คนมองหนัง, สัมภาษณ์พิเศษ

อ่าน 2 บทวิจารณ์ 1 บทสัมภาษณ์ ก่อน/หลังไปชมหนัง 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ”

15-17 กุมภาพันธ์นี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ FILMVIRUS จะจัดฉายภาพยนตร์ขนาดยาว 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ” ยอดผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ พร้อมด้วยกิจกรรมเสวนาน่าสนใจ ในโปรแกรม Sine ni Lav Diaz

สามารถตรวจสอบรายละเอียดโปรแกรมได้ ที่นี่

(แม้การจองตั๋วผ่านระบบออนไลน์น่าจะเต็มแล้ว แต่ผู้ที่เดินทางไปยังหอภาพยนตร์อาจจะมีลุ้นได้รับตั๋วหน้างานอยู่บ้าง)

เนื่องในโอกาสอันดีนี้ บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำบทความ-บทสัมภาษณ์เก่าที่เคยเขียน/พูดคุยถึงหนัง 2 ใน 3 เรื่องของโปรแกรมดังกล่าว มาเผยแพร่ให้อ่านกัน (ก่อนหรือหลังชมภาพยนตร์) อีกครั้งหนึ่ง

A Lullaby to the Sorrowful Mystery

lullaby

ในที่สุด ก็มีโอกาสได้ชมหนังฟิลิปปินส์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของ “ลาฟ ดิแอซ” ซึ่งคว้ารางวัลหมีเงิน Alfred Bauer Prize (มอบแก่ผลงานที่เผยให้เห็นถึงแง่มุมใหม่ๆ ของศิลปะภาพยนตร์) จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ครั้งที่ 66 ขณะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29

หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงในสื่อนานาชาติมิใช่เพียงเพราะรางวัลสำคัญที่ได้รับ หรือเพราะเนื้อหาและมาตรฐานการสร้างที่ยอดเยี่ยม หากแต่ยังเป็นเพราะความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาทีของมัน

“โยชิฮิโกะ ยาตาเบะ” โปรแกรม ไดเร็กเตอร์ ที่เลือกหนังเรื่องนี้เข้าฉายในสาย World Focus ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว บอกว่า แม้จะเป็นเรื่องยากลำบาก สำหรับการเลือกหนังยาว 8 ชั่วโมง เข้ามาฉายในเทศกาล เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณจะต้องคัดหนังเรื่องอื่นๆ ออกไปประมาณ 3 เรื่อง

แต่เขากลับไม่ลังเลใจเลยในการตัดสินใจฉายหนัง 8 ชั่วโมงของลาฟ เพราะนี่คือหนังประเภทที่ผู้ชมจะหาดูได้จาก “เทศกาลภาพยนตร์” เพียงเท่านั้น และถ้าผู้จัดเทศกาลฯ ไม่มีความกล้าหาญพอจะจัดฉายหนังประเภทนี้ มันก็เปล่าประโยชน์ที่คุณจะจัดงาน “เทศกาลภาพยนตร์” ขึ้นมา

นอกจากนั้น การที่หนังเรื่องนี้ได้รางวัลจากเบอร์ลิน ก่อนที่ผลงานอีกเรื่องของลาฟ (The Woman Who Left) จะไปคว้ารางวัลสูงสุดจากเวนิสภายในปีเดียวกัน ก็บ่งชี้ถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ลาฟ ดิแอซ คือหนึ่งในคนทำหนัง “ชั้นครู” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชียยุคปัจจุบัน

ดังนั้น เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวจึงมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดฉายหนังความยาวเกิน 8 ชั่วโมงเรื่องนี้

ทางเทศกาลโตเกียวเลือกวิธีการจัดฉาย “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ในแบบเดียวกับเทศกาลเบอร์ลิน คือ ฉายหนังครึ่งแรกประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วจึงให้คนดูพักยาว 1 ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาฉายหนังครึ่งหลังอีกราวๆ 4 ชั่วโมง

และปิดท้ายด้วยการถาม-ตอบกับทีมงานผู้สร้าง 30 นาที

ภาพยนตร์ “มหากาพย์” เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิวัติปลดแอกตนเองจากเจ้าอาณานิคม “สเปน”

หนังถ่ายทอดยุคสมัยแห่งการต่อสู้ ผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชั้นหลายระดับที่ถูกนำมาจัดวางคลอเคลียกันไปอย่างเปี่ยมชั้นเชิง

“เรื่องเล่า” เหล่านั้นมีตั้งแต่ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ว่าด้วยสตรีที่ออกเดินทางตามหาสามี ผู้เป็น “บิดาแห่งการปฏิวัติของประเทศ” ซึ่งสูญหายไปในป่าใหญ่

ขณะเดียวกัน ลาฟก็หยิบยืมตัวละครบางรายจากนวนิยายยุคปฏิวัติของ “โฮเซ รีซัล” ให้เข้ามามีบทบาทโลดแล่นในหนังเรื่องนี้

“ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ถูกนำเสนอเคียงคู่กับ “บทกวี” ของรีซัล “เพลงรัก” ที่กลายเป็นเครื่องมือการต่อสู้ของนักปฏิวัติ เรื่อยไปจนถึง “ตำนานปรัมปรา” ท้องถิ่น

โดยยังไม่นับรวมพฤติการณ์ของบรรดาตัวละครที่ลาฟสร้างสรรค์ขึ้นมาเองอีกจำนวนหนึ่ง

การเล่าเรื่องราวผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชนิด โดยไม่ได้เลือกพินิจพิเคราะห์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ผ่านแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งอย่างจำกัดจำเขี่ย หากแต่เลือกที่จะประกอบสร้าง-สานทอองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ของยุคสมัยแห่งการปฏิวัติเข้าด้วยกัน จนกลายเป็น “ภาพรวมขนาดใหญ่” ย่อมส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีความยาวเกิน 8 ชั่วโมง โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“เรื่องเล่า” แต่ละส่วนภายในโครงสร้างใหญ่ของ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ล้วนมีเอกลักษณ์และความสำคัญเฉพาะตน

มิอาจปฏิเสธว่า “เรื่องเล่า” จาก “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ของรีซัล ได้ถูกพัฒนาให้มีสถานะเป็นเส้นเรื่องหลักสำคัญสองสาย ที่มีชีวิตยืนยาวตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่ “เรื่องเล่า” อื่นๆ นั้น เข้ามามีบทบาทส่งเสริม-แทรกแซง เป็นการชั่วครู่

ชีวิตของนักดนตรีหนุ่มผู้ขับขานเพลงรัก-เพลงปฏิวัติอย่างน่าประทับใจ ถูกเล่าถึงสั้นๆ ภายในกรอบเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงแรกของหนัง แต่แน่นอนว่าเสียงเพลงที่ริเริ่มโดยเขากลับดังก้องกังวานไปตลอดทั้งเรื่อง เช่นเดียวกับบทกวีของรีซัล ซึ่งถูกผลิตซ้ำประปรายอยู่เรื่อยๆ โดยตัวละครหลายคน

“ตำนานปรัมปรา” ก็เป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ตำนานแห่งการต่อสู้ปลดแอก” หรือ “ตำนานที่มอมเมาผู้คนไม่ให้ลุกฮือ”

ตำนานในหนังของลาฟ สื่อให้เห็นถึง “ความเชื่อ” ที่ชักจูงบรรดานักปฏิวัติให้เวียนวนหลงทางอยู่ในป่าใหญ่ หรือชักนำให้พวกเขาเดินออกนอกเส้นทางการต่อสู้ จน “การปฏิวัติจริงๆ” ประสบความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนถึงยุคปัจจุบัน

ตำนานในผืนป่ายังผูกโยงไปถึง “ความเชื่อทางคริสต์ศาสนา” ที่ผสมผสานปนเปกับ “ความเชื่อท้องถิ่น” จนก่อให้เกิดภารกิจหลักสองด้าน

ทั้งการมอบความหวังที่ไม่มีทางเป็นไปได้ให้แก่ฝูงชนผู้ทุกข์ยาก-ไร้ทางออกในชีวิต และการขูดรีดบีบบังคับสามัญชนให้ต้องมาแสดงบทบาทเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้ทางเลือก

ฤทธานุภาพแห่ง “ตำนานปรัมปรา” มักออกทำงานในพื้นที่ “ป่า” ซึ่งถือเป็นตัวละครสำคัญรายหนึ่งของหนังเรื่องนี้

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ที่ร่วมแสดงใน “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งเดินทางมาพบปะกับผู้ชมที่ญี่ปุ่น เคยถามลาฟว่า สุดท้ายแล้วตัวละครจาก “เรื่องเล่า” หลายระนาบของหนังจะถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันได้อย่างไร?

ผู้กำกับภาพยนตร์เบอร์ต้นๆ ของเอเชีย ตอบว่า ทุก “เรื่องเล่า” จะถูกสานทอเข้าด้วยกันใน “ป่า” ซึ่งเป็นพื้นที่อันเปิดกว้างต่อทุกๆ “ความเป็นไปได้”

นำมาสู่ฉากเล็กๆ สั้นๆ ที่ตัวละครจากทุกชั้นของ “เรื่องเล่า” ได้มาดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันกลางป่าเขา แม้ต่างฝ่ายคล้ายจะไม่รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของฝ่ายอื่นๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ “ป่า” ยังอาจเป็นพื้นที่เปิดรับความฝัน จินตนาการ และอุดมการณ์การต่อสู้อันเป็นนามธรรม ซึ่งไหลเลื่อนเคลื่อนไหวไม่เคยหยุดนิ่ง

กระทั่งคนตายผู้หายสาบสูญไปในป่าก็ยังถูกคาดหวังให้มีชีวิตอยู่ ตราบใดที่คนข้างหลังยังค้นหาศพของเขาไม่พบ

เมื่อกล่าวถึงประเด็นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ถึงบทบาทของเหล่า “ตัวละครหญิง” ในหนัง

ตั้งแต่ภรรยาของนักปฏิวัติผู้สูญหาย เมียและแม่ของชาวบ้านนักต่อสู้ที่สูญเสียครอบครัว หญิงสาวท้องถิ่นที่เคยหลงผิดแปรพักตร์ไปสนับสนุนนายทหารสเปน จนคนในหมู่บ้านของเธอถูกสังหารหมู่ และมีสตรีหลายรายถูกข่มขืน

ตลอดจนสาวคนรักของนักดนตรีผู้ขับร้องเพลงปฏิวัติ และเด็กหญิงตาบอดผู้ตระเวนท่องบทกวีของ โฮเซ รีซัล ตามท้องถนน

น่าสนใจว่าตัวละครสตรีทั้งหลายมีสถานะเป็นสักขีพยานแห่งความสูญเสียและมรณกรรมของเหล่าบุรุษ พวกเธอเป็นผู้แบกรับเรื่องราวความเศร้าโศกแทนบรรดาผู้ชายที่จากไป

ทว่าขณะเดียวกัน ผู้หญิงก็ยังมีหน้าที่ผลิตซ้ำอุดมการณ์แห่งการต่อสู้และปฏิวัติ รวมถึงบทกวีและบทเพลงอันเกี่ยวเนื่องกับอุดมการณ์ดังกล่าว ให้มีชีวิตยืนยาวออกไปไม่รู้จบสิ้น

หากมองผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้หญิงในช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ จึงมิได้จ่อมจมอยู่กับความทุกข์โศกไปวันๆ หากยังมีหน้าที่สืบสานภารกิจการปฏิวัติอย่างแข็งขันอีกด้วย

สําหรับบริบทเฉพาะทางประวัติศาสตร์ในภาพยนตร์ “จุดมุ่งหมายแห่งการปฏิวัติ” หรือ “เสรีภาพที่แท้จริงของชาวฟิลิปปินส์” คือ “การปลดแอกจากสเปน”

ซึ่งผู้ชมหลายคนย่อมตระหนักได้ว่านี่เป็นเพียงการอุปมาเปรียบเทียบไปถึงการต่อสู้บนสนามอื่นๆ ในช่วงเวลาอื่นๆ

ดังที่ตัวละครบางรายสนทนากัน ณ ช่วงท้ายของหนังว่า “การปฏิวัติ” ย่อมไม่จบลงตรงชัยชนะเหนือสเปน และคนรุ่นหลังจะต้องรับหน้าที่ประเมินสถานการณ์ในอนาคตว่า “คู่ต่อสู้” รายต่อไปของพวกตนนั้นคือใคร?

ไม่ต้องคาดเดาว่า “ศัตรูในภายภาคหน้า” (หลังจากยุคสมัยของหนัง) ย่อมมีสถานภาพและตัวตนที่สลับซับซ้อนมากขึ้น

เพราะกระทั่งในยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของหนังเรื่องนี้ ก็ยังมีตัวละครนักปฏิวัติบางคนที่พร้อมเปิดอก “พูดคุย” กับชนชั้นนำสเปน เช่นเดียวกับตัวละครผู้หญิงชาวบ้านบางรายที่ยอมพลีกายอุทิศตนให้เจ้าอาณานิคม

แม้แต่ตัวละครจาก “ตำนานปรัมปรา” ก็ยังให้ความร่วมมือกับ “อำนาจภายนอก” อันอาจหมายความว่า “ตำนานท้องถิ่น” สามารถถูกฉวยใช้จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ “อำนาจต่างถิ่น” ได้

หรือในยุคปัจจุบัน ลาฟ ดิแอซ ก็เป็นคนหนึ่งซึ่งยืนกรานหนักแน่นว่าสังคมฟิลิปปินส์ต้องต่อสู้กับประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต” ที่เขามองว่าเป็นนักปลุกระดม ผู้หลอกลวงประชาชนผ่านการสร้าง “มายาคติร่วมสมัย” ซึ่งมีพลานุภาพไม่ต่างจาก “ตำนานปรัมปรา” ยุคเก่า

ยุคสมัยแห่งการปลดแอกจากอำนาจของสเปนที่ถูกนำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” อาจสิ้นสุดลงไปแล้ว

แต่ดูคล้ายภารกิจ “ปฏิวัติ” กลับยังมิได้ยุติปิดโครงการลงตามไปด้วย

“การปฏิวัติ” ในฟิลิปปินส์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในที่อื่นๆ จึงอาจมีสถานะเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน

ยาวนานยิ่งกว่าความยาว 485 นาทีของหนังเรื่องนี้เสียอีก

Season of the Devil

season of the devil

หนึ่ง

งานของลาฟที่ได้ดูก่อนหน้านี้ คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งหนังเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ดูจะเชื่อมโยงถึงกันพอสมควร อย่างน้อย ก็ได้แก่เรื่องบทบาทของ “เพลง/กวี” ในการต่อสู้ทางการเมือง และการกล่าวถึงโปรเจ็คท์การต่อสู้ปลดแอกทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สอง

ตามข้อมูล นี่คือ “หนังเพลง” ที่ตัวละครหลักๆ ร้องเพลงกันแทบทั้งเรื่องตลอดเวลาสี่ชั่วโมง โดยมีบทสนทนาปกติน้อยมาก แต่เมื่อเพลงในหนังไม่มีเสียง (เครื่อง) ดนตรีประกอบ หากเป็นการเอื้อนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสูงต่ำราวท่วงทำนองดนตรีจากปากมนุษย์ เพลงต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางบทกวีมากพอสมควร (ขณะเดียวกัน พระเอกของเรื่องก็เป็นกวีด้วย)

สาม

ตามการตีความส่วนตัว ลาฟพยายามฉายภาพการต่อสู้ระหว่างอำนาจเผด็จการกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเพรียกหาความจริงของพลเมือง ผ่านการปะทะกันระหว่าง “เพลง/กวี” ของทหาร/กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล กับ “เพลง/กวี” ของประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และถึงที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้าง myth มาห้ำหั่นกัน

ดังจะเห็นได้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีตัวละครที่เป็นเหมือน “บุคคลในจินตนาการ” หรือ “บุคลาธิษฐาน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของพวกตน

สี่

แต่อีกด้าน พอถึงช่วงหลังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่หนังเลือกห่อหุ้มตัวเองด้วย “เพลง/กวี” นั้น มันทำให้ความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองกลุ่มที่ควรจะแหลมคมรุนแรงกว่านี้ กลับอ่อนโยนและมีลักษณะเหนือจริงเกินไปหรือเปล่า?

ห้า

อีกประเด็นที่ระหว่างดูจะรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ คือ เหมือนลาฟจะเล่าเรื่องราวแบบย้ำคิดย้ำทำพอสมควร ผ่าน “เพลง/กวี” ชิ้นเดิมที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ และโครงสร้างเรื่องราวที่หมุนวนเป็นวงกลม แต่พอถึงฉากจบ ก็พบว่าสิ่งที่เขาเลือกทำมันส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่ออารมณ์คนดูไม่น้อย

หก

ถ้าใครได้ดูหนัง หลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์/สถานที่จัดฉาย คงจะต้องมีเสียงร้อง “ลา ลา ล้า ลา หล่า หล่า ลา ลา ล้า ลา ลา” ติดหัวมาบ้างล่ะ

(สัมภาษณ์พิเศษ)

สนทนากับคนทำหนังชั้นครูจากฟิลิปปินส์ ประวัติศาสตร์ บาดแผล การต่อสู้ และ “ดูแตร์เต”

เมื่อปลายปี 2559 “ลาฟ ดิแอซ” คนทำหนังจากประเทศฟิลิปปินส์ ได้นำภาพยนตร์ความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาที เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ปีนี้ นับเป็นปีทองของลาฟ ผู้กำกับภาพยนตร์วัยใกล้หกสิบ เมื่อเขาสามารถคว้าสองรางวัลสำคัญจากสองเทศกาลหนังระดับ “เมเจอร์” ของโลกตะวันตก

เรื่องแรก คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ที่ได้รับรางวัลอัลเฟรด บาวเออร์ ไพรซ์ จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

เรื่องที่สอง คือ “The Woman Who Left” ที่ได้รับรางวัลสิงโตทองคำ อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลหนังเวนิส ประเทศอิตาลี

ทีมข่าวมติชนทีวี มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ “ลาฟ ดิแอซ” ที่กรุงโตเกียว เพื่อพูดคุยถึงหนังยาวกว่า 8 ชั่วโมง ที่ได้รับรางวัลจากเบอร์ลิน โดยเฉพาะ

และเพราะคนทำหนังที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ผู้กำกับภาพยนตร์ชั้นครู” รุ่นปัจจุบันของทวีปเอเชีย มักอธิบายให้สื่อนานาชาติรับรู้อยู่เสมอ ว่าหนังที่มีความยาวเกินมาตรฐานปกติของเขา ไม่จัดเป็น “สโลว์ ซีเนม่า” แถมยังตั้งคำถามกลับไปว่าทำไมจึงต้องนิยามภาพยนตร์จากความยาวของมันด้วย?

คำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวจึงอาจไม่จำเป็นในบทสนทนานี้

แต่ลาฟยังพูดถึงประเด็นน่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ที่ชวนขบคิด ไม่ว่าจะเป็น “ประวัติศาสตร์” “การต่อสู้” “ความหมายแท้จริงของการปฏิวัติ” รวมถึงประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต”

คำตอบของเขาจะเข้มข้นแค่ไหน เชิญอ่าน

ลาฟ มติชน

-หลังจากหนังหลายเรื่องของคุณได้รับรางวัลใหญ่ๆ ในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญระดับนานานาชาติ ชีวิตในการทำหนังของคุณเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?

ไม่เปลี่ยนเลย พวกเราไม่ได้ทำหนังเพื่อหวังรางวัลเหล่านั้น แต่แน่นอนว่ารางวัลมันช่วยเหลือเราในบางด้าน เช่น ช่วยให้หนังมีช่องทางในการเผยแพร่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

-ผลตอบรับจากคนดูหนังชาวฟิลิปปินส์ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

มันก็เติบโตขึ้น แต่ยังเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยอยู่ อย่างไรก็ตาม นี่คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้ โดยที่เราต้องไม่ไปเร่งรัดคนดู ที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมหนังฮอลลีวูดมาเป็นร้อยปี อยู่ภายใต้อุตสาหกรรมภาพยนตร์กระแสหลักของฟิลิปปินส์มาเป็นร้อยปี ซึ่งอุตสาหกรรมหนังฟิลิปปินส์ก็ก็อปปี้ภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาอีกทีอยู่เสมอมา อย่างในปัจจุบัน กระแสหนังรอม-คอม (โรแมนติก คอมเมดี้) ก็ครอบงำตลาด หรือเมื่อก่อนก็เคยมียุครุ่งเรืองของหนังแอ๊คชั่น ดังนั้น นี่จึงเป็นการต่อสู้ในระยะยาว และเราก็ต้องเคลื่อนไหวผ่านการทำหนังต่อไปเรื่อยๆ

-หนังเรื่องนี้ถูกนำเสนอผ่าน “เรื่องเล่า” หลากหลายชั้นมากๆ จากประวัติศาสตร์ สู่นวนิยาย บทกวี หรือเพลง เรื่องเล่าทั้งหมดเหล่านั้นมันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไร?

หนังพูดถึงยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ปฏิวัติฟิลิปปินส์ ค.ศ.1897 เพลงในหนังก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติ และกลายเป็นบทเพลงสรรเสริญการปฏิวัติในเวลาต่อมา ส่วนตัวละครนักปฏิวัติในหนังก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายสองเรื่องของ “โฮเซ รีซัล” นอกจากนี้ ยังมีตำนานปรัมปราว่าด้วยอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัยดังกล่าวเช่นกัน

-เรื่องเล่าเหล่านั้นมันหนุนเสริมหรือขัดแย้งกันอย่างไรบ้าง?

ถ้าคุณศึกษาถึงธรรมชาติของวิชาประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องผนวกรวมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน คุณไม่ได้กำลังนำเสนอแค่ภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ที่มากกว่านั้น คือ บางครั้ง คุณควรวิพากษ์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ เพื่อแสดงให้เห็นภาพกว้างของยุคสมัยดังกล่าว

ถ้าคุณทำแบบนั้น ประวัติศาสตร์ก็จะกลายเป็นปรัชญา หรือการมีมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อยุคสมัยที่ผ่านพ้น

คุณต้องไม่โฟกัสไปที่ภาพน่าตื่นตาตื่นใจหรือตัวเหตุการณ์ แต่คุณต้องโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆ โฟกัสไปยังสรรพสิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจยุคสมัยดังกล่าวมากขึ้น นี่แหละคือประเด็นสำคัญ

มันคือการศึกษายุคสมัยทางประวัติศาสตร์ในเชิงวิพากษ์ ซึ่งจะส่งผลให้คุณสามารถค้นพบหลายๆ คำถามที่ผุดขึ้นมาจากยุคสมัยนั้นๆ ไม่ใช่ผุดขึ้นมาจากตัวเรื่องเล่า, ตัวละคร หรือเหตุการณ์

-ขอถามถึง “ป่า” ซึ่งนับเป็นตัวละครหลักตัวหนึ่งของหนัง อยากทราบว่า “ป่า” มีความหมายลึกซึ้งอย่างไรบ้าง?

“ป่า” คือ มาตุภูมิ เป็นพื้นที่แห่งการแสวงหาจิตวิญญาณ เป็นพื้นที่แห่งการ “หลงทาง” และค้นหา “ความหมาย” บางอย่างในชีวิต หรืออาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนที่เดินทางเข้าไปในนั้น ได้สัมผัสถึง “ความแปลกแยก”

-ผมรู้สึกประทับใจตัวละคร Tikbalang (อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า) สามตนภายในหนังมาก คุณช่วยอธิบายความหมายของพวกเขาที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมฟิลิปปินส์หน่อยได้ไหม?

Tikbalang เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ เป็นส่วนหนึ่งในตำนานปรัมปราของเรา จนปัจจุบัน คนจำนวนมากก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับ Tikbalang กันอยู่

ตัวละครในตำนานเหล่านี้ยังมีความสัมพันธ์กับกระบวนการสร้าง “มายาคติ” คุณสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่จริง สร้างการมีมุมมองเฉพาะต่อสิ่งต่างๆ หรือกระทั่งทฤษฎี แล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็น “สัจจะ”

กลับมาที่ปัจจุบัน กับการสร้าง “มายาคติ” ผ่านการเมืองระบบตัวแทนในประเทศของเรา ทำไมคนงี่เง่าอย่าง “ดูแตร์เต” ถึงกลายมาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ก็เพราะมีการสร้างมายาคติ เขาเป็นนักปลุกระดมฝูงชน เขาทำงานกับประชาชน โดยสร้างความคิดนามธรรมบางอย่างขึ้นมา แล้วประชาชนก็เชื่อเขา

นี่คือการมองเห็นโลกผ่านมายาคติและตำนานปรัมปราที่ถูกสร้างขึ้น คุณสามารถนำมุมมองแบบนั้นมาใช้เล่าเรื่องราวในปัจจุบันได้ เพราะเรื่องแบบบี้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นความเชื่อหนึ่งที่ฝังลึกในจิตใจของพวกเรา มันเป็นวงจรอุบาทว์ ของคนที่พยายามขยายอิทธิพลเข้าไปควบคุมมวลชน

นักปลุกระดมฝูงชนทำงานตรงจุดนี้ แล้วเขาก็ได้ครอบครองอำนาจจากการหลอกลวงผู้คน

-ขอถามถึงบทบาทของตัวละครผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ ผมสังเกตว่าตัวละครผู้หญิงส่วนใหญ่ในเรื่องมักจะต้องแบกรับความโศกเศร้า ต้องเผชิญหน้ากับภาวะสูญเสียสามีหรือครอบครัว คำถามคือตัวละครผู้หญิงสามารถมีภาระหน้าที่อื่นๆ ได้อีกไหม ในยุคสมัยแห่งการปฏิวัติ?

ภาพลักษณ์ของผู้หญิงมีศักยภาพในการแบกรับบาดแผลของการต่อสู้และการไถ่บาปทางประวัติศาสตร์อยู่เสมอมา

มันเป็นการดีที่จะ “ใช้” ภาพลักษณ์ของผู้หญิง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ หากคุณต้องทำงานในประเด็นว่าด้วยบาดแผลทางประวัติศาสตร์และการต่อสู้อันยาวนาน

เกือบสี่ร้อยปีในการต่อสู้กับสเปน เกือบร้อยปีที่เราถูกปกครองโดยอเมริกา รวมทั้งยุคมืดของการประกาศใช้กฎอัยการศึก การเข้ามาข่มขืนผู้หญิงท้องถิ่นของทหารญี่ปุ่น นี่คือบาดแผลติดตัวเรา นี่คือสิ่งที่เราต้องจ่ายเพื่อการไถ่บาป

ดังนั้น ถ้าเราจะใส่ภาพลักษณ์ของผู้หญิงฟิลิปปินส์ลงไปในหนัง พวกเธอก็มักต้องแบกรับบาดแผลเหล่านี้ เพราะมันเป็นการอุปมาเปรียบเทียบถึงการต่อสู้ได้เป็นอย่างดี

-ในท้องเรื่องของหนังเรื่องนี้ จุดประสงค์ของการปฏิวัติหรือความหมายแท้จริงของเสรีภาพ คือ การปลดแอกตนเองออกจากเจ้าอาณานิคมสเปน ถ้าปัจจุบันเรายังต้องการการปฏิวัติอยู่ อยากทราบว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของมัน?

เรื่องราวในหนังมันเป็นแค่พื้นผิว แต่ในความเป็นจริง พวกเรายังต้องทำงานให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกๆ ชาติ ก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น ตอนนี้ พวกเรามีเสรีภาพกันจริงๆ ไหมล่ะ? นี่คือคำถาม

ปัจจุบันนี้ เราย้อนกลับไปมีประธานาธิบดีที่เป็นนักปลุกระดม นี่คือสิ่งที่ผมถ่ายทอดไว้ในหนัง เป็นฉากผู้คนเดินหลงวนไปมารอบต้นไม้ นั่นคือวิธีเลือกผู้นำของพวกเขา (ประชาชน) คุณคิดว่าตอนนี้มันมีเสรีภาพจริงไหมล่ะ?

ประชาชนเลือกผู้นำคนนี้ เพราะเชื่อว่าตนเองจะได้เป็นส่วนหนึ่งของชาติ พวกเขาเคยถูกกีดกันออกไปเป็นคนชายขอบ แต่ “ดูแตร์เต” เป็นนักปลุกระดมที่เดินไปบอกคนเหล่านั้นว่า ถ้าคุณเลือกผม คุณจะได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาติ นี่คือวิธีปลุกระดม

ดังนั้น ประเด็นการปลดแอกตนเองหรือการได้มาซึ่งเสรีภาพ มันจึงกว้างขวางมาก

ภาพแทนของ “สามัญชน” ในสถานการณ์ปฏิวัติ

โจเอล ซาราโช

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ ผู้รับบทเป็นตัวละครชื่อ “แมง คาร์โย” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นพร้อม “ลาฟ ดิแอซ”

โดยเขาได้อธิบายถึงบทบาทของตัวละครรายดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“แมง คาร์โย” คือตัวละครที่เป็นภาพแทนของคนธรรมดาสามัญ ซึ่งต้องการเข้าร่วมเป็นหนึ่งของการปฏิวัติ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเช่นนั้น

เพราะเขามีอาการเจ็บป่วย นอกจากนี้ เขายังเป็นภาพแทนของคนชายขอบ ผู้เข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมในขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่เขาก็ยังคงต้องการอุทิศเสียสละตนแด่การปฏิวัติ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมภารกิจค้นหาร่างของ “อันเดรส โบนิฟาซิโอ” (บิดาแห่งการปฏิวัติฟิลิปปินส์) ในป่า

ระหว่างเดินทางในป่า เขาพบว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองสามารถถูกรักษาให้หายได้ด้วยเวทมนตร์ของตัวละครจากตำนานปรัมปราอย่างพวก Tikbalang โดยไม่ได้ตระหนักว่า “ความเชื่อ” ดังกล่าวไม่ใช่ “ความจริง” นั่นเพราะเขาเพียงแค่ต้องการจะหายขาดจากความป่วยไข้ที่รุมเร้าร่างกายหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค่อยๆ เดินเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ” เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

นี่อาจเป็นคำอธิบายว่า ทำไมการปฏิวัติของเราจึงแตกสลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อย ทำไมการปฏิวัติจึงล้มเหลวลง

Advertisements
ข่าวบันเทิง

รู้จักโปรเจ็กต์หนังอาเซียนที่ได้รับรางวัล SEAFIC 2018

ผ่านพ้นไปเรียบร้อยเเล้ว สำหรับงาน SEAFIC Open House 2018 ซึ่งจัดขึ้น ณ สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย และสมาคมฝรั่งเศส กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ความพิเศษของงานนี้คือการแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะรางวัล SEAFIC Awards ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการขับเคี่ยวระหว่างผู้เข้าแข่งขันเจ้าของโปรเจ็กต์หนังยาว 5 โครงการ ในตลอดเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา

โดยทั้งหมดต้องพัฒนาบทภาพยนตร์และแผนงานโครงการสร้างหนัง ซึ่งได้รับการดูแลและให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก

โปรเจ็กต์ภาพยนตร์ 5 เรื่องที่เข้าชิงชัยกัน คือ “AH GIRL” จากประเทศสิงคโปร์ “AJOOMMA” จากประเทศสิงคโปร์ “ARNOLD IS A MODEL STUDENT” (อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง) จากประเทศไทย “CROCODILE TEARS” จากประเทศอินโดนีเซีย เเละ “RAISING A BEAST” จากประเทศลาว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
AJOOMMA

ผลการตัดสินปรากฏว่าผู้ได้รับรางวัล The SEAFIC Award ซึ่งเป็นเงินสดมูลค่า 15,000 เหรียญสหรัฐ สนับสนุนโดย Purin Foundation คือ บทภาพยนตร์เรื่อง AJOOMMA จากสิงคโปร์

โปรเจ็กท์ภาพยนตร์โครงการนี้จะเล่าเรื่องราวว่าด้วยแม่ม่ายชาวสิงคโปร์ผู้หมกมุ่นในซีรีส์ดราม่าเกาหลี ซึ่งตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นครั้งแรก แน่นอนว่าจุดหมายของเธอคือกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ แต่การเดินทางเพียงตัวคนเดียวของหญิงวัยกลางคนแบบเธอคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

ผู้กำกับเจ้าของโปรเจ็กต์นี้ คือ “เหอ ชุมหมิง” เขาสำเร็จการศึกษาสาขากำกับภาพยนตร์จากสถาบัน AFI Conservatory ประเทศสหรัฐอเมริกา

เหอมีส่วนร่วมในผลงานหนังสั้นเรื่อง LETTERS FROM THE MOTHERLAND to the omnibus 667 (2017) ซึ่งได้เข้าร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ส่วนโปรเจ็กต์ AJOOMMA เคยชนะรางวัล Most Promising จาก 2015’s Southeast Asian Film Lab

ขณะเดียวกัน โปรเจ็กต์หนังเรื่อง AH GIRL จากสิงคโปร์ โดยผู้กำกับ “แอง เก็ก เก็ก” ก็ได้รับรางวัล The Open SEA Fund Award ซึ่งจะได้รับทุนสนับสนุนสำหรับการเช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ จาก VS Service และได้สิทธิใช้บริการของ White Light Post ในขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่น

โดยบทภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ ซึ่งถูกบังคับให้เลือกว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับแม่หรือพ่อ การตัดสินใจดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล

ส่วนโปรเจ็กต์ที่ได้รับรางวัล The SEAFIC-TFL Award ซึ่งโปรดิวเซอร์ของโครงการจะได้เข้าร่วมงาน TorinoFilmLab Meeting Event คือ RAISING A BEAST จากลาว ซึ่งมี “ไสสงคาม อินดวงจันธี” เป็นผู้กำกับ และ “สตีฟ อรุณศักดิ์” เป็นโค-โปรดิวเซอร์

บทหนังถ่ายทอดเรื่องราวของสองพี่น้องร่วมสายเลือดชาวม้ง ที่ต้องแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อครอบครองมรดกและเกียรติยศของครอบครัว ไม่ว่าจะดัวยวิธีการใดก็ตาม

ทั้งนี้ ตัวแทนหนึ่งเดียวของไทยที่เข้าร่วม SEAFIC 2018 คือ “อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง” โปรเจ็กต์หนังยาวเรื่องแรกโดย “สรยศ ประภาพันธ์”

บทภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาว่าด้วยนักเรียนมัธยมในโรงเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องวิชาการ ซึ่งวันหนึ่ง เขาค้นพบว่าตัวเองกำลังเข้าไปมีส่วนร่วมกับการ “โกง” เพื่อสอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนเตรียมทหารอันทรงเกียรติ!

FilmmakerPressRelease8

สำหรับ SEAFIC (Southeast Asia Fiction Film Lab) เป็นโครงการพัฒนาบทภาพยนตร์ที่ก่อตั้งขึ้นสำหรับนักสร้างภาพยนตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของภาพยนตร์ขนาดยาวจากภูมิภาคนี้

ในแต่ละปี SEAFIC ได้เชิญชวนนักสร้างหนังที่กำลังเริ่มทำภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่ 1, 2 และ 3 ให้มาทำงานร่วมกับที่ปรึกษาด้านบทภาพยนตร์ และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเป็นเวลา 8 เดือน เพื่อพัฒนาบทภาพยนตร์ของตน ซึ่งจะดำเนินการผ่านกิจกรรมของ SEAFIC ทั้งหมด 3 ครั้ง

ครั้งแรกจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และครั้งสุดท้ายที่เรียกว่า SEAFIC Open House จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

ทั้งยังมีการจัดเวิร์คช็อปสำหรับกลุ่มผู้อำนวยการสร้าง หรือ SEAFICxPAS ขึ้นคู่ขนานกันไป โดยเป็นการดำเนินงานร่วมกับ “Festival des 3 Continents’ Produire au Sud”

ผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถค้นหาข้อมูลได้ที่ http://www.seaficlab.com

สัมภาษณ์พิเศษ

ลาฟ ดิแอซ, ตำนานปรัมปรา, และนักปลุกระดมฝูงชนชื่อ “ดูแตร์เต้”

บางส่วนจากบทสนทนากับ “ลาฟ ดิแอซ” ว่าด้วยภาพยนตร์เรื่อง A Lullaby to the Sorrowful Mystery ของเขา ระหว่างเจ้าตัวเดินทางมาร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2016

lullaby-to-the-sorrowful-mystery-a-2016-001-trio-in-jungle-canopy

“Tikbalang” เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ เป็นส่วนหนึ่งในตำนานปรัมปราของเรา จนถึงปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากในประเทศก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่

ตัวละครในตำนานปรัมปราเหล่านี้ มีความสัมพันธ์กับกระบวนการประกอบสร้าง “มายาคติ” คุณสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่จริง, สร้างการมีมุมมองต่อเรื่องราวต่างๆ แบบจำกัดจำเขี่ยไม่ครอบคลุม หรือกระทั่งสร้างทฤษฎี แล้วสิ่งพวกนั้นก็จะแปรเปลี่ยนกลายเป็น “สัจจะ”

ย้อนกลับมาที่สถานการณ์ในปัจจุบัน กับกระบวนการประกอบสร้าง “มายาคติ” ผ่านระบบการเมืองแบบตัวแทนในประเทศของเรา ทำไมคนงี่เง่าอย่างดูแตร์เต้ถึงกลายมาเป็นประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ก็เพราะมีกระบวนการสร้างมายาคติ เขาเป็นนักปลุกระดมฝูงชน เขาทำงาน (ทางความคิด) กับผู้คนจำนวนมาก ผ่านการสร้างความคิดนามธรรมบางอย่างขึ้นมา แล้วประชาชนก็เชื่อเขา

นี่คือการมองเห็นโลกผ่านมายาคติที่ถูกสร้างขึ้นและตำนานปรัมปรา นี่เป็นส่วนหนึ่งของความคิดความเชื่อที่แฝงฝังอยู่ตรงส่วนลึกในจิตใจของพวกเรา

นักปลุกระดมฝูงชนทำงานตรงจุดนี้ แล้วเขาก็ได้ครอบครองอำนาจจากการหลอกลวงผู้คน

ติดตามอ่านและชมบทสัมภาษณ์ฉบับยาวเร็วๆ นี้

 

 

ข่าวบันเทิง

“หนังอาเซียน” ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016

“หนังอาเซียน” ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016

(มติชนสุดสัปดาห์ 23-29 กันยายน 2559)

กลับมาอีกครั้ง สำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29 ประจำปี 2016

โดยเมื่อปีที่แล้ว มีหนังไทยเดินทางไปร่วมประกวดในเทศกาลนี้ถึงสองเรื่อง ได้แก่ “สแน็ป แค่…ได้คิดถึง” ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่เข้าฉายในสายการประกวดหลัก

และ “มหาสมุทรและสุสาน” ของ พิมพกา โตวิระ ที่เข้าฉายในสายเอเชี่ยน ฟิวเจอร์ และได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำสายการประกวดดังกล่าวมาครอง

คงต้องจับตาดูกันว่า ปีนี้ จะมีหนังไทยเรื่องใดถูกคัดเลือกเข้าฉาย/ประกวดในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ตลอดจนเรื่องราวว่าด้วยประเทศแถบนี้ ยังได้รับความสนใจจากผู้จัดเทศกาลหนังโตเกียวเช่นเคย

ในเทศกาลครั้งนี้ จะมีการเปิดตัวผลงานชื่อ “Asian Three-Fold Mirror 2016 : Reflections” โปรเจ็กต์รวมหนังสั้น 3 เรื่องจากผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเอเชียสามคน ซึ่งพูดถึงการเดินทางไปมาหาสู่กันของผู้คนในทวีปเอเชีย

หนังสั้นตอนแรก คือ “Pigeon” ผลงานของผู้กำกับฯ ชาวญี่ปุ่น อิซาโอะ ยูกิซาดะ ที่มีฉากหลังเป็นพื้นที่แห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเคยถูกบุกเข้ายึดครองโดยกองทัพญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

แต่ปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้กลับกลายเป็น “บ้านหลังสุดท้าย” ที่บรรดาคนชราวัยหลังเกษียณจากประเทศญี่ปุ่นได้เดินทางเข้ามาพำนักพักพิงในช่วงปัจฉิมบทของชีวิต

โดยเรื่องราวของหนังจะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ชายชราชาวญี่ปุ่นผู้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่กับการเลี้ยงนกพิราบ, ความบาดหมางระหว่างเขากับลูกชาย และสายสัมพันธ์ของเขากับลูกจ้างสาวชาวมาเลเซีย

พร้อมๆ กับการใช้ชีวิตประจำวันในปัจจุบัน ความทรงจำเมื่อครั้งสงครามโลกก็ได้หวนย้อนกลับมาหาชายชราผู้นี้

หนังสั้นอีกหนึ่งตอน คือ “SHINIUMA Dead Horse” ผลงานของ บริลแลนเต้ เมนโดซ่า คนทำหนังชาวฟิลิปปินส์ที่เคยคว้ารางวัลผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาแล้ว

หนังของเขามักถ่ายทอดเรื่องราวของสามัญชนชาวฟิลิปปินส์ที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันไม่ธรรมดา

ในหนังสั้นเรื่องนี้ เมนโดซ่าเลือกเล่าเรื่องราวของแรงงานข้ามชาติชาวฟิลิปปินส์ซึ่งเดินทางเข้าญี่ปุ่นอย่างผิดกฎหมาย และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานนับทศวรรษ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้และส่งตัวกลับประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นถึงภาวะของการสูญเสียอัตลักษณ์ประจำชาติและพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน

ปิดท้ายด้วย “Beyond the Bridge” หนังสั้นของ โสโท กูลิการ์ ผู้กำกับฯ หญิงชาวกัมพูชา ที่สร้างชื่อเสียงจากหนังยาวเรื่องแรกในชีวิต คือ “The Last Reel” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุคเขมรแดง

หนังสั้นของโสโทจะบอกเล่าเรื่องราวความรักที่อยู่เหนือกาลเวลาและเส้นแบ่งเขตแดน โดยมีฉากหลังเป็นเหตุการณ์สงครามกลางเมืองในประเทศกัมพูชา และสะพานมิตรภาพ “กัมพูชา-ญี่ปุ่น” ซึ่งถูกก่อสร้างขึ้น ณ กรุงพนมเปญ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งโปรแกรมพิเศษที่กลายเป็นจุดเด่นของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวไปแล้ว ก็คือ โปรเจ็กต์ “CROSSCUT ASIA” ซึ่งทางเทศกาลร่วมกับเจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเตอร์ ได้นำหนังจากประเทศต่างๆ ของทวีปเอเชีย มาจัดฉายในเทศกาล

โดยในสองปีแรกเป็นคิวของภาพยนตร์ไทยและฟิลิปปินส์ ตามลำดับ

ล่าสุด ในเทศกาลประจำปีนี้ คณะผู้จัดงานได้เลือกหนังจากประเทศที่มีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่าง “อินโดนีเซีย” มานำเสนอ

ผลงานที่ถูกคัดเลือกเข้ามาจัดฉายจะเป็นหนังของบรรดาผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหม่ชาวอินโดนีเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะของสังคมร่วมสมัยในหลายแง่มุม อาทิ แง่มุมด้านศาสนา, ชาติพันธุ์, เพศสภาพ และความรักหลากรูปแบบ

ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง “Lovely Man” ของ เท็ดดี้ โซเรียอัตมัดจา คนทำหนังที่เกิดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเล่าเรื่องราวของพ่อผู้ประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ ที่กลับมาเจอลูกสาวผู้เป็นมุสลิม

ขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง “Something in the Way” ของผู้กำกับฯ คนเดียวกัน พูดถึงชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยว ที่ใช้ชีวิตด้านหนึ่งไปกับการเสพติดหนังโป๊อย่างหมกมุ่น ทว่า ในอีกด้าน เขากลับกลายเป็นผู้มีศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นต่อศาสนาอิสลาม

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2016 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายนนี้ หากมีความคืบหน้าน่าสนใจใดๆ จะนำมาบอกเล่าในพื้นที่คอลัมน์นี้ต่อไป

ของแถม

ล่าสุด เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2016 ได้ประกาศรายชื่อหนังทั้งหมดที่จะเข้าร่วมเทศกาลออกมาแล้ว น่าเสียดาย ที่ในปีนี้ไม่ปรากฏรายชื่อของหนังไทยแม้เพียงเรื่องเดียว

(ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังไทยอิสระหลายๆ เรื่อง ถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับเทศกาลหนังโตเกียว แถมยังจัดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน)

อย่างไรก็ดี ยังมีหนังอาเซียนน่าสนใจอีกหลายเรื่องที่จะเดินทางมายังโตเกียว

รวมถึง “Diamond Island” ผลงานของดาวี่ ชู ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ซึ่งได้รับรางวัลจากสัปดาห์นักวิจารณ์นานาชาติ ซึ่งเป็นงานคู่ขนานของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ปีล่าสุด

และที่น่าสนใจสุดๆ ก็คือ การมาเยือนญี่ปุ่นของ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ผลงานความยาวกว่า 8 ชั่วโมง ที่ส่งผลให้คนทำหนังสุดฮ็อตจากฟิลิปปินส์อย่างลาฟ ดิแอซ คว้ารางวัลสำคัญในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินเมื่อช่วงต้นปี

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ Diamond Island และดาวี่ ชู ได้ที่นี่

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ A Lullaby to the Sorrowful Mystery ได้ที่นี่