ข่าวบันเทิง

หนังสั้นไทย “500,000 ปี” ได้รับรางวัลจากเทศกาล “Oberhausen” ที่เยอรมนี

เทศกาลภาพยนตร์สั้น Oberhausen ครั้งที่ 63 ซึ่งนับเป็นเทศกาลหนังสั้นที่เก่าแก่และสำคัญของประเทศเยอรมนี เพิ่งจะปิดฉากไปเมื่อวานนี้

มีข่าวน่ายินดีว่าหนังสั้นไทยเรื่อง “500,000 ปี” ผลงานการกำกับ “ชัยศิริ จิวะรังสรรค์” ได้รับรางวัล “Principal Prize” ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญลำดับที่สองในสายการประกวดนานาชาติ จากเทศกาลในครั้งนี้ด้วย

คณะกรรมการระบุว่า “500,000 ปี” คือ ภาพยนตร์การเมืองที่ลึกซึ้งและชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดตรึกตรองอย่างงดงาม ซึ่งได้สำรวจตรวจสอบถึงสภาพการณ์ที่ความทรงจำถูกก่อร่างสร้างขึ้นโดยประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ, อนุสาวรีย์, ภาพยนตร์ และความรุนแรง

ทั้งนี้ ชัยศิริไม่ได้เดินทางไปรับรางวัลด้วยตนเอง แต่เขาได้ส่งข้อความไปขอบคุณคณะกรรมการและเทศกาล Oberhausen โดยระบุว่า เขาไม่คาดคิดว่าผลงานที่สร้างขึ้นจากความทรงจำในวัยเด็กของตนเองจะนำมาสู่รางวัลอันทรงเกียรตินี้

“ผมเติบโตขึ้นมาในเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีโรงภาพยนตร์ ดังนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับหนังของผมจึงมาจากกิจกรรมการฉายหนังกลางแปลง ผมยังจดจำได้ถึงเสียงกรีดร้องจากหนังไทยสยองขวัญยุคเก่า ที่ดังคลอไปกับเสียงจิ้งหรีดและสัตว์กลางคืนชนิดอื่นๆ

“หลายปีต่อมา ภาพยนตร์กลางแปลงได้ค่อยๆ สูญสิ้นบทบาทลงไป เมื่อโรงหนังระบบมัลติเพล็กซ์และดีวีดีเดินทางมาถึง ปัจจุบัน หนังกลางแปลงจะถูกฉายเพียงเพื่อเป้าหมายในเชิงพิธีกรรมและจิตวิญญาณ ซึ่งคงคล้ายคลึงกับอะไรหลายอย่างในประเทศไทย ที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผู้คนปกติ แต่กลับถูกสงวนเอาไว้ให้ภูตผีวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่จับต้องไม่ได้…”

นอกจากนั้น ชัยศิริเผยด้วยว่าภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเขาจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยและชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา

ข่าวบันเทิง

จับตา “หนัง (จาก/เกี่ยวกับ) อาเซียน” ในเทศกาลคานส์ 2017

นอกจากในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2017 จะมีหนังเกี่ยวกับคุกไทยเรื่อง “A Prayer Before Dawn” ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส “Jean-Stéphane Sauvaire” เข้าฉายนอกสายการประกวดหลัก ในโปรแกรม “Midnight Screening” แล้ว (คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่)

ยังมีหนังจาก (หรือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าสนใจอีกจำนวนหนึ่งในเทศกาลคานส์ปีนี้

w1

เริ่มต้นด้วย “The Venerable W.” ผลงานภาพยนตร์สารคดีโดย “Barbet Schroeder” นักทำหนังอาวุโสเชื้อสายอิหร่านชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะได้ฉายนอกสายการประกวดในโปรแกรม “Special Screenings”

หนังถ่ายทอดเรื่องราวของ “วีระตุ๊” พระสงฆ์ที่ได้รับความเคารพและทรงอิทธิพลอย่างสูงในประเทศเมียนมา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปลุกกระแสความเกลียดชัง กระทั่งนำไปสู่การเข่นฆ่าทำร้ายประชากรที่นับถือศาสนามุสลิม

หนังเรื่องนี้เป็นภาคสุดท้ายในภาพยนตร์ชุด “ไตรภาคว่าด้วยปีศาจ” ของ Schroeder ถัดจาก “General Idi Amin Dada: A Self Portrait” (1974) และ “Terror’s Advocate” (2007)

marina good

ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์อินโดนีเซียเรื่อง “Marlina the Murderer in Four Acts” ผลงานการกำกับของ “Mouly Surya” ก็ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Directors’ Fortnight” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์

หนังเล่าเรื่องราวของหม้ายสาวชื่อ “Marlina” ที่ออกเดินทางแสวงหาความยุติธรรมและอิสรภาพ หลังจากเธอถูกทำร้ายและปล้นสะดมจากแก๊งนักเลงกลุ่มหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะลงมือสังหารชายเหล่านั้น

แต่การเดินทางของ Marlina กลับช่างยาวไกล แถมวิญญาณของชายที่ถูกฆ่ายังตามมาหลอกหลอนเธออีกต่างหาก!

น่าสนใจว่าหนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ “Purin Pictures” จากประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย “วิศรา วิจิตรวาทการ” และ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนหนังอิสระในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

jodika

นอกจากนี้ ในโปรแกรมประกวดภาพยนตร์สั้นของงาน “International Critics’ Week” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ยังมีผลงานชื่อ “Jodilerks Dela Cruz, Employee of the Month” ของ “Carlo Francisco Manatad” ผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ ถูกคัดเลือกเข้ามาฉายอีกด้วย

หนังร่วมสร้างระหว่างฟิลิปปินส์และสิงคโปร์เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวการทำงานในวัน/คืนสุดท้ายของพนักงานปั๊มน้ำมันหญิงคนหนึ่ง

ต้องจับตาดูว่ากระแสตอบรับต่อภาพยนตร์เหล่านี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

ข่าวบันเทิง

“หนัง (เรื่องเมือง) ไทย” ในคานส์, หนังสั้น “เจ้ย” ที่ฮ่องกง และรางวัลล่าสุดของ “ดาวคะนอง”

มี “หนังเกี่ยวกับเมืองไทย” ในคานส์ 2017

prayer

ภาพยนตร์เรื่อง “A Prayer Before Dawn” โดย “Jean-Stéphane Sauvaire” ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Midnight Screening” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2017

โดยหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากประสบการณ์ชีวิตจริงของ “บิลลี่ มัวร์” นักโทษชาวต่างชาติ ที่ต้องแสวงหาวิธีการ “อยู่รอด” ภายในคุกไทย ด้วยการฝึกมวยไทยจนกลายเป็นแชมเปี้ยน

“หนังสั้นอภิชาติพงศ์” ที่ฮ่องกง

ablaze

ในโปรแกรม “Short Film Competition Programme I” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกง 2017

มีหนังสั้นชื่อ “Ablaze” ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” รวมอยู่ด้วย

เว็บไซต์ของเทศกาลไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากนัก นอกจากการระบุสั้นๆ ว่า หนังจะนำเสนอภาวะที่เงาของแมกไม้กลายเป็นบทกวี และสภาวะที่อารมณ์ความรู้สึกของคนคู่หนึ่งถูกแชร์ร่วมกัน

อีกหนึ่งรางวัลของ “ดาวคะนอง”

ดาวคะนองอิตาลี

นอกจากโกยรางวัลสำคัญๆ ในประเทศไทยไปได้แล้ว “ดาวคะนอง” ภาพยนตร์ของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ยังเดินหน้าคว้ารางวัลระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด หนังเพิ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ลุคคา ประเทศอิตาลี

ยินดีด้วยจ้า

ข่าวบันเทิง

ย้อนดู “Mobile Men” หนังสั้นอภิชาติพงศ์ ในยุคที่ผู้โดยสาร “ห้ามนั่งกระบะหลัง”

“Mobile Men” เป็นผลงานภาพยนตร์สั้นความยาวประมาณ 3 นาที ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ที่ได้รับการผลิตออกมาเมื่อปี 2551

หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานภาพยนตร์, ศิลปะ และวรรณกรรม ที่สร้างขึ้นในโครงการเฉลิมฉลองวาระ 60 ปี ของ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน”

หนังถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่บนท้ายกระบะของรถปิ๊กอัพ และพวกเขาต่างกำลังบันทึกภาพของอีกฝ่ายเอาไว้

แม้ชายหนุ่มทั้งคู่คล้ายจะมาจากคนละพื้นที่ของโลก แต่กล้องถ่ายภาพยนตร์ก็เป็นเครื่องมือ ที่ช่วยให้ทั้งคู่ได้พบเจอซึ่งกันและกัน

พวกเขาต่างฝ่ายต่างค่อยๆ เริ่มบันทึกภาพของกันและกัน จากการโคลสอัพไปยังบางเสี้ยวส่วนของร่างกาย ไปสู่การจับภาพให้เห็นร่างกายทั้งเรือนร่าง

อภิชาติพงศ์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเขาสร้างหนังเรื่องนี้ในช่วงหลังรัฐประหารปี 2549 ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด 5 แห่ง ได้ออกคำสั่งห้าม “แรงงานต่างชาติ” (จากเมียนมา, ลาว และกัมพูชา) ออกจากที่พักในยามค่ำคืน ห้ามพวกเขาใช้โทรศัพท์มือถือ และห้ามออกมาชุมนุมกันในจำนวนเกินห้าคน

ใน “Mobile Men” เขาจึงตัดสินใจใช้นักแสดงนำเป็น “แรงงานต่างชาติ” หนึ่งในนั้น คือ “ใจ” (Jaai) แรงงานจากรัฐฉาน ซึ่งได้งานและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในเมืองไทย แต่ยังมีคนแบบ “ใจ” อีกหลายราย ที่ต้องพบเจอกับสภาพชีวิตอันแตกต่างตรงกันข้าม

อย่างไรก็ตาม วันนี้ ผมหาหนังเรื่อง “Mobile Men” มาชมอีกครั้ง หลังจากมีการออกคำสั่งตาม ม.44 ห้ามผู้โดยสารนั่งบนกระบะหลังของรถปิ๊กอัพ

ขอบคุณข้อมูล-ภาพจาก http://www.kickthemachine.com

ขอบคุณข้อมูลจาก http://art-for-the-world.blogspot.com

ข่าวบันเทิง

“2 มรณกรรม” ของบุคลากรในแวดวงภาพยนตร์ไทย

สิ้นผู้กำกับภาพฝีมือเยี่ยม “อานุภาพ บัวจันทร์”

อานุภาพ บัวจันทร์
อานุภาพ (คนกลาง) ภาพจากเฟซบุ๊ก Inthira Itr Charoenpura

อานุภาพ บัวจันทร์ ถือเป็นผู้กำกับภาพรุ่นเก๋าของวงการภาพยนตร์ไทย และเป็นหนึ่งในผู้ทำงานร่วมกับ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือท่านมุ้ยมาอย่างยาวนาน (รวมถึงโปรเจ็คท์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”)

ตลอดชีวิตการทำงานของเขา ผลงานการกำกับภาพของอานุภาพกวาดรางวัลในประเทศมาอย่างมากมาย

ได้แก่ รางวัลพระสุรัสวดี (ตุ๊กตาทอง) จากการกำกับภาพให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “คนทรงเจ้า” “ปีหนึ่งเพื่อนกันและวันอัศจรรย์ของผม” “เสียดาย 1” และ “เสียดาย 2”

 

รางวัลสุพรรณหงส์ จากการกำกับภาพให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “ต้องปล้น” และ “อำแดงเหมือนกับนายริด”

 

รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง จากการกำกับภาพให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “บุญตั้งไข่” และ “ปีหนึ่งเพื่อนกันและวันอัศจรรย์ของผม”

(ที่มา http://movie.mthai.com/bioscope/209785.html)

เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา อานุภาพได้เสียชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยนางสกุณนา คงพรหม ภรรยา

ขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ด้วย

หลายฝ่ายคลางแคลงใจปมวิสามัญฆาตกรรม “ชัยภูมิ ป่าแส”

ชัยภูมิ ป่าแส

ชัยภูมิ ป่าแส เป็นเด็กหนุ่มเชื้อสายลาหู่ ซึ่งทำกิจกรรมทางสังคม-สิทธิพลเมือง และกิจกรรมทางด้านเยาวชนมาตลอดหลายปีหลัง

ชัยภูมิมีความเกี่ยวพันกับวงการภาพยนตร์ไทยมากพอสมควร โดยเขาได้เข้าร่วมเป็นทีมงานผลิตหนังสั้นและหนังสารคดีเชิงชาติพันธุ์หลายเรื่อง

หนึ่งในหนังสั้นที่เขามีส่วนร่วมในการผลิต คือ “เข็มขัดกับหวี” (ผลงานการกำกับของสุทิตย์ ซาจ๊ะ) ซึ่งได้รับรางวัลดีเด่น สาขาช้างเผือกพิเศษ จากเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16 (พ.ศ.2555)

เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารร้อย ม.2 บก.ควบคุมที่ 1 ฉก.ม.5 ซึ่งมาตั้งจุดตรวจยาเสพติดที่สามแยกรินหลวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้เรียกรถยนต์คันหนึ่งเพื่อตรวจค้น และมีการระบุว่าพบยาบ้าจำนวน 2,800 เม็ดอยู่ในรถคันดังกล่าว จึงจับกุมนายพงศ์นัย แสงตะล้า คนขับรถเอาไว้

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อ้างว่า ผู้ที่นั่งอยู่ด้านข้างคนขับรถได้วิ่งหนีห่างออกไปประมาณ 200 เมตร ทหารจึงวิ่งติดตามไป

“แต่บุคคลดังกล่าวได้เงื้อระเบิดในมือจะขว้างใส่ ทหารจึงใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ประจำกาย ยิงป้องกันตัว 1 นัด เป็นเหตุให้ (บุคคลผู้นั้น) เสียชีวิต (ใน) ที่เกิดเหตุ โดยทราบชื่อในภายหลังว่านายชัยภูมิ ป่าแส … ยึดลูกระเบิดชนิดขว้างจำนวน 1 ลูก ตกอยู่ใกล้มือผู้เสียชีวิต”

(อ้างอิงจาก http://www.matichon.co.th/news/500218)

ข่าววิสามัญฆาตกรรม “ชัยภูมิ ป่าแส” ถูกเผยแพร่ออกมา ท่ามกลางความคลางแคลงใจของภาคประชาสังคมหลายๆ ส่วน ที่เคยร่วมงานกับนักกิจกรรมรายนี้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (หนึ่งในนักแสดงนำของภาพยนตร์ชุด “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”) ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยมีเนื้อหาเหมือนกับคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปรากฏในข่าวก่อนหน้านี้

พ.อ.วินธัย ระบุด้วยว่า จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปในลักษณะที่สุดวิสัย เนื่องจากผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมต่อสู้ขัดขืน และพยายามที่จะทำร้ายโดยประสงค์ต่อชีวิต เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องป้องกันตัว พร้อมกล่าวย้ำว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทุกคนยึดมั่นในหลักปฏิบัติที่จะพยายามดำเนินการใดๆ ด้วยวิธีที่ละมุนละม่อม หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงให้ได้มากที่สุด และจะใช้อาวุธต่อเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

(อ้างอิงจาก http://www.matichon.co.th/news/500914)

วันเดียวกัน ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ได้ออกแถลงการณ์ซึ่งมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. ให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อนายชัยภูมิและครอบครัว

2. ให้มีพนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครองแห่งท้องที่ เป็นผู้ชันสูตรพลิกศพร่วมกับพนักงานสอบสวนและแพทย์ ตามมาตรา 150 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย เนื่องจากเป็นการตายที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน

3. ให้รัฐรับรองความปลอดภัยของนายพงศ์นัย แสงตะล้า ที่ถูกกักตัวโดยเจ้าพนักงานของรัฐ ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล รวมถึงสร้างหลักประกันแก่ครอบครัวของนายชัยภูมิ ครอบครัวของนายพงศ์นัย และชาวลาหู่ในพื้นที่ ในการเรียกร้องสิทธิที่พึงมีได้โดยปราศจากการคุกคามจากเจ้าหน้าที่ทหาร

(ที่มา ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ New Democracy Movement – NDM)

 

คนมองหนัง

เวิลด์ ฟิล์ม ไดอารี่ (2) : ห้าแสนปี, Snakeskin และ Elle

ห้าแสนปี (ชัยศิริ จิวะรังสรรค์)

13931592_10155043505022538_105098031_o

ชอบที่หนังไม่ “พูด” อะไรแยะ แต่ปล่อยให้ “บรรยากาศหลัก” และ “บรรยากาศรายล้อม” เป็นตัวผลักดันเรื่องราว (ที่มี “เนื้อหา” เยอะอยู่) ไปเรื่อยๆ

เช่น คนดูอาจไม่จำเป็นต้องรู้ชัดเลยก็ได้ว่าอนุสาวรีย์มนุษย์โบราณนั้นอยู่ที่ไหน มีชื่อเรียกว่าอะไร หนังกลางแปลงที่ฉายเป็นเรื่องอะไรบ้าง ใครคือคนกำกับ แต่ประเด็นที่ภาพยนตร์ต้องการบอกเล่า เช่น “ภาวะตกค้าง-กำกวม-การเป็นสิ่งเก่าในความหมายใหม่” ของ “มนุษย์โบราณ” และ “หนังกลางแปลง” กลับดำรงอยู่ค่อนข้างชัดเจน แถมยังหยอกล้อ-สนทนา-ส่องสะท้อนกันไปมา

โดยส่วนตัวรู้สึกว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว มันก็ยังจะน่าสนใจและน่าดูอยู่

เพราะมีหลายๆ องค์ประกอบในหนังสั้นที่น่านำไปขยายความเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเหงาๆ จ่อมจมกับอารมณ์ส่วนตัวของเด็กหนุ่มในคณะฉายหนัง กระทั่งพฤติกรรม (ต่อเนื่อง) ของบุคคลภายใต้หน้ากาก ซึ่งปรากฏตัวขึ้นในช่วงท้ายๆ เรื่อง

Snakeskin (Daniel Hui)

snakeskin

ดูแล้วคิดถึง “ดาวคะนอง” เพียงแต่ยังแอบรู้สึกว่า ความสลับซับซ้อนเป็นชั้นๆ ของ “ดาวคะนอง” มันมีระบบระเบียบมากกว่า

ขณะเดียวกัน ก็เห็นด้วยกับหลายคนที่ชี้ว่า “ดาวคะนอง” ก็ดี “Snakeskin” ก็ดี คือตัวอย่างของหนังยุคปัจจุบันที่พยายามตั้งคำถามกับ “ประวัติศาสตร์ทางการ” หรือ “ประวัติศาสตร์แห่งชาติ” ผ่านวิธีการและการมองโลกแบบใหม่ๆ

ภาระหน้าที่ของหนังเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกสรรหยิบใช้ “ประวัติศาสตร์กระแสรอง” บางประเด็น และเลือกบันทึก “เสียง” ของ “คนเล็กคนน้อย” จำนวนหนึ่ง เพื่อนำเอา “เรื่องเล่าที่ไม่อยู่ในกระแสหลัก” ดังกล่าว มามัดรวมเป็นธีมเดียวกัน ภายใต้โฉมหน้าของ “อภิมหาบรรยาย” บทใหม่/ทางเลือก

แต่สิ่งที่หนังรุ่นใหม่หลายๆ เรื่องกำลังทำกัน คือ การทุบทิ้ง เผาทำลาย หรือฉีก “ประวัติศาสตร์” ออกเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อยอันกระจัดกระจายไม่ปะติดปะต่อเลยต่างหาก

ส่วนวิธีการและการมองโลกเช่นนี้จะนำไปสู่อะไร? จะมีพลังในการต่อสู้มากน้อยแค่ไหน? จะมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนรุ่นใหม่จำนวนมากได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นได้แค่ “ตัวป่วนระบบระเบียบ” ชั่วครู่ชั่วคราวในจอภาพยนตร์

คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

Elle (Paul Verhoeven)

elle

หนังสนุกดูไม่ยาก แต่ก็มีประเด็นคมคายชวนคิดตามสไตล์ยุโรปภาคพื้นทวีป

สารหลักของมันก็อาจเป็นท่าทีแบบ “โพสต์-เฟมินิสต์” ที่ถ่ายทอดภาพผู้หญิง ซึ่งเป็นทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ (กลับ) ผู้หญิงที่ดีลกับผู้ชายอย่างมีชั้นเชิง-เขี้ยวลากดิน แถมบางคราวยังกดขี่เหยียดหยามกลั่นแกล้งผู้ชายด้วยซ้ำ และผู้หญิงที่ “สมคบ” กันผลัก/กำจัดผู้ชายออกไปจากชีวิตทีละคนๆ

ตรงข้ามกับภาพของบรรดาผู้ชายในหนัง ที่เต็มไปด้วยคนแหยๆ ไม่ประสบความสำเร็จ โง่เง่า เป็นแมงดาเกาะผู้หญิงแก่ หรือต้องอำพรางปมลับความผิดบาปของตนเองเอาไว้

ขณะเดียวกัน บทบาทที่ Paul Verhoeven ส่งมอบให้ Isabelle Huppert รับไปและถ่ายทอดออกมา ก็ชวนให้นึกถึงหนังของผู้กำกับอื่นอีกหลายคน บางเสี้ยวที่เธอมีอาการประสาทแดกบ้าบอนิสัยไม่ดี ผมก็นึกถึงหนังของ Woody Allen บางส่วนที่เขย่าขวัญ-เลือดเย็น (โดยผสมผสานกับประเด็นทางสังคมหรือสายสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างมนุษย์) ก็ชวนให้นึกถึงงานของ Michael Haneke

ประเด็นจิกกัดพวกเคร่งศาสนาของหนังอาจทื่อๆ ไปนิด แต่ผมชอบฉากบอกลากันระหว่างเพื่อนบ้านหญิงสาวผู้เคร่งศาสนากับคุณป้าตัวเอกจอมเขี้ยวผู้เปี่ยมตัณหาราคะ ซึ่งฝ่ายแรกแสดงให้เห็นเป็นนัยๆ อย่างเรียบร้อยว่า “เฮ้ย! กูก็รู้ทันมึงนะ อีแก่”

เท่ากับหนังได้ตอกย้ำน้ำหนักความสำคัญลงไปยังเหล่าตัวละครหญิงให้ชัดเจนเด่นชัดขึ้นอีก

อีกข้อหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจ ก็คือ บ่อยครั้งเวลาเราดู “หนังฝรั่งเศส” เรามักจะเห็นบริบทของความเป็นปัญญาชน หรือ “วัฒนธรรมชั้นสูง” บางอย่าง แต่ในหนังเรื่องนี้ กลับมีฉากหลังสำคัญเป็นบริษัทผลิต “วิดีโอเกม/เกมคอมพิวเตอร์” ของเจ๊ตัวละครนำ

แถมมีตัวละครปัญญาชนที่พยายามหันมาเอาดีในอุตสาหกรรมเกมคอมพิวเตอร์อีกต่างหาก

จึงแลดูแปลกดี ที่เราได้เห็นตัวละครนำในหนังฝรั่งเศสประกอบอาชีพหรือใช้ชีวิตเกี่ยวกับอะไรที่เป็น “ป๊อปคัลเจอร์” สมัยใหม่มากๆ

คนมองหนัง

Reflections : กระจกสะท้อน “ภราดรภาพ” และ “รอยปริแยก” ของ “เอเชีย”?

(มติชนสุดสัปดาห์ 4-10 พฤศจิกายน 2559)

“Reflections” เป็นหนัง omnibus หรือภาพยนตร์ขนาดยาวที่เกิดขึ้นจากการนำ “หนังสั้น” หลายเรื่อง มารวมกัน

หนังเรื่องนี้อยู่ในโครงการ “Asian Three-Fold Mirror 2016” ที่อำนวยการสร้างโดย เดอะ เจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเตอร์ และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว

โดยหนังเพิ่งฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน

“Reflections” ประกอบด้วยหนังสั้น 3 เรื่องจากผู้กำกับภาพยนตร์ 3 คน จาก 3 ประเทศ ได้แก่ บริลลันเต้ เมนโดซ่า จากฟิลิปปินส์, อิซาโอะ ยูกิซาดะ จากญี่ปุ่น และ โสโท กุลิการ์ จากกัมพูชา

หนังทั้งหมดเล่าเรื่องราวของสายสัมพันธ์ระหว่างคน/วัฒนธรรม “ญี่ปุ่น” กับคน/วัฒนธรรมจากประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย หรือจริงๆ แล้ว สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า คือ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือ “อาเซียน” ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เดอะ เจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเตอร์ ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ

ดูเหมือนผู้ชมหลายรายที่โตเกียวจะเห็นตรงกันว่า หนังสั้นตอนแรกซึ่งมีชื่อว่า “SHINIUMA” หรือ “Dead Horse” ผลงานของ บริลลันเต้ เมนโดซ่า (หนึ่งในคนทำหนัง “ชั้นครู” ของทวีปเอเชียยุคปัจจุบัน ที่กวาดรางวัลมาแล้วจากทั้งคานส์ เบอร์ลิน และเวนิส) คือ ตอนที่มีคุณภาพดีที่สุด

หนังเล่าเรื่องของชายชราชาวฟิลิปปินส์ ผู้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานที่คอกม้าในประเทศญี่ปุ่นนานกว่า 30 ปี

การทำงานดังกล่าวอาจส่งผลให้เขากลายเป็นคนขาพิการ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่เดือดร้อน แถมยังได้เงินรางวัลพิเศษจากการแทงม้ามาใช้อยู่บ้างประปราย

ทว่า วันดีคืนดี ชายชรากลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองบุกเข้ามาจับกุมถึงคอกม้า เพราะทางการตรวจสอบพบว่าสถานที่ดังกล่าวมีการนำเข้าชาวต่างชาติมาทำงานแบบผิดกฎหมาย

สุดท้าย ตัวละครชายแก่ชาวฟิลิปปินส์ก็ถูกส่งตัวกลับประเทศ ชนิดที่เจ้าหน้าที่ ตม. ยังแสดงอาการงุนงงระหว่างสอบสวนว่า ชายผู้นี้สามารถลักลอบอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมายาวนานถึงราวสามทศวรรษได้อย่างไรกัน?

อย่างไรก็ดี เมื่อเดินทางกลับมาถึง “บ้านเกิด” เขากลับมีอาการต่อกับ “บ้าน” หลังนี้ไม่ติด เพราะฟิลิปปินส์มิได้มีสถานะเป็น “เมืองนอน” ของชายชราผู้จากไกลไปเนิ่นนานอีกแล้ว

เหมือนดังที่คนขับแท็กซี่เพื่อนร่วมชาติบอกกับชายชราว่า เขาเดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่ในยุคเผด็จการ ที่ปกครองโดยประธานาธิบดี “เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส” แต่พอหวนกลับเข้ามา (อดีต) ประธานาธิบดี (เบนิโญ อะคีโน) ก็กลายเป็นลูกชายของศัตรูมาร์กอสเสียแล้ว

ลักษณะของอาการ “ต่อไม่ติด” มีตั้งแต่การพูด “อาริงาโตะ” จนติดปาก แม้คู่สนทนาจะเป็นชาวฟิลิปปินส์ เรื่อยไปถึงความสัมพันธ์ที่ไม่อาจรื้อคืนฟื้นกลับกับครอบครัว-เครือญาติ (สามทศวรรษก่อน ชายชราทอดทิ้งภรรยาและลูกๆ เพื่อออกไปแสวงโชคยังต่างแดนกับคู่รักคนใหม่ แต่แล้วคนรักใหม่กลับแยกทางกับเขา ขณะเดียวกัน ครอบครัวที่ถูกทิ้งขว้างก็ไม่เคยได้รับความสนใจไยดีจากเขา กระทั่งบางคนเสียชีวิตไปแล้ว)

สุดท้าย ชายชราต้องหันไปพึ่งพา “เพื่อนเก่า” และมีชีวิตลงเอยกับการทำงานที่คอกม้า (ในประเทศ) อยู่ดี

นอกจากตัวเรื่องราวที่รันทดกินใจแบบ “ข้ามวัฒนธรรม” ลักษณะอันโดดเด่น ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสั้นของเมนโดซ่า ก็เห็นจะเป็นการใช้ “สัตว์” มาเป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึง “สาร” บางประการ

ในกรณีของ Dead Horse “ม้า” ถูกนำมาใช้เป็นอุปลักษณ์หรือภาพสะท้อนของ “ชะตากรรมมนุษย์” ซึ่งสร้างอารมณ์เศร้าสะเทือนใจได้มากพอสมควรในตอนจบ

นอกจากนี้ ภาพบรรยากาศหิมะตกที่แสนหนาวเหน็บบนเกาะฮอกไกโดก็มีเสน่ห์อันแสน “กำกวม”

กล่าวคือ ด้านหนึ่ง บรรยากาศเช่นนั้นเป็นภาพฝันงดงามโรแมนติกถึง “ชีวิตที่ดีกว่า”

แต่อีกด้าน สภาพบ้านเมืองขาวโพลน ซึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะ ได้สื่อถึงแง่มุมที่โหดร้ายและค่อยๆ กัดกินทำลายชีวิตอย่างช้าๆ

หนังสั้นตอนที่สอง ซึ่งมีชื่อว่า “Pigeon” ของผู้กำกับฯ ชาวญี่ปุ่น อิซาโอะ ยูกิซาดะ ก็มีโจทย์และโครงสร้างเรื่องราวที่น่าติดตามไม่น้อย

หนังเล่าเรื่องของชายชรา ผู้ใช้ชีวิตร่วมกับลูกชายและครอบครัวของลูกที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ เขาจึงถูกส่งตัวมาใช้ชีวิตบั้นปลาย ณ ประเทศมาเลเซีย

ชายแก่ผู้มึนตึง ไม่ยอมพูดจากับใคร แต่คล้ายจะสื่อสารกับ “นกพิราบ” ได้ ต้องเผชิญหน้ากับความทรงจำ/ความสูญเสียในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง และสานต่อ “มิตรภาพ” ระหว่างเขากับเด็กรับใช้สาวชาวมาเลเซีย ไปพร้อมๆ กัน

น่าเสียดายที่การคลี่คลายเงื่อนปม ซึ่งถูกผูกเอาไว้อย่างน่าสนใจ ของหนังเรื่องนี้ มีลักษณะง่ายดายเป็น “การ์ตูน” มากไปหน่อย ขณะเดียวกัน การแสดงของบรรดาตัวละครชาวมาเลเซีย ก็ออกแนวตลกๆ “โอเวอร์แอ๊กติ้ง” สไตล์ “ละครน้ำเน่า” เกินไปนิด (จนคล้ายเป็นการผสมผสาน “จุดอ่อน” บางอย่างของวัฒนธรรมความบันเทิงแบบญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไว้ด้วยกัน)

ความเข้มข้น-จริงจังของเรื่องราวจึงถูกลดทอนน้ำหนักลงจนเกินความจำเป็น

อีกหนึ่งจุดที่เกือบจะน่าสนใจ คือ การที่ยูกิซาดะ พยายามใช้สัตว์อย่าง “นกพิราบ” มาเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความสัมพันธ์ “ข้ามวัฒนธรรม” ของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม การให้ตัวละครพูดเฉลยว่านกพิราบคือสัญลักษณ์ของสันติภาพนั้น ออกจะเป็นการเปิดเผยนัยยะของสัญลักษณ์ที่ “ทื่อ” ไปหน่อย

และ “ไม่ใหม่” เท่าที่ควร หากเทียบกับการใช้ “ม้า” อย่างคมคายในหนังของเมนโดซ่า

ปัญหาในผลงานของคนทำหนังจากญี่ปุ่น มีความคล้ายคลึงกับ “Beyond the Bridge” หนังสั้นตอนสุดท้าย โดย โสโท กุลิการ์ ผู้กำกับฯ หญิงจากกัมพูชา (เธอรับบทเป็นหนึ่งในนักแสดงนำเองด้วย) ซึ่งวางโครงเรื่องเริ่มต้นไว้ได้น่าสนใจ

หนังพูดถึง “ชีวิตสองช่วง” ของชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ซึ่งผูกพันลึกซึ้งกับประเทศกัมพูชา

ช่วงเวลาแรก ชายผู้นี้เดินทางเข้ามากัมพูชาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม เมื่อบริษัทของครอบครัว คือ เอกชนต่างชาติซึ่งรับงานก่อสร้างสะพานที่นี่

ชายหนุ่มมีสายสัมพันธ์กับหญิงสาวชาวเขมรรายหนึ่ง ก่อนที่การรุกคืบและชัยชนะของฝ่าย “เขมรแดง” จะทำให้ทั้งคู่ต้องพลัดพรากจากกันตลอดชีวิต

เหตุการณ์ “ก่อนยุคเขมรแดง” จะตัดสลับกับเหตุการณ์ “หลังยุคเขมรแดง” เมื่อชายชาวญี่ปุ่นคนเดิม ผู้มีอายุและประสบการณ์ชีวิตเพิ่มพูนขึ้น ได้เดินทางกลับมายังกัมพูชาอีกครั้งใน ค.ศ.1994 เพื่อร่วมบุกเบิกโครงการพัฒนาประเทศหลังยุคสงครามกลางเมือง และเพื่อ “ซ่อมสร้าง” สะพานแห่งเดิมที่ถูกทำลายลงโดยกองกำลังเขมรแดง

หนนี้ ชายญี่ปุ่นก็เกือบๆ จะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสตรีเขมรอีกคน ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานของเขา แต่ความสัมพันธ์ที่ว่ากลับดำเนินไปอย่างคาบลูกคาบดอกและ “ไม่สุด”

(ผู้กำกับฯ อธิบายในงานแถลงข่าวว่า เธอต้องการจะสื่อให้ผู้ชมเห็นถึงความรัก-ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับกัมพูชา ซึ่งเป็นสายสัมพันธ์ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไร้จุดสิ้นสุด จนไม่อาจลงเอยได้ด้วยข้อสรุปแบบใดแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะ “สมหวัง” หรือ “ผิดหวัง” ก็ตาม)

ปัญหาของภาพยนตร์สั้นจากกัมพูชา คือ หนังควรเล่นกับปัจจัยเรื่องอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่ลึกไม่ซึ้งเท่าที่ควร หนังวนเวียนอยู่กับการจับจ้องเรือนร่างของตัวละคร-วัตถุสิ่งของในระดับผิวเผิน และการสานต่อบทสนทนาอันอึดอัดคลุมเครือ แต่ยังเดินทางไปไม่ถึงหัวใจของตัวละคร (รวมถึงคนดู)

หนังยังพยายามจะโชว์วัฒนธรรมการแสดงแบบจารีตของกัมพูชา ซึ่งก่อให้เกิดภาพจำเจมากกว่าความน่าตื่นตาตื่นใจ

ยังดีที่ผู้กำกับฯ คล้ายจะตระหนักถึงจุดอ่อนข้อนี้ จึงแก้เกมด้วยการกำหนดให้ตัวละครชายชาวญี่ปุ่นมีอาการเลี่ยนๆ หรือพยายามหลีกหนีจากวัฒนธรรมจารีตเหล่านั้น (เพื่อไปพลอดรักกับหญิงสาวท้องถิ่น)

แม้กระทั่งการนำฟุตเทจความสูญเสียพังพินาศที่ก่อโดยฝ่ายเขมรแดงมาใช้ประกอบในหนัง ก็มีความจำเจอยู่ไม่น้อย เมื่อกลวิธีดังกล่าวมิได้ผลักดันให้หนังสั้นตอนนี้มีพลังและความแหลมคมเพิ่มขึ้น หรือ “ไปไกล” กว่าหนังว่าด้วยประวัติศาสตร์บาดแผลจากยุคเขมรแดงเรื่องอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้า

โจทย์ใหญ่ของโปรเจ็กต์ “Asian Three-Fold Mirror 2016” คือ การนำเสนอความร่วมมือหรือภราดรภาพระหว่างคนทำหนังในทวีปเอเชีย

ทว่า คงเป็นอย่างที่ เคนจิ อิชิซากะ นักวิชาการด้านภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่น ผู้ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้กับสื่อมวลชนนานาชาติว่าการร่วมกันจัดสร้าง “ภาพยนตร์รวมหนังสั้น” ประเภทนี้ในทวีปเอเชีย ย่อมหนีไม่พ้นจาก “ความท้าทาย” ประการหนึ่ง

กล่าวคือ หากเปรียบเทียบกับทวีปอื่นๆ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษาภายในทวีปเอเชียนั้นมีมากและสูงกว่า อันส่งผลให้ความพยายามจะก้าวข้ามจากพรมแดนทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติ กลายเป็น “งานยาก” (แต่น่าสนใจ) ตามไปด้วย

สอดคล้องกับองค์ประกอบ “ร่วม” ข้อหนึ่ง ซึ่งหนังสั้นทั้งสามเรื่องต่างนำเสนอออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ตั้งใจ นั่นคือ “ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งไม่ลงรอย” ระหว่างผู้คนที่เดินทางข้ามประเทศและวัฒนธรรม ตลอดจนผู้คนที่สังกัดในประเทศ/ขอบข่ายทางวัฒนธรรมเดียวกัน

ตั้งแต่การถูกส่งตัวกลับประเทศของแรงงานฟิลิปปินส์ในญี่ปุ่น แถมพอกลับมาแล้ว เขาก็เกิดอาการ “ต่อไม่ติด” กับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง

มาถึงสภาวะที่พ่อ-ลูกชาวญี่ปุ่นไม่สามารถสื่อสารพูดจากันได้ จนพ่อต้องมาใช้ชีวิตบั้นปลาย ณ มาเลเซีย อย่างไรก็ดี ในหมู่ชาวมาเลเซียหลากหลายเชื้อชาติก็มีการเอารัดเอาเปรียบหรือขูดรีดกันเองอยู่ไม่น้อย

จนมาสิ้นสุดตรงเรื่องราวความรักระหว่างชายชาวญี่ปุ่นกับหญิงชาวกัมพูชา ที่พลัดพราก ไม่สมหวัง ครั้งแล้วครั้งเล่า

นอกจากภราดรภาพและความร่วมมือแล้ว คล้ายกับว่า “จุดเด่นจริงๆ” ที่ซ่อนแฝงอยู่ใน “Reflections” จะได้แก่ ร่องรอยความสัมพันธ์ที่ปริแยกไม่ราบรื่นลงตัวดังกล่าว

เครดิตภาพประกอบ : (c)2016 TIFF