ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

รำลึก “อานเญส วาร์ดา” (1928-2019) กับ 5 คำถาม-คำตอบ ก่อนวาระสุดท้ายของชีวิต

บล็อกคนมองหนังขอร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ “อานเญส วาร์ดา” (1928-2019) นักทำหนัง (สตรี) คนสำคัญ ด้วยการแปลเนื้อหาบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ชิ้นท้ายๆ ในชีวิตของเธอ

ได้แก่ Agnes Varda on Examining Her Work for New Doc and Why Awards Make Her Uncomfortable โดย รอนดา ริชฟอร์ด และ Agnès Varda’s last interview: ‘I fought for radical cinema all my life’ โดย โอเวน มายเออร์ส

มาเผยแพร่ ณ ที่นี้

Agnès_Varda_(Guadalajara)_18_cropped

คุณอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมมาตลอดตั้งแต่ทศวรรษ 1950 มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหมในบ้านหลังนี้?

ตอนฉันย้ายเข้ามาในบ้านหลังนี้ใหม่ๆ สภาพของมันย่ำแย่มาก ไม่มีอะไรที่ถูกสุขลักษณะ ไม่มีแม้กระทั่งฝักบัวอาบน้ำ

ฉันค่อยๆ ทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และเมื่อฌาคส์ (เดมี – สามีผู้ล่วงลับของวาร์ดา) ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย เราก็ร่วมกันทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นไปอีก

ปัจจุบัน มีสวนน้อยๆ อยู่ในบ้านหลังนี้ แล้วฉันก็มีแมวอยู่สามตัว นี่มันประดุจปราสาทราชวังเลยนะ!

อะไรคือคำแนะนำที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับมา?

จำได้ว่าตอนเป็นช่างภาพนิ่งสมัยสาวๆ ฉันเคยพบกับบราไซ (ช่างภาพฮังกาเรียน-ฝรั่งเศส ผู้มีชื่อเสียง) เขาบอกฉันว่า “ไม่ต้องรีบร้อน แต่ให้พินิจพิเคราะห์สิ่งที่เราจะถ่าย พินิจพิเคราะห์ให้ละเอียดลออที่สุด”

ฉันชอบที่ความคิดนั้นบอกให้เรารู้ว่าการถ่ายภาพไม่ได้เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใด แต่มันคือสิ่งที่ค่อยๆ ก่อรูปขึ้นในความคิดของคุณ ก่อนจะลงมือกดชัตเตอร์

การให้การศึกษาแก่ผู้คนคือภาระรับผิดชอบของภาพยนตร์ใช่หรือไม่?

บทบาทหน้าที่ของหนังสารคดีคือการอธิบายประเด็นทางการเมืองต่างๆ ใช่หรือเปล่า?

ภาพยนตร์สามารถช่วยให้ผู้คนเกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้อยู่เสมอ แต่แน่นอน มันไม่ใช่การสั่งสอนบทเรียนให้แก่พวกเขา ทว่าอย่างน้อยที่สุด ฉันก็พยายามจะสร้างภาพยนตร์ที่มีความซื่อตรงและเปิดดวงตาของผู้คน

อย่างไรก็ตาม คนทั้งหลายไม่ได้ซื้อตั๋วหนังเพื่อจะเข้าไปรับรู้ว่าพวกเขาเห็นหรือเข้าใจสิ่งต่างๆ ไม่มากพอ ดังนั้น ในความเป็นจริง จึงมีแค่ผู้ชมกลุ่มเล็กๆ ที่พร้อมจะรับสารของคุณ โดยที่คุณไม่ต้องไปเทศนาต่อว่าต่อขานพวกเขา

ฉันพยายามที่จะซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตัวเองคิดและถ่ายทอดออกไป แต่ฉันจะไม่ทำตัวเป็นคนที่รู้ดีไปหมดทุกเรื่อง ถ้าเราลองเดินทางไปยังทุกประเทศและรับฟังข่าวคราวของคนในประเทศเหล่านั้น เราก็จะพบปัญหาใหญ่ๆ มากมายเต็มไปหมด ผู้คนต่างไร้ความสุขและไม่พึงพอใจต่อสภาพชีวิตของตนเอง พวกเราล้วนอาศัยอยู่บนโลกที่ยากลำบาก

ฉันทำงานหนักเพื่อจะสร้างที่หนังที่เปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์ แต่ฉันไม่มีความกล้าพอที่จะโอ้อวดออกไปว่าฉันสามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้

เจอาร์ (ช่างภาพหนุ่ม ซึ่งกำกับภาพยนตร์เรื่อง Faces Places ร่วมกับวาร์ดา) กล่าวไว้ว่าศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่ฉันไม่เชื่อเช่นนั้น บางครั้ง เราอาจสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คน หรือบางคราว เราอาจสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการมองโลกและเพื่อนมนุษย์รายอื่นๆ ของพวกเขา

แต่เราพึงตระหนักว่าการเป็นศิลปินที่ซื่อสัตย์ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน

หลังจาก “Varda by Agnes” (ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของวาร์ดา) คุณวางแผนจะถ่ายหนังเรื่องอื่นหรือทำงานอะไรต่อหรือเปล่า?

ตอนนี้ ฉันกำลังจะทำงานศิลปะ เพราะว่าการทำหนังนั้นมันเหนื่อยเกินไป ฉันไม่ต้องการจะทำงานหนักอีกแล้ว มันเป็นเรื่องยากมากๆ

ฉันอยากจะใช้เวลาอยู่บ้านให้มากขึ้นอีกนิด อยู่กับความสงบ ความสำราญ กระทั่งการรำลึกอดีตอย่างเงียบๆ ก็สามารถทำให้ชีวิตในวันนั้นทรงคุณค่าขึ้นมาได้

พวกเราใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการพูดคุยเกี่ยวกับเส้นทางการทำหนังของฉัน แล้วชีวิตก็จะผันผ่านเลยไป และในช่วงวัยของฉัน ทุกๆ นาทีอาจเป็นนาทีสุดท้ายได้ไม่มากก็น้อย ฉันสัมผัสได้ถึงนาทีนั้นอย่างแจ่มชัด ฉันไม่ได้รู้สึกถึงมันในทุกๆ นาที แต่บางคราว มันก็เป็นความคิดสามัญปกติที่ผุดขึ้นมาในหัว

ดังนั้น ฉันจึงควรมีความสุขกับสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ตรงจุดนี้ แม้แต่การนั่งมองดอกทิวลิปค่อยๆ เหี่ยวเฉา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ฉันรักมากๆ เพราะยิ่งคุณต้องเฝ้ารอนานมากเท่าใด ภาพความเสื่อมสลายที่ปรากฏก็จะมหัศจรรย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ดุจเดียวกันกับภาวะแห้งเหี่ยวของมันฝรั่งรูปหัวใจ (ในภาพยนตร์เรื่อง The Gleaners and I)

ฉันรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเฝ้าสังเกตกระบวนการเสื่อมสลายตามอายุขัย ฉันหลงรักภาวะแห้งเหี่ยวของสรรพสิ่งและผู้คน ฉันหลงรักริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและริ้วรอยต่างๆ บนสองมือ ฉันหลงรักริ้วรอยเหล่านั้นทั้งหมด

ฉันมีความสนใจใคร่รู้ในเส้นสายที่จะสามารถเกิดขึ้นได้บนมือของคนเรา มือคือภูมิทัศน์ที่น่าหลงใหล

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงมีช่วงเวลาที่ดีในวัยชรา ฉันรักที่จะได้เฝ้ามองสรรพสิ่งเสื่อมสลายลงอย่างคลุมเครือและเป็นธรรมชาติ

คุณอยากจะถูกจดจำในแบบไหน?

ฉันอยากจะถูกจดจำในฐานะของคนทำหนังที่มีความสุขกับชีวิต รวมถึงภาวะเจ็บปวดรวดร้าวด้วย พวกเราอยู่บนโลกอันเลวร้ายวิปริต แต่ฉันยึดมั่นกับแนวคิดที่ว่าทุกๆ วัน ล้วนมีสิ่งน่าสนใจบังเกิดขึ้น

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการใช้ชีวิตแต่ละวันของฉัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การได้พบปะผู้คน การได้นั่งฟังเรื่องราวต่างๆ ทำให้ฉันเชื่อมั่นว่าการได้มีชีวิตอยู่นั้นทรงคุณค่าเพียงใด

ภาพนำจาก Festival Internacional de Cine en Guadalajara [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)]

Advertisements
ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

สืบเนื่องจาก Faces Places เมื่อ “อานเญส วาร์ดา” พูดถึง “โกดาร์ด” และเหตุสะเทือนอารมณ์ในหนัง

เพิ่งได้ไปดูหนังสารคดีเรื่อง Faces Places ของ “อานเญส วาร์ดา” และ “เจอาร์” ช่วงหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมชอบมากๆ ก็คือ ช่วงท้าย ที่สองผู้กำกับฯ เดินทางไปพบ “ฌอง-ลุค โกดาร์ด” อีกหนึ่งคนทำหนังรายสำคัญของฝรั่งเศส ที่บ้านพัก แต่กลับถูกโกดาร์ดต้อนรับด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดและเลือดเย็นเอามากๆ

หลังออกจากโรงหนัง เลยพยายามลองเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ถึงรายละเอียด มูลเหตุ และภาวะคลี่คลายตัวของซีนดังกล่าว ซึ่งพบว่าบทสัมภาษณ์ที่วาร์ดาและเจอาร์พูดคุยกับ “จาดา หยวน” แห่ง www.vulture.com นั้นอธิบายเรื่องนี้ไว้ได้ครอบคลุมดีทีเดียว

จึงตัดสินใจแปลเนื้อหาบางส่วนมาให้อ่านกันในบล็อกครับ

Capture d_écran 2017-06-23 à 19.50.14

จาดา: ตอนท้ายของหนัง มันจะมีช่วงเวลาที่คุณเดินทางไปเยี่ยม ฌอง-ลุค โกดาร์ด คุณพยายามจะกดกริ่งเรียกเขา แต่แทนที่จะออกมาต้อนรับคุณ เขากลับเขียนข้อความทิ้งไว้ตรงหน้าต่าง ซึ่งบ่งชี้ว่าเขาจะเทคุณและไม่อนุญาตให้คุณเข้าไปในบ้าน คุณอ่านข้อความดังกล่าวอย่างมีอารมณ์ ตามความเข้าใจของฉัน ข้อความของเขาพาดพิงถึง ฌาคส์ เดมี สามีของคุณ (ที่ล่วงลับไปแล้ว) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของโกดาร์ดเช่นเดียวกับคุณ อยากให้คุณช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม? ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในสถานการณ์ตอนนั้น

วาร์ดา: วันหนึ่ง เจอาร์บอกกับฉันว่า “ผมอยากพบเขา (โกดาร์ด) คุณเป็นคนโชคดีที่ได้รู้จักเขา” คุณย่อมรู้ว่าเมื่อคุณมีเพื่อนฝูง คุณก็ต้องอยากแนะนำให้พวกเขาได้รู้จักกัน ดังนั้น ฉันจึงคิดว่าสำหรับเจอาร์ มันคงเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ดี หากฉันพาเขาไปหาโกดาร์ด ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้พบหน้าค่าตามาสักพักหนึ่งแล้ว ปกติ เราจะนัดพบกันทุกๆ 4 หรือ 5 ปี เพื่อสนทนาพูดคุย จากนั้น จึงมีการติดต่อกับโกดาร์ด ผ่านทางโรซาลี (ลูกสาวของวาร์ดา) และการโทรศัพท์พูดคุยกัน แล้วเขาก็นัดแนะให้พวกเราไปพบ

เจอาร์: เขาอยู่ที่บ้านของเขา

วาร์ดา: โกดาร์ดนัดเราไปพบในเวลา 11.30 น. พวกเราจึงวางแผนไว้ว่าจะนั่งรถไฟไปพบเขา แต่แล้ว ก็มีโทรศัพท์ติดต่อมาถึงโรซาลีว่า “ฌอง-ลุค อยากจะขอเจอเราตอน 9.30 น.” ดังนั้น พวกเราจึงตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองที่เขาอาศัยอยู่ตั้งแต่คืนก่อนหน้าวันนัดพบ เราต้องจองห้องพักในโรงแรม และวันรุ่งขึ้น เวลา 9.25 น. เราก็มุ่งหน้าไปหาเขา ทว่า บางสิ่งที่พวกเราไม่คาดคิดกลับบังเกิดขึ้น มันกลายเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์และถูกนำเสนอลงไปในหนังเรื่องนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมันเซอร์ไพรส์ฉันหนักมาก จนน้ำตาไหลออกมา และเราก็เลือกจะเก็บเหตุการณ์ช่วงนั้นเอาไว้ในภาพยนตร์ เพราะเราคิดว่า ด้วยความสัตย์จริง เรามองเห็นทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดีและน่าเบิกบานใจมากๆ แล้วจู่ๆ เราก็ชนเข้ากับกำแพงอย่างจัง เหตุผลที่เราเลือกเก็บภาวะชนกำแพงเอาไว้ในหนังเวอร์ชั่นสุดท้าย ก็เพราะนั่นคือประตูที่ปิดตายของภาพยนตร์เรื่องนี้ มันคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกชีวิต อาจจะครั้งหรือสองครั้ง หรือบางที บางคนก็อาจไม่เคยพบเจอมัน เรื่องแบบนี้มันเคยเกิดกับเธอ (เจอาร์) สักครั้งไหม? คงไม่หรอก เธอไม่น่าจะเคยเจออะไรแบบนี้

เจอาร์: เอ่อ เคยสิ

วาร์ดา: เธอออกจะเป็นพ่อหนุ่มอารมณ์ดี

เจอาร์: (หัวเราะ) ไม่จริงหรอก เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับทุกคนนั่นแหละ แต่มักจะเกิดขึ้นในวันเวลา ที่เราไม่ได้คาดหวังให้มันเกิด

วาร์ดา: สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวด ก็คือ เรื่องราวความสัมพันธ์กับฌาคส์ เดมี ซึ่งฉันนั้นคิดถึงเขามากๆ และฉันยังคงรักเขาอยู่ เมื่อโกดาร์ดระบุถึงฌาคส์ มันจึงกลายเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสและเจ็บปวดอย่างยิ่ง แต่แล้ว เราก็คิดได้ว่า เราควรจะสงบสติอารมณ์ลง เราจึงเดินไปยังทะเลสาบเพื่อสงบจิตใจ จากนั้น เจอาร์ก็พยายามอธิบายอะไรบางอย่างให้ฉันฟัง ซึ่งฉันก็เชื่อเช่นนั้นพอดี เจอาร์เฉลียวฉลาดมากที่เข้าใจเรื่องดังกล่าว ว่าโกดาร์ดได้เขียนส่วนเสี้ยวหนึ่งของบทภาพยนตร์ขึ้นมา เขาได้ใส่องค์ประกอบบางอย่างเข้ามาในหนังเรื่องนี้ ซึ่งมันอาจจะดียิ่งกว่าการที่พวกเราได้พบเจอพูดคุยกันเสียอีก

จาดา: หลังจากเหตุการณ์วันนั้น คุณได้พูดคุยกับโกดาร์ดบ้างไหม? เขาได้ดูหนังเรื่องนี้หรือเปล่า?

วาร์ดา: ฉันส่งดีวีดีไปให้เขา แต่ไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา แต่เขาก็เป็นคนประหลาดๆ อย่างนี้อยู่แล้ว สมัยยังเป็นหนุ่มสาว พวกเราเคยเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมากๆ แต่คุณคงรู้ เมื่อเราอายุมากขึ้นๆ จาก 30 สู่ 40 เขาก็เปลี่ยนไป เขาหันไปทำหนังการเมือง แล้วเขาก็เดินทางไปอเมริกา พวกเราก็เลยขาด มันควรจะเรียกว่าอะไรนะ ขาดการแสดงความเห็นร่วมกันหรือเปล่า? ซึ่งเราก็แทบไม่ได้พบหน้ากันเลย

เจอาร์: คุณคงหมายถึงขาดการติดต่อซึ่งกันและกัน

วาร์ดา: เราไม่ได้ติดต่อกัน แต่ฉันก็ยังได้เจอเขาตามที่โน่นที่นี่อยู่บ้างนะ เวลาเขาฉายหนังของตัวเองที่ปารีส ฉันก็จะได้พบหน้าทักทายเขาประมาณห้านาที แล้วฉันก็รู้ว่าเขาชอบหนังเรื่อง The Gleaners and I (หนังในปี 2000 ของวาร์ดา ซึ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบรรดาคนเก็บขยะที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในพื้นที่ชนบทของฝรั่งเศส) แต่สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น ฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าโกดาร์ดจะทำอะไรแบบนั้น ทว่า การกระทำของเขาก็ช่วยสร้างเสริมอะไรบางอย่างให้แก่หนังเรื่องนี้นะ ว่าแต่คุณชอบซีนนั้นไหม?

จาดา: สิ่งที่จับใจฉันมากๆ ก็คือ คุณเดินจากมาด้วยความรู้สึกที่โกรธโกดาร์ดจนแทบคลั่ง แต่คุณก็ยังยกย่องเขาอยู่ด้วยประโยคว่า “แต่ฉันยังคงชื่นชมเขา” ฉันรู้สึกว่าคุณช่างใจกว้างเหลือเกินในสถานการณ์แบบนั้น

วาร์ดา: คุณคงรู้ว่าเมื่อฉันรักใครสักคน ฉันย่อมไม่สามารถโยนเขาออกไปจากชีวิตได้ ความรักไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดอยากจะเปิดก็เปิด คิดอยากจะปิดก็ปิด ฉันยังคงรำลึกถึงความรักที่ตนเองมีต่อเขา ในฐานะที่เขาเป็นเพื่อนของฌาคส์ เดมี พวกเราเคยไปท่องเที่ยวด้วยกันในวันหยุด พวกเราเคยสำเริงสำราญกับชีวิตพร้อมหน้ากัน และฉันก็ไม่สามารถลบเลือนภาพเหล่านั้นออกไปได้ ยิ่งกว่านั้น ฉันยังเคารพผลงานของโกดาร์ด สำหรับฉัน เขาคือนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการภาพยนตร์ เขาเป็นนักค้นคว้า เป็นปราชญ์แห่งวงการหนัง ซึ่งหาได้ยากยิ่งบนโลกใบนี้ เขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเคารพต่อสถานะดังกล่าวของโกดาร์ดจากใจจริง แต่นั่นหมายความว่าเขาต้องเป็นคนนิสัยดีด้วยหรือเปล่า? มันไม่เกี่ยวกันเลยนะ คุณเข้าใจใช่ไหม? ในฐานะคนทำหนังฉันยังคงเคารพชื่นชมโกดาร์ด แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ในฐานะมิตรสหายคนหนึ่ง ณ ปัจจุบัน ดูเหมือนเขาจะเป็นคนประเภทเฉยชาไร้มิตรจิตมิตรใจมากขึ้นเรื่อยๆ

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ http://www.vulture.com/2017/10/agnes-varda-and-jr-interview-faces-places.html

 

คนมองหนัง

บันทึกถึง Afterimage, Toni Erdmann และ Nocturama

Afterimage (Andrzej Wajda)

Afterimage1

หนังเปิดเทศกาล European Union Film Festival 2017

จะว่าไปแล้ว หนังไม่ได้อยู่ในระดับ “ดีมาก” นอกจากนี้ ไม่แน่ใจด้วยว่าเรื่องราวของหนังที่อิงมาจากชีวิตของคนจริงๆ มันสอดคล้องต้องตรงกับ “เรื่องจริง” ขนาดไหน?

แต่ประเด็นหลักของหนังนั้น “ทรงพลัง” อย่างมาก

หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของ Władysław Strzemiński จิตรกรเอกแนวอาวองการ์ด ที่ช่วงชีวิตของเขาดำเนินไปท่ามกลางการปฏิวัติรัสเซีย-สงครามโลก-สงครามเย็น

หนังแสดงให้เห็นวิธีคิดที่เปลี่ยนแปลงของ Strzemiński จากการเป็นศิลปินที่เลือกทำงานรับใช้ระบอบการเมือง (สหภาพโซเวียต) มาสู่การเป็นครูสอนศิลปะที่เชื่อว่าศิลปะกับการเมืองควรมีระยะห่างจากกัน

แต่ความเชื่อแบบหลังซึ่งดูเหมือนเป็นความพยายามที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองของเขา กลับนำไปสู่ความขัดแย้งในทางการเมือง เพราะต่อมารัฐบาลคอมมิวนิสต์โปแลนด์ต้องการให้ศิลปินและโรงเรียนศิลปะผลิตงานที่รับใช้ระบอบการเมืองของตน

เมื่อ Strzemiński และกลุ่มลูกศิษย์เห็นค้านกับนโยบายดังกล่าว พวกเขาจึงโดนกลั่นแกล้งต่างๆ นานา

afterimage_01

ผมชอบที่หนังฉายภาพให้เห็นว่าเมื่อรัฐต้องการจะกลั่นแกล้งคน (ที่ต่อต้าน/มีความเชื่อต่างจากรัฐ) อย่างหนักหน่วงไปจนสุดทาง (โดยไม่ต้องลงมือฆ่าเขาตรงๆ) รัฐจะลงมือทำเรื่องดังกล่าวด้วยวิธีการแบบไหนได้บ้าง

หนังค่อยๆ เปิดเผยภาวะที่ Strzemiński ถูกกระทำจากรัฐอย่างหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะปิดฉากลงอย่างไร้ซึ่งความหวัง

อย่างไรก็ดี อีกจุดหนึ่ง ซึ่งผมชอบในหนังเรื่องนี้ คือ หนังไม่ได้นำเสนอแต่ภาพลักษณ์ความเป็น “ขบถทางการเมือง” (ด้านบวก) ของ Strzemiński เพียงองค์ประกอบเดียว

แต่หนังยังฉายภาพความเป็นพ่อและผัวที่ไม่ค่อยได้เรื่องนัก (ด้านลบ) ของเขา

น่าคิดว่าถ้ารัฐที่เข้มแข็ง (หรืออาจรวมถึงรัฐเผด็จการ) มีความหมายเชื่อมโยงกับการมีผู้นำเป็นมหาบุรุษผู้แข็งแกร่ง การดำเนินชีวิตในฐานะ “ผู้ (ไม่) นำครอบครัว” ของตัวละคร Strzemiński ในหนัง ก็นับเป็นการปฏิเสธคุณลักษณะดังกล่าวของรัฐอย่างถึงขีดสุดเช่นกัน

Toni Erdmann (Maren Ade)

Toni-Erdmann-Banner

เป็นหนังที่โด่งดังมากๆ ตามเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลกเมื่อปี 2016 แต่เพิ่งมาได้ดูจากสัปดาห์ภาพยนตร์เยอรมัน 2017

หนังสนุกสนานและตลกมากๆ สมคำร่ำลือจริงๆ

ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ ผมดันไปนึกถึงไอเดียเรื่อง carnivalesque ของ Mikhail Bakhtin

โอเคไอเดียหลักๆ มันก็คงเป็นเรื่องการสร้างโลกของการมีเสียงหัวเราะ/อารมณ์ขันขึ้นมา เพื่อท้าทาย/ผ่อนคลายอำนาจของโลกที่ซีเรียสจริงจัง (ตั้งแต่ยุคศาสนจักรเรืองอำนาจมาถึงยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์)

แต่จริงๆ ถ้าใครได้อ่านหนังสือ “Rabelais and His World” (ผมอ่านไปแบบงูๆ ปลาๆ) ก็จะพบว่ามันมีอีกหลายองค์ประกอบใน Toni Erdmann ที่สอดคล้องลงรอยกันได้ดีกับสิ่งที่ Bakhtin เสนอ

แน่นอนว่าจุดที่พีคสุดในหนัง คือ ฉาก “ปาร์ตี้เปลือย” ที่ด้านหนึ่ง มันแสดงให้เห็นว่าพอปลดเปลื้องอะไรออกหมดเหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่า ทั้งบอสและลูกน้องในองค์กรธุรกิจทุนนิยมมันก็มีสถานะเท่ากัน

แต่ในมุมของ Bakhtin การโป๊เปลือยในเทศกาลรื่นเริง ซึ่งแลดูเป็นการโชว์ของ “ต่ำ” ยังหมายถึงการ “เปิด” และ “เชื่อมโยง” ชีวิต/ชุมชน (พื้นบ้านอันรื่นเริงสนุกสนาน) ของสามัญชนเข้าหากัน รวมถึงเป็นการเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับโลก

เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่อง “grotesque body” (ซึ่งผมคิดว่าการปลอมตัวเป็นสัตว์ประหลาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยขนของลุง Toni นั้นเข้าข่ายนี้) ที่ซ่อนนัยยะความหมายทำนองเดียวกันกับการเผยร่างกายอันเปล่าเปลือย

การเปิดเปลือยเรือนร่างของมนุษย์ก็ดี การแสดงให้เห็นถึง “ร่างกายอันแปลกประหลาดใหญ่โตเกินธรรมชาติ” ก็ดี ล้วนบ่งชี้ถึงศักยภาพและโอกาส (ในการสร้างเสียงหัวเราะล้อเลียน) ของสามัญชน ที่สามารถขยายขอบเขตและเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปได้เรื่อยๆ โดยไร้จุดสิ้นสุด

toni-erdmann-2

ที่สำคัญ ภาวะไร้ขอบเขตหรือไร้จุดสิ้นสุดเช่นนั้นยังผูกโยงอยู่กับวงจรชีวิตของมนุษย์ที่มีทั้งเกิดและดับ เสื่อมสูญและรุ่งโรจน์ เป็นนิรันดร์ จะเห็นได้ว่าหนัง Toni Erdmann ก็พูดถึงประเด็นทำนองนี้เอาไว้ ผ่านการตายของคุณย่าและสุนัขชรา และการเริ่มต้นชีวิตเฟสใหม่ของอิเนส

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าในอีกมุมหนึ่ง ศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด (และก้าวข้ามการเกิด-ดับของชีวิต) ในการสร้างเสียงหัวเราะหรืออารมณ์ขันให้แก่มนุษย์ธรรมดาสามัญ นั้นก็มีสถานะเป็นโลกเฉพาะ โลกของภาวะกลับหัวกลับหาง ที่ไม่ได้ดำรงอยู่ตลอดเวลา

แต่มันเป็นภาวะชั่วครั้งชั่วครู่ (ในแต่ละปี) ที่เปิดโอกาสให้เราได้ท้าทายอำนาจอันซีเรียสจริงจัง หรือเป็นช่องทางผ่อนคลาย/รูระบายความตึงเครียดจากภาวะความสัมพันธ์ทางอำนาจดังกล่าว

หรือในทางกลับกัน มันอาจกลายเป็นแหล่งชาร์จพลังให้เราสามารถหวนกลับไปเคร่งเครียดในโลกของความเป็นทางการ (อันไร้เสียงหัวเราะ) ได้อีกครั้งหนึ่ง อย่างกระปรี้กระเปร่า

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าหนังเยอรมันเรื่องนี้ไม่ได้พูดแค่เรื่องการสร้างอารมณ์ขัน/เสียงหัวเราะขึ้นมาต่อสู้คัดง้างหรือประคับประคองโลกของการทำงานอันเคร่งเครียดจริงจัง แต่มันกล่าวถึงอารมณ์ความรู้สึกในแง่อื่นๆ ด้วย

เช่น ฉากอิเนสกอดพ่อในร่างตัวประหลาดกลางสวนสาธารณะ ที่ทำเอาคนดูจำนวนมากถึงกับร้องห่มร้องไห้หรือน้ำตารื้นกันเลยทีเดียว

Nocturama (Bertrand Bonello)

nocturama-paris-is-happening-poster

ได้ดูจาก European Union Film Festival 2017 เช่นกัน

หนังสนุกมาก โดยเฉพาะตอนช่วงท้ายๆ ที่ทำเอาลุ้นถึงขีดสุด (เพราะความโหดเหี้ยมและเลือดเย็นมากๆ ของมัน) แม้จะรู้ว่าถึงจะลุ้นจะเอาใจช่วยกลุ่มตัวละครหลักแค่ไหน มันก็คงไม่ค่อยมีความหวัง

แต่จริงๆ โดยส่วนตัว ผมยังรู้สึกมีปัญหากับการตัดสินใจและวิถีชีวิตหลังก่อการของกลุ่มตัวละครในหนังเรื่องนี้อยู่พอสมควร เพราะรู้สึกว่าการเลือกไปอยู่ตรงมุมอับอย่างนั้น มันอาจทรงพลังในแง่สัญลักษณ์ หรือน่าสนใจในเชิงโครงสร้างของเรื่องเล่า แต่มนุษย์ปกติควรตัดสินใจอย่างนั้นไหม? อันนี้เป็นคำถามที่ไม่แน่ใจในคำตอบมากนัก

อย่างไรก็ดี ในแง่ความหมายที่ซ่อนนัยให้ตีความต่อ การท้าทายรัฐ/ระบบทุนนิยมอย่างสุดขั้ว แล้วหลบเข้าไปซ่อนตัวในห้างสรรพสินค้า นี่มันเวิร์ค/ตรงเป้าเลย

ด้านหนึ่ง นี่อาจแสดงให้เห็นถึงอำนาจ/พื้นที่ของระบบเศรษฐกิจการเมืองอันไพศาล ที่อย่างไรเสีย เราก็หลีกหนีมันไม่พ้น

อีกด้าน ทำให้นึกถึงงานของ Henri Lefebrve นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสอยู่รางๆ

จำได้ว่า Lefebrve เคยเสนอไว้ทำนองว่า ระบบทุนนิยมได้แผ่อำนาจเข้ามาครอบงำวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกกลุ่มทุกชนชั้น (อันนี้ทำให้นึกถึงบรรดาตัวละครหลักใน Nocturama ที่มีตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ หนุ่มสาวนักศึกษา รปภ.หนุ่ม หนุ่มสาวเชื้อสายอาหรับ เด็กวัยรุ่นผิวดำ เรื่อยไปจนถึงลุงป้าคนไร้บ้าน) ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการบริโภค

พื้นที่ของการใช้ชีวิตประจำวันแบบนี้ได้ช่วยหล่อเลี้ยงและผลิตซ้ำระบบทุนนิยมให้ดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้ลุกขึ้นมากระทำการปฏิวัติต่อวิถีชีวิตประจำวันดังกล่าว

Nocturama

แต่กลุ่มคนหนุ่มสาวใน Nocturama ก็คล้ายจะไม่ได้มุ่งปฏิวัติวิถีชีวิตประจำวันอย่างถอนรากถอนโคนเสียทีเดียว เพราะพวกเขาไม่ได้เข้ามาทำลายล้างห้างสรรพสินค้าที่พวกตนใช้หลบซ่อนตัว มิหนำซ้ำ ยังมีความสุขเพลิดเพลินกับสินค้าหรูหราในห้างเสียด้วย

อีกจุดหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมคิดต่อจาก Lefebrve คือเขาเคยเสนอไอเดียเรื่อง The Bureaucratic Society of Controlled Consumption ที่ว่าวิถีชีวิตประจำวันและ “ความต้องการ” ของมนุษย์ยุคใหม่จะถูกควบคุมกำหนดโดยอำนาจเบ็ดเสร็จของสังคมแบบอุตสาหกรรม

จากไอเดียของ Lefebrve คล้ายกับว่าระบบทุนนิยม/การผลิตสินค้าแบบอุตสาหกรรม จะสามารถกลายสภาพเป็นอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ด้วยตัวเอง แต่เราจะมองไม่เห็นภาพว่าระบบเศรษฐกิจ/การผลิต/การบริโภคดังกล่าว จะทำงานสอดคล้องกับอำนาจรัฐราชการอันเด็ดขาดได้อย่างไร?

ผมรู้สึกว่าช่วงสุดท้ายของ Nocturama สามารถแสดงภาพความร่วมมือที่ว่าได้เป็นอย่างดี

อีกส่วนหนึ่งที่ผมชอบมากในหนัง ก็คือ บรรดาฉาก “เหลื่อม” เวลาช่วงเดียวกัน ภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งปรากฏตรงช่วงต้นกับท้ายเรื่อง

นี่เป็นเหมือนการท้าทายแนวคิดเรื่อง “สุญกาลสหมิติ” อยู่พอสมควร