ข่าวบันเทิง

จับตา “หนัง (จาก/เกี่ยวกับ) อาเซียน” ในเทศกาลคานส์ 2017

นอกจากในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2017 จะมีหนังเกี่ยวกับคุกไทยเรื่อง “A Prayer Before Dawn” ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส “Jean-Stéphane Sauvaire” เข้าฉายนอกสายการประกวดหลัก ในโปรแกรม “Midnight Screening” แล้ว (คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่)

ยังมีหนังจาก (หรือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าสนใจอีกจำนวนหนึ่งในเทศกาลคานส์ปีนี้

w1

เริ่มต้นด้วย “The Venerable W.” ผลงานภาพยนตร์สารคดีโดย “Barbet Schroeder” นักทำหนังอาวุโสเชื้อสายอิหร่านชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะได้ฉายนอกสายการประกวดในโปรแกรม “Special Screenings”

หนังถ่ายทอดเรื่องราวของ “วีระตุ๊” พระสงฆ์ที่ได้รับความเคารพและทรงอิทธิพลอย่างสูงในประเทศเมียนมา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปลุกกระแสความเกลียดชัง กระทั่งนำไปสู่การเข่นฆ่าทำร้ายประชากรที่นับถือศาสนามุสลิม

หนังเรื่องนี้เป็นภาคสุดท้ายในภาพยนตร์ชุด “ไตรภาคว่าด้วยปีศาจ” ของ Schroeder ถัดจาก “General Idi Amin Dada: A Self Portrait” (1974) และ “Terror’s Advocate” (2007)

marina good

ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์อินโดนีเซียเรื่อง “Marlina the Murderer in Four Acts” ผลงานการกำกับของ “Mouly Surya” ก็ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Directors’ Fortnight” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์

หนังเล่าเรื่องราวของหม้ายสาวชื่อ “Marlina” ที่ออกเดินทางแสวงหาความยุติธรรมและอิสรภาพ หลังจากเธอถูกทำร้ายและปล้นสะดมจากแก๊งนักเลงกลุ่มหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะลงมือสังหารชายเหล่านั้น

แต่การเดินทางของ Marlina กลับช่างยาวไกล แถมวิญญาณของชายที่ถูกฆ่ายังตามมาหลอกหลอนเธออีกต่างหาก!

น่าสนใจว่าหนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ “Purin Pictures” จากประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย “วิศรา วิจิตรวาทการ” และ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนหนังอิสระในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

jodika

นอกจากนี้ ในโปรแกรมประกวดภาพยนตร์สั้นของงาน “International Critics’ Week” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ยังมีผลงานชื่อ “Jodilerks Dela Cruz, Employee of the Month” ของ “Carlo Francisco Manatad” ผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ ถูกคัดเลือกเข้ามาฉายอีกด้วย

หนังร่วมสร้างระหว่างฟิลิปปินส์และสิงคโปร์เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวการทำงานในวัน/คืนสุดท้ายของพนักงานปั๊มน้ำมันหญิงคนหนึ่ง

ต้องจับตาดูว่ากระแสตอบรับต่อภาพยนตร์เหล่านี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

คนมองหนัง

Birdshot: เมื่อ “คดีนกประจำชาติตาย” สำคัญกว่า “คดีคนถูกอุ้มหาย”

หนึ่ง

CwUad9xUUAEZrxK

“Birdshot” เป็นหนังฟิลิปปินส์ ผลงานการกำกับของ “มิคาอิล เรด” คนทำหนังรุ่นใหม่วัยยี่สิบกลางๆ

หนังเพิ่งคว้ารางวัล Special Mention (รางวัลชมเชย) จากเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพฯ ครั้งล่าสุด ย้อนไปเมื่อปลายปีก่อน Birdshot ก็ได้รับรางวัล Best Asian Future Award จากเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016 (รางวัลเดียวกับทึ่ “มหาสมุทรและสุสาน” เคยได้รับเมื่อปี 2015)

ถึงจะเป็นหนังรางวัล/หนังเทศกาล แต่ Birdshot ก็ไม่ใช่หนังอาร์ตดูยาก ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะเรดคือเด็กหนุ่มที่ชอบเสพหนังฮอลลีวูด เขาชอบงานของพี่น้องโคเอน ดังนั้น ผลงานของเขาจึงเข้มข้น เร้าใจ ดูสนุกมากๆ แต่ก็มาพร้อมกับอีกหนึ่งความมุ่งมั่นตั้งใจของเจ้าตัว นั่นคือ ความต้องการจะผลิตหนังที่พูดถึงประเด็นจริงจังทางสังคมไปในขณะเดียวกัน

สอง

Birdshot-POSTER-filipinio-thriller-mikhail-red-film-noscale

หนังมี “เส้นเรื่องหลัก” สองเส้นที่ถูกเล่าอย่างคู่ขนานกันไป

เส้นเรื่องแรก ว่าด้วยพ่อวัยไม้ใกล้ฝั่งที่พยายามฝึกฝนให้ลูกสาววัยไม่ถึงยี่สิบ มีศักยภาพเพียงพอที่จะใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ด้วยตัวเอง

เมื่อพ่อ-ลูกคู่นี้อาศัยอยู่บริเวณชายป่าสงวน รูปธรรมของการฝึกฝนดังกล่าว จึงได้แก่ การฝึก “ยิงนก”

หนังแสดงให้เห็นว่าภายใต้สถานการณ์กดดันและการเฝ้าดูจากพ่อ ลูกสาวยังมีจิตใจกล้าแกร่งไม่พอ ที่จะลงมือปลิดชีพนกตัวใดๆ

แต่แล้ว เมื่อเธอไปเที่ยวเล่นในป่าพร้อมกับสุนัขคู่ใจ นอกจากเด็กสาวจะฝ่าฝืนคำสั่งของพ่อที่ห้ามเธอข้ามรั้วเข้าไปในเขตป่าสงวนแล้ว เธอยังมีสภาพจิตใจที่นิ่งพอจะเด็ดหัว “นกอินทรีฟิลิปปิน” ในเขตหวงห้ามได้อีกด้วย

เรื่องราวชักจะลุกลามใหญ่โตเมื่อนกดังกล่าวมีสถานะเป็น “นกประจำชาติ” ของประเทศฟิลิปปินส์

สาม

birdshot-film-image-3

อีกหนึ่งเส้นเรื่อง คือ เรื่องของตำรวจหนุ่มไฟแรง ชีวิตของเขากำลังเริ่มต้นใหม่ในสองด้าน ด้านแรก คือ การก่อร่างสร้างครอบครัว เมื่อลูกน้อยเพิ่งถือกำเนิดขึ้นมา อีกด้าน คือ ชีวิตการทำงาน ซึ่งเจ้าตัวต้องฝึกปรือวิทยายุทธกับนายตำรวจหัวหน้า/คู่หู ที่มีประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่มาอย่างโชกโชน

ณ จุดตั้งต้น ดูเหมือนตำรวจหนุ่มและนายของเขาจะต้องไปตามคดีปริศนาว่าด้วยเรื่องรถบัสและคนหาย

แต่จู่ๆ ภารกิจก็ถูกยุติกลางคันโดย “เจ้านาย” ที่ใหญ่กว่า เมื่อคดีดังกล่าวดูเหมือนจะไม่ใช่แค่คดีอาชญากรรมธรรมดาระดับท้องถิ่น แต่เป็นเรื่องความขัดแย้งเรื่องที่ดินทำกินระหว่าง “ชาวบ้าน” กับ “เจ้าที่ดิน”

เมื่อชาวบ้านเตรียมบุกเข้าไปร้องเรียนความเป็นธรรมถึงในเมืองหลวง พวกเขาและรถโดยสารที่ใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทางก็ถูก “อุ้ม” หายไปซะเฉยๆ

พอถูกห้ามไม่ให้ทำคดีความข้องเกี่ยวกับการสังหารหมู่ผู้คนจำนวนมาก และความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในระดับชาติ

ตำรวจหนุ่มและนายของเขาก็เลยถูกมอบหมายให้ไปตามคดีใหม่ นั่นคือ “คดียิงนกอินทรีในป่าสงวน”

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นจากฝีมือของเด็กสาวในเส้นเรื่องแรก มันเกิดขึ้นจากการเที่ยวเล่น การทดลอง การเติบโตเปลี่ยนผ่านของเด็กสาวบ้านป่าตัวเล็กๆ หนึ่งคน

แต่สำหรับรัฐ นี่คือคดีความว่าด้วยการสูญเสีย “นกประจำชาติ”

ด้านหนึ่ง สถานะของ “นกแห่งชาติ” อาจยิ่งใหญ่พอที่จะกลบทับคดีการหายตัวของชาวไร่ชาวนาไร้ที่ทำกินในพื้นที่ชนบท

แต่อีกด้าน สถานะของ “นกแห่งชาติ” ก็อาจเป็นเพียงเครื่องมือปกปิดอำพรางความขัดแย้ง/ปัญหาที่มีความสำคัญมากกว่าของประเทศอันวิปริตพิกลพิการ

สี่

Birdshot1-1

แล้วเส้นเรื่องที่แยกกันเดินสองเส้นก็มาบรรจบ

แม้ตำรวจหนุ่มจะยืนกรานอย่างหนักแน่นที่จะตามคดีคน/รถบัสหายต่อไป แต่เจ้านายหลายระดับ ตลอดจนระบบราชการอันฟอนเฟะ ก็ค่อยๆ บีบคั้น กดดัน กล่อมเกลา ขู่กรรโชก ให้เขาจำต้องเปลี่ยนใจ

จากข้าราชการหนุ่มที่มีจิตใจรักความเป็นธรรม เขากลายเป็น “ตำรวจเลวๆ” บ้าดีเดือด ซึ่งลงมือซ้อมผู้ต้องหาด้วยวิธีการนอกกฎหมายไม่ต่างจากพวกลูกพี่ของตน

ที่น่าเจ็บปวด คือ การตามจับคนร้ายคดียิงนกอินทรีกลายเป็น “สนามทดลองแห่งแรก” ที่ตำรวจหนุ่มได้ฝึกฝนการใช้อำนาจอิทธิพลนอกรีต

ณ จุดบรรจบของเส้นเรื่องสองเส้น หนังเต็มไปด้วยฉากความรุนแรง สูญเสีย ที่น่าเศร้าสลด (เศร้าที่อันที่จริง มันไม่ควรจะสูญเสียอะไรมากมายขนาดนั้น)

จากที่รัฐควรจะออกตามหาชาวบ้านจำนวนมากซึ่งหายตัวไป สิ่งที่ได้มาทดแทน คือ การลงมือทำร้ายชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องโดยน้ำมือของเจ้าหน้าที่ (ซึ่งต่อมา ก็ถูกชาวบ้านเอาคืนเหมือนกัน)

จากการไล่ล่าคนลงมือฆ่า “สัตว์สำคัญของชาติ” ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ การมีคนและสัตว์อื่นๆ (ซึ่งไม่ได้มีความสำคัญ “ระดับชาติ”) ถูกสังหารลงอย่างน่าหดหู่

อย่างไรก็ดี แม้หนังจะปิดฉากจบลงอย่างรวดร้าว แต่ยังมี “ประกายความหวัง”

เพราะถึงจะมีตัวละครที่ต้องตายอย่างไม่ควรตาย มีตัวละครที่สิ้นหวังแพ้พ่ายในชีวิต ทว่า ยังมีตัวละครที่ได้โอกาส “เลือก” จะทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่าง

ในสภาพสังคมที่บีบคั้น ขาดแคลนโอกาส ในสภาพสังคม ที่เรื่อง “นกตาย” สำคัญกว่า “คนหาย” คนเล็กคนน้อยในสังคมย่อมไม่มีโอกาสจะ “เลือก” อะไรในชีวิตมากมายนัก

ด้วยเหตุนี้ การได้เลือกจึงนับเป็น “ประกายความหวัง” อันยิ่งใหญ่

ไม่นับว่า “การเลือก” ในช่วงท้ายของหนัง ยังข้องเกี่ยวกับการตัดสินใจครั้งสำคัญ ว่าเราควรปฏิบัติอย่างไรต่อเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ ในฐานะที่พวกเราต่างเป็น “คนเหมือนกัน” และ “เท่ากัน”

หรืออีกทาง คือ พวกเราต่างตกเป็น “เหยื่อ” ของระบบอันอยุติธรรมพอๆ กัน

ห้า

บทสรุปของหนังยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ไปๆ มาๆ เรื่องที่เหมือนจะไม่น่าเกี่ยวข้องกันอย่าง “คดีนก (ประจำชาติ) ถูกยิงตาย” กับ “คดีชาวบ้านไร้ที่ทำกินหายสาบสูญ” ก็มิใช่สองคดีอาชญากรรมที่แยกขาดออกจากกัน

คำสอนที่พ่อเคยบอกให้เด็กสาว ตัวละครเอกในภาพยนตร์ ห้ามเข้าไปในเขตป่าสงวนนั้น มีนัยยะสำคัญ มิใช่เพียงเพราะพ่อกลัวว่าเธอจะไปยิงนกอินทรี แต่พ่อหวาดกลัวว่าเธอจะได้รับรู้เรื่องราวอย่างอื่น ที่ชาวบ้านตัวเล็กตัวน้อยไม่ควรรู้ หรือถึงรู้ก็ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น แถมจะมีปัญหายุ่งยากตามมา

น่าสนใจที่ว่า “ความจริง” ในภาพใหญ่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทั้งสองคดีเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” นั้นถูกตระหนักรับรู้โดยสามัญชนคนเล็กคนน้อย

ขณะที่ทางด้านตำรวจ ซึ่งเป็นตัวแทนของภาครัฐนั้น อาจมีเจ้าหน้าเบื้องบนบางส่วนที่รับรู้ถึงความเชื่อมโยงดังกล่าว (และพยายามปิดบังเอาไว้)

แต่ก็มีเจ้าหน้าที่บางคนที่ไม่มีโอกาสได้รู้เรื่องพวกนี้ไปตลอดชีวิต หรือมีบางคนที่ไม่สามารถรับรู้ถึงมันอย่างครอบคลุม เพราะความบ้าคลั่งเกินบรรยายใน “คดีนกตาย” ได้ฉุดกระชากลากดึงสติสัมปชัญญะและมโนสำนึกออกไปจากตัวเขาอย่างน่าเสียดาย

ปัญหา ก็คือ ชาวบ้านที่รู้ “ความจริง” มากกว่า/ชัดกว่า/กว้างกว่า จะสามารถทำอะไรได้บ้าง ในสังคมที่ไม่เปิดโอกาสให้เขาทำได้แม้แต่เพียงการเรียกร้องหาความยุติธรรม โดยยังไม่ต้องพูดถึงการลงมือเปลี่ยนแปลงสังคม

ณ จุดสุดท้าย คนรุ่นใหม่ที่เคยคาดหวังจะเข้าไปพัฒนา/ปฏิรูประบบ จึงกลายเป็นเพียงมนุษย์ผู้มีจิตวิญญาณผุพังภายในระบอบอำนาจอันฉ้อฉล

ส่วนอีกหนึ่งเยาวชนที่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งสอนของพ่อ กล้าปลดแอกตนเองออกจาก “ความ (อ) ยุติธรรม” ในระบบตาต่อตาฟันต่อฟันอันดิบเถื่อน

ก็ปลดปล่อยตัวเอง เพียงเพื่อจะไปพบกับ “ความจริง” ที่ชั่วร้ายและอ้างว้างกลางป่าลึก โดยมีแค่ซากศพและวิญญาณเร่ร่อนเป็นมิตรสหายร่วมทาง

คนมองหนัง

ประเด็นเล็กๆ จากหนัง 4 เรื่อง ที่ได้ดูช่วงปลาย เม.ย. 60

หมายเหตุ นี่ไม่ใช่การรีวิวหรือบทความที่วิเคราะห์-วิจารณ์หนังอย่างรอบด้านจริงจังนะครับ เพียงแต่ระหว่างวันที่ 22-29 เมษายน มีโอกาสได้ดูหนังอยู่สี่เรื่อง และพบว่าแต่ละเรื่องมี “จุดเล็กๆ” บางอย่าง ที่ตัวเองสนใจและติดใจเป็นพิเศษ ทว่า ยังไม่สามารถขยาย “จุดเล็กๆ” เหล่านั้น ให้กลายเป็นบทความที่เขียนถึงหนังแต่ละเรื่องโดยมีเนื้อหาขนาดยาวๆ ได้เหมือนงานชิ้นก่อนๆ

เลยตัดสินใจ มาเขียนถึงหนังทั้งสี่เรื่องรวมกัน ณ ที่นี้

Apprentice (บูจุนเฟิง)

Apprentice-Poster.ai

ข้อนึงที่รู้สึกว่าน่าสนใจดี คือ มันเป็นหนังที่ไม่วอกแวกเลย เหมือนจะเล่าประเด็นหลักอะไรก็มุ่งหน้าไปสู่ประเด็นนั้น ไม่แวะข้างทางให้วุ่นวายออกนอกเรื่อง (เราเลยไม่เห็นชีวิตด้านอื่นๆ ของตัวละคร เช่น ชีวิตรัก/ครอบครัวของพระเอกและลุงเพชฌฆาต รวมถึงชีวิตย่าพระเอก ที่ถูกกล่าวถึงผ่านบทสนทนา)

อีกข้อที่มาคิดต่อเอาเองหลังจากได้ดูหนังสิงคโปร์เรื่องนี้ ก็คือ ประเด็นหลักที่หนังต้องการพูดน่าจะเป็นเรื่องที่ “รัฐ” มันค่อยๆ ตบ/เกลา “พลเมือง” ในสังคม ให้ดำเนินชีวิตไปในรูปรอยของ “วินัย” ที่รัฐอยากให้เป็น

พระเอกไม่ได้ถูกขังในคุก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เข้มงวดกวดขันทางด้านวินัยอย่างสูงสุด แต่ความคิด/การดำรงชีวิตของเขาก็ถูกตีกรอบโดยรัฐ พระเอก่จึงพยายามทุกทางที่จะไม่เผลอผลักให้ชีวิตของตนเองตกลงไปในหลุมดำแบบเดียวกับพ่อของเขา ที่กลายเป็น “พลเมืองแย่ๆ” ผู้สมควรถูกกำจัดทิ้ง จนในที่สุด เขาเลยกลายเป็น “อีกด้าน” ของพ่อตัวเองอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ที่เคยเป็นทหาร ก่อนมาเป็นผู้คุม และเป็นเพชฌฆาตในช่วงท้าย

การที่พระเอกอยู่ในขั้วตรงข้ามกับพ่อบังเกิดเกล้าได้ขนาดนี้ มันชี้ให้เห็นว่าอำนาจของรัฐ (ครอบครัวแห่งชาติ) ที่ทำงานในหัวคน ที่กำหนดรูปแบบวินัยในชีวิตคน นั้นทรงประสิทธิภาพเพียงใด

In the Flesh (ก้อง พาหุรักษ์)

intheflesh

โอเค คงคล้ายๆ กับหลายคนที่รู้สึกว่าหนังมันยัง “ไม่ถึงพร้อม” ทั้งๆ ที่ “สาร” หรือ “ประเด็น” ที่มันอยากสื่อออกมานั้นน่าสนใจมากๆ อยู่

ผมไม่แน่ใจด้วยว่าปัญหาของหนังมาจากเรื่องโปรดักชั่น/งบประมาณจริงหรือไม่? แต่เหมือนมันมี “ม่านบางๆ” บางอย่าง ที่กั้นคนดูเอาไว้ไม่ให้ “อิน” กับโลกเฉพาะ/สังคมจำลองของหนังถึงขีดสุด

หนังสั้นไทยจำนวนมากก็มีโปรดักชั่นหรือเลือกใช้สถานที่ถ่ายทำบ้านๆ แบบ In the Flesh แต่ก็มีหลายเรื่องที่สามารถชักจูงคนดูให้หลุดเข้าไปในโลกเฉพาะที่หนังสร้างขึ้นมาได้

ไปๆ มาๆ ผมรู้สึกว่าไอ้พวกกฎเกณฑ์ ระบบตรรกะ หรือรูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจในโลกเฉพาะ/สังคมจำลองใน In the Flesh ต่างหาก ที่อาจเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของหนัง เนื่องจากมัน “ง่าย” “ทื่อ” และ “ซับซ้อน” น้อยเกินไป (“ทหาร” เหมือนเป็น “กระสอบทราย” ให้คนทำหนังมาวิพากษ์เล่นไปหัวเราะใส่หน้าไป) ซึ่งพอรู้ว่าหนังเริ่มกระบวนการสร้างและถ่ายทำไปแล้วประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่เมื่อราวห้าปีก่อน เลยพอเข้าใจที่มาของ “ความง่าย” และ “การลดทอนความซับซ้อน” เหล่านั้น (ลองนึกถึงพวกงานศิลปะแขนงต่างๆ ที่โปรประชาธิปไตยหลังปี 2553-54 ดูก็ได้)

แน่นอนว่า สภาพการณ์ปัจจุบันของโลกข้างนอกหนัง มัน “พัฒนา?” ไปไกล มันน่าเศร้า มันสู้ด้วยยากขึ้น และมันเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมมากกว่านั้นเยอะ

หรือปัญหาจะเกิดจากเรื่องการแสดง? อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกัน

อีกประเด็นที่นึกแว้บๆ ขึ้นมาขณะดูหนังเรื่องนี้ คือ ถ้าเอานิยายของ “ทินกร หุตางกูร” มาทำหนัง มันน่าจะเป็นแนวๆ In the Flesh นี่แหละ และบางที มันอาจพบเจอปัญหาคล้ายๆ กัน

อย่างไรก็ตาม ผมชอบบางองค์ประกอบของหนัง เช่น ชอบวิธีการฆ่าตัวละครหลักๆ ช่วงท้ายเรื่อง หรือชอบประเด็นซ่อนๆ ที่เหมือนหนังจะพยายามนำเสนอว่าไม่ว่าคุณจะมาจากชนชั้นไหน (คนชั้นกลางระดับบนๆ หน่อยหรือคนชั้นกลางระดับล่าง) ถ้าคุณไม่ใช่อีลิทจริงๆ คุณก็โดนรัฐกดทับข่มขู่ทั้งนั้นแหละ

แล้วก็มีจุดหนึ่งซึ่งน่าสนใจดี และเหมือนจะเป็น “ข้อเสนอด้านกลับ” ที่ถกเถียงกับ Apprentice

กล่าวคือ ขณะที่หนังสิงคโปร์มันเสนอว่าอำนาจของรัฐนั้นทรงพลังและแยบคายถึงขนาดเปลี่ยนปัจเจกบุคคล ให้กลายเป็น “ลูกที่ดีของรัฐ” แต่ไม่ใช่ “ลูกที่เดินตามรอยพ่อแท้ๆ ของตัวเอง”

หนังของก้องกลับตั้งข้อสังเกตอีกแบบ ถึงลูกสาวที่ค่อยๆ กลายสภาพเปลี่ยนเป็น “แม่ของตัวเอง” โดยทั้งเธอและแม่ต่างก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของรัฐในโลกเฉพาะ และไม่มีทางจะหนีหายไปสู่โลกอื่นที่ดีกว่า หรือกล่าวอีกอย่าง คือ พวกเธอต่างเป็น “ลูกที่ดีของรัฐ” ด้วยกันทั้งคู่

I Am Not Madame Bovary (เฝิงเสี่ยวกัง)

Bovary_Poster_1200x750

เรื่องเฟรมภาพแปลกตา ภาพชนบทในเฟรมวงกลม ภาพเมืองในเฟรมสี่เหลี่ยมจัตุรัส และสัดส่วนภาพ 16:9 ในตอนท้าย คิดว่าคนที่อธิบายได้ดีมากๆ คือ คุณรัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค (อ่านได้ที่นี่)

แต่มีประเด็นหนึ่งในหนังที่ผมรู้สึกเอะใจเป็นพิเศษ (เป็นเรื่องปลีกย่อยจากการวิพากษ์ระบบราชการของจีนอีกที) ก็คือ สถานะของ “ศาล” ในการเมืองจีน

ถ้าดูจากหนังเราจะพบว่า “ศาล” หรือ “ผู้พิพากษา” คล้ายจะอยู่อันเดอร์ (หรือเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของ) ฝ่ายการเมือง/ข้าราชการประจำ ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่นายกเทศมนตรีไล่ไปถึงนายอำเภอ สามารถสั่งหรือขู่ “ศาล” ได้หมด (ในแง่นี้ มันเลยดันไปคล้ายกับศาลไคฟง 555)

ซึ่งเอาเข้าจริง นี่เป็นโครงสร้างที่แปลกอยู่ เพราะเรามักจะคุ้นเคยกับอำนาจสามเส้าที่แบ่งแยกกันระหว่าง “บริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ” (จะมีจริงหรือเปล่า -สำหรับในบางประเทศ- เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

มันเลยจะมีภาพแปลกตา เช่น ผู้พิพากษารุ่นเด็กขี่มอเตอร์ไซค์ไปสอพลอนายอำเภออะไรอย่างงี้ ซึ่งในสังคมที่เรียกผู้พิพากษาว่า “ท่าน” นั้น มันจะนึกถึงกระบวนการแบบนี้ไม่ค่อยออก

Ho Chi Minh in Siam (Bui Tuan Dung)

hoinsiam

จริงๆ นี่เป็นหนังที่อยากดูมานาน แต่พอไปดูจริงๆ กลับไม่สนุกกับมัน มีวูบหลับอีกต่างหาก (เป็นหนังโรงเรื่องแรกของปีนี้เลยมั้ง ที่ผมเผลอหลับขณะดู)

ปัญหาหลักคงมาจากวัฒนธรรมทางการเมืองชนิดหนึ่ง ที่พอต้องพูดถึงตัวละครทางการเมือง/ประวัุติศาสตร์ในระดับ “บิดาประเทศ” แล้ว มันต้องผ่านกระบวนการที่จะส่งผลให้คนเหล่านั้นบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ดีงาม วิเศษ แต่แบนและไม่เป็นมนุษย์

แล้วความน่าเบื่อตรงนั้น และภาษาภาพยนตร์อย่างการนำ “ดินจากบ้านเกิด” มาต่างแดนเพื่อรำลึกถึงมาตุภูมิ ผนวกกับฉากบู๊และฉากตลกที่ “ไม่ดี” ก็ทำให้หนังมีภาพรวมที่แย่หนักขึ้น

แต่มี “จุดเล็กๆ” ที่น่าสนใจอยู่ คือ การนำเสนอท่าทีของรัฐบาลสยามต่อพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในหนัง ซึ่งเป็นอะไรที่ “บวก” เอามากๆ

เช่น ตัวละครนายอำเภอที่พิจิตร ซึ่งพูดกับสายลับของรัฐบาลฝรั่งเศสที่เป็นคนเวียดนามว่า สยามเปิดกว้างและให้เสรีภาพต่อความเชื่อทางการเมืองทุกประเภท

นอกจากนี้ มีประเด็นหนึ่งซึ่งหนังยกขึ้นมา คือ รัฐบาลสยามค่อนข้างเปิดให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเข้ามาเคลื่อนไหวในประเทศได้ ส่วนหนึ่งเพราะสยามเองก็ขัดแย้งกันกับฝรั่งเศส

ผมไม่รู้ประวัติศาสตร์ส่วนนี้เท่าไหร่นัก เลยไม่แน่ใจว่า ยุคนั้น รัฐบาลสยามประเมินพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามอย่างไรกันแน่? ประเมินแบบที่หนังเรื่องนี้บอก หรือประเมินเป็นอย่างอื่น?

และอะไรบ้างคือปัจจัยที่ผลักดันให้สยาม “เปิดโอกาส” ให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเข้ามาเคลื่อนไหวในเขตแดนของตนเอง?

คนมองหนัง

รีวิวหนังสารคดี Salaya Doc: “Absent without Leave”

Absent without Leave (Lau Kek-Huat)

หนังสารคดีเกี่ยวกับครอบครัวคนจีนในประเทศมาเลเซียเรื่องนี้ เริ่มต้นด้วยปมง่ายๆ ที่พวกเราคุ้นเคย คือ ความห่างเหินระหว่างพ่อกับลูกชาย (ตัวผู้กำกับเอง)

แต่แล้วผู้กำกับกลับค่อยๆ ขยับขยายความสงสัยใคร่รู้ส่วนตัวและพรมแดนเนื้อหาของหนังให้แผ่คลี่ออกไปกว้างไกลกว่านั้น

พร้อมๆ กับการไม่รู้จัก “พ่อ” เขาก็พบว่าตนเองและสมาชิกครอบครัว ตั้งแต่ “ย่า” ลงมา แทบไม่พูดถึง “ปู่” เลย

แล้วเขาก็ได้ค้นพบว่า “ปู่” ออกไปร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา และถูกเจ้าหน้าที่รัฐยิงเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อวัยยังไม่ถึง 30 ปี

เท่านั้น ยังไม่พอ เพราะคุณผู้กำกับไม่ได้หยุดเรื่องราวของหนังไว้ที่เรื่องราวเกี่ยวกับปู่ของตนเอง

absent 1

แต่เขากลับพาหนังออกเดินทางไกล เพื่อไปทำความรู้จักกับครอบครัวของชาวจีนคนอื่นๆ ในมลายา/มาเลเซีย อีกหลากหลายรุ่น ที่ต้องประสบชะตากรรมพลัดพรากระหว่างสมาชิกในบ้าน หรือพลัดพรากจาก “แผ่นดิน” อันเป็นที่รัก หลังตัดสินใจเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์

จากการตั้งต้นด้วย “เรื่องเล่าเล็กๆ ว่าด้วยครอบครัว” ครอบครัวหนึ่ง หนังได้เปลี่ยนทิศทางของตนเองไปสู่การมุ่งสำรวจ “ประวัติศาสตร์/ความทรงจำร่วม” อันเป็น “บาดแผล” ของคนจีนหลายเจเนอเรชั่นในประเทศมาเลเซีย

จากความสนใจในตัว “ปู่” ของผู้กำกับ ซึ่งหายสาบสูญจากครอบครัว หนังค่อยๆ ถ่ายเทความสนใจไปยัง “พรรคคอมมิวนิสต์มลายา” ที่ปลาสนาการจากประวัติศาสตร์มาเลเซีย

ตามความเข้าใจส่วนตัว (ซึ่งไม่แม่นยำหรือแทบไม่รู้ประวัติศาสตร์ส่วนนี้เอาเลย – จึงต้องเสิร์ชหาข้อมูลแบบผิวเผินเอาจากอินเตอร์เน็ต) เราอาจแบ่งกลุ่มคนจีนที่หนังพูดถึงหรือพยายามไปทำความรู้จักออกได้เป็นสองกลุ่มหลักๆ

กลุ่มแรก คือ คนจีนที่เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา เพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษ แล้วต่อมาก็ต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น (โดยร่วมมือกับอังกฤษ) ด้วยอารมณ์ความรู้สึกปนเปทั้ง “ชาตินิยมจีน” (หลัง “จีนแผ่นดินใหญ่” ถูกกองทัพญี่ปุ่นบดขยี้) และ “ชาตินิยมมลายา” (ที่ถูกญี่ปุ่นบุกเช่นกัน) ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการเรียกร้องเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

คนกลุ่มนี้มีบทบาททางการเมืองช่วงก่อน-ระหว่าง-หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ก่อนที่ต่อมา บางส่วนจะถูกเนรเทศกลับจีน (พอกลับจีน ก็มีบางคนที่ต้องเสียชีวิตลงในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม) บางส่วนต้องโทษ แล้วพอพ้นโทษก็ย้ายไปอยู่ประเทศอื่นๆ เช่น ฮ่องกง หรือมีบางส่วนข้ามแดนไปที่ไทย แถบอำเภอเบตง เพื่อปักหลักสู้ต่อ

“ปู่” ของผู้กำกับ คือ คนจีนที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายาในเจเนอเรชั่นนี้

absent 3

คนอีกกลุ่ม คือ พวกที่เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายาหลังทศวรรษ 2490 ที่ทางพรรคกับรัฐบาลมาเลเซียหาข้อตกลงทางการเมืองร่วมกันไม่ได้ แล้วสถานการณ์ความขัดแย้งก็ลากยาว (คู่ขนานกับ “สงครามเย็น”) มาถึงยุค 1960-1970-1980 ก่อนจะมีสนธิสัญญาสันติภาพในปี 1989

คนกลุ่มนี้ คือ ชายหญิงวัยประมาณ 60 กว่าปี ที่ปรากฏตัวในหนัง ซึ่งเคยมีฐานที่มั่นการต่อสู้อยู่ที่ อ.เบตง จ.ยะลา

(รวมถึงตัวละครคู่ที่มีความรักและมีลูกระหว่างการสู้รบในเขตป่า แต่ต้องส่งลูกออกไปให้คนอื่นเลี้ยง จนความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกถูกตัดขาดในเวลาต่อมา – ผมเข้าใจว่ากรณีของไทย ก็มีอะไรแบบนี้อยู่ไม่น้อย เช่น “เสกสรรค์-จิระนันท์” ที่ให้กำเนิด “แทนไท” ในป่า แล้วต้องส่งลูกออกมาในเมือง ทว่า หลายๆ กรณีของไทย ครอบครัวแบบพ่อ-แม่-ลูกยังสามารถกลับมารวมตัวกันใหม่ได้ หลังพ่อแม่หวนคืนสู่เมือง)

เอาเข้าจริง ผมรู้สึกว่าเจเนอเรชั่นของคนจีนในมาเลเซียที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายานั้น คล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ช่วงเดียวกันในสยาม/ไทยอยู่ไม่น้อย ซึ่งบทบาทของคนเชื้อสายจีนและการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์จะเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนหน้า 2475 แล้วค่อยๆ ลากยาวมาถึงขบวนการ “ฝ่ายซ้าย” ก่อน 2500 แล้วตัดไปที่ช่วงกำเนิด “สงครามประชาชน” ปลายทศวรรษ 2500 และช่วงที่นักศึกษา-ปัญญาชน-คนหนุ่มสาวกลุ่มใหญ่เดินทางเข้าป่าในช่วงปลายทศวรรษ 2510

ถ้าจะมีจุดต่างอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็น หนึ่ง ในกรณีของไทย ไม่ได้มีเรื่องเรียกร้องเอกราชแบบชัดๆ แรงๆ ด้วยบริบทเฉพาะที่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ กับ สอง อัตลักษณ์เรื่องการเป็น “ลูกจีน” และการเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ในไทยยุคหลัง 2500 (โดยเฉพาะในทศวรรษ 2510) อาจไม่ได้ผูกพันกันอย่างแนบแน่นเป็น “เนื้อเดียว” หรือเป็น “สองด้านของเหรียญ” แบบกรณีของมาเลเซีย

จุดที่ผมชอบสุดๆ ในหนังเรื่องนี้ คือ การที่ผู้กำกับสามารถขยับขยายพรมแดนของหนังไปได้กว้างไกลมากๆ จากเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ไปสู่เรื่องชาติพันธุ์และการเมือง จากการเมืองระดับชาติ ก็ค่อยๆ เพิ่มขอบเขตไปถึงโครงข่ายความสัมพันธ์ที่มีลักษณะข้ามชาติ/ประเทศ

การบุกไปตามหาและพูดคุยกับอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (หรือลูกหลานของพวกเขา) ถึงในจีนแผ่นดินใหญ่ ในฮ่องกง และในไทย จึงทรงพลังอย่างมาก และทำให้หนังเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมสลับซับซ้อน ที่คาดเดาไม่ค่อยได้ว่าผู้กำกับจะพาเราไปพบกับใคร ที่ไหนอีก

อีกข้อที่อาจไม่ใช่เรื่องใหม่นัก แต่หนังก็นำเสนอออกมาได้ดีมากๆ คือ การแสดงให้เห็นว่า “ผู้ปราชัยทางการเมือง” มักเก่งกาจเสมอ ในการฉวยใช้ “เครื่องมือทางวัฒนธรรม” บางอย่าง มาเยียวยารักษาแผลใจของตนเอง

ฉากกิจกรรมพบปะสังสรรค์ของบรรดาอดีตแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ที่เบตงอาจ “ไม่ใหม่” นักสำหรับคนที่เคยดูหนังสารคดีเรื่อง “The Last Communist” และ “Village People Radio Show” ของ “อามีร์ มูฮัมหมัด” ทว่า ฉากร้องเพลงอย่างอินและซาบซึ้งสุดๆ ของบรรดาคุณย่าคุณยายที่เมืองจีนใน “Absent without Leave” นั้น สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ได้สูงยิ่งทีเดียว

absent 4

นอกจากนี้ บรรดา subjects ที่จีนแผ่นดินใหญ่ ยังแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่น่าสนใจออกมา คือ ในสมัยหนึ่ง พวกเขาและเธออาจเคยเข้าร่วมการต่อสู้ในมลายา โดยมีอารมณ์ความรู้สึก “ชาตินิยมจีน” เป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่เมื่อพวกเขาและเธอต้องถูก “บีบบังคับ” ให้โยกย้ายกลับมาใช้ชีวิตที่จีนแผ่นดินใหญ่อย่างถาวร สิ่งที่หลายคนโหยหา (อย่างหลบๆ ซ่อนๆ) ในอีกหลายทศวรรษต่อมา กลับกลายเป็นวิถีชีวิต/วัฒนธรรมท้องถิ่นแบบมาเลย์หรือเปอรานากัน (ลูกผสมจีน-มาเลย์)

ถ้าจะกล่าวให้งงหนักขึ้น ด้านหนึ่ง คนชราเหล่านี้ก็เป็นทั้ง “คนจีน (แผ่นดินใหญ่)” และ “คนมาเลเซีย” แต่อีกด้าน พวกเขาก็อาจไม่ได้เป็นทั้ง “คนจีน (แผ่นดินใหญ่)” และ “คนมาเลเซีย” เช่นเดียวกัน

หากจะให้หา (เรื่อง) จุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ผมเห็นว่าการพยายามดึงหรือตบหนังกลับมาสู่บทสรุปเกี่ยวกับประเด็น “ครอบครัว” ซึ้งๆ ของปัจเจกบุคคลต้นเรื่องในตอนท้าย อาจไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่าไหร่นัก

เพราะในระหว่างทาง หนังได้พูดถึงชะตากรรมของ “ครอบครัวขยาย” ที่มิได้ผูกพันกันทางสายเลือด แต่กลับมีขอบข่ายความสัมพันธ์กว้างขวางใหญ่โตมากกว่านั้น ไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังเล่าได้อย่างจับใจและน่าสนใจมากๆ อีกด้วย

หมายเหตุ “Absent without Leave” เพิ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์สารคดีอาเซียนยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายาครั้งที่ 7 ในการประกาศผลรางวัลเมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 มีนาคม 2560

ข่าวบันเทิง

สร้างประวัติศาสตร์ต่อ! “Pop Aye” เป็นหนังสิงคโปร์เรื่องแรกที่ได้รางวัลจาก “ร็อตเตอร์ดัม”

ภาพยนตร์เรื่อง “Pop Aye” ของผู้กำกับหญิงรุ่นใหม่จากประเทศสิงคโปร์ “เคอร์สเทน ตัน” ยังกวาดรางวัลระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด หนังเรื่องนี้ได้คว้าอีกหนึ่งรางวัลสำคัญจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย

โดย Pop Aye ได้รับรางวัล “เดอะ บิ๊ก สกรีน อวอร์ด” ซึ่งคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยกลุ่มนักดูหนังท้องถิ่น จะพิจารณามอบรางวัลดังกล่าวแก่ภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง ที่พวกเขาอยากให้คอหนัง “อาร์ตเฮาส์” ชาวดัทช์มีโอกาสได้รับชมมากที่สุด

ทั้งนี้ เคอร์สเทน ตัน จะได้รับเงินรางวัลจำนวน 15,000 ยูโร ขณะที่ผู้จัดจำหน่ายซึ่งนำหนังเรื่องนี้เข้ามาฉายในประเทศเนเธอร์แลนด์ ก็จะได้รับเงินสนับสนุนจำนวนเท่ากัน (นอกจากนี้ หนังยังได้รับการการันตีว่าจะถูกนำไปเผยแพร่ในสถานีโทรทัศน์ของเนเธอร์แลนด์ ช่วงปีหน้า)

ตัน ถือเป็นคนทำหนังชาวสิงคโปร์รายแรกที่ได้รับรางวัลจากเทศกาลร็อตเตอร์ดัม อันเป็นหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญของทวีปยุโรป

ด้านคณะกรรมการตัดสินรางวัลเดอะ บิ๊ก สกรีน อวอร์ด ได้ประกาศเกียรติคุณของหนังเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“Pop Aye ได้มอบความหวังให้แก่ผู้ชม ณ ห้วงเวลาที่โลกของเรากำลังถูกแบ่งแยกออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน”

pop-aye-poster

Pop Aye ถ่ายทำในประเทศไทย และเล่าเรื่องราวของตัวละครสถาปนิกชายวัยกลางคนชาวไทย (รับบทโดยธเนศ วรากุลนุเคราะห์) ผู้ออกเดินทางพร้อมช้างเพื่อนยาก เพื่อตามหาสถานที่ ซึ่งคน-สัตว์คู่นี้เคยเติบโตขึ้นมาด้วยกันเมื่อครั้งอดีต

หนังเรื่องนี้จะมีกำหนดออกฉายที่ประเทศสิงคโปร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2017

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Pop Aye เพิ่งได้รับรางวัล “เดอะ สเปเชียล จูรี่ อวอร์ด” ในฐานะผลงานที่มีความโดดเด่นด้านบทภาพยนตร์ ของสายการประกวดเดอะ เวิลด์ ซีเนมา ดรามาติก คอมเพททิชั่น จากเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ เทศกาลหนังอินดี้ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

โดยสามารถสร้างประวัติศาสตร์ เป็นหนัง/คนทำหนังชาวสิงคโปร์เรื่อง/รายแรก ที่คว้ารางวัลจากซันแดนซ์

ที่มา

https://iffr.com/en/blog/and-the-winners-are

http://www.straitstimes.com/lifestyle/entertainment/film-maker-kirsten-tans-pop-aye-wins-another-prize-this-time-at-rotterdam

คลิปสัมภาษณ์, สัมภาษณ์พิเศษ

สนทนากับคนทำหนัง “เพื่อนบ้าน”- ลาฟ ดิแอซ และ เดวี่ ชู

-ในท้องเรื่องของหนังเรื่องนี้ จุดประสงค์ของการปฏิวัติหรือความหมายแท้จริงของเสรีภาพ คือ การปลดแอกตนเองออกจากเจ้าอาณานิคมสเปน ถ้าปัจจุบันเรายังต้องการการปฏิวัติอยู่ อยากทราบว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของมัน?

เรื่องราวในหนังมันเป็นแค่พื้นผิว แต่ในความเป็นจริง พวกเรายังต้องทำงานให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกๆ ชาติ ก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น ตอนนี้ พวกเรามีเสรีภาพกันจริงๆ ไหมล่ะ? นี่คือคำถาม

ปัจจุบันนี้ เราย้อนกลับไปมีประธานาธิบดีที่เป็นนักปลุกระดม นี่คือสิ่งที่ผมถ่ายทอดไว้ในหนัง เป็นฉากผู้คนเดินหลงวนไปมารอบต้นไม้ นั่นคือวิธีเลือกผู้นำของพวกเขา (ประชาชน) คุณคิดว่าตอนนี้มันมีเสรีภาพจริงไหมล่ะ?

ประชาชนเลือกผู้นำคนนี้ เพราะเชื่อว่าตนเองจะได้เป็นส่วนหนึ่งของชาติ พวกเขาเคยถูกกีดกันออกไปเป็นคนชายขอบ แต่ “ดูแตร์เต” เป็นนักปลุกระดมที่เดินไปบอกคนเหล่านั้นว่า ถ้าคุณเลือกผม คุณจะได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาติ นี่คือวิธีปลุกระดม

ดังนั้น ประเด็นการปลดแอกตนเองหรือการได้มาซึ่งเสรีภาพ มันจึงกว้างขวางมาก

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มที่เว็บไซต์มติชนออนไลน์

-ถ้าอย่างนั้น หนึ่งในจุดหมายสำคัญของหนังเรื่องนี้ คือ การวิพากษ์ประเด็นชนชั้นในสังคมกัมพูชาใช่หรือไม่

หนังของผมไม่ได้มุ่งวิพากษ์ประเด็นชนชั้น เพราะน่าสนใจว่าชนชั้นทางสังคมที่แตกต่างกันสองกลุ่มภายในหนัง ไม่ได้ปะทะกันจริงๆ

แน่นอนว่าตัวละครชนชั้นแรงงานในหนังนั้นมีความรู้สึกริษยาต่อตัวละครคนชั้นกลาง แต่ขณะเดียวกัน คุณอาจรู้สึกอย่างที่ผมรู้สึกว่า แม้จะมีความริษยาระหว่างกันในประเทศของเรา ซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียดและความเกลียดชังในบางครั้ง แต่มันน่าแปลกว่า แม้จะมีความริษยากันโดยปกติ ทว่า คุณยังรู้สึกได้ถึง “ความปรารถนา” (ที่คนทุกกลุ่มมีร่วมกัน) นี่คือสิ่งที่ผมอยากเล่า

คนรุ่นใหม่ทุกคนในกัมพูชาต่างปรารถนาจะมีไอโฟน 6 ผมมีเพื่อนหลายคนในกัมพูชาที่ไม่มีเงิน บางครั้งก็ไม่มีเงินเดือน แต่เมื่อพวกเขามีงานทำ ได้ค่าจ้างราว 800 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ใช้ชีวิตไปได้สบายๆ อีก 4 เดือน พวกเขากลับนำเงินก้อนดังกล่าวไปซื้อไอโฟน 6

ตอนแรก ผมสงสัยว่าทำไมพวกเขาตัดสินใจอย่างนั้น? ต่อมาผมจึงเข้าใจว่ามันมีฐานคิดที่ต่างกัน เพราะสำหรับพวกเขา การได้ครอบครองไอโฟน 6 นั้นสำคัญกว่าการยังชีพไปได้อีก 4 เดือน

นี่ทำให้คุณเข้าใจอะไรหลายอย่าง ว่าทำไมเทคโนโลยี มอเตอร์ไซค์ การมีแฟน ถึงเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดเรื่องความสุข ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คน แล้วทุกคนก็เชื่อตามๆ กันไป

ดังนั้น มากกว่าการพูดเรื่องชนชั้น ผมจึงคิดว่าหนังเรื่องนี้อาจพยายามพูดถึงระบบทุนนิยม ไม่ใช่เฉพาะในสังคมกัมพูชา แต่ในที่อื่นๆ ด้วย

ความฝันในระบบทุนนิยมเป็นฝันอันเย้ายวนใจ ซึ่งท้ายสุด มันก็ดึงดูดทุกคนเข้าไปอยู่ในโลกใบนั้น โดยคุณอาจสูญเสียตัวตนในระหว่างทาง

หรือคุณอาจเริ่มต้นมีความฝันเหมือนเรื่องราวในหนัง ที่ตัวละคร “น้องชาย” เดินทางเข้ามาในเมืองหลวง ก่อนจะได้พบกับ “พี่ชาย” และถูกบ่มเพาะให้มีแนวคิดเรื่องความทะเยอทะยาน, การเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคม และการมีความฝัน

มันอาจเป็นดีเอ็นเอของระบบทุนนิยม ที่เมื่อคุณเริ่มเดินทางเข้าไปในโลกใบนั้น คุณจะหยุดตัวเองไม่ได้ เพราะความอยากในใจคุณไม่อาจหยุดยั้งลงได้ ตรงกันข้าม คุณกลับต้องการสิ่งต่างๆ มากขึ้นๆ นี่คือนิยามขั้นพื้นฐานของทุนนิยม

เราสามารถเห็นชะตากรรมเช่นนั้นได้จากหนังเรื่องนี้ เมื่อพี่ชายขายฝันเรื่องชีวิตชนชั้นกลางในจินตนาการให้น้องชาย แต่ตัวพี่ชายเองกลับไม่พอใจอยู่แค่นั้น เขาฝันไกลอีกระดับ ถึงการเดินทางไปอเมริกา น้องชายจึงรู้สึกช็อก เพราะในขณะที่ตนเองเริ่มเชื่อใน “ความฝันแบบหนึ่ง” ลำดับชั้นของ “ความฝัน” กลับขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในหนังเรื่องนี้ ผมจึงต้องการนำเสนอถึงเรื่องความอยากที่ไม่เคยพอ และไม่มีทางจะพอ

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มที่เว็บไซต์มติชนออนไลน์

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

โจเอล ซาราโช : เมื่อสามัญชนเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติ” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ”

แมง คาร์โย คือตัวละครที่เป็นภาพแทนของคนธรรมดาสามัญ ซึ่งต้องการเข้าร่วมเป็นหนึ่งของการปฏิวัติ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเช่นนั้น เพราะเขาเจ็บป่วย

“นอกจากนี้ เขายังเป็นภาพแทนของคนชายขอบ ผู้เข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศ

“แต่เขาก็ยังคงต้องการอุทิศเสียสละตนแด่การปฏิวัติ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงเข้าร่วมภารกิจค้นหาร่างของ อันเดรส โบนิฟาซิโอ (บิดาแห่งการปฏิวัติฟิลิปปินส์) ในป่า

“ระหว่างเดินทางในป่า เขาพบว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองสามารถถูกรักษาให้หายได้ด้วยเวทมนตร์ของ Tikbalag (อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้าตามตำนานปรัมปราท้องถิ่น) โดยไม่ได้ตระหนักว่าความเชื่อดังกล่าวไม่ใช่ความจริง นั่นเพราะเขาเพียงแค่ต้องการจะหายขาดจากความป่วยไข้

“ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค่อยๆ เลี้ยวออกจากถนนสายปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม ไปสู่ถนนสายความเชื่อ เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

“นี่อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมการปฏิวัติของเราจึงแตกสลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อย ทำไมการปฏิวัติจึงล้มเหลวลง”

โจเอล ซาราโช ผู้รับบทเป็นตัวละครชื่อ “แมง คาร์โย” ในภาพยนตร์เรื่อง A Lullaby to the Sorrowful Mystery

 

โตเกียว 31 ตุลาคม 2559