ข่าวบันเทิง

หนังไทย-หนังอาเซียนน่าสนใจ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017

เวียนมาบรรจบอีกครั้งสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2560

ในปีนี้ มีหนังไทยถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาล 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

“มา ณ ที่นี้” หรือ “Someone from Nowhere”

Someone from Nowhere

นี่คือหนังยาวลำดับที่สองของ “ปราบดา หยุ่น” ซึ่งจะได้เข้าประกวดในสาย “เอเชี่ยน ฟิวเจอร์” (ช่วงหลัง หนังที่ชนะเลิศการประกวดสายนี้ มักไปได้ดีในระดับนานาชาติทั้งสิ้น ตั้งแต่ “มหาสมุทรและสุสาน” เมื่อสองปีก่อน และ “Birdshot” เมื่อปีที่แล้ว)

หนังเรื่องนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวของสาววัย 20 กว่าๆ ซึ่งยามเช้าอันแสนสุขของเธอได้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมีชายบาดเจ็บรายหนึ่งโผล่เข้ามาในห้องพัก

ภาพยนตร์แนวดราม่า-ลึกลับเรื่องนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การถ่ายทำ ซึ่งจะดำเนินไปในห้องพักเพียงห้องเดียว

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย”

สิ้นเมษา

ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องเยี่ยมของ “วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์” ซึ่งเริ่มต้นออกเดินทางในเทศกาลระดับนานาชาติตั้งแต่เมื่อราวห้าปีก่อน

โดยหนังเรื่องนี้จะถูกนำมากลับมาฉายอีกครั้งในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ของเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2017

ซึ่งในปีนี้ โปรแกรมดังกล่าวจะนำเสนอผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แตกต่างจากสามปีแรก ที่จะโฟกัสไปยังภาพยนตร์ของแต่ละประเทศเป็นรายๆ ไป เริ่มจากไทย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ

จุดน่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ หนังที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ประจำปี 2017 จะถูกแนะนำ/เลือกสรรมาโดยผู้กำกับระดับบิ๊กเนมของอาเซียน ซึ่งผู้แนะนำ “สิ้นเมษาฯ” ให้แก่ทางเทศกาล ก็ได้แก่ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

(คลิกอ่านบทความที่เขียนถึง “สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” ที่นี่)

“ป๊อปอาย มายเฟรนด์”

ป๊อปอาย แปด

หนังเกี่ยวกับเมืองไทยที่เพิ่งได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศสิงคโปร์ ให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ ประจำปีหน้า จะเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA เช่นเดียวกัน

สำหรับผู้แนะนำหนังเรื่องนี้ให้เข้าฉายในโปรแกรมดังกล่าว คือ “เอริค คู” ผู้กำกับชื่อดังชาวสิงคโปร์

นอกจากนี้ ยังมีหนังอาเซียนอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งจะได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 อาทิ

“AQÉRAT” หรือ “We the Dead”

main_Aqerat
(c)Pocket Music, Greenlight Pictures

ผลงานล่าสุดของ “เอ็ดมันด์ โหย่ว” คนทำหนังรุ่นใหม่ฝีมือดีจากมาเลเซีย (ซึ่งเคยบรรจุฉากละครสั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ลงไปในหนังยาวเรื่องแรกของเขา คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้นได้ ที่นี่) ที่จะได้เข้าฉายในสายการประกวดหลัก

หนังเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งภาวะขาดแคลนเงินเลี้ยงชีพ ส่งผลให้เธอต้องหันไปทำงานในธุรกิจค้ามนุษย์ โดยหนังจะพูดถึงประเด็นการเดินทางมายังประเทศมาเลเซียของกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญา ไปพร้อมๆ กับการสำแดงตนเป็นบทกวีที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงการเดินทางทางจิตวิญญาณของสตรีผู้หนึ่ง

Yasmin-san

Yasmin-san
(c)Greenlight Pictures

นี่คือผลงานอีกเรื่องหนึ่งของเอ็ดมันด์ โหย่ว ที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ จะบันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำหนังสั้นเรื่อง “Pigeon” ของ “อิซาโอะ ยูกิซาดะ” (ตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “Reflections” ที่ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวเมื่อปีที่แล้ว คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ที่นี่)

โดยหนังสารคดีเรื่องดังกล่าวจะมุ่งสำรวจประเด็นว่าด้วยกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์, การมีเอกภาพ, ชะตากรรม และประวัติศาสตร์ ผ่านวิธีการมองที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ยาสมิน อาหมัด” คนทำหนังสตรีผู้ล่วงลับชาวมาเลเซีย

Cambodian Young Cinema

176
©BOPHANA CENTER ©Anti Archive & Apsara Films

นี่เป็นภาพยนตร์รวมหนังสั้นสี่เรื่อง ผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ห้าคนจากกัมพูชา ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวหลากแง่มุมของสังคมกัมพูชาร่วมสมัย โดยถูกคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

Advertisements
คนมองหนัง

เขียนถึง “หนังสั้น 21” เท่าที่ได้ดู (2)

ย้ายรัง (ติณห์นวัช จันทร์คล้อย)

ย้ายรัง

ในแง่ “ความเป็นหนัง” แบบ “เพียวๆ” หนังสารคดีเรื่องนี้อาจไม่โดดเด่นทรงพลังมากนัก

แต่ผมชอบสิ่งที่ “ย้ายรัง” พยายามนำเสนอ นั่นคือ การฉายภาพให้เห็นถึง “กระบวนการแทบทุกส่วน” ของการทำหนังสารคดี เพื่อตอบโจทย์ทางสังคมและโจทย์ขององค์กรที่มอบเงินทุนสนับสนุน

หากพิจารณาลงลึกไปในแต่ละเสี้ยวส่วน “ย้ายรัง” อาจไม่ได้มีอะไรใหม่หรือเตะตาแบบสุดๆ เช่น การเผยให้เห็นตัวตน-วิธีคิดของคนทำหนัง/กิจกรรมเพื่อสังคม หรือ การให้บรรดาซับเจ็คท์ในหนังได้มีส่วนร่วมกับการสร้างสรรค์เรื่องราว ก็มีหนังสารคดีเรื่องอื่นทำกันมาจนเกร่อแล้ว

หรือเอาเข้าจริง ในตอนจบที่ฉายให้เห็นผลลัพธ์ของโครงการพัฒนาที่หนังสารคดีเรื่องนี้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ก็ออกจะดู “แปลกๆ” และ “ผิดที่ผิดทาง” ด้วยซ้ำ

แต่พอเอาทุกส่วนของหนังมาเขย่ารวม-ประกอบเข้าด้วยกัน ผมกลับรู้สึกค่อนข้างโอเคกับมัน

เพราะนอกจากจะได้เห็นการพยายามขับเคลื่อนอะไรบางอย่างจากจุดเริ่มต้นไปสู่บทสรุป (ในระดับหนึ่ง) อย่างสอดคล้อง เป็นลำดับขั้นตอน เป็นเหตุเป็นผลต่อกันแล้ว

เรายังได้เห็นภาวะลักลั่นย้อนแย้งบางประการซ่อนแฝงอยู่ด้วย (ซึ่งเป็นเสน่ห์ชวนฉุกคิดดี) อาทิ หนังเปิดเรื่องราวด้วยสถานการณ์ตึงเครียด เมื่อชาวบ้านคนจนเมืองในชุมชนแห่งหนึ่งมีความขัดแย้งกับหน่วยงาน/เจ้าหน้าที่รัฐ จากปัญหาเรื่องพื้นที่อยู่อาศัย แต่อีกด้าน หนังก็สรุปปิดท้ายเอาไว้ว่ามีองค์การมหาชนหน่วยงานหนึ่ง (ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐในอีกรูปแบบหนึ่ง) ได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ และหนังก็กำลังบอกเล่าเรื่องราวในนามขององค์การมหาชนแห่งนั้นอยู่

อาญิง แซ่จาง (เกียรติศักดิ์ กิ่งแก้ว)

อาญิง

เรื่องราวในภาพรวมของหนังสารคดีเรื่องนี้อาจจะ “ไม่ใหม่” แล้ว แต่ขณะเดียวกัน ถ้าทำให้ถึง เรื่องราวประเภทนี้ก็สามารถตรึงใจคนดูไว้ได้เสมอ รวมถึงในกรณีของ “อาญิง แซ่จาง” ซึ่งมีองค์ประกอบบางส่วน (ในแง่การถ่ายทำ) ที่ไม่น่าจะดึงดูดให้คนดู “อิน” กับหนังได้ง่ายนัก แต่พอถึงจุดสำคัญจริงๆ หนังก็ยังจัดการคนดูได้อย่างอยู่หมัดพอสมควร

หนังสารคดีเรื่องนี้เล่าเรื่องของสตรีวัยกลางคนจากดอยสูงภาคเหนือ ที่เดินทางไปทำงานถึงสุดขอบแดนใต้ ชีวิตความเป็นอยู่ของหญิงคนนี้ไม่เดือดร้อน เธอไม่ใช่ “บุคคลไร้สัญชาติ” ด้วยซ้ำ แต่เธอต้องกลายสถานะเป็น “บุคคลเถื่อนไร้ตัวตน” ด้วยความผิดพลาดในการกรอกข้อมูลบางอย่าง และการต้องติดต่อกับระบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหาก็ดำเนินไปอย่างยืดเยื้อไร้จุดสิ้นสุด

ในแง่เนื้อหา หนังนำเสนอประเด็นบางอย่างที่น่าสนใจดี คือ สุดท้าย การแก้ไขปัญหาข้างต้นก็ต้องอาศัยพลังของระบบอุปถัมภ์ค้ำจุนบางอย่าง

หรือกล่าวได้อีกอย่างว่าระบบราชการที่ซับซ้อนเชื่องช้าจะทำงานรวดเร็วทันใจขึ้น ไม่ใช่เพราะมีชาวบ้านไปติดต่อทวงถาม แต่ระบบนี้จะเวิร์ก ต่อเมื่อมีคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ/สังคมสูงส่งพอสมควร และเป็นผู้อุปถัมภ์ชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง เดินทางไปถึงที่ว่าการอำเภอ เพื่อทำหน้าที่เป็นปากเสียงประสานงานแทนชาวบ้าน

ในแง่เทคนิคการถ่ายทำ-เล่าเรื่อง “อาญิง แซ่จาง” เหมือนจะเดินสวนทางกับ “ย้ายรัง” อยู่พอสมควร เพราะในขณะที่หนังสารคดีเรื่องก่อนหน้าฉายให้เห็นถึงกระบวนการทำหนังที่ค่อนข้างครบถ้วนกระบวนความ แต่หนังเรื่องนี้กลับถ่ายทอดให้ผู้ชมได้รับรู้เลยว่าคนทำกำลังผลิตหนังเรื่องนี้ด้วย “เงื่อนไขข้อจำกัด” หรือ “ความบกพร่องขาดแคลน” บางประการ

ทั้งความขาดแคลนทางด้านอุปกรณ์-เทคนิค (ภาพและเสียง) และข้อจำกัดในแง่ที่หนังไป (แอบ) ถ่ายทำในสถานที่ราชการ จนไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์บางอย่างได้อย่างครบถ้วนเป็นทางการ

(แต่ก็มีบางซีนที่หนังจงใจจะรักษาระยะห่างของตัวเองเอาไว้ในข้อจำกัดบางประการ เช่น ตอนที่คนทำหนังติดตามอาญิงไปเคารพหลุมศพของคนรัก -อยู่ห่างๆ- ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีเลยทีเดียว)

บางครั้ง ความขาดแคลนดังกล่าวได้ส่งผลให้หนังไร้พลังลงอย่างน่าเสียดาย แต่ในบางคราว ความขาดแคลนบางด้านก็อาจช่วยขับเน้นให้คนดูได้ตระหนักถึงความบกพร่องโอกาสหรือการดำเนินชีวิตอันแหว่งหวิ่น ที่ซับเจ็คท์ในหนังต้องเผชิญหน้ามาอย่างยาวนาน จนช่วยทวีพลังให้แก่หนังสารคดีเรื่องนี้ได้เช่นกัน

สวรรคาลัย (อภิชน รัตนาภายน)

สวรรคาลัย

คนทำหนังเรื่องนี้เข้าไปบันทึกภาพเหตุการณ์-บรรยากาศในโรงพยาบาลศิริราชเมื่อช่วงบ่าย-ค่ำ วันที่ 13 ตุลาคม 2559

“สวรรคาลัย” สามารถจับเอาอารมณ์โศกเศร้าตกตะลึงของผู้คนจำนวนมากมาได้ ผ่านสายตาแหลมคมของผู้สังเกตการณ์

อย่างไรก็ดี จุดที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจมากๆ ในหนัง ก็คือ พร้อมๆ กับการบันทึกอารมณ์ความรู้สึกโศกเศร้ามวลใหญ่ หนังสารคดีเรื่องนี้ยังสามารถจับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บางประการ เอาไว้ได้ด้วย

เช่น การจับภาพคนที่มานั่งในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่ยังไม่มี “ข่าวความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่” ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ เราจึงจะได้เห็นอากัปกิริยาที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปของคนเหล่านั้น จากการมีลักษณะทีเล่นทีจริง กังวลสลับผ่อนคลาย ไปสู่ภาวะตึงเครียด และโศกเศร้าในท้ายที่สุด

การจับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ตรงจุดนี้ได้นี่แหละ ที่ทำให้เราตระหนักว่าความสูญเสียซึ่งเกิดขึ้นนั้น ส่งผลสะเทือนต่อปัจเจกบุคคลแต่ละรายอย่างลึกซึ้งเพียงใด

ขณะเดียวกัน ผมชอบที่หนังจับภาพของ “เด็กเล็กๆ” ที่อยู่ในโรงพยาบาลศิริราชอยู่เป็นระยะๆ โดยเด็กที่ยังอายุน้อยมากๆ บางคน อาจไม่สามารถเปล่งแสดงความรู้สึกโศกเศร้าออกมาได้อย่างเอ่อท้นเทียบเท่าผู้ใหญ่ใกล้ๆ ตัว

แต่การดำรงอยู่ของเยาวชนเหล่านี้ ท่ามกลางสถานการณ์แห่งความสูญเสียเช่นนั้น ย่อมมีนัยยะสำคัญอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนที่จะค่อยๆ เติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากยุคสมัยของความเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559

ข่าวบันเทิง

เปิดเรื่องย่อ-แนวคิดเบื้องหลัง “อวสานซาวด์แมน” หนังสั้นไทยในเวนิสปีนี้

บล็อกคนมองหนังเคยรายงานไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสประจำปี 2017 มีหนังสั้นไทยเรื่อง “อวสานซาวด์แมน” ของ “สรยศ ประภาพันธ์” (นักทำหนังสั้นและผู้ทำหน้าที่บันทึกเสียงในกองถ่ายภาพยนตร์อินดี้ร่วมสมัยหลายๆ เรื่อง) ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดภาพยนตร์สั้นของเซ็คชั่น “Orizzonti” ซึ่งพยายามนำเสนอผลงานอันเป็นตัวแทนของสุนทรียะรูปแบบใหม่ๆ และกระแสร่วมสมัยของโลกภาพยนตร์

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ได้นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากนัก

ล่าสุด เว็บไซต์ทางการของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสได้เผยแพร่เรื่องย่อของหนังสั้นไทยความยาว 16 นาทีเรื่องนี้ ออกมาแล้ว โดยมีเนื้อหาว่า

“เสียงของผู้คนมักเป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกละเลยเพิกเฉยอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเสียงประกอบในภาพยนตร์ ซึ่งมักไม่ค่อยถูกสนใจไยดีโดยบรรดาผู้ชม ในหนังเรื่องนี้ ตัวละครที่เป็นนักบันทึกเสียงสองคนกำลังทำงานมิกซ์เสียงในขั้นตอนท้ายสุดให้แก่หนังสั้นเรื่องหนึ่ง น่าตั้งคำถามว่าจะมีใครบ้างไหมที่ได้ยินสรรพเสียงเหล่านั้น?”

นอกจากนี้ สรยศยังได้เปิดเผยแนวคิดเบื้องหลังในการทำหนังสั้นเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“เสียงคือส่วนประกอบสำคัญในภาพยนตร์ ซึ่งช่วยแต่งแต้มเรื่องราวลงบนชีวิต แต่ผมมักพบว่าคนดูหนังชอบส่งเสียงดังสอดแทรกขึ้นมาในโรงภาพยนตร์ จนดูเหมือนว่ามีคนไม่มากนักที่จะสนใจฟังสุ้มเสียงซึ่งผมบันทึกเอาไว้ ยิ่งกว่านั้น ผมยังอาศัยอยู่ในสถานที่ ที่เสียงของตัวผมเองไม่ได้ถูกรับฟังแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ ผมจึงทำหนังเรื่องนี้ขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อส่วนตัวว่าเสียงในภาพยนตร์นั้นมีสถานะสำคัญ ไม่ต่างกันกับเสียงของประชาชน”

ที่มา http://www.labiennale.org/en/cinema/2017/program-cinema-2017/sorayos-prapapan-awasarn-sound-man-death-sound-man

ข่าวบันเทิง

คำสัมภาษณ์บางส่วนของ “เป็นเอก” ที่เวนิส และตัวอย่างหนังสั้น “อวสานซาวด์แมน”

คำสัมภาษณ์แรกๆ ของ “เป็นเอก” เกี่ยวกับ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

เป็นเอก สัมภาษณ์
ที่มา เพจเฟซบุ๊ก Samui Song

พร้อมๆ กับการไปเปิดตัวหนังไทยเรื่อง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ในรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ประเทศอิตาลี

ผู้กำกับรุ่นเก๋าอย่าง “เป็นเอก รัตนเรือง” ก็ได้เริ่มประเดิมพูดคุยกับสื่อต่างชาติเกี่ยวกับผลงานใหม่ของตนเอง

เว็บไซต์ cineuropa เพิ่งเผยแพร่คลิปสัมภาษณ์เป็นเอก ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจบางส่วน ดังต่อไปนี้

สถานะของผู้หญิงในประเทศไทย

“…ผู้หญิงไทยโดยทั่วไป พวกเธอก็เหมือนนักแสดงนี่แหละ เพราะว่าสังคมได้กำหนด ‘บทบาท’ หลายแง่มุม ให้พวกเธอต้องแสดง เช่น ถ้าคุณเป็นลูกจ้างบริษัท คุณก็จะต้องเชื่อฟังเจ้านาย คุณต้องไม่พูดจาหยาบคายกับเขา เมื่อคุณอยู่ที่บ้านกับสามี คุณก็จะต้องทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน ทำนู่นนี่ให้แก่เขา กับพ่อแม่ คุณก็ต้องเชื่อฟังพวกท่านโดยปราศจากข้อโต้แย้ง คุณต้องทำตามที่พวกท่านสั่ง และระหว่างผู้หญิงด้วยกันเอง พวกเธอก็จะมานั่งกอสซิปกันถึงเรื่องชั่วร้ายต่างๆ ของสามี

“ดังนั้น ผู้หญิงไทยจึงต้องเล่นหลายบทบาทมากๆ…”

ความศรัทธาต่อพุทธศาสนาในสังคมสมัยใหม่

“…ระหว่างการเขียนบทหนัง ได้เกิดกรณีอื้อฉาวมากๆ เกี่ยวกับลัทธิพิธีทำนองนี้ เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นภายในวัด คุณต้องตระหนักว่าในประเทศไทย ศาสนาพุทธได้ถูกทำให้กลายสภาพเป็นเรื่องของธุรกิจ เพราะวัดบางแห่งในประเทศนี้ นั้นมีรายได้พอๆ กับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ แต่กลับไม่ต้องจ่ายภาษี เพราะเงินที่วัดได้เป็นเงินบริจาค

“นอกจากนี้ พระหลายๆ รูป ก็มีสถานะเป็นดังร็อกสตาร์ คุณรู้ใช่ไหมว่าการจัดองค์กรทางพุทธศาสนาแบบนี้ มักเล่นกับความรู้สึกไม่มั่นคงของผู้คน เพราะว่าชีวิตของคุณนั้นมีความไม่แน่นอน คุณไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คุณจะถูกไล่ออกจากงาน คุณไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า พระสงฆ์และวัดเลยเข้ามาทำหน้าที่บรรเทาความทุกข์ในใจให้ผู้คน

“เช่น คุณต้องแต่งกายสีนี้ เพราะมันจะทำให้คุณประสบโชคดีในวันนี้ หรือถ้าคุณต้องการซื้อรถใหม่ เพื่อนของผมหลายคน เวลาพวกเขาจะซื้อรถยนต์คันใหม่ พวกเขาจะไปหาพระสงฆ์ก่อน แล้วถามพระว่าควรซื้อรถสีไหนดี? แล้วพระก็จะตรวจสอบวันเดือนปีเกิด ดวงชะตาของคุณ แล้วบอกว่าโยมต้องซื้อรถสีเขียว ถึงคุณจะตอบกลับไปว่าผมไม่อยากได้รถสีเขียว ผมอยากได้รถสีขาว พระก็จะบอกว่า ไม่ได้ ถ้าโยมอยากโชคดี อยากร่ำรวย โยมต้องซื้อรถสีเขียว

“คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าเมื่อมีคนไทยบางคนตัดสินใจซื้อรถสีขาว แต่ถ้าพระสงฆ์บอกว่าเขาต้องซื้อรถสีแดงเพื่อความโชคดี ที่ประเทศนี้จะมีคนผลิตสติ๊กเกอร์ ที่คุณสามารถหาซื้อได้ทั่วไป ซึ่งถูกตัดแต่งเป็นข้อความระบุว่า ‘รถคันนี้สีแดง’ แล้วคุณก็นำสติ๊กเกอร์แผ่นนั้นไปแปะลงบนรถสีขาวของคุณ

“เพียงแค่นั้น รถของคุณก็จะกลายเป็นสีแดง และคุณก็จะโชคดีในที่สุด…”

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่เวนิสแล้ว “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” จะบินข้ามไปยังประเทศแคนาดา เพื่อร่วมฉายในสาย Contemporary World Cinema ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-17 กันยายนนี้

ตัวอย่างหนังสั้น “อวสานซาวด์แมน”

ขอแถมท้ายด้วยตัวอย่างหนังสั้น “อวสานซาวด์แมน” อีกหนึ่งผลงานของคนไทย ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดภาพยนตร์สั้นของเซ็คชั่น Orizzonti เทศกาลเวนิส

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “สรยศ ประภาพันธ์” คนทำหนังสั้นและคนเบื้องหลังในกองถ่ายหนังอิสระ ซึ่งโดดเด่นมากๆ รายหนึ่ง ในช่วงหลายปีหลัง

ข่าวบันเทิง

“อวสานซาวด์แมน” อีกหนึ่งหนังสั้นไทยในเวนิส

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ได้ประกาศรายชื่อหนัง 33 เรื่อง ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในเซ็คชั่น Orizzonti ซึ่งพยายามนำเสนอผลงานอันเป็นตัวแทนของสุนทรียะรูปแบบใหม่ๆ และกระแสร่วมสมัยของโลกภาพยนตร์

น่ายินดีว่าหนึ่งในภาพยนตร์สั้นซึ่งถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดของเซ็คชั่นดังกล่าว คือหนังสั้นไทยชื่อ “อวสานซาวด์แมน” ผลงานของ “สรยศ ประภาพันธ์”

สำหรับสรยศ เคยมีผลงานหนังสั้นเด่นๆ ที่ได้รับรางวัลและได้เข้าร่วมเทศกาลทั้งในไทยและต่างประเทศมาแล้วหลายเรื่อง อาทิ บุญเริ่ม, ดาวอินดี้ และ รักษาดินแดน

นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่เป็นผู้บันทึกเสียง (ซาวด์แมน) ประจำกองถ่ายหนังอินดี้ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมสมัยจำนวนมาก

ส่งผลให้ปีนี้ จะมีหนังไทยเข้าร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสสองเรื่อง คือ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ของเป็นเอก รัตนเรือง และ “อวสานซาวด์แมน” ของสรยศ

ขณะที่เมื่อปีที่แล้ว ภาพยนตร์สั้น “ห้าแสนปี” ของชัยศิริ จิวะรังสรรค์ ก็ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายประกวดของเซ็คชั่น Orizzonti เช่นกัน

ขอบคุณภาพประกอบจาก Sorayos Minimal Prapapan

ข่าวบันเทิง

รู้จัก “Song X” หนังสั้นไทยน่าสนใจ ที่ได้ฉายในเทศกาลโลคาร์โน

“Song X” ผลงานหนังสั้นขาว-ดำ ความยาว 20 นาที และไม่มีบทสนทนา ของ “ปฐมพล เทศประทีป” ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Pardi di domani: Concorso internazionale” ซึ่งเป็นสายการประกวดภาพยนตร์ขนาดสั้นและกลางสำหรับคนทำหนังอิสระ-นักเรียนหนังนานาชาติ ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หนังเล่าเรื่องราวของทหารหนีทัพที่ตื่นขึ้นมา แล้วพบร่างของตนเองนอนไร้ชีวิตอยู่บนพื้นดิน เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเริ่มต้นออกเดินทางครั้งใหม่ ก่อนจะได้เผชิญหน้ากับกลุ่มวัยรุ่น ที่ตั้งใจจะประกอบพิธีฌาปนกิจศพให้แก่เขา แต่ขณะเดียวกัน กองทัพก็ส่งกำลังพลออกตามหาร่างไร้วิญญาณของเขาเช่นเดียวกัน

ผลงานภาพยนตร์ชิ้นก่อนหน้านี้ของปฐมพล คือ “Endless, Nameless” ที่ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 18 (พ.ศ.2557) และถูกนำไปจัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติหลายแห่ง

ชมตัวอย่างของหนังสั้นเรื่องนี้ได้ที่นี่ Watch video!

ขอบคุณภาพและคลิปจาก https://pardo.ch/pardo/program/film.html?fid=960748&eid=70

คนมองหนัง

‘จิตร โพธิ์แก้ว’ และงานหนังสั้นมาราธอน

ปีนี้ เป็นปีแรก ที่เทศกาลหนังสั้น ซึ่งจัดโดยมูลนิธิหนังไทย ตัดสินใจงดกิจกรรมฉายหนังสั้นมาราธอนในช่วงก่อนเริ่มต้นเทศกาล (คงเพราะด้วยเหตุผล-ความจำเป็น-ข้อจำกัดบางประการของทางทีมงาน)

ทำให้นึกถึงบทความแปลชิ้นหนึ่งของตัวเองที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2553 ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยความพิเศษและจุดแข็งของงานหนังสั้นมาราธอนในมุมมองของ “คุณจิตร โพธิ์แก้ว” นักดูหนัง ผู้เป็นแฟนประจำของกิจกรรมฉายหนังดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ พยายามค้นหาไฟล์ของบทความชิ้นนี้อยู่นานมาก แต่ก็หาไม่พบ กระทั่งมาเจอเวอร์ชั่นกระดาษของมัน เลยลองสแกนผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์ (ได้ผลลัพธ์ที่พออ่านออก แต่อาจจะไม่เนี้ยบนัก) แล้วนำมาเผยแพร่อีกครั้งผ่านบล็อกนี้ ในรูปแบบไฟล์พีดีเอฟครับ

มาร่วมรำลึกถึง “งานหนังสั้นมาราธอน” กันครับ

‘จิตร โพธิ์แก้ว’ และงานหนังสั้นมาราธอน (PDF)

จิตร มาราธอน