คนมองหนัง, สัมภาษณ์พิเศษ

อ่าน 2 บทวิจารณ์ 1 บทสัมภาษณ์ ก่อน/หลังไปชมหนัง 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ”

15-17 กุมภาพันธ์นี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ FILMVIRUS จะจัดฉายภาพยนตร์ขนาดยาว 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ” ยอดผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ พร้อมด้วยกิจกรรมเสวนาน่าสนใจ ในโปรแกรม Sine ni Lav Diaz

สามารถตรวจสอบรายละเอียดโปรแกรมได้ ที่นี่

(แม้การจองตั๋วผ่านระบบออนไลน์น่าจะเต็มแล้ว แต่ผู้ที่เดินทางไปยังหอภาพยนตร์อาจจะมีลุ้นได้รับตั๋วหน้างานอยู่บ้าง)

เนื่องในโอกาสอันดีนี้ บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำบทความ-บทสัมภาษณ์เก่าที่เคยเขียน/พูดคุยถึงหนัง 2 ใน 3 เรื่องของโปรแกรมดังกล่าว มาเผยแพร่ให้อ่านกัน (ก่อนหรือหลังชมภาพยนตร์) อีกครั้งหนึ่ง

A Lullaby to the Sorrowful Mystery

lullaby

ในที่สุด ก็มีโอกาสได้ชมหนังฟิลิปปินส์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของ “ลาฟ ดิแอซ” ซึ่งคว้ารางวัลหมีเงิน Alfred Bauer Prize (มอบแก่ผลงานที่เผยให้เห็นถึงแง่มุมใหม่ๆ ของศิลปะภาพยนตร์) จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ครั้งที่ 66 ขณะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29

หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงในสื่อนานาชาติมิใช่เพียงเพราะรางวัลสำคัญที่ได้รับ หรือเพราะเนื้อหาและมาตรฐานการสร้างที่ยอดเยี่ยม หากแต่ยังเป็นเพราะความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาทีของมัน

“โยชิฮิโกะ ยาตาเบะ” โปรแกรม ไดเร็กเตอร์ ที่เลือกหนังเรื่องนี้เข้าฉายในสาย World Focus ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว บอกว่า แม้จะเป็นเรื่องยากลำบาก สำหรับการเลือกหนังยาว 8 ชั่วโมง เข้ามาฉายในเทศกาล เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณจะต้องคัดหนังเรื่องอื่นๆ ออกไปประมาณ 3 เรื่อง

แต่เขากลับไม่ลังเลใจเลยในการตัดสินใจฉายหนัง 8 ชั่วโมงของลาฟ เพราะนี่คือหนังประเภทที่ผู้ชมจะหาดูได้จาก “เทศกาลภาพยนตร์” เพียงเท่านั้น และถ้าผู้จัดเทศกาลฯ ไม่มีความกล้าหาญพอจะจัดฉายหนังประเภทนี้ มันก็เปล่าประโยชน์ที่คุณจะจัดงาน “เทศกาลภาพยนตร์” ขึ้นมา

นอกจากนั้น การที่หนังเรื่องนี้ได้รางวัลจากเบอร์ลิน ก่อนที่ผลงานอีกเรื่องของลาฟ (The Woman Who Left) จะไปคว้ารางวัลสูงสุดจากเวนิสภายในปีเดียวกัน ก็บ่งชี้ถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ลาฟ ดิแอซ คือหนึ่งในคนทำหนัง “ชั้นครู” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชียยุคปัจจุบัน

ดังนั้น เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวจึงมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดฉายหนังความยาวเกิน 8 ชั่วโมงเรื่องนี้

ทางเทศกาลโตเกียวเลือกวิธีการจัดฉาย “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ในแบบเดียวกับเทศกาลเบอร์ลิน คือ ฉายหนังครึ่งแรกประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วจึงให้คนดูพักยาว 1 ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาฉายหนังครึ่งหลังอีกราวๆ 4 ชั่วโมง

และปิดท้ายด้วยการถาม-ตอบกับทีมงานผู้สร้าง 30 นาที

ภาพยนตร์ “มหากาพย์” เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิวัติปลดแอกตนเองจากเจ้าอาณานิคม “สเปน”

หนังถ่ายทอดยุคสมัยแห่งการต่อสู้ ผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชั้นหลายระดับที่ถูกนำมาจัดวางคลอเคลียกันไปอย่างเปี่ยมชั้นเชิง

“เรื่องเล่า” เหล่านั้นมีตั้งแต่ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ว่าด้วยสตรีที่ออกเดินทางตามหาสามี ผู้เป็น “บิดาแห่งการปฏิวัติของประเทศ” ซึ่งสูญหายไปในป่าใหญ่

ขณะเดียวกัน ลาฟก็หยิบยืมตัวละครบางรายจากนวนิยายยุคปฏิวัติของ “โฮเซ รีซัล” ให้เข้ามามีบทบาทโลดแล่นในหนังเรื่องนี้

“ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ถูกนำเสนอเคียงคู่กับ “บทกวี” ของรีซัล “เพลงรัก” ที่กลายเป็นเครื่องมือการต่อสู้ของนักปฏิวัติ เรื่อยไปจนถึง “ตำนานปรัมปรา” ท้องถิ่น

โดยยังไม่นับรวมพฤติการณ์ของบรรดาตัวละครที่ลาฟสร้างสรรค์ขึ้นมาเองอีกจำนวนหนึ่ง

การเล่าเรื่องราวผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชนิด โดยไม่ได้เลือกพินิจพิเคราะห์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ผ่านแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งอย่างจำกัดจำเขี่ย หากแต่เลือกที่จะประกอบสร้าง-สานทอองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ของยุคสมัยแห่งการปฏิวัติเข้าด้วยกัน จนกลายเป็น “ภาพรวมขนาดใหญ่” ย่อมส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีความยาวเกิน 8 ชั่วโมง โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“เรื่องเล่า” แต่ละส่วนภายในโครงสร้างใหญ่ของ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ล้วนมีเอกลักษณ์และความสำคัญเฉพาะตน

มิอาจปฏิเสธว่า “เรื่องเล่า” จาก “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ของรีซัล ได้ถูกพัฒนาให้มีสถานะเป็นเส้นเรื่องหลักสำคัญสองสาย ที่มีชีวิตยืนยาวตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่ “เรื่องเล่า” อื่นๆ นั้น เข้ามามีบทบาทส่งเสริม-แทรกแซง เป็นการชั่วครู่

ชีวิตของนักดนตรีหนุ่มผู้ขับขานเพลงรัก-เพลงปฏิวัติอย่างน่าประทับใจ ถูกเล่าถึงสั้นๆ ภายในกรอบเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงแรกของหนัง แต่แน่นอนว่าเสียงเพลงที่ริเริ่มโดยเขากลับดังก้องกังวานไปตลอดทั้งเรื่อง เช่นเดียวกับบทกวีของรีซัล ซึ่งถูกผลิตซ้ำประปรายอยู่เรื่อยๆ โดยตัวละครหลายคน

“ตำนานปรัมปรา” ก็เป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ตำนานแห่งการต่อสู้ปลดแอก” หรือ “ตำนานที่มอมเมาผู้คนไม่ให้ลุกฮือ”

ตำนานในหนังของลาฟ สื่อให้เห็นถึง “ความเชื่อ” ที่ชักจูงบรรดานักปฏิวัติให้เวียนวนหลงทางอยู่ในป่าใหญ่ หรือชักนำให้พวกเขาเดินออกนอกเส้นทางการต่อสู้ จน “การปฏิวัติจริงๆ” ประสบความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนถึงยุคปัจจุบัน

ตำนานในผืนป่ายังผูกโยงไปถึง “ความเชื่อทางคริสต์ศาสนา” ที่ผสมผสานปนเปกับ “ความเชื่อท้องถิ่น” จนก่อให้เกิดภารกิจหลักสองด้าน

ทั้งการมอบความหวังที่ไม่มีทางเป็นไปได้ให้แก่ฝูงชนผู้ทุกข์ยาก-ไร้ทางออกในชีวิต และการขูดรีดบีบบังคับสามัญชนให้ต้องมาแสดงบทบาทเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้ทางเลือก

ฤทธานุภาพแห่ง “ตำนานปรัมปรา” มักออกทำงานในพื้นที่ “ป่า” ซึ่งถือเป็นตัวละครสำคัญรายหนึ่งของหนังเรื่องนี้

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ที่ร่วมแสดงใน “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งเดินทางมาพบปะกับผู้ชมที่ญี่ปุ่น เคยถามลาฟว่า สุดท้ายแล้วตัวละครจาก “เรื่องเล่า” หลายระนาบของหนังจะถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันได้อย่างไร?

ผู้กำกับภาพยนตร์เบอร์ต้นๆ ของเอเชีย ตอบว่า ทุก “เรื่องเล่า” จะถูกสานทอเข้าด้วยกันใน “ป่า” ซึ่งเป็นพื้นที่อันเปิดกว้างต่อทุกๆ “ความเป็นไปได้”

นำมาสู่ฉากเล็กๆ สั้นๆ ที่ตัวละครจากทุกชั้นของ “เรื่องเล่า” ได้มาดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันกลางป่าเขา แม้ต่างฝ่ายคล้ายจะไม่รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของฝ่ายอื่นๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ “ป่า” ยังอาจเป็นพื้นที่เปิดรับความฝัน จินตนาการ และอุดมการณ์การต่อสู้อันเป็นนามธรรม ซึ่งไหลเลื่อนเคลื่อนไหวไม่เคยหยุดนิ่ง

กระทั่งคนตายผู้หายสาบสูญไปในป่าก็ยังถูกคาดหวังให้มีชีวิตอยู่ ตราบใดที่คนข้างหลังยังค้นหาศพของเขาไม่พบ

เมื่อกล่าวถึงประเด็นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ถึงบทบาทของเหล่า “ตัวละครหญิง” ในหนัง

ตั้งแต่ภรรยาของนักปฏิวัติผู้สูญหาย เมียและแม่ของชาวบ้านนักต่อสู้ที่สูญเสียครอบครัว หญิงสาวท้องถิ่นที่เคยหลงผิดแปรพักตร์ไปสนับสนุนนายทหารสเปน จนคนในหมู่บ้านของเธอถูกสังหารหมู่ และมีสตรีหลายรายถูกข่มขืน

ตลอดจนสาวคนรักของนักดนตรีผู้ขับร้องเพลงปฏิวัติ และเด็กหญิงตาบอดผู้ตระเวนท่องบทกวีของ โฮเซ รีซัล ตามท้องถนน

น่าสนใจว่าตัวละครสตรีทั้งหลายมีสถานะเป็นสักขีพยานแห่งความสูญเสียและมรณกรรมของเหล่าบุรุษ พวกเธอเป็นผู้แบกรับเรื่องราวความเศร้าโศกแทนบรรดาผู้ชายที่จากไป

ทว่าขณะเดียวกัน ผู้หญิงก็ยังมีหน้าที่ผลิตซ้ำอุดมการณ์แห่งการต่อสู้และปฏิวัติ รวมถึงบทกวีและบทเพลงอันเกี่ยวเนื่องกับอุดมการณ์ดังกล่าว ให้มีชีวิตยืนยาวออกไปไม่รู้จบสิ้น

หากมองผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้หญิงในช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ จึงมิได้จ่อมจมอยู่กับความทุกข์โศกไปวันๆ หากยังมีหน้าที่สืบสานภารกิจการปฏิวัติอย่างแข็งขันอีกด้วย

สําหรับบริบทเฉพาะทางประวัติศาสตร์ในภาพยนตร์ “จุดมุ่งหมายแห่งการปฏิวัติ” หรือ “เสรีภาพที่แท้จริงของชาวฟิลิปปินส์” คือ “การปลดแอกจากสเปน”

ซึ่งผู้ชมหลายคนย่อมตระหนักได้ว่านี่เป็นเพียงการอุปมาเปรียบเทียบไปถึงการต่อสู้บนสนามอื่นๆ ในช่วงเวลาอื่นๆ

ดังที่ตัวละครบางรายสนทนากัน ณ ช่วงท้ายของหนังว่า “การปฏิวัติ” ย่อมไม่จบลงตรงชัยชนะเหนือสเปน และคนรุ่นหลังจะต้องรับหน้าที่ประเมินสถานการณ์ในอนาคตว่า “คู่ต่อสู้” รายต่อไปของพวกตนนั้นคือใคร?

ไม่ต้องคาดเดาว่า “ศัตรูในภายภาคหน้า” (หลังจากยุคสมัยของหนัง) ย่อมมีสถานภาพและตัวตนที่สลับซับซ้อนมากขึ้น

เพราะกระทั่งในยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของหนังเรื่องนี้ ก็ยังมีตัวละครนักปฏิวัติบางคนที่พร้อมเปิดอก “พูดคุย” กับชนชั้นนำสเปน เช่นเดียวกับตัวละครผู้หญิงชาวบ้านบางรายที่ยอมพลีกายอุทิศตนให้เจ้าอาณานิคม

แม้แต่ตัวละครจาก “ตำนานปรัมปรา” ก็ยังให้ความร่วมมือกับ “อำนาจภายนอก” อันอาจหมายความว่า “ตำนานท้องถิ่น” สามารถถูกฉวยใช้จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ “อำนาจต่างถิ่น” ได้

หรือในยุคปัจจุบัน ลาฟ ดิแอซ ก็เป็นคนหนึ่งซึ่งยืนกรานหนักแน่นว่าสังคมฟิลิปปินส์ต้องต่อสู้กับประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต” ที่เขามองว่าเป็นนักปลุกระดม ผู้หลอกลวงประชาชนผ่านการสร้าง “มายาคติร่วมสมัย” ซึ่งมีพลานุภาพไม่ต่างจาก “ตำนานปรัมปรา” ยุคเก่า

ยุคสมัยแห่งการปลดแอกจากอำนาจของสเปนที่ถูกนำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” อาจสิ้นสุดลงไปแล้ว

แต่ดูคล้ายภารกิจ “ปฏิวัติ” กลับยังมิได้ยุติปิดโครงการลงตามไปด้วย

“การปฏิวัติ” ในฟิลิปปินส์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในที่อื่นๆ จึงอาจมีสถานะเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน

ยาวนานยิ่งกว่าความยาว 485 นาทีของหนังเรื่องนี้เสียอีก

Season of the Devil

season of the devil

หนึ่ง

งานของลาฟที่ได้ดูก่อนหน้านี้ คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งหนังเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ดูจะเชื่อมโยงถึงกันพอสมควร อย่างน้อย ก็ได้แก่เรื่องบทบาทของ “เพลง/กวี” ในการต่อสู้ทางการเมือง และการกล่าวถึงโปรเจ็คท์การต่อสู้ปลดแอกทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สอง

ตามข้อมูล นี่คือ “หนังเพลง” ที่ตัวละครหลักๆ ร้องเพลงกันแทบทั้งเรื่องตลอดเวลาสี่ชั่วโมง โดยมีบทสนทนาปกติน้อยมาก แต่เมื่อเพลงในหนังไม่มีเสียง (เครื่อง) ดนตรีประกอบ หากเป็นการเอื้อนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสูงต่ำราวท่วงทำนองดนตรีจากปากมนุษย์ เพลงต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางบทกวีมากพอสมควร (ขณะเดียวกัน พระเอกของเรื่องก็เป็นกวีด้วย)

สาม

ตามการตีความส่วนตัว ลาฟพยายามฉายภาพการต่อสู้ระหว่างอำนาจเผด็จการกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเพรียกหาความจริงของพลเมือง ผ่านการปะทะกันระหว่าง “เพลง/กวี” ของทหาร/กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล กับ “เพลง/กวี” ของประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และถึงที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้าง myth มาห้ำหั่นกัน

ดังจะเห็นได้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีตัวละครที่เป็นเหมือน “บุคคลในจินตนาการ” หรือ “บุคลาธิษฐาน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของพวกตน

สี่

แต่อีกด้าน พอถึงช่วงหลังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่หนังเลือกห่อหุ้มตัวเองด้วย “เพลง/กวี” นั้น มันทำให้ความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองกลุ่มที่ควรจะแหลมคมรุนแรงกว่านี้ กลับอ่อนโยนและมีลักษณะเหนือจริงเกินไปหรือเปล่า?

ห้า

อีกประเด็นที่ระหว่างดูจะรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ คือ เหมือนลาฟจะเล่าเรื่องราวแบบย้ำคิดย้ำทำพอสมควร ผ่าน “เพลง/กวี” ชิ้นเดิมที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ และโครงสร้างเรื่องราวที่หมุนวนเป็นวงกลม แต่พอถึงฉากจบ ก็พบว่าสิ่งที่เขาเลือกทำมันส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่ออารมณ์คนดูไม่น้อย

หก

ถ้าใครได้ดูหนัง หลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์/สถานที่จัดฉาย คงจะต้องมีเสียงร้อง “ลา ลา ล้า ลา หล่า หล่า ลา ลา ล้า ลา ลา” ติดหัวมาบ้างล่ะ

(สัมภาษณ์พิเศษ)

สนทนากับคนทำหนังชั้นครูจากฟิลิปปินส์ ประวัติศาสตร์ บาดแผล การต่อสู้ และ “ดูแตร์เต”

เมื่อปลายปี 2559 “ลาฟ ดิแอซ” คนทำหนังจากประเทศฟิลิปปินส์ ได้นำภาพยนตร์ความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาที เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ปีนี้ นับเป็นปีทองของลาฟ ผู้กำกับภาพยนตร์วัยใกล้หกสิบ เมื่อเขาสามารถคว้าสองรางวัลสำคัญจากสองเทศกาลหนังระดับ “เมเจอร์” ของโลกตะวันตก

เรื่องแรก คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ที่ได้รับรางวัลอัลเฟรด บาวเออร์ ไพรซ์ จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

เรื่องที่สอง คือ “The Woman Who Left” ที่ได้รับรางวัลสิงโตทองคำ อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลหนังเวนิส ประเทศอิตาลี

ทีมข่าวมติชนทีวี มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ “ลาฟ ดิแอซ” ที่กรุงโตเกียว เพื่อพูดคุยถึงหนังยาวกว่า 8 ชั่วโมง ที่ได้รับรางวัลจากเบอร์ลิน โดยเฉพาะ

และเพราะคนทำหนังที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ผู้กำกับภาพยนตร์ชั้นครู” รุ่นปัจจุบันของทวีปเอเชีย มักอธิบายให้สื่อนานาชาติรับรู้อยู่เสมอ ว่าหนังที่มีความยาวเกินมาตรฐานปกติของเขา ไม่จัดเป็น “สโลว์ ซีเนม่า” แถมยังตั้งคำถามกลับไปว่าทำไมจึงต้องนิยามภาพยนตร์จากความยาวของมันด้วย?

คำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวจึงอาจไม่จำเป็นในบทสนทนานี้

แต่ลาฟยังพูดถึงประเด็นน่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ที่ชวนขบคิด ไม่ว่าจะเป็น “ประวัติศาสตร์” “การต่อสู้” “ความหมายแท้จริงของการปฏิวัติ” รวมถึงประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต”

คำตอบของเขาจะเข้มข้นแค่ไหน เชิญอ่าน

ลาฟ มติชน

-หลังจากหนังหลายเรื่องของคุณได้รับรางวัลใหญ่ๆ ในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญระดับนานานาชาติ ชีวิตในการทำหนังของคุณเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?

ไม่เปลี่ยนเลย พวกเราไม่ได้ทำหนังเพื่อหวังรางวัลเหล่านั้น แต่แน่นอนว่ารางวัลมันช่วยเหลือเราในบางด้าน เช่น ช่วยให้หนังมีช่องทางในการเผยแพร่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

-ผลตอบรับจากคนดูหนังชาวฟิลิปปินส์ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

มันก็เติบโตขึ้น แต่ยังเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยอยู่ อย่างไรก็ตาม นี่คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้ โดยที่เราต้องไม่ไปเร่งรัดคนดู ที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมหนังฮอลลีวูดมาเป็นร้อยปี อยู่ภายใต้อุตสาหกรรมภาพยนตร์กระแสหลักของฟิลิปปินส์มาเป็นร้อยปี ซึ่งอุตสาหกรรมหนังฟิลิปปินส์ก็ก็อปปี้ภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาอีกทีอยู่เสมอมา อย่างในปัจจุบัน กระแสหนังรอม-คอม (โรแมนติก คอมเมดี้) ก็ครอบงำตลาด หรือเมื่อก่อนก็เคยมียุครุ่งเรืองของหนังแอ๊คชั่น ดังนั้น นี่จึงเป็นการต่อสู้ในระยะยาว และเราก็ต้องเคลื่อนไหวผ่านการทำหนังต่อไปเรื่อยๆ

-หนังเรื่องนี้ถูกนำเสนอผ่าน “เรื่องเล่า” หลากหลายชั้นมากๆ จากประวัติศาสตร์ สู่นวนิยาย บทกวี หรือเพลง เรื่องเล่าทั้งหมดเหล่านั้นมันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไร?

หนังพูดถึงยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ปฏิวัติฟิลิปปินส์ ค.ศ.1897 เพลงในหนังก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติ และกลายเป็นบทเพลงสรรเสริญการปฏิวัติในเวลาต่อมา ส่วนตัวละครนักปฏิวัติในหนังก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายสองเรื่องของ “โฮเซ รีซัล” นอกจากนี้ ยังมีตำนานปรัมปราว่าด้วยอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัยดังกล่าวเช่นกัน

-เรื่องเล่าเหล่านั้นมันหนุนเสริมหรือขัดแย้งกันอย่างไรบ้าง?

ถ้าคุณศึกษาถึงธรรมชาติของวิชาประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องผนวกรวมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน คุณไม่ได้กำลังนำเสนอแค่ภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ที่มากกว่านั้น คือ บางครั้ง คุณควรวิพากษ์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ เพื่อแสดงให้เห็นภาพกว้างของยุคสมัยดังกล่าว

ถ้าคุณทำแบบนั้น ประวัติศาสตร์ก็จะกลายเป็นปรัชญา หรือการมีมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อยุคสมัยที่ผ่านพ้น

คุณต้องไม่โฟกัสไปที่ภาพน่าตื่นตาตื่นใจหรือตัวเหตุการณ์ แต่คุณต้องโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆ โฟกัสไปยังสรรพสิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจยุคสมัยดังกล่าวมากขึ้น นี่แหละคือประเด็นสำคัญ

มันคือการศึกษายุคสมัยทางประวัติศาสตร์ในเชิงวิพากษ์ ซึ่งจะส่งผลให้คุณสามารถค้นพบหลายๆ คำถามที่ผุดขึ้นมาจากยุคสมัยนั้นๆ ไม่ใช่ผุดขึ้นมาจากตัวเรื่องเล่า, ตัวละคร หรือเหตุการณ์

-ขอถามถึง “ป่า” ซึ่งนับเป็นตัวละครหลักตัวหนึ่งของหนัง อยากทราบว่า “ป่า” มีความหมายลึกซึ้งอย่างไรบ้าง?

“ป่า” คือ มาตุภูมิ เป็นพื้นที่แห่งการแสวงหาจิตวิญญาณ เป็นพื้นที่แห่งการ “หลงทาง” และค้นหา “ความหมาย” บางอย่างในชีวิต หรืออาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนที่เดินทางเข้าไปในนั้น ได้สัมผัสถึง “ความแปลกแยก”

-ผมรู้สึกประทับใจตัวละคร Tikbalang (อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า) สามตนภายในหนังมาก คุณช่วยอธิบายความหมายของพวกเขาที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมฟิลิปปินส์หน่อยได้ไหม?

Tikbalang เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ เป็นส่วนหนึ่งในตำนานปรัมปราของเรา จนปัจจุบัน คนจำนวนมากก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับ Tikbalang กันอยู่

ตัวละครในตำนานเหล่านี้ยังมีความสัมพันธ์กับกระบวนการสร้าง “มายาคติ” คุณสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่จริง สร้างการมีมุมมองเฉพาะต่อสิ่งต่างๆ หรือกระทั่งทฤษฎี แล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็น “สัจจะ”

กลับมาที่ปัจจุบัน กับการสร้าง “มายาคติ” ผ่านการเมืองระบบตัวแทนในประเทศของเรา ทำไมคนงี่เง่าอย่าง “ดูแตร์เต” ถึงกลายมาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ก็เพราะมีการสร้างมายาคติ เขาเป็นนักปลุกระดมฝูงชน เขาทำงานกับประชาชน โดยสร้างความคิดนามธรรมบางอย่างขึ้นมา แล้วประชาชนก็เชื่อเขา

นี่คือการมองเห็นโลกผ่านมายาคติและตำนานปรัมปราที่ถูกสร้างขึ้น คุณสามารถนำมุมมองแบบนั้นมาใช้เล่าเรื่องราวในปัจจุบันได้ เพราะเรื่องแบบบี้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นความเชื่อหนึ่งที่ฝังลึกในจิตใจของพวกเรา มันเป็นวงจรอุบาทว์ ของคนที่พยายามขยายอิทธิพลเข้าไปควบคุมมวลชน

นักปลุกระดมฝูงชนทำงานตรงจุดนี้ แล้วเขาก็ได้ครอบครองอำนาจจากการหลอกลวงผู้คน

-ขอถามถึงบทบาทของตัวละครผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ ผมสังเกตว่าตัวละครผู้หญิงส่วนใหญ่ในเรื่องมักจะต้องแบกรับความโศกเศร้า ต้องเผชิญหน้ากับภาวะสูญเสียสามีหรือครอบครัว คำถามคือตัวละครผู้หญิงสามารถมีภาระหน้าที่อื่นๆ ได้อีกไหม ในยุคสมัยแห่งการปฏิวัติ?

ภาพลักษณ์ของผู้หญิงมีศักยภาพในการแบกรับบาดแผลของการต่อสู้และการไถ่บาปทางประวัติศาสตร์อยู่เสมอมา

มันเป็นการดีที่จะ “ใช้” ภาพลักษณ์ของผู้หญิง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ หากคุณต้องทำงานในประเด็นว่าด้วยบาดแผลทางประวัติศาสตร์และการต่อสู้อันยาวนาน

เกือบสี่ร้อยปีในการต่อสู้กับสเปน เกือบร้อยปีที่เราถูกปกครองโดยอเมริกา รวมทั้งยุคมืดของการประกาศใช้กฎอัยการศึก การเข้ามาข่มขืนผู้หญิงท้องถิ่นของทหารญี่ปุ่น นี่คือบาดแผลติดตัวเรา นี่คือสิ่งที่เราต้องจ่ายเพื่อการไถ่บาป

ดังนั้น ถ้าเราจะใส่ภาพลักษณ์ของผู้หญิงฟิลิปปินส์ลงไปในหนัง พวกเธอก็มักต้องแบกรับบาดแผลเหล่านี้ เพราะมันเป็นการอุปมาเปรียบเทียบถึงการต่อสู้ได้เป็นอย่างดี

-ในท้องเรื่องของหนังเรื่องนี้ จุดประสงค์ของการปฏิวัติหรือความหมายแท้จริงของเสรีภาพ คือ การปลดแอกตนเองออกจากเจ้าอาณานิคมสเปน ถ้าปัจจุบันเรายังต้องการการปฏิวัติอยู่ อยากทราบว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของมัน?

เรื่องราวในหนังมันเป็นแค่พื้นผิว แต่ในความเป็นจริง พวกเรายังต้องทำงานให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกๆ ชาติ ก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น ตอนนี้ พวกเรามีเสรีภาพกันจริงๆ ไหมล่ะ? นี่คือคำถาม

ปัจจุบันนี้ เราย้อนกลับไปมีประธานาธิบดีที่เป็นนักปลุกระดม นี่คือสิ่งที่ผมถ่ายทอดไว้ในหนัง เป็นฉากผู้คนเดินหลงวนไปมารอบต้นไม้ นั่นคือวิธีเลือกผู้นำของพวกเขา (ประชาชน) คุณคิดว่าตอนนี้มันมีเสรีภาพจริงไหมล่ะ?

ประชาชนเลือกผู้นำคนนี้ เพราะเชื่อว่าตนเองจะได้เป็นส่วนหนึ่งของชาติ พวกเขาเคยถูกกีดกันออกไปเป็นคนชายขอบ แต่ “ดูแตร์เต” เป็นนักปลุกระดมที่เดินไปบอกคนเหล่านั้นว่า ถ้าคุณเลือกผม คุณจะได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาติ นี่คือวิธีปลุกระดม

ดังนั้น ประเด็นการปลดแอกตนเองหรือการได้มาซึ่งเสรีภาพ มันจึงกว้างขวางมาก

ภาพแทนของ “สามัญชน” ในสถานการณ์ปฏิวัติ

โจเอล ซาราโช

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ ผู้รับบทเป็นตัวละครชื่อ “แมง คาร์โย” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นพร้อม “ลาฟ ดิแอซ”

โดยเขาได้อธิบายถึงบทบาทของตัวละครรายดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“แมง คาร์โย” คือตัวละครที่เป็นภาพแทนของคนธรรมดาสามัญ ซึ่งต้องการเข้าร่วมเป็นหนึ่งของการปฏิวัติ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเช่นนั้น

เพราะเขามีอาการเจ็บป่วย นอกจากนี้ เขายังเป็นภาพแทนของคนชายขอบ ผู้เข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมในขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่เขาก็ยังคงต้องการอุทิศเสียสละตนแด่การปฏิวัติ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมภารกิจค้นหาร่างของ “อันเดรส โบนิฟาซิโอ” (บิดาแห่งการปฏิวัติฟิลิปปินส์) ในป่า

ระหว่างเดินทางในป่า เขาพบว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองสามารถถูกรักษาให้หายได้ด้วยเวทมนตร์ของตัวละครจากตำนานปรัมปราอย่างพวก Tikbalang โดยไม่ได้ตระหนักว่า “ความเชื่อ” ดังกล่าวไม่ใช่ “ความจริง” นั่นเพราะเขาเพียงแค่ต้องการจะหายขาดจากความป่วยไข้ที่รุมเร้าร่างกายหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค่อยๆ เดินเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ” เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

นี่อาจเป็นคำอธิบายว่า ทำไมการปฏิวัติของเราจึงแตกสลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อย ทำไมการปฏิวัติจึงล้มเหลวลง

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกถึง “One Cut of the Dead”

เบื้องต้นเลย คือ หนังงดงามและสนุกมากๆ

ทีนี้มาว่ากันถึงประเด็นน่าสนใจในหนังเป็นข้อๆ ไป

หนึ่ง

เณรกระโดดกำแพง

ไม่แปลกใจถ้าจะมีการนำหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มาวางคู่กับ “เณรกระโดดกำแพง” ในฐานะ “หนังพี่น้อง” ที่บอกกล่าวเล่าระบายถึงภาวะดิ้นรนของคนทำหนังตัวเล็กๆ

One-Cut-of-the-Dead-poster

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักที่หนังทั้งสองเรื่องแชร์ร่วมกัน กลับถูกถ่ายทอดออกมาด้วยมุมมองและกลวิธีที่คล้ายจะแตกต่างกัน

สอง

ขณะที่ “เณรกระโดดกำแพง” พูดถึงชีวิต ความฝัน ความทุกข์ของคนทำหนังอินดี้นอกระบบอุตสาหกรรม “One Cut of the Dead” กลับเล่าถึงความสุข ความปรารถนาของคนทำหนังในระบบอุตสาหกรรม ที่รับงานหลากหลายจิปาถะ และยอมเรียกร้องงบประมาณจากนายทุน/เจ้าของเงินในราคาไม่สูงนัก

หนังญี่ปุ่นเรื่องนี้จึงไม่ได้ถ่ายทอดความสุข-ความปรารถนาของศิลปิน/นักต่อสู้ที่หวังจะสร้างหนังให้กลายเป็นผลงานศิลปะอันสูงส่ง ตลอดจนเครื่องมือวิพากษ์สังคม/การเมืองอันซื่อสัตย์เถรตรง

onecut 5

ตรงกันข้าม ความสุข-ความปรารถนาแบบพอประมาณ พอถูๆ ไถๆ ที่ปรากฏในหนัง นั้นยึดโยงอยู่กับการได้โอกาสทำงานเชิงพาณิชย์ศิลป์ในวงการภาพยนตร์โทรทัศน์ หรือการได้เข้าไปร่วมเป็นฟันเฟืองระดับยิบย่อยในอุตสาหกรรมบันเทิงขนาดมหึมา

สาม

เสน่ห์ประการหนึ่งของ “เณรกระโดดกำแพง” คือ การส่องประกายฉายฉานของซับพล็อตย่อยๆ (โดยเฉพาะเกร็ดชีวิตของสามเณรตัวละครเอก) ที่มีศักยภาพสูงพอจะโน้มน้าวให้คนดูหันไปสนใจใคร่ครวญถึงประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากประเด็นชีวิตและการต่อสู้ของคนทำหนัง

ผิดกับ “One Cut of the Dead” ที่เล่าเรื่องราวว่าด้วยกระบวนการทำหนังเล็กๆ คล้ายคลึงกัน แต่แทบไม่วอกแวกออกไปหาประเด็นอื่นๆ

one-cut-of-the-dead_poster_goldposter_com_3

หนังอาจมีซับพล็อต เช่น ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ (ผู้กำกับ), แม่ (นักแสดงเก่า ผู้มีปัญหาเรื่องการอินบทจนแยกหนังกับความเป็นจริงไม่ออก) และลูกสาว (เด็กกองถ่ายมือใหม่ ที่อยากยืนบนลำแข้งของตนเอง และมีความเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์)

one cut daughter

แต่สุดท้าย ปัญหาครอบครัวก็กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตจิตใจของ “คนทำหนัง”

เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องธุรกิจ-อุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งแยกไม่ออกจากเรื่องกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์อยู่แล้ว

สี่

ผมชอบหน้าตาของตัวละคร “เจ๊/คุณป้า” ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ที่ทำให้นึกถึง “คุณจิ๊ อัจฉราพรรณ” และ “คุณเหี่ยวฟ้า”

อย่างไรก็ดี นอกจากหน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์ การดำรงอยู่ของเจ๊คนนี้และพวกทีมงานฝ่ายบริหารในออฟฟิศ กลับกระตุ้นให้ผู้ชมมองเห็น/ตระหนักถึงรอยแตกร้าวระหว่างชนชั้นในอุตสาหกรรมบันเทิง ที่แบ่งแยกนายทุน/ผู้บริหาร/เจ้าของเงิน ออกจากคนลงมือปฏิบัติงาน

onecut 3

แน่นอน “ความสุขความสมหวัง” ของเจ๊ระหว่างนั่งชมหนังซอมบี้ดิบๆ ทางโทรทัศน์ในสำนักงานใหญ่ (มีบางช่วงแกแอบละสายตาไปเล่นมือถือด้วยซ้ำ) และหลังจากปฏิบัติการถ่ายทอดสดหนังสั้นเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นลง (ดูเหมือนจะ) โดย “สมบูรณ์” กับ “ความสุขความโล่งใจ” ของบรรดาสมาชิกกองถ่าย ภายหลังการถ่ายทำหนังลองเทคออกอากาศสด ที่เต็มไปด้วยปมปัญหาต่างๆ นานาให้ต้องคอยแก้ไขชนิดเลือดตาแทบกระเด็นนั้น มัน “แตกต่างกัน” ลิบลับ

one cut crain

(เอาเข้าจริง จุดหนึ่งที่ผมอยากลอง “หาเรื่อง” ก็คือ แม้กระทั่งฉาก “เครนมนุษย์” อันซาบซึ้งและน่าประทับใจ ก็อาจมิได้นำไปสู่ “ภราดรภาพ” หรือความเท่าเทียมใดๆ ระหว่างคนในกองถ่ายภาพยนตร์ ตรงกันข้าม นั่นคือการเรียงลำดับช่วงชั้นแบบใหม่ ที่โปรดิวเซอร์/ตัวแทนนายทุน และนักแสดงใหญ่ ต้องทอดกายลงเป็นงัวงาน ขณะที่ผู้กำกับ/ทายาทผู้กำกับได้โอกาสสถาปนาอำนาจนำของตนเองสมตามความใฝ่ฝันและอุดมคติ)

สุดท้าย ทั้ง “One Cut of the Dead” และ “เณรกระโดดกำแพง” จึงหวนคืนมาบรรจบพบเจอกันอีกครั้ง

ในสมรภูมิของอุตสาหกรรมบันเทิงที่เต็มไปด้วยความไม่เสมอภาค การเอารัดเอาเปรียบ และการต้องยื้อแย่งสิทธิในการเข้าถึง/บริหารจัดการทรัพยากร

ซึ่งบางครั้งอาจถูกฉาบหน้าด้วยความทุกข์ ความตึงเครียด ทว่าบางคราวอาจถูกเคลือบเลี่ยมด้วยความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

ข่าวบันเทิง

“กระเบนราหู-มะลิลา” ชิงรางวัลใหญ่ระดับภูมิภาค – หนังและนักแสดงไทยที่เทศกาลม้าทองคำ

“กระเบนราหู-มะลิลา” ชิงรางวัลใหญ่ใน “เอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์”

งานมอบรางวัลภาพยนตร์ “เอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์ ครั้งที่ 12” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน ณ เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ประกาศรายนามผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสาขาต่างๆ ออกมาแล้ว

ปีนี้ มีภาพยนตร์ 46 เรื่อง จาก 22 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เข้าร่วมชิงรางวัล

โดยหนังไทยสองเรื่องมีโอกาสลุ้นรางวัลสาขาสำคัญ

2018-apsa-bestfeaturefilm

ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม “กระเบนราหู” ของ “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” คือ ตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้เข้าชิงรางวัล โดยมีคู่แข่งขันสุดแข็งแกร่ง ได้แก่ “Shoplifters” (ญี่ปุ่น), “Burning” (เกาหลีใต้), “The Gentle Indifference of the World” (คาซักสถาน) และ “Balangiga: Howling Wilderness” (ฟิลิปปินส์)

kraben-rahu

ขณะเดียวกัน “นวโรภาส รุ่งพิบูลโสภิษฐ์” ผู้กำกับภาพของ “กระเบนราหู” ก็ได้เข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม ควงคู่กับ “ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช” ตากล้องของ “มะลิลา”

malila cover

ข้อมูลจาก https://www.asiapacificscreenawards.com/news-events/2018-apsa-nominees-announced

“นคร-สวรรค์” ท่องเทศกาลที่ไต้หวัน – ปีทองของ “เอิงเอย ประภามณฑล”

เอย นครสวรรค์

หลังจากเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน “นคร-สวรรค์” หนังยาวเรื่องแรกของ “พวงสร้อย อักษรสว่าง” ก็ได้เดินทางต่อไปยังเทศกาลภาพยนตร์ม้าทองคำที่ไทเป ประเทศไต้หวัน โดยจะเข้าฉายในสาย Windows on Asia

ทั้งนี้ “เอิงเอย – ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” นางเอกของ “นคร-สวรรค์” ยังจะมีผลงานการแสดงนำในภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่อง ที่เข้าร่วมเทศกาลม้าทองคำครั้งนี้เช่นกัน

นั่นคือ “Only the Mountain Remains” ภาพยนตร์สั้นความยาว 31 นาที ซึ่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปั๊มน้ำมันเปลี่ยวร้างท่ามกลางหุบเขา ณ ที่แห่งนั้น ชายหญิงต่างชาติสองคนกำลังเฝ้ารอคอยความช่วยเหลือ และเมื่อทั้งคู่ได้พบกับตำรวจสายตรวจ การไล่ล่าก็บังเกิดขึ้น

only the mountain remains

หนังสั้นเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “เจียง ไว เหลียง” ผู้กำกับวัย 31 ปี ชาวสิงคโปร์ ซึ่งเดินทางมาทำงานด้านภาพยนตร์ที่ประเทศไต้หวัน

“Only the Mountain Remains” ถ่ายทำในระบบ VR 360 และได้เข้าฉายในโปรแกรม Golden Horse Film Academy 10th Anniversary Special VR Project

ten years thailand ke

นอกจากนั้น หนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ก็จะเข้าร่วมเทศกาลนี้ ในโปรแกรมพิเศษ Ten Years พร้อมกันกับ “Ten Years” ต้นฉบับจากฮ่องกง, “Ten Years Taiwan” และ “Ten Years Japan”

ข้อมูลจาก http://www.goldenhorse.org.tw

คนมองหนัง

บันทึกถึงหนังจีนเรื่อง “Youth”

หนึ่ง

รวมๆ แล้ว เมื่อดูเสร็จจะนึกถึง October Sonata คือนี่เป็นหนังที่ถ่ายทอดชะตากรรมของผู้คน ที่ดำเนินคู่ขนานไปกับชะตากรรมทางการเมืองของประเทศ ผ่านแง่มุมความรักโรแมนติกภายในกรอบเวลายาวนานหลายทศวรรษ (1976-1995, พร้อมกล่าวถึงเหตุการณ์ในปี 2005 และ 2016 โดยไม่มีภาพ) ซึ่งอบอุ่น กรุ่นๆ กำลังดี

โดยส่วนตัว รู้สึกว่าหนังมันมีอาการ “จบไม่ลง” ในช่วงท้ายๆ จากจังหวะที่สามารถทำให้เราร้องไห้โฮได้ เลยเหลือแค่มีน้ำตารื้นๆ ออกมา

สอง

youth 2

สิ่งแรกที่เซอร์ไพรส์ คือ หนังไม่ได้ฉายภาพชีวิตหนุ่มสาวที่ร้าวรานแตกสลายใน/สืบเนื่องจาก “ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม” หรือ “การปฏิวัติวัฒนธรรม” มิได้ส่งผลกระทบแง่ลบโดยตรงต่อชีวิตของเหล่าตัวละคร

เพราะจุดออกสตาร์ทของภาพยนตร์ คือ ปี 1976 อันเป็นปีสุดท้ายของการปฏิวัติวัฒนธรรม และเป็นปีที่ “ประธานเหมา” ถึงแก่อสัญกรรม

ก่อนที่ชีวิตของกลุ่มตัวละครนำจะเติบโต ระหกระเหิน พลัดพราก โดยมี “สงครามจีน-เวียดนาม” ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ (เริ่มหันเหสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม) ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นฉากหลัง

พูดอีกอย่างได้ว่าบรรดาตัวละคร โดยเฉพาะพระเอก-นางเอก มิได้ถูกกระทำเฉพาะใน “ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม” หรือ “หลังปฏิวัติวัฒนธรรม” เท่านั้น แต่พวกเขาและเธอยังตกเป็น “เหยื่อ” ของบริบท/ช่วงเวลาอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ด้วย

สาม

youth 6

อีกส่วนที่เซอร์ไพรส์มากก็คือ ก่อนหน้านี้ (ด้วยความเซ่อส่วนบุคคล) เคยเห็นแค่โปสเตอร์หนังเวอร์ชั่นตัวละครนั่งริมสระน้ำ เลยไม่นึกว่ามันจะมีฉากเกี่ยวข้องกับสงครามด้วย แถมเป็น “สงครามจีน-เวียดนาม” อีกต่างหาก ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรก ที่ตัวเองได้ดูหนังที่มีฉากหลังเป็นสงครามนี้

จริงๆ พาร์ทสงครามเป็นส่วนที่ผมไม่ค่อยชอบนัก แต่ก็ให้ผลลัพธ์อะไรบางอย่างที่น่าสนใจดี เช่น ก่อนหน้านี้ เวลาเรารู้จักสงครามจีน-เวียดนาม เราจะจดจำมันในฐานะสงครามที่จีน “สั่งสอน” เวียดนาม แต่สิ่งที่ “เฝิงเสี่ยวกัง” นำเสนอ กลับเป็นภาพโศกนาฏกรรมที่คนเล็กคนน้อยชาวจีนต้องประสบจากสงครามดังกล่าว

สี่

youth 7

ดูๆ ไป จะรู้สึกว่าพระเอกช่างเป็นคนดีดี๊ดี คือ โอเค ในโลกนี้และในสังคมไหนๆ มันอาจมีคนซื่อ คนตรง คนมักน้อย ที่ “เอาดี” ไม่ได้ไม่ว่าจะในระบบใดๆ แต่คนซื่อ คนตรง คนมักน้อย (หรือจะเรียก “เหลาซิก” ก็ได้) มันอาจไม่จำเป็นต้อง “ดีงามบริสุทธิ์” เป็นประชาชนตัวอย่าง แต่แบนราบ ขนาดพระเอก

ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกว่านางเอกเป็นตัวละครนำที่มีมิติลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า เธอมีทั้งความผิดบาป ผิดแปลก หลุดโลก เกรี้ยวกราด เจ้าคิดเจ้าแค้น และปูมหลังที่รันทดรวดร้าว จนดูเป็น “มนุษย์” กว่าพระเอกชัดเจน

ห้า

youth 1

หนังแสดงให้เห็นว่า “เป็นทหารได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด” ในมุมที่ไม่บวกนัก

ผมรู้สึกว่าหนังทรีต “คนทำงานด้านวัฒนธรรม” ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนได้น่าสนใจดี คือ ด้านหนึ่ง มันก็มีความงามเมื่อหน่วยงานนี้มีชีวิต มีความโหยไห้อาลัยเมื่อหน่วยงานนี้ต้องปิดฉาก แต่อีกด้าน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นหน่วยงานที่เต็มไปด้วย “อภิสิทธิ์ชน”

การเป็นทหาร คือ การมีอภิสิทธิ์หลายอย่างเหนือประชาชนทั่วไป ขณะที่กำลังพลในส่วนงาน “วัฒนธรรม” ของกองทัพ ก็มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าทหารที่เป็นกำลังรบ หลายคนเป็นลูกท่านหลานเธอ หลายคนสามารถเสาะแสวงหาโอกาสที่ดีในชีวิต เพราะความสามารถทางศิลปวัฒนธรรม ภายหลังหน่วยงานถูกล้มเลิก หนุ่มสาวในหน่วยงานวัฒนธรรม ดำเนินชีวิตประจำวันอย่างสุขสันต์ มีโอกาสทำกิจกรรมนันทนาการ และมีเวลาว่างพอจะนินทา ล้อเลียน หรือรังแกเพื่อนร่วมหน่วยรายอื่นได้

1102.00-00.Focus.HKChina.indd

และแน่นอน คนที่ค่อยๆ ถูกเขี่ยออกมาจากหน่วยงานนั้น ก่อนจะต้องไปแบกรับภาระหนักหนาและบาดแผลสาหัสในแนวหน้า ก็คือ “คนชายขอบ” ของหน่วย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหนุ่มฐานะยากจนที่เป็นเหมือนเบ๊ประจำคณะละคร และนักแสดงหญิงที่เป็นตัวตลกของเพื่อนๆ ผู้มีพ่อเสียชีวิตระหว่างโดนปรับทัศนคติอยู่ในค่ายกักกัน

หก

youth ending

แม้จะรู้สึกว่าหนังยืดย้วยไปหน่อย แต่ผมค่อนข้างโอเคกับตอนจบ กล่าวคือ ถ้า “เฝิงเสี่ยวกัง” เลือกจะปิดฉากเรื่องราวอย่างหนักมือกว่านี้ พระเอก-นางเอกคงกลายสถานะเป็น “วีรบุรุษ-วีรสตรี” ในอภิมหาบรรยายว่าด้วยชาติ ทว่าถูกหลงลืมในฐานะปัจเจกบุคคล ผู้มีชื่อเสียง เรียงนาม อัตลักษณ์ ตัวตน

แต่พอเรื่องราวถูกยืดขยาย แต่พอพระเอก-นางเอกไม่ได้ถูกทุบทำลายเสียจนแหลกละเอียด หากต้องล้มลุกคลุกคลานตกระกำลำบากไปเรื่อยๆ สถานภาพ “สามัญชน” ของเขาและเธอจึงยังดำรงอยู่อย่างมีชีวิต และปรากฏชัดในความทรงจำส่วนบุคคลและของมิตรสหายบางราย

คนมองหนัง

Shoplifters: ทางเลือกที่ 3 จากปัญหา “ครอบครัว” 2 แบบ และ “ดอกไม้ไฟ” ที่มองไม่เห็น

พื้นที่ตรงกลาง? ระหว่าง “สายเลือด” กับ “สายใยสังคม”

shoplifters poster

ชอบท่าทีและประเด็นหลักของหนัง ซึ่งด้านหนึ่ง “ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” กำลังพยายามตั้งคำถามกับเรื่องความสัมพันธ์ “ทางสายเลือด” อยู่แน่ๆ แต่ขณะเดียวกัน หนังก็ไม่ได้โรแมนติไซส์ “สายใย/สายสัมพันธ์ทางสังคม” รูปแบบอื่นๆ ที่เข้ามาก่อร่างสร้าง “ครอบครัว” ทดแทนความสัมพันธ์ชนิดแรก

ดังจะเห็นได้ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของ “ครอบครัว (ที่เพิ่งสร้าง)” ในหนัง มันมีลักษณะ “สองหน้า” หรือกระตุ้นให้คนดูรู้สึกคลางแคลงใจได้บ่อยๆ (นับแต่ช่วงครึ่งหลังของเรื่องเป็นต้นไป) ว่าตัวละครเหล่านั้นกำลัง “จริงใจ” หรือ “ไก่กา” ต่อกัน?

“สายสัมพันธ์ทางสังคม” อาจทำให้เกิดภาพความทรงจำดีๆ เช่น การจับกลุ่มไปเที่ยวทะเลสุดแสนรื่นรมย์ หรือการที่ผู้หญิงวัยกลางคนรายหนึ่งกับเด็กหญิงวัยไม่กี่ขวบ ที่ไม่ใช่แม่-ลูกโดยสายเลือด ต่างไถ่ถามถึงรอยแผลเป็นจากเตารีดของกันและกัน ด้วยความห่วงใย

แต่อีกด้าน สายสัมพันธ์แบบนั้นก็เชื่อมร้อยเข้าหากันผ่านการปิดบังความจริงบางอย่าง, การขูดรีดซึ่งกันและกัน และการพร้อมจะทอดทิ้งสมาชิกบางคนที่พลาดท่าเสียที

หรือกล่าวให้ถึงที่สุด การลักเล็กขโมยน้อยที่ “ครอบครัว” นี้กระทำเพื่อหาเลี้ยงตนเอง มันก็เป็นสิ่งที่ “ไม่แฟร์” กับหลายๆ คนในสังคม เช่น เจ้าของร้านชำขนาดเล็กๆ ถ้าเราไม่เหมารวม/ตีความใหญ่โตว่าพฤติการณ์ของพวกเขา คือ การต่อต้านระบบทุนนิยมอะไรทำนองนั้น

การตัดสินใจของ “โชตะ” ตอนท้ายเรื่อง จึงเป็นสิ่งที่เจ็บปวดมาก และเป็นเหมือนการแสวงหา “ทางเลือกที่สาม/อื่นๆ” ที่ยังไม่รู้ชัดว่าจะ “ใช่” หรือไม่?

แต่ครั้นจะให้เขาและคนรุ่นราวคราวเดียวกันเติบโตขึ้นมาท่ามกลาง “สายสัมพันธ์หรือเงื่อนไขทางสังคม” แบบในหนัง ชีวิตก็แลดูโหดร้ายและตีบตันเกินไป

(ทำไม “หลิน” ต้องเป็นบัณฑิตมือวิเศษเจริญรอยตามโชตะ? หรือถ้าโชตะอยากขึ้นครูกับ “อากิ” เรื่องราวมันจะชุลมุนวุ่นวายขนาดไหน?)

ที่สำคัญ ผลลัพธ์จากการตัดสินใจไปบุกเบิกอนาคตใหม่ๆ ของโชตะ ซึ่งสั่นสะเทือนถึงปัจเจกบุคคลผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนนั้น มันดันไม่เหมือนและไม่เท่าเทียมกัน (ไม่ยุติธรรม) อีกต่างหาก

หรือถ้าคิดให้สุดขั้ว บางทีการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายเฉกเช่นที่ตัวละครหลักทุกรายต้องเผชิญในตอนจบ อาจเป็น “ทางออก” จาก “ปัญหาครอบครัว” ซึ่งทรงประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลที่สุด (ทว่า พวกเขาก็ต้องพบเจอกับวิกฤตอื่นๆ อยู่ดี)

ดอกไม้ไฟที่มองไม่เห็น

shoplifters

ผมชอบหลายๆ ฉาก หลายๆ โมเมนต์/สถานการณ์ของหนัง

แน่นอนว่าชอบพวกฉากเที่ยวทะเล, ฉากเด็กวัยแตกเนื้อหนุ่มเริ่มเหล่นม “พี่สาว”, ฉากแผลเตารีด, ฉากฟันน้ำนมหลุดที่มาพร้อมโศกนาฏกรรมสำคัญ

อีกรายละเอียดหนึ่งของหนังที่รู้สึกชอบและสะดุดใจ คือ ภูมิหลังชีวิตรักสามเส้า/ชีวิตครอบครัวของคุณย่า

แต่ฉากที่ชอบมากสุดเป็นการส่วนตัว คือ ฉากคนในครอบครัวมาจับกลุ่มแหงนหน้ามองดอกไม้ไฟหน้าบ้าน โดยที่ผู้ชมภาพยนตร์ไม่ได้เห็นพลุ ทว่าเห็นเพียงกลุ่มตัวละครที่กำลังชะเง้อหน้าจ้องมองพลุบนฟากฟ้าอันมืดมิด (ซึ่งแม้แต่พวกเขาเองก็อาจจะมองเห็นมันไม่ชัดเจนเช่นกัน)

ฉากนี้ทำให้ย้อนนึกถึงประสบการณ์ส่วนตัวตอนอยู่เมืองนอก ช่วงนั้นเป็นวันหยุดยาวคริสต์มาส-ปีใหม่พอดี พวกนักเรียนนักศึกษาต่างชาติมักข้ามไปเที่ยวแถบภาคพื้นทวีป หรือผมก็กำลังจะนั่งรถไฟไปเวลส์

คืนหนึ่งก่อนหน้าจะออกเดินทางไม่นาน ผมแวะซื้อไก่ทอดแถวหอพัก (ทางตะวันออกเฉียงใต้ –และเป็นพื้นที่โซนสอง- ของมหานครลอนดอน) แล้วได้ทักทายกับพนักงานขายที่ค่อนข้างสนิทสนมกัน ซึ่งมีพื้นเพเป็นคนเอเชียใต้

ระหว่างรอไก่ ไอ้เราก็ดันทะลึ่งถามพี่คนขายว่า “นี่ยูมีแผนจะไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศที่ไหนบ้างหรือเปล่า?” ชายชาวเอเชียใต้คนนั้นมีท่าทีตกใจมากเมื่อได้รับฟังคำถามของผม ก่อนจะตอบกลับมา (กึ่งสอน) ว่า

“โอ๊ย! ผมไม่มีปัญญาไปไหนไกลหรอก อย่างมากก็แค่เข้าไปดูเค้าจุดดอกไม้ไฟฉลองตอนเคาท์ดาวน์ปีใหม่ที่ลอนดอนชั้นใน เอาจริง! กะอีแค่ไอ้ลอนดอนชั้นในนี่ ผมยังไม่ค่อยได้เข้าไปเลย”

สุดท้าย ไม่รู้ว่าพี่คนขายไก่เขาจะได้ไปดูดอกไม้ไฟที่ใจกลางมหานครลอนดอนตามความประสงค์หรือเปล่า (เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ร้านไก่ทอดแห่งนี้ก็ปิดตัวลง) ส่วนผมก็ไม่ได้เห็นไอ้ดอกไม้ไฟนั่นเหมือนกัน

แต่สิ่งที่ได้ประจักษ์ชัด คือ ข้อจำกัดของมนุษย์ผู้หนึ่ง ซึ่งการดิ้นรนอยากไปดูพลุเฉลิมฉลองเทศกาล ถือเป็นความฝันอันอยู่ไกลแสนไกลเหลือเกิน จากวิถีชีวิตปกติของเขา

คนมองหนัง

Burning: ว่าด้วยการ “มี/ไม่มี” และ “จินตนาการ/ปฏิบัติการ”

(เปิดเผยเนื้อหา เหมาะสำหรับผู้ชมภาพยนตร์แล้ว)

มี/ไม่มี: จินตนาการ/ปฏิบัติการ

burning

แน่นอน ใครที่ดูหนังมาเรียบร้อยแล้ว คงตระหนักได้ว่าประเด็นหลักอันเป็นจุดใหญ่ใจความของ “Burning” คือ ข้อถกเถียงเรื่อง “การมีอยู่” หรือ “การไม่มีอยู่” ของสิ่งของ/ผู้คนต่างๆ

ขณะเดียวกัน “การมีอยู่” และ “การไม่มีอยู่” ก็มิได้ดำรงอยู่โดยแยกขาดจากกัน หากมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างซับซ้อน

สิ่งที่ “ไม่มี” อยู่จริง อาจปรากฏว่า “มีขึ้น” ในจินตนาการความคิดฝันได้ หากเรา “ลืม” ว่ามัน “ไม่มีอยู่”

นี่คือฐานของการมองโลกแบบ “แฮมี-จงซู” ผู้เป็นคนระดับล่างๆ และไร้ตัวตน-ตำแหน่งแห่งที่ในสังคม

เช่นเดียวกัน สิ่งที่เคย “มี” อยู่จริง ก็อาจสาบสูญกลายเป็น “ไม่มี” ได้ ด้วยปฏิบัติการ/การกระทำบางอย่างในโลกความจริง (หรือจินตนาการฟุ้งลอยในหัวของใครบางคน ที่ได้รับการปลอมแปลงจนมีความคล้ายคลึงกับปฏิบัติการจริงๆ ดังกล่าว)

พร้อมๆ กันนั้น การ “หายไป” หรือ “ไม่มี” ของบางสิ่ง/บางคน ก็นำไปสู่ปฏิบัติการหลายหลากตามมา

(นิทานเรื่อง) การเผาเรือนเพาะชำ ก็ถือเป็นปฏิบัติการชนิดหนึ่ง หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นจินตนาการที่แฝงเร้นอยู่ในรูปปฏิบัติการ

การออกวิ่งสำรวจหาเรือนเพาะชำที่อาจถูกเผา ย่อมถือเป็นปฏิบัติการแน่ๆ

การออกตามหาคนที่หายตัวไปชนิดไร้ร่องรอย และการสะกดรอยผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็ถือเป็นปฏิบัติการชนิดหนึ่ง

กระทั่งการลงมือทำลายล้างคนผู้หนึ่งให้มอดไหม้ดับสูญไป ก็ถือเป็นปฏิบัติการ (หรือขั้นต่ำสุด ก็เป็นจินตนาการที่ใฝ่ฝันถึงปฏิบัติการอันถอนรากถอนโคนอย่างยิ่ง)

ขณะเดียวกัน รอยแยกระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ก็ค่อยๆ พร่าเลือนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหนังเรื่องนี้ดำเนินไป

เราเริ่มรู้จัก “แฮมี” จากการทำงานเป็นพริตตี้แนวเต้นกินรำกิน เธอบอกกับจงซูตั้งแต่ต้นเรื่องว่า เธอชอบงาน “ใช้แรงกาย” ทำนองนี้

ทว่าอีกด้านหนึ่ง แฮมีก็หมกมุ่นกับแง่มุมทางจินตนาการหรือจิตวิญญาณมิใช่น้อย

เธอไปเรียนละครใบ้ จนสามารถอธิบายโลก (ผลส้มในจินตนาการ) ผ่านวิธีคิด “ลืมว่ามันไม่มี” ได้อย่างแนบเนียนชวนหลงใหล

เธอพยายามเสาะแสวงหาความหมายของชีวิตอย่างหิวโหย จนต้องดั้นด้นออกเดินทางไปตามหา “the great hunger” ที่ทวีปแอฟริกา

ไม่ต่างอะไรกับเพื่อนเก่าแก่ของแฮมีอย่าง “จงซู”

พวกเรารู้จักเขาครั้งแรกผ่านงานที่ต้องลงแรงอย่างการแบกหามสินค้า (หลังปลดประจำการจากภารกิจทหารเกณฑ์) มิหนำซ้ำ ในเวลาต่อมา เขายังต้องกลับไปเลี้ยงวัวหนึ่งตัว แทนพ่อที่กลายเป็นผู้ต้องหาในคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่อีกมิติหนึ่ง ชายหนุ่มจากครอบครัว “ชนชั้นกลางระดับล่าง” ก็จบการศึกษาด้าน “การเขียนเชิงสร้างสรรค์” เขามีความใฝ่ฝันจะประกอบอาชีพเป็นนักเขียนนิยาย

ในช่วงครึ่งท้ายของหนัง จงซูยิ่งจมดิ่งลงสู่ภาวะคร่ำเคร่งกับการใช้จินตนาการมากขึ้นๆ

ทั้งการคิดถึง คิดแทน ซ่อมแซมตรวจสอบความทรงจำของแฮมี

ทั้งการวิเคราะห์พฤติกรรมและอ่านใจเบน

ไปๆ มาๆ “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ก็เป็นสองอย่างที่ค่อยๆ ไหลเข้ามาผสมผสานหลอมรวมกัน โดยไม่แปลกแยก

ตามความเห็นส่วนตัว ผมรู้สึกว่าประโยคที่พ่อหนุ่มสำรวยสำอางอย่าง เช่น “เบน” ชอบพูดย้ำเรื่องการใช้ชีวิตให้รื่นรมย์ (ใช้ชีวิตตามหัวใจ) กระทั่งได้ยินเสียงทุ้มจากแรงสั่นสะเทือนของกระดูกบริเวณหน้าอกด้านซ้ายนั้น ฉายภาพให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของ “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ได้เป็นอย่างดี (หรือจะนับรวมประเด็น “เล่น” ไป “ทำงาน” ไป ด้วยก็ได้)

ชีวิตอันรื่นรมย์ตาม “ความคิดความฝัน” จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อเราได้รับรู้ภาวะรูปธรรมของ “เสียง” อันกำเนิดจาก “แรงสะเทือน” (การลงมือปฏิบัติงาน) ของกระดูก

คนรวยที่คล้ายจะใช้ชีวิตเลื่อนลอยไร้แก่นสารอย่างเบนยังเปรียบเปรยเรื่องการทำอาหารไว้อย่างน่าสนใจ

ด้านหนึ่ง อาหารสำหรับเขา คือ เครื่องเซ่นสังเวยพระเจ้าในเชิงอุปลักษณ์

แต่อีกด้าน อาหารที่เขาทำขึ้นเพราะจุดมุ่งหมายในเชิงนามธรรม ก็ต้องเป็นของอร่อยที่กินได้อิ่มท้องด้วย

นี่เป็นอีกครั้ง ที่ “จินตนาการ” (นามธรรม) และ “ปฏิบัติการ” (รูปธรรม) เชื่อมโยงเข้าหากันอย่างแนบสนิท

สำหรับเบน การบรรลุถึงจุดสมดุลดังกล่าว อาจส่งผลให้เขากลายเป็นเบนที่อยู่ในทุกหนแห่ง เบนที่เป็นสากล หรือกระทั่งเถลิงอำนาจขึ้นเป็นพระเจ้าเสียเอง!

อย่างไรก็ดี แฮมีกับจงซูก็สามารถบรรลุถึงจุดสมดุลระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ได้เช่นกัน

การปุ๊นจนเมา แล้วออกท่าร่ายรำโหยหาความหมายแห่งชีวิตท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน คือ ภาวะบรรจบกันระหว่างความคิดฝันกับโลกความจริงที่แฮมีเดินทางไปถึงอย่างหมดจดงดงาม

ไม่ต่างอะไรกับการคิดๆ ๆ ๆ ๆ วิ่งๆ ๆ ๆ ๆ ขับรถๆ ๆ ๆ ๆ เขียนๆ ๆ ๆ ๆ ที่ชักนำให้จินตนาการในหัวและปฏิบัติการผ่านสองมือสองเท้าของจงซูค่อยๆ ผนึกกำลังรวมกัน ก่อนจะระเบิดออกเป็นพฤติการณ์ “ฆ่าและเผา” ณ เบื้องท้าย

ที่น่าคิดคือ แฮมีและจงซูล้วนบรรลุถึงสถานะสูงสุดเช่นนั้นด้วยลักษณาการแห่ง “ความเปล่าเปลือย”

เพื่อเป้าประสงค์ที่ว่า เขาและเธอจำต้องเปิดเผยภาวะความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐานที่สุดออกมา

แฮมีและจงซูกลายเป็นมนุษย์ของทุกหนแห่ง เป็นสากล ด้วยการพลีสังเวยเรือนกายอันบริสุทธิ์ของพวกตน

สงครามจินตนาการ

เสียงทุ้มในใจ

เวลากล่าวถึงกระบวนการครอบงำทางความคิด เรามักนึกถึงภาพผู้คนจำนวนมากที่ยอมยึดถือ ปฏิบัติตาม โฆษณาชวนเชื่อของระบบการปกครอง/ระบบเศรษฐกิจ/ชนชั้นปกครอง/ความเชื่อทางศาสนา อย่างทื่อๆ เซื่องๆ

แต่เอาเข้าจริง วิธีการครอบงำความคิดผู้คนอาจหลากหลายและซับซ้อนกว่านั้น เช่น กลุ่มคนที่มีอำนาจอาจปล่อยให้บรรดาคนด้อยอำนาจ มีความคิด มีความฝัน มีจินตนาการได้ แต่ทำอย่างไร ความคิดจินตนาการดังกล่าวจึงจะตกอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ทางอำนาจอันไม่เท่าเทียมตลอดไป ทำอย่างไร คนมีอำนาจจึงจะขูดรีดจินตนาการของคนด้อยอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพและแนบเนียนที่สุด

มีประโยคหนึ่งของเพื่อนเบน ซึ่งปรากฏขึ้นในวงสนทนาตอนท้ายๆ ของหนัง ที่พูดเปรียบเทียบไว้อย่างชวนคิดว่าขณะที่สหรัฐและจีนชอบทำตัวเป็น “ศูนย์กลางของโลก” พวกเกาหลี (ใต้) กลับมีนิสัยชอบคิดถึงคนอื่นๆ ก่อนเสมอ

ถ้าคิดตามนี้ คนที่มีอำนาจเหนือกว่า เข้าถึงทรัพยากรมากกว่า ก็อาจครอบงำจินตนาการคนข้างล่าง ด้วยการวางโครงสร้างทางความคิดให้คนที่ด้อยกว่าเหล่านั้น ต้องคิดนู่นคิดนี่ หรือประสาทแดกแทนพวกตน

กล่าวอีกอย่างคือ การขูดรีดทางจินตนาการและความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมจะยังดำเนินไปไม่สิ้นสุด ตราบใดที่คนด้อยอำนาจต่างรู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนแทน (หรือเพราะ) ผู้มีอำนาจ แต่ฝ่ายหลังกลับไม่เคยทุกข์ร้อนแทนฝ่ายแรกในระดับเดียวกัน

อาการทำนองนี้ปรากฏชัดกับจงซู ภายหลังการหายตัวอย่างเป็นปริศนาของแฮมี และเมื่อเขาเริ่มสงสัย-เฝ้าติดตามกิจวัตรประจำวันของเบน

จงซูคิดถึงแฮมี เป็นห่วงแฮมี พยายามมอง/ทำความเข้าใจโลกในมุมแฮมี

เขาเริ่มคิดอะไรแทนเบน พยายามคาดการณ์พฤติกรรมที่น่าจะเป็นของเบน

จงซูคิดๆ ๆ ๆ ๆ หมกมุ่นๆ ๆ และทำสิ่งบ้าบอต่างๆ จนเลยเถิด เข้าขั้นคลั่ง

เท่ากับว่าเขาถูกสองคนนั้นครอบงำความคิดและจินตนาการไปโดยปริยาย

แต่เอาเข้าจริง การทำสงครามทางจินตนาการในกรณีนี้ ก็มิได้มีลักษณะ “บนลงล่าง” โดยเบ็ดเสร็จสมบูรณ์

อย่างน้อย เบนก็หันมาอ่านวรรณกรรมของ “วิลเลียม โฟล์คเนอร์” ตามรอยจงซู ไม่นับรวมพฤติกรรมอีก 1-2 อย่าง ที่บ่งชี้ว่าเขาก็พยายามจะอ่านความคิดหรือลองคิดอะไรแทนจงซูอยู่บ้างเหมือนกัน (แม้จะเพื่อความสนุกสนาน รื่นรมย์ แบบชิลๆ ก็เถอะ)

ที่สำคัญที่สุด คือ ครั้นจินตนาการที่ถูกขูดรีดถูกกดทับอยู่ในหัวของจงซูระเบิดตูมออกมา ผลลัพธ์ของมันกลับน่าสนใจและวอดวายเกินคาดคิด

เพราะอย่างน้อยจงซูก็ไม่ได้ร้อนรนอยู่ตัวคนเดียว แถมเขายังมิใช่คนถูกพระเพลิงเผาผลาญด้วยซ้ำ

ถ้าเราเชื่อว่าฉากสุดท้ายของหนังเป็นการกระทำ/ปฏิบัติการอันคลั่งแค้นที่เกิดขึ้นในโลกความจริง นี่ก็คือการล้มกระดานการทำสงครามทางความคิด แล้วหันมาลงมือโค่นเบนอย่างถอนรากถอนโคนด้วยปฏิบัติการอันจับต้องได้

แต่หากเราเชื่อว่าฉากสุดท้ายดังกล่าวเป็นเพียงความคิดฝันหรือการมโนของนักเขียนอย่างจงซู

นี่ก็ถือเป็นจินตนาการที่พวยพุ่งทะลุทะลวงกรอบเพดานชนิดเดิมๆ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าของหมากบนเกม (ความคิด) กระดานเก่าเสียใหม่

“แฮมี” ในจินตนาการ

the great hunger

เอาเข้าจริง จงซูอาจมีหนทางพลิกเอาชนะเบนได้ทั้งในจินตนาการความนึกคิด และผ่านปฏิบัติการโหดเหี้ยมในโลกความจริง

แต่คนที่ยังสามารถขูดรีดจินตนาการของจงซูต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทางถูกเขาโค่นล้ม ก็คือ “แฮมี” ผู้เลือกจะ (หรือถูกทำให้) ปลาสนาการไปซะเฉยๆ

การ “ไม่มีอยู่” ยิ่งทำให้ผู้หญิงอย่าง “แฮมี” ทรงอำนาจอย่างไร้จุดสิ้นสุด

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ เมื่อหัวใจของจงซูถูกครอบงำโดย “แฮมี” แล้วหัวใจของมนุษย์คนอื่นๆ จะถูกครอบงำโดยคนอย่าง “แฮมี” ด้วยหรือไม่?

เราทุกคนล้วนมี “แฮมี” เป็นของตัวเองกันหรือเปล่า?

สำหรับผม “แฮมี” อาจมีฟังก์ชั่นไม่แตกต่างกับ “น้อยหน่า” ใน “แฟนฉัน” (เพียงแต่รายหลังดำรงอยู่ท่ามกลางภาวะซอฟต์ๆ ใสๆ ไร้มลพิษ)

คนอย่าง “แฮมี” คือเพื่อนเก่า/รักเก่า/ความทรงจำเก่า ที่มีชีวิตผุดขึ้นมาในหัวเราอยู่เสมอ และทำให้เราหมกมุ่นเสียเวลากับการคิดถึงเธอ (หรือเขา) ได้บ่อยครั้ง

“แฮมี” คืออดีตที่ติดตรึงฝังแน่นอยู่ในใจกลางความทรงจำ (ซึ่งรายล้อมด้วยองค์ประกอบ รางๆ เลือนๆ ถูกๆ ผิดๆ) เธอคืออดีตที่ครอบงำความคิดในปัจจุบัน และกำหนดควบคุมความใฝ่ฝันถึงอนาคตของเรา ไม่มากก็น้อย

“แฮมี” ไม่ได้ไร้ตัวตนจับต้องมิได้ถึงขนาดเป็น “แฟนในจินตนาการ” (เหมือนกับ “แมว/ส้มในจินตนาการ”) อย่างไรก็ดี พลานุภาพของเธอจะปรากฏชัดในความคิดจินตนาการหรืออาการหมกมุ่นครุ่นคิดของเรา มิใช่ในโลกความจริง

ด้วยเหตุนี้ “แฮมี” จึงต้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยดังเช่นหมู่ควัน

ถ้าเธอมีบทบาทโลดแล่นอยู่ในหนังไปเรื่อยๆ “แฮมี” อาจสร้างความหงุดหงิดให้แก่จงซูได้ไม่รู้จบ นอกจากก่นด่าเธอว่าเต้นระบำโป๊เปลือยเหมือนอีตัวแล้ว ชายหนุ่มอาจต้องอารมณ์เสียและตั้งคำถามว่าทำไมหญิงสาวเพื่อนเก่าถึงก่อหนี้สินมากมายและใช้จ่ายสิ้นเปลือง ทำไมเธอต้องไปศัลยกรรม หรือทำไมเธอถึงโกหกเก่ง (กว่าเขาซึ่งเป็นนัก –อยาก- เขียนนิยาย)

ถ้า “แฮมี” ยังปรากฏตัว เธออาจมีบทลงเอยเหมือนกับเบนก็ได้ ใครจะรู้

แต่พอ “แฮมี” ไม่มีอยู่ ในทางจินตนาการ จงซูจึงได้แต่เฝ้าคิดถึงโหยหาเธอ ส่วนในทางปฏิบัติการ เขาก็ทำได้มากที่สุดเพียงแค่การสำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง (และคิดฝันว่า “แฮมี” กำลังยื่นมือมาสำเร็จความใคร่ให้ ขณะนอนเคียงข้างกันบนเตียงนอน)

ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ ส่งผลให้ “แฮมี” สามารถครอบงำจงซูได้อย่างสัมบูรณ์ หรือในทางกลับกัน จงซูก็สามารถนำ “แฮมี” มาล้อมกรอบเป็นกรงกักขังตนเองได้อย่างอยู่หมัด

แม้ “แฮมี” อาจเป็นเพียงสตรีคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ล่วงเลยไปในชีวิตเพลย์บอยของเบน

แต่คำถามน่าคิด คือ เบนจะมีคนอย่าง “แฮมี” ดำรงอยู่ในความคิดจิตใจของตนเองบ้างหรือไม่?

ดีไม่ดี หัวใจของเบนอาจถูกครอบงำเอาไว้ในอาการเดียวกับที่จงซูตกเป็นเบี้ยล่างของ “แฮมีในจินตนาการ”

พฤติกรรมเปลี่ยนผู้หญิงไปเรื่อยๆ ของเขา อาจเกิดขึ้นเพราะเบนสลัดไม่หลุดจากคนในอดีตบางราย คนที่ยึดกุมความทรงจำ-ความคิดของเขาได้อย่างเบ็ดเสร็จ

คนคนนั้นอาจเกาะกุมเหนี่ยวรั้งจินตนาการความใฝ่ฝันของเบนไว้อย่างแน่นหนา จนเขาไม่อาจปลงใจไปคบหาผู้หญิงอื่นๆ ได้อย่างจริงจัง

หากมองในแง่นี้ พวกเราหลายๆ คนก็อาจมี “แฮมี” อยู่ในห้วงคำนึงส่วนบุคคล

แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเราต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของเธอ หากปล่อยให้เธอย่างกรายเข้ามาสู่พื้นที่ทางจินตนาการในหัวเรา แต่อีกมุมหนึ่ง เราก็อาจมีความสุขกับ (หรือหล่อเลี้ยงชีวิตได้ด้วย) สายสัมพันธ์รวดร้าวประเภทนั้น

โดยมิได้ต้องการจะมีปฏิสัมพันธ์กับเธอในโลกความเป็นจริงสักเท่าไหร่

คิดเล่นๆ เรื่อง “มี/ไม่มี” (ในเชิงรูปธรรม)

แมวบอยล์

นอกจากข้อถกเถียงหรือภาวะกำกวมเรื่อง “การมี/ไม่มีอยู่” จะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์-ความคิดเชิงนามธรรมดังได้กล่าวไปแล้ว

พอมานั่งคิดดูดีๆ เราจะพบว่าหนังยังเล่นกับประเด็นนี้ผ่านข้อเท็จจริงที่มีลักษณะรูปธรรมด้วย

หลายคนอาจติดใจกับวรรคทอง “เมื่อไม่มีน้ำตา ก็ไม่มีหลักฐานว่ามันคือความเศร้า”

แต่เอาเข้าจริง มีปรากฏการณ์จำนวนไม่น้อยใน Burning ซึ่งไม่ได้ดำรงอยู่ในลักษณะ “ไม่มี” ซ้อน “ไม่มี”

แต่มันดำรงอยู่อย่างลักลั่นกำกวมบนทางแยกระหว่าง “การมี” และ “การไม่มี” นี่แหละ

แรกๆ ตัวละครอย่างเบน เหมือนจะเป็น “the great Gatsby” ผู้หรูหราฟู่ฟ่าโดย “ไม่มี” ที่มามูลเหตุ แต่ท้ายสุด เราก็พบว่าเขา “มี” ครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูงของตนเองเป็นแบ็คกราวด์สำคัญในการดำเนินชีวิต

จงซูใช้ชีวิตประหนึ่ง “ไม่มี” แม่ (ผู้ถูกเขาและพ่อร่วม “เผาผลาญ” เมื่อครั้งกระโน้น) แต่สุดท้าย เราก็พบว่าเขา “มี” แม่ (แถม “แม่” ยังอาจเป็นภาพสะท้อนของ “แฮมี” ได้ด้วยซ้ำ)

ผ่านคำบอกเล่าของผู้คน “บ่อน้ำที่แฮมีเคยพลัดตกลงไป” ก็ตกอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่างการ “เคยมีอยู่” และการ “ไม่เคยมีอยู่”

โดยประสบการณ์ส่วนตัวของจงซู มันก็น่าฉงนสงสัยและติดใจมากๆ ว่า จริงๆ แล้ว “เจ้าแมวบอยล์” นั้น “มีตัวตน” หรือ “ไม่มีตัวตน” กันแน่

ในภาพกว้าง เบนอาจ “ไม่เคย” ตระหนักถึงปัญหาทางการเมืองระหว่าง “เกาหลีเหนือ-ใต้” แต่พอขับรถไปเยี่ยมบ้านจงซู เขาก็ได้รับฟังเสียงตามสาย ที่บ่งชี้ถึงการ “มีอยู่” ของปัญหาดังกล่าว

เช่นเดียวกับที่ครอบครัวอบอุ่นร่ำรวยกินดีอยู่ดีของเบนอาจ “ไม่เคย” หรือ “ไม่ค่อย” พูดคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองภายในประเทศ แต่จริงๆ แล้วภาพแทนของเหตุการณ์เหล่านั้นก็ “มีอยู่” ไม่ไกลจากสถานที่ที่พวกเขากำลังล้อมวงกินอาหารกัน

อย่างไรก็ดี สำหรับผม ยังมีตัวละครอีกหนึ่งรายที่น่าเกรงขาม/น่าค้นหากว่าแฮมีเสียอีก

ตัวละครรายนั้นคือ พี่สาวของจงซู ซึ่งเราพอจะรับรู้ว่าเธอ “มี” ตัวตนอยู่ผ่านคำบอกเล่าหรือบทสนทนาแวดล้อมประปราย แต่เธอกลับ “ไม่เคย” ปรากฏตนหรือแสดงบทบาทใดๆ ออกมาโดยเด่นชัด

เธอผู้นี้คงมีบาดแผลในใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจงซู สองพี่น้องคงเคยร่วมเป็นประจักษ์พยานของความปวดร้าวโหดร้ายต่างๆ มาด้วยกัน

คนชิดใกล้ที่แทบจะ “ไม่มีอยู่” เช่นเธอ อาจเป็นตัวละครรายหนึ่งที่เฉียดกรายเข้าใกล้ภาวะ “เมื่อไม่มีน้ำตา ก็ไม่มีหลักฐานว่ามันคือความเศร้า” มากที่สุด

ภาพประกอบ-คลิปจาก เพจเฟซบุ๊ก Documentary Club

ภาพนำจาก http://blog.asianwiki.com/korean-movies/international-posters-for-lee-chang-dong-directed-film-burning

ข่าวบันเทิง

“Bangkok Nites” หนังญี่ปุ่นน่าจับตา ฉายครั้งแรกในไทย 28 ม.ค.นี้

bkk-nite-3

“Bangkok Nites” หรือ “กลางคืนที่บางกอก” ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่มาพบรักกับหญิงสาวซึ่งทำงานอยู่บนถนนธนิยะ ย่านธุรกิจกลางคืนใจกลางกรุงเทพฯ ผลงานการร่วมกำกับของ คัตสึยะ โทมิตะ และ อภิชา ศรัณย์ชล กำลังจะได้ฉายในเมืองไทยเป็นครั้งแรก วันที่ 28 มกราคมนี้

Bangkok Nites ได้รับความสนใจจากเทศกาลภาพยนตร์หลายประเทศทั่วโลก และคว้ารางวัล First Prize of the Junior Jury ที่เทศกาลภาพยนตร์โลการ์โนปี 2016 รวมทั้งได้รับเลือกให้ติดอันดับ 1 ใน 10 ภาพยนตร์ญี่ปุ่นยอดเยี่ยมประจำปี 2017 โดยนิตยสาร Kinema Jumpo นิตยสารภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น

e0b881e0b8a5e0b8b2e0b887e0b884e0b8b7e0b899e0b897e0b8b5e0b988e0b89ae0b8b2e0b887e0b881e0b8ade0b881-1

หนังบอกเล่าเรื่องของ “ลักษณ์” หญิงสาวซึ่งทำงานอยู่บนถนนธนิยะ ย่านธุรกิจกลางคืนใจกลางกรุงเทพฯ ถนนสายนี้คลาคล่ำไปด้วยชายหนุ่มชาวญี่ปุ่น ลักษณ์ถือเป็นดาวเด่นของย่าน ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ราคาแพงเพียงลำพังและยังส่งเงินไปเลี้ยงดูครอบครัวที่ภาคอีสานใกล้ชายแดนไทย-ลาว

วันหนึ่งลักษณ์ได้พบกับ “โอซาว่า” ชายหนุ่มซึ่งเธอเคยตกหลุมรักเมื่อห้าปีก่อน โอซาว่าเป็นอดีตนายทหารจากกองทัพญี่ปุ่น เขาใช้ชีวิตอย่างอัตคัดในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางชุมชนแออัด เมื่อโอซาว่ามีเหตุต้องเดินทางไปลาว ลักษณ์จึงเดินทางไปด้วยและพาเขาไปพบครอบครัวและเพื่อนในวัยเด็กของเธอ

ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ได้กระตุ้นให้ชายหนุ่มซึ่งอ่อนล้าจากชีวิตในกรุงเทพฯ เริ่มใฝ่ฝันหาความสงบสุขในหมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ แต่แล้วเขาเองก็ได้ตระหนักว่าพื้นที่แห่งนี้ยังคงมีรอยแผลเป็นจากการล่าอาณานิคมในอดีตดำรงอยู่

คู่ขนานไปกับเรื่องราวชีวิตของชายญี่ปุ่นและหญิงสาวคนไทยข้างกาย จึงปรากฏตำนานเรื่องเล่าต่าง ๆ ว่าด้วย ผีจิตร ภูมิศักดิ์, พญานาค และซากประวัติศาสตร์สงครามลับในลาว (ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าผู้มารับบท “จิตร ภูมิศักดิ์” คือ สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน)

bkk nite 2

“กลางคืนที่บางกอก” จะฉายในเมืองไทยเป็นครั้งแรก วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคมนี้ เวลา 15.00 น. ณ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) โดยผู้กำกับจะมาสนทนากับคนดูหลังภาพยนตร์จบ

การฉายหนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม “คาไลโดะ เอเชีย” (KALEIDO ASIA) งานฉายภาพยนตร์สุดพิเศษโดยนักจัดโปรแกรมภาพยนตร์แห่งอาเซียนและญี่ปุ่น ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของหนังเรื่องอื่น ๆ ในโปรแกรม ได้ที่ https://www.facebook.com/events/166551397438264/?active_tab=about

ข่าวบันเทิง

น่ายินดี! หนังไทย “ฉลาดเกมส์โกง-มะลิลา” ได้เข้าชิงรางวัล “Oscars เอเชีย” เรื่องละสองสาขา

ประกาศออกมาแล้ว สำหรับรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ที่มีสถานะคล้ายๆ รางวัลออสการ์ของฝั่งเอเชีย

โดยปีนี้ มีหนังไทยสองเรื่องที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล

3-1

เริ่มจาก “ฉลาดเกมส์โกง” ที่ได้เข้าชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ขณะที่ “ออกแบบ ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง” นักแสดงนำหญิงของเรื่อง ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม

ทางด้าน “มะลิลา” ซึ่งมีกำหนดจะเข้าฉายในเมืองไทยช่วงต้นปีนี้ หลังจากตระเวนไปคว้ารางวัลระดับนานาชาติมามากมาย ก็ได้เข้าชิงสองรางวัล โดย “เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ” ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ส่วน “อนุชา บุญยวรรธนะ” ได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยม

23167824_151997715415127_262313721903501097_n

นอกจากนี้ มีหนังอีกสองเรื่องที่ทางบล็อกคนมองหนังชอบและเชียร์เป็นพิเศษ ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลสำคัญๆ

ได้แก่ภาพยนตร์อินโดนีเซีย “Marlina The Murderer in Four Acts” (ที่มีอโนชา สุวิชากรพงศ์ และวิศรา วิจิตรวาทการ แห่ง Purin Pictures ร่วมเป็นโปรดิวเซอร์) ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลสำคัญถึงสี่สาขา คือ “มาร์ช่า ทิโมธี” นักแสดงนำหญิงของเรื่อง ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ขณะเดียวกัน หนังยังได้เข้าชิงรางวัลทางด้านโปรดักชั่นถึงสามสาขา ประกอบด้วยกำกับภาพยอดเยี่ยม, ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม และออกแบบเสียงยอดเยี่ยม

MV5BZGJjZDljNDctNzZjNy00YTZhLTkwNmMtNmI4M2JiMzQyMjA4XkEyXkFqcGdeQXVyNjkyMTg1NDM@._V1_

อีกเรื่องคือหนังตลกร้ายไต้หวันอย่าง “The Great Buddha +” ซึ่งนอกจาก “หวง ซินเหยา” ผู้กำกับจะได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแล้ว หนังยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม และออกแบบเสียงยอดเยี่ยม

the-great-buddha

คลิกอ่านบทวิจารณ์ Marlina The Murderer in Four Acts

คลิกอ่านบทวิจารณ์ The Great Buddha +

ข่าวบันเทิง

8 หนังไทยในฟุกุโอกะ และโปรเจ็คท์ของ “นนทรีย์-นนทวัฒน์” ที่ถูกคัดเลือกเข้าตลาดใหญ่ปูซาน

8 หนังไทยที่ฟุกุโอกะ

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโฟกัส ออน เอเชีย ฟุกุโอกะ 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-24 กันยายนนี้ ได้วางโปรแกรมพิเศษสำหรับภาพยนตร์ไทยโดยเฉพาะ

โปรแกรมดังกล่าวมีชื่อว่า “Thai Films-A Diversity in Charm” (ภาพยนตร์ไทย: ความหลากหลายภายในความมีเสน่ห์) โดยจะมีการจัดฉายหนังไทยถึง 8 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

ฟุกุ รวม

ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ), ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์), เทริด (เอกชัย ศรีวิชัย และ ภาคภูมิ วงษ์จินดา), ปั๊มน้ำมัน (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์), Mary is Happy, Mary is Happy (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์), เดอะ มาสเตอร์ (นวพล), เปนชู้กับผี (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง) และ สันติ-วีณา (ครูมารุต หรือ ทวี ณ บางช้าง)

ที่มา http://www.focus-on-asia.com/lineup_en/

2 โปรเจ็คท์หนังไทย ในตลาดเอพีเอ็ม เทศกาลปูซาน

เดอะ เอเชี่ยน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต (เอพีเอ็ม) คือ กิจกรรมส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

โดยทางผู้จัดงานจะคัดเลือกโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เอเชียที่น่าสนใจให้เข้ามาร่วมในกิจกรรมนี้ ซึ่งถือเป็นตลาดหรือแหล่งพบปะทางธุรกิจระหว่างคนทำหนังกับผู้ลงทุนหรือผู้สร้างภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย

ปีนี้ กิจกรรมเอพีเอ็มครั้งที่ 20 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม ในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ปูซานครั้งที่ 22 โดยมีโครงการภาพยนตร์ทั่วเอเชียส่งใบสมัครเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 317 เรื่อง ปรากฏว่ามีโปรเจ็คท์ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงาน 28 เรื่อง

ในรายชื่อดังกล่าว มีโครงการของนักทำหนังชาวไทยอยู่สองเรื่อง ได้แก่ “ดอย บอย” โครงการภาพยนตร์ของนนทวัฒน์ นำเบญจพล และ “ฟรานซิส จิตร ออฟ สยาม” โดย นนทรีย์ นิมิบุตร

doiboy
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Nontawat Numbenchapol

วอยซ์ทีวี รายงานว่า “ดอย บอย” โปรเจ็คท์ภาพยนตร์ล่าสุดของนนทวัฒน์ ที่เพิ่งมีหนังเรื่อง “#BKKY” เข้าฉายในเมืองไทย จะเล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มจากรัฐฉานซึ่งเดินทางเข้ามาทำงานในแวดวงธุรกิจสีเทาที่เชียงใหม่ และก่อนหน้านี้ โครงการดังกล่าวก็เคยได้รับรางวัล “ปูริน อวอร์ด” จากโครงการพัฒนาบทภาพยนตร์สำหรับนักทำหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFIC)

ฟรานซิส จิตร

ขณะที่โปรเจ็คท์หนังใหญ่เรื่องใหม่ของนนทรีย์จะนำเสนอประวัติชีวิตของ “ฟรานซิส จิตร” หรือหลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) ช่างภาพชาวไทยคนแรกในสมัยรัชกาลที่ 4-5 โดยเรื่องราวเกี่ยวกับร้านถ่ายรูปของเขาเคยปรากฎเป็นฉากเล็กๆ ในภาพยนตร์ “ทวิภพ” ของสุรพงษ์ พินิจค้า มาแล้ว

ฟรานซิส จิตร 2

ที่มา https://asianfilmfestivals.com/2017/08/14/asian-project-market-official-projects-2017/

ข่าวบันเทิง

“ลี ชาตะเมธีกุล” คว้ารางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมตัวที่สาม จากงานเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์

เมื่อเดือนมกราคม บล็อกคนมองหนังรายงานข่าวที่ “ลี ชาตะเมธีกุล” มือตัดต่อภาพยนตร์อันดับต้นๆ ของไทยและทวีปเอเชีย มีรายชื่อเข้าชิงรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมของงานประกาศรางวัลเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 11 ร่วมกับ “นาตาลี โซห์” ในผลงานที่พวกเขาตัดต่อหนังสิงคโปร์เรื่อง “Apprentice” ด้วยกัน

ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ผลรางวัลเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งล่าสุด ได้ประกาศออกมาแล้ว ปรากฏว่า “ลี” และ “นาตาลี โซห์” เป็นผู้ได้รับรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมไปครอง

นี่ถือเป็นครั้งที่สาม ที่ “ลี ชาตะเมธีกุล” ได้รับรางวัลดังกล่าวจากงานเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์

โดยเขาเคยได้รับรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง “แสงศตวรรษ” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในงานประกาศรางวัลครั้งที่ 1 และกลับมาได้รับรางวัลเดียวกัน จากหนังมาเลเซียเรื่อง “Karaoke” ในงานประกาศรางวัลครั้งที่ 4