ข่าวบันเทิง

หนังไทย-หนังอาเซียนน่าสนใจ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017

เวียนมาบรรจบอีกครั้งสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2560

ในปีนี้ มีหนังไทยถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาล 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

“มา ณ ที่นี้” หรือ “Someone from Nowhere”

Someone from Nowhere

นี่คือหนังยาวลำดับที่สองของ “ปราบดา หยุ่น” ซึ่งจะได้เข้าประกวดในสาย “เอเชี่ยน ฟิวเจอร์” (ช่วงหลัง หนังที่ชนะเลิศการประกวดสายนี้ มักไปได้ดีในระดับนานาชาติทั้งสิ้น ตั้งแต่ “มหาสมุทรและสุสาน” เมื่อสองปีก่อน และ “Birdshot” เมื่อปีที่แล้ว)

หนังเรื่องนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวของสาววัย 20 กว่าๆ ซึ่งยามเช้าอันแสนสุขของเธอได้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมีชายบาดเจ็บรายหนึ่งโผล่เข้ามาในห้องพัก

ภาพยนตร์แนวดราม่า-ลึกลับเรื่องนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การถ่ายทำ ซึ่งจะดำเนินไปในห้องพักเพียงห้องเดียว

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย”

สิ้นเมษา

ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องเยี่ยมของ “วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์” ซึ่งเริ่มต้นออกเดินทางในเทศกาลระดับนานาชาติตั้งแต่เมื่อราวห้าปีก่อน

โดยหนังเรื่องนี้จะถูกนำมากลับมาฉายอีกครั้งในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ของเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2017

ซึ่งในปีนี้ โปรแกรมดังกล่าวจะนำเสนอผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แตกต่างจากสามปีแรก ที่จะโฟกัสไปยังภาพยนตร์ของแต่ละประเทศเป็นรายๆ ไป เริ่มจากไทย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ

จุดน่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ หนังที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ประจำปี 2017 จะถูกแนะนำ/เลือกสรรมาโดยผู้กำกับระดับบิ๊กเนมของอาเซียน ซึ่งผู้แนะนำ “สิ้นเมษาฯ” ให้แก่ทางเทศกาล ก็ได้แก่ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

(คลิกอ่านบทความที่เขียนถึง “สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” ที่นี่)

“ป๊อปอาย มายเฟรนด์”

ป๊อปอาย แปด

หนังเกี่ยวกับเมืองไทยที่เพิ่งได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศสิงคโปร์ ให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ ประจำปีหน้า จะเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA เช่นเดียวกัน

สำหรับผู้แนะนำหนังเรื่องนี้ให้เข้าฉายในโปรแกรมดังกล่าว คือ “เอริค คู” ผู้กำกับชื่อดังชาวสิงคโปร์

นอกจากนี้ ยังมีหนังอาเซียนอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งจะได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 อาทิ

“AQÉRAT” หรือ “We the Dead”

main_Aqerat
(c)Pocket Music, Greenlight Pictures

ผลงานล่าสุดของ “เอ็ดมันด์ โหย่ว” คนทำหนังรุ่นใหม่ฝีมือดีจากมาเลเซีย (ซึ่งเคยบรรจุฉากละครสั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ลงไปในหนังยาวเรื่องแรกของเขา คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้นได้ ที่นี่) ที่จะได้เข้าฉายในสายการประกวดหลัก

หนังเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งภาวะขาดแคลนเงินเลี้ยงชีพ ส่งผลให้เธอต้องหันไปทำงานในธุรกิจค้ามนุษย์ โดยหนังจะพูดถึงประเด็นการเดินทางมายังประเทศมาเลเซียของกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญา ไปพร้อมๆ กับการสำแดงตนเป็นบทกวีที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงการเดินทางทางจิตวิญญาณของสตรีผู้หนึ่ง

Yasmin-san

Yasmin-san
(c)Greenlight Pictures

นี่คือผลงานอีกเรื่องหนึ่งของเอ็ดมันด์ โหย่ว ที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ จะบันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำหนังสั้นเรื่อง “Pigeon” ของ “อิซาโอะ ยูกิซาดะ” (ตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “Reflections” ที่ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวเมื่อปีที่แล้ว คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ที่นี่)

โดยหนังสารคดีเรื่องดังกล่าวจะมุ่งสำรวจประเด็นว่าด้วยกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์, การมีเอกภาพ, ชะตากรรม และประวัติศาสตร์ ผ่านวิธีการมองที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ยาสมิน อาหมัด” คนทำหนังสตรีผู้ล่วงลับชาวมาเลเซีย

Cambodian Young Cinema

176
©BOPHANA CENTER ©Anti Archive & Apsara Films

นี่เป็นภาพยนตร์รวมหนังสั้นสี่เรื่อง ผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ห้าคนจากกัมพูชา ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวหลากแง่มุมของสังคมกัมพูชาร่วมสมัย โดยถูกคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

Advertisements
คนมองหนัง

รีวิวหนังสารคดี Salaya Doc: “Absent without Leave”

Absent without Leave (Lau Kek-Huat)

หนังสารคดีเกี่ยวกับครอบครัวคนจีนในประเทศมาเลเซียเรื่องนี้ เริ่มต้นด้วยปมง่ายๆ ที่พวกเราคุ้นเคย คือ ความห่างเหินระหว่างพ่อกับลูกชาย (ตัวผู้กำกับเอง)

แต่แล้วผู้กำกับกลับค่อยๆ ขยับขยายความสงสัยใคร่รู้ส่วนตัวและพรมแดนเนื้อหาของหนังให้แผ่คลี่ออกไปกว้างไกลกว่านั้น

พร้อมๆ กับการไม่รู้จัก “พ่อ” เขาก็พบว่าตนเองและสมาชิกครอบครัว ตั้งแต่ “ย่า” ลงมา แทบไม่พูดถึง “ปู่” เลย

แล้วเขาก็ได้ค้นพบว่า “ปู่” ออกไปร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา และถูกเจ้าหน้าที่รัฐยิงเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อวัยยังไม่ถึง 30 ปี

เท่านั้น ยังไม่พอ เพราะคุณผู้กำกับไม่ได้หยุดเรื่องราวของหนังไว้ที่เรื่องราวเกี่ยวกับปู่ของตนเอง

absent 1

แต่เขากลับพาหนังออกเดินทางไกล เพื่อไปทำความรู้จักกับครอบครัวของชาวจีนคนอื่นๆ ในมลายา/มาเลเซีย อีกหลากหลายรุ่น ที่ต้องประสบชะตากรรมพลัดพรากระหว่างสมาชิกในบ้าน หรือพลัดพรากจาก “แผ่นดิน” อันเป็นที่รัก หลังตัดสินใจเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์

จากการตั้งต้นด้วย “เรื่องเล่าเล็กๆ ว่าด้วยครอบครัว” ครอบครัวหนึ่ง หนังได้เปลี่ยนทิศทางของตนเองไปสู่การมุ่งสำรวจ “ประวัติศาสตร์/ความทรงจำร่วม” อันเป็น “บาดแผล” ของคนจีนหลายเจเนอเรชั่นในประเทศมาเลเซีย

จากความสนใจในตัว “ปู่” ของผู้กำกับ ซึ่งหายสาบสูญจากครอบครัว หนังค่อยๆ ถ่ายเทความสนใจไปยัง “พรรคคอมมิวนิสต์มลายา” ที่ปลาสนาการจากประวัติศาสตร์มาเลเซีย

ตามความเข้าใจส่วนตัว (ซึ่งไม่แม่นยำหรือแทบไม่รู้ประวัติศาสตร์ส่วนนี้เอาเลย – จึงต้องเสิร์ชหาข้อมูลแบบผิวเผินเอาจากอินเตอร์เน็ต) เราอาจแบ่งกลุ่มคนจีนที่หนังพูดถึงหรือพยายามไปทำความรู้จักออกได้เป็นสองกลุ่มหลักๆ

กลุ่มแรก คือ คนจีนที่เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา เพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษ แล้วต่อมาก็ต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น (โดยร่วมมือกับอังกฤษ) ด้วยอารมณ์ความรู้สึกปนเปทั้ง “ชาตินิยมจีน” (หลัง “จีนแผ่นดินใหญ่” ถูกกองทัพญี่ปุ่นบดขยี้) และ “ชาตินิยมมลายา” (ที่ถูกญี่ปุ่นบุกเช่นกัน) ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการเรียกร้องเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

คนกลุ่มนี้มีบทบาททางการเมืองช่วงก่อน-ระหว่าง-หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ก่อนที่ต่อมา บางส่วนจะถูกเนรเทศกลับจีน (พอกลับจีน ก็มีบางคนที่ต้องเสียชีวิตลงในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม) บางส่วนต้องโทษ แล้วพอพ้นโทษก็ย้ายไปอยู่ประเทศอื่นๆ เช่น ฮ่องกง หรือมีบางส่วนข้ามแดนไปที่ไทย แถบอำเภอเบตง เพื่อปักหลักสู้ต่อ

“ปู่” ของผู้กำกับ คือ คนจีนที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายาในเจเนอเรชั่นนี้

absent 3

คนอีกกลุ่ม คือ พวกที่เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายาหลังทศวรรษ 2490 ที่ทางพรรคกับรัฐบาลมาเลเซียหาข้อตกลงทางการเมืองร่วมกันไม่ได้ แล้วสถานการณ์ความขัดแย้งก็ลากยาว (คู่ขนานกับ “สงครามเย็น”) มาถึงยุค 1960-1970-1980 ก่อนจะมีสนธิสัญญาสันติภาพในปี 1989

คนกลุ่มนี้ คือ ชายหญิงวัยประมาณ 60 กว่าปี ที่ปรากฏตัวในหนัง ซึ่งเคยมีฐานที่มั่นการต่อสู้อยู่ที่ อ.เบตง จ.ยะลา

(รวมถึงตัวละครคู่ที่มีความรักและมีลูกระหว่างการสู้รบในเขตป่า แต่ต้องส่งลูกออกไปให้คนอื่นเลี้ยง จนความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกถูกตัดขาดในเวลาต่อมา – ผมเข้าใจว่ากรณีของไทย ก็มีอะไรแบบนี้อยู่ไม่น้อย เช่น “เสกสรรค์-จิระนันท์” ที่ให้กำเนิด “แทนไท” ในป่า แล้วต้องส่งลูกออกมาในเมือง ทว่า หลายๆ กรณีของไทย ครอบครัวแบบพ่อ-แม่-ลูกยังสามารถกลับมารวมตัวกันใหม่ได้ หลังพ่อแม่หวนคืนสู่เมือง)

เอาเข้าจริง ผมรู้สึกว่าเจเนอเรชั่นของคนจีนในมาเลเซียที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายานั้น คล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ช่วงเดียวกันในสยาม/ไทยอยู่ไม่น้อย ซึ่งบทบาทของคนเชื้อสายจีนและการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์จะเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนหน้า 2475 แล้วค่อยๆ ลากยาวมาถึงขบวนการ “ฝ่ายซ้าย” ก่อน 2500 แล้วตัดไปที่ช่วงกำเนิด “สงครามประชาชน” ปลายทศวรรษ 2500 และช่วงที่นักศึกษา-ปัญญาชน-คนหนุ่มสาวกลุ่มใหญ่เดินทางเข้าป่าในช่วงปลายทศวรรษ 2510

ถ้าจะมีจุดต่างอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็น หนึ่ง ในกรณีของไทย ไม่ได้มีเรื่องเรียกร้องเอกราชแบบชัดๆ แรงๆ ด้วยบริบทเฉพาะที่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ กับ สอง อัตลักษณ์เรื่องการเป็น “ลูกจีน” และการเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ในไทยยุคหลัง 2500 (โดยเฉพาะในทศวรรษ 2510) อาจไม่ได้ผูกพันกันอย่างแนบแน่นเป็น “เนื้อเดียว” หรือเป็น “สองด้านของเหรียญ” แบบกรณีของมาเลเซีย

จุดที่ผมชอบสุดๆ ในหนังเรื่องนี้ คือ การที่ผู้กำกับสามารถขยับขยายพรมแดนของหนังไปได้กว้างไกลมากๆ จากเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ไปสู่เรื่องชาติพันธุ์และการเมือง จากการเมืองระดับชาติ ก็ค่อยๆ เพิ่มขอบเขตไปถึงโครงข่ายความสัมพันธ์ที่มีลักษณะข้ามชาติ/ประเทศ

การบุกไปตามหาและพูดคุยกับอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (หรือลูกหลานของพวกเขา) ถึงในจีนแผ่นดินใหญ่ ในฮ่องกง และในไทย จึงทรงพลังอย่างมาก และทำให้หนังเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมสลับซับซ้อน ที่คาดเดาไม่ค่อยได้ว่าผู้กำกับจะพาเราไปพบกับใคร ที่ไหนอีก

อีกข้อที่อาจไม่ใช่เรื่องใหม่นัก แต่หนังก็นำเสนอออกมาได้ดีมากๆ คือ การแสดงให้เห็นว่า “ผู้ปราชัยทางการเมือง” มักเก่งกาจเสมอ ในการฉวยใช้ “เครื่องมือทางวัฒนธรรม” บางอย่าง มาเยียวยารักษาแผลใจของตนเอง

ฉากกิจกรรมพบปะสังสรรค์ของบรรดาอดีตแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ที่เบตงอาจ “ไม่ใหม่” นักสำหรับคนที่เคยดูหนังสารคดีเรื่อง “The Last Communist” และ “Village People Radio Show” ของ “อามีร์ มูฮัมหมัด” ทว่า ฉากร้องเพลงอย่างอินและซาบซึ้งสุดๆ ของบรรดาคุณย่าคุณยายที่เมืองจีนใน “Absent without Leave” นั้น สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ได้สูงยิ่งทีเดียว

absent 4

นอกจากนี้ บรรดา subjects ที่จีนแผ่นดินใหญ่ ยังแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่น่าสนใจออกมา คือ ในสมัยหนึ่ง พวกเขาและเธออาจเคยเข้าร่วมการต่อสู้ในมลายา โดยมีอารมณ์ความรู้สึก “ชาตินิยมจีน” เป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่เมื่อพวกเขาและเธอต้องถูก “บีบบังคับ” ให้โยกย้ายกลับมาใช้ชีวิตที่จีนแผ่นดินใหญ่อย่างถาวร สิ่งที่หลายคนโหยหา (อย่างหลบๆ ซ่อนๆ) ในอีกหลายทศวรรษต่อมา กลับกลายเป็นวิถีชีวิต/วัฒนธรรมท้องถิ่นแบบมาเลย์หรือเปอรานากัน (ลูกผสมจีน-มาเลย์)

ถ้าจะกล่าวให้งงหนักขึ้น ด้านหนึ่ง คนชราเหล่านี้ก็เป็นทั้ง “คนจีน (แผ่นดินใหญ่)” และ “คนมาเลเซีย” แต่อีกด้าน พวกเขาก็อาจไม่ได้เป็นทั้ง “คนจีน (แผ่นดินใหญ่)” และ “คนมาเลเซีย” เช่นเดียวกัน

หากจะให้หา (เรื่อง) จุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ผมเห็นว่าการพยายามดึงหรือตบหนังกลับมาสู่บทสรุปเกี่ยวกับประเด็น “ครอบครัว” ซึ้งๆ ของปัจเจกบุคคลต้นเรื่องในตอนท้าย อาจไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่าไหร่นัก

เพราะในระหว่างทาง หนังได้พูดถึงชะตากรรมของ “ครอบครัวขยาย” ที่มิได้ผูกพันกันทางสายเลือด แต่กลับมีขอบข่ายความสัมพันธ์กว้างขวางใหญ่โตมากกว่านั้น ไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังเล่าได้อย่างจับใจและน่าสนใจมากๆ อีกด้วย

หมายเหตุ “Absent without Leave” เพิ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์สารคดีอาเซียนยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายาครั้งที่ 7 ในการประกาศผลรางวัลเมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 มีนาคม 2560

คนมองหนัง

รวมรายชื่อหนังที่พูดถึงเหตุการณ์ “6 ตุลา” (แบบคร่าวๆ) และลำดับเวลาออกฉาย

(อัพเดตเนื้อหา ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2561)

1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยภาระหน้าที่การงานบางอย่าง ทำให้มีโอกาสได้นั่งทบทวนรายชื่อหนังไทย ที่พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ผมจึงเพิ่งตระหนักว่าหนังกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยเลย อีกทั้งยังได้พบข้อมูลที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน นั่นคือ ปี 2552 ถือเป็นปีที่มีการสร้างหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากที่สุด

ลองมาอ่านรายละเอียดกันครับ

รายชื่อหนังยาว-สั้นของไทยที่มีเนื้อหาหรือฉากหลังเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเรียงลำดับตามปีที่ออกฉาย

2529

%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“ช่างมันฉันไม่แคร์” โดย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล

หนังที่สร้างขึ้นคล้อยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพียงแค่สิบปี เล่าเรื่องของหญิงสาวแห่งวงการโฆษณา ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาผู้มีบาดแผลความทรงจำจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหนุ่มชนชั้นล่าง ที่เข้ามาทำงานเป็นผู้ชายขายตัวในเมืองหลวง

นอกจากนั้น หนังยังพูดถึง “คนเดือนตุลาฯ” ที่เปลี่ยนแปลงไป จากหนุ่มสาวผู้มีอุดมการณ์ปฏิวัติ มาสู่นักธุรกิจ-นักโฆษณาผู้ประสบความสำเร็จในระบบทุนนิยม

2534

%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7

“เวลาในขวดแก้ว” โดย ประยูร วงษ์ชื่น สร้างจากนิยายของประภัสสร เสวิกุล

มีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นบริบทสำคัญและฉากหลังของหนัง ที่เล่าเรื่องราวการเติบโต-เปลี่ยนผ่านของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง

2544

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“14 ตุลา สงครามประชาชน” (คนล่าจันทร์) โดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

จัดเป็น “หนังการเมือง” ที่ไม่ได้ใช้สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแค่บริบท

หนังเล่าเรื่องโดยตัดสลับระหว่างชัยชนะในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ กับการเข้าป่าและพ่ายแพ้ออกจากป่าของ “เสกสรรค์-จิระนันท์”

หนังจะมีฉากเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ ตรงๆ อยู่หนึ่งฉาก คือ ฉากที่คนในป่าฟังข่าวเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จากวิทยุ โดยบรรดาอดีตนักศึกษาจะแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนในเมือง แต่ตัวละครสมาชิกพคท. สายจีน กลับไปตกอกตกใจกับข่าวเจียงชิง-แก๊งสี่คนถูกโค่นล้ม

2546

%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99

หนังสั้น “อย่าลืมฉัน” โดย มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ที่ใช้ found footage ของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มานำเสนอแบบดิบๆ ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้น

2552

%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a1

“เชือดก่อนชิม” โดย ทิวา เมย์ไธสง เป็นหนังสยองขวัญ ที่ใช้เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นฉากหลัง/บริบท

ลิฟท์แดง

“ลิฟท์แดง” (ตอนหนึ่งของหนัง “มหาลัยสยองขวัญ”) โดย บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม

หนังสยองขวัญกึ่งการเมือง ที่ไม่เพียงนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มารับใช้เรื่องราวสยองขวัญดังเช่นกรณีของ “เชือดก่อนชิม” เท่านั้น แต่ยังเพิ่มองค์ประกอบเรื่องความสูญเสีย ความพลัดพราก ความโรแมนติกลงไป และคล้ายจะพยายามพูดถึงประเด็นการเมืองอย่างจริงจังมากกว่า

%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%99

“ฟ้าใสชื่นบาน” โดย เกริกชัย ใจมั่น และ นภาพร พูลเจริญ

เป็นหนังตลกล้อเลียนการต่อสู้ทางการเมือง ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่า มานำเสนอในแนวตลกไร้สาระบ้าบอแบบสุดๆ บนจอภาพยนตร์

october sonata

“October Sonata รักที่รอคอย” โดย สมเกียรติ วิทุรานิช

หนังการเมือง-โรแมนติก ดราม่า มีฉากหลังลากยาวตั้งแต่ยุคก่อน 14 ตุลาฯ จนถึงปลายทศวรรษ 2520 เมื่อปัญญาชนออกจากป่า

จุดเด่น คือ เป็นหนังที่พูดถึงวรรณกรรมการเมืองยุคคลาสสิคอย่างจริงจัง ผ่านการใช้นิยาย “สงครามชีวิต” ของ “ศรีบูรพา” มาเป็นหนังสือหลักที่เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของนางเอก (ซึ่งคล้ายจะได้รับอิทธิพลมาจากชีวิตจริงของ “ศรีดาวเรือง”)

นอกจากนั้น หนังยังมีประเด็นรายทางที่น่าสนใจอีกมากพอสมควร อาทิ การเทียบเคียงความพ่ายแพ้ของปัญญาชน กับการอยู่เป็นและการกลายสถานะเป็นผู้อุปถัมภ์บรรดาอดีตฝ่ายซ้ายตกยากของตัวละครนายทุนเชื้อสายจีน

เจ้านกกระจอก

“เจ้านกกระจอก” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องความสัมพันธ์อันบาดหมางมึนตึงระหว่างพ่อกับลูกในครอบครัวหนึ่ง มีฉากอุปมาเกี่ยวกับนกที่ปีกซ้ายถูกยิง หรือภาวะที่เด็กทารกจำเป็นต้องตัดสายสะดือแยกขาดจากผู้ให้กำเนิด

2553

%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4

“ลุงบุญมีระลึกชาติ” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องชายชราที่เคยฆ่า “คอมมิวนิสต์” ในยุคสงครามเย็น และลูกชายของเขาที่กลายร่างเป็น “ลิงป่า” ที่ออกจากป่ามาพบพ่อ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเดินทางไปสู่วาระสุดท้ายของชีวิต

2556

%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a7

“ยังบาว” โดย ยุทธกร สุขมุกตาภา

หนังที่เล่าถึงจุดกำเนิดของวงดนตรีคาราบาว (ตรงกับข้อเท็จจริงแค่ไหนเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

หนังใช้เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่าของปัญญาชนคนหนุ่มสาว มาเป็นบริบททางสังคมการเมืองที่สำคัญภายในเรื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อวิถีชีวิตของตัวละครหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แอ๊ด คาราบาว”

2559

ดาวคะนอง

“ดาวคะนอง” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ ที่พูดถึง “ความทรงจำที่กระจัดกระจายและสลับซับซ้อน” กรณี 6 ตุลาฯ

2560

พิราบ

“พิราบ” โดย ภาษิต พร้อมนำพล

หนังสั้นนักศึกษาในปี 2560 ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงแรงผลักดันและขั้นตอนหรือกระบวนการ “เข้าป่า” ของนักศึกษาหนุ่มรายหนึ่ง ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ภาพยนตร์สารคดี

2557

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87

“ความทรงจำ-ไร้เสียง” โดย ภัทรภร ภู่ทอง และ เสาวนีย์ สังขาระ

หนังสารคดีที่มุ่งสำรวจเสียงของ 2 ครอบครัว ซึ่งสูญเสียลูกไปในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

2559

ด้วยความนับถือ

“ด้วยความนับถือ” โดย ภัทรภร ภู่ทอง

หนังสารคดีที่จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาฯ

2560

สองพี่น้อง

“สองพี่น้อง” โดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม และภัทรภร ภู่ทอง

หนังไปสัมภาษณ์ครอบครัวของ “ชุมพร ทุมไมย” และ “วิชัย เกศศรีพงษา”  สองช่างไฟฟ้าที่ถูกฆาตกรรมแขวนคอก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

ภาพยนตร์ข่าว

2521

“[นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา]”

ภาพยนตร์ข่าวบันทึกเหตุการณ์ที่อดีตผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา จำนวน 19 คน อาทิ “สุธรรม แสงประทุม” “สุรชาติ บำรุงสุข” “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” “ธงชัย วินิจจะกูล” และ “วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” เดินทางเข้าพบ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ภายหลังได้รับการนิรโทษกรรม

มิวสิกวิดีโอ

2561

มิวสิกวีดีโอเพลง “ประเทศกูมี” โดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม

ผลงานเพลงแร็พการเมืองวิพากษ์สังคมไทยร่วมสมัย (ยุคปลาย คสช.) โดยกลุ่มศิลปิน “Rap Against Dictatorship” (RAD) ซึ่งออกเผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2561

เอ็มวีนี้ใช้ฉากหลังเป็นภาพจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และกำกับโดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ซึ่งเคยกำกับหนังสารคดี “สองพี่น้อง” ตลอดจนเคยเป็นผู้กำกับภาพของหนังเรื่อง “14 ตุลา สงครามประชาชน”

ภาพยนตร์ต่างประเทศ

2557

river

“River of Exploding Durians” หนังมาเลเซีย โดย เอ็ดมันด์ โหย่ว

หนังพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองของหนุ่มสาวมาเลเซีย โดยมีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะ “ประสบการณ์ร่วม” ของผู้คนแถบภูมิภาคนี้

ทำไมปี 2552 ถึงมีหนัง 6 ตุลาฯ เยอะสุด?

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลนี้ จะพบว่าในปี 2552 มีการผลิตหนังที่เกี่ยวข้อง/อ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากถึง 5 เรื่อง (หากรวม “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ในปี 2553 ด้วย ก็จะกลายเป็น 6 เรื่อง)

ถือว่ามากในแง่จำนวน ทั้งยังมีความหลากหลายทางเนื้อหา คือ มีตั้งแต่หนังสยองขวัญ หนังผี หนังตลก หนังโรแมนติก ดราม่า และหนังทดลองอิสระ ซึ่งสื่อสารประเด็นแหลมคมผ่านสัญลักษณ์ทางภาพยนตร์

น่าจะยังไม่เคยมีใครศึกษาอย่างจริงจังว่าทำไมช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีหนังว่าด้วย 6 ตุลาฯ ออกมามากมายและหลากหลายขนาดนั้น

อย่างไรก็ดี ตามสมมุติฐานเบื้องต้นของผม ช่วงเวลาระหว่างปี 2549-53 (ส่วนใหญ่ ภาพยนตร์จะใช้เวลาสร้าง 1-2 ปี หรือยาวนานกว่านั้นอยู่แล้ว) ถือเป็นภาวะ “ลักปิดลักเปิด” สำหรับสังคมการเมืองไทย

กล่าวคือ เป็นช่วงเวลาหลังรัฐประหารปี 2549 แต่บรรยากาศภายหลังการรัฐประหารกลับไม่ “ปิด” เสียทีเดียว (จนเกิดแนวคิดเรื่อง “รัฐประหารเสียของ” ตามมา)

มิหนำซ้ำ บรรยากาศปิดๆ เปิดๆ ที่ว่า ยังกระตุ้นเร้าให้ผู้คนจำนวนมากมีความตื่นตัวทางการเมือง จากกระแสเสื้อเหลืองก่อนรัฐประหาร มาสู่จุดกำเนิดของกลุ่ม นปก. นปช. หรือเสื้อแดง

น่าสนใจด้วยว่าความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาดังกล่าวยังไม่ตึงเครียด จนผู้คนถูกแบ่งออกเป็น “สองขั้ว” อย่างชัดเจน หรือรุนแรงหนักถึงขนาดล่าแม่มดกัน

นอกจากนี้ บรรยากาศทางความคิดก็ยังเปิดกว้างอยู่พอสมควร มีการถกเถียง/นำเสนอข้อมูลเรื่องการเมือง/ประวัติศาสตร์การเมืองในอินเตอร์เน็ต งานศิลปะต่างๆ กล้าพูดประเด็นการเมืองแรงๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น งานบทกวี หรือในส่วนวงการภาพยนตร์เอง ถ้าติดตามวงการหนังสั้นช่วงปี 2549-ต้นทศวรรษ 2550 เราก็จะพบว่ามีหนังการเมืองแรงๆ เกิดขึ้นไม่น้อย

แน่นอน ประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรช่วงปี 2475 ตลอดจนประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ซึ่งส่วนทางกับประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลัก ได้ถูกหยิบยืมมานำเสนอหรือดัดแปลงในผลงานศิลปะเหล่านี้ด้วย

ตามการประเมินคร่าวๆ ของผม กระแสทางวัฒนธรรมทำนองนี้จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2553-54

พอพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง จึงเริ่มมีการชะลอตัว แล้วเงียบเสียงลงไปอย่างชัดเจนหลังรัฐประหารปี 2557

ป.ล.

นี่เป็นการรวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นอย่างคร่าวๆ ถ้าใครมีรายชื่อ-เรื่องย่อหนังเพิ่มเติม ตลอดจนคิดสมมุติฐานอื่นๆ ได้ สามารถบอกกล่าว-แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

คนมองหนัง

“River of Exploding Durians” : การต่อสู้, ประวัติศาสตร์ และหนุ่มสาวผู้ร้าวราน

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์  26 สิงหาคม – 1 กันยายน 2559

ในที่สุด ก็มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์มาเลเซีย ฝีมือการกำกับของ “เอ็ดมันด์ โหย่ว” ที่งานเปิดเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 และพบว่านี่เป็นหนังเกี่ยวกับช่วงชีวิตเปลี่ยนผ่านของวัยรุ่น รวมถึงการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมือง ที่สนุกครบรสทีเดียว

“River of Exploding Durians” เริ่มต้นเรื่องราวในเมืองชายทะเล ซึ่งกำลังมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์-โรงงานถลุงแร่หายาก

อย่างไรก็ตาม ครึ่งแรกของหนัง กลับเน้นหนักไปที่ประเด็นความรักของนักเรียนวัยรุ่นสองราย ได้แก่ “หมิง” และ “เหมย อัน”

ความรักของหนุ่มสาวคู่นี้เป็น “ความรักต่างชนชั้น” เมื่อ “หมิง” มาจากครอบครัวมีอันจะกิน และสามารถส่งลูกชายไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย (ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการโรงงานถลุงแร่หายาก)

ขณะที่ “เหมย อัน” มาจากครอบครัวชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งพ่อ, เธอ และน้องเล็กๆ อีกสองคน คล้ายจะเริ่มได้รับผลกระทบจากโปรเจ็กต์โรงไฟฟ้าฯ

ในด้านหนึ่ง การโดดเรียนมาพลอดรักกันระหว่างสองหนุ่มสาวต่างชนชั้น ก็อาจถือเป็นการหลบหนีออกจากความจริงอันปั่นป่วนวุ่นวาย

แต่ไปๆ มาๆ เรื่องราวที่อ่อนไหวและสับสนก็บังเกิดขึ้นในโลกความฝันของ “หมิง” กับ “เหมย อัน” เช่นกัน

ทั้งคู่มิได้แค่หนีจากห้องเรียน แต่พยายามออกเดินทางไกล และหลบหนีออกจากบ้าน ออกจากเมือง

ระหว่างการเดินทาง หนุ่มสาวสองคนสนทนากันถึงเรื่องความใฝ่ฝัน ทว่า เพียงไม่นาน ความฝันดังกล่าวก็จบลงอย่างรวดร้าวและพลัดพราก

เพราะอาการป่วยไข้อาเจียนที่บังเกิดขึ้นบ่อยๆ ในระยะหลังของฝ่ายหญิง มิได้เป็นผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้า หากเกิดขึ้นเพราะสาเหตุอื่น

สาเหตุที่ส่งผลให้ “เหมย อัน” และครอบครัวต้องอพยพโยกย้ายออกจากเมือง

ทั้งยังเป็นการอำลาจาก “หมิง” ไปตลอดกาล

จะว่าไปแล้ว ความเจ็บปวดและอาการ “อกหัก” ของ “หมิง” ก็มีสถานะเป็นประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล ซึ่งไม่มีตำแหน่งแห่งที่อยู่ในประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลัก-กระแสรองฉบับไหนทั้งสิ้น

นอกจากจะเป็น “บาดแผล” อันฝากรอยจารึกเอาไว้ในความทรงจำของบุคคลเจ้าของเรื่อง เพียงลำพัง

ยิ่งกว่านั้น “หมิง” ยังไม่มีที่ทางในสายตาของ “ลิ้ม” ครูสาวไฟแรง ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์

เพราะไม่ว่าเด็กหนุ่มจะเข้าหรือไม่เข้าชั้นเรียน การเรียนการสอนก็ยังดำเนินต่อไปได้ไร้รอยสะดุด

ขณะเดียวกัน ครูสาวเช่น “ลิ้ม” ก็พยายามมุ่งปลุกใจและชักจูงเหล่านักเรียน “หัวกะทิ” ให้มาร่วมต่อสู้เพื่อสังคม ภายนอกห้องเรียน โดยที่ “หมิง” มิได้มีสถานะเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเธอแต่อย่างใด

“ลิ้ม” เคยชวนนักเรียนในห้องสนทนาถึงนิยามของ “ประวัติศาสตร์”

แต่ไม่ว่า “ประวัติศาสตร์” จะถูกนิยามว่าอย่างไร ครูสาวก็ดูเหมือนจะต้องการเน้นย้ำให้เด็กๆ ได้ตระหนักถึงประวัติศาสตร์ของสามัญชน/วีรชน/มรณสักขี ที่เสียสละตนเอง ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐ/เจ้าอาณานิคม

จากประวัติศาสตร์วีรชนของมาเลเซีย การเรียนรู้ภายในห้องค่อยๆ ขยับขยายไปสู่ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 ของประเทศไทย และประวัติศาสตร์ของนักศึกษาชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งถูกสังหารโดยอำนาจเผด็จการยุค “มาร์กอส”

แล้วในที่สุด “ลิ้ม” ก็พานักเรียนกลุ่มหนึ่งก้าวเท้าออกจากตำรา ไปสู่การเคลื่อนไหวต่อสู้ในโลกความจริง

แต่เมื่อการล่าชื่อในจดหมายเปิดผนึกต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอะไรมากนัก เช่นเดียวกับการถูกปิดกั้นการแสดงออกในพื้นที่สื่อ

ครูสาวจึงค่อยๆ นำนักเรียนของเธอออกปฏิบัติการ “จรยุทธ” ที่ลงเอยด้วยการใช้ความรุนแรง กระทั่งเส้นแบ่งระหว่างการต่อสู้ทางการเมือง กับการก่ออาชญากรรม/โจรกรรม เริ่มพร่าเลือน

ภาวะเช่นนั้นนำไปสู่ “การแตกหักกัน” ระหว่าง “ลิ้ม” กับ “ฮุ่ย หลิง” นักเรียนระดับหัวหน้าห้อง-นักกิจกรรมรุ่นเยาว์คนเก่ง ผู้เริ่มรู้สึกว่าการต่อสู้ของคุณครูกำลังล้ำเส้นความเหมาะสม

ในชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่ดำเนินไปขณะการต่อสู้นอกห้องเรียนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม และ “ลิ้ม” กำลังอินกับปฏิบัติการดังกล่าวถึงขีดสุด

“ฮุ่ย หลิง” ซึ่งเพิ่งแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเคลื่อนไหวของครูอย่างตรงไปตรงมา ได้เลือกนำเสนอรายงานเรื่องสตรีชาวญี่ปุ่น ที่ถูกส่งตัวมาประกอบอาชีพค้าบริการ ณ มลายา ก่อนพวกเธอจะกลายเป็นกลุ่มคนไร้ตัวตนในบ้านใหม่ และไม่มีใครที่บ้านหลังเก่ายินดีจะต้อนรับขับสู้

แทนที่จะพูดถึงผู้สละชีพอย่างหาญกล้าในเหตุการณ์การต่อสู้ทางการเมือง “ฮุ่ย หลิง” กำลังดึง “ประวัติศาสตร์” กลับไปสู่การเป็นเรื่องเล่าว่าด้วยความทรงจำของคนเล็กคนน้อยในระดับจุลภาค (ไม่ต่างอะไรกับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลอันทุกข์ระทมของ “หมิง”)

ในแง่ของการเป็นหนังที่ครุ่นคิดถึงสถานะของ “ประวัติศาสตร์”

“River of Exploding Durians” ได้สร้างภาพแทนของประวัติศาสตร์นิพนธ์อันหลากหลาย ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ฉบับทางการ ประวัติศาสตร์ของวีรชน/มรณสักขีทางการเมือง ประวัติศาสตร์ของคนเล็กคนน้อยที่ถูกลืมเลือนเสียยิ่งกว่าบุคคลในประวัติศาสตร์แบบที่สอง ไปจนถึงประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล ซึ่งไม่มีใครปรารถนาจะจดบันทึก

ในที่สุด “ฮุ่ย หลิง” ก็ตัดสินใจผละตัวเองออกจากการต่อสู้นอกห้องเรียน แล้วกลับมาเป็น “เด็กดี” ผู้คร่ำเคร่งเตรียมตัวสอบตามระบบระเบียบของหลักสูตรการศึกษา

นักเรียนหญิงหัวกะทิคล้ายจะเลือกกลับไปต่อสู้กับรัฐหรืออำนาจนำในสังคม เท่าที่พอจะสู้ได้ ในพื้นที่ชีวิตประจำวัน

แต่การเลือกทางสายนั้น ก็ส่งผลให้เธอถูกเพื่อนสนิท-นักกิจกรรมกลุ่มเดิมทอดทิ้ง ทำลายทรัพย์สิน และทำร้ายร่างกาย

จน “ฮุ่ย หลิง” อาจรู้สึกบอบช้ำในหัวใจไม่ต่างกับ “หมิง”

สาระสำคัญข้อหนึ่งของหนัง จึงเป็นความพยายามจะสะกิด/ดึงการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมือง ให้กลับคืนไปสู่แนวทางแบบ “Weapons of the Weak” อันได้แก่ การต่อสู้ท้าทายอำนาจรัฐในวิถีชีวิตประจำวัน หรือการแอบคิดต่างจากอุดมการณ์หลักที่ครอบงำสังคมอยู่

อย่างไรก็ดี ผมยังรู้สึกว่าหนังนำเสนอภาพความแตกต่างของวิถีการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมือง ผ่านลักษณะที่แตกแยกออกเป็นสองขั้ว อย่างมากล้นจนเกินไป

การต่อสู้ทางการเมืองในภาพยนตร์ จึงประกอบไปด้วย แนวทางการปฏิวัติถอนรากถอนโคนแบบฮาร์ดคอร์ และดราม่าตบตีกันเองในหมู่นักเคลื่อนไหว (ซึ่งลงไม้ลงมือกันจริงๆ ไม่ใช่ทะเลาะกันผ่านเฟซบุ๊ก)

 

และ/หรือ การต่อสู้แบบเนียนๆ เงียบๆ ในฐานะปัจเจกบุคคล ท่ามกลางกระแสสังคมอันผันผวนปรวนแปร

ทว่า ในความเป็นจริง แนวทางการต่อสู้เคลื่อนไหวย่อมมีหลายเฉดสี ซึ่งสลับซับซ้อนกว่าการเหวี่ยงลูกตุ้มไปมาระหว่างความแตกต่างสุดขั้วสองแนวทาง

“River of Exploding Durians” ปิดฉากตัวเองลงอย่างเจ็บปวดรวดร้าว

“ลิ้ม” ล้มเหลวในฐานะผู้นำของปฏิบัติการรวมหมู่แบบฮาร์ดคอร์ เธอถูกจับกุม และต้องโทษจำคุกนานหลายเดือน

ครูสาวเดินออกจากเรือนจำโดยแทบไม่เหลือใคร นอกจาก “หมิง” ลูกศิษย์ผู้ไม่เอาอ่าว และไม่เคยมีตัวตนอยู่ในประวัติศาสตร์ฉบับที่เธอพยายามเขียนขึ้น

“หมิง” ยืนรอ “ลิ้ม” อยู่คนเดียวหน้าเรือนจำ แถมยังพาครูไปนั่งกินอาหารมื้อแรกหลังพ้นโทษ

ในร้านอาหาร “หมิง” เอ่ยปากชักชวนครูสาวให้กลับคืนสู่ปฏิบัติการต่อต้านเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน อาทิ การปล่อยยางรถยนต์ หรือการลอบทำลายกระจกบ้าน ของผู้เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าฯ

แต่ “ลิ้ม” กลับไปไกลและเลือกเส้นทางที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม จนนำไปสู่การตัดสินใจปลิดชีวิต “ลิ่วล้อ” ของฝ่ายตรงข้าม และการยุติชีวิตของตนเอง ด้วยโศกนาฏกรรมอันเดียวดาย

ภารกิจการต่อสู้/เปลี่ยนแปลงสังคม (ถ้ายังมีเหลืออยู่) ของ “ลิ้ม” อาจถูกส่งมอบสู่คนรุ่นต่อๆ ไป ซึ่งคงรวมถึง “หมิง” และ “ฮุ่ย หลิง”

ในฉากจบของหนัง เด็กหนุ่มสาวสองคนกลายเป็นปัจเจกบุคคล ที่ต่างฝ่ายต่างดุ่มเดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนอันเนืองแน่นในเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ ณ บ้านเกิดของครูผู้ล่วงลับ

เขาและเธออาจเฝ้ารอ, แอบผลักดัน หรือเลาะไหลไปตามกระแสน้ำแห่งความเปลี่ยนแปลง ที่เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อยๆ

หลังต่างฝ่ายต่างบอบช้ำกันตามสมควร จากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับประวัติศาสตร์ว่าด้วยความรักและการต่อสู้ของคนหนุ่มสาว ซึ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างโรแมนติก ก่อนจะยุติลงชั่วคราวอย่างเศร้าสร้อย

ประหนึ่งราชาแห่งผลไม้ที่แสนหอมหวานอย่าง “ทุเรียน” ซึ่งถูกระเบิดทิ้งกระจัดกระจาย จนแต่ละเสี้ยวส่วนต้องล่องลอยไปตามสายธารอันเชี่ยวกราก

น่าสนใจว่า ภาพยนตร์มาเลเซียเรื่องนี้กล่าวถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ไทย” อยู่สองครั้ง

ครั้งหนึ่ง คือการกล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในฐานะอัปลักษณะของประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย

 

แต่ก่อนหน้านั้น ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายรางๆ ซึ่งดำรงอยู่ในบทสนทนาระหว่างการเดินทางไกลท่ามกลางความฟุ้งฝันของ “หมิง” และ “เหมย อัน” โดยฝ่ายหญิงเอ่ยชื่นชมภาษาไทยว่ามีความไพเราะราว “เสียงดนตรีในวันฝนพรำ”

นี่จึงเป็น “เหรียญสองด้าน” ของสังคมไทย ที่ปรากฏผ่านหนังมาเลเซีย ซึ่งก็ “ล้อ” ไปกับสถานภาพแบบ “ลักปิดลักเปิด” ของ “River of Exploding Durians” และหนังการเมืองเรื่องอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เอ็ดมันด์ โหย่ว” กล่าวกับผู้ชมชาวไทยหลังฉายหนังจบว่า ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเขานั้นถูกแบนที่ประเทศบ้านเกิด (ทั้งในระบบโรงภาพยนตร์และจอโทรทัศน์) อย่างไรก็ตาม หนังกลับได้เดินทางมาฉายในประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียง

ชะตากรรมของ “River of Exploding Durians” จึงคล้ายคลึงกับ “รักที่ขอนแก่น” โดย “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ซึ่งเจ้าของหนังตัดสินใจไม่นำผลงานของตนเองเข้าระบบเซ็นเซอร์และเข้าฉายในบ้านเกิด

พื้นที่ที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยมากที่สุด ซึ่งได้จัดฉาย “รักที่ขอนแก่น” อย่างเป็นทางการ ก็คือ ประเทศสิงคโปร์

นี่คงเป็นภาวะของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ภายใต้เพดาน/ข้อจำกัดที่มีร่วมกัน ระหว่างคนทำหนังภายในประชาคมอาเซียนกระมัง?

ข่าวบันเทิง

พาไปดูละครจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ในหนังมาเลเซีย

River of Exploding Durians เป็นหนังมาเลเซียที่ออกฉายในปี 2014 กำกับและเขียนบทโดย Edmund Yeo

หนังเล่าเรื่องราวของเมืองชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังจะมีโรงงานผลิตไฟฟ้าจากแร่ธาตุหายาก (แรร์ เอิร์ธ) มาก่อสร้าง ส่งผลให้ชาวบ้านตกอยู่ในอาการหดหู่ และหวาดกลัวต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกัมมันตรังสี

ตัวละครเอกคนหนึ่งของหนัง คือ หมิง นักเรียนหนุ่มในโรงเรียนมัธยม ที่ไม่ได้สนใจไยดีกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังรุกคืบเข้ามา สิ่งที่เขาเอาใจใส่กลับกลายเป็นการใช้เวลาในยามบ่ายอย่างมีความสุขกับเหมย อัน เพื่อนในวัยเด็ก ที่เขาแอบหลงรัก

ขณะเดียวกัน ลิ้ม ครูสาวผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ให้กับหมิง ก็เริ่มจัดตั้งกลุ่มนักกิจกรรม เพื่อทำการประท้วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ลิ้มชักชวนให้ฮุ่ย หลิง นักเรียนคนโปรดของเธอ มาเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

เมื่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดำเนินไป อุดมคติของตัวละครทั้งหมดเหล่านี้ก็ต้องเผชิญหน้ากับบทพิสูจน์อันหนักหน่วง พวกเขาและเธอต่างถูกลากดึงเข้าสู่ห่วงโซ่สถานการณ์ อันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของแต่ละคนไปอย่างมิอาจหวนกลับ

น่าสนใจว่า ในช่วงหนึ่งของหนังเรื่องนี้ ครูสอนประวัติศาสตร์ อย่างลิ้ม ได้สั่งให้เด็กนักเรียนไปทำงานกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มต้องแสดงละครจำลองเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศอาเซียน ที่ยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน

นักเรียนกลุ่มหนึ่งได้รับมอบหมายให้จำลองเหตุการณ์ในเมืองไทย และพวกเขาเลือกแสดงละครจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

นี่คือคลิปการแสดงละครดังกล่าว

คลิกชมภาพยนตร์ตัวอย่างของ River of Exploding Durians ได้ที่นี่

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากคุณสัณห์ชัย โชติรสเศรณี