ข่าวบันเทิง

“หนัง (เรื่องเมือง) ไทย” ในคานส์, หนังสั้น “เจ้ย” ที่ฮ่องกง และรางวัลล่าสุดของ “ดาวคะนอง”

มี “หนังเกี่ยวกับเมืองไทย” ในคานส์ 2017

prayer

ภาพยนตร์เรื่อง “A Prayer Before Dawn” โดย “Jean-Stéphane Sauvaire” ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Midnight Screening” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2017

โดยหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากประสบการณ์ชีวิตจริงของ “บิลลี่ มัวร์” นักโทษชาวต่างชาติ ที่ต้องแสวงหาวิธีการ “อยู่รอด” ภายในคุกไทย ด้วยการฝึกมวยไทยจนกลายเป็นแชมเปี้ยน

“หนังสั้นอภิชาติพงศ์” ที่ฮ่องกง

ablaze

ในโปรแกรม “Short Film Competition Programme I” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกง 2017

มีหนังสั้นชื่อ “Ablaze” ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” รวมอยู่ด้วย

เว็บไซต์ของเทศกาลไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากนัก นอกจากการระบุสั้นๆ ว่า หนังจะนำเสนอภาวะที่เงาของแมกไม้กลายเป็นบทกวี และสภาวะที่อารมณ์ความรู้สึกของคนคู่หนึ่งถูกแชร์ร่วมกัน

อีกหนึ่งรางวัลของ “ดาวคะนอง”

ดาวคะนองอิตาลี

นอกจากโกยรางวัลสำคัญๆ ในประเทศไทยไปได้แล้ว “ดาวคะนอง” ภาพยนตร์ของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ยังเดินหน้าคว้ารางวัลระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด หนังเพิ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ลุคคา ประเทศอิตาลี

ยินดีด้วยจ้า

ข่าวบันเทิง

ย้อนดู “Mobile Men” หนังสั้นอภิชาติพงศ์ ในยุคที่ผู้โดยสาร “ห้ามนั่งกระบะหลัง”

“Mobile Men” เป็นผลงานภาพยนตร์สั้นความยาวประมาณ 3 นาที ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ที่ได้รับการผลิตออกมาเมื่อปี 2551

หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานภาพยนตร์, ศิลปะ และวรรณกรรม ที่สร้างขึ้นในโครงการเฉลิมฉลองวาระ 60 ปี ของ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน”

หนังถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่บนท้ายกระบะของรถปิ๊กอัพ และพวกเขาต่างกำลังบันทึกภาพของอีกฝ่ายเอาไว้

แม้ชายหนุ่มทั้งคู่คล้ายจะมาจากคนละพื้นที่ของโลก แต่กล้องถ่ายภาพยนตร์ก็เป็นเครื่องมือ ที่ช่วยให้ทั้งคู่ได้พบเจอซึ่งกันและกัน

พวกเขาต่างฝ่ายต่างค่อยๆ เริ่มบันทึกภาพของกันและกัน จากการโคลสอัพไปยังบางเสี้ยวส่วนของร่างกาย ไปสู่การจับภาพให้เห็นร่างกายทั้งเรือนร่าง

อภิชาติพงศ์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเขาสร้างหนังเรื่องนี้ในช่วงหลังรัฐประหารปี 2549 ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด 5 แห่ง ได้ออกคำสั่งห้าม “แรงงานต่างชาติ” (จากเมียนมา, ลาว และกัมพูชา) ออกจากที่พักในยามค่ำคืน ห้ามพวกเขาใช้โทรศัพท์มือถือ และห้ามออกมาชุมนุมกันในจำนวนเกินห้าคน

ใน “Mobile Men” เขาจึงตัดสินใจใช้นักแสดงนำเป็น “แรงงานต่างชาติ” หนึ่งในนั้น คือ “ใจ” (Jaai) แรงงานจากรัฐฉาน ซึ่งได้งานและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในเมืองไทย แต่ยังมีคนแบบ “ใจ” อีกหลายราย ที่ต้องพบเจอกับสภาพชีวิตอันแตกต่างตรงกันข้าม

อย่างไรก็ตาม วันนี้ ผมหาหนังเรื่อง “Mobile Men” มาชมอีกครั้ง หลังจากมีการออกคำสั่งตาม ม.44 ห้ามผู้โดยสารนั่งบนกระบะหลังของรถปิ๊กอัพ

ขอบคุณข้อมูล-ภาพจาก http://www.kickthemachine.com

ขอบคุณข้อมูลจาก http://art-for-the-world.blogspot.com

ข่าวบันเทิง

“2 มรณกรรม” ของบุคลากรในแวดวงภาพยนตร์ไทย

สิ้นผู้กำกับภาพฝีมือเยี่ยม “อานุภาพ บัวจันทร์”

อานุภาพ บัวจันทร์
อานุภาพ (คนกลาง) ภาพจากเฟซบุ๊ก Inthira Itr Charoenpura

อานุภาพ บัวจันทร์ ถือเป็นผู้กำกับภาพรุ่นเก๋าของวงการภาพยนตร์ไทย และเป็นหนึ่งในผู้ทำงานร่วมกับ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือท่านมุ้ยมาอย่างยาวนาน (รวมถึงโปรเจ็คท์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”)

ตลอดชีวิตการทำงานของเขา ผลงานการกำกับภาพของอานุภาพกวาดรางวัลในประเทศมาอย่างมากมาย

ได้แก่ รางวัลพระสุรัสวดี (ตุ๊กตาทอง) จากการกำกับภาพให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “คนทรงเจ้า” “ปีหนึ่งเพื่อนกันและวันอัศจรรย์ของผม” “เสียดาย 1” และ “เสียดาย 2”

 

รางวัลสุพรรณหงส์ จากการกำกับภาพให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “ต้องปล้น” และ “อำแดงเหมือนกับนายริด”

 

รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง จากการกำกับภาพให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “บุญตั้งไข่” และ “ปีหนึ่งเพื่อนกันและวันอัศจรรย์ของผม”

(ที่มา http://movie.mthai.com/bioscope/209785.html)

เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา อานุภาพได้เสียชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยนางสกุณนา คงพรหม ภรรยา

ขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ด้วย

หลายฝ่ายคลางแคลงใจปมวิสามัญฆาตกรรม “ชัยภูมิ ป่าแส”

ชัยภูมิ ป่าแส

ชัยภูมิ ป่าแส เป็นเด็กหนุ่มเชื้อสายลาหู่ ซึ่งทำกิจกรรมทางสังคม-สิทธิพลเมือง และกิจกรรมทางด้านเยาวชนมาตลอดหลายปีหลัง

ชัยภูมิมีความเกี่ยวพันกับวงการภาพยนตร์ไทยมากพอสมควร โดยเขาได้เข้าร่วมเป็นทีมงานผลิตหนังสั้นและหนังสารคดีเชิงชาติพันธุ์หลายเรื่อง

หนึ่งในหนังสั้นที่เขามีส่วนร่วมในการผลิต คือ “เข็มขัดกับหวี” (ผลงานการกำกับของสุทิตย์ ซาจ๊ะ) ซึ่งได้รับรางวัลดีเด่น สาขาช้างเผือกพิเศษ จากเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16 (พ.ศ.2555)

เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารร้อย ม.2 บก.ควบคุมที่ 1 ฉก.ม.5 ซึ่งมาตั้งจุดตรวจยาเสพติดที่สามแยกรินหลวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้เรียกรถยนต์คันหนึ่งเพื่อตรวจค้น และมีการระบุว่าพบยาบ้าจำนวน 2,800 เม็ดอยู่ในรถคันดังกล่าว จึงจับกุมนายพงศ์นัย แสงตะล้า คนขับรถเอาไว้

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อ้างว่า ผู้ที่นั่งอยู่ด้านข้างคนขับรถได้วิ่งหนีห่างออกไปประมาณ 200 เมตร ทหารจึงวิ่งติดตามไป

“แต่บุคคลดังกล่าวได้เงื้อระเบิดในมือจะขว้างใส่ ทหารจึงใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ประจำกาย ยิงป้องกันตัว 1 นัด เป็นเหตุให้ (บุคคลผู้นั้น) เสียชีวิต (ใน) ที่เกิดเหตุ โดยทราบชื่อในภายหลังว่านายชัยภูมิ ป่าแส … ยึดลูกระเบิดชนิดขว้างจำนวน 1 ลูก ตกอยู่ใกล้มือผู้เสียชีวิต”

(อ้างอิงจาก http://www.matichon.co.th/news/500218)

ข่าววิสามัญฆาตกรรม “ชัยภูมิ ป่าแส” ถูกเผยแพร่ออกมา ท่ามกลางความคลางแคลงใจของภาคประชาสังคมหลายๆ ส่วน ที่เคยร่วมงานกับนักกิจกรรมรายนี้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (หนึ่งในนักแสดงนำของภาพยนตร์ชุด “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”) ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยมีเนื้อหาเหมือนกับคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปรากฏในข่าวก่อนหน้านี้

พ.อ.วินธัย ระบุด้วยว่า จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปในลักษณะที่สุดวิสัย เนื่องจากผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมต่อสู้ขัดขืน และพยายามที่จะทำร้ายโดยประสงค์ต่อชีวิต เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องป้องกันตัว พร้อมกล่าวย้ำว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทุกคนยึดมั่นในหลักปฏิบัติที่จะพยายามดำเนินการใดๆ ด้วยวิธีที่ละมุนละม่อม หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงให้ได้มากที่สุด และจะใช้อาวุธต่อเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

(อ้างอิงจาก http://www.matichon.co.th/news/500914)

วันเดียวกัน ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ได้ออกแถลงการณ์ซึ่งมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. ให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อนายชัยภูมิและครอบครัว

2. ให้มีพนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครองแห่งท้องที่ เป็นผู้ชันสูตรพลิกศพร่วมกับพนักงานสอบสวนและแพทย์ ตามมาตรา 150 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย เนื่องจากเป็นการตายที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน

3. ให้รัฐรับรองความปลอดภัยของนายพงศ์นัย แสงตะล้า ที่ถูกกักตัวโดยเจ้าพนักงานของรัฐ ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล รวมถึงสร้างหลักประกันแก่ครอบครัวของนายชัยภูมิ ครอบครัวของนายพงศ์นัย และชาวลาหู่ในพื้นที่ ในการเรียกร้องสิทธิที่พึงมีได้โดยปราศจากการคุกคามจากเจ้าหน้าที่ทหาร

(ที่มา ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ New Democracy Movement – NDM)

 

คนมองหนัง

เวิลด์ ฟิล์ม ไดอารี่ (2) : ห้าแสนปี, Snakeskin และ Elle

ห้าแสนปี (ชัยศิริ จิวะรังสรรค์)

13931592_10155043505022538_105098031_o

ชอบที่หนังไม่ “พูด” อะไรแยะ แต่ปล่อยให้ “บรรยากาศหลัก” และ “บรรยากาศรายล้อม” เป็นตัวผลักดันเรื่องราว (ที่มี “เนื้อหา” เยอะอยู่) ไปเรื่อยๆ

เช่น คนดูอาจไม่จำเป็นต้องรู้ชัดเลยก็ได้ว่าอนุสาวรีย์มนุษย์โบราณนั้นอยู่ที่ไหน มีชื่อเรียกว่าอะไร หนังกลางแปลงที่ฉายเป็นเรื่องอะไรบ้าง ใครคือคนกำกับ แต่ประเด็นที่ภาพยนตร์ต้องการบอกเล่า เช่น “ภาวะตกค้าง-กำกวม-การเป็นสิ่งเก่าในความหมายใหม่” ของ “มนุษย์โบราณ” และ “หนังกลางแปลง” กลับดำรงอยู่ค่อนข้างชัดเจน แถมยังหยอกล้อ-สนทนา-ส่องสะท้อนกันไปมา

โดยส่วนตัวรู้สึกว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว มันก็ยังจะน่าสนใจและน่าดูอยู่

เพราะมีหลายๆ องค์ประกอบในหนังสั้นที่น่านำไปขยายความเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเหงาๆ จ่อมจมกับอารมณ์ส่วนตัวของเด็กหนุ่มในคณะฉายหนัง กระทั่งพฤติกรรม (ต่อเนื่อง) ของบุคคลภายใต้หน้ากาก ซึ่งปรากฏตัวขึ้นในช่วงท้ายๆ เรื่อง

Snakeskin (Daniel Hui)

snakeskin

ดูแล้วคิดถึง “ดาวคะนอง” เพียงแต่ยังแอบรู้สึกว่า ความสลับซับซ้อนเป็นชั้นๆ ของ “ดาวคะนอง” มันมีระบบระเบียบมากกว่า

ขณะเดียวกัน ก็เห็นด้วยกับหลายคนที่ชี้ว่า “ดาวคะนอง” ก็ดี “Snakeskin” ก็ดี คือตัวอย่างของหนังยุคปัจจุบันที่พยายามตั้งคำถามกับ “ประวัติศาสตร์ทางการ” หรือ “ประวัติศาสตร์แห่งชาติ” ผ่านวิธีการและการมองโลกแบบใหม่ๆ

ภาระหน้าที่ของหนังเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกสรรหยิบใช้ “ประวัติศาสตร์กระแสรอง” บางประเด็น และเลือกบันทึก “เสียง” ของ “คนเล็กคนน้อย” จำนวนหนึ่ง เพื่อนำเอา “เรื่องเล่าที่ไม่อยู่ในกระแสหลัก” ดังกล่าว มามัดรวมเป็นธีมเดียวกัน ภายใต้โฉมหน้าของ “อภิมหาบรรยาย” บทใหม่/ทางเลือก

แต่สิ่งที่หนังรุ่นใหม่หลายๆ เรื่องกำลังทำกัน คือ การทุบทิ้ง เผาทำลาย หรือฉีก “ประวัติศาสตร์” ออกเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อยอันกระจัดกระจายไม่ปะติดปะต่อเลยต่างหาก

ส่วนวิธีการและการมองโลกเช่นนี้จะนำไปสู่อะไร? จะมีพลังในการต่อสู้มากน้อยแค่ไหน? จะมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนรุ่นใหม่จำนวนมากได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นได้แค่ “ตัวป่วนระบบระเบียบ” ชั่วครู่ชั่วคราวในจอภาพยนตร์

คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

Elle (Paul Verhoeven)

elle

หนังสนุกดูไม่ยาก แต่ก็มีประเด็นคมคายชวนคิดตามสไตล์ยุโรปภาคพื้นทวีป

สารหลักของมันก็อาจเป็นท่าทีแบบ “โพสต์-เฟมินิสต์” ที่ถ่ายทอดภาพผู้หญิง ซึ่งเป็นทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ (กลับ) ผู้หญิงที่ดีลกับผู้ชายอย่างมีชั้นเชิง-เขี้ยวลากดิน แถมบางคราวยังกดขี่เหยียดหยามกลั่นแกล้งผู้ชายด้วยซ้ำ และผู้หญิงที่ “สมคบ” กันผลัก/กำจัดผู้ชายออกไปจากชีวิตทีละคนๆ

ตรงข้ามกับภาพของบรรดาผู้ชายในหนัง ที่เต็มไปด้วยคนแหยๆ ไม่ประสบความสำเร็จ โง่เง่า เป็นแมงดาเกาะผู้หญิงแก่ หรือต้องอำพรางปมลับความผิดบาปของตนเองเอาไว้

ขณะเดียวกัน บทบาทที่ Paul Verhoeven ส่งมอบให้ Isabelle Huppert รับไปและถ่ายทอดออกมา ก็ชวนให้นึกถึงหนังของผู้กำกับอื่นอีกหลายคน บางเสี้ยวที่เธอมีอาการประสาทแดกบ้าบอนิสัยไม่ดี ผมก็นึกถึงหนังของ Woody Allen บางส่วนที่เขย่าขวัญ-เลือดเย็น (โดยผสมผสานกับประเด็นทางสังคมหรือสายสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างมนุษย์) ก็ชวนให้นึกถึงงานของ Michael Haneke

ประเด็นจิกกัดพวกเคร่งศาสนาของหนังอาจทื่อๆ ไปนิด แต่ผมชอบฉากบอกลากันระหว่างเพื่อนบ้านหญิงสาวผู้เคร่งศาสนากับคุณป้าตัวเอกจอมเขี้ยวผู้เปี่ยมตัณหาราคะ ซึ่งฝ่ายแรกแสดงให้เห็นเป็นนัยๆ อย่างเรียบร้อยว่า “เฮ้ย! กูก็รู้ทันมึงนะ อีแก่”

เท่ากับหนังได้ตอกย้ำน้ำหนักความสำคัญลงไปยังเหล่าตัวละครหญิงให้ชัดเจนเด่นชัดขึ้นอีก

อีกข้อหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจ ก็คือ บ่อยครั้งเวลาเราดู “หนังฝรั่งเศส” เรามักจะเห็นบริบทของความเป็นปัญญาชน หรือ “วัฒนธรรมชั้นสูง” บางอย่าง แต่ในหนังเรื่องนี้ กลับมีฉากหลังสำคัญเป็นบริษัทผลิต “วิดีโอเกม/เกมคอมพิวเตอร์” ของเจ๊ตัวละครนำ

แถมมีตัวละครปัญญาชนที่พยายามหันมาเอาดีในอุตสาหกรรมเกมคอมพิวเตอร์อีกต่างหาก

จึงแลดูแปลกดี ที่เราได้เห็นตัวละครนำในหนังฝรั่งเศสประกอบอาชีพหรือใช้ชีวิตเกี่ยวกับอะไรที่เป็น “ป๊อปคัลเจอร์” สมัยใหม่มากๆ

คนมองหนัง

Reflections : กระจกสะท้อน “ภราดรภาพ” และ “รอยปริแยก” ของ “เอเชีย”?

(มติชนสุดสัปดาห์ 4-10 พฤศจิกายน 2559)

“Reflections” เป็นหนัง omnibus หรือภาพยนตร์ขนาดยาวที่เกิดขึ้นจากการนำ “หนังสั้น” หลายเรื่อง มารวมกัน

หนังเรื่องนี้อยู่ในโครงการ “Asian Three-Fold Mirror 2016” ที่อำนวยการสร้างโดย เดอะ เจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเตอร์ และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว

โดยหนังเพิ่งฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน

“Reflections” ประกอบด้วยหนังสั้น 3 เรื่องจากผู้กำกับภาพยนตร์ 3 คน จาก 3 ประเทศ ได้แก่ บริลลันเต้ เมนโดซ่า จากฟิลิปปินส์, อิซาโอะ ยูกิซาดะ จากญี่ปุ่น และ โสโท กุลิการ์ จากกัมพูชา

หนังทั้งหมดเล่าเรื่องราวของสายสัมพันธ์ระหว่างคน/วัฒนธรรม “ญี่ปุ่น” กับคน/วัฒนธรรมจากประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย หรือจริงๆ แล้ว สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า คือ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือ “อาเซียน” ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เดอะ เจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเตอร์ ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ

ดูเหมือนผู้ชมหลายรายที่โตเกียวจะเห็นตรงกันว่า หนังสั้นตอนแรกซึ่งมีชื่อว่า “SHINIUMA” หรือ “Dead Horse” ผลงานของ บริลลันเต้ เมนโดซ่า (หนึ่งในคนทำหนัง “ชั้นครู” ของทวีปเอเชียยุคปัจจุบัน ที่กวาดรางวัลมาแล้วจากทั้งคานส์ เบอร์ลิน และเวนิส) คือ ตอนที่มีคุณภาพดีที่สุด

หนังเล่าเรื่องของชายชราชาวฟิลิปปินส์ ผู้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานที่คอกม้าในประเทศญี่ปุ่นนานกว่า 30 ปี

การทำงานดังกล่าวอาจส่งผลให้เขากลายเป็นคนขาพิการ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่เดือดร้อน แถมยังได้เงินรางวัลพิเศษจากการแทงม้ามาใช้อยู่บ้างประปราย

ทว่า วันดีคืนดี ชายชรากลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองบุกเข้ามาจับกุมถึงคอกม้า เพราะทางการตรวจสอบพบว่าสถานที่ดังกล่าวมีการนำเข้าชาวต่างชาติมาทำงานแบบผิดกฎหมาย

สุดท้าย ตัวละครชายแก่ชาวฟิลิปปินส์ก็ถูกส่งตัวกลับประเทศ ชนิดที่เจ้าหน้าที่ ตม. ยังแสดงอาการงุนงงระหว่างสอบสวนว่า ชายผู้นี้สามารถลักลอบอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมายาวนานถึงราวสามทศวรรษได้อย่างไรกัน?

อย่างไรก็ดี เมื่อเดินทางกลับมาถึง “บ้านเกิด” เขากลับมีอาการต่อกับ “บ้าน” หลังนี้ไม่ติด เพราะฟิลิปปินส์มิได้มีสถานะเป็น “เมืองนอน” ของชายชราผู้จากไกลไปเนิ่นนานอีกแล้ว

เหมือนดังที่คนขับแท็กซี่เพื่อนร่วมชาติบอกกับชายชราว่า เขาเดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่ในยุคเผด็จการ ที่ปกครองโดยประธานาธิบดี “เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส” แต่พอหวนกลับเข้ามา (อดีต) ประธานาธิบดี (เบนิโญ อะคีโน) ก็กลายเป็นลูกชายของศัตรูมาร์กอสเสียแล้ว

ลักษณะของอาการ “ต่อไม่ติด” มีตั้งแต่การพูด “อาริงาโตะ” จนติดปาก แม้คู่สนทนาจะเป็นชาวฟิลิปปินส์ เรื่อยไปถึงความสัมพันธ์ที่ไม่อาจรื้อคืนฟื้นกลับกับครอบครัว-เครือญาติ (สามทศวรรษก่อน ชายชราทอดทิ้งภรรยาและลูกๆ เพื่อออกไปแสวงโชคยังต่างแดนกับคู่รักคนใหม่ แต่แล้วคนรักใหม่กลับแยกทางกับเขา ขณะเดียวกัน ครอบครัวที่ถูกทิ้งขว้างก็ไม่เคยได้รับความสนใจไยดีจากเขา กระทั่งบางคนเสียชีวิตไปแล้ว)

สุดท้าย ชายชราต้องหันไปพึ่งพา “เพื่อนเก่า” และมีชีวิตลงเอยกับการทำงานที่คอกม้า (ในประเทศ) อยู่ดี

นอกจากตัวเรื่องราวที่รันทดกินใจแบบ “ข้ามวัฒนธรรม” ลักษณะอันโดดเด่น ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสั้นของเมนโดซ่า ก็เห็นจะเป็นการใช้ “สัตว์” มาเป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึง “สาร” บางประการ

ในกรณีของ Dead Horse “ม้า” ถูกนำมาใช้เป็นอุปลักษณ์หรือภาพสะท้อนของ “ชะตากรรมมนุษย์” ซึ่งสร้างอารมณ์เศร้าสะเทือนใจได้มากพอสมควรในตอนจบ

นอกจากนี้ ภาพบรรยากาศหิมะตกที่แสนหนาวเหน็บบนเกาะฮอกไกโดก็มีเสน่ห์อันแสน “กำกวม”

กล่าวคือ ด้านหนึ่ง บรรยากาศเช่นนั้นเป็นภาพฝันงดงามโรแมนติกถึง “ชีวิตที่ดีกว่า”

แต่อีกด้าน สภาพบ้านเมืองขาวโพลน ซึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะ ได้สื่อถึงแง่มุมที่โหดร้ายและค่อยๆ กัดกินทำลายชีวิตอย่างช้าๆ

หนังสั้นตอนที่สอง ซึ่งมีชื่อว่า “Pigeon” ของผู้กำกับฯ ชาวญี่ปุ่น อิซาโอะ ยูกิซาดะ ก็มีโจทย์และโครงสร้างเรื่องราวที่น่าติดตามไม่น้อย

หนังเล่าเรื่องของชายชรา ผู้ใช้ชีวิตร่วมกับลูกชายและครอบครัวของลูกที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ เขาจึงถูกส่งตัวมาใช้ชีวิตบั้นปลาย ณ ประเทศมาเลเซีย

ชายแก่ผู้มึนตึง ไม่ยอมพูดจากับใคร แต่คล้ายจะสื่อสารกับ “นกพิราบ” ได้ ต้องเผชิญหน้ากับความทรงจำ/ความสูญเสียในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง และสานต่อ “มิตรภาพ” ระหว่างเขากับเด็กรับใช้สาวชาวมาเลเซีย ไปพร้อมๆ กัน

น่าเสียดายที่การคลี่คลายเงื่อนปม ซึ่งถูกผูกเอาไว้อย่างน่าสนใจ ของหนังเรื่องนี้ มีลักษณะง่ายดายเป็น “การ์ตูน” มากไปหน่อย ขณะเดียวกัน การแสดงของบรรดาตัวละครชาวมาเลเซีย ก็ออกแนวตลกๆ “โอเวอร์แอ๊กติ้ง” สไตล์ “ละครน้ำเน่า” เกินไปนิด (จนคล้ายเป็นการผสมผสาน “จุดอ่อน” บางอย่างของวัฒนธรรมความบันเทิงแบบญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไว้ด้วยกัน)

ความเข้มข้น-จริงจังของเรื่องราวจึงถูกลดทอนน้ำหนักลงจนเกินความจำเป็น

อีกหนึ่งจุดที่เกือบจะน่าสนใจ คือ การที่ยูกิซาดะ พยายามใช้สัตว์อย่าง “นกพิราบ” มาเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความสัมพันธ์ “ข้ามวัฒนธรรม” ของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม การให้ตัวละครพูดเฉลยว่านกพิราบคือสัญลักษณ์ของสันติภาพนั้น ออกจะเป็นการเปิดเผยนัยยะของสัญลักษณ์ที่ “ทื่อ” ไปหน่อย

และ “ไม่ใหม่” เท่าที่ควร หากเทียบกับการใช้ “ม้า” อย่างคมคายในหนังของเมนโดซ่า

ปัญหาในผลงานของคนทำหนังจากญี่ปุ่น มีความคล้ายคลึงกับ “Beyond the Bridge” หนังสั้นตอนสุดท้าย โดย โสโท กุลิการ์ ผู้กำกับฯ หญิงจากกัมพูชา (เธอรับบทเป็นหนึ่งในนักแสดงนำเองด้วย) ซึ่งวางโครงเรื่องเริ่มต้นไว้ได้น่าสนใจ

หนังพูดถึง “ชีวิตสองช่วง” ของชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ซึ่งผูกพันลึกซึ้งกับประเทศกัมพูชา

ช่วงเวลาแรก ชายผู้นี้เดินทางเข้ามากัมพูชาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม เมื่อบริษัทของครอบครัว คือ เอกชนต่างชาติซึ่งรับงานก่อสร้างสะพานที่นี่

ชายหนุ่มมีสายสัมพันธ์กับหญิงสาวชาวเขมรรายหนึ่ง ก่อนที่การรุกคืบและชัยชนะของฝ่าย “เขมรแดง” จะทำให้ทั้งคู่ต้องพลัดพรากจากกันตลอดชีวิต

เหตุการณ์ “ก่อนยุคเขมรแดง” จะตัดสลับกับเหตุการณ์ “หลังยุคเขมรแดง” เมื่อชายชาวญี่ปุ่นคนเดิม ผู้มีอายุและประสบการณ์ชีวิตเพิ่มพูนขึ้น ได้เดินทางกลับมายังกัมพูชาอีกครั้งใน ค.ศ.1994 เพื่อร่วมบุกเบิกโครงการพัฒนาประเทศหลังยุคสงครามกลางเมือง และเพื่อ “ซ่อมสร้าง” สะพานแห่งเดิมที่ถูกทำลายลงโดยกองกำลังเขมรแดง

หนนี้ ชายญี่ปุ่นก็เกือบๆ จะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสตรีเขมรอีกคน ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานของเขา แต่ความสัมพันธ์ที่ว่ากลับดำเนินไปอย่างคาบลูกคาบดอกและ “ไม่สุด”

(ผู้กำกับฯ อธิบายในงานแถลงข่าวว่า เธอต้องการจะสื่อให้ผู้ชมเห็นถึงความรัก-ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับกัมพูชา ซึ่งเป็นสายสัมพันธ์ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไร้จุดสิ้นสุด จนไม่อาจลงเอยได้ด้วยข้อสรุปแบบใดแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะ “สมหวัง” หรือ “ผิดหวัง” ก็ตาม)

ปัญหาของภาพยนตร์สั้นจากกัมพูชา คือ หนังควรเล่นกับปัจจัยเรื่องอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่ลึกไม่ซึ้งเท่าที่ควร หนังวนเวียนอยู่กับการจับจ้องเรือนร่างของตัวละคร-วัตถุสิ่งของในระดับผิวเผิน และการสานต่อบทสนทนาอันอึดอัดคลุมเครือ แต่ยังเดินทางไปไม่ถึงหัวใจของตัวละคร (รวมถึงคนดู)

หนังยังพยายามจะโชว์วัฒนธรรมการแสดงแบบจารีตของกัมพูชา ซึ่งก่อให้เกิดภาพจำเจมากกว่าความน่าตื่นตาตื่นใจ

ยังดีที่ผู้กำกับฯ คล้ายจะตระหนักถึงจุดอ่อนข้อนี้ จึงแก้เกมด้วยการกำหนดให้ตัวละครชายชาวญี่ปุ่นมีอาการเลี่ยนๆ หรือพยายามหลีกหนีจากวัฒนธรรมจารีตเหล่านั้น (เพื่อไปพลอดรักกับหญิงสาวท้องถิ่น)

แม้กระทั่งการนำฟุตเทจความสูญเสียพังพินาศที่ก่อโดยฝ่ายเขมรแดงมาใช้ประกอบในหนัง ก็มีความจำเจอยู่ไม่น้อย เมื่อกลวิธีดังกล่าวมิได้ผลักดันให้หนังสั้นตอนนี้มีพลังและความแหลมคมเพิ่มขึ้น หรือ “ไปไกล” กว่าหนังว่าด้วยประวัติศาสตร์บาดแผลจากยุคเขมรแดงเรื่องอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้า

โจทย์ใหญ่ของโปรเจ็กต์ “Asian Three-Fold Mirror 2016” คือ การนำเสนอความร่วมมือหรือภราดรภาพระหว่างคนทำหนังในทวีปเอเชีย

ทว่า คงเป็นอย่างที่ เคนจิ อิชิซากะ นักวิชาการด้านภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่น ผู้ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้กับสื่อมวลชนนานาชาติว่าการร่วมกันจัดสร้าง “ภาพยนตร์รวมหนังสั้น” ประเภทนี้ในทวีปเอเชีย ย่อมหนีไม่พ้นจาก “ความท้าทาย” ประการหนึ่ง

กล่าวคือ หากเปรียบเทียบกับทวีปอื่นๆ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษาภายในทวีปเอเชียนั้นมีมากและสูงกว่า อันส่งผลให้ความพยายามจะก้าวข้ามจากพรมแดนทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติ กลายเป็น “งานยาก” (แต่น่าสนใจ) ตามไปด้วย

สอดคล้องกับองค์ประกอบ “ร่วม” ข้อหนึ่ง ซึ่งหนังสั้นทั้งสามเรื่องต่างนำเสนอออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ตั้งใจ นั่นคือ “ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งไม่ลงรอย” ระหว่างผู้คนที่เดินทางข้ามประเทศและวัฒนธรรม ตลอดจนผู้คนที่สังกัดในประเทศ/ขอบข่ายทางวัฒนธรรมเดียวกัน

ตั้งแต่การถูกส่งตัวกลับประเทศของแรงงานฟิลิปปินส์ในญี่ปุ่น แถมพอกลับมาแล้ว เขาก็เกิดอาการ “ต่อไม่ติด” กับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง

มาถึงสภาวะที่พ่อ-ลูกชาวญี่ปุ่นไม่สามารถสื่อสารพูดจากันได้ จนพ่อต้องมาใช้ชีวิตบั้นปลาย ณ มาเลเซีย อย่างไรก็ดี ในหมู่ชาวมาเลเซียหลากหลายเชื้อชาติก็มีการเอารัดเอาเปรียบหรือขูดรีดกันเองอยู่ไม่น้อย

จนมาสิ้นสุดตรงเรื่องราวความรักระหว่างชายชาวญี่ปุ่นกับหญิงชาวกัมพูชา ที่พลัดพราก ไม่สมหวัง ครั้งแล้วครั้งเล่า

นอกจากภราดรภาพและความร่วมมือแล้ว คล้ายกับว่า “จุดเด่นจริงๆ” ที่ซ่อนแฝงอยู่ใน “Reflections” จะได้แก่ ร่องรอยความสัมพันธ์ที่ปริแยกไม่ราบรื่นลงตัวดังกล่าว

เครดิตภาพประกอบ : (c)2016 TIFF

คนมองหนัง

ผลงานน่าประทับใจ จากเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 2-8 กันยายน 2559

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 จัดโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และมูลนิธิหนังไทย

ปีนี้ มีโอกาสแวะเวียนไปชมผลงานบางส่วนที่เข้าฉายในเทศกาลหนังสั้น แม้จะถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก คือ ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผลงานทั้งหมดในเทศกาล (และเป็นเพียงส่วนเสี้ยวน้อยนิดของผลงานที่ส่งเข้าประกวด)

แต่ก็มีหนังสั้นจำนวนหนึ่ง ที่เมื่อได้ดูก็รู้สึกประทับใจ และยังติดอยู่ในใจ แม้จะเดินออกจากห้องฉายแล้วก็ตาม

ภารกิจสุดท้าย-Aim

“ภารกิจสุดท้าย” (เชวง ไชยวรรณ) และ “Aim” (อรุณกร พิค) เป็นหนังสั้นที่มีภูมิหลังของตัวละครนำ และฉากหลังคล้ายๆ กัน นั่นคือ กลุ่มชนเผ่า/แรงงานข้ามขาติ บนพื้นที่ภูเขาสูงทางภาคเหนือ

ภารกิจสุดท้าย

“ภารกิจสุดท้าย” เล่าเรื่องราวของ “เงื่อนปมขัดแย้ง” ผ่านแนวทาง “สมจริง” เมื่อนายทหารชั้นประทวนเชื้อสายปกาเกอะญอเดินทางไปเยี่ยมแม่, น้องสาว และคนรัก อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กองทัพมีคำสั่งให้ทหารเข้าตัดโค่นสวนยางในเขตป่า ตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล

แน่นอนว่า สวนยางของครอบครัวทหารหนุ่ม ตลอดจนคนรู้จักในหมู่บ้าน ย่อมจะถูกตัดโค่นไปด้วย ขณะเดียวกัน แม้ทหารเชื้อสายปกาเกอะญอจะไม่ต้องลงมือตัดโค่นต้นยางของตนเอง แต่เขาก็ต้องเดินทางไปทำลายต้นยางของชาวบ้านในพื้นที่อื่นๆ

หนังเล่าเรื่องราวอย่างเรียบง่าย สอดแทรกอารมณ์ขันบ้างตามสมควร นอกจากนี้ ดนตรีประกอบในส่วนที่เป็นเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” เวอร์ชั่นเตหน่า ก็จัดเป็นเพลงบรรเลงที่มีทั้งความไพเราะ หดหู่ และตลกร้าย ผสมผสานกันไปอย่างน่าประหลาด

Aim

ในทางกลับกัน “Aim” เลือกเล่าเรื่องของตนเองผ่านการเป็นหนังแนว “ดราม่า-ทริลเลอร์” ที่สนุก ตื่นเต้น และน่าติดตาม

หนังถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่าง “คุณหมอ” วัยกลางคน เจ้าของรีสอร์ทหรู ที่มีงานอดิเรกเป็นการยิงปืนใส่หุ่นจำลองกลางป่า กับแรงงานข้ามชาติในรีสอร์ต

ท่ามกลางปมขัดแย้งที่คล้ายจะเป็นสูตรสำเร็จ หนังสั้นเรื่องนี้ค่อยๆ เผยให้คนดูเห็นถึง ภาวะกดขี่-ขูดรีด หรือการใช้อำนาจอย่างแนบเนียน ที่ด้านหนึ่ง ก็คล้ายจะเปี่ยมความเมตตาปรานี ทว่า อีกด้านกลับคุกรุ่นไปด้วยความโหดเหี้ยม ของตัวละคร “คุณหมอ”

รวมถึงภาวะของตัวละครแรงงานข้ามชาติที่ถูก “บริหาร/จัดการ/ควบคุม” อย่างผิดแผกกันไป คือ มีทั้งคนซึ่งถูกลงโทษอย่างหนักหน่วง คนที่ถูกข่มขู่เกือบสุดทาง ตลอดจนคนที่ถูกรับไปเลี้ยงดู, กลืนกลาย และค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นฝ่ายผู้ใช้อำนาจ มากกว่าจะถูกกดด้วยอำนาจ

ถ้าได้รับการจัดฉายในวงกว้าง หนังสั้นที่สนุกและระทึกขวัญอย่าง “Aim” อาจสามารถเข้าถึงคนดูกลุ่มใหญ่ได้ง่ายกว่าหนังที่พยายามส่ง “สาร” แบบเดียวกัน ด้วยกระบวนท่าอื่นๆ

ฝนเม็ดน้อย

ฝนเม็ดน้อย

“ฝนเม็ดน้อย” (บุญฤทธิ์ เวียงนนท์) ดัดแปลงมาจากบทกวีชื่อเดียวกันของ “ศิวกานท์ ปทุมสูติ”

จุดเด่นมากๆ ของ “ฝนเม็ดน้อย” ในมุมมองของผม มีอยู่สองประการ

ประการแรก คือ หนังเรื่องนี้มีงานสร้างที่ “เรียบง่าย” หรือออกไปในเชิง “ทำมือ” นิดๆ ซึ่งอาจส่งผลให้งานของบุญฤทธิ์เสียเปรียบหนังสั้นจำนวนมาก ซึ่งมีคุณภาพด้านโปรดักชั่นดีกว่า

แต่เรื่องราวอันทรงพลังก็ช่วยกลบเกลื่อนข้อจำกัดด้านงานสร้างได้เป็นผลสำเร็จ แถมยังผลักดันให้ “ฝนเม็ดน้อย” มีความโดดเด่นเหนือกว่าหนังสั้นส่วนใหญ่ในเทศกาล

ประการต่อมา หนังสั้นเรื่องนี้สร้างขึ้นจากบทกวีของศิวกานท์ ซึ่งมีเนื้อหาเน้นหนักไปยังการวิพากษ์ระบบการศึกษาไทย

ถ้าบุญฤทธิ์สร้าง “ฝนเม็ดน้อย” เวอร์ชั่น “หนังสั้น” ให้เหมือนกับเวอร์ชั่น “บทกวี” เป๊ะๆ เราอาจได้หนังสั้นแนว “ด.เด็ก ช.ช้าง” (ผลงานภาพยนตร์สั้นคลาสสิคของ ทรงยศ สุขมากอนันต์ เมื่อต้นทศวรรษ 2540 ที่พูดถึงการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในห้องเรียน) เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง (โดยที่คุณภาพโดยรวมอาจอ่อนด้อยกว่างานของทรงยศ)

แต่บุญฤทธิ์กลับพยายามเดินทางไปให้ไกลกว่านั้น ด้วยการเสริมสร้างปมชีวิต-ภูมิหลังอันละเอียด ซับซ้อน และเศร้าสะเทือนใจ ให้แก่ตัวละครนำ ซึ่งเป็นเด็กหญิงชาวอีสาน

ที่สำคัญ เขาสามารถสอดแทรกจุดยืนหรือท่าทีในการวิพากษ์สังคม-การเมืองไทยร่วมสมัยของตนเอง ลงไปในหนังสั้น “ฝนเม็ดน้อย” ได้อย่างคมคายและกล้าหาญมากๆ

โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 2559 อันเป็นยุคที่บรรยากาศของสังคมไทยไม่ได้เปิดกว้าง หรือเอื้อต่อการวิพากษ์วิจารณ์สักเท่าไหร่

หมอชิต

หมอชิต

“หมอชิต” (วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์) เป็นหนังสั้นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในโปรเจ็กต์ “Bangkok Stories” ซึ่งมีแผนจะออกฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วไปปลายปีนี้

ขณะที่หนังสั้นอีกห้าเรื่องที่เหลือของโปรเจ็กต์ เล่าเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวชาวกรุงเทพฯ (เรื่อยไปจนถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ) วิชชานนท์กลับเลือกเล่าเรื่องราวผ่านสองตัวละครหลัก ซึ่งเป็นคนต่างจังหวัด

หนึ่ง คือ เด็กหนุ่มขอนแก่นที่เดินทางเข้ามาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง อีกหนึ่ง คือ เด็กสาวชาวลำพูน แต่ย้ายไปอยู่เชียงใหม่ ซึ่งลงมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

มีไม่บ่อยครั้งนักหรอก ที่ตัวละครพระเอก-นางเอกในหนังหรือละครไทย จะเป็น “เด็กรามฯ” และ “เด็กราชภัฏ”

ขณะที่หนังสั้นอีกห้าเรื่องที่เหลือ พูดถึงความสัมพันธ์ของตัวละครภายใน “กรอบเวลาสั้นๆ” ไม่เกินหนึ่งวันหรือหนึ่งคืน

“หมอชิต” กลับขยับขยาย “กรอบเวลา” ของตัวเอง ให้ยืดยาวออกไปได้อย่างน่าทึ่ง แม้หนังจะมีความยาวเพียงราวๆ 15 นาที

นั่นคือ หลังจากที่ตัวละครเอกสองคนพบกันครั้งแรก ณ สถานีขนส่งหมอชิต หนังก็ตัดภาพไปยังเหตุการณ์ 9 ปีถัดจากนั้น

เมื่อหนุ่มขอนแก่นกลายเป็นคนขับแท็กซี่ ที่เรียนรามฯ ไม่จบ พลัดพรากจากถิ่นฐานบ้านเกิด และมีภาระต้องเลี้ยงดูลูกอยู่ในเมืองหลวง ส่วนสาวลำพูน/เชียงใหม่ กลายสภาพเป็น “ผู้หญิงผมทอง” ซึ่งประกอบอาชีพ “เซลส์” ออกตระเวนขายครุภัณฑ์ตามสถานศึกษา

ทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกหนบนรถแท็กซี่ของตัวละครฝ่ายชาย และบทสนทนา พันธสัญญาหลวมๆ ระหว่างกัน รวมถึงลูกเล่นรายทาง เล็กๆ น้อยๆ ก็ดำเนินไปอย่างน่ารัก เปี่ยมอารมณ์ขัน และมีเสน่ห์แพรวพราว

Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์

คนหมายเลขศูนย์

“Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ผลงานการกำกับของ นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์ (มีชวัลรัตน์ รุ้งแสงเจริญทิพย์ เป็นผู้กำกับร่วม) เข้าประกวดในสายภาพยนตร์สารคดี และได้รับรางวัลสูงสุดของสายการประกวดดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นี่กลับเป็น “หนังสารคดี” ซึ่งดำเนินเรื่องราวหยอกล้อเคล้าคลอกับ “เรื่องแต่ง” ทั้งยังมีลีลาการถ่ายทอดประหนึ่งบทกวีที่งดงาม และแย้มพรายปริศนาบางประการ ให้ผู้ชมนำกลับไปขบคิดตีความกันต่อ

หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของ “บัณฑิต อานียา” นักเขียน-นักแปลอาวุโส ที่ทั้งถูกกล่าวหาว่าเป็น “คนบ้า” และถูกฟ้องร้องในคดีความอันสุ่มเสี่ยงอันตราย

แต่ “Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ไม่ได้มุ่งนำเสนอประเด็นเรื่องคดีความหรือการต่อสู้ทางการเมือง หากพยายามย้อนกลับมาสำรวจตรวจสอบ “แง่มุมภายใน” ของชีวิตบัณฑิต

นัชชาและชวัลรัตน์ถ่ายทอดชีวิตจริง ทั้งในปัจจุบันและอดีต ของนักเขียนอาวุโส คู่ขนานไปกับการปล่อยเสียงอ่านข้อความบางส่วนจากนิยายเรื่อง “คนหมายเลขศูนย์” หนึ่งในผลงานที่บัณฑิตแต่งขึ้น (แต่หลอกบนปกหนังสือว่า นี่คือนิยายแปลจากวรรณกรรมภาษาต่างประเทศ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขายดีกว่า) ซึ่งเล่าเรื่องราวของชายที่คิดว่าตนเอง คือ “จอห์น เลนนอน”

ดังที่เขียนไปแล้วว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามจำกัดตนเองอยู่ในกรอบของ “ความเป็นภาพยนตร์สารคดี” แบบเคร่งครัด จึงมีหลายช่วงตอน ซึ่งหนังแปรสภาพกลายเป็นบทกวีที่บรรยายรายละเอียดเล็กน้อยในชีวิตของชายชราผู้หนึ่ง ด้วยอารมณ์กึ่งงดงาม กึ่งเศร้าสร้อย

ยิ่งกว่านั้น ยังมีบางจังหวะ ที่หนังได้พลิกผันสถานภาพของตนเองไปสู่การเป็น “ภาพยนตร์เรื่องแต่ง” (fiction) เช่น ฉากที่จำลองการรักษาคนป่วยในโรงพยาบาลบ้า หรือฉากร้องเพลงในโอ่ง ที่มีความก้ำกึ่งระหว่างการบันทึกภาพแบบดิบๆ อย่างสารคดี กับการถ่ายทำอย่างตั้งใจและมีการเตรียมงานล่วงหน้า ในลักษณะหนังฟิกชั่น

แต่องค์ประกอบเหล่านั้น มิได้ส่งผลให้ “ความจริงจังเข้มข้น” ในเนื้อหาของหนังถูกลดทอนลง ตรงกันข้าม “ชีวิตจริงๆ” ของบัณฑิต กลับถูกถ่ายทอดออกมาอย่างทรงพลังหนักแน่นมากขึ้น

“Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ไม่มีจุดบกพร่องด้านโปรดักชั่น แต่ก็ไม่ได้เป็นหนังที่มีงานสร้างเลิศหรูหรือหวือหวา

หนังถูกถ่ายทำอย่างเรียบง่าย โดยหากพิจารณาในแง่ของการถ่ายภาพ-ตัดต่อ ใครก็ตามที่มีกล้องวิดีโอแฮนดี้แคม กล้องจากสมาร์ตโฟน หรือกล้องมิเรอร์เลสราคาไม่แพง และมีเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมโปรแกรมตัดต่อ ก็คงสามารถทำงานโปรดักชั่นได้สูสีกับคนทำหนังเรื่องนี้

แต่จะมีสักกี่คนกัน ซึ่งสามารถถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของ “มนุษย์” ผู้หนึ่ง ออกมาได้ละเอียดซับซ้อน เหมือนกับที่นัชชาและชวัลรัตน์สามารถทำได้เป็นอย่างดียิ่ง

อีกประเด็นที่ “Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ทิ้งค้างไว้ให้ผู้ชมได้นำกลับไปขบคิดตีความ ก็คือ แม้ในช่วงต้นๆ หนังจะนำเสนอภาพ-เสียงที่บุคคลใน “เครือข่ายเดียวกัน” กล่าวชื่นชม ยกย่อง ให้กำลังใจบัณฑิต

จนเขาแทบจะกลายสถานะเป็น “ฮีโร่ของการต่อสู้” อีกคนหนึ่ง

ทว่า ต่อมา หนังกลับค่อยๆ ถ่ายทอดภาวะความป่วยไข้ อ้างว้าง โดดเดี่ยว และการพยายามตั้งคำถามกับตัวเอง ของนักเขียน-นักแปลอาวุโส

เขาจึงอาจนับเป็น “คนหมายเลขศูนย์” อีกรายหนึ่งของสังคม

“คนหมายเลขศูนย์” ซึ่งไม่ได้เป็นทั้ง จอห์น เลนนอน หรือ “ผู้มีชื่อเสียง” รายอื่นๆ

เขามิอาจเป็นใคร เขาไม่มีใคร และเขาไม่ได้อะไรจากใครเลย เมื่อดุ่มเดินไปจนเกือบจะถึงปลายทางของชีวิต

หนังสารคดีกึ่งบทกวีกึ่งเรื่องแต่งเรื่องนี้ อาจกำลังพยายามร้องเตือนคนดูอยู่ว่า นอกจาก “บัณฑิต อานียา” แล้ว พวกเราส่วนใหญ่ต่างก็เป็น “คนหมายเลขศูนย์” เช่นเดียวกัน

คนมองหนัง

หนังสั้น 20 สเปเชียล (2) : ภาพยนตร์สารคดีโปรแกรมดุ๊ก 2-3

โปรแกรมดุ๊ก 2

การตายของหิ่งห้อย (จิรัฐติกาล พระสนชุ่ม และ พสิษฐ์ ตันเดชานุรัตน์)

การตายของหิ่งห้อย

เหมือนดังที่มิตรสหายท่านหนึ่งบอกเอาไว้ว่า หนังสารคดีเรื่องนี้มีความสอดคล้องกับข่าวคราวที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ ที่พระภิกษุร่างจิ๋วสูงไม่ถึง 100 ซม. ถูกบังคับให้สึกโดยคำสั่งของพระผู้ใหญ่ ซึ่งอ้างเหตุผลเรื่องพระธรรมวินัย

“การตายของหิ่งห้อย” เล่าเรื่องราวคล้ายๆ กันของชาย ผู้อาจมีอาการ “ผิดแปลก” บางอย่าง จนแตกต่างจากคนปกติธรรมดาทั่วไป แต่เขากลับชอบไปขลุกตัวช่วยงานวัด และสุดท้าย ก็อยากบวชเป็นพระ

สำหรับใครที่ไปทำบุญ ไปงานศพ ตามวัดวาอารามต่างๆ อยู่เสมอๆ คนประเภทเดียวกับ “ซับเจคท์” ของหนังสารคดีเรื่องนี้ มักถูกพบเห็นได้ในวัดหลายๆ แห่ง

แต่สิ่งที่พวกเราไม่ค่อยรู้ก็คือ ชีวิตเบื้องหลังเบื้องลึกของเขา

“การตายของหิ่งห้อย” ทำให้เห็นว่า “ซับเจคท์” ของตนเอง ไม่ใช่คนเร่ร่อน ไร้หลักแหล่ง แต่มีครอบครัวที่ดี มีการศึกษา (จบปริญญาตรี จากมหามกุฎราชวิทยาลัย) และรู้เรื่องราวเกี่ยวกับลำดับชั้นทางสังคม (เปรียบเทียบตำแหน่งเจ้าคณะตำบลกับกำนันได้อย่างคมคาย) หรือเอ่ยถึงความแตกต่างระหว่างนิกายของคณะสงฆ์ได้อย่างน่าทึ่ง แถมยัง “ถ่ายหนัง” ได้ด้วย

ผมชอบฉากที่ตัวซับเจคท์และแม่ เข้าไปปรึกษาที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลเรื่องการบวช แล้วฝ่ายหลวงปู่นั่นแหละที่อ่านทบทวนพระธรรมวินัยแบบลังเล ไม่แน่ใจ ผิดกับชาย ผู้ถูกมองว่าอาจไม่สามารถออกบวชได้ ที่ท่องบทสวดหรือเอ่ยเรื่องศาสนาบางอย่างออกมาอย่างมั่นใจ (แม้จะมีจุดลังเลคลุมเครือในตอนท้าย)

ผมเสียดายที่หนังมีลักษณะ “รวบรัด” ไปนิดในช่วงท้ายๆ และอาจตัดจบเร็วไปหน่อย แต่โดยรวมแล้ว นี่คือหนังสารคดีที่น่าประทับใจทีเดียว

Anonymous in Bangkok (สินีนาฎ คะมะคต)

Anonymous in Bangkok

หนังนำเสนอเรื่องเล่า (ทางเสียง) ของสตรีขายบริการรายหนึ่งในกรุงเทพฯ เปรียบเทียบไปกับภาพ cityscapes ในแง่มุมต่างๆ ของเมืองหลวง

น่าเสียดาย ที่ตัวเรื่องเล่ามันดีเลยแหละ (ผมชอบช่วงที่ผู้หญิงคนนี้อธิบายว่างานขายบริการทางเพศมันดีกว่างานออฟฟิศยังไงบ้าง) แต่พอเอามาผสานกับตัวภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวโดยตรง มันกลับยังหาจุดแหลมคมลงตัวแบบ “เป๊ะๆ” ไม่เจอซะทีเดียว

อย่างไรก็ดี มีช่วงท้ายๆ เรื่อง ที่ผู้หญิงเจ้าของเรื่องก็ยังส่งเสียงเล่าเรื่องราวของตัวเองไป ขณะที่หนังก็จับภาพไปที่สตรีคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่คนเดียวตรงหน้าซอยหรือไม่ก็ตึกแถวเก่าๆ แห่งหนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่า ผู้หญิงคนนั้นคือใคร? เธออาจเป็นอีกคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าเลยก็ได้ หรืออาจเป็นผู้หญิงเจ้าของเรื่องหรือเปล่า? แต่ผมรู้สึกว่าไอ้ความคลุมเครืออย่างนี้มันมีเสน่ห์ดี ทว่า มันกลับปรากฏออกมาในหนังไม่บ่อยครั้งนัก

ม้าทรง (อภิชน รัตนาภายน และ วัชรี รัตนะกรี)

ม้าทรง

น่าสนใจมากๆ ที่ตัว “คนทรง” ในหนัง มีอีกบทบาทหนึ่งในชีวิตประจำวันเป็น “ครู” แถมยังเป็นครูที่สอนภาษาไทยให้แก่นักเรียนชาวต่างชาติด้วย เธอจึงมีความรู้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ต้องถือเป็นบุคลากรระดับ “ครีม” หากเทียบกับบุคลากรสาขาอื่นๆ ของแวดวงการศึกษาไทย

สมัยเด็กๆ ผมจะได้ยินเรื่องราวเชิงกอสซิปในโรงเรียนประถมฯ เกี่ยวกับครูสองท่านที่ว่ากันว่าเป็น “ร่างทรง” ท่านหนึ่งเป็นร่างทรงของเทพเจ้าอินเดีย อีกท่านเป็นร่างทรงของเทพเจ้าจีน แต่ผมก็ไม่เคยเห็นแกประทับทรงจริงๆ จังๆ สักหน

“ม้าทรง” จึงช่วยเติมเต็มจินตนาการตรงจุดนั้น ว่า “ครู” ที่ประทับทรงนี่ เขามีวิถีชีวิต มีโลกทัศน์ และอธิบายการดำเนินชีวิตของตนเองอย่างไร และชีวิตที่สวิทช์ไปๆ มาๆ ระหว่างโลกสองแบบของเขา มันมีความไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง

หนังมี impact กับผมพอสมควร อย่างน้อย หลังดูเสร็จ ผมก็ออกมาเสิร์ชหาชื่อ “ขุนนิทรรศน์ชนะศึกสงคราม ณ ถลาง?” ซึ่งคุณครูใน “ม้าทรง” บอกว่าเป็นต้นตระกูลของแก ทางกูเกิ้ล

ปรากฏว่าหาไม่พบครับ 555

แปะอิ่น (พริมริน พัวรัตน์)

แปะอิ่น

นี่เป็นหนัง “ดี” ที่ไม่ถึงกับ “ดีมาก”

แล้วถ้าผมยังอยู่ในวัยซัก 10 ปลายๆ ถึง 20 กลางๆ ยังแรงๆ ร้อนๆ ผมอาจไม่ได้ชอบ “แปะอิ่น” มากนัก

แต่พอมาดูหนังเรื่องนี้ในวัย 30 กลางๆ เริ่มเบื่อๆ เหนื่อยๆ ปลงๆ กับบางด้านของชีวิตพอสมควร ผมกลับรู้สึกว่า “เรื่องราว” ในหนังมันดีและอิ่มเอมมากๆ เลย

คือ ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบ “หนังสารคดีเรื่องแปะอิ่น” มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือ ผมชอบ “เรื่องเล่าแวดล้อมชีวิตของแปะอิ่น” ที่หนังนำเสนอ

และอินพอที่จะเห็นพ้องกับคนทำหนังว่า ผู้ชายธรรมดาๆ เจ้าของร้านโชห่วยเล็กๆ และต้องดูแลแม่วัยชรา อย่างแปะอิ่นนี่แหละ ที่สามารถเป็น “ต้นแบบในการดำเนินชีวิต” ให้แก่คนอื่นๆ ได้

นอกจากนี้ โดยส่วนตัว ผมยังรู้สึกติดตาติดใจกับเหตุการณ์เล็กๆ สองช่วงในหนัง

เหตุการณ์แรก คือ ตอนที่แปะอิ่นกินข้าว แล้วเหมือนกับข้าวมันไม่อร่อย เพราะที่บ้านปรุงปลาผิดวิธี ซึ่งโดยปกติ ผมรู้สึกว่า “ภาพจำ” หนึ่งของสังคม-วัฒนธรรมภาคใต้ในสายตาคนภาคอื่นๆ ก็คือ อาหารใต้นี่อร่อย รสชาติจัดจ้าน คนใต้ทำอาหารเก่ง ทว่า ภาพของหนังสารคดีที่ถ่ายทำที่จังหวัดกระบี่เรื่องนี้คล้ายจะ “บิด” ภาพจำดังกล่าวไปนิดนึง

เหตุการณ์ที่สอง คือ ตอนที่ “น้องสาว?” ของแปะอิ่นมารับแม่วัย 90 ปี ไปกินข้าว โดยใช้รถป้ายแดง ซึ่งสวนทางกับแปะอิ่นที่ขี่มอเตอร์ไซค์และขับปิ๊กอัพคันเก่าๆ แต่สุดท้าย คนที่เลี้ยงแม่เป็นกิจวัตร ก็คือ แปะอิ่น นี่แหละ ภาพตอนนี้มันเลย “กินใจ” มากๆ ทีเดียว

โปรแกรมดุ๊ก 3

Ghost (วรพจน์ อินเหลา)

Ghost

ตอนฟังเสียงบรรยายช่วงต้นเรื่อง ผมเอาใจช่วยให้หนังมันกลายเป็นงานเสียดสีคนชั้นกลางในเมือง ที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้คนในสังคมชนบท

แต่สุดท้าย หนังมันก็ไปอีกทางน่ะนะ

นอกจากนี้ ยังรู้สึกเสียดาย ที่งานถ่ายภาพของหนังมันดีมากๆ เลย แต่ประเด็น-เรื่องราวมัน “ทื่อ” และ “แคบ” เกินไป และ “สลับซับซ้อน” น้อยเกินไป (ยิ่งตอนอ้างไปถึงข้อมูลทีดีอาร์ไอแบบโต้งๆ ยิ่งไปกันใหญ่)

รวมถึงอุปลักษณ์เรื่อง “ผี” ที่ก็ไม่คมเช่นกัน

The Rebirth (ธีรยุทธ์ วีระคำ)

The Rebirth

หนังสารคดีเล่าเรื่องราวของผู้หญิงวัย 69 ที่อยู่ตัวคนเดียว หลังเพิ่งสูญเสียสามีวัยชราไป

ผมรู้สึกกับหนังเรื่องนี้คล้ายๆ กับที่รู้สึกกับ “แปะอิ่น”

คือ ถ้าผมเด็กกว่านี้ ผมคงรู้สึกเฉยๆ กับมัน

แต่พออายุมากขึ้น พ่อแม่เราอายุใกล้เคียงกับซับเจคท์ในหนังพอดี ก็จะเริ่มเห็นความดีงาม ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเรียบง่ายและปกติธรรมดาของมัน

โดยส่วนตัว ผมชอบการที่ตัวคุณแม่ในหนังแกนับถือพุทธทั้งสองนิกาย คือ ไปสวดมนต์เยียวยาจิตใจตนเองกับมหายานฝ่ายจีน แต่เวลาทำบุญ ก็ไปวัดเถรวาทปกติ

น่าเสียดาย ที่บางส่วนของ “The Rebirth” มีลักษณะเป็นการ “เซ็ต” อย่างเห็นได้ชัดไปนิด “พลังความสด/ความจริงใจ” ของหนัง เลยแลดูอ่อนด้อยกว่า “แปะอิ่น” เล็กน้อย

Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์

(ตามอ่านได้ในมติชนสุดสัปดาห์เล่มหน้านะครับ หลังจากนั้น จะนำมาเผยแพร่ในบล็อกต่อไป)

หมายเหตุ ไม่ได้ดูโปรแกรมดุ๊ก 1 ครับ

ขอบคุณภาพจาก Thai Short Film & Video Festival