ข่าวบันเทิง

2 นักออกแบบเสียงไทยสุดยอด! ผนึกกำลังคว้ารางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์

เมื่อวันที่ 14 เมษายน มีการประกาศผลรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 38 โดยดาวเด่นประจำงาน คือ ผู้กำกับ-นักแสดง-ทีมงานของภาพยนตร์ทริลเลอร์แนวตำรวจจับผู้ร้ายเรื่อง “Project Gutenberg”

ซึ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และ ออกแบบเครื่องแต่งกายและแต่งหน้ายอดเยี่ยม ไปครอง รวมทั้งสิ้น 7 สาขา

อย่างไรก็ตาม มีข่าวน่ายินดีเกิดขึ้น เมื่อปรากฏชื่อชาวไทยสองคนได้รับรางวัลในคราวนี้ด้วย คือ “ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์” และ “ศรัณยู เนินทราย” ซึ่งร่วมกันคว้ารางวัลสาขาออกแบบเสียงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง “Operation Red Sea” (กำกับโดย “ดังเต้ แลม”)

ณพวัฒน์ ศรัณยู

ณพวัฒน์เป็นผู้ออกแบบเสียงและวิศวกรเสียงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหนังไทยและเทศจำนวนมาก อาทิ พี่มาก…พระโขนง, คิดถึงวิทยา, อนธการ, ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง มาจนถึง Operation Mekong (ผลงานการกำกับของ “ดังเต้ แลม” เช่นกัน)

ส่วนศรัณยู นอกจากจะเป็นมือกีต้าร์ของวง The Ginkz แล้ว เขายังเคยทำงานด้านการออกแบบเสียงประกอบภาพยนตร์ร่วมกับณพวัฒน์มาก่อน ผ่านผลงานเช่น อนธการ และ Operation Mekong

ทั้งนี้ ณพวัฒน์และศรัณยูจะรับผิดชอบดูแลเสียงประกอบให้แก่ภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ในฐานะทีมงานโพสต์โปรดักชั่นของบริษัท One Cool Sound Studio

ซึ่งในฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ประจำปีนี้ ก็ยังมีทีมงานอีกหนึ่งชุดของ One Cool Sound Studio ที่รับออกแบบเสียงให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “Project Gutenberg” จนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน

โดยทีมงานดังกล่าวประกอบด้วย ธนรัตน์ ธิติโรจนา, ไกลกังวล รุ่งสาคร และศรัณยู เนินทราย

ก่อนหน้านี้ ณพวัฒน์และศรัณยูยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล “ออกแบบเสียงยอดเยี่ยม” บนเวทีเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 13 จากภาพยนตร์เรื่องเดิม คือ “Operation Red Sea”

สำหรับณพวัฒน์ เขาเคยมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบเสียงให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “The Grand Master” ของ “หว่องกาไว” ซึ่งได้รับรางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมบนเวทีฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 33

โดยเครดิตของผู้ได้รับรางวัลในคราวนั้น คือ โรเบิร์ต แมคเคนซี และ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ (กรรมการผู้จัดการบริษัท กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ และสมาชิกวง Kidnappers)

นอกจากนั้น ณพวัฒน์และไตรเทพยังเคยได้รับรางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมร่วมกันในงานเอเชีย-แปซิฟิก ฟิล์ม เฟสติวัล 2012 จากการทำงานให้แก่ภาพยนตร์ฮ่องกงเรื่อง “The Silent War”

ภาพประกอบจาก https://www.facebook.com/hongkongfilmawards/photos/a.202787299744339/2308430539179994/?type=3&theater

ข้อมูลจาก https://www.scmp.com/news/hong-kong/society/article/3006124/project-gutenberg-big-early-winner-felix-chong-takes-best

http://www.hkfaa.com/winnerlist38norm.html?fbclid=IwAR2OgzLDMhURyI3Fi9c7YdtDvxCqvGH1GtT6b3vrnb_ZYwrRF65_djjSdQg

https://www.afa-academy.com/page?mid=22

https://en.wikipedia.org/wiki/33rd_Hong_Kong_Film_Awards

https://www.imdb.com/title/tt2078768/awards?ref_=tt_awd

 

 

Advertisements
คนมองหนัง

4 หนังที่นึกถึง ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนา

หลายวันก่อน เห็น The Matter ทำสกู๊ป “ก่อนเลือกตั้งดูอะไร หนังเรื่องไหนที่คนในแวดวงหนังไทยชวนดู”

เลยลองมานั่งทำลิสต์เล่นๆ ดูบ้างว่า ถ้าให้คิดอย่างไวๆ มีหนังเรื่องไหนที่ตัวเองนึกถึงก่อนหน้าการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ คือ

October Sonata รักที่รอคอย

october sonata

เหตุผลที่นึกถึงหนังไทยอันยอดเยี่ยมเรื่องนี้ ก็เพราะผลงานของ “สมเกียรติ์ วิทุรานิช” ได้เน้นย้ำให้เราตระหนักว่าการต่อสู้ทางอุดมการณ์การเมืองนั้นเป็นการต่อสู้ในทางยาว ไม่จบสิ้นลงง่ายๆ

และเราอาจไม่ได้มองเห็นหรือลิ้มรสความสำเร็จของมันในชั่วชีวิตของตนเอง

แม้จะน่าท้อถอยเหนื่อยหน่าย แต่ในทางกลับกัน การท่องไปบนเส้นทางการต่อสู้อันยาวไกลดังกล่าวก็ต้องอาศัยความอดทน (ที่จะรอคอย) ความหวัง ความฝัน และความรัก อันมิเคยเหือดแห้งหายไปไหน เป็นแรงบันดาลใจ/แรงขับเคลื่อนสำคัญ

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

Bodyguards and Assassins

shi-yue-wei-cheng-2009-1130628-1-2-1

เวลาหงุดหงิดงุนงงกับกฎกติกาในการได้มาซึ่ง ส.ส. ของการเลือกตั้ง 24 มีนาคม ผมมักถึงหนังฮ่องกงเรื่องนี้

ประการแรก คือ พอพูดเรื่องการนำคะแนน “ไม่ตกน้ำ” ของผู้สมัครทั้งหลายที่พ่ายแพ้ในการชิงตำแหน่ง ส.ส.เขต ไปใช้คำนวณหาจำนวน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองต้นสังกัดของผู้สมัคร ส.ส.เขต รายนั้นๆ พึงได้รับแล้ว

ผมมักรู้สึกว่าบรรดาผู้สมัคร ส.ส. เขต ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่บนหมากกระดานเลือกตั้งรอบนี้ ช่างมีชะตากรรมคล้ายคลึงกับเหล่า “พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” เสียจริงๆ

เพราะพวกเขาต้องยอมเสียสละตนเอง เพื่อสัมฤทธิผลทางการเมืองของบุคคลอื่น (ต้องตายเพื่อผู้นำการปฏิวัติ ต้องแพ้ในสนามเลือกตั้งเพื่อทำให้พรรคมี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์)

ประการต่อมา แม้กระทั่งเมื่อพูดถึงการลงคะแนนเสียงเชิงยุทธศาสตร์ ผมก็มักนึกย้อนไปยังวิธีคิดแบบ “พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” เช่นกัน

เพราะกลยุทธการต่อสู้เหล่านี้ คือ การพยายามจำกัดกรอบความคิดจินตนาการให้คนเล็กคนน้อยต้องยอมเสียสละหรือไม่เป็นตัวของตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อเป้าประสงค์ทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต โลกทัศน์ และความรู้สึกในฐานะปัจเจกบุคคล ของพวกเขา

ซึ่งก็ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้แน่ชัดว่าสิ่งยิ่งใหญ่นั้น มันเป็นรูปธรรมจับต้องได้หรือเป็นเพียงแค่นามธรรมอันเลื่อนลอย

No

no

ภาพยนตร์ชิลีที่เล่าเรื่องการโค่นล้ม “เผด็จการปิโนเชต์” ด้วยการลงคะแนนโหวตโนของประชาชน

แต่เหนือกว่านั้น ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการเอาชนะระบอบการเมืองเก่า ด้วยวิธีคิด/จินตนาการ/กระบวนการสร้างสรรค์และสื่อสารภาพแทนแบบใหม่ๆ

ซึ่งสามารถปลุกเร้าผู้คนส่วนใหญ่ให้ฟื้นคืนความหวัง และมีพลังใจจะต่อสู้กับ “อำนาจดิบ/อำนาจเผด็จการ” (โดยปราศจากกำลังอาวุธ)

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

ไทบ้าน เดอะซีรีส์

จักรวาล ไทบ้าน

ถ้าอยากเข้าใจโหวตเตอร์จำนวนมากของประเทศ ซึ่งเป็นคนอีสานร่วมสมัย ผู้ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางพลวัตความเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายในและภายนอกภูมิภาค/ชุมชนของพวกเขา ผมว่าเราก็ควรจะหาภาพยนตร์ไทยชุดนี้มาดู

แต่แน่นอนแหละว่า ผู้มีอำนาจหลายส่วนนั้นแทบจะไม่เข้าใจประชาชนกลุ่มดังกล่าวเลย และไม่เคยคิดอยากดูหนังอินดี้อีสานเซ็ตนี้ด้วย

นอกจากนั้น โดยตัวของมันเอง ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า “ไทบ้าน เดอซีรีส์” มีสถานภาพของการเป็น “โปรเจ็คท์ทางการเมือง” ซ่อนแฝงอยู่

และก็เป็น “การเมือง” ในแบบที่คนร่างรัฐธรรมนูญ กองทัพ และพรรคการเมืองบางพรรค ไม่มีทางเข้าใจอีกเช่นกัน

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

“พอลลีน หยาง” เจ๊ชงชา-เจ้าของรางวัลเกียรติยศ ผู้เป็นที่รักยิ่งแห่งอุตสาหกรรมหนังฮ่องกง

หนึ่งในรางวัลพิเศษของงานฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ก็คือรางวัล Professional Spirit Award ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่ารางวัลสำหรับผู้ประสบความสำเร็จทางวิชาชีพภาพยนตร์

รางวัลพิเศษสาขานี้เริ่มมีการมอบตั้งแต่ ค.ศ.1990 โดยผู้ได้รับรางวัลส่วนใหญ่มักเป็นนักแสดงมากประสบการณ์ หรือคนเบื้องหลังผู้มีคุณูปการสำคัญต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกง

อย่างไรก็ดี ในงานประกาศรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 37 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป รางวัลพิเศษดังกล่าวกลับถูกมอบให้แก่สตรีผู้หนึ่ง ซึ่งไม่เคยปรากฏโฉมหน้าตัวตนด้วยฐานะดาราดังในจอภาพยนตร์ ตลอดชีวิตการทำงานของเธอ

เธอเคยรับบทเป็นนักแสดงประกอบตัวเล็กๆ (ส่วนใหญ่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม) ในภาพยนตร์กว่า 30 เรื่อง เคยทำงานออกแบบเครื่องแต่งกายให้หนังจำนวนไม่มากนัก

ทว่าภารกิจหลักที่เธอปฏิบัติต่อเนื่องมายาวนานหลายปี ก็คือ การคอยเสิร์ฟน้ำชาให้แก่นักแสดงและทีมงานในกองถ่าย

สตรีผู้นี้มีนามว่า “พอลลีน หยาง” ซึ่งได้รับรางวัลจากมือของ “แจ๊คกี้ ชาน” หรือ “เฉินหลง” ยอดดาราบู๊ ท่ามกลางความชื่นชมยกย่องยินดีโดยบรรดาบุคลากรในวงการหนังฮ่องกง

pauline yeung

พอลลีนซึ่งปฏิบัติหน้าที่คล้ายๆ พนักงานสวัสดิการกองถ่าย คือผู้มีประสบการณ์มากล้นในการจัดหา-บริการเครื่องดื่มและอาหารให้แก่คนทำหนัง ตลอดจนนักแสดงผู้มีชื่อเสียง เกือบทั่วทั้งเกาะฮ่องกง

แม้ภารกิจดังกล่าวแลดูเป็นงานง่ายๆ ที่ไม่น่าจะยากเย็นสักเท่าใดนัก แต่นี่คืองานที่มิได้พึ่งพิงแค่กำลังกาย หากต้องพึ่งพาความใส่ใจต่อคนอื่นอย่างยิ่งยวดและความทรงจำอันเยี่ยมยอดของผู้ปฏิบัติหน้าที่

เพราะในกองถ่ายหนังขนาดใหญ่นั้น อาจมีบุคลากรฝ่ายต่างๆ เข้ามาทำงานรวมกันราว 100 คน และพวกเขาต่างก็มีรสนิยมและความต้องการส่วนบุคคลที่แตกต่างหลากหลาย

พอลลีนต้องคอยบริการเอาอกเอาใจเพื่อนร่วมงานเหล่านั้น และมิตรสหายร่วมวงการจำนวนมากต่างก็พากันยกย่องว่าเธอคือยอดบริกรผู้เข้าอกเข้าใจพวกเขาอย่างละเอียดลึกซึ้ง

พอลลีน หยาง เริ่มต้นอาชีพนี้เมื่อสามสิบปีก่อน โปรดิวเซอร์ประจำกองถ่ายหนังเรื่องแรกสุดบอกกับเธอว่า “งานของเธอก็แค่คอยดูแลผู้กำกับและพวกนักแสดง ไม่มีอะไรเกินเลยกว่านั้น”

แต่เมื่อรับหน้าที่ “เจ๊ชงชา” ไปเรื่อยๆ พอลลีนก็ตระหนักว่าในกองถ่ายภาพยนตร์หนึ่งๆ ยังประกอบด้วยเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ซึ่งต้องเหนื่อยยากลำบากลำบน อีกเป็นจำนวนมาก

เธอตัดสินใจว่าตนเองต้องคอยดูแลบริการบุคลากรที่เหลือเหล่านี้ด้วย

ไปๆ มาๆ งานที่น่าจะง่ายดายไม่สลับซับซ้อนของพอลลีน ก็กลายเป็นภาระ “หนักหนา” ไม่ต่างจากหน้าที่อื่นๆ ในกองถ่าย

อย่างไรก็ตาม “เจ๊ชงชา” แห่งวงการภาพยนตร์ฮ่องกงยังมองโลกในแง่ดีว่า “งานหนัก” ดังกล่าวนี่แหละที่ช่วยให้คนไม่รู้หนังสือเช่นเธอได้รับค่าตอบแทนอันสมน้ำสมเนื้อน่าพอใจ ณ ปัจจุบัน

“มันไม่ง่ายหรอกนะ ที่คนอย่างฉันจะสามารถมีรายได้ถึงระดับนี้ ดังนั้น ฉันจึงเคารพรักอาชีพของตัวเอง” พอลลีน กล่าว

ด้วยทัศนคติเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ “พอลลีน หยาง” จะกลายเป็นพนักงานสวัสดิการกองถ่ายรายแรกสุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งคว้ารางวัล Professional Spirit Award บนเวทีฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์

เนื้อหาจาก https://news.cgtn.com/news/79457a4d356b7a6333566d54/share_p.html

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://hkmdb.com/db/people/view.mhtml?id=27402&display_set=eng

ภาพประกอบจาก 香港電影金像獎 Hong Kong Film Awards

คนมองหนัง

Operation Mekong : ความใฝ่ฝันของ “พญามังกร” และ “ปริศนาลี้ลับ” ที่ถูกทิ้งค้างไว้

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 20-26 มกราคม 2560)

“Operation Mekong” เป็นภาพยนตร์แอ๊กชั่นผลงานการกำกับฯ ของ “ดังเต้ แลม” คนทำหนังชาวฮ่องกง ที่สร้างผลงานมาอย่างต่อเนื่องแทบจะปีชนปี นับแต่ ค.ศ.1997 จนถึงปัจจุบัน

พิจารณาจากแง่ของ “รูปแบบ” ภาพยนตร์เรื่องนี้ย่อมถูกจัดอยู่ในประเภท “บู๊/แอ๊กชั่น”

ซึ่งหนังก็ทำหน้าที่ดังกล่าวได้เป็นอย่างดีและครบเครื่อง

หนังมีฉากแอ๊กชั่นเด็ดๆ ตามเหลี่ยมมุมของอาคาร “อินดอร์” บนรถไฟ ในรถยนต์บนท้องถนน บนเรือลัดเลาะแม่น้ำโขง บนเฮลิคอปเตอร์ เรื่อยไปจนถึงในพื้นที่ป่า เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ

นอกจากนี้ “Operation Mekong” ยังเดินตามสูตรหนังแอ๊กชั่นสไตล์ “ฮ่องกง” ที่ขับเน้นความทรงจำบาดแผล ซึ่งเป็นปมภายในจิตใจตัวละครนำ, คุณธรรมน้ำมิตรระหว่างเพื่อนตำรวจ ตลอดจนความสูญเสีย/เสียสละตามรายทาง

ว่ากันเฉพาะองค์ประกอบข้างต้น หนังเรื่องนี้อาจไม่มีอะไร “ใหม่” มากนัก ทว่า ก็สามารถมอบความบันเทิงให้แก่ผู้ชมได้อย่างไม่มีอะไรตกหล่น

จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังจะสามารถโกยรายได้เป็นกอบเป็นกำจากตลาดเมืองจีน เมื่อปีก่อน

สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ ของ “Operation Mekong” นั้นอยู่ที่เนื้อหามากกว่า

ผู้ที่ได้อ่านเรื่องย่อคงพอจะรับทราบอยู่บ้างว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวการสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรมลูกเรือชาวจีน 13 ราย ขณะโดยสารอยู่บนเรือสินค้าที่ล่องมาตามแม่น้ำโขง

อันดัดแปลงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อ พ.ศ.2554 (ค.ศ.2011)

คดีดังกล่าวเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด, “พื้นที่พิเศษ” อย่างสามเหลี่ยมทองคำ, ชนกลุ่มน้อยตามตะเข็บชายแดน รวมถึงความพยายามจะเข้ามาร่วมจัดการแก้ไข-สะสางปัญหาและจับกุมผู้กระทำผิดของทางการจีน

หนังเริ่มต้นด้วยภาพการแถลงข่าวผลงานการจับกุมยาเสพติดที่ตรวจค้นได้จากเรือสินค้าจีน โดยหน่วยงานความมั่นคงไทย

แต่หลังจากนั้นไม่นาน กลับพบศพลูกเรือจีนลอยอืดขึ้นมาบริเวณริมแม่น้ำโขง

คดียาเสพติดจึงกลายสภาพเป็นคดีฆาตกรรม ซึ่งมีปัจจัยลึกลับซับซ้อนซ่อนแฝงอยู่

แล้วหนังก็ตัดเหตุการณ์เข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวน ที่กระหน่ำคนดูด้วยคิวบู๊นานาชนิด เคียงคู่กับการหักเหลี่ยมเฉือนคมทางความคิดและการวางแผน

“Operation Mekong” พยายามฉายภาพบทบาทนำของ “จีน” ในฐานะ “ตำรวจภูมิภาค” เหนือเจ้าหน้าที่ของไทย, พม่า และลาว (ดังที่หลายคนได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้)

เข้าทำนองแม้จะมี “กองกำลังร่วม” ระหว่างสี่ชาติ แต่จีนต้องเข้าถึงข้อมูลและตัวคนร้ายให้ได้ก่อนใคร

เช่นเดียวกับพื้นที่ปัญหาอย่าง “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งถูกวาดภาพให้เป็น “พื้นที่พิเศษ/ยกเว้น/ไร้ขื่อแป” ที่เต็มไปด้วย “เจ้าพ่อนานาชาติ” ทั้งชนกลุ่มน้อย, แขก หรือคนดำ เพราะถูกปล่อยปละละเลยโดยอำนาจรัฐของไทย พม่า และลาว (หรือไม่ “เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น” ก็อาจรู้กันกับบรรดา “เสือซุ่มมังกรซ่อน” ผู้อยู่นอกเหนือกฎหมายเหล่านั้น)

ด้วยเหตุนี้ ทางการจีนจึงจำเป็นจะต้องบุกเข้ามาเคลียร์/ชำระล้างพื้นที่ดังกล่าว ราวกับเป็นการเข้ามาช่วยจัดระเบียบ “อนารยชนคนป่าเถื่อน” โดยผู้มีอำนาจที่ “ศิวิไลซ์” กว่า

ภาพลักษณ์ของการเข้ามาแก้ปัญหาอย่าง “ศิวิไลซ์” ถูกแสดงออกผ่านบทบาท “นักรบสันติวิธี” ของกลุ่มตัวละครตำรวจจีนใน “Operation Mekong”

ตำรวจจีนซึ่งสะสางคดีอย่างเฉียบคมเด็ดขาด ทว่า จะเลือกใช้ “ความรุนแรง” เท่าที่จำเป็น

หนังวาดภาพให้กองกำลังค้ายาที่เป็นชนกลุ่มน้อย ใช้สอย “ทหารเด็ก” เป็นอาวุธลับอันทรงพลานุภาพ (ฉากการเล่นเกม “รัสเซียนรูเล็ต” ระหว่างนักรบเด็กชนกลุ่มน้อยสองคนในหนังเรื่องนี้อาจ “ไม่ใหม่” แต่ก็ติดตามากๆ ทีเดียว)

เมื่อ “ทหารเด็ก” เหล่านั้นเผชิญหน้ากับตำรวจจีน แม้ฝ่ายแรกจะซัดปืนกลใส่ฝ่ายหลังจนต้องพิการไปตลอดชีวิต หรือบอมบ์ใส่ฐานปฏิบัติการของฝ่ายหลัง จนมีคนเจ็บ-ตายเป็นจำนวนมาก

แต่ตำรวจจีนกลับไม่พยายามเข่นฆ่าล้างแค้น “ทหารเด็ก” แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน และมีท่าทีห่วงใยในสวัสดิภาพของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง

ปฏิบัติการระดับเข้มข้นที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่จีนในหนังลงมือกับ “ทหารเด็ก” ก็คือ “การยิงใส่ (ไม่เอาถึงตาย) เพื่อให้หยุดลงมือสังหารคน”

ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการล่าคนผิดของทางการจีน ก็มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ “การจับเป็น” แล้วส่งคนร้ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในระบบ มากกว่า “จับตาย”

(แม้อาจจะพลั้งเผลอลงมือเกินเลยไปบ้าง เพราะความแค้นส่วนบุคคล ไม่ใช่ในนามองค์กรหรือประเทศชาติ)

แน่นอนว่านี่คือหนังที่มี “ตำรวจจีน” เป็นพระเอก และเป็นภาพแทน ซึ่งสื่อแสดง “ความคาดหวัง/ความใฝ่ฝัน” ของ “พญามังกร” ในการขยายอำนาจมายังภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

อย่างไรก็ตาม ถ้า “Operation Mekong” มีสถานะเป็น “ภาพร่างความฝัน” ที่ก่อกำเนิดขึ้นในวิธีคิดของรัฐบาล/ชนชั้นนำจีน

ดูเหมือนฝ่ายจีนเองจะตระหนักอยู่ไม่น้อยว่าการพยายามแผ่อิทธิพลเหนือภูมิภาคนี้ มิใช่ “ปฏิบัติการ” ที่สามารถลงมือทำและหวังผลลัพธ์ได้อย่างง่ายดายสบายมือ

ดังที่หนึ่งในตัวละครนำของหนัง ซึ่งเป็นสายลับชาวจีน พูดเอาไว้ว่า ต่อให้ “หน่อคำ” (หรือ “หน่อคา” ในภาพยนตร์) ราชายาเสพติดที่อยู่เบื้องหลังคดีฆาตกรรม 13 ศพ ถูกโค่นล้มลง แต่อีกสักพัก ก็จะมี “เจ้าพ่อ” รายใหม่ ผงาดขึ้นมาแทนที่

สอดคล้องกับบทสรุปของหนัง ที่ตำรวจจีนสามารถจับกุมตัว “หน่อคำ” และพรรคพวก กลับไปลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ยังสามารถเด็ดหัวผู้ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ระหว่าง “หน่อคำ” กับ “บอส” ได้สำเร็จ

ทว่า เงื่อนปมที่หนังทิ้งค้างเอาไว้อย่างชาญฉลาด ก็คือ การไม่ยอมเปิดเผยว่า “บอส” ผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายค้ายาเสพติด-คดีฆาตกรรมครั้งนี้เป็นใคร?

ด้านหนึ่ง นี่อาจบ่งชี้ให้เห็นว่า “ปฏิบัติการแม่น้ำโขง” มิได้มีจุดสิ้นสุดในตัวมันเอง หากเป็นเพียง “จุดหนึ่ง” ของแผนปฏิบัติการ “ต่อเนื่อง” ระยะยาว ที่จะเปิดโอกาสให้ “พญามังกร” ค่อยๆ รุกคืบเข้ามาควบคุมจัดการพื้นที่แถบสามเหลี่ยมทองคำและตามลำน้ำโขง

อีกด้านหนึ่ง การอำพรางตัว “บอส” เอาไว้ ก็มิได้หมายความว่าคนทำหนัง/ทางการจีน ไม่รู้ว่า “บอสตัวจริง” นั้นคือใคร

แต่เมื่อการแผ่ขยายอำนาจจำเป็นต้องอาศัยภาพลักษณ์ของการเป็น “นักประสานประโยชน์” ผู้พร้อมจะประนีประนอมหรือเจรจาต่อรองกับ “เจ้าพ่อของเจ้าพ่อท้องถิ่น” พอๆ กับภาพลักษณ์ “นักบู๊ผู้พิทักษ์ความสงบในระดับภูมิภาค”

การรู้อะไรบางอย่าง จึงต้องถูกแสดงออกมาผ่านลักษณะ “แสร้งทำเป็นไม่รู้”

คําถามต่อเนื่องมีอยู่ว่าคนดูจะสามารถ “รู้” อย่างที่คนทำหนังหรือประเทศผู้ผลิตหนัง “รู้” ได้หรือไม่?

และคนดูจะสามารถไขปริศนาลึกลับข้อนี้ได้อย่างไร? ในเมื่อ “บอส” ที่ถูกเอ่ยถึงโดยสม่ำเสมอ ไม่เคยปรากฏตัวตนหรือส่งเสียงออกมา

กุญแจดอกแรกที่อาจช่วยไขปริศนาทิ้งท้ายของ “Operation Mekong” น่าจะอยู่ตรงขุมกำลังของ “ตัวกลาง” ผู้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่าง “บอส” กับ “หน่อคำ”

หนังวาดภาพให้ “ตัวกลาง” รายนี้ มีอำนาจควบคุมสั่งการกองกำลังนิรนามชุดดำจำนวนหลายสิบคน กองกำลังดังกล่าวถูกจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบ มีสรรพาวุธและยานพาหนะทันสมัยในครอบครอง

ความยิ่งใหญ่เช่นนั้นย่อมฉายให้เห็นถึงเงาร่างอันไม่ธรรมดาของ “บอส”

กุญแจอีกดอกที่ไม่ควรละเลย ก็คือ ช่วงต้นๆ เรื่อง หนังเอ่ยถึง “ตัวละครกลุ่มหนึ่ง” อย่างเป็นทางการอยู่ประมาณสองหน ก่อนจะไม่กล่าวถึงตัวละครกลุ่มนี้อีกเลยตลอดทั้งเรื่อง

จึงน่าสงสัยมิใช่น้อยว่า “บอส” กับ “ตัวละครกลุ่มนี้” มีความข้องเกี่ยวกันหรือไม่? อย่างไร?

คนมองหนัง

บันทึก 7 ข้อ ถึง “Sword Master”

หนึ่ง ก่อนไปดู คนรู้จักที่ได้ไปดูแล้วนี่จะแบ่งออกเป็นสองสาย สายแรก คือ ไม่ค่อยชอบ สายที่สอง คือ ชอบมากๆ

ส่วนตัว พอได้ไปดูก็รู้สึกสนุกเพลิดเพลินกับมัน และไม่ได้ไม่ชอบจุดใดจุดหนึ่งของหนังแบบมิอาจให้อภัยได้

ด้านหนึ่ง หนังไม่ถึงกับเชิญชวนให้ผมย้อนรำลึกไปถึงหนังชอว์หรือละครทีวีบี แต่อีกด้าน ผมก็รับได้กับซีจีหลุดๆ ปลอมๆ (บนฐานคิดที่ว่าขนาดซีจีละครจักรๆ วงศ์ๆ กูยังดูได้เพลินๆ เลย 555) และการดัดแปลงเนื้อหาจากนิยายไปมากพอสมควร (ซึ่งเหมือนหนังก็ออกตัวว่า ตนเองได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเวอร์ชั่นก่อน ที่ดัดแปลงนิยายมาอีกที – ผมเองก็ไม่เคยดูหนังเวอร์ชั่นดังกล่าวเหมือนกัน)

สอง ผมยังจำเนื้อหาในนิยายได้ค่อนข้างดี เพราะเพิ่งกลับมาอ่านใหม่ตอนกลางปี เลยรู้สึกว่าหนังมีเนื้อหาที่ผิดแปลกจากนิยายหลายต่อหลายจุด แต่ยังคงแก่นหลักๆ เอาไว้เกือบครบ ทั้งเรื่องการพยายามหลีกหนีตัวตนแท้จริงของตนเอง (หน่ายเกียรติยศ สถานะ ชื่อเสียง) ที่อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้น หรือประเด็นความสัมพันธ์ในลักษณะ “ศัตรูที่รัก” ระหว่างเจี่ยเฮียวฮงกับอี้จับซา

แต่ก็เห็นด้วยกับเพื่อนบางคนที่รู้สึกว่าไอ้ความเป็นเพลย์บอย หลายใจ ทิ้งผู้หญิง ไม่รับผิดชอบ ของคุณชายสามนี่มันถูกทำให้หายไปจากหนัง

(อีกอย่างที่เป็น “จุดต่าง” ซึ่งไม่ส่งผลเสียหายมากมาย คือ กรอบเวลาของเรื่อง ถ้าจำไม่ผิด ช่องว่างเวลาระหว่างที่เจี่ยเฮียวฮง “ตาย” กับการเริ่มต้นเล่าเรื่องราวว่าด้วย “อากิก” ในนิยายนี่ มันกินระยะนานหลายปี ขณะที่หนังจะให้ภาพว่ามันเป็นระลอกเหตุการณ์ในชั่วระยะเวลาสั้นๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันไปเลย)

สาม อย่างไรก็ดี ผมกลับไม่รู้สึกอะไรมากนัก กับการหายไปของกระบี่ที่ 14 และ 15 เพราะเหมือนหนังสร้างเหตุผลเรื่องราวใหม่ๆ ขึ้นมารองรับการหายไปดังกล่าวได้ดีพอสมควร (แล้วเอาเข้าจริง เหมือนหนังจะถ่ายโอนประเด็นกระบี่ที่ 15 ให้ไปตกอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่างม่อย้งฉิวตี้กับเซี่ยวชิวช่วงท้ายเรื่องพอดี)

สี่ ตัวละครเซี่ยวชิวนี่ก็น่าสนใจ จากการเป็นลูก (ที่เหินห่าง/ไม่รักพ่อ) ของเจี่ยเฮียวฮงกับม่อย้งชิวชิวในนิยาย ในหนังกลับผลักให้เขากลายมาเป็นบริวารที่แอบรักม่อยังฉิวตี้มาเนิ่นนาน และเป็นศัตรูคู่แค้นของเจี่ยเฮียวฮง

sm-02

พูดอีกอย่าง คือ หนังผลักปมออดิปุสของเซี่ยวชิวในนิยายให้ชัดเจนและไปสุดทางยิ่งขึ้น

ห้า ผมชอบบทสรุปของหนังทีเดียว หนังพูดถึงตัวละครที่แอนตี้และพยายามหลีกหนียุทธภพ แต่หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น ดังนั้น ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า เขาควรจะอยู่อย่างไรในยุทธภพ (หรือดีลกับยุทธภพอย่างไร/ท่องยุทธภพอย่างไร) มากกว่า ซึ่งโจทย์ ณ ที่นี้ ก็คือ การใช้กระบี่ “ช่วย” คน ไม่ใช่ “ฆ่า” คน

ผมรู้สึกว่าบทสรุปจบในนิยาย (เรื่อยไปจนถึงตอนต่อ คือ อินทรีผงาดฟ้า หรือ ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์) นั้นสื่อให้เห็นว่าเจี่ยเฮียวฮงยังหลีกเร้นปลีกกายอยู่ในรูปแบบชาวยุทธ ผิดกับตอนจบในหนัง ที่ด้านหนึ่ง ยานพาหนะ/รูปลักษณ์การแต่งกาย/ผู้หญิงที่คุณชายสามเลือกใช้ชีวิตด้วย มันแสดงให้เห็นถึงความต้องการจะเป็นสามัญชนคนธรรมดา แต่อีกด้าน กระบี่ของอี้จับซาที่เจี่ยเฮียวฮงพกไว้ ก็แสดงให้เห็นพันธกิจหรือสายใยบางอย่างที่มิอาจตัดขาดจากยุทธภพ

บทสรุปในหนังจึงแลดูลักลั่นกำกวมมากกว่า

หก อีกซีนหนึ่งที่ผมประทับใจมากๆ คือตอนที่เจี่ยเฮียวฮงกับม่อย้งฉิวตี้พยายามรีเทิร์นกลับมาคบกัน แล้วขึ้นไปใช้ชีวิตเรียบง่ายบนเขา ก่อนที่คุณชายสามผู้สมถะจะพบว่าคุณหนูม่อย้งเธอขนบริวารและทรัพย์สมบัติตามมาเต็มไปหมด แถมยังกรี๊ดกร๊าดเมื่อต้องเหยียบขี้โคลนอีกต่างหาก

sm-01

เจ็ด อันนี้เป็นจุดที่ผมทำให้ยึดโยงกับ Sword Master ได้มากที่สุด นั่นคือ การคงตัวละคร “อีกา” จากฉบับนิยายเอาไว้

หนังไม่ได้เรียกชื่อตัวละครรายนี้ว่า “อีกา” ตรงๆ (ลืมอ่านเครดิตว่าหนังเรียกตัวละครคนนี้ว่าอะไร?) เพียงแต่คงภาพลักษณ์-พฤติการณ์การคอยตามเก็บสะสมยอดกระบี่ของยอดฝีมือในยุทธภพที่ถูกสังหารเอาไว้

“อีกา” ในนิยายนั้นมีบทบาทแค่ช่วงต้นๆ จนถึงตอนที่อี้จับซาพบปะเจรจากับม่อย้งชิวชิว แล้วมันก็ได้รับบาดเจ็บจากฝีมือของตัวละครรายหนึ่งที่หนังตัดออกไป ก่อนจะแยกทางกันกับอี้จับซา แล้วโก้วเล้งก็ไม่ได้กล่าวถึง “อีกา” อีกเลย

ขณะที่ในฉบับนิยาย คนที่งมไปเก็บกระบี่ของอี้จับซาที่ถูกโยนทิ้งน้ำ นี่คือตัวละคร “เถ้าแก่” ริมทะเลสาบ ซึ่งในหนังเวอร์ชั่นล่าสุดจับเอาไปฟิวชั่นกับ “อีกา”

นอกจากนี้ “อีกา” ในหนังจะมีบุคลิกเป็นตัวตลกสร้างสีสัน ทำนอง “หัวขโมย-เจ้าของยอดวิชาตัวเบา” (บุคลิกไปคล้ายคลึงกับ “ซีคงเตียะแช” ในนิยายชุด “เล็กเซียวหงส์”) สวนทางกับในเวอร์ชั่นนิยาย ที่บุคลิกลักษณะของ “อีกา” จะออกแนวขรึมๆ มืดๆ หน่อย (ซึ่งกลายเป็นว่า “ด้านมืด” ดังกล่าวกลับถูกโอนย้ายไปสวมลงบนบุคลิกบางด้านของอี้จับซาในภาพยนตร์ฉบับล่าสุด)

sm-03

“อีกา” ก็ดี “ซีคงเตียะแช” ก็ดี และตัวละครสมทบจากนิยายกำลังภายในจำนวนมาก อาจมีสถานะเป็น “ตัวละครหลักระดับชายขอบ” คือเป็นพวกตัวละครที่ไม่ได้อยู่ในโฟกัสหรือไม่ได้ถูกสป็อตไลท์จับอยู่ตลอดเวลา แต่ก็มีเสน่ห์พอสมควร และได้โชว์บทบาทเด่นเป็นครั้งคราว พวกเขาไม่ใช่สุดยอดจอมยุทธหรือยอดวีรบุรุษ แต่ก็มีของดีเกินกว่าจะเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาๆ

ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้ประโยชน์ตัวละครกลุ่มนี้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง อย่าง Sword Master ก็ถือว่าใช้งาน “อีกา” มากกว่าที่คิด (หรือมากกว่าตัวหนังสือเสียอีก)

ข่าวบันเทิง

“หว่อง กา ไว” เตรียมโปรดิวซ์-กำกับ ซีรี่ส์ความยาว 18 ตอน สองซีซั่น

หลังมีผลงานหนังยาวเรื่องล่าสุดอย่าง The Grandmaster “หว่อง กา ไว” ก็เป็นอีกหนึ่งผู้กำกับภาพยนตร์ ที่จะหันมารับงานในวงการโทรทัศน์

โดยข่าวระบุว่า ฮวนสี มีเดีย กรุ๊ป ของจีน วางแผนจะทำซีรี่ส์ความยาวรวมทั้งสิ้น 18 เอพพิโสด ซึ่งหว่อง กา ไว จะมารับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ และร่วมกำกับในบางตอน

ทั้งนี้ ซีรี่ส์เรื่องดังกล่าวจะออกเผยแพร่ในสองซีซั่น ซีซั่นแรก ประกอบด้วย 12 เอพพิโสด ส่วนซีซั่นที่สอง มีแค่ 6 เอพพิโสด

คาดว่า การผลิตซีรี่ส์ของซีซั่นแรกน่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2017 ก่อนจะเผยแพร่ในโลกดิจิทัล ต่อผู้ชมชาวจีนและทั่วโลกต่อไป

บทกวีของบางเรา, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

(บทกวี) Chungking Express: ในบรรยากาศที่หนืดและข้นคลั่ก เชื่อเถอะ ความรักก่อเกิดได้

วันที่ 1 พฤษภาคม คงทำให้คอหนังหลายคนหวนนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Chungking Express ของหว่องกาไว ซึ่งมีตัวละครนำเหงาๆ เพิ่งอกหักรายหนึ่ง เข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต ช่วงดึกของวันที่ 30 เมษายน เพื่อขอซื้อสับปะรดกระป๋องที่จะหมดอายุในวันที่ 1 พฤษภาคม มารับประทาน

จึงขออนุญาตนำเอากลอนที่ตนเองแต่งไว้ตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 หรือ ปี 2 (ก่อนจะนำไปรวมเล่มในหนังสือทำมือ ซึ่งทำขายเมื่อคราวงานแฟต เฟสติวัล ครั้งแรก) มาเผยแพร่ซ้ำอีกครั้งในบล็อกนี้ครับ

Chungking Express

หลายหลากผู้คนวุ่นวาย

ต่างเวียนว่ายว้าเหว่สับสน

ในบรรยากาศที่ค่อนข้างหม่น

เชื่อเถอะ ยังมีคนค้นหารัก

ท่ามกลางความผุพังของจิตใจ

สถาบันล่มสลายเหลือเพียงซากปรัก

ในบรรยากาศที่หนืดและข้นคลั่ก

เชื่อเถอะ ความรักก่อเกิดได้

ไหล่ของฉันและเธอที่ฉิวเฉียดกัน

ก่อเกิดความหวั่นลึก ๆ ในจิตใจ

ความรักอาจไม่ดำเนินต่อไป

แต่ก็เกิดรักเซอร์ไพร้ส์อยู่นิด ๆ

เธออาจจะไม่ทันได้สังเกต

ถึงมูลเหตุของพฤติกรรมและความคิด

ฉันเองก็คงจะไม่ผิด

เพราะสิทธิสานฝันเป็นของฉัน

ฉันจับจุดเธอได้

เธอก็เข้าใจฉันเช่นกัน

เราพากันโบยบินออกจากความฝัน

ด้วยเรารู้เท่าทันรักแท้จริง

ฉันและเธอจากกันอย่างเงียบ ๆ

อาจจะดูราบเรียบไม่หนุงหนิง

แต่เหนือกว่าประจักษ์พยานทุกสิ่ง

คือต่างเราได้พึ่งพิงถูกเวลา

ผู้คนมากมายในที่เดียวกัน

อาจพบรักนั้นนี้ต่างคุณค่า

รักซึ้ง ๆ ลอยผ่านไปไม่หวนมา

รักซาบซ่าติดตรึงใจชั่วนิรันดร์

ข่าวบันเทิง

Ten Years หนังดิสโทเปียว่าด้วยอนาคตฮ่องกงในสิบปีข้างหน้า ที่หาญกล้าท้าทายรบ.ปักกิ่ง

“Ten Years” ภาพยนตร์อิสระทุนสร้างต่ำ ที่ประกอบด้วยหนังสั้นจำนวน 5 เรื่อง ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัล “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” บนเวทีฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้สร้างความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งให้แก่รัฐบาลจีนที่กรุงปักกิ่ง เนื่องจากหนังนำเสนอภาพแทนของสังคมฮ่องกงภายใต้การปกครองของจีนในปี 2025 ที่ไม่ดีงามสักเท่าใดนัก

หนังสั้นทั้ง 5 เรื่อง ที่ถูกเรียงร้อยกันเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวชิ้นนี้ ได้รับโอกาสให้ออกฉายตามโรงภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ในเวลาอันสั้น ขณะที่บางโรงภาพยนตร์ก็ปฏิเสธไม่ยอมฉายหนัง ทางออกของผู้ผลิตจึงได้แก่ การนำหนังไปตระเวนฉายตามมหาวิทยาลัย, การต้องเช่าโรงเพื่อฉายหนัง รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก

อย่างไรก็ตาม หนังที่มีทุนสร้างเพียง 5 แสนดอลลาร์ฮ่องกง (ราวสองล้านบาท) กลับโกยรายได้เกินความคาดหมายไปมากถึง 6 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 27 ล้านบาท)

การถูกจำกัดพื้นที่ฉายหนังบนเกาะฮ่องกงเกิดขึ้นสอดคล้องกับการที่หนังสือพิมพ์โกลบอล ไทม์ส ซึ่งเป็นของรัฐบาลจีน วิจารณ์ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ “บ้าบอคอแตกสิ้นดี” “มองโลกในแง่ร้ายสุดๆ” และมีสถานะเป็น “เชื้อไวรัสร้ายในทางจิตใจ”

ขณะเดียวกัน ทีวีช่องหลักของจีนแผ่นดินใหญ่ก็ตัดสินใจระงับโปรแกรมการถ่ายทอดสดงานประกาศรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ โดยหลายฝ่ายเชื่อว่า เหตุผลสำคัญน่าจะอยู่ที่การมีชื่อเข้าชิงรางวัลใหญ่ของ Ten Years

ทั้งนี้ นี่เป็นครั้งแรกนับแต่ปี 1991 ที่ผู้ชมในจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ได้ดูการถ่ายทอดสดงานมอบรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ หรือ งานมอบรางวัลม้าทองคำของไต้หวัน ทางจอโทรทัศน์

ซู ข่าย นักวิจารณ์ภาพยนตร์ และนักวิชาการประจำสถาบันศิลปะการแสดงแห่งฮ่องกง กล่าวถึงปฏิกิริยาดังกล่าวของจีนแผ่นดินใหญ่ว่าเป็น “สิ่งผิดพลาด”

“แน่นอน ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องโง่เง่ามาก ที่จีนแผ่นดินใหญ่ตัดสินใจระงับการถ่ายทอดสดงานมอบรางวัลฯ แต่นี่ก็เป็นปฏิกิริยาที่มักเกิดขึ้นอยู่เสมอ เมื่อพวกเขาไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับรู้บางสิ่งบางอย่างมากเกินไป”

 

“หนังเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกในรอบทศวรรษ ที่พยายามขบคิดถึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบนเกาะฮ่องกง” ซู ข่าย กล่าวถึง Ten Years

แอนดรูว์ ชอย โปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ระบุภายหลัง Ten Years ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมว่า

“ความหมายของรางวัลนี้ คือ การแสดงให้เห็นว่าฮ่องกงยังคงมีความหวัง รางวัลนี้ย้ำเตือนให้พวกเราตระหนักว่า เราพึงมีความกล้าหาญในการแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์ ผมขอขอบคุณผู้ชมทุกคนที่ตีตั๋วมาดูหนังเรื่องนี้”

ขณะที่ อึ้ง กาเหลียง หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ ระบุว่า เขาไม่สนใจว่าทางการปักกิ่งจะคิดอย่างไรกับหนังเรื่องนี้ เขาสนใจแต่เพียงว่าคนฮ่องกงคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับตัวหนังมากกว่า

“ถ้าพวกคุณถามผมถึงปฏิกิริยาที่ทางปักกิ่งอาจมีต่อพวกเรา (คนทำหนัง) ผมก็จะตอบว่า มันไม่เห็นมีน้ำยาตรงไหนเลย เพราะหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อประชาชนชาวฮ่องกง พวกเราคนทำหนังต่างเปิดใจกว้างทั้งต่อเสียงที่ชอบและไม่ชอบภาพยนตร์ พวกเราหวังเพียงแค่ว่าคนฮ่องกงจะมีโอกาสได้แสดงความรู้สึกนึกคิดของตนเองออกมา พวกเราต้องการให้ผู้คนคิดถึงอนาคตของเกาะแห่งนี้” อึ้ง กา-เหลียง กล่าว

ส่วน ดีเรค ยี ประธานจัดงานมอบรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ได้กล่าวก่อนจะประกาศให้ Ten Years ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ว่า

“ประธานาธิบดีรูสเวลท์เคยพูดเอาไว้อย่างหนึ่งว่า สิ่งเดียวที่เราพึงกลัว ก็คือ การมีความขลาดกลัวนั่นเอง”

หนังสั้น 5 เรื่องชุดนี้ ฉายภาพโลกอนาคตในภาวะดิสโทเปียของผู้คนบนเกาะฮ่องกง ที่มีความวิตกกังวลเกาะกุมสภาพจิตใจเพิ่มมากขึ้น เมื่อพวกเขาถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยรัฐบาลจีนที่ปักกิ่ง ซึ่งเข้ามากุมอำนาจบนเกาะแห่งนี้อย่างเต็มที่ กระทั่งภาษาจีนท้องถิ่นหรือผลิตภัณฑ์การเกษตรที่เคยใช้อยู่แต่เดิม ก็ยังถูกห้ามใช้

หนังสั้นตอนหนึ่ง เล่าเรื่องราวของกลุ่มเยาวชนที่สวมใส่ชุดยูนิฟอร์มทหาร และออกสำรวจตรวจตราบรรดาผู้มีพฤติกรรมต่อต้านรัฐบนท้องถนน

หนังอีกตอนหนึ่ง กล่าวถึงภาวะสูญหายของภาษาจีนกวางตุ้ง ซึ่งคนฮ่องกงเคยใช้สื่อสารกัน

ส่วนหนังสั้นตอนปิดท้าย ก็มีฉากผู้ประท้วงที่เผาตนเองหน้าสถานกงสุลสหราชอาณาจักร (ซึ่งส่งมอบฮ่องกงคืนแก่จีนในปี 1997) ที่ทำให้คนดูหลายรายถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

แรมซี่ เยาวชนวัย 18 ปี ที่ได้ชม Ten Years ให้สัมภาษณ์ว่าหนังเรื่องนี้ทำให้เขาคิดว่า “เราต้องออกมาเคลื่อนไหว … และสิ่งเลวร้ายที่สุดบางประการที่ถูกทำนายว่าอาจเกิดขึ้นในอนาคต ก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วในปัจจุบัน ผมจึงไม่มีความเชื่อมั่นในจีนแผ่นดินใหญ่อีกต่อไป และแม้แต่อังกฤษก็ไม่สามารถช่วยเหลือพวกเราได้แม้แต่น้อยเช่นกัน เพราะไม่มีใครกล้าจะยืนชนกับจีน”

สอดคล้องกับคนดูบางส่วนที่เห็นว่าควรปกป้องฮ่องกง จากภาวะเสื่อมทรุดขนาดหนัก และภาวะสูญสิ้นซึ่งอัตลักษณ์

“เป็นความจริงว่าสิ่งแย่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับฮ่องกง ณ ปัจจุบันนั้น มันถือกำเนิดขึ้นก่อนหน้าสถานการณ์อนาคตในภาพยนตร์เรื่องนี้เสียอีก” โจว กวน-ไว หนึ่งในผู้กำกับหนัง ระบุ

น่าสนใจว่า หลัง Ten Years ออกฉาย ผู้จำหน่ายหนังสือวิพากษ์รัฐบาลจีนจำนวนห้าคนก็หายสาบสูญจากเกาะฮ่องกง ก่อนจะถูกออกข่าวว่าโดนจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจีน นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุการณ์ ตำรวจยิงปืนขึ้นฟ้า ระหว่างการปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคง ในช่วงตรุษจีน

“หลายๆ คนบอกกับเราว่า พวกเราไม่ต้องรอจนถึงสิบปีหรอก เพราะเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้มันได้เกิดขึ้นแล้วในโลกความจริง” อึ้ง กาเหลียง บอกและว่า “พวกเราต้องการภูมิปัญญาและความกล้าหาญ เพื่อใช้เผชิญหน้ากับอนาคต เพื่อใช้เผชิญหน้ากับสภาวการณ์ไร้สาระอันน่าขบขัน ซึ่งฮ่องกงกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้”

 

“หนังของพวกเราไม่ใช่คำพยากรณ์ แต่มันคือความปรารถนาที่จะเผชิญหน้ากับอนาคตร่วมกัน เมื่อปีศาจผงาดขึ้นครองอำนาจ พวกเราต้องไม่สูญเสียความหวังไปโดยเด็ดขาด” อึ้ง กาเหลียง กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา http://www.theguardian.com/world/2016/mar/11/ten-years-the-terrifying-vision-of-hong-kong-that-beijing-wants-obscured

http://www.theguardian.com/world/2016/apr/04/hong-kong-film-awards-ten-years-wins-top-prize-amid-china-anger