ข่าวบันเทิง

“วิศิษฏ์-จุฬญาณนนท์” ตัวแทนผู้กำกับ Ten Years Thailand เปิดใจผ่านเว็บไซต์คานส์

เว็บไซต์ทางการของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ขนาดสั้น ที่ Tarik Khaldi พูดคุยกับวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และจุฬญาณนนท์ ศิริผล สองตัวแทนผู้กำกับจากหนัง Ten Years Thailand

ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

คุณเข้ามามีส่วนร่วมกับหนังเรื่อง Ten Years Thailand ได้อย่างไร?

วิศิษฏ์: ผมได้รับคำเชิญชวนจากคนทำหนังอิสระบางราย ให้มาร่วมกำกับภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย ผมต้องการใช้หนังเรื่องนี้สื่อสารไปยังคนดูทั่วโลกว่าอะไรกำลังขึ้นที่นั่น ผมต้องการให้ผู้คนนอกประเทศได้ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว ประชาชนชาวไทยติดอยู่ในกับดักมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ปี 2014 ประเทศถูกปกครองด้วยรัฐบาลทหาร ซึ่งควบคุมความเห็นต่าง, การแสดงออกในพื้นที่สาธารณะ และความหลากหลายทางความคิด

catopia

หนังตอน Catopia เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่ประจักษ์ว่าตนเองคือมนุษย์คนเดียว ผู้หลงเหลืออยู่ในโลกของฝูงแมวที่ประพฤติตัวประหนึ่งมนุษย์ ดังนั้น เขาจึงต้องพยายามทำตัวให้เหมือนพวกแมวเหล่านั้น…

วิศิษฏ์: หนังตอนนี้เล่าเรื่องของผู้คนที่อาศัยอยู่ในสังคมอันป่วยไข้จากภาวะความขัดแย้งเรื้อรังขั้นรุนแรง ปัญหาดังกล่าวดูคล้ายจะดำรงคงอยู่ไปเรื่อยๆ และเราก็ต้องแสวงหาหนทางที่จะใช้ชีวิตร่วมกับมัน เราต่างต้องอำพรางตัวตน เพื่อจะกลืนกลายไปกับคนอื่นๆ

สำหรับหนังตอน Planetarium คุณได้จินตนาการถึงประวัติศาสตร์ว่าด้วยโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ที่พยายามจะดัดนิสัยประชาชนผู้ไม่ยอมเชื่อฟังรัฐ โดยกระบวนการบำบัดด้วยแสง ส่งผลให้ผู้คนที่เคยดื้อแพ่งเหล่านั้นมีอาการยิ้มอยู่ตลอดเวลาและกลายเป็นคนว่านอนสอนง่าย อะไรคือสารที่คุณต้องการสื่อผ่านหนังตอนนี้?

จุฬญาณนนท์: ในสถานการณ์อย่างที่พวกเรารับรู้กัน เราสามารถเข้าใจภาวะที่เกิดขึ้นในหนังตอนนี้ได้ เมื่อเราถูกกระทำจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างปัจเจกบุคคลถูกควบคุม อำนาจรัฐวางเป้าหมายที่จะกำหนดบงการทุกสิ่งทุกอย่าง ผมต้องการแสดงให้ผู้ชมได้เห็นว่า โลกที่ทุกอย่างถูกกำหนดควบคุมชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น มีลักษณะเป็นเช่นไร

planet

ทำไมการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มาฉายในคานส์จึงมีความสำคัญ?

จุฬญาณนนท์: ก่อนมาร่วมทำหนังเรื่องนี้ ผมก็อุทิศงานทุกชิ้นของตนเองให้แก่ประเด็นทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสนใจเสมอมา การที่หนังได้มาฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ถือเป็นโอกาสอันดีเยี่ยม ที่จะช่วยให้มันมีเกราะป้องกันตัวอันแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และทำให้เรายังพอมีความหวังว่าหนังจะสามารถเข้าฉายในประเทศไทยได้

ที่มา https://www.festival-cannes.com/en/festival/actualites/articles/10-years-thailand-in-conversation-with-chulayarnnon-siriphol-and-wisit-sasanatieng

Advertisements
ข่าวบันเทิง

เผยรอบฉายปฐมทัศน์โลก “Ten Years Thailand” พร้อมเรื่องย่อ

หลังได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย Special Screenings ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปีนี้

ล่าสุด มีการประกาศออกมาแล้วว่า หนังไทยเรื่อง “Ten Years Thailand” จะได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่คานส์ในวันที่ 10 พฤษภาคม โดยจะมีผู้กำกับทั้งสี่คนและนักแสดงเดินทางไปร่วมงานด้วย

ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ประกอบด้วยหนังสั้นจำนวน 4 เรื่องของ 4 ผู้กำกับ ได้แก่

Sunset โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์ เล่าเรื่องราวของทหารที่เข้าไปตรวจสอบนิทรรศการจัดแสดงผลงานศิลปะ, Planetarium โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล เป็นการเสียดสีชนชั้นนำไทยผ่านรูปแบบแฟนตาซีเหนือจริง, Catopia โดย วิศิษฏ์ ศาสนาเที่ยง นิทานเปรียบเทียบแนวเขย่าขวัญ ที่เล่าเรื่องราวของบรรดามนุษย์แมวฆาตกร ซึ่งออกไล่ล่าคนผู้ยังเหลือรอดในกรุงเทพฯ และ Song of the City โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่นำเสนอเหตุการณ์ซึ่งตัวละครชายรายหนึ่งกำลังพยายามเสนอขาย “เครื่องช่วยนอนหลับ” ให้แก่คุณหมอในโรงพยาบาล

ten years thailand wp

ในมุมมองของแอนดรูว์ ชอย ลิม-หมิง ผู้อำนวยการสร้างโปรเจ็คท์หนัง Ten Years เขาเห็นว่า “Ten Years Thailand” มีความใกล้เคียงกับหนังต้นฉบับของฮ่องกงมากที่สุด ในแง่การถ่ายทอดภาวะผันผวนป่วนปั่นทางการเมือง

สอดคล้องกับอาทิตย์ หนึ่งในผู้กำกับ ซึ่งเห็นว่าตลอด 12 ปีที่ผ่านมา มีความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองจำนวนมากมายเกิดขึ้นในประเทศไทย

“เกิดรัฐประหารขึ้นสองครั้ง และจนถึงตอนนี้ พวกเราก็ยังคงเฝ้ารอคอยการเลือกตั้ง ซึ่งจะนำพาประเทศกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้น ผมจึงมองว่าคำถามเกี่ยวกับอนาคตภายภาคหน้าย่อมเป็นปริศนาที่พวกเราทุกคนล้วนกำลังครุ่นคิดถึงมัน และในฐานะคนทำหนัง เราก็มีช่องทางที่จะตั้งคำถามของตัวเองผ่านการสร้างภาพยนตร์”

ทั้งนี้ นอกจากประเทศไทยแล้ว โครงการ Ten Years เวอร์ชั่นไต้หวันและญี่ปุ่น ก็กำลังอยู่ในกระบวนการผลิตเช่นกัน

โดย Ten Years Taiwan จะพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม, สิทธิของแรงงาน และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (หนึ่งในผู้กำกับของโปรเจ็กท์นี้คือ เลา เก็ก-ฮวต ผู้กำกับหนังสารคดีเรื่อง Absent without Leave)

ขณะที่ Ten Years Japan มี ฮิโรคาซึ โครีเอดะ ผู้กำกับดัง เป็นผู้อำนวยการสร้าง โดยหนังพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยี และการนำสงครามมาเป็นจุดขายทางการเมืองในสังคมญี่ปุ่น

ข้อมูลจากเพจ 10 Years Thailand และ http://www.scmp.com/magazines/post-magazine/arts-music/article/2143262/hong-kong-hit-film-ten-years-adapted-japan-taiwan

ภาพประกอบจากเพจ 10 Years Thailand

หมายเหตุ อ่านบทสัมภาษณ์ คุยกับ โปรดิวเซอร์, ผู้กำกับ, นักแสดงนำ ‘Ten Years Thailand’ หนังไทยไปคานส์เรื่องล่าสุด ได้ที่ https://prachatai.com/journal/2018/05/76737

ข่าวบันเทิง

รวมมิตร “ข่าวดีหนังไทย” ปลายเดือนเมษายน 2561

เผย “70 สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9”

คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาคัดเลือกและมีมติเห็นชอบรายชื่อภาพยนตร์ไทย 70 เรื่อง เป็น “สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9”

70 หนังไทย (1)กระบวนการคัดเลือกมี 4 ขั้นตอน เริ่มจากให้ประชาชนทั่วไปเสนอรายชื่อภาพยนตร์ (มีผู้สนใจร่วมเสนอชื่อภาพยนตร์ 29,844 คน โดยได้นำเสนอภาพยนตร์จำนวน 359 เรื่อง เข้าสู่การพิจารณา) หลังจากนั้นนำรายชื่อหนังทั้งหมดเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากภาครัฐ เอกชน บุคลากรในวงการภาพยนตร์ และศิลปินแห่งชาติ 258 ราย เพื่อร่วมกันคัดเลือกภาพยนตร์ จากนั้นนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือกสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 และสุดท้ายได้เสนอต่อคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็นชอบประกาศรายชื่อ 70 สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9

70 หนังไทย (2)ทั้งนี้จะมีการจัดนิทรรศการสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 และจัดฉายภาพยนตร์ไทยในโครงการจำนวน 10 เรื่อง ให้ประชาชนได้รับชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (ระหว่างวันที่ 24-27 เมษายน ที่โรงภาพยนตร์สกาลา), นครราชสีมา, เชียงใหม่, ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 24 เมษายน – 24 มิถุนายน 2561

สำรองที่นั่งได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfyzTGmArTXCeLLrMOAA-nX5PqjDTWC3yfoMhasyr17Z9dC-g/viewform

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก Content Thailand 

นิทรรศการรำลึก 10 ปี แห่งการจากไปของ “พิเศษ สังข์สุวรรณ”

พิเศษ สังข์สุวรรณ

วันที่ 1-20 พฤษภาคม 2561 หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และสมาคมศิษย์เก่าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จะจัดงาน “โลกที่…พิเศษ…สร้าง” โดยมีการฉายภาพยนตร์ การแสดงดนตรี และนิทรรศการจำลองโลกและผลงานของ “พิเศษ สังข์สุวรรณ” ให้สาธารณชนได้รับรู้เรื่องราวของศิลปินมากความสามารถผู้ล่วงลับ ที่ผลิตผลงานมากมาย ทั้งการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ การแสดง การกำกับละครโทรทัศน์-ละครเวที ฯลฯ ตลอดระยะเวลาเกือบ 60 ปีของชีวิต

ตรวจสอบรายละเอียดกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ http://www.fapot.org/th/news_detail.php?id=542#.WuBUaohuaUk

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ Thai Film Archive

เชิญชมหนังอิสระพม่าร่วมสมัยใน “Mini Wathann Film Fest”

เทศกาลหนังพม่า

Filmvirus ร่วมกับ The Reading Room, Documentary Club และ Wathann Film Fest ชวนคอหนังร่วมรับชม Mini Wathann Film Fest ระหว่างวันที่ 27-29 เมษายนนี้

Wathann Film Fest เป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่จัดขึ้นในย่างกุ้ง ในเดือนกันยายนของทุกปี (Wathann ในภาษาพม่าหมายถึงฤดูฝน) โดยเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2011 จากการริเริ่มของสองนักทำหนังชาวพม่า Thuthu Shein และ Thaddhi ซึ่งต่างเป็นนักเรียนทุนสาขาภาพยนตร์ที่ FAMU (Czech National Film School)

เทศกาลนี้ถือเป็นเทศกาลหนังเทศกาลแรกๆ ในพม่า และเป็นเทศกาลแรกที่เปิดโอกาสให้กับหนังอิสระ ในเทศกาลจะประกอบด้วยการฉายหนังสายประกวด รวมทั้งมอบรางวัลให้แก่ภาพยนตร์สารคดี ภาพยนตร์สั้น และ New Vision สำหรับภาพยนตร์ทดลอง นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรม Memory สำหรับฉายภาพยนตร์พม่าคลาสสิค และโปรแกรมพิเศษอื่นๆ

จากนั้นด้วยความร่วมมือกับเพจเฟซบุ๊ก Myanmar Filmaker’s Network (เครือข่ายคนทำหนังพม่า) เทศกาลเริ่มขยายตัวไปสู่การจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราวสำหรับแนะนำคนทำหนังพม่ารุ่นใหม่ที่น่าสนใจ เพื่อเป็นเวทีในการฉายหนังและสนทนาแลกเปลี่ยน

สำหรับ Mini Wathann Film Fest ในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 นี้ จะมีการฉายหนังสั้นคัดสรรจากเทศกาล และยังมีกิจกรรมสนทนากับ Thaiidthi หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาล ในวันศุกร์ที่ 27 เมษายน ที่ Doc Club Theater ซึ่งเป็นวันเปิดเทศกาล ก่อนที่ในวันเสาร์ที่ 28 – อาทิตย์ที่ 29 เมษายน จะมีการจัดฉายหนังที่ The Reading Room

ติดตามรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/events/368452970330253/

100 ปี “แท้ ประกาศวุฒิสาร” นักสร้างภาพยนตร์ผู้มีอายุยืนยาวที่สุดของไทย

แท้ 100 ปี

วันที่ 26 เมษายน 2561 นับเป็นวันพิเศษวันหนึ่งแห่งวงการภาพยนตร์ไทย เพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 100 ของศิลปินแห่งชาติ “แท้ ประกาศวุฒิสาร”

แท้ ประกาศวุฒิสาร เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2461 ที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เขาเริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ด้วยการเป็นช่างถ่ายภาพนิ่งให้แก่กองถ่ายหนังเรื่อง “กะเหรี่ยงไทรโยค” นับจากนั้นเขาได้คลุกคลีอยู่ในวงการและได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญให้แก่วงการหนังไทยด้วยผลงานการสร้างภาพยนตร์ เช่น สุภาพบุรุษเสือไทย (2492) สาวเครือฟ้า (2496) เห่าดง (2501) ชายชาตรี (2507) เจ้าหญิง (2512) ฯลฯ

และเป็นผู้จารึกประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญของประเทศไทยมากมายด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ เช่น น้ำท่วมกรุงเทพ พ.ศ.2485, การรัฐประหาร พ.ศ.2490, พระบรมพิธีราชาภิเษก พ.ศ.2493, การแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2509 ฯลฯ

แท้ ประกาศวุฒิสาร ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ผู้สร้างภาพยนตร์) ประจำปี พ.ศ.2542

ถึงปัจจุบัน เขาถือเป็นนักสร้างภาพยนตร์ที่มีอาวุโสและมีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์หนังไทย

นี่คือผลงานส่วนหนึ่งของแท้

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ Thai Film Archive

มาแล้ว โปสเตอร์ “10 Years Thailand” หนังไทยเรื่องเดียวในเทศกาลเมืองคานส์ปีนี้

tenyearsthailand

เพจเฟซบุ๊กของหนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ภาพยนตร์ไทยผลงานการกำกับของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล ซึ่งถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Special Screenings” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปีนี้ เพิ่งเผยแพร่โปสเตอร์อย่างเป็นทางการของหนัง (ออกแบบโดย “มานิตา ส่งเสริม”) พร้อมข้อความบรรยายภาพที่ระบุว่า

“ถึงผู้ชมชาวไทยและผู้ชมทั่วโลกที่พบเห็นโปสเตอร์นี้ คุณสามารถสร้างเสียงสะท้อนจากบ้านหรือประเทศที่คุณอาศัยอยู่ ถึงปัจจุบันหรืออนาคตในอีกสิบปีที่คุณอยากเห็น โดยการเติมความเห็น ระบาย เขียนความในใจของคุณบนพื้นที่ว่างในโปสเตอร์ เราคาดหวังจะได้เห็นโปสเตอร์นี้ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่จะเต็มไปด้วยเสียงที่หลากหลาย แล้วพบกัน #10YearsThailand”

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก 10 Years Thailand

ข่าวบันเทิง

สถาบันศิลปะร่วมสมัยลอนดอน ตั้ง “อภิชาติพงศ์” เป็นบอร์ดภาพยนตร์อิสระ

สถาบันศิลปะร่วมสมัยแห่งกรุงลอนดอน หรือ ไอซีเอ ซึ่งเป็นองค์กรที่แบ่งปันพื้นที่ให้แก่ภาพยนตร์แนวอินดี้และศิลปะอยู่เสมอ ได้ก่อตั้ง “คณะกรรมการหนังอิสระ” ขึ้นมาหนึ่งชุด ประกอบไปด้วยบุคลากรผู้มีประสบการณ์จำนวน 13 ราย ซึ่งจะคอยให้คำแนะนำในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับภาพยนตร์แก่ไอซีเอ

โดยหนึ่งในกรรมการ 13 คนดังกล่าว มีชื่อของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย รวมอยู่ด้วย ซึ่งเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจากหนัง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” จะทำงานร่วมกับผู้มีชื่อเสียงในวงการหนังอีกหลายราย เช่น ทิลดา สวินตัน นักแสดงชื่อดัง และ ลอรา มัลวีย์ นักวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษา

คณะกรรมการชุดนี้จะพบปะหารือกันปีละหนึ่งครั้ง เพื่อร่วมระดมสมองในการกำหนดยุทธศาสตร์ของไอซีเอ ซึ่งการประชุมหนแรกสุดจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 เมษายน 2561

ทั้งนี้ หนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ซึ่งมีอภิชาติพงศ์เป็นหนึ่งในผู้กำกับ จะเข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

ที่มา https://www.screendaily.com/news/ica-forms-think-tank-with-tilda-swinton-laura-poitras-apichatpong-weerasethakul/5128445.article

ภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com/

ข่าวบันเทิง

เปิดตัวอย่าง “บางกอกจอยไรด์ 1: เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” ก่อนเข้าฉายเร็วๆ นี้

เพจ Cinema Oasis เผยแพร่หนังตัวอย่างของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” (บางกอกจอยไรด์ ภาค 1: จากกรกฎาคม – 9 ธันวาคม 2556)

หนังสารคดีเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์” หรือ Ing K (อิ๋ง เค) ที่บันทึกภาพเหตุการณ์ประท้วงชัตดาวน์กรุงเทพฯ ระหว่างปี 2556-57

“บางกอกจอยไรด์” จะถูกแบ่งออกเป็นสองภาค โดยภาคแรกเป็นหนังสารคดีที่บันทึกภาพการชุมนุม “ชัตดาวน์ กรุงเทพฯ” ซึ่งอิ๋งเห็นว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกหลงลืมไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่หนังภาคสองจะจับจ้องลงลึกไปยังบุคลิกลักษณะพิเศษเฉพาะบุคคลของผู้ชุมนุมบางราย ซึ่งเข้ามาร่วมเคลื่อนไหว “ปิดกรุงเทพฯ”

26195472_2033923886822593_2339205651125404420_n

ก่อนหน้านี้ Nicole Brenez ภัณฑารักษ์ภาพยนตร์และนักวิจารณ์ผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงชาวฝรั่งเศส ได้คัดเลือกให้ “บางกอกจอยไรด์” ติดอันดับ 1 ใน 5 หนังยอดเยี่ยมแห่งปี 2016 ตามทัศนะของเขา

เพจดังกล่าวระบุด้วยว่า “บางกอกจอยไรด์ 1” จะเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ทางเลือก “ซิเนม่าโอเอซิส” เร็วๆ นี้

คนมองหนัง

โน้ตสั้นๆ ถึง “ฉากและชีวิต” อีกเฉดสีของหนังชนบทไทยร่วมสมัย

หนึ่ง

พลอย ซันนี่

จะว่าไปแล้ว “ฉากและชีวิต” มีความคล้ายคลึงกับ “Die Tomorrow” ของ “นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์” อยู่ไม่น้อย

ทั้งสองเรื่องนำเสนอ “ห้วงขณะสั้นๆ” ในส่วนเสี้ยวชีวิตของตัวละครหลายคนหลากกลุ่มเหมือนๆ กัน ผิดแต่เพียงว่าขณะที่ “Die Tomorrow” พูดถึงประเด็น “ความตาย” อันเกี่ยวพันกับตัวละครที่ส่วนใหญ่เป็น “คนเมือง” “ฉากและชีวิต” กลับเล่าถึงภาวะล่มสลายแตกกระจายของชุมชนแห่งหนึ่งในพื้นที่ชนบท

สอง

29133461_1737246726338587_3294371866017267712_n

“ฉากและชีวิต” เป็นหนังไทยที่เล่าเรื่องของสังคมชนบท แต่บุญส่งมิได้นำเสนอภาพของชุมชนหมู่บ้านที่สมาชิกจำนวนมากมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นลึกซึ้ง (ไม่ว่าจะในด้านบวกหรือลบ)

นอกจากนั้น หนังยังมิได้นำเสนอภาพแทนของหมู่บ้านชนบท ซึ่งสามารถปรับตัวเข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์หรือสังคมไทยยุค 4.0 ได้อย่างกลมกลืน

อาจพอสรุปความได้ว่า “ฉากและชีวิต” มีความแตกต่างอย่างสำคัญจาก “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” หนังชนบทอีสานเรื่องเด่นแห่งทศวรรษ 2560

“บ้านวังพิกุล” ของบุญส่ง แทบจะกลายเป็น “ชุมชนจินตกรรม” ที่กอปรขึ้นจากปัจเจกบุคคลผู้โดดเดี่ยว แปลกแยก สับสน และถูกรายล้อมด้วยปัญหานานาชนิด

ชาวบ้านแต่ละรายอาจมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชุมชนคนอื่นๆ บ้าง แต่ถึงที่สุดพวกเขาก็มีระยะห่าง มีความเข้าใจผิด คอยคั่นกลางระหว่างกัน โดยสายสัมพันธ์ที่คล้ายจะราบรื่นลงตัวมักเกิดขึ้นในวงจรเชิงพาณิชย์ระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อเพียงเท่านั้น

ไปๆ มาๆ ความหวังน้อยนิดในหมู่บ้านแห่งนี้ดูจะอยู่ที่การประกอบธุรกิจอาหารตามสั่งเพื่อรองรับวิถีชีวิตอันแปรเปลี่ยนของผู้คน และการอุปถัมภ์ค้ำจุนชั่วครั้งคราว (จากพระสงฆ์และคุณลุงผู้ใส่เสื้อยืดไทยรักไทย) ที่เกิดขึ้นกับชายผู้ขับรถกระบะตามหาเมีย

แม้แต่การหวนกลับมาโหยหาอารมณ์โรแมนติกของพ่อลูกจากเมืองหลวง ก็พลิกผันกลายเป็นอะไรที่โรแมนติกไม่ออก เมื่อลูกกินอาหารรสมือพ่อ (ตามสูตรของย่า) ไม่ลง และพ่อต้องออกคำสั่งให้ลูกกล้ำกลืนมันลงไปด้วยท่าทีเผด็จการ

เหล่านี้คือความเศร้าสลด รันทด หดหู่ ที่ความล่มสลายของปัจเจก ค่อยๆ แพร่ขยายไปสู่ความล่มสลายของครัวเรือนและชุมชน

ภาวะดังกล่าวผลักดันให้บรรดาหนุ่มสาวรุ่นใหม่ต้องอพยพเข้า กทม. ไล่ตั้งแต่หญิงสาวตอนต้นเรื่องและหญิงสาวอีกรายช่วงท้ายเรื่อง ไม่นับรวมบรรดาเด็กหนุ่มติดเกม-โทรศัพท์สมาร์ทโฟนทั้งหลาย (หรือกระทั่งเด็กโข่งประจำโรงเรียน) ที่มีวี่แววว่าจะอดทนใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ไปได้อีกไม่นานนัก

แม้การเดินทางเข้าเมืองหลวงจะเต็มไปด้วยความเสี่ยงใหม่ๆ แต่นั่นก็อาจเป็นหนทางหลักที่จำเป็นต้องเลือกเดิน

ไม่ต่างอะไรจากเรื่องเล่าในนิทานของชายหนุ่มในฉากแรกสุด ว่าด้วยกระต่ายน้อยที่ลืมปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของตน อันได้แก่ การกินผักบุ้งในบ้าน

เมื่อออกเดินทางไกลแล้วท้องหิว มันจึงต้องลงไปหาผักบุ้งกินข้างทางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือ หนทางอยู่รอดเดียว ซึ่งชักนำเจ้ากระต่ายให้กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของงูเหลือม

สาม

ไทบ้าน 4

หากเทียบเคียงกับหนังของคนหนุ่มในจักรวาล “ไทบ้านฯ” ผู้ชมอาจรู้สึกว่าบุญส่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่มองโลกในแง่ร้ายเหลือเกิน

กระทั่งหนังของเขาต้องตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เจ้าตัวเองก็รับทราบ คือ ชาวบ้านชนบทไม่ได้รู้สึกสนุกด้วย และมีฐานคนดูเพียงกลุ่มเล็กๆ ซุกซ่อนอยู่ในเมือง (แถมยังมิได้ตั้งเป้าสร้างสรรค์ผลงานเพื่อส่งเข้าร่วมเทศกาลระดับนานาชาติเสียอีก)

แต่ต้องไม่ลืมว่านี่คือการมองโลกจากสายตาของชายวัยกลางคน ที่ผ่านการบวชเรียนจนเป็นมหาเปรียญ ก่อนจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศ และใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์, สังคมชนบท และประเทศชาติ ซึ่งไม่ได้มีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่เส้นทางอันดีงามขึ้นเลยตลอดสิบปีให้หลัง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าบุญส่งจะผลิตงานโดยปราศจากความคิดมุมบวกและพลังสร้างสรรค์ เพราะอย่างน้อย เขาก็เชื่อมั่นในพลังของเทคโนโลยีดิจิตอล ว่านวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้คนธรรมดาสามารถเล่าเรื่องราวความจริงอันปกติสามัญผ่านสื่อภาพยนตร์ได้ง่ายดายและมากมายยิ่งขึ้น

หากใครอยากลองชมอีกหนึ่งเฉดสีของหนังชนบทไทยร่วมสมัยที่มีทุนสร้างไม่สูงนัก ใช้เทคนิควิธีการไม่สลับซับซ้อน แต่นำเสนอประเด็นชวนขบคิด ผ่านงานด้านภาพที่ดี และการแสดงอันสดดิบจริงใจ

คุณไม่ควรพลาด “ฉากและชีวิต”

อ่านบทความเต็มได้ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2561 หรือในเว็บไซต์ matichonweekly ช่วงต้นสัปดาห์หน้า

ข่าวบันเทิง

“ฉากและชีวิต” หนังเรื่องล่าสุดของ “บุญส่ง นาคภู่” เข้าฉายปลายมีนาคมนี้

 

“ฉากและชีวิต” ภาพยนตร์อิสระเรื่องที่ 6 ของ “บุญส่ง นาคภู่” เตรียมเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ลิโด้ ระหว่างวันที่ 22-28 มีนาคมนี้ โดยจะฉายเพียงวันละ 1 รอบ ในเวลา 18.30 น. ตลอดสัปดาห์ดังกล่าว

บุญส่งแถลงถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า

29027362_1737246516338608_2718539394414804992_n

อยากเชิญชวนทุกคนไปชมนะครับ อย่างน้อยจะได้แลกเปลี่ยนกัน ผมทำหนังเรื่องนี้ด้วยใจจริงๆ เพื่อสื่อสารความจริงบางอย่างในชนบทไทย ให้ทุกคนได้ช่วยคิดช่วยแชร์ ทำด้วยเหตุปัจจัยที่มี โดยไม่รออะไร พยายามทำให้การทำหนังมันง่าย เหมือนนักเขียนเขียนหนังสือ กวีแต่งบทกวี เพื่อเฉลิมฉลองศักราชใหม่ของยุคดิจิตัล ยุคแห่งความอิสระ ยุคที่เราทุกคนต่างก็เป็นคนทำหนังได้ แค่มีกล้องสักตัว เครื่องอัดเสียงสักชุด และคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง และเรื่องราวในประเทศเราก็มีมากมายให้หยิบมาเล่า เรื่องดีๆ และชวนสะท้านใจทั้งนั้น

29028155_1737248029671790_5449921372404842496_n

เรื่อง “ฉากและชีวิต” นี้ เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ผมพบเจอมาตลอด เห็นทีไรก็สะเทือนใจ ชนบทไม่ได้สวยงามอะไรนักหรอกครับ เรามามองมันตามที่เป็นจริง แล้วช่วยกันหาทางแก้ไขดีกว่า แต่หนังก็คือหนังครับ ผมไม่อาจไปสั่งสอนใครหรือทำอะไรได้มากไปกว่า การหยิบเรื่องราวดีๆ มาวางตรงหน้า แล้วเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้คิดและรู้สึก ตามประสบการณ์ของแต่ละคน

29062982_1737246589671934_4558374384678469632_n

อีกอย่าง ผมฝันมานานแล้ว ว่าจะสร้าง “ชุมชนคนดูหนังทางเลือก” ขึ้นมาให้เข้มแข็ง ผมเชื่อเหลือเกิน เชื่อด้วยจิตวิญญาณว่า หนังมันเป็นศิลปะที่มีพลังในทางการเปลี่ยนแปลงสูงมาก ยากที่จะหาศิลปะแบบไหนในโลกนี้มาเทียบได้ และหนังสำหรับผม ต้องเป็นประโยชน์กับคนดูส่วนใหญ่และสังคมครับ ไม่ใช่ลอยอยู่บนหอคอยงาช้างสูงส่ง นั่นแหละที่ผมพยายามทำและพิสูจน์ ผลเป็นอย่างไร ผมน้อมรับเสมอ และจะนำไปปรับแก้พัฒนาในโอกาสต่อไป นี่เป็นพันธสัญญาครับ ผมไม่กล้าทำให้ทุกคนผิดหวัง

29133461_1737246726338587_3294371866017267712_n

“ฉากและชีวิต” นำแสดงโดย ธูป นาคภู่ ไกรสร นาคภู่ สมชาย นาคภู่ เทียน นาคภู่ บุญส่ง นาคภู่ เช่นนั้น นาคภู่ อำนวย นาคภู่ บุญชุบ นาคภู่ สมร นาคภู่ ทุเรียน นาคภู่ สุชาติ หวังอินทร์ นันชญา สายสุรินทร์ และชาวบ้านวังพิกุล

คนมองหนัง

บันทึกถึง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.1”

หนึ่ง

ชอบที่หนังเปิดเรื่องและปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์โศกนาฏกรรม (การเสียชีวิตของสมาชิกชุมชน/คนใกล้ชิดของกลุ่มตัวละครหลัก) โดยส่วนตัว รู้สึกว่านี่เป็นจุดที่ทำให้หนังเดินทางไปไกลจากภาคแรกพอสมควร คือ เหมือนเป็นการประกาศชัดๆ ว่า หนังในภาค 2.1 และ 2.2 จะเล่าเรื่องราวชีวิตของชาวบ้านอีสานร่วมสมัย ไม่ใช่แค่ถ่ายทอดความรัก-อาการอกหัก เจืออารมณ์โรแมนติก-แฟนตาซีของหนุ่มสาวชาวอีสานรุ่นใหม่เท่านั้น

สอง

จักรวาลไทบ้าน

สำหรับผม จุดเด่นสำคัญใน “ไทบ้านฯ 2.1” ซึ่งเห็นชัดเจนมากขึ้นกว่าภาคแรก ก็คือ การนำเสนอถึงภาวะที่ตำแหน่งแห่งที่เกือบทั้งหมดของผู้คนในชุมชน/หมู่บ้าน มัน “ไถล” ออกจากจุดเดิมๆ หรือความคาดหวัง-เข้าใจของคน (ดู) ส่วนใหญ่

ในภาคนี้ “ครูแก้ว” ครูสาวคนสวยในหนัง ไม่ได้ทำหน้าที่ครูสักเท่าไหร่ (ในหนังภาคแรก เรายังเห็นเธอทำงานที่โรงเรียน แต่ซีนทำนองนั้นไม่ปรากฏออกมาเลยในหนังภาคล่าสุด)

บทบาทหน้าที่สำคัญของครูแก้วได้เคลื่อนเปลี่ยนกลายมาเป็น “คู่นอน-คนรัก” ของไอ้หนุ่มไทบ้าน (จนโดนเด็กนักเรียน/น้องชายแฟน ไปจนถึงผู้ใหญ่บ้าน แซวเอาซ้ำแล้วซ้ำเล่า)

ส่วนพระบวชใหม่ เช่น “พระเซียง” ก็บอกชัดเจนว่าตัวเองไม่ได้มาบวชเพื่อนิพพาน หรือเพื่อเป้าประสงค์ในเชิงธรรมะ แต่เขาออกบวชเพื่อหลบหนีจากความรักที่ผิดหวัง (ซึ่งท้ายสุด ก็หนีไม่พ้น แถมสถานการณ์ยังย่ำแย่ลงกว่าเก่า)

นอกจากนี้ เรายังได้เห็นพระเซียงทำหน้าที่อะไรหลายๆ อย่างในเชิงตลกขบขัน (และในเชิงการค้าพาณิชย์เพื่อช่วยเพื่อน) โดยไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวทางศาสนาซักเท่าไหร่ (รวมถึงการตกเป็นเป้าที่ถูกแกล้ง/รังแก ทั้งจากคนบ้าและเด็กในชุมชน)

กระบวนการสตาร์ทอัพธุรกิจสโตร์ผักของ “ป่อง” ก็ส่งผลให้สถานภาพของอีลีทในชุมชนเคลื่อนจากจุดเดิมอีกเยอะแยะ

เขาทำให้ครูใหญ่กลายมาเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจ หรือมีการชักชวนตำรวจ (และพ่อของอดีตกิ๊กเพื่อนสนิท รวมถึงเขยฝรั่งรุ่นใหญ่ในชุมชน) มาร่วมลงทุน

ที่เด็ดขาดสุด คือ การที่ป่องเปลี่ยนแปลงพื้นที่วัดให้กลายเป็น “เวิร์คกิ้งสเปซ” (จุดนี้ ตามความเห็นส่วนตัว นับเป็นการจัดการพื้นที่ที่ “ร้ายกาจ” กว่าไอ้แผนจัดแบ่งที่ดินและธุรกิจสโตร์ผักของเขาเสียด้วยซ้ำ)

เช่นเดียวกัน ภารโรงในหนังภาคที่แล้วอย่าง “จาลอด” ก็กลายมาเป็น “ผู้ช่วยนักธุรกิจ” ซึ่งเป็นหนึ่งในมุขฮาสุดของหนังภาคนี้ นี่คือ ตำแหน่ง/หน้าที่ที่บางครั้งก็มีประโยชน์ บางหนก็นำไปเบ่งได้ แต่หลายครั้งก็ไม่รู้ว่าจะมีไว้เพื่อทำอะไร แถมบางหน การดำรงอยู่ของจาลอด (และทรัพย์สมบัติของเขา เช่น มอเตอร์ไซค์) ก็กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของแผนธุรกิจซะงั้น

นอกจากนี้ เรายังพบเห็นสถานะของตัวละครอีกหลายรายที่ “เคลื่อน” ออกนอกลู่ทาง การกลายเป็นคนบ้าของ “โรเบิร์ต” ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

เขยอีสานอย่าง “เฮิร์บ” ก็เริ่มมีสถานภาพระหว่างอดีต-ปัจจุบัน เมืองนอก-เมืองไทย ที่คลุมเครือสับสน (หรือแม้แต่แค่อยากจะทำตัวเป็นพ่อ/ผัวที่ดี มันก็ยังถูกใช้ให้ไปทำนู่นนี่อย่างอื่น ทั้งส่งน้องเมียเข้าหอ หรือพาไอ้ป่อง-จาลอด ไปดูที่ดิน)

“ไอ้หนุ่มส่งพิซซ่า” ในหนัง ก็ไม่เคยทำหน้าที่ส่งพิซซ่าแต่อย่างใด

หากดูหนังด้วยวิธีการมองโลกแบบเดิมๆ เราอาจรู้สึกว่าตัวละครใน “ไทบ้านฯ 2.1” ช่างอยู่ผิดที่ผิดทางผิดฝาผิดตัวไปเสียหมด

แต่ถ้าลองปล่อยใจไปตามชีวิตของผู้คน และชีวิตของชุมชนภายในภาพยนตร์ ความผิดแผกทั้งหลายเหล่านั้น ก็อาจหมายถึงชีวิตคน-ชีวิตชุมชนที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงไป จนยากจะประเมินหรือทำความเข้าใจจากกรอบคิดเดิมๆ

สาม

ไทบ้าน 3

ประเด็นเล็กๆ ที่โดยส่วนตัวรู้สึกว่า “จุกที่สุด” คือข้อขัดแย้งเรื่อง “ข้าวเหนียว-ข้าวเจ้า” ในครัวเรือนของจาลอด

นี่เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากความเคยชินกับ “ข้าวเหนียว” ของยายและ “ไอ้มืด” น้องชายจาลอด กับการแวะเวียนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของ “ครูแก้ว” ซึ่งเป็นคนเมือง

จนสุดท้าย จาลอดต้องแสวงหาทางออกกลางๆ ประนีประนอม ด้วยการหุง “ข้าวเหนียว” กับ “ข้าวเจ้า” รวมกันซะเลย

แม้ความขัดแย้งข้อนี้จะยังไม่ได้ถูกขยายประเด็นออกไป แต่มันก็เหมือนจะไม่ได้ยุติหรือสงบลงอย่างสมบูรณ์ ด้วยวิธีการแก้ปัญหาข้างต้น

สี่

ไทบ้าน 4

ถ้าคิดต่อจากข้อ “สอง” และ “สาม” จะเห็นได้ว่า เมื่อ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ดำเนินมาถึงภาค 2.1 คอนเซ็ปท์ “บ้าน-วัด-โรงเรียน” ที่หนังฉวยใช้มาตั้งแต่ภาค 1 นั้นยิ่งขยับตัวออกห่างจากคอนเซ็ปท์เดียวกันของภาครัฐมากขึ้นทุกที

“บ้าน” ในหนังภาคนี้ มีความขัดแย้งหลายๆ ระดับ ตั้งแต่พ่อกับลูก (ผู้ใหญ่บ้านกับป่อง) จนถึงพี่กับน้อง (จาลอดกับมืด) หรือคนในกับคนนอก ที่ปรากฏผ่านการหุงข้าว

ยังไม่นับว่า “บ้าน” คือ บ่อเกิดของโศกนาฏกรรม การปล่อยคนแก่ไว้คนเดียวในบ้านไม่ใช่เรื่องปลอดภัยหรือการช่วยรับประกันความสบายใจให้แก่ลูกหลาน เช่นเดียวกับการตั้งต้นชีวิตครอบครัวของหนุ่มสาวที่อาจไม่สวยสดงดงามเสมอไป

“วัด” ก็ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเผยแพร่คำสอนทางศาสนาหรือสถานที่ทำบุญ วัดกลายเป็นศูนย์รวมปัญหาต่างๆ นานา เมื่อคนมีปัญหาต่างหนีมาพึ่งวัด หรือถูกนำมาปล่อยวัด (ตั้งแต่พระเซียง ป่อง จนถึงโรเบิร์ต)

“โรงเรียน” ไม่ใช่สถานที่ของ “ครูใหญ่” (ซึ่งมาร่วมลงทุนในกิจการสโตร์ผัก) และ “ครูน้อย” ที่ขลุกอยู่กับจาลอดเป็นหลัก แต่โรงเรียนในหนังภาคนี้ กลายเป็นจุดก่อความรักแบบ puppy love ของไอ้มืดกับหัวหน้าห้องสาวสวย

สถานที่/พื้นที่อย่าง “บ้าน-วัด-โรงเรียน” ก็ไม่ต่างอะไรกับสถานภาพของผู้คนในชุมชน ที่ล้วนขยับขับเคลื่อนออกจากจุดเดิมๆ ซึ่งเคยอยู่เคยเป็น

อาจกล่าวได้ว่า “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.1” นำเสนอเรื่องราวว่าด้วย “หมู่บ้านอีสาน” หมู่บ้านที่ยังมีโครงสร้าง และมีสมาชิกชุมชนโลดแล่นอยู่ภายใน

แต่ “โครงสร้าง” ของสังคม และ “หน้าที่” ของผู้คนนั้น กลับถูกผลัก ถูกดัน ถูกบิด ถูกผัน จนไม่สามารถคงรูปลักษณ์-รูปแบบความสัมพันธ์ดั้งเดิมได้อีกต่อไป

ห้า

ไทบ้าน 5

มีเพื่อนนักดูหนังจำนวนหนึ่งพูดถึงหลายๆ ฉากในหนัง ที่อาจไม่ได้ส่งผลต่อโครงเรื่องรวมๆ ของภาพยนตร์ แต่มันกลับมีความดีงามโดยตัวของมันเอง ในแง่การจับภาพเศษเสี้ยววิถีชีวิตของชาวบ้านคนเล็กคนน้อย

ทั้งฉากต่างๆ ในบริเวณร้านเจ๊สวย ฉากว่าด้วยการดำเนินชีวิต/ความฝันส่วนตัวของเฮิร์บและจีนูน ฯลฯ

หรือในส่วนของผม ก็ชอบพวกฉากการออกไปเล่นของไอ้มืดกับแก๊งเพื่อนๆ เด็กผู้ชาย (การเป่าลูกดอกยิงปลา พอมาอยู่ร่วมกับการใช้สมาร์ทโฟน หรือความฝันเรื่องการซื้อมอเตอร์ไซค์แล้ว มันดูเข้าท่าดี) และฉากที่ที่นอนจาลอด-ครูแก้ว สกปรกมีแมลงสาบ (จนครูมีอาการคัน ต้องไปหาหมอปลาวาฬ)

ผมรู้สึกว่าไอ้ส่วนเสี้ยวเหตุการณ์ต่างๆ (ที่จบในตัว) ซึ่งถูกเรียงร้อยผูกมัดขยำรวมกันเป็น “ไทบ้านฯ 2.1” นั้น คือ ภาพสะท้อนที่ดีมากๆ ของวัฒนธรรมการชมยูทูบและวัฒนธรรมเสพข่าวออนไลน์แบบไทยๆ

หลายๆ เหตุการณ์ย่อยในหนัง มีเนื้อหา-อารมณ์ ที่ใกล้เคียงกับโครงเรื่องที่แลดูซ้ำซากจำเจ ซึ่งมักปรากฏในคลิปสไตล์ยูไลก์ คลิปเหตุการณ์/เอ็มวีหลายล้านวิวในยูทูบ ตลอดจนข่าวชาวบ้านแนวเว็บ/เพจข่าวสด

คลิป/ข่าวทั้งหลายนี้ มีชีวิตของชาวบ้านปรากฏอยู่ในหลากหลายแง่มุม เรื่องดีๆ งามๆ อาจมีไม่มากเท่าเหตุอาชญากรรมสะเทือนขวัญ เรื่องลามกจกเปรต เรื่องเล่นหัวเฮฮา เรื่องการใช้เวลาว่างอย่างไร้แก่นสาร (เพราะไม่รู้จะไปทำอะไรดี) หรือเรื่องความต้องการจะบริโภคสินค้าบางชนิด เพื่อก่อร่างสร้างตัวตนให้แก่ตัวเอง ฯลฯ

“ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.1” คืออีกหนึ่งผลลัพธ์ของวัฒนธรรมแบบดังกล่าว วัฒนธรรมที่มีความหมาย ทรงพลัง และได้รับความนิยมจากมวลชนกลุ่มใหญ่ในระดับมหาศาล

ถ้าอยากเข้าใจสังคมไทยในภาพกว้าง ก็ควรจะต้องเข้าใจมวลชนกลุ่มนี้ และรู้สึกสนุก (ไม่มากก็น้อย) ไปกับวัฒนธรรมการเสพสื่อของพวกเขา

หรือแม้แต่ประเด็นการ “ไถล” ของสถานภาพดังที่กล่าวไปในช่วงต้น ผมก็เห็นว่ามันไม่ต่างอะไรกับบรรดาตัวละครในข่าวดราม่ากรณี “หวย 30 ล้าน” ที่ทุกคนมาปะทะกันผ่านการแย่งชิงหวยรางวัลที่หนึ่ง ด้วยสถานะคู่ขัดแย้ง-คนพูดจริง-คนพูดลวง ไม่ใช่ในสถานะของตำรวจ ครู แม่ค้าสลาก ฯลฯ ซักเท่าไหร่

หก

ปริม

ครูแก้ว

สำหรับตัวละครสาวๆ ในเรื่อง ผมชอบน้องปริม-ครูแก้ว-เจ๊สวย (คนหลังสุด รูปหายากจัง) ตามลำดับ

ส่วนจีนูน เกือบชอบแล้ว แต่กลัวไฝเธอ 555 ขณะที่น้องหัวหน้าห้อง ขอตามดูภาคหน้าอีกหน่อย แล้วค่อยตัดสินใจ

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” อัพเดตความคืบหน้าหนังยาวเรื่องล่าสุด “Memoria”

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล อัพเดตความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการหนังยาวเรื่องล่าสุดของเขา “Memoria” ระหว่างเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเตอร์ดัม

สกรีนเดลี่รายงานว่าผู้กำกับชาวไทยเพิ่งจะเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จ โดยเขาและทีมงานน่าจะเดินทางไปถ่ายทำหนังที่ประเทศโคลอมเบียในช่วงปี 2019

“ย้อนกลับไปในยุค 70 และ 80 มีสถานการณ์ความรุนแรงมากมายเกิดขึ้นที่นั่น (โคลอมเบีย) ซึ่งรุนแรงกว่ายุคปัจจุบันซะอีก… ดังนั้น หากคุณขับรถไปตามท้องถนนในช่วงเวลาดังกล่าว คุณอาจเจอกับเหตุระเบิด หรือบางครั้งการจราจรก็จะหยุดนิ่งโดยที่คุณไม่ทราบสาเหตุของมัน”

อภิชาติพงศ์เกริ่นถึงที่มาของหนังยาวเรื่องใหม่ และว่า

“ผู้คนจึงพากันจินตนาการไปถึงสิ่งต่างๆ จนเกิดความหวาดกลัวขึ้นภายในจิตใจของพวกเขา หนังของผมจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเด็นนี้ ประเด็นที่ว่าด้วยการรอคอยอะไรบางอย่าง ซึ่งคุณไม่รู้ชัดว่ามันคือสิ่งใด”

Apichatpong Portrait Trees

อภิชาติพงศ์ยังกล่าวถึงสภาพภูมิประเทศและธรรมชาติอันโดดเด่นของโคอมเบีย ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในหนังเรื่องใหม่นี้เช่นเดียวกัน

“โคลอมเบียมีสภาพภูมิทัศน์ที่น่าตื่นตา นี่นั่นมีภูเขาไฟ มีปรากฏการณ์แผ่นดินถล่ม มีแผ่นดินไหว มีการทำเหมืองถ่านหิน มีการขุดอุโมงค์ใต้ดิน”

สภาพภูมิประเทศดังกล่าวจะถูกนำไปผสมผสานกับแรงบันดาลใจอันเกิดจากนิยายแนวผจญภัยในป่าแบบไทยๆ ซึ่งอภิชาติพงศ์ชอบอ่านสมัยเด็กๆ และในทางกลับกัน นิยายประเภทนั้นก็ได้รับอิทธิพลจากงานวรรณกรรมอเมริกันและยุโรปในยุคล่าอาณานิคม ซึ่งพยายามจะสร้างภาพความโรแมนติกให้แก่พื้นที่ป่าเขาลำเนาไพร

นอกจากนี้ ระหว่างการรีเสิร์ชข้อมูล ซึ่งผู้กำกับชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวไปตามเมื่องต่างๆ 4 แห่ง ในประเทศโคลอมเบีย เขายังได้เข้าไปเยี่ยมเยือนเรือนจำและโรงพยาบาลจิตเวชท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง รวมถึงได้พบปะพูดคุยกับจิตแพทย์บางรายด้วย

“นี่คือประเทศที่น่าลุ่มหลง นี่เป็นหนังยาวเรื่องแรกของผมที่ถ่ายทำนอกประเทศไทย ผมหวังว่าโคลอมเบียจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับตนเอง”

ที่มาเนื้อหา https://www.screendaily.com/news/apichatpong-weerasethakul-updates-on-his-next-project-memoria/5126214.article

ภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com

คนมองหนัง

“ข้อดี” และ “ข้อด้อย” ของ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

ปรับปรุงจากบทความ เขียนถึง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” และ “มะลิลา” ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8-14 ธันวาคม 2560

ตามความเห็นส่วนตัว “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ถือเป็นผลงานระดับ “ดี” ของเป็นเอก แต่ไม่ได้ “ดีที่สุด”

ถ้าให้เปรียบเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ของผู้กำกับฯ คนเดียวกัน หนังเรื่องนี้คล้ายจะมีลักษณะร่วมกับ “ฝนตกขึ้นฟ้า” อยู่ไม่น้อย หากพิจารณาจากแก่นแกนความคิดหลักที่ถูกนำเสนอผ่านหนังทั้งสองเรื่อง ซึ่งว่าด้วยการดิ้นรนหลบหนีและเปลี่ยนแปลงตนเองของ “คนสีเทา” ตัวเล็กๆ กับการแผ่ขยายอิทธิพลอันไพศาลของโครงสร้างอำนาจขนาดใหญ่

หนังเล่าเรื่องของดารานางร้ายละครโทรทัศน์ชื่อดังที่ใช้ชีวิตคู่อย่างไม่ค่อยมีความสุขนักกับสามีเศรษฐีฝรั่ง ผู้อุทิศตนให้แก่ลัทธิความเชื่อประหลาด

ความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างดาราหญิงกับสามีต่างชาติและเจ้าลัทธิค่อยๆ ทวีความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ เธอตัดสินใจว่าจ้างหนุ่มลูกครึ่งฐานะขัดสน ซึ่งพบเจอกันโดยบังเอิญที่โรงพยาบาล ให้เข้ามาช่วยเคลียร์ปัญหา

ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะพัวพันยุ่งเหยิงจนสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก

ไม่มีสมุย โปสเตอร์

ถ้าให้สรุปประเด็นอย่างรวบรัด ผมตีความว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กำลังพูดถึงสายสัมพันธ์/ความขัดแย้งระหว่าง “รูปแบบที่หลากหลายและการพลิกผันของเรื่องเล่า” กับ “โครงสร้างอันแข็งตัวของอำนาจ”

หนังพยายามหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า ถ้าเรา (คนเล็กๆ ผู้ต้องการจะทดลองเล่าเรื่องของตัวเอง) ลองพลิกมุมมอง สลับสับเปลี่ยนตัวละคร หรือเคลื่อนย้ายฉากหลังของเรื่องราว จนก่อเกิดเป็นเรื่องเล่าลื่นไหลหลากชนิดเกี่ยวกับผู้อยู่ใต้อำนาจและผู้มีอำนาจ

การทดลองดังกล่าวจะส่งผลให้โครงสร้างอำนาจที่แลดูแข็งแกร่งตายตัวสั่นคลอนหรืออ่อนแอลงบ้างหรือไม่?

โจทย์ใหญ่ของ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ถูกขับเคลื่อนด้วยระลอกสถานการณ์พลิกผันจำนวนมาก

หนังมีอะไรหลายจุดที่ชี้ชวนให้คนดูนึกถึงผลงานเรื่องก่อนๆ ของเป็นเอก ตั้งแต่ “กิมมิก” เล็กๆ น้อยๆ จนถึงลักษณะการนำพาเรื่องราวให้เลยเถิดเตลิดเปิดเปิงไปเรื่อยๆ ผ่านความบังเอิญ ความสะเพร่า ความน่าชวนหวัว ตลอดจนความไม่น่าเชื่อถือ (แต่สนุกสนานตามสมควร)

ใครที่ชอบ “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” และ “เรื่องตลก 69” คงเพลิดเพลินกับหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

ตัวละครที่มีเสน่ห์มากๆ รายหนึ่งใน “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กลับไม่ใช่เหล่าตัวละครหลัก แต่เป็น “แม่ผู้ป่วยหนัก” ของนักฆ่าลูกครึ่ง ที่ดำรงอยู่คู่เคียงกับอารมณ์ตลกร้าย และ “ปรากฏการณ์มหัศจรรย์” ภายในหนัง

ไม่มีสมุย 4

เป็นตัวละครนักฆ่าหนุ่มต่างหากซึ่งถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากองค์ประกอบแปลกๆ ไม่น่าเชื่อถือมากมาย แต่พอนำตัวละครรายนี้ไปประกบทาบกับสามีฝรั่งของนางเอก ภาพเปรียบเทียบเช่นนั้น กลับสามารถทำให้เรามองเห็นความหลากหลายของ “ฝรั่ง” ในเมืองไทย ได้อย่างน่าสนใจ

ไม่มีสมุย 2

สำหรับตัวละครเจ้าลัทธิประหลาด หรือ “เดอะ โฮลี่ วัน” (เจ้าคณะ) เท่าที่จับได้จากบทสนทนาช่วงต้นเรื่อง ดูเหมือนว่าทีแรกสุด ผู้กำกับฯ คงอยากจะใช้เขาเป็น “ภาพแทนของพระสงฆ์จริงๆ” เลยด้วยซ้ำ

แต่หนังก็ค่อยๆ คลี่คลายสถานการณ์ให้ตัวละครรายนี้เป็นเพียงเจ้าลัทธิฆราวาส โดยมีรายละเอียดหนักแน่นบางประการมาช่วยรองรับสถานะดังกล่าวในตอนจบ

ไม่มีสมุย 3

อีกจุดเด่นหนึ่งที่มักปรากฏในภาพยนตร์ของเป็นเอกเสมอมา คือ การเลือกใช้นักแสดงหญิงได้อย่างเก่งกาจ

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มิได้มีแค่ดาวร้ายละครทีวีที่รับบทโดย “พลอย เฌอมาลย์” เป็นตัวละครนำหญิงผู้โดดเด่นรายเดียว และนอกจาก “แม่ของนักฆ่าลูกครึ่ง” ผู้โผล่มาขโมยซีนนิดๆ หน่อยๆ แล้ว ยังมีตัวละคร/นักแสดงหญิงลึกลับอีกหนึ่งราย ซึ่งจะปรากฏกายขึ้นพร้อมบทบาทสำคัญมากในช่วงท้าย

ตัวละครหญิงคนนี้ทำให้ผมคิดถึงบทบาทของ “พรทิพย์ ปาปะนัย” ใน “มนต์รักทรานซิสเตอร์” และ “พลอย” เพราะพวกเธอต่างเป็นตัวละครระดับรองที่มีโอกาสออกจอในเวลาไม่มากนัก

ทว่า บุคลิกลักษณะและฝีมือการแสดงของตัวละคร/นักแสดงหญิงเหล่านี้กลับน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง

องค์ประกอบที่น่าเสียดายใน “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” คือ บรรดาตัวละครสมทบเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่ได้มีเสน่ห์เฉพาะตนหรือไม่มีอารมณ์ตลกหน้าตายซื่อๆ ใสๆ เหมือนนักแสดงสมทบที่น่าประทับใจในผลงานชิ้นแรกๆ ของเป็นเอก

แม้ผู้กำกับฯ จะพยายามสร้างตัวละครประเภทนี้ขึ้นมาอีกครั้งในหนังเรื่องล่าสุดก็ตาม

เช่นเดียวกับเรื่องเพลงประกอบ ที่หลายครั้ง เป็นเอกมักเลือกสรรบทเพลงของศิลปินผู้ไม่ค่อยโด่งดัง (อาทิ อารักษ์ อาภากาศ และ จ๊อบ บรรจบ พลอินทร์) มาใส่ในหนังของตนเองได้อย่างแพรวพราวเหมาะเจาะ

แต่คุณสมบัติข้อที่ว่ากลับมิได้ฉายส่องออกมาในภาพยนตร์เรื่องนี้