คนมองหนัง

“รอยแหว่งวิ่น” ใน “นคร-สวรรค์”

หนึ่ง

 

ในแง่กระบวนการ-วิธีการ ความเป็นภาพยนตร์ “สารคดีผสมเรื่องแต่ง” ของ “นคร-สวรรค์” มิได้แปลกใหม่กว่าหนังอินดี้ไทยร่วมสมัยจำนวนหนึ่งแน่ๆ

เช่น เมื่อ 5 ปีก่อน ภาพยนตร์เรื่อง “Mother” ของ “วรกร ฤทัยวาณิชกุล” (ปัจจุบัน เป็นสมาชิกและผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่) ก็บอกเล่าปัญหาชีวิตครอบครัวของผู้กำกับด้วยกระบวนท่า “กึ่งสารคดีกึ่งเรื่องแต่ง” คล้ายคลึงกัน

ทว่า “นคร-สวรรค์” นั้นมีเสน่ห์เฉพาะในแบบฉบับของตัวเอง

หนังเล่าเรื่องราวคู่ขนาน ระหว่างเนื้อหาส่วนสารคดีที่ “โรส” (พวงสร้อย) บันทึกปฏิสัมพันธ์ของตัวเธอเองกับพ่อและแม่ (ซึ่งกำลังป่วยหนัก) กับเนื้อหาส่วนเรื่องแต่ง ว่าด้วยการเดินทางไปลอยอังคารแม่ที่จังหวัดนครสวรรค์ของตัวละครหญิงอีกรายชื่อ “เอย”

“นคร-สวรรค์” อาจมีความใกล้เคียงกับ “Mother” ของวรกร แต่ขณะที่ผลงานชิ้นหลังมีรอยแบ่งแยกชัดเจนระหว่าง “สารคดี” กับ “เรื่องแต่ง” ผ่านกลวิธีการนำเสนอ องค์ประกอบทั้งสองขั้วในผลงานของพวงสร้อยกลับดำรงอยู่อย่างคลุมเครือ-พร่าเลือน และต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

แม้องค์ประกอบที่เป็น “สารคดี” (จริงๆ สามารถเรียกว่า “หนังบ้าน” หรือ “home movie” ได้ด้วยซ้ำ) กับ “เรื่องแต่ง” ใน “นคร-สวรรค์” จะไม่ได้ประกบเข้าหากันชนิดลงล็อกเป๊ะๆ หรือนวลเนียนไร้ตะเข็บรอยต่อเสียทีเดียว

ขณะเดียวกัน ภาวะที่ทั้งยั่วล้อ, แปลกแยก และผสมกลมกลืนกันระหว่างสององค์ประกอบดังกล่าวก็มิได้แปรสภาพกลายเป็นอาการชวนเหวอ-ดูไม่รู้เรื่อง ที่อาจทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าคนทำหนังมีความ “หนักมือ” จนเกินไป

สอง

นคร สวรรค์ 1

“นคร-สวรรค์” ให้ความสำคัญแก่ “บันทึกความทรงจำ” หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภาพเคลื่อนไหว (หนังและวิดีโอ), การจดบันทึกข้อความลงสมุด, ภาพนิ่ง (ฟิล์มและดิจิตอล) ตลอดจนไฟล์เสียงสนทนาระหว่างบุคคล

แต่ “บันทึกความทรงจำ” ที่ถูกนำมาเรียงร้อยกันเหล่านั้น ก็เต็มไปด้วย “รอยแหว่งวิ่น” และ “ช่องว่าง” (หรือ “-” ) นานัปการ

นี่เป็น “รอยแหว่งวิ่น-ช่องว่าง” ที่จำเป็นต้องมีอยู่ เมื่อผู้กำกับฯ เลือกนำเรื่องราวชีวิต (หรือบาดแผล) ส่วนตัว/ครอบครัว มาถ่ายทอดให้สาธารณชนได้รับชม

ไม่รวมถึงข้อจำกัดอื่นๆ เช่น การต้องเดินทางไปมา/ความห่างไกลระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนีในช่วงถ่ายทำสารคดี

ด้านหนึ่ง “รูโหว่” ที่ปรากฏตามรายทาง ก็สร้างความคาใจให้แก่คนดู ซึ่งไม่อาจรับรู้ได้หรอกว่าบรรดาอารมณ์อ้างว้างเคว้งคว้างที่ล่องลอยภายในหนังเรื่องนี้ จะกลายเป็น “ความเศร้า” ชั่วครั้งคราว หรือ “ความเสียใจ” ที่ดำรงอยู่ไปตลอดกาล

อีกด้านหนึ่ง นั่นก็ถือเป็น “ภาวะเปิดกว้าง” ต่อการตีความ ที่คนทำหนังคล้ายจะจงใจละเอาไว้ให้ผู้ชมได้ลองค้นคว้าคิดหาคำตอบอันหลากหลาย และพยายามแทนที่ชีวิตจริง/ชีวิตสมมุติของบุคคลต่างๆ ในภาพยนตร์ ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง

โดยส่วนตัว ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ ผมแอบตั้งคำถามว่าสายสัมพันธ์ลึกๆ ระหว่าง “พ่อ” กับ “แม่” ไม่ว่าจะในเนื้อหาส่วนสารคดีหรือเรื่องแต่งนั้น เป็นอย่างไรกันแน่? (แตกร้าว?, ลงรอย? หรือให้อภัยกัน?)

ผมชอบอารมณ์ครึ่งกลางค้างคาที่ปกคลุมตัวละครอย่าง “เอย” กับเพื่อนชายของเธอ ในฉากห้องพักโรงแรม ซึ่งค่อยๆ ระเหยหายคลี่คลายไปโดยปราศจากคำเฉลยชัดเจนใดๆ

เช่นเดียวกับรายละเอียดเล็กๆ บางประการที่ไม่สำคัญนัก แต่มีอารมณ์ขันดี อาทิ เมื่อ “ป้าของเอย” ระบายความโศกเศร้าในใจให้หมอนวดชายคนสนิทรับฟัง พร้อมทั้งฝากปลาเผาจากสิงห์บุรีไปให้ลูกชายของเขา ฉากต่อมา หนังก็พาคนดูไปติดตามชมพฤติกรรมของชายคนหนึ่ง ซึ่งเรามิอาจรู้ชัดว่าเขาคือใคร? (และไม่แน่ใจว่าตำแหน่งแห่งที่ของเขาอยู่ในสารคดีหรือเรื่องแต่ง?)

ชายคนนั้นขี่มอเตอร์ไซค์ไปตกปลาริมคลอง ก่อนจะหมดบทบาทลงอย่างสงบเงียบ

สาม

นคร สวรรค์ 2

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “เอิงเอย ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” ผู้รับบท “เอย” นั้นฝากฝีมือที่น่าประทับใจเป็นพิเศษไว้ใน “นคร-สวรรค์”

จากที่มีแววดีเมื่อครั้งแสดงหนังยาวเรื่องแรก คือ “โรงแรมต่างดาว” ของ “ปราบดา หยุ่น” มาถึง “นคร-สวรรค์” เอิงเอยมีซีนน่าจดจำจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะซีนบีบคั้น-ปลดปล่อยอารมณ์ในห้องพักโรงแรม

ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมปัจจัยอื่นๆ เช่น “รอยสักอันเรียบง่ายแต่โดดเด่นบนแผ่นหลัง” ซึ่งขับเน้นให้เรือนร่างของเอิงเอยมีเสน่ห์/เอกลักษณ์ที่แตกต่างไปจากนางเอกไทยส่วนใหญ่ และอาจบอกเป็นนัยว่าตัวละคร “เอย” นั้นมีริ้วรอย/รอยแยกบางประการในชีวิต

ด้วยทักษะการแสดงและออร่าส่วนบุคคล คงไม่ใช่เรื่องยากที่ “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” จะค่อยๆ ขยับขับเคลื่อนตนเอง จากสถานะ “นางเอกของวงการหนังอินดี้ไทยยุคใหม่” ไปสู่การเป็น “ดาราคนสำคัญ” ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในทศวรรษ 2560

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“จิตวิญญาณของผมมันเป็นอิสระ” ข้อความจากคนไทยผู้คว้าอินดีเพนเดนต์ สปิริต อวอร์ดส์ 2 สมัยซ้อน

“ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก จิตวิญญาณของผมมันเป็นอิสระอยู่ตลอดเวลา นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงไม่อยู่ร่วมงานมอบรางวัลในวันนี้”

สยมภู suspiria

สยมภู มุกดีพร้อม ฝากข้อความไปยังผู้เข้าร่วมงานมอบรางวัลฟิล์ม อินดีเพนเดนต์ สปิริต อวอร์ดส์ ประจำปี 2019 ภายหลังเขาคว้ารางวัลผู้กำกับภาพยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง Suspiria โดยเจ้าตัวไม่ได้เดินทางไปรับรางวัลที่สหรัฐ

ส่งผลให้สยมภูคว้ารางวัลสาขานี้ของฟิล์ม อินดีเพนเดนต์ สปิริต อวอร์ดส์ สองปีติดต่อกัน หลังจากเมื่อปีก่อน เขาได้รับการประกาศชื่อเป็นผู้กำกับภาพยอดเยี่ยมจาก Call Me by Your Name

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://ascmag.com/articles/suspiria-season-of-the-witch

ข่าวบันเทิง

โครงการหนังยาวเรื่องใหม่ของ “อโนชา-เบน ริเวอร์ส” เปิดระดมทุนแบบ crowdfunding

“อโนชา สุวิชากรพงศ์” ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เจ้าของผลงานอย่าง “เจ้านกกระจอก” และ “ดาวคะนอง” ประกาศรายละเอียดของโครงการหนังยาวเรื่องใหม่ ซึ่งเธอจะกำกับร่วมกับ “เบน ริเวอร์ส” ศิลปินและนักทำหนังชาวอังกฤษ

โดยโปรเจ็คท์ดังกล่าวมีชื่อว่า “In the Holocene” ซึ่งจะเป็นหนังกึ่งสารคดีกึ่งเล่าเรื่อง ที่มุ่งสำรวจตรวจสอบภูมิทัศน์, สภาพการทำงาน และเรื่องราวของชุมชนในจังหวัดกระบี่ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้วางแผนจะถ่ายทำกันในปี 2019

“In the Holocene” จะนำเสนอภาวะการปะทะกันอย่างน่าอึดอัดคับข้องระหว่างยุคก่อนประวัติศาสตร์, อดีตที่เพิ่งผ่านพ้น และโลกทุนนิยมร่วมสมัย ซึ่งปรากฏขึ้นในจังหวัดกระบี่ หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย

ในขณะที่ตำนานและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นถูกนำไปใช้โปรโมทการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดใจชาวต่างชาติ กลุ่มผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ กลับถูกปิดซ่อนจากสายตานักท่องเที่ยวต่างแดน

จากนั้น ตัวละครไร้นาม ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ของตนเองไปเรื่อยๆ จะนำพาผู้ชมเดินทางไปรอบๆ เมืองแห่งนี้ เพื่อสัมผัสกับสถานที่ต่างๆ ซึ่งช่วยให้เรามองเห็น “กระบี่” ในสภาวะปัจจุบัน

สถานที่เหล่านี้จะทำให้ผู้ชมตระหนักถึงวิถีที่คติชนท้องถิ่นได้ถูกเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงกลายเป็นสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

In the Holocene 2

ทีมงานผู้สร้างระบุว่า กระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างคนทำหนังกับผู้คนในชุมชนท้องถิ่นจะได้รับความใส่ใจ โดยพวกเขาหวังว่าชาวบ้านที่กระบี่จะไม่ได้เข้ามาเป็นเพียงนักแสดง และ/หรือทีมงานผลิตภาพยนตร์ แต่พวกเขาจะมีสถานะเป็น “ผู้มีส่วนร่วม” อย่างแข็งขันในหนังเรื่องนี้ ดังนั้น ชุมชนท้องถิ่นจะมิได้เป็นเพียงสิ่งที่ถูกนำเสนอในจอภาพยนตร์ หากยังเป็นตัวแสดงที่กระตือรือร้น ซึ่งจะมีส่วนร่วมในการก่อรูปสร้างร่างของหนัง

ทั้งนี้ เบน ริเวอร์ส เคยได้รับรางวัลของสมาพันธ์นักวิจารณ์นานาชาติในเทศกาลภาพยนตร์เวนิส 2011 จากหนังยาวเรื่องแรกของตนเอง “Two Years at Sea” ขณะเดียวกัน ผลงานศิลปะของเขาก็ถูกจัดแสดงในหลายประเทศทั่วโลก

ใหม่ เบน

โครงการหนังยาวเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากอโนชาและริเวอร์สได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานภาพเคลื่อนไหวในนิทรรศการศิลปะไทยแลนด์ เบียนนาเล่ ที่จังหวัดกระบี่

ล่าสุด โครงการภาพยนตร์เรื่อง “In the Holocene” ได้เปิดระดมทุนผ่านเว็บไซต์อินดี้โกโก โดยต้องการเงินจำนวน 3 หมื่นเหรียญสหรัฐ

ผู้ต้องการสนับสนุนการสร้างหนังเรื่องนี้ สามารถร่วมลงทุนได้หลากหลายระดับ ตั้งแต่ขั้นต่ำสุด 5 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 164 บาท จนถึงขั้นสูงสุด 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.9 แสนบาท

ซึ่งในแต่ละทางเลือกจะมีสิทธิประโยชน์ตอบแทนที่แตกต่างกันไป

ผู้สนใจสามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมและร่วมลงทุนได้ที่ https://www.indiegogo.com/projects/in-the-holocene#/

คนมองหนัง

ไม่มี “อนาคต” ใน “Ten Years Thailand” ?

ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในรอบปฐมทัศน์ประเทศไทย ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม แต่มีโอกาสไปนั่งดู “Ten Years Thailand” ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา (วันเดียวกับที่หนังผ่านเซนเซอร์พอดี)

บันทึกชิ้นนี้เลยอาจจะไม่ได้กล่าวถึงงานฉายหนัง “Ten Years Thailand” ในฐานะกิจกรรมทางการเมือง ณ วันปลดล็อกการเมืองปลายปี 2561 ก่อนการเลือกตั้งต้นปี 2562 แต่คงพูดถึงมันในฐานะ “หนัง -การเมือง- ไทย” เรื่องหนึ่ง (แถมด้วยปฏิกิริยาบางอย่างจากคนดูต่างชาติ)

ขออนุญาตเขียนถึงหนังสั้นแต่ละตอน ก่อนจะสรุปภาพรวมของ “Ten Years Thailand” ทั้งเรื่องในหัวข้อสุดท้าย ดังนี้

“Sunset” โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์

โครงเรื่องว่าด้วยความรักความสัมพันธ์ “ร่วมชนชั้น-ภูมิภาค” ระหว่าง “พลขับทหารเกณฑ์” ที่ติดสอยห้อยตามนายมาตรวจสอบ-เซนเซอร์ผลงานศิลปะ กับ “พนักงานทำความสะอาดสาว” ในแกลเลอรี่ นั้นนับว่าน่าสนใจ

อาทิตย์ถ่ายทอดเรื่องราวจากโครงสร้างที่แข็งแรงออกมาได้สนุก ขำขัน อุ่นๆ กรุ่นๆ กำลังดี

sunset

หนังไม่ได้แสดงเจตนาจะก้าวข้าม “ความขัดแย้งสองขั้ว” อย่างเด่นชัด ขณะเดียวกัน ก็มิได้จงใจจะรวบรวมพลังของคนเล็กคนน้อยเพื่อตอกกลับผู้มีอำนาจรัฐอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี ผมออกจะรู้สึกแปลกประหลาดและอึดอัดนิดๆ กับท่าทีบางประการของหนัง ซึ่งพยายามจะอธิบาย “ความยากลำบากใจ” ในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทหาร ไปพร้อมกับการขายความไร้สาระ ความกร่าง แบบไม่ได้เรื่องได้ราวของนายตำรวจ

(แต่ไม่แน่ใจว่านั่นคือประสบการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นกับศิลปินบางรายและแกลเลอรี่บางแห่งหรือเปล่า?)

“Catopia” โดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

หนังพูดถึง “โลกประหลาด” ที่ถูกยึดครองโดย “มนุษย์แมว” ณ ที่นั้น ยังมี “มนุษย์จริงๆ” หลงเหลืออยู่ เขาหลบซ่อนแอบแฝงอัตลักษณ์ของตนเองอย่างแนบเนียนมาได้หลายปี ก่อนจะหลุดเผยมันออกมาระหว่างเข้าช่วยเหลือ “มนุษย์แมวเพศหญิง” ซึ่งกำลังโดนล่าแม่มดและรุมประชาทัณฑ์

โจทย์ด้านโปรดักชั่นที่วิศิษฏ์เลือกนั้นจัดว่า “ยาก” แต่เทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพ “มนุษย์หัวแมว” ก็ทำออกมาได้ดีไม่มีจุดติดขัด

ผมชอบภาวะ “ลักลั่นย้อนแย้ง” ในการดำรงอยู่อย่างแปลกแยกจากสังคมแมวของตัวละครนำ ที่หนังถ่ายทอดเอาไว้ กล่าวคือ ด้านหนึ่ง เหล่า “มนุษย์แมว” ก็ปฏิบัติหรือมองเห็นเขา ราวกับเขาเป็นพวกเดียวกับมัน แต่อีกด้าน ผู้ชมภาพยนตร์ก็จะตระหนักได้ว่าตัวละครรายนี้เป็น “มนุษย์ธรรมดา” มิใช่ “มนุษย์หัวแมว” (พูดอีกอย่าง วิศิษฏ์กำลังพยายามผลักให้คนดูเข้าไปตกที่นั่งเดียวกับตัวละครนำ)

นี่คือปริศนาว่าถึงที่สุดแล้ว ตัวละครนำของ “Catopia” ปลอมตัวอย่างไรจนหลุดรอดสายตา “มนุษย์แมว” มาได้เนิ่นนาน หรือในความเป็นจริง พวก “มนุษย์แมว” ก็แชร์โลกทัศน์แบบเดียวกับผู้ชมในโรงภาพยนตร์ (แง่นี้ คนดูอาจกลายเป็นหนึ่งใน “มนุษย์หัวแมว”) และทราบดีว่าเขาไม่ใช่พวกมัน เพียงแต่เสแสร้งกลบเกลื่อนความสงสัยเอาไว้

catopia

ถ้าหนังตอนของวิศิษฏ์จะมี “จุดอ่อน” อยู่บ้าง นั่นก็เห็นจะเป็นพล็อตเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก (คนดูสามารถล่วงรู้บทสรุปก่อนหน้าหนังจะเฉลย) เนื้อหาไม่สลับซับซ้อน ตามแนวทางการทำงานยุคหลังของผู้กำกับ ที่หันเหตนเองมาสู่การสร้างภาพยนตร์-เขียนนิยายในตระกูล “ไลท์โนเวล” เต็มตัว

ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมวงกว้างและแฟนๆ ของวิศิษฏ์ จะพอใจกับตัวตนแบบนี้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน?

เมื่อสิ่งที่ถูกบรรจุไว้ในหีบห่ออันฉูดฉาด น่าทึ่ง ตระการตา คือ เนื้อหาสาระที่กระชับ ชัดเจน ตรงไปตรงมา แต่อาจไม่ลุ่มลึก ถอนรากถอนโคนแบบสุดๆ

“Planetarium” โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล

นี่คือหนังตอนที่เตะตา, ต้องใจ และแปลกประหลาดสุดใน “Ten Years Thailand”

หนังเล่าเรื่องราวภายใน “สังคมค่ายลูกเสือ” ที่ผู้มีอำนาจ ซึ่งแลดูเป็นคุณป้าใจดีมีคุณธรรม พร้อมด้วยเหล่าลูกเสือวัยเยาว์ใส่แว่นมาดเนิร์ดจำนวนมาก พยายามเฝ้าสอดส่องและคอยจัดระเบียบพฤติกรรมของผู้คน

หากใครฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ พวกเขาจะถูกจับกุมและโดนส่งตัวออกไปสู่จักรวาลอันไกลลิบลับ เพื่อเข้ารับการปลูกฝังความคิด จัดระเบียบร่างกาย ให้กลายเป็นประชากรลูกเสือคนใหม่ หรือ “เด็กดี” ภายใต้ระบอบอำนาจเดิม

planetorium

ก่อนหน้านี้ จุฬญาณนนท์เคยทดลองนำเสนอ/หยอกล้อจักรวาลทัศน์หรือแนวคิดเรื่องไตรภูมิแบบไทยๆ ด้วยรูปแบบที่อิงแอบหรือได้รับแรงบันดาลใจจากหนัง-นิยายวิทยาศาสตร์ตะวันตกมาแล้ว ในวิดีโออาร์ตบางชิ้นของเขา

ซึ่งบางครั้ง ผมก็รู้สึกว่าจุฬญาณนนท์เดินทาง “ไปไกลโพ้น” เกินควร แต่พอมาเล่นกระบวนท่าคล้ายๆ กันในโปรเจ็คท์ Ten Years งานของเขากลับออกมาเวิร์ก ชวนครุ่นคิด และมีอารมณ์ขันร้ายกาจกำลังดี

จุฬญาณนนท์อธิบายกับคนดูที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ว่า “จักรวาล” ในหนังของเขา ไม่ใช่ “จักรวาลแบบวิทยาศาสตร์” เสียทีเดียว แต่มันมีความโน้มเอียงจะเป็น “จักรวาลวิทยาแบบพุทธ” มากกว่า

(เช่นเดียวกับ “พีระมิดนีออน” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากงานวัดมากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ใดๆ)

ในภาพกว้าง หนังสั้นตอนนี้จึงพูดถึงการปะทะ/หลอมรวมกันระหว่างจักรวาลวิทยาสองแบบ

อย่างไรก็ดี “Planetarium” ไม่ได้พาผู้ชมออกเดินทางไปสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่เท่านั้น แต่หนังสั้นตอนนี้ยังย้ำเตือนว่า สุดท้ายแล้ว อำนาจที่เหมือนจะอยู่ห่างไกล สามารถคล้อยเคลื่อนเข้ามากดทับครอบคลุมร่างกายของเราอย่างแนบชิดและนุ่มนวลเพียงใด ผ่าน “วัตถุสิ่งของ” ตลอดจนพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์บางชนิด

“Song of the City” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

นี่เป็นหนังเรียบง่าย ดูเพลินๆ และมีลักษณะผสมผสานระหว่างเรื่องแต่งกับสารคดีในสไตล์ “อภิชาติพงศ์”

ยิ่งกว่านั้น หนังสั้นตอนนี้ยังถ่ายทำในสวนสาธารณะกลางเมืองขอนแก่น จนคล้ายเป็นส่วนต่อขนาดย่อมๆ ของ “รักที่ขอนแก่น” หนังยาวเรื่องหลังสุดของผู้กำกับ

หนังถ่ายทอดบทสนทนาระหว่างตัวละครหลากกลุ่ม หลายภูมิหลัง ซึ่งต่างมีปัญหา มีสภาพชีวิต ณ ปัจจุบัน มีความทรงจำเกี่ยวกับอดีต ที่ผิดแผกกันไป

ชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ดำเนินเคียงคู่ไปกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสวนสาธารณะ

ทว่าสิ่งที่ยังยืนหยัดตั้งตรงอยู่อย่างมั่นคง ประหนึ่งศูนย์กลางของจักรวาล ท่ามกลางสรรพชีวิตและสภาพแวดล้อมอันไหลเลื่อนเคลื่อนไหว ก็คือ อนุสาวรีย์และภาพประติมากรรมนูนต่ำเชิดชูเกียรติคุณของ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” อดีตนายกรัฐมนตรี และชุดบทเพลงที่ขับกล่อมโสตประสาทของเรามาตลอดชั่วอายุขัย

อภิชาติพงศ์คล้ายกำลังนำเสนอภาพรวมของสังคมไทย (ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต) ด้วยสถานการณ์ย่อยๆ ในพื้นที่เฉพาะเล็กๆ ซึ่งปรากฏผ่านหนังตอนนี้

song of the city

สารจากเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยอาจมีความเฉพาะเจาะจงเกินไปในมุมมองของคนดูระดับสากล เช่น มีผู้ชมฝรั่งที่สิงคโปร์ตั้งคำถามขึ้นว่าอนุสาวรีย์ในหนังคืออนุสาวรีย์ของใคร? และเขามีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อประเทศไทย?

กระทั่งผู้ชมคนไทยเอง ถ้าใครที่ไม่ทราบประวัติชีวิตและความสนใจส่วนบุคคลของอภิชาติพงศ์ ไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย และไม่รู้จักเมืองขอนแก่น

พวกเขาก็ย่อมงุนงงได้ง่ายๆ ว่าอนุสาวรีย์ในหนัง (ซึ่งไม่ได้มีคำอธิบายประกอบ –ทั้งที่เป็นตัวอักษรและเสียงพูด- อย่างชัดเจน) คือ ภาพแทนของใคร?

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ผมชอบภาวะอีหลักอีเหลื่อระหว่างความสถาวรแน่นิ่งของอนุสาวรีย์แห่งบุคคลผู้เป็นต้นธารของผู้นำเผด็จการทหารแบบไทยๆ กับพลวัตความเปลี่ยนแปลงนานัปการที่หมุนวนอยู่รายรอบ ในวิถีชีวิตประจำวันของคนเล็กคนน้อย

ขณะเดียวกัน อภิชาติพงศ์ก็ยังหยอกล้อกับเรื่องยากๆ เช่น “เพลงชาติ” ได้อย่างมีอารมณ์ขันแพรวพราวเช่นเคย

ประเทศไทยที่ปราศจาก “อนาคต”

ten years thailand poster

คนที่ได้ดูหนังย่อมสังเกตเห็นว่า หนังสั้นทุกตอนใน “Ten Years Thailand” แทบมิได้มุ่งถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ “อนาคต” ในแง่ของ “ความเปลี่ยนแปลงที่จะบังเกิดขึ้น ณ ภายภาคหน้า”

ตรงกันข้าม ผู้กำกับทั้งสี่รายคล้ายกำลังแสดงความห่วงใยถึงภาวะปัจจุบันของประเทศไทย (Thailand Now) หรือกระทั่งผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งค่อยๆ กลายสภาพเป็นอาการป่วยไข้ยากเยียวยาของประเทศไทยในวันนี้มากกว่า

“เวลา” ใน “Ten Years Thailand” จึงไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรงไปสู่วิวัฒนาการหรือความเสื่อมทรุดแบบใดแบบหนึ่ง

ทว่า “เวลา” ในหนังนั้นเดินเป็นวงกลม ซึ่ง “อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต” ต่างวนเวียนกลืนกลายซ้อนทับกันไม่รู้จบ จนแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

โดยสรุป “Ten Years Thailand” คือ หนังที่มีแนวโน้มจะคิดและพูดถึง “ปัจจุบัน” และ “อดีต” ของสังคมไทย ในฐานะอุปสรรค หลุมพราง และเงาทอดยาวที่ยากก้าวข้าม

ในแง่รูปแบบ ขณะที่อาทิตย์และอภิชาติพงศ์เลือกเล่าเรื่องราวด้วยลักษณะ “สมจริง” วิศิษฏ์และจุฬญาณนนท์กลับเลือกหนทางอันแตกต่าง ผ่านลักษณะ “เหนือจริง”

ในแง่เนื้อหา ขณะที่อาทิตย์และวิศิษฏ์เลือกกล่าวถึงชะตากรรมและสายสัมพันธ์ระหว่างคนตัวเล็กๆ ซึ่งคล้ายจะสังกัดอยู่ในฝักฝ่ายทางการเมืองอันตรงกันข้าม

จุฬญาณนนท์และอภิชาติพงศ์กลับอธิบายโลกภายใต้อิทธิพลแห่งจักรวาลทัศน์อันกว้างใหญ่ไพศาล ที่คอยกดทับความคิด-ชีวิต-ภาวะกลับไม่ได้ไปไม่ถึงของคนเล็กคนน้อยทั้งหลายเอาไว้

แน่นอนที่สุด “อนาคต” คือ ภาพที่แทบไม่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ หนังไม่มีคำตอบชัดๆ ว่า เมืองไทยในอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไร?

จนสามารถอนุมานได้ว่าในมุมมองของคนทำหนังทั้งสี่ราย “อนาคต” ของประเทศไทย ก็คงไม่ต่างอะไรจาก “ปัจจุบัน” ที่ดำรงอยู่ และ “อดีต” ที่ยังไม่ยอมผ่านพ้นไปไหน

คนมองหนัง

บันทึกถึง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2”

(เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์)

หนึ่ง

ขอเริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่ค่อยชอบก่อน

ประการแรก รู้สึกว่าโครงสร้างเรื่องราวในภาคนี้มันคมชัดเป็นระบบน้อยลง

เมื่อกรอบโครงความคิดที่เคยแข็งแกร่งของหนังคล้ายจะอ่อนแอลงหรือไม่ถูกเน้นย้ำ

การถ่ายทอดภาพรวมหรือภาพแทนของหมู่บ้าน/ชุมชน/สังคมอีสานร่วมสมัยในมุมมองเชิงวิพากษ์ ซึ่งโดดเด่นมากๆ ในสองภาคแรก จึงเลือนรางลงไปด้วย

ประการต่อมา เห็นด้วยว่านี่คือหนังภาค “2.2” ไม่ใช่ “3” เพราะหนังใช้เวลามากพอสมควรในการเล่าเรื่องราวที่ย้อนกลับหรือทับซ้อนคาบเกี่ยวกับหลายเหตุการณ์ในภาค “2.1”

โดยส่วนตัวแอบรู้สึกว่าการออกสตาร์ทประเด็นใหม่ๆ ของ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2” นั้นเริ่มต้นช้าไปนิด

สอง

เมื่อ “ไทบ้านฯ 2.2” ไม่เน้นโครงสร้างหรือภาพกว้าง นี่จึงเป็นหนังที่เล่าเรื่องราวผ่านการลงรายละเอียดชีวิตของบรรดาตัวละครหลักๆ ซึ่งเป็นปัจเจกบุคคล/กลุ่มคนรายย่อยๆ

เรื่องราวของบางคน/บางกลุ่มเข้มข้นดี แต่เรื่องราวของบางคน/บางกลุ่มก็จมหายไปจนน่าเสียดาย

คู่ที่ผมค่อนข้างผิดหวังและรู้สึกว่ามีมิติน้อยลง คือ “เฮิร์บกับเจ๊สวย”

เฮิร์บ

ในภาค 2.1 เหมือนเฮิร์บจะเก็บงำปัญหาลึกลับบางอย่างอยู่ในใจ แต่ภาคนี้หนังกลับไม่เฉลยหรือกล่าวถึงปัญหาดังกล่าวเพิ่มเติม หนังใส่ประเด็นความเข้าใจผิด/โลกทัศน์ที่แตกต่างระหว่างเขยฝรั่งกับสาวหมวยอีสานเข้ามา ทว่าก็ทำให้มันจางหายลงไปแบบง่ายๆ (อย่างไรก็สาม ฉากล่างูสิงไปฝากเมียนั้นดีมากๆ) พร้อมลงเอยอย่างค่อนข้างแฮปปี้ด้วยการคลอดลูก

เอาเข้าจริง เรื่องราวว่าด้วย “สามสหายขี้เมา” ไม่มีงานการทำหน้าร้านเจ๊สวยกับคนบ้าอย่าง “โรเบิร์ต” ยังมีมิติ มีอารมณ์ดราม่า และมีปมปัญหาเรื่องความรู้สึกผิดบาป ที่เข้มข้น-น่าสนใจกว่าคู่ “เฮิร์บและเจ๊สวย” เสียอีก

สามสหาย

“ป่อง” ยังเป็นตัวละครที่ผมรักและผูกพันที่สุด

ผมดีใจที่ได้เห็นชะตากรรมอันไม่สวยหรูของ “สโตร์ผัก” ซึ่ง (เกือบจะ) ล้มเหลว

ฝันฟุ้งเฟื่องของ “ป่อง” กลายเป็นฝันร้าย

หนุ่มอีสานลูกผู้ใหญ่บ้านที่จบปริญญาจากกรุงเทพฯ กลายเป็นคนช่างคิดช่างฝัน เจ้าไอเดีย แต่ทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน (ไม่ practical) และเริ่มรู้จักคำว่าแพ้

ป่อง

อย่างไรก็ดี ผมค่อนข้างเสียดายที่หนังคลี่คลายปัญหาให้ “ป่อง” ด้วยการพามันซมซานกลับไปหาพ่อผู้ใหญ่และครอบครัว (นี่มัน “บักป่อง” นะเว้ย ไม่ใช่ “อี้ เลือดข้นคนจาง”) และเสกให้ธุรกิจที่เพิ่งล้มเหลวของ “ป่อง” ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาแบบหน้าตาเฉย (และฟลุ้กๆ) ด้วยอิทธิฤทธิ์เฟซบุ๊ก (ก่อนที่มันจะโดนพี่มาร์กและทีมงานหลอกให้บูสต์โพสต์ในขั้นตอนต่อไป 555)

“จาลอด” เหมือนจะสูญเสียบท “พระเอก” ไปโดยสมบูรณ์

ในหนังภาค 2.2 เขายังเป็น “ผู้ช่วยนักธุรกิจ” ของ “ป่อง” เป็นตัวละครสมทบเมื่อประกบกับ “พระเซียง” แม้แต่เวลาเข้าฉากกับ “มืด” บทบาท-แอคชั่น-อารมณ์ของ “บักมืด” ก็ยังแลดูเข้มข้นรุนแรงฉูดฉาดกว่า

แต่จุดน่าสนใจ คือ การดำรงอยู่ของ “จาลอด” ในธุรกิจสโตร์ผักของ “ป่อง” นั้น เป็นดังปากเสียงของชาวบ้านท้องถิ่น ที่ไม่เคยออกไปไหนไกลจากชุมชน ไม่ได้เป็น “คนอีสานผู้เรียนรู้โลกกว้าง”

จาลอด

ทว่า “จาลอด” และพี่ๆ น้าๆ อาๆ หลวงพี่ และหลวงปู่อีกมากมายหลายคน เป็นคนที่ทำงาน ลงแรง เสียเหงื่อจริงๆ

คนลงแรงเหนื่อยอย่าง “จาลอด” นี่เอง ที่กล้าเอ่ยเตือนว่าบางสิ่งที่ “ป่อง” คิดฝันว่ามันดี มันใช่นั้น “มันไม่ใช่และไม่เวิร์ก”

หลายคนจับจ้อง “พระเซียง” กับฉากปัญหาที่ทำให้หนังเกือบไม่รอดเงื้อมมือกรรมการเซนเซอร์

ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ถูกตัดออกไปนั้นลดทอนพลังดราม่าในฉากไคลแมกซ์ช่วงท้ายภาพยนตร์ลงพอสมควร

แต่ผมยังอยากจะยืนยันว่า “ภาพพระร้องไห้กอดโรงศพอดีตคนรัก” เป็นอะไรที่ “ขี้ปะติ๋ว” มากๆ หากเทียบกับ “ใจความสำคัญ” ที่ “พระเซียง” ครุ่นคิดเอื้อนเอ่ยมาตลอดทั้งเรื่อง

นั่นคือจุดใหญ่ใจความที่ว่า พุทธศาสนา/วัด/พระ ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหา/ความทุกข์ทางโลกย์ให้แก่ฆราวาสได้

นี่คือปัญหาท้าทายที่ “พระเซียง” เน้นย้ำอยู่เสมอ ทั้งกับน้องๆ เด็กๆ ยามไปเทศน์ที่โรงเรียน ย้ำกับตัวเองเมื่อคิดถึงคนรักเก่า และเอ่ยสารภาพกับเพื่อนฝูงหลังสึกออกมาแล้ว

พระเซียง

ใจความดังกล่าวคือสิ่งที่อำนาจรัฐควรหวาดหวั่นมากกว่าเหตุการณ์เล็กๆ เรื่อง “พระร้องไห้”

เพราะความเห็นความรู้สึกของ “พระเซียง” เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางอารมณ์ความรู้สึกขนาดใหญ่ ที่ผู้คนจำนวนมากในสังคมมี/รู้สึกร่วมกัน ตั้งแต่ชาวบ้านต่างจังหวัดถึงคนเมืองจำนวนไม่น้อย

สาม

พระเซียง จาลอด ป่อง

มีประเด็นหนึ่งที่ปรากฏขึ้นบ่อยๆ ใน “ไทบ้านฯ 2.2” และผมรู้สึกชอบมากๆ นั่นคือ ตัวละครในหนังเรื่องนี้นั้น “ทำผิด/คิดผิด” กันมากมายหลายครั้ง

“ป่อง” ประเมินแผนธุรกิจของตนเองผิดพลาด “พระ/ทิดเซียง” ยังคงทำผิดกับ “ปริม” สม่ำเสมอ “บักมืด” ก็มีพฤติกรรมเกเรจนทำผิดในหลายเรื่อง “สามสหาย” ทำผิดกับ “โรเบิร์ต” “เจ๊สวย” ก็อาจคิดผิดที่เชื่อยายข้างบ้าน “ไอ้อ้วน” ที่พยายามช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งจากรักสามเส้าระหว่าง “หัวหน้าห้อง” “สิงห์” และ “มืด” ก็กำลังช่วยเพื่อนด้วยคำขู่ซึ่ง “ผิด” หนักกว่าเดิมในเชิงหลักการ 555

จุดน่าสนใจข้อแรกต่อประเด็นนี้ คือ หนังไม่พยายามแสวงหาความชอบธรรมให้แก่การทำผิดของเหล่าตัวละคร

ประมาณว่าคนทำผิดก็คือคนทำผิด ไม่ใช่ทำผิดเพราะมีเหตุผลที่ถูกต้อง/ฟังขึ้นซ่อนอยู่เบื้องหลัง มนุษย์เราผิดพลาดมืดบอดกันได้ทุกคน โดยที่ชีวิตดีๆ แย่ๆ ยังคงดำเนินต่อไป (และเราไม่อาจลงทัณฑ์ “คนทำผิด” ด้วยการลดทอน “ความเป็นมนุษย์” ของพวกเขา)

จุดน่าสนใจต่อมา คือ เหมือนตัวละครเกือบทั้งหมดจะไม่ได้สำนึกผิด/เอ่ยขอโทษในสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา (อาจจะยกเว้นกรณี “สามสหาย” ที่พยายามตามหาตัว “โรเบิร์ต” ก่อนจะเตะตูดมันป้าบนึง หรือฉากที่ “มืด” บอกว่าพี่ชายเช่น “จาลอด” คือคนที่รักเขามากที่สุด แต่มันก็ไม่ได้ขอโทษในสิ่งที่เคยก่อความฉิบหายเอาไว้)

ที่สำคัญ ทุกคนยังเดินหน้าทำในสิ่งที่ “อาจจะผิด” ต่อไปเรื่อยๆ เช่น “ป่อง” ที่พยายามหาเงินทุนก้อนใหม่ หลังธุรกิจได้ยอดไลก์เยอะแยะในโซเชียลมีเดีย หรือที่ “มืด” พูดกับ “ทิดเซียง” (ซึ่งยังไม่รู้จะทำอะไรต่อ) ราวๆ ว่า คนเลวยังไงก็เป็นคนเลว

พูดง่ายๆ ว่าไม่มี “ไม้บรรทัดจริยธรรม” มาคอยกำกับ/ตรวจสอบ/เทียบวัด “คุณงามความดี” ของตัวละครในหนังเรื่องนี้

สี่

ไทบ้าน 2.2

ผมเคยเสนอว่าแนวคิด “บ้าน-วัด-โรงเรียน” หรือสถานภาพของ “ตัวแทนอำนาจรัฐ” ต่างๆ นั้น ได้ถูกหนังในจักรวาล “ไทบ้าน” หยิบมาดัดแปลง เคลื่อนย้าย เขย่า หยอกล้อกันอย่างมันมือและอารมณ์

ท่ามกลางโครงเรื่องที่หละหลวมขึ้น หนังภาค 2.2 ยังคงกล่าวถึงรัฐและตัวแทนอำนาจรัฐ ในฐานะของตัวแสดง/องค์กรที่ค่อนข้างจะไม่มีบทบาทและไร้น้ำยา

คุณค่าหรือความหมายในทางสังคมของ “วัด” ก็ถูก “พระ/ทิดเซียง” ทำลายลงจนย่อยยับ

ตลอดทั้งเรื่อง เราเห็นบทบาทของ “ครูแก้ว” ใน “ครัวเรือน” ไม่ใช่ใน “โรงเรียน” มิหนำซ้ำ “จาลอด” ยังยุกึ่งหยอกให้ “มืด” หยุดเรียน และไปต่อย ผอ.

หมอปลาวาฬ

“หมอปลาวาฬ” (คนเดิม) มีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือที่ถูกฉวยใช้มาช่วยโปรโมทธุรกิจสโตร์ผัก

และเมื่อ “หัวหน้าห้อง” เจอปัญหารักสามเส้า เธอก็ถูกลดสถานะลงเป็นเพียง “อีขี้ข้า-อีลูกน้อง”

หัวหน้าห้อง

เราเห็น “ตำรวจหนุ่ม” หนึ่งนาย มาร่วมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่เกือบเจ๊งของ “ป่อง” ไม่มี “ทหาร” ปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้ (กางเกงลายพรางตอนท้ายๆ น่าจะเป็นของผู้ช่วยสัปเหร่อ)

พลานุภาพที่น่าเกรงขามเพียงประการเดียวของตัวแทนอำนาจรัฐในหนังภาคนี้ คือ การหว่านเงินแบบ “ประชานิยม” (หรือจะ “ประชารัฐ” ก็ได้ 555) ของแม่บุญทุ่มอย่าง “ครูแก้ว”

ครูแก้ว

ที่ทั้งซื้อตู้เย็นให้บ้านแฟน (โดยใช้เงินพ่อ), ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้น้องชายแฟนขี่ไปจีบสาว, จ้างลูกศิษย์ไปโรงเรียน และเผลอๆ อาจจะซื้อรถเก๋งให้แฟนขับในอนาคต

ทั้งหมดนั้นคือการอุปถัมภ์สงเคราะห์ครอบครัวแค่หน่วยเดียว ผ่านสายสัมพันธ์/ความสนิทเสน่หาส่วนตัว แต่ไม่ได้สร้างโอกาสให้เกิดความเปลี่ยนแปลงวงกว้างในระดับชุมชน

ห้า

เมื่อ “รัฐราชการ” ไม่มีน้ำยา แล้วความหวัง/อนาคต/ความเปลี่ยนแปลงของคนหรือชุมชนอีสานใน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” นั้นถูกฝากไว้กับผู้ใด (นอกจากตัวเอง)?

บุคคลกลุ่มแรกคือ “นักการเมือง” ที่มาพร้อมกับความหวัง

สิริพงศ์

ในที่สุด “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” นายทุนและผู้อำนวยการสร้าง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ก็ปรากฏกายเป็นนักแสดงรับเชิญของ “ไทบ้านฯ 2.2”

“สิริพงศ์” รับบทเป็นว่าที่นายทุนคนใหม่ ซึ่งจะเข้ามาสนับสนุนธุรกิจกิจการสโตร์ผักของ “ป่อง”

เขาคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดหายไปในภาพความคาดหวังของ “คนอีสานผู้เรียนรู้โลกกว้าง” ของ “หนุ่มสาวอีสานผู้เปี่ยมฝัน” ของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ

เขาคือเจ้าของเงินตราก้อนใหม่ ผู้ร่วมทุนรายใหม่ ผู้มอบโอกาสในการประกอบวิชาชีพแบบใหม่ๆ ซึ่งมิใช่ผู้อุปถัมภ์สงเคราะห์สไตล์ “ครูแก้ว”

(จริงๆ แล้ว แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง “ป่อง” กับ “จาลอด” ในบางมิติ ก็วางฐานอยู่บนการเป็น “หุ้นส่วนธุรกิจ”)

นอกจอภาพยนตร์ “สิริพงศ์” คืออดีตว่าที่เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเพิ่งย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย เพื่อลงสนามเลือกตั้งต้นปีหน้า

บุคคลกลุ่มที่สองที่มาพร้อมกับอนาคตของ “จักรวาลไทบ้าน” คือ “ผี” และ “สัปเหร่อ”

ฉากท้ายสุดของหนังภาค 2.2 บ่งบอกว่าหมู่บ้านในภาพยนตร์แห่งนี้กำลังเคลื่อนคล้อยเข้าสู่สถานการณ์/ยุคสมัยที่มีสิ่งลี้ลับ อำนาจเหนือธรรมชาติ พิธีกรรม-ความเชื่อทางไสยศาสตร์ เป็นแกนกลาง

หมู่บ้านแห่งนี้จะต้องเผชิญหน้ากับ “ผี” และ “หมอผี” ซึ่งย้อนแย้งกับ “ความเป็นอีสานสมัยใหม่” อันเป็นแก่นแกนหลักของหนังสามภาคที่ผ่านมา

จักรวาลไทบ้าน

คนมองหนัง

บันทึกถึง (บรรยากาศการชม) “รักที่ขอนแก่น”

“รักที่ขอนแก่น” กับ “ฉลุย”

ฉลุย

เซอร์ไพรส์ดี ที่ดันรู้สึกว่าเฮ้ย! ไหงหนังเรื่องล่าสุดของอภิชาติพงศ์ มันมาทางเดียวกับ “ฉลุย” (กำกับโดยพี่ปื๊ด-พี่อังเคิล) เลยวะเนี่ย 555

นี่ไม่ใช่การประเมิน “รักที่ขอนแก่น” ในแง่ลบ เพราะสมัยผมเริ่มสนใจดูหนัง โดยเฉพาะหนังไทย ในยุคต้นทศวรรษ 2540 “ฉลุย” เป็นหนังไทยที่โดดเด่นเรื่องหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวอ้างถึงอยู่บ่อยๆ

ผมต้องไปหาซื้อวีซีดีหนังเรื่องนั้นมาดูที่บ้าน ปรากฏว่าเสียงตัวละครดันไม่ตรงกับปากตลอดทั้งเรื่อง 555 กระทั่งได้มาดู “ฉลุย” ฉบับสมบูรณ์ในเทศกาลหนังบางกอกฟิล์มครั้งกระโน้น

ต้องยอมรับว่า “ความฝัน” แบบ “วันนั้นที่เคยฝันกันว่าดี วันนี้อาจยังผิดหวังก็ได้ แต่ขอให้เราฝันกันต่อไป วันไหน สักวัน ความฝันก็คงจะจริง” ใน “ฉลุย” นี่มีอิมแพ็คกับเด็กวัยเพิ่งเริ่มเรียนมหาลัยมากๆ (รวมทั้งผม ณ ตอนนั้น)

รักที่ขอนแก่น โปสเตอร์

แต่ “ความฝัน” ใน “รักที่ขอนแก่น” กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

คงจะเป็นเหมือนที่อภิชาติพงศ์บอกว่า “อาการหลับ” ในหนังเรื่องนี้ อาจเปรียบได้กับความอ่อนเปลี้ยของระบอบปิตาธิปไตย หรืออีกด้านหนึ่ง มันอาจเป็นการหลีกลี้อำนาจรัฐอันไพศาลในขั้นลึกสุด

ขณะเดียวกัน “อาการหลับ” เหล่านั้น ก็นำไปสู่ความฝันที่แสนสลึมสลือ ยากจะจับต้นชนปลายได้ถูก เป็นความฝันที่คล้ายจะมีชีวิตชีวาแล้วก็ผล็อยหลับวูบหล่นลงดื้อๆ เป็นความฝันที่มุ่งสำรวจตรวจตราอาณาจักรโบราณล่องหน ซึ่งรู้รางๆ ว่ามีอยู่ แต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ในภาพรวม “ฝัน” ของ “รักที่ขอนแก่น” เลยเป็นความฝันอันเคว้งคว้าง ว่างเปล่า เลื่อนลอย (เหมือนสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ลอยล่องอยู่บนฟากฟ้าอย่างเป็นปริศนา) กลับไม่ได้ไปไม่ถึง

ปรสิทธิ์ รักที่ขอนแก่น

แถมยังค่อยๆ กลืนกลายเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันอันจำเจเรื่อยเปื่อยในโลกความเป็นจริงของสังคมไทยปัจจุบัน รวมถึงของคนวัยประมาณ 30-40 อัพ (ผมคือหนึ่งในนั้น) ที่ไม่สามารถ “ฝันแบบฉลุย” ได้อีกแล้ว

หนังอินดี้งบประมาณ 28 ล้าน!

ผมชอบบรรยากาศถาม-ตอบระหว่างคนดูกับผู้กำกับ หลังการฉาย “รักที่ขอนแก่น” ในโรงภาพยนตร์ที่เมืองไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก (และอาจจะครั้งเดียว) ณ โรงหนังศรีศาลายา หอภาพยนตร์ ในวาระที่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับรางวัลฟิแอฟอวอร์ด 2018

ผู้ชมวัยคุณลุง-คุณอาคนหนึ่ง ถามพี่เจ้ยว่าหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเท่าไหร่? พี่เจ้ยคิดคำนวณ (แปลงค่าเงิน) อยู่สักพัก ก่อนจะตอบว่าประมาณ 28 ล้านบาท พร้อมเอ่ยยกย่องผู้คนในวงการอุตสาหกรรมหนังไทยว่าพวกเขาเก่งกันมาก ที่ทำหนังใหญ่ได้ด้วยงบประมาณน้อยกว่านี้ (เยอะ)

ผู้ตั้งคำถามถึงกับอุทานขึ้นด้วยความตกใจเมื่อทราบคำตอบ และเหมือนจะแสดงอาการฉงนสงสัยค้างคาใจต่อไปว่า หนังที่ไม่ได้มีฉากใหญ่โตมากมาย ไม่ได้กระหน่ำซีจีหรูๆ ทั้งเรื่องแบบนี้ ต้องใช้เงินถึงเกือบ 30 ล้านบาทเลยหรือ?

รักที่ขอนแก่น นีออน

ผมเห็นว่าบทสนทนาถาม-ตอบของพี่เจ้ย กับลุงๆ อาๆ คนดูหนังที่หอภาพยนตร์นั้นน่าสนใจ

กล่าวคือ มันเหมือนเป็นการปะทะสังสรรค์กันระหว่างโลกทัศน์สองแบบ

ซึ่งถ้าพี่เจ้ยตอบคำถามแบบแรงๆ กระแทกกระทั้น กะจะเขย่าโลกของพวกลุงๆ อาๆ อย่างเต็มที่ ก็คงมีเสียงโห่ฮาปรบมือสนับสนุนแกเพียบ จากผู้ชมรุ่นหนุ่มสาวที่เป็นขาประจำในแวดวงหนังอิสระ

แต่พี่เจ้ยเลือกใช้กระบวนท่านุ่มนวล ในลักษณะที่ถ้าเปลี่ยนความคิดจิตใจพวกเขาได้ก็เปลี่ยน แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ เราก็แค่บอกให้พวกเขารับรู้ว่ามันมีโลกอีกแบบหนึ่งดำรงอยู่นะ

ก่อนหน้านี้ ผมชื่นชมอภิชาติพงศ์ในแง่การแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตนที่ชัดเจนออกมาผ่านผลงานภาพยนตร์ แล้วก็ชื่นชอบการกล้าพูดจาวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยของแก ดังที่ปรากฏอยู่บ่อยๆ ในสื่อต่างชาติ

ทว่าเมื่อมาฟัง Q&A ของพี่เจ้ยที่หอภาพยนตร์เมื่อวันจันทร์ ผมพลันรู้สึกถึงความเป็นคนสงบนิ่ง เยือกเย็น จนน่าเคารพ ของแก

ของแถม

cemetery-of-splendour-224983ac-1117-44e5-a150-d06899cbf1b-resize-750

ชอบเพลง “ลิขิตชะตา” ในหนัง “รักที่ขอนแก่น” มากๆ (อยากให้ดาวน์โหลดหรือหาซื้อซีดีมาฟังกันครับ)

ฟังตัวอย่างเพลงได้ก่อนตามลิงก์ด้านล่าง

https://itunes.apple.com/us/album/destiny-cemetery-of-splendour/1293244375?i=1293245416

 

คนมองหนัง

บันทึกถึง “One Cut of the Dead”

เบื้องต้นเลย คือ หนังงดงามและสนุกมากๆ

ทีนี้มาว่ากันถึงประเด็นน่าสนใจในหนังเป็นข้อๆ ไป

หนึ่ง

เณรกระโดดกำแพง

ไม่แปลกใจถ้าจะมีการนำหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มาวางคู่กับ “เณรกระโดดกำแพง” ในฐานะ “หนังพี่น้อง” ที่บอกกล่าวเล่าระบายถึงภาวะดิ้นรนของคนทำหนังตัวเล็กๆ

One-Cut-of-the-Dead-poster

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักที่หนังทั้งสองเรื่องแชร์ร่วมกัน กลับถูกถ่ายทอดออกมาด้วยมุมมองและกลวิธีที่คล้ายจะแตกต่างกัน

สอง

ขณะที่ “เณรกระโดดกำแพง” พูดถึงชีวิต ความฝัน ความทุกข์ของคนทำหนังอินดี้นอกระบบอุตสาหกรรม “One Cut of the Dead” กลับเล่าถึงความสุข ความปรารถนาของคนทำหนังในระบบอุตสาหกรรม ที่รับงานหลากหลายจิปาถะ และยอมเรียกร้องงบประมาณจากนายทุน/เจ้าของเงินในราคาไม่สูงนัก

หนังญี่ปุ่นเรื่องนี้จึงไม่ได้ถ่ายทอดความสุข-ความปรารถนาของศิลปิน/นักต่อสู้ที่หวังจะสร้างหนังให้กลายเป็นผลงานศิลปะอันสูงส่ง ตลอดจนเครื่องมือวิพากษ์สังคม/การเมืองอันซื่อสัตย์เถรตรง

onecut 5

ตรงกันข้าม ความสุข-ความปรารถนาแบบพอประมาณ พอถูๆ ไถๆ ที่ปรากฏในหนัง นั้นยึดโยงอยู่กับการได้โอกาสทำงานเชิงพาณิชย์ศิลป์ในวงการภาพยนตร์โทรทัศน์ หรือการได้เข้าไปร่วมเป็นฟันเฟืองระดับยิบย่อยในอุตสาหกรรมบันเทิงขนาดมหึมา

สาม

เสน่ห์ประการหนึ่งของ “เณรกระโดดกำแพง” คือ การส่องประกายฉายฉานของซับพล็อตย่อยๆ (โดยเฉพาะเกร็ดชีวิตของสามเณรตัวละครเอก) ที่มีศักยภาพสูงพอจะโน้มน้าวให้คนดูหันไปสนใจใคร่ครวญถึงประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากประเด็นชีวิตและการต่อสู้ของคนทำหนัง

ผิดกับ “One Cut of the Dead” ที่เล่าเรื่องราวว่าด้วยกระบวนการทำหนังเล็กๆ คล้ายคลึงกัน แต่แทบไม่วอกแวกออกไปหาประเด็นอื่นๆ

one-cut-of-the-dead_poster_goldposter_com_3

หนังอาจมีซับพล็อต เช่น ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ (ผู้กำกับ), แม่ (นักแสดงเก่า ผู้มีปัญหาเรื่องการอินบทจนแยกหนังกับความเป็นจริงไม่ออก) และลูกสาว (เด็กกองถ่ายมือใหม่ ที่อยากยืนบนลำแข้งของตนเอง และมีความเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์)

one cut daughter

แต่สุดท้าย ปัญหาครอบครัวก็กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตจิตใจของ “คนทำหนัง”

เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องธุรกิจ-อุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งแยกไม่ออกจากเรื่องกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์อยู่แล้ว

สี่

ผมชอบหน้าตาของตัวละคร “เจ๊/คุณป้า” ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ที่ทำให้นึกถึง “คุณจิ๊ อัจฉราพรรณ” และ “คุณเหี่ยวฟ้า”

อย่างไรก็ดี นอกจากหน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์ การดำรงอยู่ของเจ๊คนนี้และพวกทีมงานฝ่ายบริหารในออฟฟิศ กลับกระตุ้นให้ผู้ชมมองเห็น/ตระหนักถึงรอยแตกร้าวระหว่างชนชั้นในอุตสาหกรรมบันเทิง ที่แบ่งแยกนายทุน/ผู้บริหาร/เจ้าของเงิน ออกจากคนลงมือปฏิบัติงาน

onecut 3

แน่นอน “ความสุขความสมหวัง” ของเจ๊ระหว่างนั่งชมหนังซอมบี้ดิบๆ ทางโทรทัศน์ในสำนักงานใหญ่ (มีบางช่วงแกแอบละสายตาไปเล่นมือถือด้วยซ้ำ) และหลังจากปฏิบัติการถ่ายทอดสดหนังสั้นเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นลง (ดูเหมือนจะ) โดย “สมบูรณ์” กับ “ความสุขความโล่งใจ” ของบรรดาสมาชิกกองถ่าย ภายหลังการถ่ายทำหนังลองเทคออกอากาศสด ที่เต็มไปด้วยปมปัญหาต่างๆ นานาให้ต้องคอยแก้ไขชนิดเลือดตาแทบกระเด็นนั้น มัน “แตกต่างกัน” ลิบลับ

one cut crain

(เอาเข้าจริง จุดหนึ่งที่ผมอยากลอง “หาเรื่อง” ก็คือ แม้กระทั่งฉาก “เครนมนุษย์” อันซาบซึ้งและน่าประทับใจ ก็อาจมิได้นำไปสู่ “ภราดรภาพ” หรือความเท่าเทียมใดๆ ระหว่างคนในกองถ่ายภาพยนตร์ ตรงกันข้าม นั่นคือการเรียงลำดับช่วงชั้นแบบใหม่ ที่โปรดิวเซอร์/ตัวแทนนายทุน และนักแสดงใหญ่ ต้องทอดกายลงเป็นงัวงาน ขณะที่ผู้กำกับ/ทายาทผู้กำกับได้โอกาสสถาปนาอำนาจนำของตนเองสมตามความใฝ่ฝันและอุดมคติ)

สุดท้าย ทั้ง “One Cut of the Dead” และ “เณรกระโดดกำแพง” จึงหวนคืนมาบรรจบพบเจอกันอีกครั้ง

ในสมรภูมิของอุตสาหกรรมบันเทิงที่เต็มไปด้วยความไม่เสมอภาค การเอารัดเอาเปรียบ และการต้องยื้อแย่งสิทธิในการเข้าถึง/บริหารจัดการทรัพยากร

ซึ่งบางครั้งอาจถูกฉาบหน้าด้วยความทุกข์ ความตึงเครียด ทว่าบางคราวอาจถูกเคลือบเลี่ยมด้วยความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

ข่าวบันเทิง

“กระเบนราหู-มะลิลา” ชิงรางวัลใหญ่ระดับภูมิภาค – หนังและนักแสดงไทยที่เทศกาลม้าทองคำ

“กระเบนราหู-มะลิลา” ชิงรางวัลใหญ่ใน “เอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์”

งานมอบรางวัลภาพยนตร์ “เอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์ ครั้งที่ 12” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน ณ เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ประกาศรายนามผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสาขาต่างๆ ออกมาแล้ว

ปีนี้ มีภาพยนตร์ 46 เรื่อง จาก 22 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เข้าร่วมชิงรางวัล

โดยหนังไทยสองเรื่องมีโอกาสลุ้นรางวัลสาขาสำคัญ

2018-apsa-bestfeaturefilm

ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม “กระเบนราหู” ของ “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” คือ ตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้เข้าชิงรางวัล โดยมีคู่แข่งขันสุดแข็งแกร่ง ได้แก่ “Shoplifters” (ญี่ปุ่น), “Burning” (เกาหลีใต้), “The Gentle Indifference of the World” (คาซักสถาน) และ “Balangiga: Howling Wilderness” (ฟิลิปปินส์)

kraben-rahu

ขณะเดียวกัน “นวโรภาส รุ่งพิบูลโสภิษฐ์” ผู้กำกับภาพของ “กระเบนราหู” ก็ได้เข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม ควงคู่กับ “ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช” ตากล้องของ “มะลิลา”

malila cover

ข้อมูลจาก https://www.asiapacificscreenawards.com/news-events/2018-apsa-nominees-announced

“นคร-สวรรค์” ท่องเทศกาลที่ไต้หวัน – ปีทองของ “เอิงเอย ประภามณฑล”

เอย นครสวรรค์

หลังจากเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน “นคร-สวรรค์” หนังยาวเรื่องแรกของ “พวงสร้อย อักษรสว่าง” ก็ได้เดินทางต่อไปยังเทศกาลภาพยนตร์ม้าทองคำที่ไทเป ประเทศไต้หวัน โดยจะเข้าฉายในสาย Windows on Asia

ทั้งนี้ “เอิงเอย – ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” นางเอกของ “นคร-สวรรค์” ยังจะมีผลงานการแสดงนำในภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่อง ที่เข้าร่วมเทศกาลม้าทองคำครั้งนี้เช่นกัน

นั่นคือ “Only the Mountain Remains” ภาพยนตร์สั้นความยาว 31 นาที ซึ่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปั๊มน้ำมันเปลี่ยวร้างท่ามกลางหุบเขา ณ ที่แห่งนั้น ชายหญิงต่างชาติสองคนกำลังเฝ้ารอคอยความช่วยเหลือ และเมื่อทั้งคู่ได้พบกับตำรวจสายตรวจ การไล่ล่าก็บังเกิดขึ้น

only the mountain remains

หนังสั้นเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “เจียง ไว เหลียง” ผู้กำกับวัย 31 ปี ชาวสิงคโปร์ ซึ่งเดินทางมาทำงานด้านภาพยนตร์ที่ประเทศไต้หวัน

“Only the Mountain Remains” ถ่ายทำในระบบ VR 360 และได้เข้าฉายในโปรแกรม Golden Horse Film Academy 10th Anniversary Special VR Project

ten years thailand ke

นอกจากนั้น หนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ก็จะเข้าร่วมเทศกาลนี้ ในโปรแกรมพิเศษ Ten Years พร้อมกันกับ “Ten Years” ต้นฉบับจากฮ่องกง, “Ten Years Taiwan” และ “Ten Years Japan”

ข้อมูลจาก http://www.goldenhorse.org.tw

ข่าวบันเทิง

“Where We Belong” โปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ “คงเดช” ที่เพิ่งได้รับรางวัลจากปูซาน

(อัปเดตข้อมูลเพิ่มเติม 23 ตุลาคม 2561)

เปิดตัว “LET U GO” เพลงประกอบหนัง “Where We Belong” ขับร้องโดย “เจนนิษฐ์-มิวสิค BNK48”

โปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่อง “Where We Belong” ของคงเดช จาตุรันต์รัศมี (มีโสฬส สุขุม  ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์) ได้รับรางวัลซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ อวอร์ด ซึ่งเป็นเงินสดมูลค่า 10,000 เหรียญสหรัฐ ภายหลังเป็น 1 ใน 29 โครงการภาพยนตร์ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงานเอเชียน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน 2018

where we belong

“Where We Belong” จะเล่าเรื่องราวของ “ซู” (Sue) ที่กำลังจะจากจังหวัดจันทบุรี บ้านเกิด ไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังได้รับทุนการศึกษา

ซูไม่ได้บอกให้พ่อของเธอทราบเรื่องนี้ เพราะทั้งสองคนทะเลาะและไม่ยอมพูดคุยกัน

ซูที่ไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน ลงมือจัดกระเป๋าเดินทางโดยมีเพื่อนสนิทชื่อ “เบล” (Belle) มาเป็นผู้ช่วย นอกจากนั้น ซูยังทำเช็กลิสต์สิ่งที่เธอควรทำก่อนขึ้นเครื่องบิน ซึ่งมีมากมายหลายข้อ อาทิ

คืนหนังสือการ์ตูนที่เธอยืมแล้วลืมส่งคืนมาเนิ่นนาน, เข้ากรุงเทพฯ เพื่อจัดการเรื่องการเงินร่วมกับแม่, คุยกับพ่อหลังไม่ได้สนทนากันมาพักใหญ่, ดูแลร้านบะหมี่ ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัว, มอบเสื้อผ้าของตัวเองให้น้อง/พี่ชาย, เรียนแต่งหน้า, กลับไปแจมกับเพื่อนๆ ร่วมวงดนตรี, ขอโทษ “มิว” (Mew), ช่วยให้เบลได้ออกเดทกับครูสอนภาษาอังกฤษ, สารภาพความรู้สึกส่วนตัวกับ “เก่ง” (Keng) สักครั้ง

ซูและเบลยังเปรียบเทียบชีวิตของกันและกัน คนหนึ่งกำลังจากบ้านเกิดเพื่อออกเดินทางไกล อีกคนจะยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เหมือนที่ผ่านมา

ซูตระหนักว่า ไม่ว่าเธอจะทำภารกิจในเช็กลิสต์ได้ครบถ้วนหรือไม่ อย่างไรเสีย ยังมีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่เธอต้อง “ปล่อยผ่าน” ไป

สิ่งต่างๆ ในเมืองเล็กๆ ที่ซูคุ้นเคยจะต้องเปลี่ยนแปลง ยกเว้น “ความทรงจำ” ที่เธอและเบลมีร่วมกัน

ซูจัดกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อย มีสิ่งใดบ้างที่เธอทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และมีสิ่งใดบ้างที่เธอนำติดตัวไปข้างหน้า?

มิวสิค เจนนิษฐ์
ขอบคุณภาพจาก Major Group

มีรายงานว่า “Where We Belong” จะนำแสดงโดยสองสมาชิกวง BNK48 คือ “มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์” และ “เจนนิส-เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ” 

ทั้งนี้ ซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เจ้าของเงินรางวัล ซึ่งเป็นบริษัทลงทุน-จัดจำหน่ายภาพยนตร์ชื่อดังของเกาหลีใต้ จะเป็นเอกชนรายแรกที่ได้สิทธิ์เลือกว่าจะเข้าไปเป็นผู้ร่วมผลิต, ผู้ร่วมลงทุน, ผู้ขาย หรือผู้จัดจำหน่ายให้แก่ “Where We Belong”

นอกจากโครงการของคงเดชแล้ว ยังมีหนังไทยอีกหนึ่งเรื่องที่ได้เข้าร่วมเอเชียน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต 2018 นั่นคือ “Anatomy of Time” โดยจักรวาล นิลธำรงค์

โปรเจ็คท์ของจักรวาลจะเล่าเรื่องราวสองช่วงเวลา

anatomy

ย้อนไปในเมืองชนบทช่วงทศวรรษ 1960 ความตึงเครียดของยุคสงครามเย็นก่อตัวอยู่ภายนอก ส่วนภายในประเทศก็ถูกปกครองโดยผู้นำทหาร

“แหม่ม” (Mam) คือหญิงสาวที่เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตจากพ่อของเธอ ช่างซ่อมนาฬิกาผู้รอบรู้

แหม่มพัฒนาความสัมพันธ์กับชายสองคน คนแรก คือผู้หมวดทหารหนุ่ม ผู้ชอบครุ่นคิดวางแผนและเปี่ยมความทะเยอทะยาน อีกคน คือ เพื่อนเก่าที่เคยผ่านอดีตอันยากลำบากมาด้วยกันกับเธอ

หลังอำนาจทางการเมืองในมือกองทัพเปลี่ยนผัน นายร้อยหนุ่มชักชวนแหม่มให้ออกเดินทางไกลไปด้วยกัน หลังเขาถูกโยกย้ายตำแหน่ง

ตัดกลับมาที่กรุงเทพฯ ยุคปัจจุบัน อดีตผู้หมวดหนุ่มไฟแรงกลายเป็นนายพลซึ่งกำลังป่วยหนักในสภาพน่าเวทนา

แหม่มในวัยชราใช้ชีวิตอยู่กับสามีผู้มีพฤติกรรมเลวร้ายและรุมเร้าด้วยปัญหา ทั้งคู่ผ่านช่วงเวลาอันหนักหนาสาหัส ซึ่งเต็มไปด้วยความสูญเสีย, ความผิดหวัง และการทรยศหักหลัง

ในภาวะปัจฉิมวัย แหม่มมองย้อนกลับไปยังอดีตด้วยความโศกเศร้าเสียใจ เธอตั้งใจจะอุทิศตนในการดูแลสามีตราบจนวันสุดท้าย

ที่มาเนื้อหา

https://variety.com/2018/film/asia/busan-project-market-awards-1202973683/

http://apm.asianfilmmarket.org/Template/Builder/00000001/page.asp?page_num=3986

http://apm.asianfilmmarket.org/eng/database/view_ppp_history.asp?order_year=2018&idx=85&no=2

http://apm.asianfilmmarket.org/eng/database/view_ppp_history.asp?order_year=2018&idx=92&no=25

ขอบคุณภาพประกอบจาก

เฟซบุ๊ก Thongdee Sukhum

เพจเฟซบุ๊ก ASIAN PROJECT MARKET (APM)

ข่าวบันเทิง

“6 หนังไทย” ในปูซาน และหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

6 หนังไทยในปูซาน 2018

ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานประจำปี 2018 ที่เกาหลีใต้ จะมีหนังไทยเข้าร่วมฉายรวมทั้งสิ้น 6 เรื่อง

kraben-rahu

เริ่มต้นด้วย “กระเบนราหู” ผลงานของพุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ซึ่งเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ เป็นหนังไทยเรื่องแรกสุดที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสมาครอง จะเข้าฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสาย A Window on Asian Cinema

ten years thailand wp ตัดคำ

เช่นเดียวกับ “Ten Years Thailand” โดยอาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่จะฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสายเดียวกัน

ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่อง “Ten Years Japan” และ “Ten Years Taiwan” ก็จะเข้าฉายในสายดังกล่าวพร้อมๆ กันด้วย

GDC poster

ขณะที่ “BNK48: Girls Don’t Cry” ของนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ก็จะไปเปิดตัวรอบ “อินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมียร์” ในสาย Wide Angle

แผลเก่า 2520

ส่วน “แผลเก่า” ฉบับเชิด ทรงศรี ซึ่งได้รับการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ก็จะออกฉายที่เกาหลีใต้เป็นครั้งแรกสุด ในสาย Busan Classics

อย่างไรก็ตาม หนังไทยสองเรื่องที่จะเปิดตัวรอบ “เวิลด์ พรีเมียร์” หรือ “ปฐมทัศน์โลก” ในเทศกาลภาพยนตร์ปูซานปีนี้ คือ หนังยาวเรื่อง “นคร-สวรรค์” โดยพวงสร้อย อักษรสว่าง และหนังสั้นเรื่อง “คราบ” โดยนันทณัฐ ดวงธิสาร

เอย นครสวรรค์

“นคร-สวรรค์” คือหนังยาวเรื่องแรกของพวงสร้อย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครชื่อ “เอย” ซึ่งออกเดินทางไปลอยอังคารของแม่ที่ปากน้ำโพ พร้อมด้วยพ่อ, สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ และเพื่อนเก่าของเธอซึ่งบวชเป็นพระสงฆ์

พวงสร้อยจะนำเรื่องแต่งดังกล่าวไปนำเสนอเทียบเคียงกับฟุตเทจสารคดีงานศพแม่และชีวิตการทำงานอันโดดเดี่ยวในโรงงานยางพาราของพ่อเธอ

นครสวรรค์ โปสเตอร์

“นคร-สวรรค์” เป็นภาพยนตร์ไทยอีกหนึ่งเรื่องที่จะเข้าฉายในสาย A Window on Asian Cinema

ทางด้าน “คราบ” เป็นหนังสั้นที่เล่าเรื่องราวของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสงบในโลกศาสนา กระทั่งวันหนึ่ง ที่ท่านได้พบกับชายหนุ่มผู้ซุกซ่อนความลับดำมืดเอาไว้

เมื่อพระสงฆ์ต้องบวชให้ชายหนุ่ม ฝ่ายแรกจึงเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีตของตนเองและทางแยกสำคัญในชีวิต

the stain

“คราบ” จะเข้าฉายในสาย Wide Angle และมีสิทธิ์ชิงรางวัล Sonje Award ซึ่งมอบให้แก่หนังสั้นเกาหลีและเอเชียยอดเยี่ยมของสายดังกล่าว

ชมหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

เชิญชมหนังสั้นเรื่อง “ตะวันดับ” หรือ Blue ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

สำหรับใครที่อยากดูงานชิ้นนี้ในจอใหญ่ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Ghost2561