ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“เทพสามฤดู” เรตติ้งแซง “หน้ากากนักร้อง” แล้ว พร้อมเกร็ดข้อมูลละครพื้นบ้านอีกมากมาย

“เทพสามฤดู” เรตติ้งแซง “หน้ากากนักร้อง” แล้ว

6.5 เทพสามฤดู
ที่มา อินสตาแกรม “สามเศียร”

ถือว่าปิดท้ายเดือนกรกฎาคมได้อย่างสวยงามทีเดียว สำหรับ “เทพสามฤดู 2560”

เมื่อละครตอนที่แพร่ภาพในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 29 และวันอาทิตย์ที่ 30 ก.ค. สามารถโกยเรตติ้งไปได้ 6.5

ถึงแม้ว่าเรตติ้งดังกล่าวจะทำให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ อยู่เพียงลำดับที่ห้าของอันดับโปรแกรมยอดนิยมประจำช่องเจ็ดสี ระหว่างวันที่ 24-30 ก.ค. 2560 รองจากละครเย็น “มือปืนพ่อลูกติด” ละครค่ำ “มือเหนือเมฆ” ข่าวภาคค่ำช่วงที่ 2 และเส้นทางบันเทิง

แต่ตัวเลขเรตติ้ง 6.5 ก็เพียงพอจะทำให้ “เทพสามฤดู” ได้รับความนิยมแซงหน้า “The Mask Singer 2” รายการยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่องเวิร์คพอยท์ไปแล้วเรียบร้อย เพราะในสัปดาห์ล่าสุด รายการประกวดร้องเพลงดังกล่าวได้เรตติ้งไปเพียง 6.1 (ที่มา เอจีบีนีลเซ่น)

คงต้องจับตาดูว่า “เทพสามฤดู 2560” จะมีเรตติ้งขึ้นต้นด้วยเลข 7 ภายในระยะเวลาเร็วๆ นี้หรือไม่?

อีกหนึ่ง “ภารตะสไตล์” ใน “เทพสามฤดู 2560”

ดังที่ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนว่า “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุด คล้ายจะรับอิทธิพลจากซีรีส์มหากาพย์อินเดียมามากเป็นพิเศษ (อ่านรายละเอียดที่นี่)

นอกจากฉาก “ศิวนาฏราช” ขององค์อิศรา และบทพูด “อาร้าย อาราย” ของมาตุลีเทพบุตรแล้ว

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ละครพื้นบ้านเรื่องนี้ ยังมีฉากที่วานร “วิปริตนันทเสน” เข้าไปเจรจากับท้าวตรีภพในท้องพระโรง ก่อนจะเนรมิตหางของตนเองให้กลายเป็นที่นั่งสูงเทียมบัลลังก์ของคู่เจรจา

(คลิกดูคลิปนาทีที่ 22.44-24.20)

ซึ่งถ้าใครคุ้นเคยกับ “รามายณะ-รามเกียรติ์” ก็คงพอจะจำได้ว่าฉากทำนองนี้มีความสอดคล้องกับตอนที่ “องคต” รับบททูตเข้าไปเจรจากับ “ทศกัณฐ์” ถึงในกรุงลงกาเป็นอย่างยิ่ง

ของแถม

เมื่อสัปดาห์ก่อน มีโอกาสไปดูนิทรรศการศิลปะ “Sacrifice” ของคุณนักรบ มูลมานัส ที่หอศิลป์ กทม. สี่แยกปทุมวันมาครับ (น่าเสียดายที่นิทรรศการนี้ปิดฉากลงไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ก.ค.)

คุณนักรบเป็นศิลปินภาพปะติดที่มีชื่อเสียง แต่จริงๆ แล้ว เขาจบการศึกษามาจากภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นี่ส่งผลให้คุณนักรบมีความผูกพันกับวรรณคดีไทยมากเป็นพิเศษ

และงานศิลปะจำนวนมากในนิทรรศการก็บ่งชี้ถึงความผูกพันดังกล่าวเป็นอย่างดี

เท่าที่เดินดูนิทรรศการ ผมชอบผลงานศิลปะของคุณนักรบในระดับ “มากๆ” อยู่สองชิ้น ซึ่งล้วนเกี่ยวพันกับละครพื้นบ้าน/จักรๆ วงศ์ๆ ทั้งคู่

นั่นคือ ผลงานที่นำเสนอตัวละคร “สังข์ทอง” และ “แก้วหน้าม้า” ได้อย่างมีเสน่ห์

เพราะด้านหนึ่ง คุณนักรบก็นำตัวละครเหล่านี้มาเล่นกับประเด็นการผสมผสานข้ามสายพันธุ์ทางวัฒนธรรมระหว่าง “ความเป็นฝรั่ง” กับวรรณคดีไทย

แต่อีกด้าน คุณนักรบก็พยายามเล่นกับ “มุมมอง” ของผู้เข้าชมงาน

โดยถ้าเรามองงานทั้งสองชิ้นนี้จากมุมหนึ่ง เราก็จะเห็นพระสังข์เป็นคนดำ และเห็นแก้วเป็นสตรีหน้าม้า แต่หากมองจากอีกมุม พระสังข์ก็จะกลายเป็นชายผิวขาว ส่วนแก้วก็จะกลายเป็นหญิงสาวรูปงาม

สังข์ทอง

แก้วหน้าม้า

ถือเป็นผลงานศิลปะที่น่าประทับใจทีเดียวครับ

Advertisements
คนมองหนัง

คิดนู่นคิดนี่ หลังได้ไปดู “Baahubali 2: The Conclusion”

หนึ่ง

bahuubali 1

แน่นอน หนังสนุก มันส์ ดีงาม เวอร์วังอลังการ ตามท้องเรื่อง เอาเป็นว่านี่คือการใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงในโรงภาพยนตร์ที่เพลิดเพลินและคุ้มค่ามากๆ

สอง

bahuubali 2

แต่มันก็มี “จุดต่าง” บางประการ ระหว่างหนังภาคแรกกับภาคสอง ที่ทำให้ผมชอบภาคแรกมากกว่าอยู่นิดๆ

ประเด็นหลักสำคัญในหนังภาคสอง คือ การอธิบายถึงความสัมพันธ์สามเส้าระหว่าง “ผู้ปกครอง>>อำนาจ<<ประชาราษฎร” และชี้ว่าความพลั้งผิดของผู้ปกครอง อาจนำไปสู่ “การปฏิวัติ” ลุกฮือโดยประชาราษฎรได้ง่ายๆ

(ตัวอย่างความผิดพลาดที่หนังนำเสนอได้อย่างน่าประทับใจ คือ การตัดสินใจผิดของ “สิวะกามี” มหารานีผู้เปรื่องปราด ขุนนางสอพลอคนหนึ่งถึงกับเคยกล่าวสรรเสริญว่าพระศิวะอาจ “พลาด” ได้ แต่พระนางสิวะกามีนั้นไม่เคย “ผิด” ทว่า สุดท้าย พระนางก็ตัดสินใจอะไรอย่างผิด จนนำไปสู่การสูญเสียว่าที่ผู้นำที่ดี, ระบอบอำนาจต้องปั่นป่วน, ประชาราษฎร์ต่อต้านผู้ปกครอง แถมตัวเองยังต้องมาตกตายกลางสายน้ำ)

น่าสนใจว่าประชาราษฎร/คนเล็กคนน้อยใน Baahubali 2 มีสถานะเป็นเพียง “มวลชน” ที่คอยเปล่งเสียงตะโกนโห่ร้อง พวกเขาเป็นแค่ pixels เล็กๆ หรือส่วนย่อยๆ ของภาพใหญ่อันวิจิตรตระการตา ซึ่งเป็นดังฐานรากคอยรองรับอำนาจและความชอบธรรมของชนชั้นนำ (ตลอดจนทำหน้าที่ต่อต้านการไร้ความชอบธรรมของผู้ปกครองเป็นครั้งคราว)

สวนทางกับหนังภาค 1 ที่ตัวละครคนเล็กคนน้อยแลดูมีชีวิตชีวามากกว่า อาทิ ชาวบ้านในชุมชนใต้ผาสูง ซึ่ง “ศิวะ” (ขณะที่ยังไม่ได้สวมวิญญาณเป็น “มเหนทรา พหุพาลี”) เติบโตขึ้นมา ตลอดจนสมาชิกกองโจรจากคันธาระ โดยเฉพาะ “อวันธิกา” นางเอกจากภาคแรก ที่พลิกผันมาเป็นตัวประกอบในภาคสอง

ด้วยเหตุนี้ “การปฏิวัติ” ใน Baahubali จึงมิใช่การโค่นล้มเปลี่ยนแปลงอะไรโดยประชาราษฎร ทว่า เป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจของชนชั้นนำ ที่มีประชาราษฎรเป็นมวลคลื่น/พลังสนับสนุน เพื่อค้ำชูมหาบุรุษคนใหม่ผู้มาแทนที่มหาบุรุษคนเดิมและผู้ปกครองเผด็จการคนปัจจุบัน

แม้มหาบุรุษรายใหม่จะเติบโตมาในแบบสามัญชน แต่สุดท้าย มหาบุรุษก็คือมหาบุรุษ และเมื่อเขากลายเป็นมหาบุรุษ ความเป็นมนุษย์ ความรัก ความหลง อารมณ์ขัน ความเยาว์วัย ฯลฯ ที่เขาเคยมีในครอบครอง ก็ค่อยๆ ระเหยหายไป

(ส่วนเขาจะเป็นผู้ปกครองได้ดีแค่ไหน? ก็คงมีแต่เพียงพระศิวะเท่านั้นที่จะรับรู้ถึงอนาคตดังกล่าว -ตามที่เสียง voice over ตอนหนังจบพูดเอาไว้- ก่อนที่พระองค์จะส่งอาณัติสัญญาณบางอย่างมายังอาณาประชาราษฎรต่อไป)

สาม

bahuubali 3

แนะนำให้คนที่สนุกกับหนังทั้งสองภาคนี้อ่านความเห็นว่าด้วยอำนาจของ “เรื่องเล่า” ใน Baahubali โดยคุณชาญชนะ หอมทรัพย์ (คลิกอ่านที่นี่)

เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ทรงอิทธิพลที่สุดในหนังสองภาค นั้นคือเรื่องเล่าว่าด้วย “พหุพาลี” (ที่ควบรวมและกลืนกลายทั้ง “อมเรนทรา” ผู้พ่อ และ “มเหนทรา” ผู้ลูก เข้าไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน)

มเหนทราไม่ได้คิดหรือทำอะไรในนามปัจเจกบุคคล เช่นเดียวกับตัวละครหลักรายอื่นๆ แม้แต่พวกประชาราษฎรก็มิได้มีสถานะเป็นปัจเจก แต่ทุกๆ คน ล้วนเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของอภิมหาเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “พหุพาลี” ต่างหาก

สี่

bijja

ตัวละครที่ผมชอบสุดในหนังภาคสอง ดันกลายเป็น “พิจจาละเทวะ” ตาแก่แขนพิการ ที่ดูเหมือนจะไม่เอาไหน ผู้เป็นบิดาของ “ภัลลาละเทวะ” ตัวร้ายของเรื่อง

นี่คือตัวร้ายที่พิการกาย จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต เป็นกุนซือคอยวางแผนชั่วช้าเลวทราม แถมยังอยู่รอดมาได้ทุกยุคสมัย ทุกระบอบอำนาจ

ผมชอบฉากที่ตาแก่นี่หลอกลวงแล้วตลบหลัง “กุมารา วาร์มา” ผู้หาญกล้า (ก่อนหน้านี้ เราในฐานะคนดูจะรู้สึกว่าพิจจาละเทวะนั้นช่างคิดช่างแค้น แต่เราแทบไม่รู้ว่าเขามีศักยภาพในด้านการ “ลงมือปฏิบัติการ” ขนาดไหน กระทั่งมาถึงฉากดังกล่าว)

ผมชอบตอนที่ตาแก่จอมวางแผนดันรอดตายอย่างไม่น่ารอด ท่ามกลางการรบพุ่งประจัญบานยึดอำนาจในมหิชมาติ

ผมชอบที่ตาแก่คนเดียวกันเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างสำคัญ (แม้อาจไม่เต็มใจ) ในพิธีสวมมงกุฎให้แก่ “มเหนทรา พหุพาลี” มหาบุรุษคนใหม่ ผู้เพิ่งยึดอำนาจและลงมือสังหารภัลลาละเทวะ ลูกชายแท้ๆ ของเขาเอง

ห้า

sivagami

แน่นอนว่าการเชือดเฉือนปะทะคารมและคมคิดระหว่างสองหญิงเก่ง/แกร่งอย่าง “สิวะกามี” กับ “เทวเสนา” นั้น เข้มข้น สนุก และดราม่าแบบสุดๆ

ผ่านปมขัดแย้งระหว่างสตรีสองคนนี้ หนังได้ฉายภาพให้เราเห็นบทบาทของผู้หญิงชนชั้นนำกับการเมือง/การต่อสู้แย่งชิงอำนาจในอาณาจักรหรือนครรัฐยุคโบราณ

หนังภาคสองสานต่อปมที่ผูกเอาไว้ในภาคแรก โดยแสดงให้เห็นว่า “ผู้หญิง” คือผู้ทำหน้าที่เก็บงำบันทึกความทรงจำว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมือง แล้วสืบสาน/ส่งมอบ/ปลูกฝังมันแก่อนุชนรุ่นหลัง

มหารานีผู้ทูนกองเพลิงไว้บนศีรษะ จึงสามารถ “จุดไฟ” ให้เกิดมหาสงครามได้ โดยมิต้องออกรบด้วยตนเอง

devasena

น่าเสียดายที่พอหนังตัดกลับมาสู่เรื่องราวการทวงแค้น/คืนบัลลังก์ของ “มเหนทรา” ตัวละครนำหญิงที่หลงเหลืออยู่อย่าง “เทวเสนา” ก็ค่อยๆ ถูกทำให้แบน ไร้มิติไปซะเฉยๆ

ราวกับว่าเมื่อส่งมอบ “เรื่องเล่า” “ความทรงจำ” “ความคั่งแค้น” ให้แก่คนรุ่นหลังเรียบร้อยแล้ว ความเป็นมนุษย์มนาและชีวิตชีวาของเธอจะต้องสูญสลายหายไปด้วย

หก

kattappa

อีกหนึ่งตัวละครที่น่าสนใจดี คือ ยอดขุนพล “กัตทัปปะ”

ทีแรกผมเดาเอาเองว่ากัตทัปปะน่าจะมีจุดจบคล้ายกันกับตัวละคร “เชอนัง” ใน “องค์บาก 2”

แต่ Baahubali 2 กลับต่อชีวิตให้เขา แถมเป็นชีวิตที่เปี่ยมสีสันซะด้วย

จากยอดขุนพลผู้เก็บงำความลับด้วยบุคลิกเข้มเครียดจริงจังในภาคแรก พอมาถึงภาคหลัง กัตทัปปะ กลายสภาพเป็นตัวละคร “ผู้ช่วยพระเอกแบบครบรส” ที่เป็นทั้งตัวตลก พ่อสื่อ (จดหมายผิดซอง) เป็นทาสกล้าวิจารณ์นาย เป็นบ่าวผู้จำใจต้องแทงข้างหลังนาย

เขาเป็นอีกตัวละครเอกผู้ไม่ตาย แต่สามารถรับใช้ได้ทุกระบอบ (ทั้งแบบเต็มใจและไม่เต็มใจ)

กัตทัปปะเป็นเหมือน “เหรียญอีกด้าน” ของ “พิจจาละเทวะ” ตัวละครเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เมื่ออีลิท “ชน” กัน พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องกลั่นแกล้ง รังแก ตัดตอน หรือกำจัดบรรดา “บริกร” ด้านต่างๆ ซึ่งสามารถทำงานได้ดีกับทุกฝ่าย

เจ็ด

อยากเชียร์ให้มีการผลิตงานวิชาการแนว audience studies ในไทยออกมาอย่างจริงจัง

จากประสบการณ์ของคนที่ออกนอกมหาวิทยาลัยมาเนิ่นนานหลายปี ไม่รู้ว่าถัดจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา หัวข้อ “นางนาก : การต่อรองทางความหมายในภาพยนตร์ยอดนิยม” ของอาจารย์พรรณราย โอสถาภิรัตน์ แล้ว ยังมีงานวิชาการเด่นๆ ชิ้นไหนหลังจากนั้น ที่แตะประเด็นเกี่ยวกับคน/ชุมชนคนดูหนังบ้างหรือไม่?

แต่ดูเหมือนงานศึกษาประเภทนี้จะไม่คึกคักมากนัก ทั้งที่ในเมืองไทยเอง มีอะไรแนวนี้ให้ทำ/ศึกษาต่อได้อีกเยอะแยะ

ชุมชนคนดูหนังอินเดียในประเทศไทย ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก

เอาง่ายๆ ในฐานะ “คนนอก” ผู้เพิ่งไปดูหนังอินเดียที่เมเจอร์ สุขุมวิท เป็นหนแรก (ก่อนหน้านี้ เคยดูหนังอินเดียในเทศกาลภาพยนตร์ใจกลางเมือง ท่ามกลางคนดูอินเดียส่วนใหญ่ในโรงอยู่สองครั้ง) ผมเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า คนดูหนังกลุ่มนี้คือใครกันบ้าง? ทีแรก เดาว่าพวกเขาคงเป็นคนไทยเชื้อสายอินเดีย แต่เมื่อแอบฟังพวกเขาคุยกัน หลายคนหลายกลุ่มก็ไม่ได้สนทนาสื่อสารกันด้วยภาษาไทย

นี่เป็นแค่คำถามตั้งต้น (ที่ยังไม่มีคำตอบ) และยังมีคำถามน่าสนใจอีกมากมายเกี่ยวกับชุมชนคนดูหนังกลุ่มดังกล่าว

ข่าวบันเทิง

มาแล้ว! ตัวอย่าง “Baahubali 2 – The Conclusion”

คลิกอ่านบทวิจารณ์หนังภาคสอง คลิกที่นี่

หลายคนคงเคยชมและประทับใจในภาพยนตร์ (จักรๆ วงศ์ๆ) สุดอลังการงานสร้างจากประเทศอินเดียเรื่อง “Baahubali – The Beginning” ที่ออกฉายเมื่อปี 2015

สองปีผ่านไป ก็ได้ฤกษ์ที่หนังตัวอย่างของ “Baahubali 2 – The Conclusion” จะถูกปล่อยออกมา โดยหนังตัวอย่างนี้ถูกเผยแพร่ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2017

ก่อนที่ Baahubali 2 จะเริ่มออกฉายในวันที่ 28 เมษายน

คงต้องตามข่าวกันต่อไป ว่าหนังภาคนี้จะเข้าฉายในเมืองไทยเมื่อไหร่

คลิกอ่านบทวิจารณ์ “Baahubali – The Beginning” ที่นี่

คนมองหนัง

ไปดูหนังมหากาพย์อินเดีย เรื่อง “บาฮูบาลี”

อ่านบทวิจารณ์หนังภาคสอง คลิกที่นี่ จ้า

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 9-15 กันยายน 2559

เพิ่งมีโอกาสได้ชมหนังมหากาพย์จากอินเดียเรื่อง “บาฮูบาลี” ภาคแรก (Bahubali : The Beginning) ที่โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ในเทศกาล Indian Film Festival of Thailand 2016

หลังจากได้ยินชื่อเสียงของหนังเรื่องนี้มานาน ทั้งในแง่การเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างมากที่สุดของประวัติศาสตร์บอลลีวู้ด (1,755 ล้านบาท)

แถมหนังยังทำรายได้ทั่วโลกไปมากถึง 2,900 ล้านบาท

นอกจากนั้น “บาฮูบาลี” ยังได้รับเสียงชื่นชม ในด้านการมีเนื้อหาอันเข้มข้น ตลอดจนการมีงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ตระการตา

อันที่จริง คอหนังชาวไทยบางท่านคงมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ผ่านช่องทางสะดวกสบายใกล้ตัวอื่นๆ (เช่น ช่องทางในโลกออนไลน์) กันมาบ้างแล้ว (เพราะหนังเริ่มออกฉายตั้งแต่ ค.ศ.2015)

ทว่า คงมีไม่เยอะนักที่จะได้ดูหนัง (และซึมซับบรรยากาศบางอย่าง) ในโรงภาพยนตร์

ส่วนใหญ่ของผู้ชมภาพยนตร์เรื่อง “บาฮูบาลี” ในเทศกาลหนนี้ คือชาวอินเดียและคนไทยเชื้อสายอินเดีย นี่อาจเป็นบรรยากาศที่คนดูหนังทั่วไปไม่คุ้นชิน

แต่ผู้ที่มีประสบการณ์ตีตั๋วเข้าไปชมหนังอินเดียเรื่องอื่นๆ ซึ่งเข้าฉายแบบจำกัดโรงหรือเข้าฉายในบางเทศกาลมาก่อน คงพอจะคุ้นเคยกับบรรยากาศเช่นนี้อยู่บ้าง

และด้วยความที่หนังมีความยาวถึง 2 ชั่วโมง 39 นาที จึงต้องมีการพักเบรกกลางเรื่อง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักกับพฤติกรรมการชมภาพยนตร์ในยุคหลังๆ

ก่อนหน้าจะได้ดูหนัง เคยมีมิตรสหายในโซเชียลมีเดียท่านหนึ่งเขียนสเตตัสชื่นชมถึง “บาฮูบาลี” เอาไว้ทำนองว่า นี่คือระดับพัฒนาการที่ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย” ยังก้าวไปไม่ถึง

อย่างไรก็ดี เมื่อดูหนังจบ ผมกลับอยากเปรียบเทียบ “บาฮูบาลี” กับหนัง “องค์บาก” ภาค 2 และ 3 มากกว่า

เนื่องจาก “บาฮูบาลี” ไม่ได้เล่าเรื่องราวผ่านการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หรือการปรากฏขึ้นของอำนาจเทวสิทธิ์เหมือน “ละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย”

หากเล่าเรื่องราวกึ่งตำนานปรัมปรากึ่งประวัติศาสตร์ ที่พูดถึงการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในหมู่มนุษย์ผู้มีสองมือสองเท้าปกติธรรมดา (หรืออย่างมากที่สุด ก็คือมนุษย์ผู้มีสถานะประดุจสมมุติเทพ) ซึ่งชี้ชวนให้นึกถึง “องค์บาก” สองภาคหลัง

หนังเปิดเรื่องด้วยชะตากรรมระหกระเหินของทารกเพศชายผู้หนึ่ง ซึ่งถูกไล่ล่าโดยกองกำลังของอาณาจักรอะไรสักอย่าง สตรีวัยกลางคนผู้พาทารกหลบหนีตัดสินใจพลีชีพกลางสายน้ำ ส่วนทารกน้อยผู้รอดชีวิตก็ได้รับการช่วยเหลือจากผู้คนในชุมชนเชิงเขา

เด็กน้อยค่อยๆ เติบใหญ่เป็นชายหนุ่ม เขาประกอบวีรกรรมบางอย่างที่หาญกล้าผิดแผกไปจากบรรดาบุรุษร่วมชุมชน ยิ่งกว่านั้น ตั้งแต่เล็กจนโต เขายังมีความปรารถนาที่จะปีนขึ้นไปบนยอดเขาสูง ซึ่งสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ในชุมชนเชิงเขา นั่นคือความเพ้อฝัน อันไม่มีทางเป็นไปได้

ผิดกับความเชื่อในจิตใจส่วนลึกของชายหนุ่ม ที่คล้ายจะตระหนักว่ามีอะไรบางอย่างรอคอยเขาอยู่เบื้องบน

ในที่สุด ชายหนุ่มก็ปีนขึ้นสู่ยอดเขาได้สำเร็จ (โดยเหตุการณ์ถูกเล่าออกมาในเชิง “สัจนิยมมหัศจรรย์” นิดๆ) จากนั้น เขาจึงเข้าไปพัวพันกับ “กองโจร” ที่ซ่องสุมกำลังเพื่อแย่งชิงอำนาจในอาณาจักรใหญ่ ก่อนจะพบว่าตนเองเป็นทายาทของ “ราชาบาฮูบาลี” อดีตกษัตริย์ผู้มีปรีชาสามารถ ซึ่งถูกลอบปลงพระชนม์และโค่นล้มลงจากราชบัลลังก์

หนังภาคแรกปิดฉากตรงการเฉลยว่า ขุนศึกผู้เก่งกล้าและจงรักภักดีต่อ “ราชาบาฮูบาลี” นั่นแหละ ที่เป็นผู้ลงมือสังหารพระองค์ (โดยยังมิได้เปิดเผยว่าอะไรคือเหตุผลของการกระทำดังกล่าว)

บทสรุปเบื้องต้นแบบนี้มีสอดคล้องต้องตรงกันอย่างบังเอิญกับตอนจบของ “องค์บาก 2” ที่ “เชอนัง” (สรพงศ์ ชาตรี) หัวหน้าชุมโจร ซึ่งเลี้ยงดู “เทียน” พระเอกของเรื่องมาตั้งแต่เล็ก เปิดเผยว่าตนเองคือผู้ลงมือฆ่าบิดาแท้ๆ ของเทียน

ระหว่างดูหนัง ผมไม่คิดว่า “บาฮูบาลี” มีงานสร้างหรืองานเทคนิคพิเศษทางด้านภาพที่น่าตื่นตะลึงมากมายนัก

องค์ประกอบเหล่านี้ในหนังมีมาตรฐานที่ดี อาจจะเป็นลำดับต้นๆ ของเอเชีย แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นดีเลิศจนล้ำหน้าภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของฮอลลีวู้ด

(ทว่า ฉากรบพุ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีความดุเดือดและน่าจดจำมากๆ ทีเดียว)

ที่สนุกสนานน่าติดตามจริงๆ กลับเป็นเนื้อเรื่องอันเข้มข้นนั่นแหละ

ประเด็นหนึ่งที่โดดเด่นมากๆ ทั้งในโครงเรื่อง พล็อตหลัก และพล็อตรองของ “บาฮูบาลี” ก็คือ บทบาทของผู้หญิง

ตลอดทั้งเรื่อง เราจะได้พบเห็นตัวละครสตรีหลายรายที่ดำรงตนเป็น “ศูนย์กลาง” ของอำนาจ หรือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเกมการแย่งชิงอำนาจไม่แพ้เหล่าบุรุษ

เริ่มจากตัวละครราชินีผู้ปกครองอาณาจักร ซึ่งส่งมอบอำนาจให้แก่ “ราชาบาฮูบาลี” ที่เป็นหลาน

หนังให้ภาพว่าพระนางเป็นทั้งชนชั้นนำผู้มีกลเม็ดเด็ดพรายลึกล้ำในทางการเมือง และเป็นผู้ยึดถือหลักการปกครองบ้านเมืองอันเที่ยงธรรม

ถ้าเข้าใจไม่ผิด พระนางน่าจะเป็นสตรีที่ยอมพลีชีพกลางสายน้ำ เพื่อช่วยเหลือเด็กทารกตอนต้นเรื่องให้รอดชีวิต แล้วกลับมาล้างแค้นแทนบิดามารดา

ตัวละครน่าสนใจอีกราย ก็คือ ตัวละครมเหสีของ “อดีตกษัตริย์บาฮูบาลี” ผู้เป็นแม่ของพระเอก

เริ่มแรก เธอมีสถานะเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ แต่แล้วหนังก็ค่อยๆ เผยให้เห็นถึง “เพลิงแค้น” และ “ศักยภาพทางการเมือง” บางประการ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาทางสีหน้า-แววตาของสตรีผู้นี้

เป็นไปได้ว่า ตัวละครคนนี้จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างปมความขัดแย้งหลักของหนังภาคสอง

ตัวละครอีกรายที่น่าสนใจไม่น้อย ก็คือ แม่บุญธรรมผู้ชุบเลี้ยงพระเอกขึ้นมา ซึ่งมีสถานะเป็นคล้ายๆ ผู้นำชุมชนของหมู่บ้านเชิงเขา จนชายจำนวนมากต้องอยู่ภายใต้อำนาจ/คำสั่งการของเธอ

ขณะที่นางเอกของหนังเรื่องนี้ก็เป็นมือสังหารฝีมือดีประจำชุมโจรบนยอดเขา ซึ่งมีความสามารถเหนือผู้ชายคนอื่นๆ ยกเว้นพระเอก ซึ่งได้คืนความเป็น “มนุษย์” และ “ความเป็นผู้หญิง (ในแบบหนึ่ง)” ให้แก่เธอ

อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตเช่นกันว่า ส่วนใหญ่ของตัวละครสตรีผู้ทรงบทบาทเหล่านี้ ล้วนต้องแบกรับภาระบางอย่างแทนที่/เพื่อรอคอยมหาบุรุษผู้ทรงความสามารถ

ราวกับว่าพวกเธอจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ (หรือยอมสละชีวิตตนเองได้) ก็ด้วยการต้องรับหน้าที่ในการคิดถึง/คิดแทน หรือประกอบภารกิจบางประการทดแทนมหาบุรุษผู้นั้น

เหล่าตัวละครสตรีที่มีอำนาจใน “บาฮูบาลี” จึงยังดำรงอยู่ภายใต้อำนาจของบุรุษอีกต่อหนึ่งอยู่ดี

อนึ่ง ภาพยนตร์ “บาฮูบาลี” ภาคจบ จะออกฉายในปีหน้า (ค.ศ.2017) น่าติดตามว่าปมปัญหาต่างๆ ของหนังมหากาพย์จากอินเดียเรื่องนี้ จะคลี่คลายไปสู่บทสรุปแบบใด?