คนมองหนัง

ท่องเทศกาลหนังสิงคโปร์ 2018

เดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีโอกาสไปท่องเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์เป็นหนที่สอง

เลยถือโอกาสนำบันทึกซึ่งเขียนถึงหนังเรื่องต่างๆ ที่ได้ดู มาเผยแพร่ในบล็อกนี้ครับ (ยกเว้น “กระเบนราหู” ที่จะเขียนแยกเป็นอีกโพสต์หนึ่ง ช่วงหลังปีใหม่ 2562)

Season of the Devil (ลาฟ ดิแอซ)

season of the devil

หนึ่ง งานของลาฟที่ได้ดูก่อนหน้านี้ คือ A Lullaby to the Sorrowful Mystery ซึ่งหนังเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ดูจะเชื่อมโยงถึงกันพอสมควร อย่างน้อย ก็ได้แก่เรื่องบทบาทของ “เพลง/กวี” ในการต่อสู้ทางการเมือง และการกล่าวถึงโปรเจ็คท์การต่อสู้ปลดแอกทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สอง ตามข้อมูล นี่คือ “หนังเพลง” ที่ตัวละครหลักๆ ร้องเพลงกันแทบทั้งเรื่องตลอดเวลาสี่ชั่วโมง โดยมีบทสนทนาปกติน้อยมาก แต่เมื่อเพลงในหนังไม่มีเสียง (เครื่อง) ดนตรีประกอบ หากเป็นการเอื้อนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสูงต่ำราวท่วงทำนองดนตรีจากปากมนุษย์ เพลงต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางบทกวีมากพอสมควร (ขณะเดียวกัน พระเอกของเรื่องก็เป็นกวีด้วย)

สาม ตามการตีความส่วนตัว ลาฟพยายามฉายภาพการต่อสู้ระหว่างอำนาจเผด็จการกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเพรียกหาความจริงของพลเมือง ผ่านการปะทะกันระหว่าง “เพลง/กวี” ของทหาร/กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล กับ “เพลง/กวี” ของประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และถึงที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้าง myth มาห้ำหั่นกัน

ดังจะเห็นได้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีตัวละครที่เป็นเหมือน “บุคคลในจินตนาการ” หรือ “บุคลาธิษฐาน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของพวกตน

สี่ แต่อีกด้าน พอถึงช่วงหลังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่หนังเลือกห่อหุ้มตัวเองด้วย “เพลง/กวี” นั้น มันทำให้ความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองกลุ่มที่ควรจะแหลมคมรุนแรงกว่านี้ กลับอ่อนโยนและมีลักษณะเหนือจริงเกินไปหรือเปล่า?

ห้า อีกประเด็นที่ระหว่างดูจะรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ คือ เหมือนลาฟจะเล่าเรื่องราวแบบย้ำคิดย้ำทำพอสมควร ผ่าน “เพลง/กวี” ชิ้นเดิมที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ และโครงสร้างเรื่องราวที่หมุนวนเป็นวงกลม แต่พอถึงฉากจบ ก็พบว่าสิ่งที่เขาเลือกทำมันส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่ออารมณ์คนดูไม่น้อย

หก ถ้าใครได้ดูหนัง หลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์/สถานที่จัดฉาย คงจะต้องมีเสียงร้อง “ลา ลา ล้า ลา หล่า หล่า ลา ลา ล้า ลา ลา” ติดหัวมาบ้างล่ะ

The Ashes and Ghosts of Tayug 1931 (คริสโตเฟอร์ โกซัม)

the ashes of ghosts

หนังเล่าเรื่องราวชีวประวัติของ “เปโดร คาโลซ่า” ซึ่งเป็นคล้ายๆ ผู้นำกบฏชาวนา/ผีบุญของฟิลิปปินส์ ผ่านเหตุการณ์สามช่วงเวลา คือ ปี 1931, 1966 และ 2017

ปี 1931 เปโดรถูกเนรเทศออกมาจากฮาวาย โทษฐานไปก่อตั้งสหภาพแรงงานที่นั่น พอกลับมาบ้านเกิด เขาก็ไปนำขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านอเมริกา โดยอิงกับความเชื่อทางคริสตศาสนาแบบท้องถิ่น จนก่อให้เกิดการลุกฮือครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นเหมือน “ชัยชนะของคนแพ้” คือ บรรดาแกนนำถูกจับ ชาวบ้าน/ชาวนาที่ร่วมเป็นกบฏถูกฆ่าตายหลายราย (ชาวเมืองไม่ร่วมมือกับกบฏ) แต่ก็สร้างแรงบันดาลใจแก่นักต่อสู้รุ่นต่อมา

ปี 1966 (ยุคมาร์กอสเพิ่งขึ้นมามีอำนาจ) มีนักวิชาการสองคนเดินทางขึ้นเขาไปสัมภาษณ์เปรโด ถึงการลุกฮือเมื่อกว่าสามทศวรรษก่อน ก่อนที่ในอีกหนึ่งปีต่อมา เขาจะถูกสังหารอย่างทารุณโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

ปี 2017 ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนหนึ่ง (เป็นตัวละครสมมุติ) พยายามสร้างหนังเกี่ยวกับเปโดร โดยเธอได้ตระหนักว่าเรื่องราวของเขาคือความทรงจำที่เลือนหายไปจากการรับรู้ของผู้คนรุ่นหลัง เขาคือวีรบุรุษผู้ถูกหลงลืม

ระหว่างดูจะรู้สึกว่าช่วงเวลาของหนังนั้นคาบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองหน้าสำคัญๆ ของบ้านเราพอดี

ปี 1931 ก็ใกล้เคียงกับเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ส่วนปี 1966 ก็คือยุคสงครามเย็นหรือสงครามปราบคอมมิวนิสต์ (ในหนังระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์มาชักชวนเปโดรเข้าร่วมต่อสู้ แต่เขาไม่ได้ตอบตกลง)

โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่าพาร์ทเรื่องราวภาคปัจจุบันของหนังนั้น แสดงอาการผิดหวังฟูมฟายกับการหลงลืมประวัติศาสตร์ของคนยุคปัจจุบันมากเกินไปหน่อย

อย่างไรก็ดี จุดเด่นสุดๆ ของหนังเรื่องนี้อาจมิใช่เนื้อหา แต่อยู่ตรงรูปแบบการนำเสนอ หนังตัดสลับเหตุการณ์สามช่วงเวลาไปมา โดยเหตุการณ์ปี 1931 ถูกนำเสนอในลักษณะ “ภาพยนตร์เงียบ” เหตุการณ์ปี 1966 จะเลียนพวก “หนังสารคดีชาติพันธุ์นิพนธ์” ส่วนเหตุการณ์ปี 2017 จะเป็นการนำภาพนิ่งมาร้อยเรียงกันโดยมีเสียงวอยซ์โอเวอร์ของตัวละครผู้กำกับหญิงคอยบรรยายประกอบ

ผู้กำกับอธิบายว่ารูปแบบการนำเสนอสามประเภทจะล้อไปกับลักษณะเด่นของภาพยนตร์ (หรืออาจจะเรียกได้ว่า visual culture) ในยุคนั้นๆ

กรณีเหตุการณ์ช่วงปัจจุบัน เขาก็อ้างอิงไปถึงวัฒนธรรมการถ่ายรูปในยุคดิจิทัล (ถ้าให้ผมอธิบายเพิ่มเติม คือ มันมีการนำเสนอในลักษณะเซลฟี่นิดๆ เพราะแม้จะออกเดินทางตามหาความทรงจำว่าด้วยวีรบุรุษผู้ถูกลืม แต่คนที่มีรูปเยอะสุดในพาร์ทนี้ ดันเป็นตัวละครผู้กำกับหญิง 555)

Long Day’s Journey into Night (ไป๋กัน)

long day

ไม่ได้ดูรู้เรื่องทั้งหมด และระหว่างดูก็ต้องปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวตัวเองอยู่เป็นระยะๆ

ประเด็นหลักๆ มันน่าจะเป็นการเดินทางย้อนกลับไปทบทวนความทรงจำ/อดีตของชายวัยกลางคนรายหนึ่ง ที่มีต่อรักเก่า/เพื่อนเก่า ท่ามกลางภาวะปัจจุบันที่เปลี่ยวเหงาว่างเปล่า

ซึ่งถ้าประเด็นหลักเป็นอย่างนี้จริงๆ ผมก็จะ “อิน” กับมันในระดับสูงเลย (ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง)

ครึ่งแรก หนังทำตัวเป็นโร้ดมูฟวี่, ภาพยนตร์สืบสวนสอบสวน ที่พระเอก ซึ่งเป็นนักเลงใหญ่คุมกาสิโน หวนกลับมาบ้านเกิด หลังพ่อของเขาเสียชีวิต ที่นั่นเขาได้พบรูปถ่าย ซึ่งนำไปสู่การพยายามแกะรอยสืบหาผู้หญิงคนหนึ่ง ว่าปัจจุบัน เธอไปอยู่ไหน ทำอะไร มีชีวิตอย่างไร

แต่หนังก็พาคนดูเดินทางไปพบกับความคลุมเครือ ภาวะสับสนระหว่างความจริงกับความไม่จริง ความทรงจำที่ดำรงอยู่เป็นห้วงๆ และดำเนินไปอย่างกระท่อนกระแท่น

หนังไม่ฟันธงชี้ชัดว่า “หญิงสาว” ที่พระเอกได้พบเจออีกครั้ง คือ บุคคลที่เขาตามหาจริงๆ หรือเปล่า หรือสุดท้าย เขาทำได้เพียงแค่จวนจะเจอเธอ แต่เธอที่เจอก็ไม่ใช่ตัวจริง กระทั่งต้องปล่อย “เธอ” หลุดหายเข้าไปในปล่องโพรงลึกลับซับซ้อนของความทรงจำครั้งแล้วครั้งเล่า

จุดหักเหหรือจุดไคลแม็กซ์ซึ่งพาหนังไปสู่ครึ่งหลังอันน่าตื่นตา ก็คือการหลุดเข้าไปสู่โลกภาพยนตร์สามมิติ

น่าสนใจว่า ก่อนหน้านั้น ตัวละครได้พูดเปรียบเทียบ “หนัง” กับ “ความทรงจำ” ไว้ว่าในขณะที่ “ความทรงจำ” มีทั้งเรื่องจริงและไม่จริงปนเปกันไป แต่ทุกอย่างในหนังคือสิ่งไม่จริง

นอกจากนั้น เรื่องราวของหนังในภาคสามมิติ ก็เป็นเหมือนภวังค์ฝัน ซึ่งขับเคลื่อนผ่านระลอกของเหตุการณ์เหนือจริงห้วงแล้วห้วงเล่า

อย่างไรก็ดี น่าตลกร้ายว่า “ความไม่จริง” และ “ความฝัน” ดังกล่าว กลับถูกนำเสนอด้วยภาพสามมิติ ซึ่งแลดู “สมจริง” กว่า (หนังสองมิติ) เดิม

โดยส่วนตัว จุดน่าสนใจซึ่งเข้าท่าดีของพาร์ทสามมิติในหนัง คือ มันแสดงให้เห็นถึงวิธีการฉายภาพหรือเล่าเรื่องราวว่าด้วย “ความทรงจำ-ความฝัน” ที่เปลี่ยนแปลงไป

ก่อนหน้านี้ เราอาจมีกลวิธีบางอย่างในการเล่าถึงองค์ประกอบดังกล่าวผ่านสื่อเดิมๆ เช่น หนังสือนิยายหรือภาพเคลื่อนไหวสองมิติ

แต่เราไม่มีทางที่จะพูดถึงความลี้ลับพิศวงของ “ความทรงจำ-ความฝัน” ผ่านเทคโนโลยี 3D แน่ๆ

อีกรายละเอียดหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ ความเปรียบตอนท้ายๆ เรื่อง เมื่อพระเอกมอบ “นาฬิกา” ให้สตรีปริศนา ส่วนเธอมอบ “ไฟเย็น” ให้เขาเป็นการแลกเปลี่ยน

“นาฬิกา” หมายถึงภาวะอันเป็นนิรันดร์ (น่าเสียดายที่มันพัง) ส่วน “ไฟเย็น” คือ ภาวะที่เกิดขึ้นชั่วครั้งคราวเพียงประเดี๋ยวประด๋าว

เมื่อนำนัยยะความหมายของทั้งสองสิ่งมารวมกัน มันก็คงคล้ายคลึงกับพันธกิจของพระเอกในหนังเรื่องนี้ นั่นคือ การเดินทางไปทบทวนความทรงจำแหว่งวิ่นที่ติดตรึงอยู่ในใจจนยากลบเลือน ทว่าบ่อเกิดแห่งความทรงจำนั้น กลับเป็นเพียงสายสัมพันธ์สว่างไสวระยะสั้นๆ ซึ่งวูบดับลับหายไปจนหมดสิ้นแล้ว

The Chambermaid (ลิล่า อาวิเลซ)

chambermaid

อาจไม่ใช่หนังดีมากๆ หรือเจ๋ง/แปลกใหม่แบบสุดๆ

แต่เผลอๆ นี่อาจเป็นหนังที่ผมชอบมากที่สุดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ปีนี้ และอาจเป็นหนึ่งในหนังที่ชอบมากๆ ในรอบปี 2561 ด้วย

หนังเล่าเรื่องของแม่บ้านทำความสะอาดห้องพักในโรงแรมหรู วัย 24 ปี ซึ่งมีลูกชายวัย 4 ขวบ แต่เธอว่าจ้างให้คนอื่นมาช่วยเลี้ยง เพราะไม่มีเวลามากพอ (ส่วนพ่อเด็กนั้น หนังไม่กล่าวถึง)

หนังพาเราไปพบกับบรรดาแขกบนชั้น 21 (ซึ่งตัวละครนำดูแลอยู่) ที่มีบุคลิกหลากหลาย และมีความแปลกประหลาดผิดเพี้ยนกันไปคนละอย่างสองอย่าง (ออกแนว “หลายชีวิตในโรงแรมใหญ่”) หรือแขกบางคนก็ไม่ปรากฏกายออกมาเลย แต่มีความสำคัญต่อจิตใจคุณแม่บ้านมิใช่น้อย

พร้อมๆ กันนั้น หนังก็ค่อยๆ คลี่คลายให้เราเห็นมิติซับซ้อนของชีวิตตัวละครนำ ผ่านสถานการณ์เล็กๆ น้อยๆ นานาประการ

ตั้งแต่ฉากที่เธอโทรศัพท์ไปคุยกับลูกและคนเลี้ยงลูก (หรือฉากที่เธอไปรับจ๊อบเลี้ยงเด็กเล็ก ซึ่งเป็นลูกของแขกโรงแรมคนหนึ่ง ระหว่างที่แม่ของเด็กอาบน้ำ)

ฉากที่เธอเล่นบทพ่อแง่แม่งอนกับเพื่อนร่วมงานเพศชาย (พนักงานทำความสะอาดกระจก) ซึ่งเข้ามาจีบเธอ อันนำไปสู่โมเมนต์สำคัญของหนัง ที่ทำให้ฉากระหว่างอนันดา-พรทิพย์ใน “พลอย” ของเป็นเอก แลดูจิ๊บๆ ไปเลย

ฉากที่เธอไปเรียนหนังสือภาคค่ำ และได้ทำความรู้จักกับเพื่อนพนักงานใหม่ๆ

ตลอดจนการพยายามไต่เต้าและความมุ่งมาดปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมของเธอ ผ่านการเฝ้าทวงถามเรื่องการได้สิทธิถือครองชุดราตรีที่มีลูกค้าลืมไว้ หรือความต้องการจะเลื่อนขั้นเลื่อนระดับในการทำงาน

หนังเล่าเรื่องราวเหล่านี้ไปอย่างเรียบเรื่อยทว่าเพลิดเพลิน และบทจะต้องเร้าอารมณ์ มันก็เร้าขึ้น

โดยรวมๆ โลกของตัวละครนำเหมือนจะรื่นรมย์อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็หนักไปทางอมทุกข์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม หนังไม่ได้ทำแค่แสดงความเห็นใจหรือเอาใจช่วยเธอ แต่หนังยังขับเน้นให้เห็นถึงความตึงเครียด, การหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง, การไม่มีเพื่อน และความทะเยอทะยานที่เกินขีดไปบ้างจนน่าหวั่นกลัวของตัวละครรายนี้

(พูดง่ายๆ ลักษณะนิสัยเฉพาะของเธอได้ผลักไสให้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว มีความทุกข์ยากขึ้นไปอีก)

บทสรุปของหนัง “เจ๋ง” และ “เหวอ” พอสมควร กล่าวคือ เมื่อคุณแม่บ้านตัวละครนำแกเลื่อนไปเป็นพนักงานระดับดีเลิศประจำ “ชั้นหรู” ไม่ได้เสียที (แถมยังคล้ายจะโดนหักหลังนิดๆ โดยเพื่อนใหม่ด้วยซ้ำ) สิ่งที่เธอทำ จึงได้แก่การทดลองสลับสับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองจากแม่บ้านทำความสะอาดไป (เลียนแบบ/สวมรอย) เป็น “แขกโรงแรม” ดูบ้างซะเลย

ป.ล.

ขณะเดียวกัน ผมก็ชอบรายละเอียดเล็กๆ จำนวนหนึ่งในหนัง เช่น การฉายภาพให้เห็นว่าเวลาแขกมันทำห้องพักในโรงแรมเละนั้น มันเละเทะได้ถึงขั้นไหน

หรือหนังจะเน้นให้เห็นว่าตัวละครนำเธอเป็นคน “มือหนัก” ระดับที่ขัดส้วมได้สะอาดเอี่ยม แต่ไอ้อาการมือหนักนั้น ก็ลามไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย ตั้งแต่เวลาเธออาบน้ำ หรือเวลาเธอแอบหยิบจับข้าวของของแขกขึ้นมาดู

ตัวละครสมทบอีกรายที่น่าประทับใจ ได้แก่ คุณป้าที่คอยทำหน้าที่กดลิฟท์โดยสารให้บรรดาพนักงาน แกเล่าว่าตัวเองก็เคยเป็นแม่บ้านทำความสะอาดห้องพักมาก่อน แต่เพราะมีปัญหาด้านร่างกายจากการปฏิบัติงาน จึงต้องมารับหน้าที่นี้ อีกรายละเอียดที่น่าสนใจดี คือ ระหว่างต้องยืนขึ้นๆ ลงๆ พร้อมลิฟท์ คุณป้าจะชอบอ่านหนังสือฆ่าเวลาไปด้วย

Our Time (คาร์ลอส เรย์กาดาส)

our time

อาจไม่ได้ชอบมันมาก ไม่ได้เข้าใจมันมาก (มีวูบหลับไปเล็กน้อย ตื่นมาต้องปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่พักใหญ่)

แต่ถึงที่สุด รู้สึกว่าหนังมันทะเยอทะยานดี

ในแง่เรื่องราว หนังเล่าถึงชีวิตคู่/ครอบครัวที่มีปัญหาระหองระแหงทางความสัมพันธ์ (การนอกใจ) หรืออาจกล่าวได้ว่า นี่คือหนังว่าด้วยปัญหาความรัก-ปัญหาชีวิตของกวี (ระหว่างดูจะนึกถึงหนังหลายๆ เรื่องของวูดดี้ อัลเลน)

นี่จึงเป็นเรื่องราวว่าด้วย “โลกส่วนตัว” ของปัญญาชนที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร

แต่ “โลกส่วนตัว” หรือเรื่องราวส่วนบุคคลเล็กๆ กลับถูกนำเสนอผ่านหนังที่ยาวกว่า 3 ชั่วโมง เต็มไปด้วยรายละเอียดยุบยิบ เล่นใหญ่ มากมาย

หลายๆ ซีนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักมากนัก ถูกนำเสนออย่างวิจิตรบรรจง ละเอียดลออ เช่น ฉากการแสดงดนตรีคลาสสิก ฉากขับรถยนต์ของนางเอก ที่ค่อยๆ เจาะลึกไปถึงระบบเครื่องยนต์กลไกของรถ ฉากเปิดเรื่องว่าด้วยความสุขสดใสอันงดงามของวัยเยาว์ หรือฉากปิดเรื่องว่าด้วยการเอาตัวรอดหรือความโหดร้ายในระบบแพ้คัดออกของธรรมชาติ

ด้านหนึ่ง เราอาจตั้งคำถามได้ว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ต้องถูกนำเสนอออกมาอย่างอลังการเป็นมหากาพย์ขนาดนั้น?

แต่อีกด้าน ก็อาจถามกลับได้เช่นกันว่า ทำไมเราถึงจะเล่าเรื่องราวความรัก ชีวิตครอบครัว ผุๆ พังๆ ของคนธรรมดา ให้เป็นมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ ไม่ได้ล่ะ?

Graves Without a Name (ฤทธี ปานห์)

graves without a name

หนังใหม่ของฤทธี ปานห์

สิ่งที่ชอบ คือ เหมือนหนังจะนำเสนอว่ามันมีวิธีวิทยาและญาณวิทยาที่หลากหลาย ในการเข้าถึงความจริงและความทรงจำบาดแผลยุคเขมรแดง

แน่นอน วิธีการหนึ่งที่จำเป็นต้องมี คือ การสัมภาษณ์แบบ talking head บรรดาผู้ที่เคยอยู่ร่วมเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ซึ่งชาวบ้านตัวเล็กๆ ที่ถูกสัมภาษณ์ ก็มีบทบาททั้งในฐานะ “ผู้กระทำการ” คือ เคยเข้าร่วมกับเขมรแดงอย่างกระตือรือร้น และ “ถูกกระทำ” กล่าวคือ แม้ชาวชนบทเช่นพวกเขาจะไม่ถูกทำร้ายทรมาน แต่หลายคนก็ตระหนักว่า ภายหลังความตายของผู้คนชาวเมืองที่ร่ำรวยจำนวนมากมาย ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น ความเท่าเทียมที่เคยหวังไม่ปรากฏ หรือสุดท้ายแล้ว พวกเขาโดนหลอกนั่นเอง

(ชาวบ้านคนหนึ่งพูดปลงๆ ทำนองว่า ถ้าพื้นโลกมันไม่ “ราบเป็นหน้ากลอง” ความเท่าเทียมก็ไม่มีอยู่จริงหรอก)

การสัมภาษณ์ “ผู้กระทำการ/ผู้ถูกกระทำ” ในหนังเรื่องนี้ให้ผลลัพธ์ที่ตื้นตันชวนฉุกคิดดีอยู่เหมือนกัน แม้จะไม่ได้บีบคั้น กดดัน ทารุณ เท่ากับงานของ “โจชัว ออพเพนไฮเมอร์” ในกรณีฝ่ายขวาอินโดนีเซีย

แต่สิ่งที่ผมตื่นตาตื่นใจจริงๆ กลับเป็นเนื้อหาในส่วนของการติดต่อวิญญาณคนตาย/เหยื่อผู้เสียชีวิต และการเสาะแสวงหาร่องรอยของพวกเขา (ซึ่งไม่ใช่กระดูกหรือร่างแท้จริงด้วยซ้ำ) ผ่าน “ไสยศาสตร์”

ซึ่ง “ไสยศาสตร์” ในหนังก็มีหลากหลายมาก ตั้งแต่พิธีกรรม “การเกิดใหม่” แบบพุทธ-ผี, การเข้าทรง, การนั่งทางใน หรือการตั้งไข่ เพื่อสื่อสารกับวิญญาณ

ปานห์จึงกำลังบอกคนดูว่า การเข้าถึง “ความจริง” และ/หรือ “ความทรงจำ” นั้นมีหลายแบบ และบางที “ความจริง” ที่เยียวยาเราอาจจะ “ไม่จริง” ก็ได้

ดุจเดียวกับ “ก้อนหิน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เขาใช้สื่อแทน “กระดูกผู้วายชนม์”

ดังนั้น จุดเด่นของหนังสารคดีเรื่องนี้ จึงได้แก่ สารที่บอกว่าการเดินทางเสาะแสวงหาสัจจะทางการเมืองนั้น มีมิติเรื่อง “จิตวิญญาณ” ดำเนินคู่ขนานกันไป

บ่อยครั้ง มิติอย่างหลังกลายเป็นสิ่งที่ช่วยปลดปล่อย หรืออย่างน้อยก็ผ่อนคลายเรา จากพันธะหนักอึ้งของอดีตและความทรงจำ

Advertisements
คนมองหนัง

การสูญหายของผู้ให้กำเนิดภาพยนตร์โลก

(มติชนสุดสัปดาห์ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2558)

เมื่อถามคำถามว่าใครเป็นผู้ประดิษฐ์ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรกในโลก?

คำตอบมักจะเป็นพี่น้องลูมิแยร์ หรือไม่ก็ โธมัส เอดิสัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่ง ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโต้แย้งความเชื่อดังกล่าว

หนังสารคดีเรื่องนี้เสนอว่า ภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกถูกถ่ายขึ้นที่เมืองลีดส์ สหราชอาณาจักร เมื่อปี ค.ศ.1888

แต่เรื่องราวพลิกผันก็บังเกิด เมื่อผู้ประดิษฐ์กล้องและถ่ายหนังเรื่องดังกล่าว กลับหายตัวไปอย่างลึกลับ ก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้ประกาศยืนยันถึงที่ทางของตนเอง ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก

เดวิด วิลกินสัน ผู้อำนวยการผลิตและผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ชาวอังกฤษ มีโอกาสได้เดินทางไปยังฮอลลีวู้ด นิวยอร์ก หรือคานส์ บ่อยครั้ง ระหว่างการติดต่อธุรกิจกับผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมภาพเคลื่อนไหวทั่วโลก

วิลกินสัน มักบอกใครต่อใครว่า ตนเองเดินทางมาจาก “เมืองที่ภาพยนตร์ถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งแรก”

เมื่อพูดเรื่องนี้ออกไป ผู้ที่เจรจาธุรกิจกับวิลกินสันต่างรู้สึกงุนงง เพราะภาษาอังกฤษของเขามิได้มีสำเนียงแบบอเมริกัน อันเป็นบ้านเกิดของ โธมัส เอดิสัน

และแน่นอนว่าเขามิได้เป็นชาวฝรั่งเศส เช่นเดียวกับพี่น้องลูมิแยร์

ก่อนที่วิลกินสันจะเฉลยความจริงออกไปว่า เขาเป็นคนเมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ

แล้วเมืองลีดส์ ที่เคยมีสโมสรฟุตบอลชื่อดัง เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์โลกอย่างไร?

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ.1888 มีสมาชิกของครอบครัว ครอบครัวหนึ่ง มารวมตัวกันที่สวนในย่านชานเมืองลีดส์

ณ ที่แห่งนั้น ชายชาวฝรั่งเศส “หลุยส์ เลอ แปรงซ์” กำลังยืนอยู่หลังกล่องสี่เหลี่ยมที่ทำจากไม้มะฮอกกานี เลอ แปรงซ์ สั่งการให้คนอื่นๆ ในครอบครัว ประกอบด้วย ลูกชายของเขา พ่อแม่ของภรรยา และเพื่อนอีกคนหนึ่ง ยืนรวมตัวกันที่เบื้องหน้ากล่องไม้ดังกล่าว ก่อนจะให้ทั้งหมดเดินเรียงกันเป็นวงกลม

กล่องไม้มะฮอกกานีที่ว่า ก็คือ กล้องถ่ายภาพยนตร์ที่ เลอ แปรงซ์ ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น ภาพยนตร์เงียบและสั้นมากๆ ที่กล้องดังกล่าวบันทึกเอาไว้ ยังคงถูกเก็บรักษาไว้โดยพิพิธภัณฑ์สื่อแห่งชาติ ที่เมืองแบรดฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และยังสามารถรับชมได้จนถึงปัจจุบัน

ยิ่งกว่านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังถือกำเนิดขึ้นก่อนหน้าภาพยนตร์ของเอดิสันและพี่น้องลูมิแยร์อีกด้วย

หลังจากพบว่า หลายๆ คนในอุตสาหกรรมหนัง ต่างไม่เชื่อว่าลีดส์เป็นแหล่งกำเนิดภาพยนตร์โลก

วิลกินสันจึงตัดสินใจสร้างหนังสารคดีชื่อว่า “The First Film” ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ ในฐานะบิดาแห่งการผลิตถ่ายทำภาพเคลื่อนไหว

โทนี่ บูธ ภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์สื่อแห่งชาติของอังกฤษ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษากล้องถ่ายหนังและฟุตเทจภาพยนตร์ของ เลอ แปรงซ์ กล่าวถึงประเด็นที่หนังสารคดีของวิลกินสันนำเสนอว่า “แน่นอนว่านี่เป็นข้อโต้แย้งที่สมควรรับฟังอย่างยิ่ง”

บูธอธิบายต่อว่า ถ้าเข้าไปตรวจสอบเครื่องยนต์กลไกภายในกล้องของ เลอ แปรงซ์ เราจะพบว่ามันเป็นกลไกที่คล้ายคลึงกันกับกล้องถ่ายภาพยนตร์ซึ่งถือกำเนิดขึ้นหลังจากนั้น

ภัณฑารักษ์ผู้นี้ย้ำว่า ถ้ากล้องภาพยนตร์ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้บันทึกภาพเคลื่อนไหวอันเป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นสดๆ เบื้องหน้าคนถ่ายทำ เลอ แปรงซ์ ก็ถือเป็นมนุษย์คนแรก ผู้ประดิษฐ์เครื่องมือลักษณะนี้ขึ้นมา

แม้ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาจะถ่ายทำที่เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ แต่แท้จริงแล้ว หลุยส์ เลอ แปรงซ์ เกิดที่เมืองเม็ตซ์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส

เขาจบการศึกษาด้านเคมีและฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย ก่อนจะทำงานเป็นช่างภาพและจิตรกร

หลังจากนั้น เขาจึงได้งานที่บริษัทวิศวกรรมของจอห์น วิตลีย์ ที่เมืองลีดส์

พออพยพมาทำงานและอาศัยที่อังกฤษได้สามปี เลอ แปรงซ์ ก็แต่งงานกับ เอลิซาเบธ วิตลีย์ ลูกสาวของจอห์น ผู้เป็นเจ้านายของเขา พร้อมๆ กันนั้น ชายชาวฝรั่งเศสรายนี้ก็เริ่มต้นทดลองอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับการสร้างเทคโนโลยีผลิตภาพเคลื่อนไหว

ในช่วงทศวรรษ 1880 เลอ แปรงซ์ เป็นหนึ่งในบรรดานักประดิษฐ์ ที่พยายามคิดค้นเทคโนโลยีผลิตภาพเคลื่อนไหว ซึ่งต่อมา ถูกพัฒนากลายเป็นภาพยนตร์

ไม่ใช่แค่ประดิษฐ์กล้องที่ใช้บันทึกภาพเคลื่อนไหว เลอ แปรงซ์ ยังคิดค้นวิธีการฉายภาพเคลื่อนไหวดังกล่าวขึ้นบนจอภาพยนตร์ เขามีกำหนดการเปิดตัวภาพยนตร์ของตนเองต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่นิวยอร์ก ในปี ค.ศ.1890

แต่ เลอ แปรงซ์ กลับไม่มีโอกาสได้เดินทางไปสหรัฐ เพราะก่อนหน้านั้น เขาได้ไปเยี่ยมน้องชายที่ฝรั่งเศส พร้อมกับเพื่อนสองคนจากตระกูลวิลสัน มีผู้ระบุว่า เลอ แปรงซ์ ออกเดินทางด้วยรถไฟจากเมืองดิฌงมายังกรุงปารีส เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.1890 ก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับ

และไม่มีใครได้พบเห็นเขาอีกเลย

มีหลายทฤษฎีที่วิเคราะห์การสูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์

เอลิซาเบธ ภรรยาม่ายของเขา ปักใจเชื่อว่า โธมัส เอดิสัน อาจมีส่วนรู้เห็นกับการฆาตกรรมสามีของเธอ เพื่อกำจัดคู่แข่งนักประดิษฐ์รายสำคัญออกไปให้พ้นเส้นทางแห่งการพัฒนานวัตกรรม

อย่างไรก็ดี อีกหลายคนเชื่อว่า เลอ แปรงซ์ อาจฆ่าตัวตาย อันเนื่องมาจากปัญหาส่วนตัว ซึ่งขณะนั้น เขาอยู่ในภาวะจวนจะล้มละลาย, บางคนคาดเดาว่าเขาเลือกจงใจหายตัว เพื่อไปแอบตั้งต้นชีวิตใหม่, ส่วนบางกระแสก็วิเคราะห์ว่าอัลเบิร์ต น้องชายของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ อาจเป็นผู้สังหารพี่ชาย ตามเจตนารมณ์ของผู้เป็นมารดา

ยังมีบางทฤษฎีสมคบคิดที่ระบุว่า ครอบครัวของ เลอ แปรงซ์ ตัดสินใจบีบเขาให้หนีหายจากไป หลังจากค้นพบว่า นักประดิษฐ์ผู้นี้เป็นเกย์

แต่ ลอรี่ สไนเดอร์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นโหลนของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ นำเสนอทฤษฎีส่วนตัวของเธอ ที่ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนใดๆ ว่า จากบันทึกความทรงจำของเอลิซาเบธ รถไฟที่หลุยส์โดยสาร เดินทางมาถึงปารีสในเวลาห้าทุ่ม จากนั้น สไนเดอร์ เดาว่า เลอ แปรงซ์ คงจะนั่งรถรับจ้างออกจากสถานีรถไฟ

โหลนของ เลอ แปรงซ์ คาดว่า คนขับรถคงอาศัยความมืดยามรัตติกาล นำพาเทียดของเธอไปยังพื้นที่ห่างไกล ก่อนจะลงมือทำร้ายและทิ้งร่างไร้ชีวิตของเขาลงสู่แม่น้ำแซน สอดคล้องกับการที่มีบทความสองชิ้นของสื่อในยุคนั้นรายงานตรงกันว่า ได้เกิดเหตุอาชญากรมุ่งประสงค์ร้ายต่อนักท่องเที่ยวผู้เดินทางคนเดียวมาแล้วหลายต่อหลายราย

และ เลอ แปรงซ์ ก็คงเป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวผู้โชคร้าย เพราะอยู่ผิดที่ผิดเวลา

สไนเดอร์ไม่เชื่อว่า เลอ แปรงซ์ จะตัดสินใจฆ่าตัวตายหรือทำตัวหายสาบสูญเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพราะจากหลักฐานจดหมายที่หลงเหลืออยู่ แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนรักครอบครัวมาก

ส่วนความคิดที่บอกว่าหลุยส์ถูกฆ่าโดยน้องชายก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะจากบันทึกของเอลิซาเบธ บ้านของสามีเธอที่ฝรั่งเศส มีสายสัมพันธ์ความรักระหว่างสมาชิกในครอบครัวซึ่งค่อนข้างใกล้ชิดแน่นแฟ้น

อย่างไรก็ตาม ลอรี่ไม่คล้อยตามเอลิซาเบธ ที่เห็นว่า เลอ แปรงซ์ อาจถูกกำจัดโดย โธมัส เอดิสัน เธอชี้ว่า แม้เอดิสันจะได้ชื่อว่าเป็นคนโหดเหี้ยมทารุณ แต่นักประดิษฐ์ชั้นยอดอย่างเขา ก็น่าจะมีวิธีจัดการกับคู่แข่งได้ดีกว่าการฆ่าคน

สุดท้าย โหลนของ เลอ แปรงซ์ ไม่เชื่อว่าครอบครัวฝั่งภรรยาจะบีบบังคับให้ชายผู้นี้ปลีกตนออกไปจากการรับรู้ของสาธารณชน ด้วยเหตุผลเพราะเขาเป็นเกย์ เนื่องจากมีหลักฐานระบุว่าครอบครัวดังกล่าวได้สละเวลาและกำลังทรัพย์จำนวนมหาศาล เพื่อค้นหาตัว เลอ แปรงซ์ ให้พบ

อาจกล่าวได้ว่า การหายตัวของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ ส่งผลให้จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลกผันแปรไป

“ถ้าเขาไม่หายสาบสูญไปเสียก่อน ภาพยนตร์ของเขาจะได้ออกฉายต่อหน้าสาธารณชนที่นิวยอร์ก” ผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นหลังอย่างวิลกินสัน ตั้งข้อสังเกต และพูดถึงความเป็นไปได้ ที่มิอาจเกิดขึ้นจริงว่า

“ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เขาจะได้รับเงินจากผู้ชมคนดูจำนวนมาก จนสามารถเริ่มต้นผลิตเทคโนโลยีการถ่ายทำและฉายภาพยนตร์ออกเผยแพร่ในวงกว้างได้ เขาจะทำในสิ่งที่เอดิสันและพี่น้องลูมิแยร์ได้ทำหลังจากนั้น แล้วเขาก็จะกลายเป็นที่รู้จัก”

“เขาประสบความสำเร็จในเชิงเทคนิค แต่ไม่อาจสานต่อความสำเร็จดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ และในเชิงการเข้าถึงผู้ชมวงกว้าง” โทนี่ บูธ พิเคราะห์และเสนอว่า “ถ้าเหตุการณ์บางอย่างในประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้ เขาอาจมีชื่อเสียงดำรงอยู่เคียงคู่กับเอดิสันและพี่น้องลูมิแยร์ กระทั่งอาจมีเกียรติยศเหนือคนเหล่านั้นด้วยซ้ำ…”

ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับกลายเป็นการมีชื่อเสียงและการถูกจดจำของพี่น้องลูมิแยร์ และ โธมัส เอดิสัน ในฐานะผู้ริเริ่มฉายภาพยนตร์ผ่านพื้นที่สาธารณะ แล้วเก็บค่าเข้าชมจากเหล่าคนดู

ส่วนชื่อของ เลอ แปรงซ์ ได้ค่อยๆ เลือนหายไปจากประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก

แปลและเรียบเรียงจากรายงานข่าว “Louis Le Prince, who shot the world”s first film in Leeds” โดย เอียน ยังส์ ในเว็บไซต์บีบีซี