คนมองหนัง

เขียนถึง “หนังสั้น 21” เท่าที่ได้ดู (2)

ย้ายรัง (ติณห์นวัช จันทร์คล้อย)

ย้ายรัง

ในแง่ “ความเป็นหนัง” แบบ “เพียวๆ” หนังสารคดีเรื่องนี้อาจไม่โดดเด่นทรงพลังมากนัก

แต่ผมชอบสิ่งที่ “ย้ายรัง” พยายามนำเสนอ นั่นคือ การฉายภาพให้เห็นถึง “กระบวนการแทบทุกส่วน” ของการทำหนังสารคดี เพื่อตอบโจทย์ทางสังคมและโจทย์ขององค์กรที่มอบเงินทุนสนับสนุน

หากพิจารณาลงลึกไปในแต่ละเสี้ยวส่วน “ย้ายรัง” อาจไม่ได้มีอะไรใหม่หรือเตะตาแบบสุดๆ เช่น การเผยให้เห็นตัวตน-วิธีคิดของคนทำหนัง/กิจกรรมเพื่อสังคม หรือ การให้บรรดาซับเจ็คท์ในหนังได้มีส่วนร่วมกับการสร้างสรรค์เรื่องราว ก็มีหนังสารคดีเรื่องอื่นทำกันมาจนเกร่อแล้ว

หรือเอาเข้าจริง ในตอนจบที่ฉายให้เห็นผลลัพธ์ของโครงการพัฒนาที่หนังสารคดีเรื่องนี้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ก็ออกจะดู “แปลกๆ” และ “ผิดที่ผิดทาง” ด้วยซ้ำ

แต่พอเอาทุกส่วนของหนังมาเขย่ารวม-ประกอบเข้าด้วยกัน ผมกลับรู้สึกค่อนข้างโอเคกับมัน

เพราะนอกจากจะได้เห็นการพยายามขับเคลื่อนอะไรบางอย่างจากจุดเริ่มต้นไปสู่บทสรุป (ในระดับหนึ่ง) อย่างสอดคล้อง เป็นลำดับขั้นตอน เป็นเหตุเป็นผลต่อกันแล้ว

เรายังได้เห็นภาวะลักลั่นย้อนแย้งบางประการซ่อนแฝงอยู่ด้วย (ซึ่งเป็นเสน่ห์ชวนฉุกคิดดี) อาทิ หนังเปิดเรื่องราวด้วยสถานการณ์ตึงเครียด เมื่อชาวบ้านคนจนเมืองในชุมชนแห่งหนึ่งมีความขัดแย้งกับหน่วยงาน/เจ้าหน้าที่รัฐ จากปัญหาเรื่องพื้นที่อยู่อาศัย แต่อีกด้าน หนังก็สรุปปิดท้ายเอาไว้ว่ามีองค์การมหาชนหน่วยงานหนึ่ง (ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐในอีกรูปแบบหนึ่ง) ได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ และหนังก็กำลังบอกเล่าเรื่องราวในนามขององค์การมหาชนแห่งนั้นอยู่

อาญิง แซ่จาง (เกียรติศักดิ์ กิ่งแก้ว)

อาญิง

เรื่องราวในภาพรวมของหนังสารคดีเรื่องนี้อาจจะ “ไม่ใหม่” แล้ว แต่ขณะเดียวกัน ถ้าทำให้ถึง เรื่องราวประเภทนี้ก็สามารถตรึงใจคนดูไว้ได้เสมอ รวมถึงในกรณีของ “อาญิง แซ่จาง” ซึ่งมีองค์ประกอบบางส่วน (ในแง่การถ่ายทำ) ที่ไม่น่าจะดึงดูดให้คนดู “อิน” กับหนังได้ง่ายนัก แต่พอถึงจุดสำคัญจริงๆ หนังก็ยังจัดการคนดูได้อย่างอยู่หมัดพอสมควร

หนังสารคดีเรื่องนี้เล่าเรื่องของสตรีวัยกลางคนจากดอยสูงภาคเหนือ ที่เดินทางไปทำงานถึงสุดขอบแดนใต้ ชีวิตความเป็นอยู่ของหญิงคนนี้ไม่เดือดร้อน เธอไม่ใช่ “บุคคลไร้สัญชาติ” ด้วยซ้ำ แต่เธอต้องกลายสถานะเป็น “บุคคลเถื่อนไร้ตัวตน” ด้วยความผิดพลาดในการกรอกข้อมูลบางอย่าง และการต้องติดต่อกับระบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหาก็ดำเนินไปอย่างยืดเยื้อไร้จุดสิ้นสุด

ในแง่เนื้อหา หนังนำเสนอประเด็นบางอย่างที่น่าสนใจดี คือ สุดท้าย การแก้ไขปัญหาข้างต้นก็ต้องอาศัยพลังของระบบอุปถัมภ์ค้ำจุนบางอย่าง

หรือกล่าวได้อีกอย่างว่าระบบราชการที่ซับซ้อนเชื่องช้าจะทำงานรวดเร็วทันใจขึ้น ไม่ใช่เพราะมีชาวบ้านไปติดต่อทวงถาม แต่ระบบนี้จะเวิร์ก ต่อเมื่อมีคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ/สังคมสูงส่งพอสมควร และเป็นผู้อุปถัมภ์ชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง เดินทางไปถึงที่ว่าการอำเภอ เพื่อทำหน้าที่เป็นปากเสียงประสานงานแทนชาวบ้าน

ในแง่เทคนิคการถ่ายทำ-เล่าเรื่อง “อาญิง แซ่จาง” เหมือนจะเดินสวนทางกับ “ย้ายรัง” อยู่พอสมควร เพราะในขณะที่หนังสารคดีเรื่องก่อนหน้าฉายให้เห็นถึงกระบวนการทำหนังที่ค่อนข้างครบถ้วนกระบวนความ แต่หนังเรื่องนี้กลับถ่ายทอดให้ผู้ชมได้รับรู้เลยว่าคนทำกำลังผลิตหนังเรื่องนี้ด้วย “เงื่อนไขข้อจำกัด” หรือ “ความบกพร่องขาดแคลน” บางประการ

ทั้งความขาดแคลนทางด้านอุปกรณ์-เทคนิค (ภาพและเสียง) และข้อจำกัดในแง่ที่หนังไป (แอบ) ถ่ายทำในสถานที่ราชการ จนไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์บางอย่างได้อย่างครบถ้วนเป็นทางการ

(แต่ก็มีบางซีนที่หนังจงใจจะรักษาระยะห่างของตัวเองเอาไว้ในข้อจำกัดบางประการ เช่น ตอนที่คนทำหนังติดตามอาญิงไปเคารพหลุมศพของคนรัก -อยู่ห่างๆ- ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีเลยทีเดียว)

บางครั้ง ความขาดแคลนดังกล่าวได้ส่งผลให้หนังไร้พลังลงอย่างน่าเสียดาย แต่ในบางคราว ความขาดแคลนบางด้านก็อาจช่วยขับเน้นให้คนดูได้ตระหนักถึงความบกพร่องโอกาสหรือการดำเนินชีวิตอันแหว่งหวิ่น ที่ซับเจ็คท์ในหนังต้องเผชิญหน้ามาอย่างยาวนาน จนช่วยทวีพลังให้แก่หนังสารคดีเรื่องนี้ได้เช่นกัน

สวรรคาลัย (อภิชน รัตนาภายน)

สวรรคาลัย

คนทำหนังเรื่องนี้เข้าไปบันทึกภาพเหตุการณ์-บรรยากาศในโรงพยาบาลศิริราชเมื่อช่วงบ่าย-ค่ำ วันที่ 13 ตุลาคม 2559

“สวรรคาลัย” สามารถจับเอาอารมณ์โศกเศร้าตกตะลึงของผู้คนจำนวนมากมาได้ ผ่านสายตาแหลมคมของผู้สังเกตการณ์

อย่างไรก็ดี จุดที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจมากๆ ในหนัง ก็คือ พร้อมๆ กับการบันทึกอารมณ์ความรู้สึกโศกเศร้ามวลใหญ่ หนังสารคดีเรื่องนี้ยังสามารถจับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บางประการ เอาไว้ได้ด้วย

เช่น การจับภาพคนที่มานั่งในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่ยังไม่มี “ข่าวความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่” ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ เราจึงจะได้เห็นอากัปกิริยาที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปของคนเหล่านั้น จากการมีลักษณะทีเล่นทีจริง กังวลสลับผ่อนคลาย ไปสู่ภาวะตึงเครียด และโศกเศร้าในท้ายที่สุด

การจับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ตรงจุดนี้ได้นี่แหละ ที่ทำให้เราตระหนักว่าความสูญเสียซึ่งเกิดขึ้นนั้น ส่งผลสะเทือนต่อปัจเจกบุคคลแต่ละรายอย่างลึกซึ้งเพียงใด

ขณะเดียวกัน ผมชอบที่หนังจับภาพของ “เด็กเล็กๆ” ที่อยู่ในโรงพยาบาลศิริราชอยู่เป็นระยะๆ โดยเด็กที่ยังอายุน้อยมากๆ บางคน อาจไม่สามารถเปล่งแสดงความรู้สึกโศกเศร้าออกมาได้อย่างเอ่อท้นเทียบเท่าผู้ใหญ่ใกล้ๆ ตัว

แต่การดำรงอยู่ของเยาวชนเหล่านี้ ท่ามกลางสถานการณ์แห่งความสูญเสียเช่นนั้น ย่อมมีนัยยะสำคัญอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนที่จะค่อยๆ เติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากยุคสมัยของความเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“อวสานซาวด์แมน” อีกหนึ่งหนังสั้นไทยในเวนิส

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ได้ประกาศรายชื่อหนัง 33 เรื่อง ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในเซ็คชั่น Orizzonti ซึ่งพยายามนำเสนอผลงานอันเป็นตัวแทนของสุนทรียะรูปแบบใหม่ๆ และกระแสร่วมสมัยของโลกภาพยนตร์

น่ายินดีว่าหนึ่งในภาพยนตร์สั้นซึ่งถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดของเซ็คชั่นดังกล่าว คือหนังสั้นไทยชื่อ “อวสานซาวด์แมน” ผลงานของ “สรยศ ประภาพันธ์”

สำหรับสรยศ เคยมีผลงานหนังสั้นเด่นๆ ที่ได้รับรางวัลและได้เข้าร่วมเทศกาลทั้งในไทยและต่างประเทศมาแล้วหลายเรื่อง อาทิ บุญเริ่ม, ดาวอินดี้ และ รักษาดินแดน

นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่เป็นผู้บันทึกเสียง (ซาวด์แมน) ประจำกองถ่ายหนังอินดี้ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมสมัยจำนวนมาก

ส่งผลให้ปีนี้ จะมีหนังไทยเข้าร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสสองเรื่อง คือ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ของเป็นเอก รัตนเรือง และ “อวสานซาวด์แมน” ของสรยศ

ขณะที่เมื่อปีที่แล้ว ภาพยนตร์สั้น “ห้าแสนปี” ของชัยศิริ จิวะรังสรรค์ ก็ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายประกวดของเซ็คชั่น Orizzonti เช่นกัน

ขอบคุณภาพประกอบจาก Sorayos Minimal Prapapan

ข่าวบันเทิง

รู้จัก “Song X” หนังสั้นไทยน่าสนใจ ที่ได้ฉายในเทศกาลโลคาร์โน

“Song X” ผลงานหนังสั้นขาว-ดำ ความยาว 20 นาที และไม่มีบทสนทนา ของ “ปฐมพล เทศประทีป” ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Pardi di domani: Concorso internazionale” ซึ่งเป็นสายการประกวดภาพยนตร์ขนาดสั้นและกลางสำหรับคนทำหนังอิสระ-นักเรียนหนังนานาชาติ ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หนังเล่าเรื่องราวของทหารหนีทัพที่ตื่นขึ้นมา แล้วพบร่างของตนเองนอนไร้ชีวิตอยู่บนพื้นดิน เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเริ่มต้นออกเดินทางครั้งใหม่ ก่อนจะได้เผชิญหน้ากับกลุ่มวัยรุ่น ที่ตั้งใจจะประกอบพิธีฌาปนกิจศพให้แก่เขา แต่ขณะเดียวกัน กองทัพก็ส่งกำลังพลออกตามหาร่างไร้วิญญาณของเขาเช่นเดียวกัน

ผลงานภาพยนตร์ชิ้นก่อนหน้านี้ของปฐมพล คือ “Endless, Nameless” ที่ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 18 (พ.ศ.2557) และถูกนำไปจัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติหลายแห่ง

ชมตัวอย่างของหนังสั้นเรื่องนี้ได้ที่นี่ Watch video!

ขอบคุณภาพและคลิปจาก https://pardo.ch/pardo/program/film.html?fid=960748&eid=70

คนมองหนัง

‘จิตร โพธิ์แก้ว’ และงานหนังสั้นมาราธอน

ปีนี้ เป็นปีแรก ที่เทศกาลหนังสั้น ซึ่งจัดโดยมูลนิธิหนังไทย ตัดสินใจงดกิจกรรมฉายหนังสั้นมาราธอนในช่วงก่อนเริ่มต้นเทศกาล (คงเพราะด้วยเหตุผล-ความจำเป็น-ข้อจำกัดบางประการของทางทีมงาน)

ทำให้นึกถึงบทความแปลชิ้นหนึ่งของตัวเองที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2553 ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยความพิเศษและจุดแข็งของงานหนังสั้นมาราธอนในมุมมองของ “คุณจิตร โพธิ์แก้ว” นักดูหนัง ผู้เป็นแฟนประจำของกิจกรรมฉายหนังดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ พยายามค้นหาไฟล์ของบทความชิ้นนี้อยู่นานมาก แต่ก็หาไม่พบ กระทั่งมาเจอเวอร์ชั่นกระดาษของมัน เลยลองสแกนผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์ (ได้ผลลัพธ์ที่พออ่านออก แต่อาจจะไม่เนี้ยบนัก) แล้วนำมาเผยแพร่อีกครั้งผ่านบล็อกนี้ ในรูปแบบไฟล์พีดีเอฟครับ

มาร่วมรำลึกถึง “งานหนังสั้นมาราธอน” กันครับ

‘จิตร โพธิ์แก้ว’ และงานหนังสั้นมาราธอน (PDF)

จิตร มาราธอน

 

 

คนมองหนัง

ผลงานน่าประทับใจ จากเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 2-8 กันยายน 2559

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 จัดโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และมูลนิธิหนังไทย

ปีนี้ มีโอกาสแวะเวียนไปชมผลงานบางส่วนที่เข้าฉายในเทศกาลหนังสั้น แม้จะถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก คือ ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผลงานทั้งหมดในเทศกาล (และเป็นเพียงส่วนเสี้ยวน้อยนิดของผลงานที่ส่งเข้าประกวด)

แต่ก็มีหนังสั้นจำนวนหนึ่ง ที่เมื่อได้ดูก็รู้สึกประทับใจ และยังติดอยู่ในใจ แม้จะเดินออกจากห้องฉายแล้วก็ตาม

ภารกิจสุดท้าย-Aim

“ภารกิจสุดท้าย” (เชวง ไชยวรรณ) และ “Aim” (อรุณกร พิค) เป็นหนังสั้นที่มีภูมิหลังของตัวละครนำ และฉากหลังคล้ายๆ กัน นั่นคือ กลุ่มชนเผ่า/แรงงานข้ามขาติ บนพื้นที่ภูเขาสูงทางภาคเหนือ

ภารกิจสุดท้าย

“ภารกิจสุดท้าย” เล่าเรื่องราวของ “เงื่อนปมขัดแย้ง” ผ่านแนวทาง “สมจริง” เมื่อนายทหารชั้นประทวนเชื้อสายปกาเกอะญอเดินทางไปเยี่ยมแม่, น้องสาว และคนรัก อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กองทัพมีคำสั่งให้ทหารเข้าตัดโค่นสวนยางในเขตป่า ตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล

แน่นอนว่า สวนยางของครอบครัวทหารหนุ่ม ตลอดจนคนรู้จักในหมู่บ้าน ย่อมจะถูกตัดโค่นไปด้วย ขณะเดียวกัน แม้ทหารเชื้อสายปกาเกอะญอจะไม่ต้องลงมือตัดโค่นต้นยางของตนเอง แต่เขาก็ต้องเดินทางไปทำลายต้นยางของชาวบ้านในพื้นที่อื่นๆ

หนังเล่าเรื่องราวอย่างเรียบง่าย สอดแทรกอารมณ์ขันบ้างตามสมควร นอกจากนี้ ดนตรีประกอบในส่วนที่เป็นเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” เวอร์ชั่นเตหน่า ก็จัดเป็นเพลงบรรเลงที่มีทั้งความไพเราะ หดหู่ และตลกร้าย ผสมผสานกันไปอย่างน่าประหลาด

Aim

ในทางกลับกัน “Aim” เลือกเล่าเรื่องของตนเองผ่านการเป็นหนังแนว “ดราม่า-ทริลเลอร์” ที่สนุก ตื่นเต้น และน่าติดตาม

หนังถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่าง “คุณหมอ” วัยกลางคน เจ้าของรีสอร์ทหรู ที่มีงานอดิเรกเป็นการยิงปืนใส่หุ่นจำลองกลางป่า กับแรงงานข้ามชาติในรีสอร์ต

ท่ามกลางปมขัดแย้งที่คล้ายจะเป็นสูตรสำเร็จ หนังสั้นเรื่องนี้ค่อยๆ เผยให้คนดูเห็นถึง ภาวะกดขี่-ขูดรีด หรือการใช้อำนาจอย่างแนบเนียน ที่ด้านหนึ่ง ก็คล้ายจะเปี่ยมความเมตตาปรานี ทว่า อีกด้านกลับคุกรุ่นไปด้วยความโหดเหี้ยม ของตัวละคร “คุณหมอ”

รวมถึงภาวะของตัวละครแรงงานข้ามชาติที่ถูก “บริหาร/จัดการ/ควบคุม” อย่างผิดแผกกันไป คือ มีทั้งคนซึ่งถูกลงโทษอย่างหนักหน่วง คนที่ถูกข่มขู่เกือบสุดทาง ตลอดจนคนที่ถูกรับไปเลี้ยงดู, กลืนกลาย และค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นฝ่ายผู้ใช้อำนาจ มากกว่าจะถูกกดด้วยอำนาจ

ถ้าได้รับการจัดฉายในวงกว้าง หนังสั้นที่สนุกและระทึกขวัญอย่าง “Aim” อาจสามารถเข้าถึงคนดูกลุ่มใหญ่ได้ง่ายกว่าหนังที่พยายามส่ง “สาร” แบบเดียวกัน ด้วยกระบวนท่าอื่นๆ

ฝนเม็ดน้อย

ฝนเม็ดน้อย

“ฝนเม็ดน้อย” (บุญฤทธิ์ เวียงนนท์) ดัดแปลงมาจากบทกวีชื่อเดียวกันของ “ศิวกานท์ ปทุมสูติ”

จุดเด่นมากๆ ของ “ฝนเม็ดน้อย” ในมุมมองของผม มีอยู่สองประการ

ประการแรก คือ หนังเรื่องนี้มีงานสร้างที่ “เรียบง่าย” หรือออกไปในเชิง “ทำมือ” นิดๆ ซึ่งอาจส่งผลให้งานของบุญฤทธิ์เสียเปรียบหนังสั้นจำนวนมาก ซึ่งมีคุณภาพด้านโปรดักชั่นดีกว่า

แต่เรื่องราวอันทรงพลังก็ช่วยกลบเกลื่อนข้อจำกัดด้านงานสร้างได้เป็นผลสำเร็จ แถมยังผลักดันให้ “ฝนเม็ดน้อย” มีความโดดเด่นเหนือกว่าหนังสั้นส่วนใหญ่ในเทศกาล

ประการต่อมา หนังสั้นเรื่องนี้สร้างขึ้นจากบทกวีของศิวกานท์ ซึ่งมีเนื้อหาเน้นหนักไปยังการวิพากษ์ระบบการศึกษาไทย

ถ้าบุญฤทธิ์สร้าง “ฝนเม็ดน้อย” เวอร์ชั่น “หนังสั้น” ให้เหมือนกับเวอร์ชั่น “บทกวี” เป๊ะๆ เราอาจได้หนังสั้นแนว “ด.เด็ก ช.ช้าง” (ผลงานภาพยนตร์สั้นคลาสสิคของ ทรงยศ สุขมากอนันต์ เมื่อต้นทศวรรษ 2540 ที่พูดถึงการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในห้องเรียน) เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง (โดยที่คุณภาพโดยรวมอาจอ่อนด้อยกว่างานของทรงยศ)

แต่บุญฤทธิ์กลับพยายามเดินทางไปให้ไกลกว่านั้น ด้วยการเสริมสร้างปมชีวิต-ภูมิหลังอันละเอียด ซับซ้อน และเศร้าสะเทือนใจ ให้แก่ตัวละครนำ ซึ่งเป็นเด็กหญิงชาวอีสาน

ที่สำคัญ เขาสามารถสอดแทรกจุดยืนหรือท่าทีในการวิพากษ์สังคม-การเมืองไทยร่วมสมัยของตนเอง ลงไปในหนังสั้น “ฝนเม็ดน้อย” ได้อย่างคมคายและกล้าหาญมากๆ

โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 2559 อันเป็นยุคที่บรรยากาศของสังคมไทยไม่ได้เปิดกว้าง หรือเอื้อต่อการวิพากษ์วิจารณ์สักเท่าไหร่

หมอชิต

หมอชิต

“หมอชิต” (วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์) เป็นหนังสั้นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในโปรเจ็กต์ “Bangkok Stories” ซึ่งมีแผนจะออกฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วไปปลายปีนี้

ขณะที่หนังสั้นอีกห้าเรื่องที่เหลือของโปรเจ็กต์ เล่าเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวชาวกรุงเทพฯ (เรื่อยไปจนถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ) วิชชานนท์กลับเลือกเล่าเรื่องราวผ่านสองตัวละครหลัก ซึ่งเป็นคนต่างจังหวัด

หนึ่ง คือ เด็กหนุ่มขอนแก่นที่เดินทางเข้ามาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง อีกหนึ่ง คือ เด็กสาวชาวลำพูน แต่ย้ายไปอยู่เชียงใหม่ ซึ่งลงมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

มีไม่บ่อยครั้งนักหรอก ที่ตัวละครพระเอก-นางเอกในหนังหรือละครไทย จะเป็น “เด็กรามฯ” และ “เด็กราชภัฏ”

ขณะที่หนังสั้นอีกห้าเรื่องที่เหลือ พูดถึงความสัมพันธ์ของตัวละครภายใน “กรอบเวลาสั้นๆ” ไม่เกินหนึ่งวันหรือหนึ่งคืน

“หมอชิต” กลับขยับขยาย “กรอบเวลา” ของตัวเอง ให้ยืดยาวออกไปได้อย่างน่าทึ่ง แม้หนังจะมีความยาวเพียงราวๆ 15 นาที

นั่นคือ หลังจากที่ตัวละครเอกสองคนพบกันครั้งแรก ณ สถานีขนส่งหมอชิต หนังก็ตัดภาพไปยังเหตุการณ์ 9 ปีถัดจากนั้น

เมื่อหนุ่มขอนแก่นกลายเป็นคนขับแท็กซี่ ที่เรียนรามฯ ไม่จบ พลัดพรากจากถิ่นฐานบ้านเกิด และมีภาระต้องเลี้ยงดูลูกอยู่ในเมืองหลวง ส่วนสาวลำพูน/เชียงใหม่ กลายสภาพเป็น “ผู้หญิงผมทอง” ซึ่งประกอบอาชีพ “เซลส์” ออกตระเวนขายครุภัณฑ์ตามสถานศึกษา

ทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกหนบนรถแท็กซี่ของตัวละครฝ่ายชาย และบทสนทนา พันธสัญญาหลวมๆ ระหว่างกัน รวมถึงลูกเล่นรายทาง เล็กๆ น้อยๆ ก็ดำเนินไปอย่างน่ารัก เปี่ยมอารมณ์ขัน และมีเสน่ห์แพรวพราว

Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์

คนหมายเลขศูนย์

“Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ผลงานการกำกับของ นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์ (มีชวัลรัตน์ รุ้งแสงเจริญทิพย์ เป็นผู้กำกับร่วม) เข้าประกวดในสายภาพยนตร์สารคดี และได้รับรางวัลสูงสุดของสายการประกวดดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นี่กลับเป็น “หนังสารคดี” ซึ่งดำเนินเรื่องราวหยอกล้อเคล้าคลอกับ “เรื่องแต่ง” ทั้งยังมีลีลาการถ่ายทอดประหนึ่งบทกวีที่งดงาม และแย้มพรายปริศนาบางประการ ให้ผู้ชมนำกลับไปขบคิดตีความกันต่อ

หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของ “บัณฑิต อานียา” นักเขียน-นักแปลอาวุโส ที่ทั้งถูกกล่าวหาว่าเป็น “คนบ้า” และถูกฟ้องร้องในคดีความอันสุ่มเสี่ยงอันตราย

แต่ “Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ไม่ได้มุ่งนำเสนอประเด็นเรื่องคดีความหรือการต่อสู้ทางการเมือง หากพยายามย้อนกลับมาสำรวจตรวจสอบ “แง่มุมภายใน” ของชีวิตบัณฑิต

นัชชาและชวัลรัตน์ถ่ายทอดชีวิตจริง ทั้งในปัจจุบันและอดีต ของนักเขียนอาวุโส คู่ขนานไปกับการปล่อยเสียงอ่านข้อความบางส่วนจากนิยายเรื่อง “คนหมายเลขศูนย์” หนึ่งในผลงานที่บัณฑิตแต่งขึ้น (แต่หลอกบนปกหนังสือว่า นี่คือนิยายแปลจากวรรณกรรมภาษาต่างประเทศ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขายดีกว่า) ซึ่งเล่าเรื่องราวของชายที่คิดว่าตนเอง คือ “จอห์น เลนนอน”

ดังที่เขียนไปแล้วว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามจำกัดตนเองอยู่ในกรอบของ “ความเป็นภาพยนตร์สารคดี” แบบเคร่งครัด จึงมีหลายช่วงตอน ซึ่งหนังแปรสภาพกลายเป็นบทกวีที่บรรยายรายละเอียดเล็กน้อยในชีวิตของชายชราผู้หนึ่ง ด้วยอารมณ์กึ่งงดงาม กึ่งเศร้าสร้อย

ยิ่งกว่านั้น ยังมีบางจังหวะ ที่หนังได้พลิกผันสถานภาพของตนเองไปสู่การเป็น “ภาพยนตร์เรื่องแต่ง” (fiction) เช่น ฉากที่จำลองการรักษาคนป่วยในโรงพยาบาลบ้า หรือฉากร้องเพลงในโอ่ง ที่มีความก้ำกึ่งระหว่างการบันทึกภาพแบบดิบๆ อย่างสารคดี กับการถ่ายทำอย่างตั้งใจและมีการเตรียมงานล่วงหน้า ในลักษณะหนังฟิกชั่น

แต่องค์ประกอบเหล่านั้น มิได้ส่งผลให้ “ความจริงจังเข้มข้น” ในเนื้อหาของหนังถูกลดทอนลง ตรงกันข้าม “ชีวิตจริงๆ” ของบัณฑิต กลับถูกถ่ายทอดออกมาอย่างทรงพลังหนักแน่นมากขึ้น

“Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ไม่มีจุดบกพร่องด้านโปรดักชั่น แต่ก็ไม่ได้เป็นหนังที่มีงานสร้างเลิศหรูหรือหวือหวา

หนังถูกถ่ายทำอย่างเรียบง่าย โดยหากพิจารณาในแง่ของการถ่ายภาพ-ตัดต่อ ใครก็ตามที่มีกล้องวิดีโอแฮนดี้แคม กล้องจากสมาร์ตโฟน หรือกล้องมิเรอร์เลสราคาไม่แพง และมีเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมโปรแกรมตัดต่อ ก็คงสามารถทำงานโปรดักชั่นได้สูสีกับคนทำหนังเรื่องนี้

แต่จะมีสักกี่คนกัน ซึ่งสามารถถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของ “มนุษย์” ผู้หนึ่ง ออกมาได้ละเอียดซับซ้อน เหมือนกับที่นัชชาและชวัลรัตน์สามารถทำได้เป็นอย่างดียิ่ง

อีกประเด็นที่ “Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ทิ้งค้างไว้ให้ผู้ชมได้นำกลับไปขบคิดตีความ ก็คือ แม้ในช่วงต้นๆ หนังจะนำเสนอภาพ-เสียงที่บุคคลใน “เครือข่ายเดียวกัน” กล่าวชื่นชม ยกย่อง ให้กำลังใจบัณฑิต

จนเขาแทบจะกลายสถานะเป็น “ฮีโร่ของการต่อสู้” อีกคนหนึ่ง

ทว่า ต่อมา หนังกลับค่อยๆ ถ่ายทอดภาวะความป่วยไข้ อ้างว้าง โดดเดี่ยว และการพยายามตั้งคำถามกับตัวเอง ของนักเขียน-นักแปลอาวุโส

เขาจึงอาจนับเป็น “คนหมายเลขศูนย์” อีกรายหนึ่งของสังคม

“คนหมายเลขศูนย์” ซึ่งไม่ได้เป็นทั้ง จอห์น เลนนอน หรือ “ผู้มีชื่อเสียง” รายอื่นๆ

เขามิอาจเป็นใคร เขาไม่มีใคร และเขาไม่ได้อะไรจากใครเลย เมื่อดุ่มเดินไปจนเกือบจะถึงปลายทางของชีวิต

หนังสารคดีกึ่งบทกวีกึ่งเรื่องแต่งเรื่องนี้ อาจกำลังพยายามร้องเตือนคนดูอยู่ว่า นอกจาก “บัณฑิต อานียา” แล้ว พวกเราส่วนใหญ่ต่างก็เป็น “คนหมายเลขศูนย์” เช่นเดียวกัน

คนมองหนัง

หนังสั้น 20 สเปเชียล (2) : ภาพยนตร์สารคดีโปรแกรมดุ๊ก 2-3

โปรแกรมดุ๊ก 2

การตายของหิ่งห้อย (จิรัฐติกาล พระสนชุ่ม และ พสิษฐ์ ตันเดชานุรัตน์)

การตายของหิ่งห้อย

เหมือนดังที่มิตรสหายท่านหนึ่งบอกเอาไว้ว่า หนังสารคดีเรื่องนี้มีความสอดคล้องกับข่าวคราวที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ ที่พระภิกษุร่างจิ๋วสูงไม่ถึง 100 ซม. ถูกบังคับให้สึกโดยคำสั่งของพระผู้ใหญ่ ซึ่งอ้างเหตุผลเรื่องพระธรรมวินัย

“การตายของหิ่งห้อย” เล่าเรื่องราวคล้ายๆ กันของชาย ผู้อาจมีอาการ “ผิดแปลก” บางอย่าง จนแตกต่างจากคนปกติธรรมดาทั่วไป แต่เขากลับชอบไปขลุกตัวช่วยงานวัด และสุดท้าย ก็อยากบวชเป็นพระ

สำหรับใครที่ไปทำบุญ ไปงานศพ ตามวัดวาอารามต่างๆ อยู่เสมอๆ คนประเภทเดียวกับ “ซับเจคท์” ของหนังสารคดีเรื่องนี้ มักถูกพบเห็นได้ในวัดหลายๆ แห่ง

แต่สิ่งที่พวกเราไม่ค่อยรู้ก็คือ ชีวิตเบื้องหลังเบื้องลึกของเขา

“การตายของหิ่งห้อย” ทำให้เห็นว่า “ซับเจคท์” ของตนเอง ไม่ใช่คนเร่ร่อน ไร้หลักแหล่ง แต่มีครอบครัวที่ดี มีการศึกษา (จบปริญญาตรี จากมหามกุฎราชวิทยาลัย) และรู้เรื่องราวเกี่ยวกับลำดับชั้นทางสังคม (เปรียบเทียบตำแหน่งเจ้าคณะตำบลกับกำนันได้อย่างคมคาย) หรือเอ่ยถึงความแตกต่างระหว่างนิกายของคณะสงฆ์ได้อย่างน่าทึ่ง แถมยัง “ถ่ายหนัง” ได้ด้วย

ผมชอบฉากที่ตัวซับเจคท์และแม่ เข้าไปปรึกษาที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลเรื่องการบวช แล้วฝ่ายหลวงปู่นั่นแหละที่อ่านทบทวนพระธรรมวินัยแบบลังเล ไม่แน่ใจ ผิดกับชาย ผู้ถูกมองว่าอาจไม่สามารถออกบวชได้ ที่ท่องบทสวดหรือเอ่ยเรื่องศาสนาบางอย่างออกมาอย่างมั่นใจ (แม้จะมีจุดลังเลคลุมเครือในตอนท้าย)

ผมเสียดายที่หนังมีลักษณะ “รวบรัด” ไปนิดในช่วงท้ายๆ และอาจตัดจบเร็วไปหน่อย แต่โดยรวมแล้ว นี่คือหนังสารคดีที่น่าประทับใจทีเดียว

Anonymous in Bangkok (สินีนาฎ คะมะคต)

Anonymous in Bangkok

หนังนำเสนอเรื่องเล่า (ทางเสียง) ของสตรีขายบริการรายหนึ่งในกรุงเทพฯ เปรียบเทียบไปกับภาพ cityscapes ในแง่มุมต่างๆ ของเมืองหลวง

น่าเสียดาย ที่ตัวเรื่องเล่ามันดีเลยแหละ (ผมชอบช่วงที่ผู้หญิงคนนี้อธิบายว่างานขายบริการทางเพศมันดีกว่างานออฟฟิศยังไงบ้าง) แต่พอเอามาผสานกับตัวภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวโดยตรง มันกลับยังหาจุดแหลมคมลงตัวแบบ “เป๊ะๆ” ไม่เจอซะทีเดียว

อย่างไรก็ดี มีช่วงท้ายๆ เรื่อง ที่ผู้หญิงเจ้าของเรื่องก็ยังส่งเสียงเล่าเรื่องราวของตัวเองไป ขณะที่หนังก็จับภาพไปที่สตรีคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่คนเดียวตรงหน้าซอยหรือไม่ก็ตึกแถวเก่าๆ แห่งหนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่า ผู้หญิงคนนั้นคือใคร? เธออาจเป็นอีกคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าเลยก็ได้ หรืออาจเป็นผู้หญิงเจ้าของเรื่องหรือเปล่า? แต่ผมรู้สึกว่าไอ้ความคลุมเครืออย่างนี้มันมีเสน่ห์ดี ทว่า มันกลับปรากฏออกมาในหนังไม่บ่อยครั้งนัก

ม้าทรง (อภิชน รัตนาภายน และ วัชรี รัตนะกรี)

ม้าทรง

น่าสนใจมากๆ ที่ตัว “คนทรง” ในหนัง มีอีกบทบาทหนึ่งในชีวิตประจำวันเป็น “ครู” แถมยังเป็นครูที่สอนภาษาไทยให้แก่นักเรียนชาวต่างชาติด้วย เธอจึงมีความรู้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ต้องถือเป็นบุคลากรระดับ “ครีม” หากเทียบกับบุคลากรสาขาอื่นๆ ของแวดวงการศึกษาไทย

สมัยเด็กๆ ผมจะได้ยินเรื่องราวเชิงกอสซิปในโรงเรียนประถมฯ เกี่ยวกับครูสองท่านที่ว่ากันว่าเป็น “ร่างทรง” ท่านหนึ่งเป็นร่างทรงของเทพเจ้าอินเดีย อีกท่านเป็นร่างทรงของเทพเจ้าจีน แต่ผมก็ไม่เคยเห็นแกประทับทรงจริงๆ จังๆ สักหน

“ม้าทรง” จึงช่วยเติมเต็มจินตนาการตรงจุดนั้น ว่า “ครู” ที่ประทับทรงนี่ เขามีวิถีชีวิต มีโลกทัศน์ และอธิบายการดำเนินชีวิตของตนเองอย่างไร และชีวิตที่สวิทช์ไปๆ มาๆ ระหว่างโลกสองแบบของเขา มันมีความไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง

หนังมี impact กับผมพอสมควร อย่างน้อย หลังดูเสร็จ ผมก็ออกมาเสิร์ชหาชื่อ “ขุนนิทรรศน์ชนะศึกสงคราม ณ ถลาง?” ซึ่งคุณครูใน “ม้าทรง” บอกว่าเป็นต้นตระกูลของแก ทางกูเกิ้ล

ปรากฏว่าหาไม่พบครับ 555

แปะอิ่น (พริมริน พัวรัตน์)

แปะอิ่น

นี่เป็นหนัง “ดี” ที่ไม่ถึงกับ “ดีมาก”

แล้วถ้าผมยังอยู่ในวัยซัก 10 ปลายๆ ถึง 20 กลางๆ ยังแรงๆ ร้อนๆ ผมอาจไม่ได้ชอบ “แปะอิ่น” มากนัก

แต่พอมาดูหนังเรื่องนี้ในวัย 30 กลางๆ เริ่มเบื่อๆ เหนื่อยๆ ปลงๆ กับบางด้านของชีวิตพอสมควร ผมกลับรู้สึกว่า “เรื่องราว” ในหนังมันดีและอิ่มเอมมากๆ เลย

คือ ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบ “หนังสารคดีเรื่องแปะอิ่น” มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือ ผมชอบ “เรื่องเล่าแวดล้อมชีวิตของแปะอิ่น” ที่หนังนำเสนอ

และอินพอที่จะเห็นพ้องกับคนทำหนังว่า ผู้ชายธรรมดาๆ เจ้าของร้านโชห่วยเล็กๆ และต้องดูแลแม่วัยชรา อย่างแปะอิ่นนี่แหละ ที่สามารถเป็น “ต้นแบบในการดำเนินชีวิต” ให้แก่คนอื่นๆ ได้

นอกจากนี้ โดยส่วนตัว ผมยังรู้สึกติดตาติดใจกับเหตุการณ์เล็กๆ สองช่วงในหนัง

เหตุการณ์แรก คือ ตอนที่แปะอิ่นกินข้าว แล้วเหมือนกับข้าวมันไม่อร่อย เพราะที่บ้านปรุงปลาผิดวิธี ซึ่งโดยปกติ ผมรู้สึกว่า “ภาพจำ” หนึ่งของสังคม-วัฒนธรรมภาคใต้ในสายตาคนภาคอื่นๆ ก็คือ อาหารใต้นี่อร่อย รสชาติจัดจ้าน คนใต้ทำอาหารเก่ง ทว่า ภาพของหนังสารคดีที่ถ่ายทำที่จังหวัดกระบี่เรื่องนี้คล้ายจะ “บิด” ภาพจำดังกล่าวไปนิดนึง

เหตุการณ์ที่สอง คือ ตอนที่ “น้องสาว?” ของแปะอิ่นมารับแม่วัย 90 ปี ไปกินข้าว โดยใช้รถป้ายแดง ซึ่งสวนทางกับแปะอิ่นที่ขี่มอเตอร์ไซค์และขับปิ๊กอัพคันเก่าๆ แต่สุดท้าย คนที่เลี้ยงแม่เป็นกิจวัตร ก็คือ แปะอิ่น นี่แหละ ภาพตอนนี้มันเลย “กินใจ” มากๆ ทีเดียว

โปรแกรมดุ๊ก 3

Ghost (วรพจน์ อินเหลา)

Ghost

ตอนฟังเสียงบรรยายช่วงต้นเรื่อง ผมเอาใจช่วยให้หนังมันกลายเป็นงานเสียดสีคนชั้นกลางในเมือง ที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้คนในสังคมชนบท

แต่สุดท้าย หนังมันก็ไปอีกทางน่ะนะ

นอกจากนี้ ยังรู้สึกเสียดาย ที่งานถ่ายภาพของหนังมันดีมากๆ เลย แต่ประเด็น-เรื่องราวมัน “ทื่อ” และ “แคบ” เกินไป และ “สลับซับซ้อน” น้อยเกินไป (ยิ่งตอนอ้างไปถึงข้อมูลทีดีอาร์ไอแบบโต้งๆ ยิ่งไปกันใหญ่)

รวมถึงอุปลักษณ์เรื่อง “ผี” ที่ก็ไม่คมเช่นกัน

The Rebirth (ธีรยุทธ์ วีระคำ)

The Rebirth

หนังสารคดีเล่าเรื่องราวของผู้หญิงวัย 69 ที่อยู่ตัวคนเดียว หลังเพิ่งสูญเสียสามีวัยชราไป

ผมรู้สึกกับหนังเรื่องนี้คล้ายๆ กับที่รู้สึกกับ “แปะอิ่น”

คือ ถ้าผมเด็กกว่านี้ ผมคงรู้สึกเฉยๆ กับมัน

แต่พออายุมากขึ้น พ่อแม่เราอายุใกล้เคียงกับซับเจคท์ในหนังพอดี ก็จะเริ่มเห็นความดีงาม ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเรียบง่ายและปกติธรรมดาของมัน

โดยส่วนตัว ผมชอบการที่ตัวคุณแม่ในหนังแกนับถือพุทธทั้งสองนิกาย คือ ไปสวดมนต์เยียวยาจิตใจตนเองกับมหายานฝ่ายจีน แต่เวลาทำบุญ ก็ไปวัดเถรวาทปกติ

น่าเสียดาย ที่บางส่วนของ “The Rebirth” มีลักษณะเป็นการ “เซ็ต” อย่างเห็นได้ชัดไปนิด “พลังความสด/ความจริงใจ” ของหนัง เลยแลดูอ่อนด้อยกว่า “แปะอิ่น” เล็กน้อย

Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์

(ตามอ่านได้ในมติชนสุดสัปดาห์เล่มหน้านะครับ หลังจากนั้น จะนำมาเผยแพร่ในบล็อกต่อไป)

หมายเหตุ ไม่ได้ดูโปรแกรมดุ๊ก 1 ครับ

ขอบคุณภาพจาก Thai Short Film & Video Festival

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

จิตร โพธิ์แก้ว : “บริบท” และ “ปัจจัยสำคัญ 3 ประการ” ของ “วงการหนังสั้นไทย” ในรอบ 15-20 ปี

คำกล่าวแนะนำหนังสั้นในโปรแกรม “ความปรารถนาของคุณจิตร” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 โดยจิตร โพธิ์แก้ว

โปรแกรมนี้ก็เป็นเพราะคุณชลิดา (เอื้อบำรุงจิต – รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ และผู้จัดเทศกาลหนังสั้น) ขอให้เลือกหนังที่ผมอยากดูอีกรอบ ก็เลยเลือกหนังที่หายากหน่อย

หนังทั้ง 7 เรื่องในโปรแกรมนี้เป็นหนังที่ผมเคยดูเมื่อประมาณ 15-20 ปีที่แล้ว แล้วก็ชอบมาก แล้วก็มันมีอะไรค้างคาใจ แล้วก็ส่วนใหญ่แล้ว ผู้กำกับหลายคนใน 7 เรื่องนี้ เป็นคนที่ผมไม่รู้จักเลย ผมก็เลยไม่สามารถขอหนังเขามาดูได้อีก

แล้วมันก็เป็นหนังที่ทำก่อนยุคยูทูบด้วย คือผมก็ได้ดูครั้งเดียวเมื่อ 15-20 ปีก่อน แล้วมันก็เหมือนหายสาบสูญไปเลย ผมก็เลยเลือกหนังชุดนี้มา เพราะสองคุณสมบัติสำคัญ

คือว่าเป็นหนังที่ผมชอบมาก แล้วก็มันหายาก แล้วส่วนใหญ่ เพื่อนๆ ซีเนไฟล์ของผมก็ไม่เคยดูหนังกลุ่มนี้เลย ก็เลยเลือกหนังกลุ่มนี้มาครับ

ขอพูดถึงรวมๆ แล้วกันว่าเวลาดูหนังกลุ่มนี้แล้ว ก็ให้คำนึงถึง “บริบทของเวลา” เป็นสำคัญ เพราะว่ามันทำขึ้นเมื่อ 15-20 ปีก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองจากมุมมองปัจจุบัน แล้วเอาไปตัดสินมัน มันก็อาจไม่ยุติธรรมกับตัวหนัง เพราะว่าช่วง 15-20 ปีก่อน อย่างน้อย มันจะส่งผลกระทบต่อ “ปัจจัยสำคัญ” 3 ประการ คือ

หนึ่ง “เทคโนโลยี” เพราะว่ายุคนั้นมันยังไม่มีกล้องมือถือ หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ เราดูแล้วอาจรู้สึกว่า โอ๊ย! เด็กมัธยมฯ เด็กประถมฯ ก็ทำหนังแบบนี้ได้ ใช้กล้องมือถือถ่ายก็ได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่า 15-20 ปีก่อน มันยังไม่มีเทคโนโลยีกล้องมือถือ เพราะฉะนั้น หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ที่ผมดูแล้วประทับใจ ก็เป็นเพราะว่าสมัยนั้น มันยังไม่ค่อยทำหนังแบบนี้กัน เพราะปัจจัยด้านเทคโนโลยี

สอง คือ ปัจจัยด้าน “สังคม-การเมือง” คือผมก็จำเนื้อเรื่องในหนัง 7 เรื่องนี้ไม่ค่อยได้ แต่รู้สึกว่า ถ้าจำไม่ผิด มันจะมีบางเรื่องที่เป็นหนังที่อาจจะต่อต้านทุนนิยม แต่เราต้องอย่าลืมว่า 15-20 ปีก่อน เรายังไม่มีรัฐประหาร ไม่มีปัญหาประชาธิปไตย ไม่มีปัญหาเผด็จการอะไรพวกนี้

เพราะฉะนั้น การดูหนังต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน กับการดูหนังไทยที่ต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน เวลาเราจะตัดสินใจหนัง (สองกลุ่มนี้) เราต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสังคม-การเมืองเมื่อ 15-20 ปีก่อน ด้วยว่ามันแตกต่างจากเมืองไทยในยุคปัจจุบันแบบ “หน้ามือเป็นหลังเท้า” ขนาดไหน

ปัจจัยที่สาม ก็คือว่าการที่หนังสัก 4 ใน 7 เรื่องนี้ อาจจะมีลักษณะในแบบหนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ซึ่งจริงๆ แล้ว ในยุคปัจจุบัน มันมีหนังไทยที่ “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” เยอะมากๆ เลย แต่ว่าการที่ผมประทับใจหนังกลุ่มนี้มากเมื่อ 15-20 ปีก่อน เป็นเพราะว่ามันยังไม่ค่อยมีหนังไทย “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ในยุคนั้นมากนะครับ

เพราะว่าหนังในกลุ่มนี้มันสร้างขึ้นในปี 1997-2003 ซึ่งยุคนั้นเป็นยุคที่ผู้กำกับหลายคนยังไม่โด่งดัง มันจะมีผู้กำกับอย่างอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ศะศิธร อริยะวิชา, พิมพกา โตวิระ หรือว่าคุณอารยา ราษฎร์จำเริญสุข หรือว่าอุรุพงษ์ รักษาสัตย์ คือกลุ่มนี้จะทำหนังสั้น “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ออกมาแล้วในยุคนั้น แต่ก็ยังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับประเทศ เพราะฉะนั้น หนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ของผู้กำกับโนเนมหลายๆ คนในยุคนั้น ก็เลยหายากอยู่

หนังกลุ่มนี้ เราดูแล้วเราต้องนึกว่ามันเป็นหนังที่มาก่อนหนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ของใครหลายๆ คนในยุคต่อๆ มา คือ หลังจากปี 2003 แล้ว เราค่อยเจอผู้กำกับอย่างไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ หรือว่าวิศรา วิจิตรวาทการ, อโนชา สุวิชากรพงศ์, วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ หรือว่าศิวโรจณ์ คงสกุล หรือว่าพอปี 2010 เราก็เจอ วชร กัณหา กับธีรนิติ์ เสียงเสนาะ

ก็เลยอยากให้นึกว่าการที่ผมประทับใจหนังกลุ่มนี้มากๆ เป็นเพราะว่ามันเป็นหนังที่เหมือนกับว่ามาก่อนหนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ของไทย ที่หลายๆ คนทำกันในยุคต่อมาน่ะครับ

ก็คือว่าปัจจัยสำคัญ เราต้องคำนึงถึงเรื่อง “เวลา” ว่ามันส่งผลกระทบต่อเทคโนโลยี ส่งผลกระทบต่อสังคม-การเมืองของคนไทย แล้วก็ส่งผลกระทบต่อสไตล์ของหนังสั้นไทยในยุค 20 ปีก่อน ที่มันแตกต่างกับสไตล์ของหนังสั้นไทยในยุคปัจจุบันด้วยครับ

หมายเหตุ ถอดความจากคลิปเสียงที่บันทึกโดยคุณวรงค์ หลูไพบูลย์