนตรีคนนี้

ตัวละครนักดนตรีใน A Lullaby to the Sorrowful Mystery ทำให้ผมย้อนนึกถึง “ไม้หนึ่ง ก. กุนที”

โรงหนังแห่งปี

โรงหนังเฮาส์

house

จริงๆ ไม่ค่อยได้ไปดูหนังที่นี่บ่อยนัก เพราะเดินทางลำบาก แต่วิธีการจัดวางตัวเองในช่วงปลายปีของเฮาส์ ซึ่งกลายเป็นการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้วงการหนังอินดี้ไทย (ทั้งในมุมคนทำและคนดู) ได้อย่างน่าชื่นชม ก็ถือเป็นเรื่องที่ควรปรบมือให้

เพลงที่ชอบ

Timothy B. Schmit

Red Dirt Road

The Island

โมเดิร์นด็อก

ดอกไม้บาน

https://www.fungjai.com/artists/moderndog/musics/bloom 

Jake Bugg

Love, Hope and Misery

โพลีแคท

เพื่อนไม่จริง

ภักดี

ปืน

https://www.fungjai.com/artists/polycat/musics/pistol

เวลาเธอยิ้ม

ตัวร้ายที่รักเธอ (เวอร์ชั่น กิ๊ฟท์ จุฑาทิพย์)

การแสดงสดที่ชอบ

การแสดงสดของ Hikaru Tanimoto ที่ VIT 33

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

น่าทึ่ง!

คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

งานซ้อมโชว์-คอนเสิร์ตใหญ่ของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์”

ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์ สปด.

ตามความเห็นส่วนตัว รู้สึกว่าตอนซ้อมโชว์สนุกกว่าคอนเสิร์ตใหญ่เล็กน้อย

คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

“อัศจรรย์…รัก” โดย ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์

ชมคลิป-ภาพชุดสุดประทับใจ จากการซ้อมโชว์ของวงดนตรีรุ่นเก๋า “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์”

คอนเสิร์ต “ให้เธอ…เจอ ฟลุก แอร์เฮด”

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ออกแนวอัลเทอร์มาจีบดี 555

คลิกอ่านรายละเอียด-ชมคลิปที่นี่

โซเชียลมีเดียคนดนตรี

เฟซบุ๊กของ “กุลวัฒน์ พรหมสถิต”

kullavat

มีเกร็ดข้อมูลสนุกๆ เยอะดี แกดูเป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมา และที่สำคัญ มีทัศนะในหลายๆ เรื่อง ซึ่งไม่ค่อยเหมือนกับ (อดีต) ศิลปิน-นักแต่งเพลงค่ายใหญ่ส่วนมาก

คนมองหนัง

Gebo and the Shadow : โศกนาฏกรรมของชีวิต

มติชนสุดสัปดาห์ 31 ก.ค.-6 ส.ค. 2558

“Gebo and the Shadow” เป็นผลงานหนังยาวเรื่องสุดท้ายของ “มาโนเอล เดอ โอลิเวียร่า” ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวโปรตุเกส ที่เพิ่งลาโลกไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในวัย 106 ปี

“เกโบฯ” เป็นผลงานที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2012 ขณะคุณปู่ เดอ โอลิเวียร่า มีอายุ 103 ปี

หนังเล่าเรื่องราวที่มีฉากหลังเป็นสังคมโปรตุเกสยุคปลายศตวรรษที่ 19 ของ “เกโบ” นักบัญชีวัยชรา ที่ทำงานหาเลี้ยง “โดโรเทีย” ภรรยา และ “โซเฟีย” ลูกสะใภ้ ณ เมืองชายทะเล บรรยากาศอึมครึม มีฝนตกแทบจะตลอดเวลา

ปมปัญหาสำคัญของคนในครอบครัวนี้ก็คือ การหายตัวไปของ “ชูเอา” ผู้เป็นลูกชาย

โดโรเทียผู้เป็นแม่ ทึกทักเข้าใจไปเองว่าบุตรชายกำลังออกไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในโลกภายนอก ขณะที่เกโบและโซเฟีย กลับรับรู้ว่าแท้จริงแล้ว ชูเอา ไม่ได้มีชีวิตที่ดีงามนัก เขาจมดิ่งลงไปใน “โลกใต้ดิน” ทั้งยังอาจจะเป็นอาชญากรเสียด้วยซ้ำ

หนังฉายภาพให้เห็นกิจวัตรประจำวันและวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ณ ห้องรับแขก/ห้องทานข้าวขนาดเล็กๆ อันแสนทึมทึบ ภายในบ้านหลังเก่าๆ

เกโบกลับเข้าบ้านพร้อมชุดสูทซึ่งเปียกปอนเพราะสายฝน ก่อนจะเอางานมานั่งทำต่อบนโต๊ะอาหาร โดโรเทียรำพึงรำพันและเฝ้ารอคอยการกลับมาของลูกชาย

เกโบเล่าความลับดำมืดของชูเอาให้ลูกสะใภ้ฟัง ขณะที่ภรรยาของเขามักพูดถึงโซเฟียในแง่ไม่ดีนัก เมื่ออยู่กับเกโบสองต่อสอง

มีเพื่อนบ้านวัยชราบางคนแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนครอบครัวของเกโบ คนหนึ่ง เป็นคุณป้าซึ่งไม่มีที่จะไปมากนัก อีกคนเป็นศิลปินอาวุโส ที่ดูเหมือนกำลังอยู่ในช่วงโรยราทางวิชาชีพ ผู้เอาแต่พร่ำบ่นถึงสถานะอันต่ำต้อยด้อยค่าลงของ “งานศิลปะ” ในโลกยุคสมัยใหม่

แต่แล้วในคืนหนึ่ง ความเป็นกิจวัตรประจำวันที่แน่นิ่ง สม่ำเสมอ แบบเดิมๆ ก็ต้องถูกปั่นป่วน เมื่อชูเอา ลูกชายของครอบครัว เดินทางกลับบ้าน

ครั้งหนึ่ง ผมเคยเขียนเปรียบเทียบ เดอ โอลิเวียร่า กับ “เสนีย์ เสาวพงศ์” เอาไว้ ทั้งคู่เป็นคนทำงานศิลปะในเจเนอเรชั่นเดียวกัน และยังเป็นศิลปินผู้กล่าวถึงการปะทะชนของ “โลกเก่า” และ “โลกใหม่” คล้ายๆ กัน

การหวนคืนบ้านของชูเอา นำไปสู่ฉากสนทนาขนาดยาวภายในหนัง ซึ่งชูเอายืนวิพากษ์วิจารณ์พ่อ, แม่, เพื่อนบ้านแก่ๆ และเมียตัวเอง อย่างเกรี้ยวกราดหนักหน่วง

เขาตั้งคำถามกับคนเหล่านั้นว่า ทำไมจึงเอาแต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมเดิมๆ, มีพฤติกรรมซ้ำๆ ซากๆ, ยอมถูกระบบสังคมที่ไม่เป็นธรรมกดขี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเฝ้าโหยหาคุณค่าเก่าๆ อันคร่ำครึ เช่น ประเด็นเรื่องความสูงส่งของ “ศิลปะ”

คำถามสำคัญที่สุด ที่ชูเอามีต่อคนกลุ่มนี้ ก็คือ ทำไมพวกคุณไม่หัดขบถบ้าง? (และสำหรับเขา การก่ออาชญากรรม อันผิดกฎหมายและปทัสถานทางสังคม ก็ถือเป็นการขบถชนิดหนึ่ง)

ฉากการตั้งคำถามของชูเอาใน “เกโบฯ” อาจชวนให้คนอ่านนวนิยายเรื่อง “ปีศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ หวนนึกไปถึงสปีชเรื่อง “ปีศาจแห่งกาลเวลา” ที่ “สาย สีมา” กล่าวขึ้นท่ามกลางสมาคมชั้นสูงในบ้านท่านเจ้าคุณอยู่บ้าง

ทว่า ปลายทางชีวิตของชูเอา และผลลัพธ์จากพฤติการณ์บางประการของเขา กลับแตกต่างจากวิถีการยืนหยัดต่อสู้ของ สาย สีมา และบทสรุปของปีศาจ อย่างลิบลับ

ไปๆ มาๆ “เกโบฯ” ผลงานการกำกับของคนทำหนังที่ถือกำเนิดในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 20 กลับมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งกับภาพยนตร์ไทยเรื่อง “พี่ชาย My Hero” ของกลุ่มคนทำหนังรุ่นที่เกิดในทศวรรษ 1980

หนังทั้งสองเรื่องพูดถึงกลุ่มตัวละครที่สยบยอมโดยสิ้นเชิงต่อระบอบอำนาจ แม้จะรู้ว่าสิ่งที่รายล้อม ตีกรอบพวกตนอยู่นั้น ไม่ได้ดีงามอะไร แต่พวกเขาและเธอก็ไม่รู้ว่าตนเองควรจะหนีไปไหน หรือควรจะลุกขึ้นสู้อย่างไร

คุณลุงเกโบคงมีวิถีชีวิตไม่ต่างกับตัวละครหลายรายในพี่ชาย My Hero ครั้งหนึ่ง แกเคยแสดงทรรศนะส่วนตัวให้ผู้เป็นลูกสะใภ้รับฟังว่า “ชีวิตที่ดี” นั้นหมายถึงการหมั่นทำกิจวัตรหรือหน้าที่ของตนไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุดหย่อน ให้เหมือนกับเม็ดฝนที่ตกในจังหวะสม่ำเสมออยู่เกือบตลอดเวลา

ถ้าอ้างอิงกับประเด็นวิชาการแบบเชยๆ หน่อย ก็คงบอกได้ว่า คุณลุงแกสมาทานในทฤษฎีโครงสร้าง-การหน้าที่ จึงพยายามทำหน้าที่ย่อยๆ ของตัวเองไปให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเชื่อว่าหากทุกคนปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ โครงสร้างใหญ่ (ซึ่งแม้จะกดขี่ขูดรีดคนเล็กคนน้อยอย่างไม่เป็นธรรมอยู่บ้าง) ก็จะดำเนินไปได้เป็นอย่างดีหรือมีดุลยภาพเอง

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างอันสมดุลกลับไม่ได้ทำงานจนเป็นกิจวัตรสม่ำเสมอ แม้คุณลุงเกโบจะพยายามปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด และไม่ข้องแวะสิ่งผิดบาปอื่นใด แต่เมื่อชูเอา ผู้เป็นลูกชาย ตัดสินใจขโมยเงินสดในความดูแลของพ่อ แล้วหนีหายสาบสูญไปอีกรอบ

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ/ทางเศรษฐกิจ อันไม่เท่าเทียม ซึ่งสำแดงตนผ่านนายทุน ผู้เป็นเจ้าของเงินและนายจ้างของเกโบ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็บุกเข้าคุกคามและจับกุมตัวนักบัญชีวัยไม้ใกล้ฝั่งถึงหน้าประตูบ้าน

นอกจากชะตากรรมของเกโบแล้ว วิถีทางของ “ลูกชายขบถ” อย่างชูเอา ก็น่าสนใจอยู่มิใช่น้อย

ประการแรก พฤติการณ์ของตัวละครรายนี้ คล้ายจะนำไปสู่การดิสเครดิตคนหนุ่มสาวฝ่ายก้าวหน้าอยู่พอสมควร

ประการถัดมา หากพิจารณาในมุมมองเชิงเปรียบเทียบแล้ว เหมือนชูเอาจะมีทั้ง “ความแตกต่าง” และ “ความคล้ายคลึง” กับ “โอ๊ต” ตัวละครน้องชายในหนังเรื่องพี่ชาย My Hero

ขณะที่ชูเอา พยายามต่อต้านและหลบหนีไปจากระบบระบอบอันไม่เป็นธรรม รวมทั้งบรรทัดฐานหลักของสังคม โอ๊ตกลับยอมรับระบบที่เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบแต่โดยดี และยอมสอดแทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การกดขี่ดังกล่าว

สุดท้าย ชูเอาต้องกระเสือกกระสนดำรงชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในโลกอาชญากรรม ส่วนโอ๊ตนั้น หนังไม่ได้เฉลยให้คนดูรับรู้โดยกระจ่างแจ้งว่าเขาดำเนินชีวิตตอนโตอย่างไร ประกอบอาชีพอะไร หรือบางที เขาอาจหาเลี้ยงตัวเองผ่านการท่องไปในโลกใต้ดินเหมือนกับชูเอา ก็เป็นได้

เพียงแต่คนหนึ่งกำลังแข็งขืน ทว่า อีกคน กลับพยายามหาวิธีการเอาตัวรอดในสังคมที่ป่วยไข้

อย่างไรก็ดี ดูคล้ายสังคมโปรตุเกสก่อนปี 1900 ใน “เกโบฯ” และสังคมไทยร่วมสมัยใน “พี่ชาย My Hero” จะเต็มไปด้วยลำดับชั้นลดหลั่น รวมถึงช่องว่างที่เปิดโอกาสให้ความอยุติธรรมต่างๆ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

ข้อสังเกตสุดท้าย ที่อยากเสนอทิ้งไว้ก็คือ ท่ามกลางสภาวะอันคลุมเครือ เมื่อสิ่งใหม่ยังไม่ทันได้ก่อเกิด ส่วนสิ่งเก่ายังไม่ยอมตกตาย (ดังเช่นการดำรงอยู่เคียงคู่กันของขบถพิกลพิการและสภาพสังคมผุกร่อนที่แน่นิ่งไร้ความหวัง ในหนังเรื่องเกโบฯ)

ดูเหมือนคุณปู่ เดอ โอลิเวียร่า ขณะมีวัยเกินหนึ่งศตวรรษ จะทำหนังด้วยอารมณ์ความรู้สึก “ปลง” กระทั่งยอมรับว่าชะตากรรมของมวลมนุษยชาติ ล้วนไม่สามารถหลีกหนีจากความพ่ายแพ้ ภาวะสิ้นหวัง และโศกนาฏกรรม

นี่อาจเป็นขีดจำกัด ที่มนุษย์ทุกคนไม่สามารถก้าวข้ามผ่านไปได้พ้น

คนมองหนัง

การสูญหายของผู้ให้กำเนิดภาพยนตร์โลก

(มติชนสุดสัปดาห์ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2558)

เมื่อถามคำถามว่าใครเป็นผู้ประดิษฐ์ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรกในโลก?

คำตอบมักจะเป็นพี่น้องลูมิแยร์ หรือไม่ก็ โธมัส เอดิสัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่ง ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโต้แย้งความเชื่อดังกล่าว

หนังสารคดีเรื่องนี้เสนอว่า ภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกถูกถ่ายขึ้นที่เมืองลีดส์ สหราชอาณาจักร เมื่อปี ค.ศ.1888

แต่เรื่องราวพลิกผันก็บังเกิด เมื่อผู้ประดิษฐ์กล้องและถ่ายหนังเรื่องดังกล่าว กลับหายตัวไปอย่างลึกลับ ก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้ประกาศยืนยันถึงที่ทางของตนเอง ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก

เดวิด วิลกินสัน ผู้อำนวยการผลิตและผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ชาวอังกฤษ มีโอกาสได้เดินทางไปยังฮอลลีวู้ด นิวยอร์ก หรือคานส์ บ่อยครั้ง ระหว่างการติดต่อธุรกิจกับผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมภาพเคลื่อนไหวทั่วโลก

วิลกินสัน มักบอกใครต่อใครว่า ตนเองเดินทางมาจาก “เมืองที่ภาพยนตร์ถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งแรก”

เมื่อพูดเรื่องนี้ออกไป ผู้ที่เจรจาธุรกิจกับวิลกินสันต่างรู้สึกงุนงง เพราะภาษาอังกฤษของเขามิได้มีสำเนียงแบบอเมริกัน อันเป็นบ้านเกิดของ โธมัส เอดิสัน

และแน่นอนว่าเขามิได้เป็นชาวฝรั่งเศส เช่นเดียวกับพี่น้องลูมิแยร์

ก่อนที่วิลกินสันจะเฉลยความจริงออกไปว่า เขาเป็นคนเมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ

แล้วเมืองลีดส์ ที่เคยมีสโมสรฟุตบอลชื่อดัง เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์โลกอย่างไร?

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ.1888 มีสมาชิกของครอบครัว ครอบครัวหนึ่ง มารวมตัวกันที่สวนในย่านชานเมืองลีดส์

ณ ที่แห่งนั้น ชายชาวฝรั่งเศส “หลุยส์ เลอ แปรงซ์” กำลังยืนอยู่หลังกล่องสี่เหลี่ยมที่ทำจากไม้มะฮอกกานี เลอ แปรงซ์ สั่งการให้คนอื่นๆ ในครอบครัว ประกอบด้วย ลูกชายของเขา พ่อแม่ของภรรยา และเพื่อนอีกคนหนึ่ง ยืนรวมตัวกันที่เบื้องหน้ากล่องไม้ดังกล่าว ก่อนจะให้ทั้งหมดเดินเรียงกันเป็นวงกลม

กล่องไม้มะฮอกกานีที่ว่า ก็คือ กล้องถ่ายภาพยนตร์ที่ เลอ แปรงซ์ ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น ภาพยนตร์เงียบและสั้นมากๆ ที่กล้องดังกล่าวบันทึกเอาไว้ ยังคงถูกเก็บรักษาไว้โดยพิพิธภัณฑ์สื่อแห่งชาติ ที่เมืองแบรดฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และยังสามารถรับชมได้จนถึงปัจจุบัน

ยิ่งกว่านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังถือกำเนิดขึ้นก่อนหน้าภาพยนตร์ของเอดิสันและพี่น้องลูมิแยร์อีกด้วย

หลังจากพบว่า หลายๆ คนในอุตสาหกรรมหนัง ต่างไม่เชื่อว่าลีดส์เป็นแหล่งกำเนิดภาพยนตร์โลก

วิลกินสันจึงตัดสินใจสร้างหนังสารคดีชื่อว่า “The First Film” ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ ในฐานะบิดาแห่งการผลิตถ่ายทำภาพเคลื่อนไหว

โทนี่ บูธ ภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์สื่อแห่งชาติของอังกฤษ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษากล้องถ่ายหนังและฟุตเทจภาพยนตร์ของ เลอ แปรงซ์ กล่าวถึงประเด็นที่หนังสารคดีของวิลกินสันนำเสนอว่า “แน่นอนว่านี่เป็นข้อโต้แย้งที่สมควรรับฟังอย่างยิ่ง”

บูธอธิบายต่อว่า ถ้าเข้าไปตรวจสอบเครื่องยนต์กลไกภายในกล้องของ เลอ แปรงซ์ เราจะพบว่ามันเป็นกลไกที่คล้ายคลึงกันกับกล้องถ่ายภาพยนตร์ซึ่งถือกำเนิดขึ้นหลังจากนั้น

ภัณฑารักษ์ผู้นี้ย้ำว่า ถ้ากล้องภาพยนตร์ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้บันทึกภาพเคลื่อนไหวอันเป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นสดๆ เบื้องหน้าคนถ่ายทำ เลอ แปรงซ์ ก็ถือเป็นมนุษย์คนแรก ผู้ประดิษฐ์เครื่องมือลักษณะนี้ขึ้นมา

แม้ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาจะถ่ายทำที่เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ แต่แท้จริงแล้ว หลุยส์ เลอ แปรงซ์ เกิดที่เมืองเม็ตซ์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส

เขาจบการศึกษาด้านเคมีและฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย ก่อนจะทำงานเป็นช่างภาพและจิตรกร

หลังจากนั้น เขาจึงได้งานที่บริษัทวิศวกรรมของจอห์น วิตลีย์ ที่เมืองลีดส์

พออพยพมาทำงานและอาศัยที่อังกฤษได้สามปี เลอ แปรงซ์ ก็แต่งงานกับ เอลิซาเบธ วิตลีย์ ลูกสาวของจอห์น ผู้เป็นเจ้านายของเขา พร้อมๆ กันนั้น ชายชาวฝรั่งเศสรายนี้ก็เริ่มต้นทดลองอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับการสร้างเทคโนโลยีผลิตภาพเคลื่อนไหว

ในช่วงทศวรรษ 1880 เลอ แปรงซ์ เป็นหนึ่งในบรรดานักประดิษฐ์ ที่พยายามคิดค้นเทคโนโลยีผลิตภาพเคลื่อนไหว ซึ่งต่อมา ถูกพัฒนากลายเป็นภาพยนตร์

ไม่ใช่แค่ประดิษฐ์กล้องที่ใช้บันทึกภาพเคลื่อนไหว เลอ แปรงซ์ ยังคิดค้นวิธีการฉายภาพเคลื่อนไหวดังกล่าวขึ้นบนจอภาพยนตร์ เขามีกำหนดการเปิดตัวภาพยนตร์ของตนเองต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่นิวยอร์ก ในปี ค.ศ.1890

แต่ เลอ แปรงซ์ กลับไม่มีโอกาสได้เดินทางไปสหรัฐ เพราะก่อนหน้านั้น เขาได้ไปเยี่ยมน้องชายที่ฝรั่งเศส พร้อมกับเพื่อนสองคนจากตระกูลวิลสัน มีผู้ระบุว่า เลอ แปรงซ์ ออกเดินทางด้วยรถไฟจากเมืองดิฌงมายังกรุงปารีส เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.1890 ก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับ

และไม่มีใครได้พบเห็นเขาอีกเลย

มีหลายทฤษฎีที่วิเคราะห์การสูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์

เอลิซาเบธ ภรรยาม่ายของเขา ปักใจเชื่อว่า โธมัส เอดิสัน อาจมีส่วนรู้เห็นกับการฆาตกรรมสามีของเธอ เพื่อกำจัดคู่แข่งนักประดิษฐ์รายสำคัญออกไปให้พ้นเส้นทางแห่งการพัฒนานวัตกรรม

อย่างไรก็ดี อีกหลายคนเชื่อว่า เลอ แปรงซ์ อาจฆ่าตัวตาย อันเนื่องมาจากปัญหาส่วนตัว ซึ่งขณะนั้น เขาอยู่ในภาวะจวนจะล้มละลาย, บางคนคาดเดาว่าเขาเลือกจงใจหายตัว เพื่อไปแอบตั้งต้นชีวิตใหม่, ส่วนบางกระแสก็วิเคราะห์ว่าอัลเบิร์ต น้องชายของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ อาจเป็นผู้สังหารพี่ชาย ตามเจตนารมณ์ของผู้เป็นมารดา

ยังมีบางทฤษฎีสมคบคิดที่ระบุว่า ครอบครัวของ เลอ แปรงซ์ ตัดสินใจบีบเขาให้หนีหายจากไป หลังจากค้นพบว่า นักประดิษฐ์ผู้นี้เป็นเกย์

แต่ ลอรี่ สไนเดอร์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นโหลนของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ นำเสนอทฤษฎีส่วนตัวของเธอ ที่ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนใดๆ ว่า จากบันทึกความทรงจำของเอลิซาเบธ รถไฟที่หลุยส์โดยสาร เดินทางมาถึงปารีสในเวลาห้าทุ่ม จากนั้น สไนเดอร์ เดาว่า เลอ แปรงซ์ คงจะนั่งรถรับจ้างออกจากสถานีรถไฟ

โหลนของ เลอ แปรงซ์ คาดว่า คนขับรถคงอาศัยความมืดยามรัตติกาล นำพาเทียดของเธอไปยังพื้นที่ห่างไกล ก่อนจะลงมือทำร้ายและทิ้งร่างไร้ชีวิตของเขาลงสู่แม่น้ำแซน สอดคล้องกับการที่มีบทความสองชิ้นของสื่อในยุคนั้นรายงานตรงกันว่า ได้เกิดเหตุอาชญากรมุ่งประสงค์ร้ายต่อนักท่องเที่ยวผู้เดินทางคนเดียวมาแล้วหลายต่อหลายราย

และ เลอ แปรงซ์ ก็คงเป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวผู้โชคร้าย เพราะอยู่ผิดที่ผิดเวลา

สไนเดอร์ไม่เชื่อว่า เลอ แปรงซ์ จะตัดสินใจฆ่าตัวตายหรือทำตัวหายสาบสูญเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพราะจากหลักฐานจดหมายที่หลงเหลืออยู่ แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนรักครอบครัวมาก

ส่วนความคิดที่บอกว่าหลุยส์ถูกฆ่าโดยน้องชายก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะจากบันทึกของเอลิซาเบธ บ้านของสามีเธอที่ฝรั่งเศส มีสายสัมพันธ์ความรักระหว่างสมาชิกในครอบครัวซึ่งค่อนข้างใกล้ชิดแน่นแฟ้น

อย่างไรก็ตาม ลอรี่ไม่คล้อยตามเอลิซาเบธ ที่เห็นว่า เลอ แปรงซ์ อาจถูกกำจัดโดย โธมัส เอดิสัน เธอชี้ว่า แม้เอดิสันจะได้ชื่อว่าเป็นคนโหดเหี้ยมทารุณ แต่นักประดิษฐ์ชั้นยอดอย่างเขา ก็น่าจะมีวิธีจัดการกับคู่แข่งได้ดีกว่าการฆ่าคน

สุดท้าย โหลนของ เลอ แปรงซ์ ไม่เชื่อว่าครอบครัวฝั่งภรรยาจะบีบบังคับให้ชายผู้นี้ปลีกตนออกไปจากการรับรู้ของสาธารณชน ด้วยเหตุผลเพราะเขาเป็นเกย์ เนื่องจากมีหลักฐานระบุว่าครอบครัวดังกล่าวได้สละเวลาและกำลังทรัพย์จำนวนมหาศาล เพื่อค้นหาตัว เลอ แปรงซ์ ให้พบ

อาจกล่าวได้ว่า การหายตัวของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ ส่งผลให้จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลกผันแปรไป

“ถ้าเขาไม่หายสาบสูญไปเสียก่อน ภาพยนตร์ของเขาจะได้ออกฉายต่อหน้าสาธารณชนที่นิวยอร์ก” ผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นหลังอย่างวิลกินสัน ตั้งข้อสังเกต และพูดถึงความเป็นไปได้ ที่มิอาจเกิดขึ้นจริงว่า

“ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เขาจะได้รับเงินจากผู้ชมคนดูจำนวนมาก จนสามารถเริ่มต้นผลิตเทคโนโลยีการถ่ายทำและฉายภาพยนตร์ออกเผยแพร่ในวงกว้างได้ เขาจะทำในสิ่งที่เอดิสันและพี่น้องลูมิแยร์ได้ทำหลังจากนั้น แล้วเขาก็จะกลายเป็นที่รู้จัก”

“เขาประสบความสำเร็จในเชิงเทคนิค แต่ไม่อาจสานต่อความสำเร็จดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ และในเชิงการเข้าถึงผู้ชมวงกว้าง” โทนี่ บูธ พิเคราะห์และเสนอว่า “ถ้าเหตุการณ์บางอย่างในประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้ เขาอาจมีชื่อเสียงดำรงอยู่เคียงคู่กับเอดิสันและพี่น้องลูมิแยร์ กระทั่งอาจมีเกียรติยศเหนือคนเหล่านั้นด้วยซ้ำ…”

ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับกลายเป็นการมีชื่อเสียงและการถูกจดจำของพี่น้องลูมิแยร์ และ โธมัส เอดิสัน ในฐานะผู้ริเริ่มฉายภาพยนตร์ผ่านพื้นที่สาธารณะ แล้วเก็บค่าเข้าชมจากเหล่าคนดู

ส่วนชื่อของ เลอ แปรงซ์ ได้ค่อยๆ เลือนหายไปจากประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก

แปลและเรียบเรียงจากรายงานข่าว “Louis Le Prince, who shot the world”s first film in Leeds” โดย เอียน ยังส์ ในเว็บไซต์บีบีซี