คนมองหนัง

โน้ตสั้นๆ ถึง “น้อง.พี่.ที่รัก”

หนึ่ง

ฉากรำลึกซีรีส์กำลังภายในเรื่อง “กระบี่ไร้เทียมทาน” คือ ซีนที่ถูกจดจำได้มากที่สุดซีนหนึ่งของหนังไทยเรื่อง “แฟนฉัน” ผลงานเปิดตัวสร้างชื่อของ “จีทีเอช/จีดีเอช”

ขณะนั่งดูสายสัมพันธ์ระหองระแหงระหว่าง “พี่ขอย” กับ “น้องเจน” ใน “น้อง.พี่.ที่รัก” ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ “วิทยา ทองอยู่ยง” (หนึ่งในผู้กำกับฯ “แฟนฉัน”) ผมดันย้อนนึกไปถึงฉากสำคัญฉากหนึ่งใน “ยอดยุทธจักรมังกรฟ้า” ซีรีส์ภาคต่อของ “กระบี่ไร้เทียมทาน” ขึ้นมา

นั่นคือฉากที่ “ฮุ้นปวยเอี๊ยง” ตัวละครซึ่งน่าจะเป็นพระเอก ถูกบรรดามารจากพรรคบัวขาวรุมฆ่าตายอย่างอนาถ ภายหลังเขาเพิ่งตระหนักว่า “มารชมพู” มือสังหารเหี้ยมเกรียมแห่งยุทธภพ เป็นน้องสาวแท้ๆ ต่างแม่ ที่ถูกกล่อมประสาท

ระหว่างตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก มารชมพูหรือ “ต๊กโกวหงส์” ก็จัดการเป่าเข็มอาวุธลับใส่คอหอย “ฮุ้นปวยเอี๊ยง” นำไปสู่จุดจบอันชวนรันทดใจของสุดยอดจอมยุทธ

การนำ “ยอดยุทธจักรมังกรฟ้า” มาซ้อนทับกับ “น้อง.พี่.ที่รัก” คล้ายจะเป็นการเปรียบเทียบที่ผิดฝาผิดตัว แต่วิธีการเทียบเคียงเช่นนี้ก็มีความชอบธรรมอยู่มิใช่น้อย หากประเมินว่าผลงานของวิทยานั้นดำเนินเรื่องแบบ “การ์ตูน” จนตัดข้ามความเป็นไปได้จริงๆ ไปมากพอสมควร (ไม่ต่างจาก “ซีรีส์กำลังภายใน”)

ที่สำคัญ ชะตากรรมของพี่ชายและน้องสาวในหนังไทยเรื่องนี้ ยังมีศักยภาพสูงพอซึ่งจะพัฒนาไปสู่รูปแบบความสัมพันธ์อัน “เจ็บปวดร้าวราน” มากที่สุดหนหนึ่งในจักรวาลภาพยนตร์ “จีทีเอช/จีดีเอช”

ไม่ต่างอะไรกับโศกนาฏกรรมระหว่าง “ฮุ้นปวยเอี๊ยง” กับ “ต๊กโกวหงส์”

ทว่าเรื่องราวของ “น้อง.พี่.ที่รัก” ก็มิได้ดำเนินไปสู่ทิศทางเช่นนั้น เพราะหนังยังต้องปิดฉากลงอย่างแฮปปี้มีความหวังสอดคล้องกับแนวคิด “Gross Domestic Happiness” ตามชื่อค่าย

สอง

ทำไม “น้องเจน” ต้องให้อภัย “พี่ชัช/พี่ขอย” อยู่เสมอ?

ตามความเห็นส่วนตัว “พี่ชัช/พี่ขอย” อาจถูกคนทำหนังใส่สีตีไข่/รวบยอด/เหมารวมมากไปหน่อย ในเรื่องที่เขาเป็นคนเละเทะ ไม่รับผิดชอบ ไม่ดูแลบ้านอย่างสิ้นเชิง (ถ้าแย่ขนาดนั้น เขาคงทำงานเป็นเออีไม่ได้ คงไม่มีเสื้อสูทเนี้ยบๆ ใส่ บ้านและรถสปอร์ตสวยๆ คงผุพังไม่มีชิ้นดี หรือเลี้ยงนกฮูกไม่รอด)

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าพิจารณาจากวิธีคิดหรือการตัดสินใจในหลายเรื่อง “พี่ขอย” ก็เป็นพี่ชายหรือกระทั่งเป็นเพื่อนมนุษย์ที่นิสัยห่วย ไม่น่าคบหาด้วยจริงๆ

ถ้าครอบครัวของ “พี่ขอย” และ “น้องเจน” เป็นครอบครัวชนชั้นกลาง รายได้ปานกลาง หรือเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วๆ ไป (ไม่ต้องถึงขั้นปากกัดตีนถีบ) ก็แทบไม่มีเหตุผลอะไรเลย ที่น้องสาวจะต้องพยายามสอดมือเข้าไปช่วยเหลือประคับประคองพี่ชายคนนี้ (ควรจะใช้ชีวิตแบบ “ตัวใครตัวมัน” ดีที่สุด)

เว้นเสียแต่ว่าครอบครัวของสองพี่น้องจะมีฐานะ มีกิจการส่วนตัวใหญ่โต มีหน้ามีตาในสังคม กระทั่งสายสัมพันธ์หรือเกียรติยศศักดิ์ศรีของครอบครัวเป็นอะไรมากกว่าความสัมพันธ์เชิงสายเลือดปกติ

(หรืออย่างน้อยๆ ก็ควรเป็นครอบครัวขยาย ที่มีวงศาคณาญาติเข้ามาเกี่ยวพันมากมาย จนต้องการ “ดุลยภาพ” บางอย่างมาคอยประคับประคองสมาชิกทั้งหมดเอาไว้)

และชีวิตที่ล้มเหลวย่อยยับของสมาชิกรายหนึ่งอาจส่งผลให้สถานภาพดั้งเดิม/สภาวะสมดุลของทุกคนในครอบครัวต้องพังทลายลง

อย่างไรก็ตาม ภาพของครอบครัว “พี่ขอย-น้องเจน” ที่หนังฉายออกมานั้นกลับพร่าเลือนและกำกวมพอสมควร

พวกเขาเหมือนจะร่ำรวยแต่ก็ไม่ถึงขั้นนั้น เหมือนจะลำบากนิดหน่อยแต่ก็ไม่ยากจน เหมือนแต่ละคนจะยืนอยู่ได้เพราะมีครอบครัวสนับสนุน แต่อีกด้าน ต่างฝ่าย (สมาชิกแค่สี่คนในครอบครัว) ต่างก็มีศักยภาพในการเอาชีวิตรอดด้วยฐานะปัจเจกบุคคลของตัวเอง

เมื่อสถานภาพว่าด้วย “ความเป็นครอบครัว” เหล่านี้ไม่ชัดเจน คนดูบางส่วนจึงอาจรู้สึกว่า “น้องเจน” ช่วย “พี่ชัช/พี่ขอย” แล้วได้อะไรขึ้นมา? หรือทำไมเธอจึงต้องประพฤติตนประหนึ่ง “แม่พระ” ผู้คอยอุปถัมภ์ค้ำจุน จนถึงขั้นฝากงานและโอนบ้านให้พี่ชายฟรีๆ

น้องพี่ 1

สาม

ความสงสัยประการหนึ่งที่ปรากฏขึ้นหลังชม “น้อง.พี่.ที่รัก” จบลง ผุดขึ้นท่ามกลางข้อเท็จจริงที่ว่าหนังเริ่มต้นเรื่องราวในยุคปัจจุบัน (ซึ่งผู้คนติดต่อกันทางเฟซบุ๊กและไลน์) และยุติ/คลี่คลายเรื่องราวในยุคอนาคต อีกประมาณ 4-5 ปีข้างหน้า (ประเมินจากอายุลูกชายคนโตของนางเอก)

สิ่งที่แปลกมากๆ คือ หนังได้ฉายภาพสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่ห่างเหิน หมางเมิน ผุพัง รอคอยการซ่อมแซม ซึ่งพร้อมจะแตกสลายหรือเชื่อมประสาน (ณ พ.ศ. 2565-66) ในบรรยากาศ-บริบทของการติดต่อสื่อสาร/การดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ เหมือนช่วงเวลาปัจจุบันเป๊ะ

น่าตั้งคำถามว่าอีกครึ่งทศวรรษถัดจากนี้ เทคโนโลยีรายรอบกายมนุษย์จะเคลื่อนหน้าไปถึงจุดไหน? จะทำให้ผู้คนเกลียดชังกันมากกว่าเดิม? หรือจะช่วยให้พวกเขาปรับความเข้าใจกันได้ง่ายขึ้น?

และ “ความสุข” “การมีอารมณ์ดี” “ความคิดมุมบวก” จะมีลักษณะเป็น “สากล-ไม่เปลี่ยนแปลง” ท่ามกลางความผันแปรดังกล่าวจริงหรือ?

ของแถม

มีจุดเล็กๆ สองข้อ ที่รู้สึกว่าน่าสนใจใน “น้อง.พี่.ที่รัก”

เรื่องแรก ตัวละคร “น้องเจน” “พี่ชัช/พี่ชอย” พร้อมทั้งแม่และป้า/ลุง ล้วนเป็นคนมหาสารคามหมด แต่แทบไม่มีลักษณะความเป็น “คนอีสาน” หลงเหลืออยู่เลย (โดยเฉพาะคู่พี่น้อง ที่มองยังไงก็เป็นเด็กกรุงเทพฯ 555)

นี่อาจเป็นข้อด้อยหรือข้อเด่น (เช่น แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของกระบวนการ bangkoknize คนหนุ่มสาวต่างจังหวัด) ก็ได้

อีกเรื่องหนึ่ง คือ ตรงฉากงานแต่งงาน มีผู้บริหารห้างเซ็นทรัลท่านหนึ่งมาร่วมแสดงด้วย ในบทผู้อวยพรเจ้าบ่าวเจ้าสาวบนเวที

พอเอ็นด์เครดิตขึ้น จึงพบว่าด็อกเตอร์/ผู้บริหารท่านนี้มารับบทบาทเป็น “ส.ส.” ประจำพื้นที่

น่าตั้งคำถามเหมือนกันว่า ทำไมจึงงานวิวาห์ของ “เจน” จึงมี ส.ส. มาเป็นประธาน ไม่ใช่ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกอะไรสักอย่าง

หรือจริงๆ แล้ว พี่ๆ ที่ “จีดีเอช” ก็ชักเริ่มอยากเลือกตั้งเหมือนกัน 555

 

 

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“วิศิษฏ์-จุฬญาณนนท์” ตัวแทนผู้กำกับ Ten Years Thailand เปิดใจผ่านเว็บไซต์คานส์

เว็บไซต์ทางการของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ขนาดสั้น ที่ Tarik Khaldi พูดคุยกับวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และจุฬญาณนนท์ ศิริผล สองตัวแทนผู้กำกับจากหนัง Ten Years Thailand

ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

คุณเข้ามามีส่วนร่วมกับหนังเรื่อง Ten Years Thailand ได้อย่างไร?

วิศิษฏ์: ผมได้รับคำเชิญชวนจากคนทำหนังอิสระบางราย ให้มาร่วมกำกับภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย ผมต้องการใช้หนังเรื่องนี้สื่อสารไปยังคนดูทั่วโลกว่าอะไรกำลังขึ้นที่นั่น ผมต้องการให้ผู้คนนอกประเทศได้ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว ประชาชนชาวไทยติดอยู่ในกับดักมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ปี 2014 ประเทศถูกปกครองด้วยรัฐบาลทหาร ซึ่งควบคุมความเห็นต่าง, การแสดงออกในพื้นที่สาธารณะ และความหลากหลายทางความคิด

catopia

หนังตอน Catopia เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่ประจักษ์ว่าตนเองคือมนุษย์คนเดียว ผู้หลงเหลืออยู่ในโลกของฝูงแมวที่ประพฤติตัวประหนึ่งมนุษย์ ดังนั้น เขาจึงต้องพยายามทำตัวให้เหมือนพวกแมวเหล่านั้น…

วิศิษฏ์: หนังตอนนี้เล่าเรื่องของผู้คนที่อาศัยอยู่ในสังคมอันป่วยไข้จากภาวะความขัดแย้งเรื้อรังขั้นรุนแรง ปัญหาดังกล่าวดูคล้ายจะดำรงคงอยู่ไปเรื่อยๆ และเราก็ต้องแสวงหาหนทางที่จะใช้ชีวิตร่วมกับมัน เราต่างต้องอำพรางตัวตน เพื่อจะกลืนกลายไปกับคนอื่นๆ

สำหรับหนังตอน Planetarium คุณได้จินตนาการถึงประวัติศาสตร์ว่าด้วยโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ที่พยายามจะดัดนิสัยประชาชนผู้ไม่ยอมเชื่อฟังรัฐ โดยกระบวนการบำบัดด้วยแสง ส่งผลให้ผู้คนที่เคยดื้อแพ่งเหล่านั้นมีอาการยิ้มอยู่ตลอดเวลาและกลายเป็นคนว่านอนสอนง่าย อะไรคือสารที่คุณต้องการสื่อผ่านหนังตอนนี้?

จุฬญาณนนท์: ในสถานการณ์อย่างที่พวกเรารับรู้กัน เราสามารถเข้าใจภาวะที่เกิดขึ้นในหนังตอนนี้ได้ เมื่อเราถูกกระทำจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างปัจเจกบุคคลถูกควบคุม อำนาจรัฐวางเป้าหมายที่จะกำหนดบงการทุกสิ่งทุกอย่าง ผมต้องการแสดงให้ผู้ชมได้เห็นว่า โลกที่ทุกอย่างถูกกำหนดควบคุมชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น มีลักษณะเป็นเช่นไร

planet

ทำไมการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มาฉายในคานส์จึงมีความสำคัญ?

จุฬญาณนนท์: ก่อนมาร่วมทำหนังเรื่องนี้ ผมก็อุทิศงานทุกชิ้นของตนเองให้แก่ประเด็นทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสนใจเสมอมา การที่หนังได้มาฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ถือเป็นโอกาสอันดีเยี่ยม ที่จะช่วยให้มันมีเกราะป้องกันตัวอันแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และทำให้เรายังพอมีความหวังว่าหนังจะสามารถเข้าฉายในประเทศไทยได้

ที่มา https://www.festival-cannes.com/en/festival/actualites/articles/10-years-thailand-in-conversation-with-chulayarnnon-siriphol-and-wisit-sasanatieng

ข่าวบันเทิง

เผยรอบฉายปฐมทัศน์โลก “Ten Years Thailand” พร้อมเรื่องย่อ

หลังได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย Special Screenings ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปีนี้

ล่าสุด มีการประกาศออกมาแล้วว่า หนังไทยเรื่อง “Ten Years Thailand” จะได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่คานส์ในวันที่ 10 พฤษภาคม โดยจะมีผู้กำกับทั้งสี่คนและนักแสดงเดินทางไปร่วมงานด้วย

ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ประกอบด้วยหนังสั้นจำนวน 4 เรื่องของ 4 ผู้กำกับ ได้แก่

Sunset โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์ เล่าเรื่องราวของทหารที่เข้าไปตรวจสอบนิทรรศการจัดแสดงผลงานศิลปะ, Planetarium โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล เป็นการเสียดสีชนชั้นนำไทยผ่านรูปแบบแฟนตาซีเหนือจริง, Catopia โดย วิศิษฏ์ ศาสนาเที่ยง นิทานเปรียบเทียบแนวเขย่าขวัญ ที่เล่าเรื่องราวของบรรดามนุษย์แมวฆาตกร ซึ่งออกไล่ล่าคนผู้ยังเหลือรอดในกรุงเทพฯ และ Song of the City โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่นำเสนอเหตุการณ์ซึ่งตัวละครชายรายหนึ่งกำลังพยายามเสนอขาย “เครื่องช่วยนอนหลับ” ให้แก่คุณหมอในโรงพยาบาล

ten years thailand wp

ในมุมมองของแอนดรูว์ ชอย ลิม-หมิง ผู้อำนวยการสร้างโปรเจ็คท์หนัง Ten Years เขาเห็นว่า “Ten Years Thailand” มีความใกล้เคียงกับหนังต้นฉบับของฮ่องกงมากที่สุด ในแง่การถ่ายทอดภาวะผันผวนป่วนปั่นทางการเมือง

สอดคล้องกับอาทิตย์ หนึ่งในผู้กำกับ ซึ่งเห็นว่าตลอด 12 ปีที่ผ่านมา มีความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองจำนวนมากมายเกิดขึ้นในประเทศไทย

“เกิดรัฐประหารขึ้นสองครั้ง และจนถึงตอนนี้ พวกเราก็ยังคงเฝ้ารอคอยการเลือกตั้ง ซึ่งจะนำพาประเทศกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้น ผมจึงมองว่าคำถามเกี่ยวกับอนาคตภายภาคหน้าย่อมเป็นปริศนาที่พวกเราทุกคนล้วนกำลังครุ่นคิดถึงมัน และในฐานะคนทำหนัง เราก็มีช่องทางที่จะตั้งคำถามของตัวเองผ่านการสร้างภาพยนตร์”

ทั้งนี้ นอกจากประเทศไทยแล้ว โครงการ Ten Years เวอร์ชั่นไต้หวันและญี่ปุ่น ก็กำลังอยู่ในกระบวนการผลิตเช่นกัน

โดย Ten Years Taiwan จะพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม, สิทธิของแรงงาน และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (หนึ่งในผู้กำกับของโปรเจ็กท์นี้คือ เลา เก็ก-ฮวต ผู้กำกับหนังสารคดีเรื่อง Absent without Leave)

ขณะที่ Ten Years Japan มี ฮิโรคาซึ โครีเอดะ ผู้กำกับดัง เป็นผู้อำนวยการสร้าง โดยหนังพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยี และการนำสงครามมาเป็นจุดขายทางการเมืองในสังคมญี่ปุ่น

ข้อมูลจากเพจ 10 Years Thailand และ http://www.scmp.com/magazines/post-magazine/arts-music/article/2143262/hong-kong-hit-film-ten-years-adapted-japan-taiwan

ภาพประกอบจากเพจ 10 Years Thailand

หมายเหตุ อ่านบทสัมภาษณ์ คุยกับ โปรดิวเซอร์, ผู้กำกับ, นักแสดงนำ ‘Ten Years Thailand’ หนังไทยไปคานส์เรื่องล่าสุด ได้ที่ https://prachatai.com/journal/2018/05/76737

ข่าวบันเทิง

หนังสารคดีชัตดาวน์กรุงเทพฯ “บางกอกจอยไรด์ 1-2” เริ่มฉายควบที่ “ซิเนม่าโอเอซิส” 18 เม.ย.

โรงภาพยนตร์ซิเนม่าโอเอซิสเตรียมจัดฉายหนังสารคดี “บางกอกจอยไรด์” สองภาค ของ “สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์” ที่บันทึกภาพเหตุการณ์ประท้วงชัตดาวน์กรุงเทพฯ ระหว่างปี 2556-57 ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายนนี้เป็นต้นไป

เพจ Cinema Oasis ประชาสัมพันธ์ข้อมูลของ “บางกอกจอยไรด์ 1: เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” เอาไว้ว่า

นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้นำประท้วงขณะที่การปิดกรุงเทพเริ่มก่อตัว เรามองแทบไม่เห็นเหล่าแกนนำท่ามกลางฝูงกองทัพมด คนธรรมดาที่กลายเป็นไม่ธรรมดาเหล่านี้คือดารานำของภาพยนตร์ ซึ่งบันทึกช่วงวิกฤตแห่งปี 2556 รวมทั้งการล่มสลายของรัฐสภา จากกรกฎาคม ถึง 9 ธันวาคม 2556 ด้วยความสดจริงของประสบการณ์ตรง ให้เราดูเองโดยไร้คำบรรยายและไร้ความเห็น

ถ้าคุณพลาดเหตุการณ์จริง นี่คือโอกาสที่จะสัมผัสมัน หากว่าวันนั้นคุณอยู่ตรงนั้น มันคือความจำที่ทรงคุณค่า และคุณอาจพบว่าตัวเองเป็นดาราหนัง เพราะนี่ไม่ใช่ตำนานนักรบสูงศักดิ์โบราณ แต่เป็นวีรกรรมร่วมสมัยของคนธรรมดาที่กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่

ขณะที่ “บางกอกจอยไรด์ 2: ปิดกรุงเทพ” มีข้อมูลประชาสัมพันธ์ระบุว่า

อนาธิปไตย อยู่เคียงข้างวินัยได้อย่างไร? ความกลัวและความปีติเล่า? ภาค 2 ของ ‘บางกอกจอยไรด์’ บันทึกปฏิบัติการปิดกรุงเทพ จาก 22 ธันวาคม 2556 ถึง 15 มกราคม 2557 รวมทั้งการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และฉากเหนือจริงจากอาร์ตเลนของเหล่าศิลปิน หนังเรื่องนี้ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือโดยทีมงานเพียงคนเดียว แต่ทีมนักแสดงล้นจอที่มาเป็นล้าน

‘ปิดกรุงเทพ’ พาเราเหาะเหินด้วยความสดจริงของประสบการณ์ตรง ให้ดูเองโดยไร้คำบรรยายและไร้ความเห็น ถ้าคุณพลาดเหตุการณ์จริง นี่คือโอกาสที่จะสัมผัสมัน หากว่าวันนั้นคุณอยู่ตรงนั้น มันคือความจำที่ทรงคุณค่า และคุณอาจพบว่าตัวเองเป็นดาราหนัง เพราะนี่ไม่ใช่ตำนานนักรบสูงศักดิ์โบราณ แต่เป็นวีรกรรมร่วมสมัยของคนธรรมดาที่กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่

ทั้งนี้ ภาพยนตร์สารคดีทั้งสองเรื่องได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์ซินิม่าดูรีล ที่กรุงปารีส เมื่อปี 2560 และจะฉายรอบปฐมทัศน์ประเทศไทยในวันที่ 18 เมษายน 2561 ที่โรงหนังซิเนม่าโอเอซิส

บางกอกจอยไรด์ 1

บางกอกจอยไรด์ 2

ตรวจสอบรายละเอียดการเข้าฉายเพิ่มเติมที่ เพจ Cinema Oasis

ภาพประกอบจาก http://www.bangkokjoyride.com และ Cinema Oasis

ข่าวบันเทิง

“Ten Years in Thailand” ได้ไปคานส์!

วันที่ 12 เมษายน 2561 เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้ประกาศรายชื่อหนังที่ถูกคัดเลือกอย่างเป็นทางการ ให้เข้าร่วมฉายในสายต่างๆ ของเทศกาลประจำปีนี้

โดยหนังไทยเรื่อง “Ten Years in Thailand” ถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Special Screenings”

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานรวมหนังสั้นสี่เรื่อง โดยสี่ผู้กำกับ ได้แก่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล

คนทำหนังทั้งสี่รายจะมาร่วมจินตนาการถึงประเทศของพวกเขาภายในช่วงเวลาอีกสิบปีข้างหน้า เพื่อสร้างสรรค์บทสนทนาและภาพสะท้อนว่าด้วยสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน

อภิชาติพงศ์จะมาพร้อมกับหนังสั้นเรื่อง Song of the City ซึ่งเล่าเรื่องราวของชายที่พยายามขายเครื่องช่วยการนอนหลับให้แก่นายแพทย์คนหนึ่ง

วิศิษฏ์เล่าถึงภาวะที่กรุงเทพฯ ถูกยึดครองโดยเหล่าแมวกระหายเลือด ซึ่งกำลังออกไล่ล่าประชากรมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ ผ่านหนังสั้นชื่อ Catopia

ส่วนอาทิตย์นำเสนอประเด็นที่ตัวละครทหารกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้าไปตรวจสอบนิทรรศการศิลปะ ในหนังสั้นเรื่อง Sunset และ The Planetarium ของจุฬญาณนนท์ จะถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างดวงดาวและปิระมิดนีออน

ภาพยนตร์ “Ten Years in Thailand” เป็นผลงานต่อเนื่องมาจากโปรเจ็คท์ “Ten Years” ของฮ่องกง ซึ่งบรรดาผู้กำกับท้องถิ่นได้พยายามตั้งคำถามถึงอนาคตของเขตปกครองพิเศษแห่งนั้น ภายใต้อำนาจของรัฐบาลจีนที่ปักกิ่ง

ขอบคุณข้อมูลเกี่ยวกับหนังสั้นทั้งสี่เรืองจาก https://www.bangkokpost.com/lifestyle/film/1445278/new-thai-films-set-to-premiere-at-cannes และ Kong Rithdee

ข่าวบันเทิง

“พันท้ายนรสิงห์” อีกหนึ่งหนัง/ละครที่มาก่อนกาล ท่ามกลางกระแสฮิต “บุพเพสันนิวาส”

ภาวะฮิตระเบิดของ “บุพเพสันนิวาส” ทำให้หลายคนพยายามเปรียบเทียบละครทีวีเรื่องนี้กับ “ศรีอโยธยา” ซีรีส์เล่าเรื่องราวยุคเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 โดย “หม่อมน้อย” ของช่องทรูฯ หรือหนังใหญ่เมื่อ 14 ปีก่อนอย่าง “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า”

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งผลงานบันเทิงที่มีความสอดคล้องใกล้เคียงกับ “บุพเพสันนิวาส” มากๆ คือ “พันท้ายนรสิงห์” ของ “ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล” หรือ “ท่านมุ้ย”

แรกเริ่มเดิมที โปรเจ็กท์นี้ถูกผลิตเป็น “ภาพยนตร์โทรทัศน์” เพื่อป้อนช่อง 3 แต่กลับโดนดองอย่างยาวนาน และมีข่าวว่าอาจจะถูกเผยแพร่ในฐานะละครเย็นแทน

ท่านมุ้ยและพร้อมมิตร ภาพยนตร์ จึงเปลี่ยนแผน ตัดภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องนี้ให้สั้นลง จนกลายเป็น “ภาพยนตร์ฉายโรง” ในปี 2558

ก่อนจะนำภาพยนตร์โทรทัศน์ความยาว 19 ตอน มาแพร่ภาพทางช่องเวิร์กพอยต์ ณ ปี 2559

โดย “พันท้ายนรสิงห์” ทั้งสองฉบับ ไม่ได้ประสบความสำเร็จเรื่องรายได้หรือเรตติ้งมากมายนัก (ดูรายละเอียดเรตติ้งของละคร “พันท้ายนรสิงห์” ที่นี่)

อย่างไรก็ดี ใช่ว่า “พันท้ายนรสิงห์” ของท่านมุ้ยจะไม่มีจุดเด่นอยู่เลย

จุดน่าสนใจมากๆ ของภาพยนตร์โทรทัศน์/ฉายโรงเรื่องนี้ ก็คือ การใส่เนื้อหาว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมืองช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์และต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวงลงไปในเรื่องราวอย่างเข้มข้นจริงจัง

โดยเฉพาะในประเด็นการเมืองสมัยพระนารายณ์นั้น นี่อาจนับเป็นสื่อบันเทิงไทยเรื่องแรกสุดที่นำเสนอประเด็นดังกล่าวเลยด้วยซ้ำ (ก่อนการมาถึงของ “บุพเพสันนิวาส”)

หลวงสรศักดิ์ต่อยฟอลคอน
ฉากหลวงสรศักดิ์ต่อยฟอลคอนใน “พันท้ายนรสิงห์”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีตัวละครหลายรายใน “พันท้ายนรสิงห์” ที่ซ้อนทับกับตัวละครใน “บุพเพสันนิวาส”

เช่นเดียวกับนักแสดงบางคนที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์/ละครสองเรื่องนี้ โดยรับบทบาทต่างกัน

ได้แก่

พระนารายณ์ พันท้าย

สมเด็จพระนารายณ์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สุเชาว์ พงษ์วิไล

พระปีย์

พระปีย์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย ไชยา มิตรชัย

สองเจ้าฟ้า

เจ้าฟ้าศรีสุพรรณ (พระขนิษฐาในสมเด็จพระนารายณ์) – เจ้าฟ้าสุดาวดี (พระธิดาในสมเด็จพระนารายณ์) รับบทโดย ธัญญา วชิรบรรจง และพิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์

(ในบุพเพสันนิวาสมีตัวละครสตรีสูงศักดิ์ปริศนารับบทโดย เจนจิรา จันทรศร ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าฟ้าหนึ่งในสองพระองค์นี้)

พระเพทราชา พันท้าย

พระเพทราชา ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สมภพ เบญจาธิกุล

หลวงสรศักดิ์ พันท้าย

หลวงสรศักดิ์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย พันเอกวันชนะ สวัสดี (ผู้พันเบิร์ด)

ฟอลคอน พันท้าย

ฟอลคอน ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สเตฟาน เดอร์ ฌานาจ

พระยาราชสงคราม

นิรุตติ์ ศิริจรรยา ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น ออกญาโหราธิบดี ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็นตัวร้ายชื่อ พระยาราชสงคราม

หลวงกำแหง

ปราปต์ปฎล สุวรรณบาง ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น สมเด็จพระนารายณ์ ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็น หลวงกำแหง ลูกน้องพระยาราชสงคราม

พระเจ้าอังวะ

สุรศักดิ์ ชัยอรรถ ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น ออกญาโกษาธิบดี (เหล็ก) ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็น พระเจ้าสิริสุธรรมราชา พระเจ้าอังวะ

ติดตามชมภาพยนตร์โทรทัศน์ “พันท้ายนรสิงห์” เวอร์ชั่น 19 ตอน ได้ในเพลย์ลิสต์ด้านล่าง ใครสนใจประเด็นการเมืองปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์และต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง ขอแนะนำให้ดู ตอนที่ 1 และ 18

ข่าวบันเทิง

เปิดตัวอย่าง “บางกอกจอยไรด์ 1: เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” ก่อนเข้าฉายเร็วๆ นี้

เพจ Cinema Oasis เผยแพร่หนังตัวอย่างของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” (บางกอกจอยไรด์ ภาค 1: จากกรกฎาคม – 9 ธันวาคม 2556)

หนังสารคดีเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์” หรือ Ing K (อิ๋ง เค) ที่บันทึกภาพเหตุการณ์ประท้วงชัตดาวน์กรุงเทพฯ ระหว่างปี 2556-57

“บางกอกจอยไรด์” จะถูกแบ่งออกเป็นสองภาค โดยภาคแรกเป็นหนังสารคดีที่บันทึกภาพการชุมนุม “ชัตดาวน์ กรุงเทพฯ” ซึ่งอิ๋งเห็นว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกหลงลืมไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่หนังภาคสองจะจับจ้องลงลึกไปยังบุคลิกลักษณะพิเศษเฉพาะบุคคลของผู้ชุมนุมบางราย ซึ่งเข้ามาร่วมเคลื่อนไหว “ปิดกรุงเทพฯ”

26195472_2033923886822593_2339205651125404420_n

ก่อนหน้านี้ Nicole Brenez ภัณฑารักษ์ภาพยนตร์และนักวิจารณ์ผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงชาวฝรั่งเศส ได้คัดเลือกให้ “บางกอกจอยไรด์” ติดอันดับ 1 ใน 5 หนังยอดเยี่ยมแห่งปี 2016 ตามทัศนะของเขา

เพจดังกล่าวระบุด้วยว่า “บางกอกจอยไรด์ 1” จะเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ทางเลือก “ซิเนม่าโอเอซิส” เร็วๆ นี้

คนมองหนัง

โน้ตสั้นๆ ถึง “ฉากและชีวิต” อีกเฉดสีของหนังชนบทไทยร่วมสมัย

หนึ่ง

พลอย ซันนี่

จะว่าไปแล้ว “ฉากและชีวิต” มีความคล้ายคลึงกับ “Die Tomorrow” ของ “นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์” อยู่ไม่น้อย

ทั้งสองเรื่องนำเสนอ “ห้วงขณะสั้นๆ” ในส่วนเสี้ยวชีวิตของตัวละครหลายคนหลากกลุ่มเหมือนๆ กัน ผิดแต่เพียงว่าขณะที่ “Die Tomorrow” พูดถึงประเด็น “ความตาย” อันเกี่ยวพันกับตัวละครที่ส่วนใหญ่เป็น “คนเมือง” “ฉากและชีวิต” กลับเล่าถึงภาวะล่มสลายแตกกระจายของชุมชนแห่งหนึ่งในพื้นที่ชนบท

สอง

29133461_1737246726338587_3294371866017267712_n

“ฉากและชีวิต” เป็นหนังไทยที่เล่าเรื่องของสังคมชนบท แต่บุญส่งมิได้นำเสนอภาพของชุมชนหมู่บ้านที่สมาชิกจำนวนมากมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นลึกซึ้ง (ไม่ว่าจะในด้านบวกหรือลบ)

นอกจากนั้น หนังยังมิได้นำเสนอภาพแทนของหมู่บ้านชนบท ซึ่งสามารถปรับตัวเข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์หรือสังคมไทยยุค 4.0 ได้อย่างกลมกลืน

อาจพอสรุปความได้ว่า “ฉากและชีวิต” มีความแตกต่างอย่างสำคัญจาก “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” หนังชนบทอีสานเรื่องเด่นแห่งทศวรรษ 2560

“บ้านวังพิกุล” ของบุญส่ง แทบจะกลายเป็น “ชุมชนจินตกรรม” ที่กอปรขึ้นจากปัจเจกบุคคลผู้โดดเดี่ยว แปลกแยก สับสน และถูกรายล้อมด้วยปัญหานานาชนิด

ชาวบ้านแต่ละรายอาจมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชุมชนคนอื่นๆ บ้าง แต่ถึงที่สุดพวกเขาก็มีระยะห่าง มีความเข้าใจผิด คอยคั่นกลางระหว่างกัน โดยสายสัมพันธ์ที่คล้ายจะราบรื่นลงตัวมักเกิดขึ้นในวงจรเชิงพาณิชย์ระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อเพียงเท่านั้น

ไปๆ มาๆ ความหวังน้อยนิดในหมู่บ้านแห่งนี้ดูจะอยู่ที่การประกอบธุรกิจอาหารตามสั่งเพื่อรองรับวิถีชีวิตอันแปรเปลี่ยนของผู้คน และการอุปถัมภ์ค้ำจุนชั่วครั้งคราว (จากพระสงฆ์และคุณลุงผู้ใส่เสื้อยืดไทยรักไทย) ที่เกิดขึ้นกับชายผู้ขับรถกระบะตามหาเมีย

แม้แต่การหวนกลับมาโหยหาอารมณ์โรแมนติกของพ่อลูกจากเมืองหลวง ก็พลิกผันกลายเป็นอะไรที่โรแมนติกไม่ออก เมื่อลูกกินอาหารรสมือพ่อ (ตามสูตรของย่า) ไม่ลง และพ่อต้องออกคำสั่งให้ลูกกล้ำกลืนมันลงไปด้วยท่าทีเผด็จการ

เหล่านี้คือความเศร้าสลด รันทด หดหู่ ที่ความล่มสลายของปัจเจก ค่อยๆ แพร่ขยายไปสู่ความล่มสลายของครัวเรือนและชุมชน

ภาวะดังกล่าวผลักดันให้บรรดาหนุ่มสาวรุ่นใหม่ต้องอพยพเข้า กทม. ไล่ตั้งแต่หญิงสาวตอนต้นเรื่องและหญิงสาวอีกรายช่วงท้ายเรื่อง ไม่นับรวมบรรดาเด็กหนุ่มติดเกม-โทรศัพท์สมาร์ทโฟนทั้งหลาย (หรือกระทั่งเด็กโข่งประจำโรงเรียน) ที่มีวี่แววว่าจะอดทนใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ไปได้อีกไม่นานนัก

แม้การเดินทางเข้าเมืองหลวงจะเต็มไปด้วยความเสี่ยงใหม่ๆ แต่นั่นก็อาจเป็นหนทางหลักที่จำเป็นต้องเลือกเดิน

ไม่ต่างอะไรจากเรื่องเล่าในนิทานของชายหนุ่มในฉากแรกสุด ว่าด้วยกระต่ายน้อยที่ลืมปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของตน อันได้แก่ การกินผักบุ้งในบ้าน

เมื่อออกเดินทางไกลแล้วท้องหิว มันจึงต้องลงไปหาผักบุ้งกินข้างทางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือ หนทางอยู่รอดเดียว ซึ่งชักนำเจ้ากระต่ายให้กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของงูเหลือม

สาม

ไทบ้าน 4

หากเทียบเคียงกับหนังของคนหนุ่มในจักรวาล “ไทบ้านฯ” ผู้ชมอาจรู้สึกว่าบุญส่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่มองโลกในแง่ร้ายเหลือเกิน

กระทั่งหนังของเขาต้องตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เจ้าตัวเองก็รับทราบ คือ ชาวบ้านชนบทไม่ได้รู้สึกสนุกด้วย และมีฐานคนดูเพียงกลุ่มเล็กๆ ซุกซ่อนอยู่ในเมือง (แถมยังมิได้ตั้งเป้าสร้างสรรค์ผลงานเพื่อส่งเข้าร่วมเทศกาลระดับนานาชาติเสียอีก)

แต่ต้องไม่ลืมว่านี่คือการมองโลกจากสายตาของชายวัยกลางคน ที่ผ่านการบวชเรียนจนเป็นมหาเปรียญ ก่อนจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศ และใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์, สังคมชนบท และประเทศชาติ ซึ่งไม่ได้มีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่เส้นทางอันดีงามขึ้นเลยตลอดสิบปีให้หลัง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าบุญส่งจะผลิตงานโดยปราศจากความคิดมุมบวกและพลังสร้างสรรค์ เพราะอย่างน้อย เขาก็เชื่อมั่นในพลังของเทคโนโลยีดิจิตอล ว่านวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้คนธรรมดาสามารถเล่าเรื่องราวความจริงอันปกติสามัญผ่านสื่อภาพยนตร์ได้ง่ายดายและมากมายยิ่งขึ้น

หากใครอยากลองชมอีกหนึ่งเฉดสีของหนังชนบทไทยร่วมสมัยที่มีทุนสร้างไม่สูงนัก ใช้เทคนิควิธีการไม่สลับซับซ้อน แต่นำเสนอประเด็นชวนขบคิด ผ่านงานด้านภาพที่ดี และการแสดงอันสดดิบจริงใจ

คุณไม่ควรพลาด “ฉากและชีวิต”

อ่านบทความเต็มได้ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2561 หรือในเว็บไซต์ matichonweekly ช่วงต้นสัปดาห์หน้า

ข่าวบันเทิง

อีกเวอร์ชั่น! ชม “ฟอลคอน-ท้าวทองกีบม้า” จากภาพนิ่งของตัวอย่างหนังเรื่อง “SÏAM”

ในขณะที่ละครโทรทัศน์ “บุพเพสันนิวาส” กำลังฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง

ก็มีอีกหนึ่งโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ของผู้กำกับลูกครึ่งไอริช-ไทย (ที่ทำหนังไทยมาหลายเรื่อง) ซึ่งกำลังถูกพัฒนาขึ้น โดยท้องเรื่องของหนังเรื่องนี้จะอยู่ในยุคสมัยเดียวกันกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ใน “บุพเพสันนิวาส”

หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า “SÏAM” ผลงานการกำกับของ “ทอม วอลเลอร์” แห่ง De Warrenne Pictures ซึ่งเคยกำกับหนังพูดไทยอย่าง “ศพไม่เงียบ” และ “เพชฌฆาต” มาแล้ว

ตามข้อมูลที่ถูกประชาสัมพันธ์เอาไว้ในช่วงเริ่มต้นโปรเจ็คท์ หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องราวในช่วงที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ส่งบาทหลวงคณะเยสุอิตกลุ่มหนึ่งเข้ามายังอยุธยาเมื่อ ค.ศ.1685 เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงราชอาณาจักรแห่งนี้ให้กลายเป็นดินแดนคาทอลิก กลุ่มบาทหลวงได้ดำเนินกโลบายดังกล่าวโดยร่วมมือกับ “คอนสแตนติน ฟอลคอน” หรือ ออกญาวิชเยนทร์ ขุนนางต่างชาติซึ่งเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์

อย่างไรก็ตาม เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงประชวรหนัก แผนการยึดครองอยุธยาของฝรั่งเศสกลับประสบกับความยากลำบาก เพราะเกิดเหตุรัฐประหารอันนองเลือดและการปฏิวัติขึ้นในสยาม

ก่อนหน้านี้ ทางทีมงานผู้สร้างได้เริ่มเผยแพร่ภาพนิ่งจากการถ่ายทำตัวอย่างของหนังเรื่องนี้ (น่าจะเพื่อโปรโมทและหาทุนสร้าง) ในช่วงกลางปี 2017 ก่อนจะเงียบหายไป

แต่เมื่อกระแส “บุพเพสันนิวาส” กำลังมาแรง เพจเฟซบุ๊กของภาพยนตร์ก็ได้ทยอยปล่อยภาพนิ่งชุดใหม่จากหนังตัวอย่างออกมาอีกรอบ โดยเป็นภาพตัวละครที่มีบทบาทเด่นอยู่ในละครเรื่องดังของช่อง 3 เช่นกัน ได้แก่ “ฟอลคอน” และ “ท้าวทองกีบม้า”

ว่าแล้วก็ไปชมภาพนิ่งจากหนังตัวอย่างของ “SÏAM” กันเลยดีกว่า

ฟอลคอน

ฟอลคอน รับบทโดย เดวิด อัศวนนท์

ท้าวทองกีบม้า

ท้าวทองกีบม้า สอง

ท้าวทองกีบม้า รับบทโดย มิญช์ภัส งามเกิดธีรสีห์ นางแบบดาวรุ่ง จะเห็นได้ว่าผู้สร้างพยายามขับเน้นการมีเชื้อสายญี่ปุ่นของตัวละครรายนี้ มากกว่าการมีเชื้อสายโปรตุเกส

พระเพทราชา

พระเพทราชา รับบทโดย วิทยา ปานศรีงาม

หลวงสรศักดิ์

หลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) รับบทโดย เวย์ ปริญญา อินทชัย

ariya

อารียา (Ariya) ตัวละครนำหญิงซึ่งน่าจะถูกสมมุติขึ้น รับบทโดย มัจฉา โมซิมันน์ (อีกหนึ่งนางแบบดาวรุ่ง ล่าสุด เธอเหมือนจะกลายเป็นนักแสดงในสังกัด GMM ไปแล้วด้วย)

หลุยส์ 14

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14

ลาลูแบร์

ซีมง เดอ ลา ลูแบร์

โฟแบง

เชอวาเลีย เดอ ฟอร์แบง

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายทำไปถึงขั้นไหนแล้ว? และมีแผนจะเข้าฉายเมื่อไหร่?

ที่มาภาพ-ข้อมูล: เพจเฟซบุ๊ก SÏAM และ http://www.dewarrenne.com/

ข่าวบันเทิง

“ฉากและชีวิต” หนังเรื่องล่าสุดของ “บุญส่ง นาคภู่” เข้าฉายปลายมีนาคมนี้

 

“ฉากและชีวิต” ภาพยนตร์อิสระเรื่องที่ 6 ของ “บุญส่ง นาคภู่” เตรียมเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ลิโด้ ระหว่างวันที่ 22-28 มีนาคมนี้ โดยจะฉายเพียงวันละ 1 รอบ ในเวลา 18.30 น. ตลอดสัปดาห์ดังกล่าว

บุญส่งแถลงถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า

29027362_1737246516338608_2718539394414804992_n

อยากเชิญชวนทุกคนไปชมนะครับ อย่างน้อยจะได้แลกเปลี่ยนกัน ผมทำหนังเรื่องนี้ด้วยใจจริงๆ เพื่อสื่อสารความจริงบางอย่างในชนบทไทย ให้ทุกคนได้ช่วยคิดช่วยแชร์ ทำด้วยเหตุปัจจัยที่มี โดยไม่รออะไร พยายามทำให้การทำหนังมันง่าย เหมือนนักเขียนเขียนหนังสือ กวีแต่งบทกวี เพื่อเฉลิมฉลองศักราชใหม่ของยุคดิจิตัล ยุคแห่งความอิสระ ยุคที่เราทุกคนต่างก็เป็นคนทำหนังได้ แค่มีกล้องสักตัว เครื่องอัดเสียงสักชุด และคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง และเรื่องราวในประเทศเราก็มีมากมายให้หยิบมาเล่า เรื่องดีๆ และชวนสะท้านใจทั้งนั้น

29028155_1737248029671790_5449921372404842496_n

เรื่อง “ฉากและชีวิต” นี้ เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ผมพบเจอมาตลอด เห็นทีไรก็สะเทือนใจ ชนบทไม่ได้สวยงามอะไรนักหรอกครับ เรามามองมันตามที่เป็นจริง แล้วช่วยกันหาทางแก้ไขดีกว่า แต่หนังก็คือหนังครับ ผมไม่อาจไปสั่งสอนใครหรือทำอะไรได้มากไปกว่า การหยิบเรื่องราวดีๆ มาวางตรงหน้า แล้วเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้คิดและรู้สึก ตามประสบการณ์ของแต่ละคน

29062982_1737246589671934_4558374384678469632_n

อีกอย่าง ผมฝันมานานแล้ว ว่าจะสร้าง “ชุมชนคนดูหนังทางเลือก” ขึ้นมาให้เข้มแข็ง ผมเชื่อเหลือเกิน เชื่อด้วยจิตวิญญาณว่า หนังมันเป็นศิลปะที่มีพลังในทางการเปลี่ยนแปลงสูงมาก ยากที่จะหาศิลปะแบบไหนในโลกนี้มาเทียบได้ และหนังสำหรับผม ต้องเป็นประโยชน์กับคนดูส่วนใหญ่และสังคมครับ ไม่ใช่ลอยอยู่บนหอคอยงาช้างสูงส่ง นั่นแหละที่ผมพยายามทำและพิสูจน์ ผลเป็นอย่างไร ผมน้อมรับเสมอ และจะนำไปปรับแก้พัฒนาในโอกาสต่อไป นี่เป็นพันธสัญญาครับ ผมไม่กล้าทำให้ทุกคนผิดหวัง

29133461_1737246726338587_3294371866017267712_n

“ฉากและชีวิต” นำแสดงโดย ธูป นาคภู่ ไกรสร นาคภู่ สมชาย นาคภู่ เทียน นาคภู่ บุญส่ง นาคภู่ เช่นนั้น นาคภู่ อำนวย นาคภู่ บุญชุบ นาคภู่ สมร นาคภู่ ทุเรียน นาคภู่ สุชาติ หวังอินทร์ นันชญา สายสุรินทร์ และชาวบ้านวังพิกุล