คนมองหนัง

บันทึกถึง Afterimage, Toni Erdmann และ Nocturama

Afterimage (Andrzej Wajda)

Afterimage1

หนังเปิดเทศกาล European Union Film Festival 2017

จะว่าไปแล้ว หนังไม่ได้อยู่ในระดับ “ดีมาก” นอกจากนี้ ไม่แน่ใจด้วยว่าเรื่องราวของหนังที่อิงมาจากชีวิตของคนจริงๆ มันสอดคล้องต้องตรงกับ “เรื่องจริง” ขนาดไหน?

แต่ประเด็นหลักของหนังนั้น “ทรงพลัง” อย่างมาก

หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของ Władysław Strzemiński จิตรกรเอกแนวอาวองการ์ด ที่ช่วงชีวิตของเขาดำเนินไปท่ามกลางการปฏิวัติรัสเซีย-สงครามโลก-สงครามเย็น

หนังแสดงให้เห็นวิธีคิดที่เปลี่ยนแปลงของ Strzemiński จากการเป็นศิลปินที่เลือกทำงานรับใช้ระบอบการเมือง (สหภาพโซเวียต) มาสู่การเป็นครูสอนศิลปะที่เชื่อว่าศิลปะกับการเมืองควรมีระยะห่างจากกัน

แต่ความเชื่อแบบหลังซึ่งดูเหมือนเป็นความพยายามที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองของเขา กลับนำไปสู่ความขัดแย้งในทางการเมือง เพราะต่อมารัฐบาลคอมมิวนิสต์โปแลนด์ต้องการให้ศิลปินและโรงเรียนศิลปะผลิตงานที่รับใช้ระบอบการเมืองของตน

เมื่อ Strzemiński และกลุ่มลูกศิษย์เห็นค้านกับนโยบายดังกล่าว พวกเขาจึงโดนกลั่นแกล้งต่างๆ นานา

afterimage_01

ผมชอบที่หนังฉายภาพให้เห็นว่าเมื่อรัฐต้องการจะกลั่นแกล้งคน (ที่ต่อต้าน/มีความเชื่อต่างจากรัฐ) อย่างหนักหน่วงไปจนสุดทาง (โดยไม่ต้องลงมือฆ่าเขาตรงๆ) รัฐจะลงมือทำเรื่องดังกล่าวด้วยวิธีการแบบไหนได้บ้าง

หนังค่อยๆ เปิดเผยภาวะที่ Strzemiński ถูกกระทำจากรัฐอย่างหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะปิดฉากลงอย่างไร้ซึ่งความหวัง

อย่างไรก็ดี อีกจุดหนึ่ง ซึ่งผมชอบในหนังเรื่องนี้ คือ หนังไม่ได้นำเสนอแต่ภาพลักษณ์ความเป็น “ขบถทางการเมือง” (ด้านบวก) ของ Strzemiński เพียงองค์ประกอบเดียว

แต่หนังยังฉายภาพความเป็นพ่อและผัวที่ไม่ค่อยได้เรื่องนัก (ด้านลบ) ของเขา

น่าคิดว่าถ้ารัฐที่เข้มแข็ง (หรืออาจรวมถึงรัฐเผด็จการ) มีความหมายเชื่อมโยงกับการมีผู้นำเป็นมหาบุรุษผู้แข็งแกร่ง การดำเนินชีวิตในฐานะ “ผู้ (ไม่) นำครอบครัว” ของตัวละคร Strzemiński ในหนัง ก็นับเป็นการปฏิเสธคุณลักษณะดังกล่าวของรัฐอย่างถึงขีดสุดเช่นกัน

Toni Erdmann (Maren Ade)

Toni-Erdmann-Banner

เป็นหนังที่โด่งดังมากๆ ตามเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลกเมื่อปี 2016 แต่เพิ่งมาได้ดูจากสัปดาห์ภาพยนตร์เยอรมัน 2017

หนังสนุกสนานและตลกมากๆ สมคำร่ำลือจริงๆ

ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ ผมดันไปนึกถึงไอเดียเรื่อง carnivalesque ของ Mikhail Bakhtin

โอเคไอเดียหลักๆ มันก็คงเป็นเรื่องการสร้างโลกของการมีเสียงหัวเราะ/อารมณ์ขันขึ้นมา เพื่อท้าทาย/ผ่อนคลายอำนาจของโลกที่ซีเรียสจริงจัง (ตั้งแต่ยุคศาสนจักรเรืองอำนาจมาถึงยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์)

แต่จริงๆ ถ้าใครได้อ่านหนังสือ “Rabelais and His World” (ผมอ่านไปแบบงูๆ ปลาๆ) ก็จะพบว่ามันมีอีกหลายองค์ประกอบใน Toni Erdmann ที่สอดคล้องลงรอยกันได้ดีกับสิ่งที่ Bakhtin เสนอ

แน่นอนว่าจุดที่พีคสุดในหนัง คือ ฉาก “ปาร์ตี้เปลือย” ที่ด้านหนึ่ง มันแสดงให้เห็นว่าพอปลดเปลื้องอะไรออกหมดเหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่า ทั้งบอสและลูกน้องในองค์กรธุรกิจทุนนิยมมันก็มีสถานะเท่ากัน

แต่ในมุมของ Bakhtin การโป๊เปลือยในเทศกาลรื่นเริง ซึ่งแลดูเป็นการโชว์ของ “ต่ำ” ยังหมายถึงการ “เปิด” และ “เชื่อมโยง” ชีวิต/ชุมชน (พื้นบ้านอันรื่นเริงสนุกสนาน) ของสามัญชนเข้าหากัน รวมถึงเป็นการเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับโลก

เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่อง “grotesque body” (ซึ่งผมคิดว่าการปลอมตัวเป็นสัตว์ประหลาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยขนของลุง Toni นั้นเข้าข่ายนี้) ที่ซ่อนนัยยะความหมายทำนองเดียวกันกับการเผยร่างกายอันเปล่าเปลือย

การเปิดเปลือยเรือนร่างของมนุษย์ก็ดี การแสดงให้เห็นถึง “ร่างกายอันแปลกประหลาดใหญ่โตเกินธรรมชาติ” ก็ดี ล้วนบ่งชี้ถึงศักยภาพและโอกาส (ในการสร้างเสียงหัวเราะล้อเลียน) ของสามัญชน ที่สามารถขยายขอบเขตและเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปได้เรื่อยๆ โดยไร้จุดสิ้นสุด

toni-erdmann-2

ที่สำคัญ ภาวะไร้ขอบเขตหรือไร้จุดสิ้นสุดเช่นนั้นยังผูกโยงอยู่กับวงจรชีวิตของมนุษย์ที่มีทั้งเกิดและดับ เสื่อมสูญและรุ่งโรจน์ เป็นนิรันดร์ จะเห็นได้ว่าหนัง Toni Erdmann ก็พูดถึงประเด็นทำนองนี้เอาไว้ ผ่านการตายของคุณย่าและสุนัขชรา และการเริ่มต้นชีวิตเฟสใหม่ของอิเนส

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าในอีกมุมหนึ่ง ศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด (และก้าวข้ามการเกิด-ดับของชีวิต) ในการสร้างเสียงหัวเราะหรืออารมณ์ขันให้แก่มนุษย์ธรรมดาสามัญ นั้นก็มีสถานะเป็นโลกเฉพาะ โลกของภาวะกลับหัวกลับหาง ที่ไม่ได้ดำรงอยู่ตลอดเวลา

แต่มันเป็นภาวะชั่วครั้งชั่วครู่ (ในแต่ละปี) ที่เปิดโอกาสให้เราได้ท้าทายอำนาจอันซีเรียสจริงจัง หรือเป็นช่องทางผ่อนคลาย/รูระบายความตึงเครียดจากภาวะความสัมพันธ์ทางอำนาจดังกล่าว

หรือในทางกลับกัน มันอาจกลายเป็นแหล่งชาร์จพลังให้เราสามารถหวนกลับไปเคร่งเครียดในโลกของความเป็นทางการ (อันไร้เสียงหัวเราะ) ได้อีกครั้งหนึ่ง อย่างกระปรี้กระเปร่า

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าหนังเยอรมันเรื่องนี้ไม่ได้พูดแค่เรื่องการสร้างอารมณ์ขัน/เสียงหัวเราะขึ้นมาต่อสู้คัดง้างหรือประคับประคองโลกของการทำงานอันเคร่งเครียดจริงจัง แต่มันกล่าวถึงอารมณ์ความรู้สึกในแง่อื่นๆ ด้วย

เช่น ฉากอิเนสกอดพ่อในร่างตัวประหลาดกลางสวนสาธารณะ ที่ทำเอาคนดูจำนวนมากถึงกับร้องห่มร้องไห้หรือน้ำตารื้นกันเลยทีเดียว

Nocturama (Bertrand Bonello)

nocturama-paris-is-happening-poster

ได้ดูจาก European Union Film Festival 2017 เช่นกัน

หนังสนุกมาก โดยเฉพาะตอนช่วงท้ายๆ ที่ทำเอาลุ้นถึงขีดสุด (เพราะความโหดเหี้ยมและเลือดเย็นมากๆ ของมัน) แม้จะรู้ว่าถึงจะลุ้นจะเอาใจช่วยกลุ่มตัวละครหลักแค่ไหน มันก็คงไม่ค่อยมีความหวัง

แต่จริงๆ โดยส่วนตัว ผมยังรู้สึกมีปัญหากับการตัดสินใจและวิถีชีวิตหลังก่อการของกลุ่มตัวละครในหนังเรื่องนี้อยู่พอสมควร เพราะรู้สึกว่าการเลือกไปอยู่ตรงมุมอับอย่างนั้น มันอาจทรงพลังในแง่สัญลักษณ์ หรือน่าสนใจในเชิงโครงสร้างของเรื่องเล่า แต่มนุษย์ปกติควรตัดสินใจอย่างนั้นไหม? อันนี้เป็นคำถามที่ไม่แน่ใจในคำตอบมากนัก

อย่างไรก็ดี ในแง่ความหมายที่ซ่อนนัยให้ตีความต่อ การท้าทายรัฐ/ระบบทุนนิยมอย่างสุดขั้ว แล้วหลบเข้าไปซ่อนตัวในห้างสรรพสินค้า นี่มันเวิร์ค/ตรงเป้าเลย

ด้านหนึ่ง นี่อาจแสดงให้เห็นถึงอำนาจ/พื้นที่ของระบบเศรษฐกิจการเมืองอันไพศาล ที่อย่างไรเสีย เราก็หลีกหนีมันไม่พ้น

อีกด้าน ทำให้นึกถึงงานของ Henri Lefebrve นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสอยู่รางๆ

จำได้ว่า Lefebrve เคยเสนอไว้ทำนองว่า ระบบทุนนิยมได้แผ่อำนาจเข้ามาครอบงำวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกกลุ่มทุกชนชั้น (อันนี้ทำให้นึกถึงบรรดาตัวละครหลักใน Nocturama ที่มีตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ หนุ่มสาวนักศึกษา รปภ.หนุ่ม หนุ่มสาวเชื้อสายอาหรับ เด็กวัยรุ่นผิวดำ เรื่อยไปจนถึงลุงป้าคนไร้บ้าน) ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการบริโภค

พื้นที่ของการใช้ชีวิตประจำวันแบบนี้ได้ช่วยหล่อเลี้ยงและผลิตซ้ำระบบทุนนิยมให้ดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้ลุกขึ้นมากระทำการปฏิวัติต่อวิถีชีวิตประจำวันดังกล่าว

Nocturama

แต่กลุ่มคนหนุ่มสาวใน Nocturama ก็คล้ายจะไม่ได้มุ่งปฏิวัติวิถีชีวิตประจำวันอย่างถอนรากถอนโคนเสียทีเดียว เพราะพวกเขาไม่ได้เข้ามาทำลายล้างห้างสรรพสินค้าที่พวกตนใช้หลบซ่อนตัว มิหนำซ้ำ ยังมีความสุขเพลิดเพลินกับสินค้าหรูหราในห้างเสียด้วย

อีกจุดหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมคิดต่อจาก Lefebrve คือเขาเคยเสนอไอเดียเรื่อง The Bureaucratic Society of Controlled Consumption ที่ว่าวิถีชีวิตประจำวันและ “ความต้องการ” ของมนุษย์ยุคใหม่จะถูกควบคุมกำหนดโดยอำนาจเบ็ดเสร็จของสังคมแบบอุตสาหกรรม

จากไอเดียของ Lefebrve คล้ายกับว่าระบบทุนนิยม/การผลิตสินค้าแบบอุตสาหกรรม จะสามารถกลายสภาพเป็นอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ด้วยตัวเอง แต่เราจะมองไม่เห็นภาพว่าระบบเศรษฐกิจ/การผลิต/การบริโภคดังกล่าว จะทำงานสอดคล้องกับอำนาจรัฐราชการอันเด็ดขาดได้อย่างไร?

ผมรู้สึกว่าช่วงสุดท้ายของ Nocturama สามารถแสดงภาพความร่วมมือที่ว่าได้เป็นอย่างดี

อีกส่วนหนึ่งที่ผมชอบมากในหนัง ก็คือ บรรดาฉาก “เหลื่อม” เวลาช่วงเดียวกัน ภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งปรากฏตรงช่วงต้นกับท้ายเรื่อง

นี่เป็นเหมือนการท้าทายแนวคิดเรื่อง “สุญกาลสหมิติ” อยู่พอสมควร

Advertisements
ข่าวบันเทิง

อีกสองงานฉายหนังน่าสนใจ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2559

Sayonara Setsuko: A Tribute to Setsuko Hara

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00 น.

ที่ The Reading Room

hara

The Reading Room ร่วมกับ Filmvirus สนับสนุนโดย The Japan Foundation ชวนคุณหวนรำลึกและบอกลา Setsuko Hara หนึ่งในนักแสดงหญิงที่สำคัญที่สุดตลอดกาล ในงาน “Sayonara Setsuko” ร่วมกันรับชมภาพยนตร์คัดสรรสามเรื่องควบ ด้วยระบบการฉายแบบ ฟิล์ม 16 มม. ในวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559 นี้ ที่ The Reading Room สีลม ซอย 19 เริ่มฉายเวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

Setsuko Hara เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วย 95 ปี เมื่อวันที่ 5 กันยายนปีที่ผ่านมา หลังจากออกจากวงการไป 53 ปี หลายเดือนหลังจากนั้น จึงมีการประกาศอย่างเป็นทางการถึงการเสียชีวิตของเธอ 53 ปีเป็นเวลาที่นานพอที่เราจะหลงลืมใบหน้าของผู้คน แม้แต่ใบหน้าของคนที่เรารู้จัก เพื่อนสนิทมิตรสหาย แม้แต่คนในครอบครัว แต่ผู้คนจำนวนมากไม่เคยลืมใบหน้าของ Setsuko Hara แม้เธอจะไม่ปรากฏตัวอีกเลยหลังจากออกจากวงการในปี 1963 ไม่เคยแต่งงาน และใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ผู้คนก็ไม่เคยลืมเธอ เพราะใบหน้าของเธอนั้นเป็นดั่งภาพแทนใบหน้าของภาพยนตร์ญี่ปุ่นยุคทอง

เชิญชวนทุกท่านมารำลึกความงดงามและความสามารถในการแสดงของเธอ และย้อนกลับไปพินิจช่วงเวลาที่งดงามที่สุดช่วงหนึ่งของวงการภาพยนตร์โลก ช่วงเวลาที่ผู้คนไปดูหนังขาวดำที่สวยงาม เล่าเรื่องราวเล็กๆ ของผู้คน ลูกสาว บิดา ภรรยา สามี พ่อม่าย สาววัยรุ่น คนชรา และการดิ้นรนเงียบเชียบของพวกเขาในโลกสมัยใหม่ ยุคทองที่แท้ของภาพยนตร์ญี่ปุ่น และภาพยนตร์โลก

ตารางฉายภาพยนตร์

13.00 No Regret for Our Youth (1946, Akira Kurosawa) 110 mins

15.30 Late Spring (1949, Yasujiro Ozu) 108 mins

18.00 Repast (1951, Mikio Naruse) 97 mins

Setsuko Hara เกิดในปี 1920 เริ่มเข้าวงการตั้งแต่อายุ 15 โดยการชักชวนของพี่เขยที่เป็นผู้กำกับหนังของนิคคัตสุ สตูดิโอ ก่อนที่จะเป็นที่รู้จักในหนังที่เป็นการร่วมทุนของญี่ปุ่นกับเยอรมันอย่าง Daugther of Samurai (1937) และเธอมักจะได้รับบทตัวเอกหญิงผู้เศร้าสร้อย

หนังเรื่องแรกที่เธอร่วมแสดง หลังสงครามสิ้นสุด คือ No Regrets for Our Youth(1946, Akira Kurosawa) ตามด้วย A Ball at Anjo House (1947, Kimisaburo Yoshimura) และ Here’s to The Girls(1948, Keisuke Kinoshita) ได้มอบบทบาทของผู้หญิงสมัยใหม่หลังสงครามให้กับเธอ หญิงสาวที่มุ่งมองไปยังอนาคตสดใสเบื้องหน้า

อย่างไรก็ตาม งานชิ้นหลักๆ ของเธอตลอดยุค คือการรับบทหญิงสาวญีปุ่นตามขนบที่ต้องกระอักกระอ่วนอยู่ระหว่างโลกเก่าและสังคมร่วมสมัย ในงานของสองปรมาจารย์ Yasujiro Ozu และ Mikio Naruse
เธอร่วมงานกับ Ozu ครั้งแรกใน Late Spring( 1949) และเล่นหนังให้เขาต่อเนื่องไปอีกถึง 12 ปี บท Noriko ใน Late Spring ได้กลายเป็นหนังไตรภาคกลายๆ จากเด็กสาวที่ต้องจากพ่อผู้ชราไปแต่งงาน กลายเป็น Noriko เด็กสาวที่พ่อแม่อยากให้แต่งงานกับใครสักคน ใน Early Summer(1951) และ Noriko ภรรยาม่ายแสนดีของที่คอยดูแลพ่อแม่สามีที่มาเยือนโตเกียวเป็นครั้งสุดท้ายในหนังคลาสสิคตลอดกาลอย่าง Tokyo Story (1953)

หนังเรื่องสุดท้ายที่ Hara เล่นกับ Ozu คือ The End of Summer( 1961) ซึ่งเป็นหนังเรื่องรองสุดท้ายก่อน Ozu จะเสียชีวิตลงในปี 1963

ปีที่เธอตัดสินใจออกจากวงการชั่วนิรันดร์

ดูรายละเอียดอื่นๆ ของงาน และแผนที่ของสถานที่จัดงาน ได้ที่ https://www.facebook.com/events/1697102350576565/

—–

ขอเชิญชมภาพยนตร์ชั้นเยี่ยม ใน Wim Wenders : A Retrospective

wenders

หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับสถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย จัดงาน Wim Wenders: A Retrospective จัดฉายผลงานภาพยนตร์ของผู้กำกับชื่อดังระดับโลก Wim Wenders จำนวน 9 เรื่อง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างไร โดยไฮไลท์สำคัญในการจัดงานครั้งนี้ อยู่ที่การจัดฉายภาพยนตร์เรื่องดัง Wings of Desire ในรูปแบบกลางแปลง ณ บริเวณอาคารบันเทิง สวนลุมพินี และการจัดฉายภาพยนตร์สารคดีที่เล่าเรื่องการเต้นรำ เรื่อง Pina ในรูปแบบ 3 มิติ ซึ่งเป็นการฉายภาพยนตร์ 3 มิติ ครั้งแรกของหอภาพยนตร์ฯ โดยภาพยนตร์ที่เลือกฉายในครั้งนี้ จะทำให้เห็นเส้นทางการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ของ Wim Wenders ตั้งแต่ในวัยหนุ่ม ก่อนที่จะก้าวมาเป็นผู้กำกับคนสำคัญของโลก และมีอิทธิพลต่อผู้กำกับรุ่นใหม่จำนวนมาก

ยกเว้นแต่ภาพยนตร์เรื่อง Wings of Desire ที่จะฉายกลางแปลงที่อาคารบันเทิง สวนลุมพินี นอกนั้น ฉายที่หอภาพยนตร์ (ถ.พุทธมณฑลสาย 5)

สำหรับรอบที่หอภาพยนตร์ เนื่องจากมีที่นั่งจำกัด 120 ที่ ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ก่อนใครได้ที่ http://bit.ly/wim-retro (ระบบจะเปิดจอง ให้รอบละ 60 ที่เท่านั้น และจะมีอีก 60 ที่ สำหรับผู้ที่จะลงทะเบียนหน้างาน ในวันฉาย) หรือ โทร 02-482-2013 – 14 ต่อ 111 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ศกนี้ เป็นต้นไป

ตารางฉายหนัง

* German speaking with English subtitles

** English speaking with Thai subtitles

ฉายกลางแปลง อาคารบันเทิง สวนลุมพินี

วันพฤหัสบดีที่ 25 ก.พ.

6 p.m. : Wings of Desire *

See more detail : https://www.facebook.com/events/951459628265293/

ณ หอภาพยนตร์

วันเสาร์ที่ 27 ก.พ.

1 p.m. : The Goalie’s Anxiety at the Penalty Kick (Die Angst des Tormanns beim Elfmeter, 1972) *

3 p.m : Alice in the Cities (Alice in den Stadten, 1974) *

5 p.m : Kings of Road (Im Lauf der Zeit, 1976) *

วันอาทิตย์ที่ 28 ก.พ.

1 p.m. : The American Friend (Der Amerikanicshe Freund, 1977)*

3 p.m. : Paris, Texas (1984) **

5 p.m. : Faraway, So Close! (In Weiter Ferne, so Nah!, 1993)**

วันเสาร์ที่ 5 มี.ค.

1 p.m. : Pina (2011) (3D)*

3 p.m. : Every Thing will be Fine (2015) (3D) (English speaking no subtitles)

ดูรายละเอียดอื่นๆ ของงาน และแผนที่ของสถานที่จัดงาน ได้ที่ https://www.facebook.com/events/1680393865568573/