ข่าวบันเทิง

วงจรชีวิต 1 ปี ที่น่าทึ่งของ “ดาวคะนอง” 45 เทศกาล 31 ประเทศ หลายรางวัลระดับนานาชาติ

ผ่านมาหนึ่งปีแล้ว นับตั้งแต่หนังไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” ของอโนชา สุวิชากรพงศ์ ได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลก ที่เทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2559

ล่าสุด เพจ ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark ได้รวบรวมรายชื่อเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติทั้งหมด ที่ “ดาวคะนอง” ได้เข้าร่วมในช่วงหนึ่งปีดังกล่าว

ซึ่งนับรวมได้ทั้งสิ้น 45 เทศกาล ใน 31 ประเทศ

จะเป็นที่ไหนบ้าง? ไปดูกัน

1. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

2. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต ประเทศแคนาดา

3. เทศกาลภาพยนตร์ฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนี

4. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

5. เทศกาลภาพยนตร์บีเอฟไอลอนดอน สหราชอาณาจักร

6. เทศกาลดู นูโว ซีเนม่า (มอนทรีออล) ประเทศแคนาดา

7. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

8. เทศกาลคิวซีเนม่า (มะนิลา) ประเทศฟิลิปปินส์

9. เทศกาลภาพยนตร์เอเชียแห่งฮ่องกง

10. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวียนนา ประเทศออสเตรีย

11. เทศกาลภาพยนตร์เอเชียตะวันออกแห่งลอนดอน สหราชอาณาจักร

12. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซมินชี-บายาโดลิด ประเทศสเปน

13. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเทสซาโลนีกี ประเทศกรีซ

14. เทศกาลภาพยนตร์ม้าทองคำแห่งไต้หวัน

15. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมาร์ เดล พลาตา ประเทศอาร์เจนตินา

16. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งอินเดีย (รัฐกัว)

17. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

18. เทศกาลภาพยนตร์โกเทนเบิร์ก ประเทศสวีเดน

19. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบงกาลูรู ประเทศอินเดีย

20. เทศกาลภาพยนตร์อิสระแห่งอิสตันบูล ประเทศตุรกี

21. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติของมหาวิทยาลัยอัตตาณัติแห่งชาติ ประเทศเม็กซิโก

22. เทศกาลภาพยนตร์เอเชียแห่งโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

23. เทศกาลภาพยนตร์คอสโมรามา ประเทศนอร์เวย์

24. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกัมพูชา

25. เทศกาลนิว ไดเร็ตเตอร์ส/นิว ฟิล์มส์ (นิวยอร์ก) ประเทศสหรัฐอเมริกา

26. เทศกาลภาพยนตร์บอร์เดอร์ไลน์ส ประเทศสหราชอาณาจักร

27. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก

28. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติลิชเตอร์ (แฟรงก์เฟิร์ต) ประเทศเยอรมนี

29. เทศกาลภาพยนตร์วัน เวิลด์ เวลส์ สหราชอาณาจักร

30. เทศกาลภาพยนตร์เบลฟาสต์ (ไอร์แลนด์เหนือ) สหราชอาณาจักร

31. เทศกาลภาพยนตร์ลุคคา ประเทศอิตาลี

32. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

33. เทศกาลภาพยนตร์เซนต์พอล มินนีแอโพลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา

34 เทศกาลภาพยนตร์เอเชียแปซิฟิกแห่งลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา

35. เทศกาลภาพยตร์นานาชาติซีแอตเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา

36. เทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

37. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เอล พาโลมาร์ ประเทศอาร์เจนตินา

38. เทศกาลผู้กำกับภาพยนตร์อิสระแห่งฮาลิแฟกซ์ ประเทศแคนาดา

39. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติทรานซิลเวเนีย ประเทศโรมาเนีย

40. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติคูริติบา ประเทศบราซิล

41. เทศกาลภาพยนตร์ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

42. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย

43. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเฟิร์สท์ เมืองซีหนิง ประเทศจีน

44. เทศกาลภาพยนตร์นิว ฮอไรซอนส์ ประเทศโปแลนด์

45. เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

นอกจากนี้ หนังยังได้เข้าฉายในเชิงพาณิชย์ที่ประเทศไทย (8 ธันวาคม 2559) สหรัฐอเมริกา (14 เมษายน 2560) รวมถึงสหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (16 มิถุนายน 2560)

สำหรับในแง่รางวัล นอกจาก “ดาวคะนอง” จะกวาดรางวัลสำคัญๆ ในประเทศไทยไปได้อย่างเป็นกอบเป็นกำแล้ว (ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของเกือบทุกเวทีหลัก ยกเว้น “สตาร์พิคส์ ไทยฟิล์ม อวอร์ดส์”) หนังเรื่องนี้ยังได้รับรางวัลจากเทศกาลนานาชาติมาไม่น้อย ได้แก่

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (นิว ทาเลนต์ อวอร์ด) จากเทศกาลภาพยนตร์เอเชียแห่งฮ่องกง, รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์ลุคคา ประเทศอิตาลี, รางวัลชมเชยจากเทศกาลคิวซีเนม่า ประเทศฟิลิปปินส์, รางวัลชมเชยจากเทศกาลภาพยนตร์เอเชียแห่งโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และรางวัลแกรนด์ จูรี่ ไพรซ์ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเฟิร์สท์ เมืองซีหนิง ประเทศจีน

 

Advertisements
ข่าวบันเทิง

8 หนังไทยในฟุกุโอกะ และโปรเจ็คท์ของ “นนทรีย์-นนทวัฒน์” ที่ถูกคัดเลือกเข้าตลาดใหญ่ปูซาน

8 หนังไทยที่ฟุกุโอกะ

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโฟกัส ออน เอเชีย ฟุกุโอกะ 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-24 กันยายนนี้ ได้วางโปรแกรมพิเศษสำหรับภาพยนตร์ไทยโดยเฉพาะ

โปรแกรมดังกล่าวมีชื่อว่า “Thai Films-A Diversity in Charm” (ภาพยนตร์ไทย: ความหลากหลายภายในความมีเสน่ห์) โดยจะมีการจัดฉายหนังไทยถึง 8 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

ฟุกุ รวม

ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ), ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์), เทริด (เอกชัย ศรีวิชัย และ ภาคภูมิ วงษ์จินดา), ปั๊มน้ำมัน (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์), Mary is Happy, Mary is Happy (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์), เดอะ มาสเตอร์ (นวพล), เปนชู้กับผี (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง) และ สันติ-วีณา (ครูมารุต หรือ ทวี ณ บางช้าง)

ที่มา http://www.focus-on-asia.com/lineup_en/

2 โปรเจ็คท์หนังไทย ในตลาดเอพีเอ็ม เทศกาลปูซาน

เดอะ เอเชี่ยน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต (เอพีเอ็ม) คือ กิจกรรมส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

โดยทางผู้จัดงานจะคัดเลือกโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เอเชียที่น่าสนใจให้เข้ามาร่วมในกิจกรรมนี้ ซึ่งถือเป็นตลาดหรือแหล่งพบปะทางธุรกิจระหว่างคนทำหนังกับผู้ลงทุนหรือผู้สร้างภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย

ปีนี้ กิจกรรมเอพีเอ็มครั้งที่ 20 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม ในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ปูซานครั้งที่ 22 โดยมีโครงการภาพยนตร์ทั่วเอเชียส่งใบสมัครเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 317 เรื่อง ปรากฏว่ามีโปรเจ็คท์ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงาน 28 เรื่อง

ในรายชื่อดังกล่าว มีโครงการของนักทำหนังชาวไทยอยู่สองเรื่อง ได้แก่ “ดอย บอย” โครงการภาพยนตร์ของนนทวัฒน์ นำเบญจพล และ “ฟรานซิส จิตร ออฟ สยาม” โดย นนทรีย์ นิมิบุตร

doiboy
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Nontawat Numbenchapol

วอยซ์ทีวี รายงานว่า “ดอย บอย” โปรเจ็คท์ภาพยนตร์ล่าสุดของนนทวัฒน์ ที่เพิ่งมีหนังเรื่อง “#BKKY” เข้าฉายในเมืองไทย จะเล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มจากรัฐฉานซึ่งเดินทางเข้ามาทำงานในแวดวงธุรกิจสีเทาที่เชียงใหม่ และก่อนหน้านี้ โครงการดังกล่าวก็เคยได้รับรางวัล “ปูริน อวอร์ด” จากโครงการพัฒนาบทภาพยนตร์สำหรับนักทำหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFIC)

ฟรานซิส จิตร

ขณะที่โปรเจ็คท์หนังใหญ่เรื่องใหม่ของนนทรีย์จะนำเสนอประวัติชีวิตของ “ฟรานซิส จิตร” หรือหลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) ช่างภาพชาวไทยคนแรกในสมัยรัชกาลที่ 4-5 โดยเรื่องราวเกี่ยวกับร้านถ่ายรูปของเขาเคยปรากฎเป็นฉากเล็กๆ ในภาพยนตร์ “ทวิภพ” ของสุรพงษ์ พินิจค้า มาแล้ว

ฟรานซิส จิตร 2

ที่มา https://asianfilmfestivals.com/2017/08/14/asian-project-market-official-projects-2017/

คนมองหนัง

บันทึกถึง #BKKY

หนึ่ง

โอเค ในแง่ความเป็นหนึ่งสารคดีกึ่งฟิคชั่น มันอาจไม่ได้เข้มข้นละเอียดลออน่าตื่นเต้นถึงขีดสุด หากวัดกันในแง่คุณภาพ หนังเรื่องนี้ยังเข้มข้นน้อยกว่า “หมอนรถไฟ” รวมทั้งงานอย่าง “ดอกฟ้าในมือมาร” หรือหนังเรื่องอื่นๆ ที่เล่นกับประเด็นพรมแดนอันพร่าเลือนระหว่างหนังสารคดีกับหนังฟิคชั่นของอภิชาติพงศ์ (ซึ่ง “#BKKY” น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาไม่น้อย)

แต่อีกจุดหนึ่ง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ก็คือ นนทวัฒน์ นำเบญจพล สามารถ “เล่าเรื่อง” ของหนังเรื่องนี้ได้สนุกสนานเพลิดเพลินทีเดียว และ (อาจจะ) เป็นมิตรกับคนดูในวงกว้างได้มากพอสมควร

สอง

bkky 3

หนังเล่าเรื่องราวในพาร์ทสารคดีที่สัมภาษณ์เด็กวัยรุ่นจำนวนมากในกรุงเทพฯ ว่าด้วยเรื่องการเรียน ความรัก ความฝัน ความสัมพันธ์กับครอบครัว เพศสภาพ ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมในสถานศึกษา มุมมองคนนอก/คนใน และการเติบโต คลอเคียงไปกับพาร์ทฟิคชั่น ที่หยิบยก/เลือกสรรเอาทัศนคติ-การมองโลก-การเผชิญหน้ากับปัญหาของเหล่าวัยรุ่นในพาร์ทสารคดี มาทำให้เป็นเรื่องแต่ง

โดยส่วนตัว (อย่างที่บอกไปในข้อแรก) ผมรู้สึกสนุกเพลิดเพลินกับทั้งสองส่วน แบบดูไป หัวเราะไป อมยิ้มไป อินไป และไม่ได้ติดขัดอะไรกับตัวหนังมากนัก

กระทั่งหนังมาปิดฉากลงตรงนาทีที่ 75 นั่นแหละ ผมถึงเริ่มรู้สึกว่า เออ! จริงๆ หนังเรื่องนี้มันสั้นไปนะ และใช้สอยดอกผลงดงามจากพาร์ทสารคดีน้อยไปหน่อย

(ตอนที่ชื่อ “นนทวัฒน์” ในฐานะผู้เล่าเรื่อง ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในตอนท้าย ผมยังนึกว่านั่นคือ “ลูกเล่น” ที่จะเชื่อมโยงไปยัง “เรื่องเล่า” อื่นๆ หลังจาก “เรื่องรักของโจโจ้” คลี่คลายตัวเองลง)

ผมคิดว่า ต่อให้หนังขยายยาวไปถึง 120-140 นาที ความสนุกเพลิดเพลินของมันก็ยังน่าจะคงอยู่ และน่าจะฉายภาพของวัยรุ่นกรุงเทพฯ ได้สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

สาม

bkky 1

จุดที่ชอบมากๆ ในหนัง คือ ทัศนคติเรื่องเพศของน้องๆ ในพาร์ทสารคดี ซึ่งต้องขอสารภาพในฐานะคนวัยครึ่งหลังสามสิบว่า ผมไม่เคยตระหนักมาก่อนว่าความคิดเรื่องเพศสภาพของเด็กวัยรุ่นไทย/กรุงเทพฯ เดินทางไปไกลกันขนาดนี้แล้ว เพราะสำหรับหลายๆ คน เพศสภาพ ไม่ใช่แค่การแบ่งชาย-หญิง-LGBT อะไรด้วยซ้ำ แต่หมายถึงสภาวะอันเลื่อนไหลจนยากจะจัดแบ่งประเภทหรือหมวดหมู่ใดๆ

อีกส่วนเล็กๆ ที่ผมชอบ ได้แก่ ฉากในพาร์ทฟิคชั่น ที่ “โจโจ้” กับ “คิว” นั่งงอนกันในสวนสาธารณะ ขณะที่คนอื่นยืนเคารพธงชาติกันตอนหกโมงเย็น ซึ่งให้อารมณ์ผสมปนเปดี คือ มีทั้งอาการเพิกเฉย แต่ก็ไม่ถึงกับแข็งขืน ท้าทาย ขบถ ต่อปทัสถานหลักของสังคม

มันอาจถูกพิจารณาเป็นฉากที่มีความเป็นการเมืองอย่างยิ่ง หรือตรงกันข้าม มันอาจถูกตีความได้ว่า การไม่ยืนเคารพธงชาตินั้นเกิดจากอาการงอนกันของเด็กสาววัยรุ่นสองคน โดยมิได้ยึดโยงกับเป้าประสงค์ทางการเมืองใดๆ

หรือดีไม่ดี ไอ้ลักษณะเพิกเฉยโดยไร้จุดประสงค์ทางการเมืองเช่นนี้แหละ ที่อาจมีพลังกร่อนเซาะในทางการเมืองมากที่สุด

ปิดท้ายด้วยการปรากฏตัวบนจอของ “เนติวิทย์” ในหนัง ซึ่งมีนัยยะน่าสนใจดี กล่าวคือ ท่อนสัมภาษณ์เนติวิทย์ดูเหมือนจะปรากฏขึ้นแค่สองครั้ง (ไม่ได้เป็นบทสนทนาเรื่องการเมืองด้วย) และแทบไม่ได้ถูกนำไปแปรเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบเรื่องราวในพาร์ทฟิคชั่น

กล่าวอีกอย่างคือ เนติวิทย์ไม่ใช่ตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้

ด้านหนึ่ง หนังอาจกำลังชี้ให้เราเห็นว่าสังคมไทย/กรุงเทพฯ ยุคปัจจุบัน มีเยาวชนอย่างเนติวิทย์อยู่จริงๆ ทว่า เสียงของเขาอาจไม่ได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็น “พลังหลัก” หรือ “ตัวแทน” ของคนวัยเดียวกันเสมอไป

การต่อสู้ในแบบของเนติวิทย์อาจจ่อมจมลงไปในกระแสธารเชี่ยวกรากของเรื่องราว-ปัญหาชนิดอื่นๆ ที่เพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน กำลังเผชิญหน้า-ตั้งคำถามกับมันอยู่

หรือบางที เรื่องราวเหล่านั้น (ซึ่งเป็นประเด็นไลฟ์สไตล์ยิบๆ ย่อยๆ) อาจมีพลัง มีศักยภาพแฝงเร้นของมัน ไม่ต่างจากสิ่งที่เนติวิทย์สนใจและเคลื่อนไหว

สี่

bkky 2

มาถึงอีกจุดหนึ่งที่คนพูดถึงกันเยอะ คือ พาร์ทฟิคชั่นของหนัง ผมชอบและสนุกกับเรื่องราวการจีบ-การงอนกันของ “โจโจ้” กับ “คิว” (อารมณ์สนุกเพลิดเพลินกับหนังก็เกิดขึ้นจากส่วนนี้เป็นหลัก)

แต่พอตัวเรื่องถูกพัฒนาไปเรื่อยๆ ก็ต้องยอมรับว่ามันอ่อนแรงลงเล็กน้อยจริงๆ เช่น บทบาทของตัวละครพ่อโจโจ้ที่หวงลูกสาวจนไม่ให้คบผู้ชายนั้นก็ดูทื่อและเป็นละครทีวีไปหน่อย เช่นเดียวกับวงจรความรักของ “โจโจ้” ที่ผมไม่แน่ใจว่าควรจะประเมินมันอย่างไรดี

เพราะมุมหนึ่ง มันก็เป็นเหมือนเรื่องราวความสุข ความทรงจำ ความพลั้งพลาด และความผิดหวังของรักครั้งแรกๆ ในช่วงวัยรุ่น ที่ดูจริงและโอเคอยู่ ทว่า ลึกๆ มันก็คล้ายจะมีท่าทีแบบสุภาษิตสอนหญิงหรือการสำนึกบาปอะไรสักอย่างแฝงอยู่ลึกๆ

(ผมยังรู้สึกว่าถ้าเรื่องของโจโจ้คือ “เรื่องเล่า” 1 ใน 2 หรือ 1 ใน 3 เรื่อง ที่ดำรงอยู่ในพาร์ทฟิคชั่นของหนังเรื่องนี้ ปัญหาดังกล่าวอาจถูกมองเห็นได้ไม่ชัดนัก แต่พอมันกลายเป็นเรื่องราวหลักเรื่องเดียวในพาร์ทฟิคชั่น เราเลยมองเห็นข้อด้อยของมันได้ง่ายหน่อย)

ห้า

bkky 4

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมยังยืนยันอีกครั้งว่า “#BKKY” เป็นหนังสนุก (สำหรับผม ถ้านับเฉพาะหนังไทยที่ได้ดูในปีนี้ นี่น่าจะเป็นหนังที่สนุกรองลงมาจาก “ไทบ้าน เดอะ ซีรี่ส์”)

ด้วยศักยภาพในการได้รอบฉายและโรงฉายที่ค่อนข้างครอบคลุม ด้วยเนื้อหาของหนังที่ไม่หนักเกินไปและน่าจะสัมผัสใจของคนดูกลุ่มวัยรุ่นได้ไม่น้อย

ก็หวังว่าหนังเรื่องนี้จะช่วยนำพา “ภาพยนตร์สารคดี” และ “ภาพยนตร์สารคดีกึ่งเรื่องแต่ง” ให้เคลื่อนเข้าไปใกล้ชิดกับผู้ชมชาวไทยมากยิ่งขึ้น

 

 

ข่าวบันเทิง

อัพเดตรายละเอียด-ใบปิดหนัง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ภาพยนตร์ไทยในเวนิสของ “เป็นเอก”

หลังจากหนัง “Samui Song” โดยเป็นเอก รัตนเรือง ได้รับการประกาศรายชื่อให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่จะเข้าฉาย (รอบปฐมทัศน์โลก) ในสายการประกวดของเซ็คชั่น “เวนิส เดย์ส” กิจกรรมอิสระคู่ขนานของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส 2017

ก็เริ่มมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้เผยแพร่ออกมา

เริ่มตั้งแต่ใบปิดของหนัง ดังที่เห็นในภาพประกอบ

samui song poster
ที่มาเพจเฟซบุ๊ก augenschein Filmproduktion

นอกจากนี้ เว็บไซต์ทางการของกิจกรรมเวนิส เดย์ส ยังระบุถึงชื่อภาษาไทยของหนัง นั่นคือ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

รวมทั้งเปิดเผยเรื่องย่อฉบับละเอียดขึ้นว่า หนังความยาว 108 นาทีของเป็นเอก จะบอกเล่าเรื่องราวของ “วิยะดา” ดาราสาววัยกลาง 30 ที่ต้องแบกรับความกดดันภายในใจมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ “เจอโรม” สามีมหาเศรษฐีชาวต่างชาติของเธอ ได้ทุ่มเทอุทิศตนให้แก่เจ้าลัทธิความเชื่อ ผู้ถูกเรียกขานว่า “เดอะ โฮลี่ วัน”

วิยะดาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะตอบโต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวด้วยวิธีการที่รุนแรงสุดขั้วถึงขีดสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อความหลุดพ้นจากอิทธิพลของลัทธิประหลาดอย่างถาวร

ข่าวบันเทิง

“ดาวคะนอง” ได้รางวัลที่จีน มี “เบลา ทาร์” เป็นประธานกรรมการตัดสิน

หลังกวาดรางวัลในเมืองไทยไปอย่างเป็นกอบเป็นกำ “ดาวคะนอง” ผลงานภาพยนตร์ของอโนชา สุวิชากรพงศ์ ยังได้โอกาสเดินสายตระเวนฉายและรับรางวัลจากเทศกาลหนังต่างประเทศโดยต่อเนื่อง

ล่าสุด หนังไทยเรื่องนี้เพิ่งได้รับรางวัลเดอะ แกรนด์ จูรี่ ไพรซ์ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเฟิร์สท์ ที่เมืองซีหนิง ประเทศจีน

ดาวคะนอง ทาร์

แม้อโนชา ผู้กำกับ จะไม่ได้เดินทางไปร่วมเทศกาลนี้ด้วยตนเอง แต่ก็มีหนึ่งในทีมงาน คือ หมิง ไค เหลียง ผู้กำกับภาพของหนังขึ้นไปรับรางวัลแทน

ที่สำคัญ ผู้มอบรางวัลนี้ให้แก่หมิง ก็คือ เบลา ทาร์ คนทำหนังชาวฮังกาเรียน ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการตัดสินภาพยนตร์สายประกวดของเทศกาลดังกล่าวประจำปีนี้

ขอบคุณภาพและข่าวจากเพจ ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

คนมองหนัง

Pop Aye: การเดินทางเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

(เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในภาพยนตร์)

หนึ่ง

ป๊อปอาย หนึ่ง

โดยสรุปแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นการพยายามทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนวัยเกือบๆ หรือกว่า 60 โดยคนรุ่นประมาณ 30 ต้นๆ

ซึ่งถ้าหนังออกมาเร็วกว่านี้สักห้าปีเป็นอย่างน้อย ผมในวัยเพิ่งขึ้นต้นด้วยเลข 3 หรืออาจยังไม่ถึงเลข 3 คงจะไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่นัก

แต่พอหนังออกฉายในปีนี้ ปีที่ตัวเองอายุสามสิบกลางๆ แล้ว ผมกลับรู้สึก “อิน” กับ “Pop Aye” มากอยู่

เพราะระยะหลังๆ ในชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงาน ผมมักต้องหัดพยายามมองโลกด้วยสายตาแบบเดียว/คล้ายๆ กับคนทำหนังเรื่องนี้ (ซึ่งคงมีอายุไล่เลี่ยกัน)

กล่าวคือ มันเป็นการพยายามทำความเข้าใจโลกจากที่ทางของคนที่ยังไม่แก่ชรา แต่ก็ไม่ใช่คนหนุ่มสาวผู้เปี่ยมพลังแห่งความเยาว์วัยอีกต่อไป

โดยด้านหนึ่งของเรา คือคนรุ่นอายุไม่เกิน 30 หรือเพิ่งเกิน 30 มาไม่นาน ซึ่งมีความเข้าใจ-เข้าถึงเทคนิควิธี เทคโนโลยี ตัวเลขสถิติ หรือองค์ความรู้สมัยใหม่มากมาย

ส่วนอีกด้าน คือ คนรุ่น 50-60-70 ที่บ่อยครั้ง พวกเขามักมองโลกผ่าน “คุณค่า” “ประสบการณ์” “ความฝังใจ” บางชุดจากอดีต ซึ่งหลายครั้ง มันก็ทาบไม่สนิทกับ “ข้อเท็จจริง” ณ ปัจจุบัน

และก็มีหลายครั้ง ที่คนสองกลุ่มนี้จะ “ชน” หรือ “ปะทะ” กัน ด้วยความไม่เข้าใจ หรือมุมมองต่อโลกที่ต่างกันจนยากประสาน

ถ้าตัวเองยังอายุแค่ 20 ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ ผมคงมีแนวโน้มจะเอนเอียงหรือพร้อมดีเฟนด์ให้แก่ฝ่ายคนหนุ่มสาวโดยไม่มีเงื่อนไข

แต่น่าแปลกที่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมชักจะเริ่มเข้าใจพวกคนแก่มากขึ้น ว่าทำไมพวกเขาต้องยึดโยงตัวเองอยู่กับนามธรรมลอยๆ หรือข้อเท็จจริงที่ตกยุคไปแล้วบางอย่าง

และถ้าไม่ยึดติดกับชุดคุณค่าพวกนั้นหรือหันหลัง 180 องศาให้กับมัน ชีวิตของพวกเขาจะพังพินาศขนาดไหน

ไปๆ มาๆ ถ้าชีวิต-อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาพังย่อยยับ เราและคนรุ่นเด็กกว่าเราก็จะไม่ได้อะไรจากการพังทลายดังกล่าวเหมือนกัน

สอง

ป๊อปอาย สอง

กลับมาพูดถึงตัวหนัง ผมรู้สึกเพลิดเพลินกับการเดินทางของตัวเอกอย่าง “ธนา” มากทีเดียว

โดยรู้สึกว่าตลอดรายทางของการเดินทางในหนังเรื่องนี้มีสีสันมากพอสมควร และมีรสชาติกลมกล่อมกำลังดี

(กระทั่งฉากที่ไม่น่าจะซ่อนนัยอะไร อย่างฉากช้างเดินผ่านซากงูตาย ก็ยังมีความน่าประทับใจบางอย่าง จนติดอยู่ในหัวผม หลังจากดูหนังจบมาแล้ว 2-3 วัน)

ตั้งแต่อาการประสาทกิน-ภาวะอ่อนแอทางร่างกายตามประสาคนชั้นกลางวัยกลางคนในเมืองใหญ่ของตัวละครนำ เมื่อเริ่มเดินเท้าออกเดินทาง

การเล่นกับสัญลักษณ์แตงโมเหลือง-แดง ที่ตกแตกเรี่ยราดกลางถนน ซึ่งคงมีความเชื่อมโยงอะไรบางอย่างกับสภาพการเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ชีวิตกับความใฝ่ฝันของหมอดูบุคลิกเพี้ยน ที่เริ่มต้นอย่างขัดเขินพอสมควร (ด้วยบทสนทนาแข็งๆ แปลกๆ) ก่อนจะคลี่คลายไปสู่ความโศกเศร้าระคนกับความงดงาม พร้อมปมปัญหาค้างคาบางประการ

เรื่องราวหลากมุมในร้านเหล้าบ้านๆ ตั้งแต่ปัจจุบันอันขมขื่นของกะเทยรุ่นใหญ่ มาจนถึงการตอกย้ำให้เห็นถึงภาวะเสื่อมทรุดของอำนาจเชิงกายภาพ กระทั่งมิอาจสำแดงพลังแห่งความเป็นชายของตัวละครนำ (เนื้อหาส่วนนี้อาจดูไม่ค่อยใหม่นัก จึงน่าดีใจ ที่หนังนำพาตัวเองให้ออกเดินทางไปไกลมากๆ จากจุดดังกล่าว)

และแน่นอนว่าประเด็นภาพชนบทที่ไม่เป็นดังความคาดหวัง/ความทรงจำครั้งอดีตของคนชั้นกลาง กทม. (ที่เติบโตมาจากการเป็นเด็กชนบทเข้ากรุง) ก็นับเป็นจุดไคลแม็กซ์ที่คล้ายจะราบเรียบ ทว่า ทรงพลังมากๆ ของหนังเรื่องนี้

สาม

ป๊อปอาย สามสี่

บนเส้นทางอันระหกระเหินและอิ่มเอม เรื่องราวต่างๆ ใน “Pop Aye” ถูกจัดวางไว้ในกรอบโครงที่เป็นระบบระเบียบอย่างยิ่ง

อย่างน้อย พอดูหนังจบ คนดูน่าจะพอสัมผัสได้ว่าชีวิตของหมอดูซอมซ่อ, กะเทยขายบริการ และธนานั้น มีความเชื่อมโยงหรือสอดคล้องต้องตรงกันอยู่

เพราะพวกเขาเหล่านั้นต่างไขว่คว้า โหยหา คิดถึง “อดีต” บางอย่าง ซึ่งเอาเข้าจริง แต่ละคนต่างไม่รู้ว่า “ภาพฝันครั้งอดีต” ดังกล่าวยังดำรงคงอยู่หรือไม่ หรือเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงไหน

“อดีต” บางชนิดอาจไม่มีตัวตนอยู่บนโลกมนุษย์แล้วด้วยซ้ำ แต่พวกเขาบางคนก็เชื่อมั่นว่าตนเองกำลังจะได้พบกับ “อดีต” ที่ว่านั้นอีกครั้งหนึ่งในไม่ช้า

พี่ชายบนสวรรค์, ผู้หญิงที่ตนแอบรักเมื่อกาลครั้งโน้น, ความรุ่งโรจน์ในทางวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการค้าบริการทางเพศหรือธุรกิจสถาปัตยกรรม, ช้างและบ้านเกิดที่เคยถูกเจ้าของทอดทิ้งและหนีเข้าเมืองหลวง จึงถูกมัดรวมให้เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง

สี่

พี่ชาย

อย่างไรก็ตาม มีบางองค์ประกอบที่ผมรู้สึกติดขัดกับหนังเรื่องนี้อยู่บ้าง

ข้อแรก คือ ผมค่อนข้างจะรู้สึกสะดุดกับเส้นเรื่องเกี่ยวกับตำรวจและพระสงฆ์ที่แบนๆ หรือนำเสนอภาพเหมารวมในแง่มุมลบๆ ของคนสองกลุ่มนี้แบบ “ทื่อ” ไปหน่อยนึง

หรือพูดอีกอย่างคือ ผมรู้สึกว่าตำรวจกับพระเป็นตัวแทนอำนาจรัฐที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาเยอะจนพรุนแล้วในสื่อบันเทิงต่างๆ ด้วยเหตุนี้ ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์ครั้งหลังๆ ไม่มีอะไร “ใหม่” จริง จึงย่อมก่อให้เกิดความจำเจขึ้นเป็นธรรมดา

กับอีกส่วนที่เหมือนหนังเกือบจะทำได้เนียน แต่ก็ยังมีอะไรแปลกๆ หลุดออกมาบ้างนิดๆ หน่อยๆ นั่นคือ วิธีการพูดจาหรือบทสนทนาของตัวละคร ที่บางครั้ง คนดูยังพอจับได้อยู่ว่า “นี่ไม่ใช่หนังไทยที่คนไทยกำกับ”

แต่เอาเข้าจริง “Pop Aye” ก็ถือเป็นหนังของผู้กำกับต่างชาติที่กำกับนักแสดงไทย-เรื่องราวแบบไทยได้ดีมากๆ (เผลอๆ อาจดีที่สุดเรื่องหนึ่ง)

โดยส่วนตัว ผมชอบหนังสิงคโปร์-ไทยเรื่องนี้ พอๆ กับ “พี่ชาย My Hero” ของ “จอช คิม”

ที่ตลกร้าย คือ หนังลูกครึ่งไทยพวกนี้ดันเล่าเรื่องราวของสังคมไทยร่วมสมัยได้ดีและลึกกว่าหนังไทยแท้ๆ ส่วนใหญ่ในท้องตลาดยุคปัจจุบัน

ห้า

นอกจากนี้ หนังมีรายละเอียดบางอย่างที่น่าสนใจ เช่น การเล่นกับ “มรดกตกค้าง” จากยุคสงครามเย็น ผ่านบทเพลง “จดหมายจากเมียเช่า”

ระยะหลังๆ เวลาหนังหรือผลงานศิลปะร่วมสมัยแถบอาเซียนพูดถึงสถานการณ์การเมืองระดับภูมิภาคในยุค 60 หลายเรื่อง/ชิ้นมักพูดถึงประวัติศาสตร์ช่วงนั้นในฐานะ “บาดแผล” ของผู้ถูกกระทำ หรือ “บาปที่รอวันชำระ” ของผู้ที่ร่วมมือกับฝ่ายอเมริกัน

แต่ “Pop Aye” กลับเอาเพลงที่ตกค้างจากยุคนั้นมาใช้เป็นสื่อที่เชื่อมร้อยอารมณ์ความรู้สึกถวิลหา-เศร้าสร้อยของคนแก่ๆ หมดสภาพ 2-3 คน เข้าหากัน ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกดี สำหรับงานศิลปะทางเลือกยุคปัจจุบัน

เพราะแทนที่เราจะก่นด่าประณามว่ารัฐไทยเคยร่วมมือกับรัฐบาลอเมริกันอย่างไร

หรือคนไทย/สังคมไทยได้ประโยชน์จากการร่วมมือดังกล่าว ขณะยืนอยู่บนความทุกข์ยากของประเทศเพื่อนบ้านหรือผู้คนบางส่วนในประเทศอย่างไรบ้าง

หนังกลับเลือกให้ตัวละครรุ่นอายุราวๆ 50-60 แสดงความรู้สึกซาบซึ้งตรึงใจในฐานะปัจเจกบุคคล กับผลงานทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจากยุคสมัยของประวัติศาสตร์บาดแผล

คนแก่เหล่านี้ไม่ได้นึกคิด (แม้อาจจะพอตระหนักรู้อยู่บ้าง) ถึงความผุพังและรอยแตกร้าวจากยุคสงครามเย็น ทว่า พวกเขาโหยหาถึงแง่งามปนเศร้าของมัน ผ่านประสบการณ์แบบปัจเจก

เราอาจไม่เห็นด้วยกับท่าทีแบบนี้ หรือมองเห็นถึงความละเลยเพิกเฉยอันเกิดจากท่าทีดังกล่าว แต่เราก็ควรต้องทำความเข้าใจและยอมรับว่าคนจำนวนไม่น้อยในสังคมนั้นมีอารมณ์ความรู้สึก/ท่าทีแบบนี้อยู่จริงๆ

หก

น่าตีความเล่นๆ ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครนำกับเพลง “จดหมายจากเมียเช่า” และสายสัมพันธ์ของธนากับหมอดูจรจัดนั้นอาจมีลักษณะ “ล้อ” กันอยู่พอสมควร

อาการรำลึกความหลังถึงวันชื่นคืนสุขด้วยบทเพลงยุคสงครามเย็น โดยไม่คำนึงถึงบาดแผลของผู้คนอื่นๆ และสังคมในช่วงเวลาเดียวกัน

อาจคล้ายคลึงกับความพยายามของธนาที่จะสานฝันของหมอดูคนเพี้ยนให้เป็นความจริงหรือเข้าใกล้ความจริงมากที่สุด ณ เงื่อนไขปัจจุบัน

โดยในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นธนาเองนั่นแหละ ที่ฉุดกระชากหมอดูซอมซ่อผู้มองชีวิตในแง่บวกออกจากโลกความฝันส่วนตัวอันงดงามและปลอดภัย จนเขามิอาจจะสานฝันได้สำเร็จด้วยตัวเอง

ธนาจึงเป็นทั้งคนที่มีส่วนทำลายความฝันของหมอดู และคนที่พยายามสานต่อความฝันของเขาให้สำเร็จลุล่วง

หนักกว่านั้น ความสัมพันธ์สองแบบข้างต้นยังอาจส่องสะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์สองเหลี่ยมมุมระหว่างธนากับช้างเพื่อนยาก

ซึ่งครั้งหนึ่ง ธนาเคยขายมันทิ้งเพื่อหาเงินเข้ากรุงเทพฯ กระทั่งเวลาผ่านเลยไปหลายปี เขาจึงซื้อเจ้า “ป๊อปอาย” กลับมา แล้วพยายามนำมันหวนคืนบ้านเกิด

เจ็ด

ป๊อปอาย แปด

อีกจุดที่เป็นรายละเอียดซึ่งหนังไม่ได้ระบุไว้ชัดๆ แต่ผมทึกทักเอาเองว่าหนังบอกเป็นนัยๆ เอาไว้ ก็คือ ภูมิหลังในเมืองใหญ่ของธนา

เรารู้แค่ว่าธนาน่าจะเป็น “สถาปนิก” รุ่นเก๋า ที่กำลังถึงคราปลดระวาง เขาเป็นเด็กจากเมืองเลยผู้หันหลังให้ครอบครัวและบ้านเกิดอย่างเกือบจะสิ้นเชิง เพื่อเข้ามาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในกรุงเทพฯ

แต่คนดูไม่รู้ว่าเส้นทางชีวิตในกรุงเทพฯ ของธนา ก่อนจะมารุ่งโรจน์ในบริษัทออกแบบชื่อดังนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

มีเพียงคำพูดที่ธนาบอกกับตัวละครบางคนระหว่างเดินทางกลับคืนบ้านเกิดว่า เขาเคย “ทำงานก่อสร้าง” มาก่อน

นั่นทำให้ผมคิดต่อเล่นๆ ว่า ธนาคงไม่ได้เป็นเด็กประเภทเรียนดีมีเงิน แล้วเอ็นทรานซ์ติดคณะสถาปัตย์ ในมหาวิทยาลัยดังทันที เมื่อแรกเข้ากรุงเทพฯ

แต่เขาคงเข้ามาทำงานก่อสร้าง/รับเหมาฯ ในกทม. แล้วค่อยๆ เติบโตจากสายโฟร์แมน หรือเริ่มตั้งต้นเรียนรู้วิชาออกแบบจากการทำงานไป เรียนสายอาชีวะไป ก่อนจะ “ต่อยอด” คุณวุฒิของตนเอง ด้วยประสบการณ์และทุนทรัพย์ที่มีมากขึ้น

หากเป็นอย่างที่ผม “มโน” ก็เป็นไปได้ว่าความขัดแย้งไม่ลงรอยระหว่างธนากับลูกชายเจ้าของบริษัทนั้น อาจไม่ใช่แค่เรื่องความแตกต่างระหว่างวัย แต่มีประเด็นเรื่องความแตกต่างทางชนชั้นแฝงอยู่ด้วย (แม้ธนาจะอัพเกรดตัวเองขึ้นเป็นคนชั้นกลางระดับสูงมานานหลายปีแล้วก็ตาม)

แปด

ป๊อปอาย เจ็ด

องค์ประกอบและเรื่องราวปลีกย่อยต่างๆ ในหนัง ได้ค่อยๆ สั่งสมและถ่ายทอดพลังมายังบทสรุปสุดท้ายของ “Pop Aye”

เอาเข้าจริง บทสรุปดังกล่าวเกือบจะออกมา “เลี่ยน” และ “ห้วน” ด้วยซ้ำ

แต่พอเรานำบทสรุปที่ว่าไปประกบกับ “ความจริง” ที่ธนาเพิ่งตระหนักจากการเดินทางกลับบ้าน เราก็จะพบว่าตัวละครรุ่นเขานั้นเคว้งคว้างและน่าจะต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจมากมายขนาดไหน

อย่างที่เคยเกริ่นไปแล้วว่าธนาเป็นชายที่บกพร่องในแง่ความเป็นสามี (และรวมไปถึงการเป็นหัวหน้าครอบครัว)

เขาคือคนที่พยายามไขว่คว้าหาอดีตอันบริสุทธิ์งดงาม แต่อดีตก็คือ “อดีต” ซึ่งไม่มีทางแนบสนิทกับ “ปัจจุบัน”

เขาคือคนที่พยายามจะยึดกุมช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ในทางวิชาชีพของตนเองเอาไว้ ทว่า กาลเวลาก็ผ่านเลยไปเรื่อยๆ หรือกัดกินตัวเองอยู่ทุกวัน พร้อมๆ กับคลื่นลูกใหม่ที่สาดซัดทับถมเข้ามา

สิ่งท้ายๆ ที่ธนาพยายามยึดเกาะไว้ จึงได้แก่ “อดีต” ที่จวนจะเสื่อมสลายในเมืองใหญ่ แต่ยังไม่สูญสลายหายไปเหมือน “อดีต” ในชนบท

อย่างไรก็ดี แม้แต่ซาก “อดีต” ที่เหลืออยู่อย่างร่อยหรอ ก็จะต้องถูกทุบทำลายทิ้งไปในไม่ช้า แล้วแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ ซึ่งตอบโจทย์ผู้คนในสังคมร่วมสมัยได้มากกว่า

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากธนาจะต้องกลับไปหาภรรยาคู่ชีวิตและช้างเพื่อนยาก แล้วยึดเหนี่ยวตนเองกับคนและสัตว์เหล่านั้นเอาไว้ให้แนบแน่นที่สุด ผ่านอารมณ์ความรู้สึก/สายสัมพันธ์ที่ทั้งโรแมนติก ชวนฝัน รำลึกความหลัง และอ้างว้างเดียวดายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

เพราะนั่นคือ “คุณค่าในชีวิต” สองลำดับสุดท้าย ที่หลงเหลืออยู่ของเขา

สรุป

โดยสรุปแล้ว ในภาวะที่สังคมต้องเผชิญหน้ากับปัญหาช่องว่างระหว่างเจเนอเรชั่นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่า “Pop Aye” พยายามจะสนทนากับปัญหาดังกล่าวและ “ตัวละครหลัก” ของปัญหา อย่าง “ผู้สูงอายุ” ผ่านท่าที, น้ำเสียง และกลวิธีที่อ่อนโยน-ละมุนละม่อม-พร้อมจะทำความเข้าใจในมุมมองที่แตกต่าง แต่ก็ทรงพลังไปพร้อมๆ กัน

ผมจึงเห็นว่าฉาก “ร่วมลงมือ-ออกแรงปิดกระบะท้ายรถบรรทุก/ปิกอัพ” โดยตัวละครสองราย (ธนาและคนอื่นๆ ซึ่งหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันไป) ที่ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหนัง นั้นมีนัยยะสำคัญอยู่ไม่น้อย

ข่าวบันเทิง

เมื่อ “อภิชาติพงศ์” เล่าเรื่อง “ผีที่หลากหลาย” และการเล่นกับแสง ณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองให้แก่ให้แก่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในฐานะผู้ได้รับรางวัล the Principal Prince Claus Award ประจำปี 2016 ณ สถานเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นธรรมเนียมของงานมอบรางวัลดังกล่าว ที่จะเชิญศิลปินไปรับมอบรางวัลที่เนเธอร์แลนด์ ก่อนจะมีจัดงานฉลองที่ประเทศบ้านเกิดของศิลปินรายนั้นในเวลาต่อมา

โดยในงานดังกล่าว เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย Karek Hartogh ได้ยกย่องนักทำหนังชาวไทยผู้นี้ว่า

“อภิชาติพงศ์ได้อุทิศตนเองให้แก่เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความเห็น ผ่านการปฏิเสธที่จะประนีประนอมกับบรรทัดฐานทางศิลปะต่างๆ ตลอดจนเพดานข้อจำกัดอื่นๆ ซึ่งบางครั้งก็เป็นการกำหนดบังคับจากแรงกดดันภายนอก มาโดยต่อเนื่อง”

ทางด้านอภิชาติพงศ์ได้ย้อนเล่าเรื่องราวสมัยที่เขายังเป็นเด็กและใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ณ เวลานั้น เขาชอบใช้ไฟฉายส่องไปยังความมืดมิด เพื่อหวังจะมองหาสัตว์ประหลาดหรือภูตผีปีศาจ แม้ว่าลึกๆ แล้ว เขาจะหวาดกลัวสิ่งลึกลับเหล่านั้นก็ตาม

“ย้อนกลับไปตอนนั้น ความเชื่อเรื่องผีมีอยู่อย่างแตกต่างหลากหลาย เช่น ผีหัวขาดที่เดินถือศีรษะตนเองไปมา ผีเปรตที่ตัวสูงและผอมมากๆ ผีโพงจมูกเขียวที่มีร่างเรืองแสง ผีกระสือที่ลอยไปมาพร้อมอวัยวะภายใน”

อย่างไรก็ตาม เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยตั้งข้อสังเกตว่า ในยุคสมัยต่อมา ลักษณะของภูตผีต่างๆ ในสังคมไทยกลับเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผีในหนังไทย” ซึ่งเริ่มกลายสภาพเป็น “ผีตลก” มากขึ้นเรื่อยๆ ผีเหล่านั้นทำได้แค่วิ่งไปวิ่งมา แถมยังถูกหลอกล่อโดยมนุษย์ ผีพวกนั้นปรากฏกายแม้กระทั่งตอนกลางวัน จนคนดูสามารถสังเกตเห็นได้ว่าบรรดาผีทั้งหลาย คือ ผีปลอมๆ ที่ถูกสร้างขึ้น

“นี่กลายเป็นความโศกเศร้าของผม ที่ผีเหล่านี้ไม่ได้มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป พวกเขากลายเป็นแค่ตัวละครในนิยาย”

เจ้าของรางวัล the Principal Prince Claus Award 2016 กล่าวต่อว่า เราอาจจัดให้เรื่องราวของ “ลุงบุญมี” (จากภาพยนตร์ “ลุงบุญมีระลึกชาติ”) เป็นนิยายหรือเรื่องแต่งได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี เขาอยากจะคิดจินตนาการว่า พวกเราทุกคนต่างดำรงชีวิตอย่างมีหลากมุมหลายมิติเช่นเดียวกับที่ “ลุงบุญมี” ต้องเผชิญ

ในบางมิติของการดำรงชีวิต ภูตผีปีศาจอาจมีอยู่จริง ขณะที่ในมิติอื่นๆ ความเชื่อว่าประเทศไทยเป็นชาติที่ร่ำรวย เป็นแผ่นดินทอง ทั้งยังเต็มไปด้วยทหารกล้าจำนวนมาก อาจถูกพิจารณาว่าเป็นความจริง

“ผมต้องการเพียงแค่จะสื่อว่าอัตลักษณ์และความเชื่อที่หลากหลายของพวกเรา นั้นดำรงอยู่ภายในกระบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือบางทีนี่อาจอธิบายจากแง่มุมของความเชื่อทางพุทธศาสนาได้ว่า พวกเราต่างเวียนวนอยู่กับวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไร้จุดสิ้นสุด

เจ้ยรับรางวัลที่ไทย 2

“ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ ผมรู้สึกมีความสุขกับการเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ ผมยังคงสนุกสนานที่ได้เล่นกับแสง ไฟฉายซึ่งอยู่ในมือผมตั้งแต่เมื่อครั้งเยาว์วัย ยังคงเสาะแสวงหาภูตผีอันแตกต่างหลากหลายต่อไปเรื่อยๆ”

อภิชาติพงศ์กล่าวปิดท้ายปาฐกถาที่แสดง ณ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยว่า เขาหวังว่าสังคมนี้จะเปิดโอกาสให้แก่เสียงที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมๆ กับการมีความอดทนอดกลั้นและการมีเสรีภาพเพิ่มขึ้น

“แล้ววันหนึ่ง เราจะสามารถขจัดทิ้งซึ่งความหวาดกลัว เราต้องมาร่วมกันทำให้สิ่งดังกล่าวเป็นความจริง ด้วยแสงสว่างที่พวกเราพร้อมใจกันฉายส่องออกไป ขอบคุณมากๆ ครับ”

นอกจากนั้น ในงานดังกล่าวยังได้มีการฉายหนังสั้นเรื่อง “จดหมายถึงลุงบุญมี” โดยมีสมาชิกครอบครัววีระเศรษฐกุล ทีมงานนักแสดงและเบื้องหลังจากภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์ เพื่อนๆ และบุคลากรทางด้านวัฒนธรรมของประเทศไทย มาร่วมเฉลิมฉลองกับความสำเร็จของนักทำหนังชาวไทยผู้นี้

ขอบคุณเนื้อหาจากhttps://www.nederlandwereldwijd.nl/landen/thailand/nieuws/2017/06/13/prince-claus-fund-awards และ http://www.princeclausfund.org/en/news/apichatpong-weerasethakul-receives-prince-claus-award-in-bangkok.html

ขอบคุณภาพประกอบจากhttps://www.facebook.com/netherlandsembassybangkok/