ข่าวบันเทิง

โปรเจ็คท์ภาพยนตร์น่าสนใจ “สองคอน”

“สองคอน” คือโครงการภาพยนตร์อิสระของ “ตรรกวิทย์ ทิพย์ทอง” ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาบทและหาทุนสร้าง

โดยทีมงานวางกำหนดการไว้คร่าวๆ ว่าจะถ่ายทำหนังเรื่องนี้ในช่วงเดือนธันวาคม 2560 – กุมภาพันธ์ 2561 และออกฉายปลายปี 2561

songkorn-2

หนังจะถ่ายทอดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อปี 2483 ขณะที่ประเทศไทยเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนกับฝรั่งเศสเรื่องดินแดนในลุ่มแม่น้ำโขง นายลือและพรรคพวก เดินทางมายังหมู่บ้านคาทอลิกแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “สองคอน” ตั้งอยู่ในจังหวัดมุกดาหาร (ปัจจุบัน) พร้อมกับคำสั่งให้มาขับไล่บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ดูแลวัดและชาวบ้านในขณะนั้น

หน้าที่ผู้นำความเชื่อของชาวบ้านจึงตกมาเป็นของ “ครูคำสอน” “นายสีฟอง” และซิสเตอร์ชาวไทย 2 คน คือ “ซิสเตอร์อักแนส พิลา” และ “ซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง” บรรยากาศภายในหมู่บ้านเริ่มตึงเครียด เมื่อนายลือออกคำสั่งให้ทุกบ้านเลิกสวดภาวนา และกล่าวหาว่าครูสีฟองว่าเป็นสายลับฝรั่งเศส

songkorn-3

ต้นเดือนธันวาคม ครูสีฟองได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ระบุว่ามาจากนายอำเภอมุกดาหาร ต้องการเรียกพบครูสีฟองเพื่อให้รายงานสถานการณ์อย่างเร่งด่วน ชาวบ้านตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นจดหมายลวง เพราะนายลือกำลังหาทางกำจัดเขา จึงเตือนให้ครูสีฟองระวังตัว แต่ครูสีฟองยังยืนกรานจะไปพบนายอำเภอ เพื่อสอบถามเรื่องข้อบังคับในการเปลี่ยนศาสนา และแล้วระหว่างเดินทางอยู่ในป่า ครูสีฟองก็ถูกนายลือยิงเสียชีวิต

ข่าวการตายของครูสีฟองสร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านอย่างหนัก ซิสเตอร์ถูกเพ็งเล็งว่าอาจเป็นสายลับฝรั่งเศส และถูกกดดันให้ถอดเครื่องแบบนักบวช อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ ศาสนาของชาวฝรั่งเศส ความขัดแย้งทวีความซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น จนในที่สุด ซิสเตอร์ตัดสินใจรวบรวมสตรีและเยาวชนกลุ่มหนึ่ง แสดงเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ในความเชื่อที่เธอมีต่อพระเจ้า ด้วยการยอมถูกยิงตาย

1940

ระหว่างนี้ ทางทีมงานได้ลองถ่ายทำทีเซอร์ของหนัง รวมทั้งได้จัดทำภาพยนตร์สั้นความยาว 5 นาที เรื่อง “คืนหนึ่งในปี ค.ศ.1940” ออกมาเพื่อสื่อให้เห็นถึงมู้ดแอนด์โทนโดยรวมของโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่องยาว

โดยทีเซอร์ได้เผยแพร่ผ่านทางออนไลน์แล้วในวันที่ 22 ก.พ. ก่อนที่จะมีการเผยแพร่หนังสั้นในวันที่ 24 ก.พ. ต่อไป

ติดตามอ่านข้อมูลความคืบหน้าของโครงการภาพยนตร์น่าสนใจเรื่องนี้ได้ที่ สองคอน

Advertisements
คนมองหนัง

เวิลด์ ฟิล์ม ไดอารี่ (2) : ห้าแสนปี, Snakeskin และ Elle

ห้าแสนปี (ชัยศิริ จิวะรังสรรค์)

13931592_10155043505022538_105098031_o

ชอบที่หนังไม่ “พูด” อะไรแยะ แต่ปล่อยให้ “บรรยากาศหลัก” และ “บรรยากาศรายล้อม” เป็นตัวผลักดันเรื่องราว (ที่มี “เนื้อหา” เยอะอยู่) ไปเรื่อยๆ

เช่น คนดูอาจไม่จำเป็นต้องรู้ชัดเลยก็ได้ว่าอนุสาวรีย์มนุษย์โบราณนั้นอยู่ที่ไหน มีชื่อเรียกว่าอะไร หนังกลางแปลงที่ฉายเป็นเรื่องอะไรบ้าง ใครคือคนกำกับ แต่ประเด็นที่ภาพยนตร์ต้องการบอกเล่า เช่น “ภาวะตกค้าง-กำกวม-การเป็นสิ่งเก่าในความหมายใหม่” ของ “มนุษย์โบราณ” และ “หนังกลางแปลง” กลับดำรงอยู่ค่อนข้างชัดเจน แถมยังหยอกล้อ-สนทนา-ส่องสะท้อนกันไปมา

โดยส่วนตัวรู้สึกว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว มันก็ยังจะน่าสนใจและน่าดูอยู่

เพราะมีหลายๆ องค์ประกอบในหนังสั้นที่น่านำไปขยายความเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเหงาๆ จ่อมจมกับอารมณ์ส่วนตัวของเด็กหนุ่มในคณะฉายหนัง กระทั่งพฤติกรรม (ต่อเนื่อง) ของบุคคลภายใต้หน้ากาก ซึ่งปรากฏตัวขึ้นในช่วงท้ายๆ เรื่อง

Snakeskin (Daniel Hui)

snakeskin

ดูแล้วคิดถึง “ดาวคะนอง” เพียงแต่ยังแอบรู้สึกว่า ความสลับซับซ้อนเป็นชั้นๆ ของ “ดาวคะนอง” มันมีระบบระเบียบมากกว่า

ขณะเดียวกัน ก็เห็นด้วยกับหลายคนที่ชี้ว่า “ดาวคะนอง” ก็ดี “Snakeskin” ก็ดี คือตัวอย่างของหนังยุคปัจจุบันที่พยายามตั้งคำถามกับ “ประวัติศาสตร์ทางการ” หรือ “ประวัติศาสตร์แห่งชาติ” ผ่านวิธีการและการมองโลกแบบใหม่ๆ

ภาระหน้าที่ของหนังเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกสรรหยิบใช้ “ประวัติศาสตร์กระแสรอง” บางประเด็น และเลือกบันทึก “เสียง” ของ “คนเล็กคนน้อย” จำนวนหนึ่ง เพื่อนำเอา “เรื่องเล่าที่ไม่อยู่ในกระแสหลัก” ดังกล่าว มามัดรวมเป็นธีมเดียวกัน ภายใต้โฉมหน้าของ “อภิมหาบรรยาย” บทใหม่/ทางเลือก

แต่สิ่งที่หนังรุ่นใหม่หลายๆ เรื่องกำลังทำกัน คือ การทุบทิ้ง เผาทำลาย หรือฉีก “ประวัติศาสตร์” ออกเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อยอันกระจัดกระจายไม่ปะติดปะต่อเลยต่างหาก

ส่วนวิธีการและการมองโลกเช่นนี้จะนำไปสู่อะไร? จะมีพลังในการต่อสู้มากน้อยแค่ไหน? จะมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนรุ่นใหม่จำนวนมากได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นได้แค่ “ตัวป่วนระบบระเบียบ” ชั่วครู่ชั่วคราวในจอภาพยนตร์

คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

Elle (Paul Verhoeven)

elle

หนังสนุกดูไม่ยาก แต่ก็มีประเด็นคมคายชวนคิดตามสไตล์ยุโรปภาคพื้นทวีป

สารหลักของมันก็อาจเป็นท่าทีแบบ “โพสต์-เฟมินิสต์” ที่ถ่ายทอดภาพผู้หญิง ซึ่งเป็นทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ (กลับ) ผู้หญิงที่ดีลกับผู้ชายอย่างมีชั้นเชิง-เขี้ยวลากดิน แถมบางคราวยังกดขี่เหยียดหยามกลั่นแกล้งผู้ชายด้วยซ้ำ และผู้หญิงที่ “สมคบ” กันผลัก/กำจัดผู้ชายออกไปจากชีวิตทีละคนๆ

ตรงข้ามกับภาพของบรรดาผู้ชายในหนัง ที่เต็มไปด้วยคนแหยๆ ไม่ประสบความสำเร็จ โง่เง่า เป็นแมงดาเกาะผู้หญิงแก่ หรือต้องอำพรางปมลับความผิดบาปของตนเองเอาไว้

ขณะเดียวกัน บทบาทที่ Paul Verhoeven ส่งมอบให้ Isabelle Huppert รับไปและถ่ายทอดออกมา ก็ชวนให้นึกถึงหนังของผู้กำกับอื่นอีกหลายคน บางเสี้ยวที่เธอมีอาการประสาทแดกบ้าบอนิสัยไม่ดี ผมก็นึกถึงหนังของ Woody Allen บางส่วนที่เขย่าขวัญ-เลือดเย็น (โดยผสมผสานกับประเด็นทางสังคมหรือสายสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างมนุษย์) ก็ชวนให้นึกถึงงานของ Michael Haneke

ประเด็นจิกกัดพวกเคร่งศาสนาของหนังอาจทื่อๆ ไปนิด แต่ผมชอบฉากบอกลากันระหว่างเพื่อนบ้านหญิงสาวผู้เคร่งศาสนากับคุณป้าตัวเอกจอมเขี้ยวผู้เปี่ยมตัณหาราคะ ซึ่งฝ่ายแรกแสดงให้เห็นเป็นนัยๆ อย่างเรียบร้อยว่า “เฮ้ย! กูก็รู้ทันมึงนะ อีแก่”

เท่ากับหนังได้ตอกย้ำน้ำหนักความสำคัญลงไปยังเหล่าตัวละครหญิงให้ชัดเจนเด่นชัดขึ้นอีก

อีกข้อหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจ ก็คือ บ่อยครั้งเวลาเราดู “หนังฝรั่งเศส” เรามักจะเห็นบริบทของความเป็นปัญญาชน หรือ “วัฒนธรรมชั้นสูง” บางอย่าง แต่ในหนังเรื่องนี้ กลับมีฉากหลังสำคัญเป็นบริษัทผลิต “วิดีโอเกม/เกมคอมพิวเตอร์” ของเจ๊ตัวละครนำ

แถมมีตัวละครปัญญาชนที่พยายามหันมาเอาดีในอุตสาหกรรมเกมคอมพิวเตอร์อีกต่างหาก

จึงแลดูแปลกดี ที่เราได้เห็นตัวละครนำในหนังฝรั่งเศสประกอบอาชีพหรือใช้ชีวิตเกี่ยวกับอะไรที่เป็น “ป๊อปคัลเจอร์” สมัยใหม่มากๆ

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

โจเอล ซาราโช : เมื่อสามัญชนเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติ” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ”

แมง คาร์โย คือตัวละครที่เป็นภาพแทนของคนธรรมดาสามัญ ซึ่งต้องการเข้าร่วมเป็นหนึ่งของการปฏิวัติ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเช่นนั้น เพราะเขาเจ็บป่วย

“นอกจากนี้ เขายังเป็นภาพแทนของคนชายขอบ ผู้เข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศ

“แต่เขาก็ยังคงต้องการอุทิศเสียสละตนแด่การปฏิวัติ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงเข้าร่วมภารกิจค้นหาร่างของ อันเดรส โบนิฟาซิโอ (บิดาแห่งการปฏิวัติฟิลิปปินส์) ในป่า

“ระหว่างเดินทางในป่า เขาพบว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองสามารถถูกรักษาให้หายได้ด้วยเวทมนตร์ของ Tikbalag (อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้าตามตำนานปรัมปราท้องถิ่น) โดยไม่ได้ตระหนักว่าความเชื่อดังกล่าวไม่ใช่ความจริง นั่นเพราะเขาเพียงแค่ต้องการจะหายขาดจากความป่วยไข้

“ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค่อยๆ เลี้ยวออกจากถนนสายปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม ไปสู่ถนนสายความเชื่อ เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

“นี่อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมการปฏิวัติของเราจึงแตกสลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อย ทำไมการปฏิวัติจึงล้มเหลวลง”

โจเอล ซาราโช ผู้รับบทเป็นตัวละครชื่อ “แมง คาร์โย” ในภาพยนตร์เรื่อง A Lullaby to the Sorrowful Mystery

 

โตเกียว 31 ตุลาคม 2559

คนมองหนัง

ข้อสังเกตเพิ่มเติมถึง “ดาวคะนอง” (หลังดูรอบสอง): เห็ด รา และ “ประวัติศาสตร์” แบบใหม่ๆ

หมายเหตุ เป็นข้อสังเกตเพิ่มเติม ที่ช่วยขยับขยายความเข้าใจ “ส่วนตัว/เฉพาะตัว” ของผู้เขียนเอง และไม่ได้เป็นข้อสังเกต “ใหม่” เสียทีเดียว

ว่าด้วยเห็ด, รา และวรรคทองของหนัง

ตอนดูรอบแรก ผมไม่เข้าใจเลยว่า “เห็ด-รา” มีความหมายและหน้าที่อย่างไรในหนังเรื่องนี้

ระหว่างดูรอบสอง จึงเริ่มเห็นนัยยะของ “สิ่งมีชีวิต” เหล่านี้มากขึ้น

หลังหนังจบ มีคนถามคุณใหม่ อโนชา ผู้กำกับ ในประเด็นนี้พอดี ซึ่งคุณใหม่ตอบราวๆ ว่า “เห็ด-รา” สื่อให้เห็นถึงสิ่งมีชีวิตที่เติบโตขึ้นมาจากความย่อยสลาย ผุพัง รวมทั้งยังแสดงให้เห็นถึง “วงจรชีวิต” อีกด้วย

แต่การตีความ “เห็ด-รา” ของผมหลังดู “ดาวคะนอง” รอบสอง ไม่ได้ตรงกับคำอธิบายของคุณใหม่ซะทีเดียว

สถานะของเห็ดและราในหนังเรื่องนี้ ดูจะมีความชัดเจนขึ้นในหัวผม หลังได้ฟังบทสนทนาระหว่างตัวละครที่รับบทโดยคุณวิศรา วิจิตรวาทการ (ผู้กำกับหญิง) และคุณรัศมี เผ่าเหลืองทอง (นักเขียนหญิง)

ผู้กำกับหญิงบอกว่าที่เธอเลือกนำชีวิตของนักเขียนรุ่นพี่มาเล่าผ่านภาพยนตร์นั้น ก็เพราะชีวิตของนักเขียนผ่านอะไรมาเยอะ มีคุณค่า ฯลฯ ผิดกับชีวิตของเธอที่ดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ (ตรงซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า “mundane” พ้องกับชื่อภาษาอังกฤษ “Mundane History” ของ “เจ้านกกระจอก” หนังยาวเรื่องแรกของอโนชา)

ผมเห็นว่า “เห็ด” และ “รา” ที่สามารถถือกำเนิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ท่ามกลางการปล่อยปละละเลยไม่ต้องใส่ใจใดๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของไอ้ความเรื่อยๆ เปื่อยๆ ไม่มีอะไร อันสามัญทั้งหลายแหล่ด้วย

ซึ่งไอ้ความไม่มีอะไรทั้งหลายนี่แหละ ที่ถูกนำมาเล่าให้ “มีอะไร” ผ่านเรื่องเล่าหลากหลายชั้นในหนังเรื่องนี้

ประเด็นข้างต้นยังอาจสอดคล้องกับ “วรรคทอง” ของพี่นักเขียนที่บอกว่าตนเอง “ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” แต่เป็นแค่ “ผู้รอดชีวิต”

วรรคทองตรงนี้น่าสนใจ เพราะในขณะที่การเป็น “ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” นั้น จุดเน้น อาจอยู่ตรงคำว่า “ประวัติศาสตร์” หรือ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” อันนำไปสู่การมีพล็อตเรื่อง มีดราม่า มีเงื่อนปมขัดแย้ง มีฮีโร่ มีเหยื่อ มีมรณสักขี

แต่การเป็น “ผู้รอดชีวิต” คือ การขับเน้น/คืนความสำคัญไปที่ “ตัวคน” ผู้ยังเหลือรอดอยู่ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งวีรชน นักต่อสู้ หรือเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ หาเช้ากินค่ำ กินขี้ปี้นอน ทั่วๆ ไป

แล้ว “ดาวคะนอง” ของอโนชา ก็มุ่งมั่นที่จะเลือกเล่าเรื่องราวของ “ผู้เหลือรอด/ผู้รอดชีวิต” ในสังคมยุคปัจจุบัน ที่เป็นคนธรรมดาสามัญอันหลากหลาย ไม่ใช่ “ตัวละครในหน้าประวัติศาสตร์”

%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%a1%e0%b8%b5

การมุ่งเน้น “ประวัติศาสตร์” โดยไม่บอกเล่า “ประวัติศาสตร์”

ผมคิดว่ามันมีลักษณะ “ร่วม” บางอย่าง ของหนังไทย/หนังอาเซียนร่วมสมัยจำนวนหนึ่ง ที่เลือกละ “ประวัติศาสตร์” เอาไว้ในฐานที่เข้าใจ (โดยมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันไป)

ขออนุญาตยกตัวอย่างเด่นๆ ของหนังสามเรื่องที่ผมได้ดูในช่วงประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

เริ่มจาก “Diamond Island” หนังกัมพูชา โดย ดาวี่ ชู ที่เลือกเล่าเรื่องราว/ปัญหายุคปัจจุบันและความใฝ่ฝันของหนุ่มสาวเขมรรุ่นใหม่ แล้วปล่อย “ประวัติศาสตร์เขมรแดง” ให้มีสถานะเป็น “หน้าว่าง” ของภาพยนตร์

ส่วน “From Bangkok To Mandalay” ของ ชาติชาย เกษนัส เน้นความรักความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนระหว่างไทย-พม่า (และพม่า-พม่า) มากกว่าจะให้ความสนใจกับรายละเอียดปลีกย่อยของประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมือง

มาถึงกรณีของ “ดาวคะนอง” ที่อาจแปลกอยู่สักหน่อย เพราะด้านหนึ่ง หนังก็ต้องการรำลึกถึงประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 แต่หนังกลับเลือกเล่า “ประวัติศาสตร์” หน้าดังกล่าว ผ่านกระบวนท่าสลับซับซ้อนและเรื่องราวสามัญต่างๆ นานา (ทั้งที่อาจเกี่ยวและไม่เกี่ยวกับ 6 ตุลา) กระทั่ง “ตัวประวัติศาสตร์” เอง รางเลือนจมดิ่งลงไปในระลอกคลื่นของหลากหลายเรื่องเล่าเหล่านั้น

จริงๆ อาจเทียบเคียง “ดาวคะนอง” กับ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของลาฟ ดิแอซ ด้วยก็ยังได้

เพราะขณะที่หนังของลาฟพยายามจะเล่าเรื่องราวของ “ประวัติศาสตร์การปฏิวัติฟิลิปปินส์” ผ่านการประกอบสร้าง “เรื่องเล่า” หลายแบบ ให้กลายเป็น “องค์รวม” ที่แสดงภาพแทน “ผืนมหึมา” ว่าด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ของอดีต เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

หนังของอโนชา กลับจัดวาง “เรื่องเล่า” หลายๆ ชั้น ไว้อย่างกระจัดกระจาย ปราศจากระบบระเบียบ จนกลายเป็น “องค์ขาด” ซึ่งไม่สามารถบอกเล่าถึงภาพรวมของประวัติศาสตร์หน้าไหนหรือการต่อสู้ใดๆ ได้อย่างชัดเจน

และจำกัดบทบาทของตนเองไว้ที่การนำเสนอ “ส่วนเสี้ยว” สิ่งละอันพันละน้อย ซึ่งรายล้อมและ/หรือเป็นผลลัพธ์ของประวัติศาสตร์บางหน้า

ถ้าลาฟ ดิแอซ พยายามต่อสู้ส่งเสียงด้วยการสร้าง “อภิมหาบรรยาย” ฉบับสามัญชน อโนชาก็คล้ายจะพยายามกระซิบแผ่วๆ เพื่อย้ำให้เห็นถึงการมีอยู่ขององค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังไม่ใช่ “ปัจจัยชี้ขาด” ทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นเพียงมูลเหตุยิบย่อยที่อาจไร้ความสำคัญไปตลอดกาล หรืออาจจะก่อตัวกลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” บางประการได้ในภายภาคหน้า

บางทีแนวโน้มที่ปรากฏในงานของอโนชาและคนทำหนังรุ่นใกล้ๆ กัน อาจบ่งชี้ให้เห็นถึงวิธีการเขียน/ผลิตซ้ำประวัติศาสตร์ “รูปแบบใหม่ๆ” ผ่านสื่อภาพยนตร์ก็เป็นได้

ของแถมเล็กๆ น้อยๆ

พอมาดูรอบสอง ผมถึงเห็นรายละเอียดบางอย่างชัดเจนขึ้น เช่น ถ้าเข้าใจไม่ผิด เหมือนหนังจะพยายามเปรียบเปรยเทียบเคียง “สิ่งที่ดูสวยงามมีชีวิตชีวา” ใน “โลกภาพยนตร์” กับ “สิ่งที่เก่าแก่ทรุดโทรมไร้ชีวิต” ใน “โลกของภาพยนตร์อีกเรื่อง” เอาไว้หลายจุด ที่เห็นชัดสุด คงเป็นความแตกต่างของ “บ้าน” 

นอกจากนี้ ผมเพิ่งมาตระหนักว่าตนเองชอบดนตรีประกอบของหนังมากทีเดียว โดยเฉพาะสกอร์ตรงช่วงที่มีตัวละครหนุ่มสาวชายหญิงเดินคู่กัน แต่ไม่ยอมจับมือกัน

คนมองหนัง

ปฏิกิริยาต่อ “ดาวคะนอง” จากนักวิจารณ์หนังต่างชาติ

ปฏิกิริยาต่อ “ดาวคะนอง” จากนักวิจารณ์หนังต่างชาติ

(มติชนสุดสัปดาห์ 19-25 สิงหาคม 2559)

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน 2016 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในเทศกาลประจำปีนี้ มีภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” โดย “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดนานาชาติด้วย

แม้ไม่ได้รางวัลอะไรติดไม้ติดมือกลับมา แต่หลายเสียงก็ชื่นชมในความแปลกแหวกแนวและรูปแบบการเล่าเรื่องที่หลุดพ้นออกจาก “ขนบมาตรฐาน” ของหนังเรื่องนี้

“ออเรลี โกเดต์” เขียนวิจารณ์ “ดาวคะนอง” ในเว็บไซต์ทางการของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โนว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้รับมรดกตกทอดมาจาก “เจ้านกกระจอก” หนังยาวเรื่องแรกของอโนชา

ที่ไม่ได้เล่าเรื่องราวอันข้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความทรงจำออกมาในรูปของการเรียงลำดับเหตุการณ์ แต่หนังทำตัวเสมือนยานพาหนะ ซึ่งกำลังนำพาผู้ชมท่องไปบนท้องถนน โดยคาดเดาหนทางข้างหน้าไม่ได้

โกเดต์ตีความว่ากระแสสำนึกที่เป็นแกนกลางในการเล่าเรื่องของ “ดาวคะนอง” น่าจะเป็นกระบวนการทางความคิดของตัวละครหลักชื่อ “แอน” ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงที่เสาะแสวงหาเรื่องราวดีๆ เปี่ยมคุณค่าความหมาย มาสรรค์สร้างเป็นภาพเคลื่อนไหว

ในที่สุด แอนก็ได้ไปสัมภาษณ์ผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอ สตรีคนนี้ประกอบอาชีพเป็นนักเขียน และมีอดีตเป็นนักศึกษา-นักกิจกรรมในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

จากจุดนั้น ความทรงจำต่างๆ จึงถูกรื้อฟื้นให้ปรากฏขึ้น ผ่านภาพฝันซึ่งมีลักษณะดังราวบทกวีที่เอื้อนเอ่ยรำพึงรำพันถึงอดีต

โกเดต์เห็นว่า ไม่ว่าภาพฝันเหล่านั้นจะเป็นความพยายายามในการรื้อฟื้นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ที่ถูกรัฐบีบบังคับให้หลงลืม หรือมีสถานะเป็นส่วนเสี้ยวที่ขาดหายไปจากบทบันทึกการเดินทางส่วนบุคคล

แต่ภาพทั้งหมดก็ถูกเรียงร้อยและสร้างความหมายใหม่ขึ้นมา ในทิศทางการเล่าเรื่องอันผิดแผก แตกต่าง และยากคาดเดา

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ต่างชาติผู้นี้เตือนว่า อาจเป็นไปได้เช่นกัน ที่กระแสสำนึกซึ่งผู้ชมหนังเรื่องนี้เข้าถึงนั้น เป็นวิธีการมองโลกและทำความเข้าใจอดีตของตัวละครผู้กำกับภาพยนตร์ ที่กำลังนำเสนอให้คนดูเห็นถึง “ความเป็นไปได้แบบหนึ่ง” ซึ่งเธอสามารถบังคับควบคุมมันด้วยฐานะผู้ทรงอำนาจสูงสุด (ในการผลิตเรื่องเล่า)

โกเดต์เสนออีกว่า การนำเสนอภาวะไหลเลื่อนของเรื่องราวผ่านห่วงโซ่สถานการณ์ ที่ตัวละครหลายกลุ่มใน “ดาวคะนอง” ต้องเผชิญหน้า ได้ส่งผลให้คนดูมีโอกาสมองเห็นสถานการณ์ต่างๆ จากมุมสูง (ประหนึ่ง “พระเจ้า” บนสรวงสวรรค์ หรือนกบนฟ้า) ทั้งยังเป็นการขับเคลื่อนประเด็นปริศนาอันหลากหลายในภาพยนตร์ ให้มีความสอดคล้องเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน

เธอตั้งคำถามส่งท้ายว่า บางทีการเล่าเรื่องราวบางอย่างให้วกวนงงงวยเข้าไว้ อาจถือเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่ซื่อสัตย์ต่อชีวิตของมนุษย์มากที่สุด เพราะแม้แต่ดีเอ็นเอ ซึ่งสามารถตัดต่อ-กำหนดคุณสมบัติได้ล่วงหน้า ก็ยังต้องมีปัจจัยเรื่องความบังเอิญและความไม่แน่นอนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ทุกคนจึงอาจใช้ชีวิตอยู่ภายในความฝัน อันเป็นความฝันถึงชีวิตของพวกเขานั่นเอง

ขณะเดียวกัน “จูเซปเป้ ดิ ซัลวาตอเร” ก็ได้เขียนถึง “ดาวคะนอง” ลงในเว็บไซต์ http://www.filmexplorer.ch

เขาเห็นว่าการเล่าเรื่องที่มีพัฒนาการเป็น “เส้นตรง” ของ “ดาวคะนอง” ถูกทำลายลง เมื่อตัวละครผู้กำกับหญิงและอดีตนักศึกษา-นักกิจกรรม ได้เริ่มแลกเปลี่ยนทัศนะมุมมองซึ่งกันและกัน

หลังจากนั้น หนังก็เต็มไปด้วยภาวะการ “กระโดดข้าม” จากเรื่องเล่าหนึ่งไปยังเรื่องเล่าอื่น จากมุมมองหนึ่งไปยังอีกมุมมอง และจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งไปถึงหนังเรื่องใหม่ (ซึ่งนับเป็นลักษณะโดดเด่น)

อย่างไรก็ดี ดิ ซัลวาตอเร มองว่าอโนชามิได้พยายามล้มล้างรูปแบบการเล่าเรื่องในลักษณะ “เส้นตรง” โดยสิ้นเชิง แต่เธอกำลัง “เล่น” กับมัน

ท้ายที่สุด “เส้นเรื่อง” ของ “ดาวคะนอง” จึงมิได้เป็นเพียงเส้นทางให้ใครๆ เดินตามโดยง่าย หากมันเป็นหนทางที่เปิดกว้างต่อการครุ่นคิดจินตนาการของผู้ชม โดยเฉพาะเมื่อคนดูได้เริ่มตระหนักว่าตนเองกำลัง “หลงทาง” อยู่

นักวิจารณ์รายดังกล่าวยังตั้งข้อสังเกตว่า เส้นเรื่องอันกระจัดกระจายของ “ดาวคะนอง” ได้ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ จำนวนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นดอกเห็ด, ดวงจันทร์, เศษขยะ และรายละเอียดปลีกย่อยในการดำเนินชีวิตประจำวัน

สายสัมพันธ์สอดคล้องระหว่างสิ่งต่างๆ ในโลกนี้จึงยังคงดำรงอยู่อย่างเงียบๆ และห่างๆ จากจุดสนใจและเจตจำนงของพวกเราส่วนใหญ่

ดิ ซัลวาตอเร ระบุว่าตัวละครเล็กๆ รายหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ “ความต่อเนื่องเชื่อมโยง” ก็คือ พนักงานทำความสะอาดหญิง ซึ่งเป็นตัวละครเพียงรายเดียว ที่มีชีวิตโลดแล่นอยู่ทั้งใน “หนัง” ซึ่งกำลังถูกถ่ายทำ ของตัวละครผู้กำกับสาว และใน “โลกความเป็นจริง” ของภาพยนตร์

หากมองอีกมุมหนึ่ง ตัวละครรายนี้จึงมีสถานะเป็นเหมือน “ผู้ชำระล้างความฝัน” หรือเป็นผู้มีบทบาทต่อต้านการสร้าง “ภาพแทน” ในโลกภาพยนตร์นั่นเอง

เท่าที่ตามอ่านบทวิจารณ์ต่างประเทศ ดูคล้าย “ดาวคะนอง” จะเป็นหนังที่พูดถึง “ประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย” ผ่านปมเงื่อน-กลวิธีอันสลับซับซ้อน และเต็มไปด้วยนัยยะความหมายยอกย้อนหลากหลายชั้น

ซึ่งนั่นคงเป็นยุทธวิธีที่ “เวิร์ก” ที่สุด ในการบอกเล่าเรื่องราวดังกล่าวผ่านสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์

ที่มา http://www.pardolive.ch/pardo/pardo-live/today-at-festival/2016/day-8/ci-by-the-time-it-gets-dark.html

http://www.filmexplorer.ch/detail/dao-khanong/

ของแถม

ล่าสุด เว็บไซต์ indiewire ก็เพิ่งเผยแพร่บทความของ “เคลลี่ ตง” ที่มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเขียนถึง “ดาวคะนอง”

ตงระบุว่า หนังเรื่องนี้ได้ท้าทายวิธีคิดเรื่องการประกอบสร้างประวัติศาสตร์ รวมทั้งได้มอบวิถีทางใหม่ๆ ในการรับรู้ประวัติศาสตร์ ที่อยู่นอกเหนือจากอำนาจนำในการสร้างภาพเคลื่อนไหวแบบเดิมๆ ให้แก่ผู้ชม

นักวิจารณ์ผู้นี้เห็นว่า ผลงานหนังยาวเรื่องล่าสุดของอโนชาเป็นทั้งการวิพากษ์ การเฉลิมฉลอง และการสำรวจตรวจสอบเส้นแบ่งอันพร่าเลือนระหว่าง “ภาพยนตร์” กับ “ความจริง” ไปพร้อมๆ กัน

โดยหนังได้ทิ้งคำถามไว้ให้คนดูขบคิดต่อว่า เรื่องราวในจอภาพด้านหน้าตนเองนั้น คือ เรื่องราวของชีวิตจริง หรือ เรื่องราวของชีวิตในภาพยนตร์ หรือ ยิ่งกว่านั้น มันยังอาจเป็นเรื่องราวของภาพยนตร์ที่ดำรงอยู่ในภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง (หนังซ้อนหนัง)

กระทั่งอาจเป็นภาพยนตร์ที่ดำรงอยู่ในภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็ดำรงอยู่ในภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่อง (หนังซ้อนหนังซ้อนหนัง)

ตงชี้ว่า แม้เรื่องราวของ “ดาวคะนอง” จะผูกโยงอยู่กับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โศกนาฏกรรมระดับชาติ ซึ่งนำไปสู่การมีอำนาจทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้นของรัฐบาลทหาร อย่างไรก็ตาม อโนชากลับโฟกัสหนังของตนเองไปที่กลุ่มตัวละคร ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับเหตุการณ์สังหารหมู่ทางการเมือง ได้ถูกทิ้งค้างไว้ให้เป็นปริศนา

จากนั้น เรื่องราวต่างๆ ของหนัง ก็ดำเนินไป ผ่านการประกอบสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งนี่อาจเป็นภาพเปรียบเทียบของสภาวะที่ “ความทรงจำร่วม” มักถูกตีความใหม่และถูกรื้อฟื้นขึ้นเพื่อจดจำ ด้วยวิถีทางอันหลากหลาย อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

สำหรับเคลลี่ ตง “ดาวคะนอง” เป็นหนังว่าด้วยประวัติศาสตร์ ที่มิได้อ้างอิงกลับไปยังเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งหนังกำลังกล่าวถึง โดยตรง แต่หนังกลับเลือกที่จะนำเสนอประวัติศาสตร์จากแง่มุมตรงชายขอบ

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ แนวความคิดเกี่ยวกับ “ประวัติศาสตร์” จึงถูกรื้อสร้างให้มีสถานะเป็นอะไรบางอย่างที่ถูกจำกัดอยู่ในอดีต ทว่า ไม่มีที่ทางในปัจจุบันและอนาคต

นอกจากนั้น อโนชา ยังสร้างสายสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนระหว่าง “เวลา” กับ “พื้นที่” ได้อย่างแพรวพราว

เหตุการณ์ในหนัง ที่เป็นมุมมองของตัวละครรายหนึ่ง สามารถถูกสลับโยกจนกลายเป็นมุมมองของตัวละครอีกรายได้ตามใจปรารถนา โดยคนทำหนังไม่มีอาการพะวักพะวง หรือมีห่วงว่าจะต้องอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเหล่านั้นให้เด่นชัด

กลุ่มตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีสถานภาพอันหลากหลาย ตั้งแต่อดีตแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง, นักศึกษามหาวิทยาลัย, คนทำหนัง, ป๊อปสตาร์ชื่อดัง และวัยรุ่นสาวที่กำลังหางานทำ

“ดาวคะนอง” ได้เชื้อเชิญคนดูให้ปะติดปะต่อเรื่องเล่าของตัวละครแต่ละคน/กลุ่มเหล่านั้นด้วยตัวเอง โดยทิ้งไว้ให้เพียงรหัสยนัยอันกระจัดกระจายจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมร้อยเรื่องราวแต่ละส่วนเข้าหากัน

ท้ายสุด ตงสรุปคล้ายๆ กับนักวิจารณ์อีกหลายคนว่า ภาวะประหนึ่งฝันที่ดำเนินไปอย่างเลื่อนไหลใน “ดาวคะนอง” ส่งผลให้ประวัติศาสตร์ถูกนำเสนออย่างไม่เป็นเส้นตรง หากคือการเดินทางหมุนวนเป็นวงจรไม่รู้จบ

ลักษณะการดำเนินเรื่องเช่นนี้ได้ช่วยเน้นย้ำให้เห็นความพยายามที่จะอภิปรายถกเถียงถึง “มุมมืด” ในประวัติศาสตร์ไทย ของ “ดาวคะนอง”

ซึ่งอโนชาได้อธิบายเอาไว้ระหว่างการแถลงข่าวที่เทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ว่า ประวัติศาสตร์หน้าดังกล่าวถูกภาครัฐระบุถึงน้อยครั้งมาก

แม้ว่าอิทธิพลของเหตุการณ์ครั้งนั้นจะส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทย จนสามารถรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจนก็ตามที

ที่มา http://www.indiewire.com/2016/08/locarno-film-festival-2016-interchange-jonas-mekas-anocha-suwichakornpong-1201718800/

คนมองหนัง

“ศัตรู” อันเป็นอนันต์

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 3-9 กุมภาพันธ์ 2555

“The Wind that Shakes the Barley” กำกับโดย “เคน โลช” เป็นหนังรางวัลปาล์มทองคำประจำปี 2006 จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ซึ่งเข้าฉายในเมืองไทยช่วงปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ.2549 ก่อนหน้ารัฐประหาร 19 กันยาฯ ราว 3 สัปดาห์

หนังเล่าเรื่องราวของ “เท็ดดี้-เดเมี่ยน โอซุลลิแวน” สองพี่น้องชาวไอริช ที่ต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากสหราชอาณาจักรในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

“ศัตรูแรกเริ่ม” ของเท็ดดี้และเดเมี่ยน คือ ทหารอังกฤษ ซึ่งมีพฤติกรรมกดขี่ข่มเหงรังแกคนเล็กคนน้อยในไอร์แลนด์

จาก “ผู้หญิง” ถึง “คนแก่” จาก “เด็กหนุ่ม” ถึง “พนักงานการรถไฟ”

เช่น “มิฮอย” เด็กหนุ่มวัย 17 ผู้ไม่ยอมเรียกชื่อตนเองเป็นภาษาอังกฤษ ที่ถึงกับถูกทหารของเจ้าอาณานิคมรุมซ้อมจนตายต่อหน้าครอบครัว

ที่สุด เท็ดดี้กับเดเมี่ยนจึงตัดสินใจจับปืนสู้รบกับอังกฤษ

โดยพี่ชายมีลักษณะเป็นขาบู๊ นักรบ ขณะที่น้องชายซึ่งเป็นหมอ มีลักษณะของปัญญาชนผู้เห็นใจคนตกทุกข์ได้ยาก

รบไปรบมา “จุดเปลี่ยน” สำคัญพลันบังเกิดขึ้น เมื่อเท็ดดี้ถูกจับตัวและนำไปทรมานด้วยวิธีการถอดเล็บ

แม้เดเมี่ยนจะสามารถช่วยพี่ชายและพรรคพวกบางส่วนให้หนีออกจากสถานคุมขังได้สำเร็จ แต่เขากลับต้องละทิ้งเพื่อนร่วมรบอีก 3 คนเอาไว้ในห้องขัง กระทั่งผู้ถูกทอดทิ้งถูกตัดสินประหารชีวิตในเวลาต่อมา

ความสูญเสียครั้งนั้นส่งผลให้หมอหนุ่มอย่างเดเมี่ยนเริ่มต้นลั่นไกปืนสังหารคนเป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อเขาต้องรับบทเพชฌฆาตประหารเด็กชายร่วมชาติ ซึ่งนำความลับของขบวนการกู้ชาติไอริชไปเปิดเผยกับเจ้าหน้าที่อังกฤษ

“ความเปลี่ยนแปลง” ในวิถีความคิดและตัวตนของสองพี่น้อง เกิดขึ้นพร้อมกันกับสนธิสัญญาสงบศึกระหว่างสหราชอาณาจักรกับไอร์แลนด์

อย่างไรก็ตาม ชาวไอริชยังไม่ได้รับเอกราช เพราะสนธิสัญญาดังกล่าวระบุให้ไอร์แลนด์มีสถานะเป็นรัฐอิสระอยู่ในสหราชอาณาจักร และต้องภักดีต่อราชวงศ์อังกฤษ

หลังผู้นำสองฝ่ายลงนามในสนธิสัญญา เท็ดดี้ผู้เคยฮาร์ดคอร์ ได้กลับกลายเป็นนักการเมืองที่เลือกประนีประนอมกับอังกฤษ

ผิดกับเดเมี่ยนที่ตัดสินใจไม่ประนีประนอม ด้วยความเชื่อว่าหากยินยอมให้การต่อสู้ยุติลงด้วยสนธิสัญญาฉบับนี้ อังกฤษก็จะยังคงมีอำนาจครอบงำเหนือไอร์แลนด์ โดยใช้ชนชั้นนำ-คนรวยชาวไอริช ซึ่งได้รับประโยชน์จากการยอมประนีประนอม มาแสดงบทบาทเป็น “รัฐบาลหุ่น” ส่วนชาวไอริชที่ทุกข์ยากอับจนก็คงต้องลำบากลำบนต่อไป

เดเมี่ยนจึงต้องรบกับเท็ดดี้

เมื่อ “ศัตรู” ได้เปลี่ยนรูปจาก “ทหารอังกฤษ” มาเป็น “คนไอริช” ด้วยกันเอง

เมื่อครึ่งหนึ่งของ “มิตรร่วมรบ/พี่น้องร่วมท้องเดียวกัน” ได้แปลงร่างจาก “กองกำลังต่อต้านรัฐ” ไปเป็น “ผู้ถือครองอำนาจรัฐ” เสียเอง

เท็ดดี้อาจจะประนีประนอมกับอังกฤษและน้องชาย ที่เขาแนะนำอย่างหวังดีให้กลับไปสอนหนังสือและรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของผู้คน แต่เขาไม่สามารถประนีประนอมกับเพื่อนร่วมชาติชาวไอริชที่ต่อต้านสนธิสัญญาสงบศึก

เช่นเดียวกันกับปัญญาชนผู้ผันตนมาเป็นนักรบอย่างเดเมี่ยน ซึ่งเดินทางมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปยังมุมสงบของชีวิตอัน “ปลอดการเมือง”

เดเมี่ยนและพวกตัดสินใจบุกปล้นคลังแสงอาวุธของรัฐบาล บางคนถูกฆ่า บางคนถูกจับ

หมอหนุ่มเป็นหนึ่งในกลุ่มคนประเภทหลัง

ในคุกแห่งเดิมที่พวกเขาเคยถูกทหารอังกฤษนำมาจับขังไว้รวมกัน เท็ดดี้ภายใต้เครื่องแบบเจ้าหน้าที่รัฐ พยายามอ้อนวอนขอให้ผู้เป็นน้องชายยอมสารภาพบอกที่ซ่อนของปืนที่ถูกปล้น ตลอดจนคนปล้นซึ่งหนีรอดไปได้

เดเมี่ยนไม่ยอมปริปากเรื่องนั้น เขากล่าวแต่เพียงว่าตนเองสังหารคนเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็เพราะเด็กชายร่วมชาติทรยศต่อเพื่อน

ด้วยเหตุนี้ ตัวเขาเองจะไม่ยอมทรยศมิตรสหายเป็นอันขาด

สุดท้าย เดเมี่ยนจึงถูกปลิดชีวิตด้วยการยิงเป้า โดยมีพี่ชายแท้ๆ ทำหน้าที่บัญชาการประหาร

เรื่องเล่าใน “The Wind that Shakes the Barley” อาจพูดถึง “ศัตรู” ของ “ชาติ” ที่เปลี่ยนรูปแปลงร่างไป จาก “ศัตรูภายนอก” สู่ “ศัตรูภายใน”

แต่ “ศัตรู” ก็ยังคงเป็น “ศัตรู” ที่ต้องดำรงอยู่เสมอไม่เคยขาดตอน ราวกับ “ชาติ” ต้องการ “ศัตรู” ตลอดเวลา

ประวัติศาสตร์ว่าด้วย “ชาติ” และ “ศัตรูของชาติ” จึงเดินทางเป็น “วงกลม”

เฉกเช่นชะตากรรมของหลากหลายตัวละครในหนังเรื่องนี้

ทั้งคนไอริชที่เข่นฆ่ากันเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า, คนเล็กคนน้อยอย่างผู้หญิงและคนแก่ที่ถูกบุกเข้ามาเผาบ้าน-ค้นบ้าน ทั้งโดยกองกำลังติดอาวุธของอังกฤษและไอร์แลนด์

ตลอดจนหญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องช็อกสุดขีดสองครั้ง ครั้งแรก เมื่อเธอสูญเสียน้องชาย, บ้าน และถูกจับกล้อนผมโดยทหารอังกฤษ กับครั้งหลัง เมื่อเธอสูญเสียชายคนรัก จากกระสุนปืนของทหารไอริช

หลายครั้ง เราต้องอาศัยระยะเวลายาวนานในการเฝ้ารอให้ “วงจร” ดังกล่าวถูก “ตัดขาด” เพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ทว่า หลายครา “การเดินทางมาถึงของอิสรภาพก็ยาวนานเกินกว่าที่ผู้ต่อสู้เพื่อมันเคยคาดหวังเอาไว้” ดังเนื้อหาในจดหมายที่เดเมี่ยนเขียนถึงคนรัก ก่อนถูกประหารชีวิต

ความเปลี่ยนแปลงแท้จริงก็คงเดินทางมาถึงจุดหมายช้ากว่าที่ผู้หวังจะมองเห็นมันเคยคาดคิดเอาไว้เช่นกัน

และระหว่างทาง “เรา” อาจต้อง “ทำร้าย” กันเองครั้งแล้วครั้งเล่า

 

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

รู้ไหม ทำไม “นัดจินหน่อง” ในตำนานสมเด็จพระนเรศวร จึงสวม “ชุดดำ” เกือบตลอดเวลา?

ในช่วงท้ายของงานเสวนา “แผ่นดินพระเจ้าเสือ และตำนานพันท้ายนรสิงห์” จัดโดยนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ที่มีอาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เป็นที่ปรึกษาของท่านมุ้ย-หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ในการสร้างภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์หลายเรื่องที่ผ่านมา เป็นวิทยากรนั้น

คำถามหนึ่งที่ผู้ร่วมฟังส่งขึ้นมาบนเวที ก็คือ คำถามว่าด้วยที่มาของกระบวนการออกแบบเครื่องแต่งกายในภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์

โดย อ.สุเนตร ได้ยก case study น่าสนใจอันหนึ่งขึ้นมา

เป็นกรณีศึกษาผ่านตัวละคร “นัดจินหน่อง” อุปราชตองอู (รับบทโดย น.อ.จงเจต วัชรานันท์) ในภาพยนตร์ชุด “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร”

และเป็นคำตอบว่า ทำไมตัวละครรายนี้จึงสวมชุด “ดำ” ผิดจากแม่ทัพนายกองพม่ารายอื่นๆ

นัดจินหน่อง 2

นัดจินหน่อง 3

เรื่องมีอยู่ว่า…

ระหว่างการเขียนบทและออกแบบงานสร้างของภาพยนตร์ชุดดังกล่าว มีอยู่วันหนึ่ง ท่านมุ้ยได้โทรศัพท์มาปรึกษา อ.สุเนตร ว่า “นัดจินหน่อง” ควรแต่งตัวอย่างไรดี?

แล้ว อ.สุเนตร ก็ไปหยิบได้หนังสือรวมบทกวีแนวนิราศของ “นัดจินหน่อง” (ผู้เป็นกวีเอกของพม่า) ขึ้นมา

ปกหนังสือเล่มดังกล่าว เป็นภาพวาด “นัดจินหน่อง” จากจินตนาการของศิลปินยุคหลัง ซึ่ง อ.สุเนตร ระบุว่า เป็นการวาดภาพและลงสีสันที่เก๋และสวยงามมากๆ

แต่ขณะนั้น อ.สุเนตร ยังไม่มีสมาร์ทโฟน ส่วนเครื่องสแกนสีก็ไม่มี และระบบการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตก็ไม่สะดวกเช่นปัจจุบัน แกจึงตัดสินใจถ่ายเอกสารปกหนังสือรวมนิราศเล่มนั้น จนภาพสีสวยงามกลายเป็นภาพขาวดำ ก่อนจะส่งแฟ็กซ์ (เวอร์ชั่นขาวดำเช่นกัน) ไปถึงท่านมุ้ย

หลังจากนั้นไม่นาน ท่านมุ้ยก็แจ้ง อ.สุเนตร ว่าได้ออกแบบเครื่องแต่งกายของ “นัดจินหน่อง” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ตามภาพที่อาจารย์จัดส่งมา

“นัดจินหน่อง” ในหนังท่านมุ้ย จึงแต่งกายด้วยชุด “โทนดำ” แตกต่างจากตัวละครอื่นๆ อยู่แทบตลอดเวลา ด้วยประการฉะนี้

นัดจินหน่อง 1

นัดจินหน่อง 5

ชมคลิปงานเสวนาเต็มๆ ที่นี่

ข่าวบันเทิง

หนังน่าดู “The Young Karl Marx”

จากข้อมูลของเว็บไซต์ http://www.filmsdistribution.com/ ในช่วงฤดูร้อนปีนี้ กำลังจะมีภาพยนตร์ดราม่าอิงประวัติศาสตร์ จากการร่วมทุนสร้างระหว่างประเทศเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และเยอรมนี ออกเผยแพร่

ภาพยนตร์เรื่องนั้นมีชื่อว่า “The Young Karl Marx”

the-young-karl-marx-1178

หนังจะเล่าเรื่องราวของคาร์ล มาร์กซ์ ในวัย 26 ปี ที่ต้องถูกเนรเทศจากปรัสเซีย พร้อมกับเจนนี่ ผู้เป็นภรรยา

ใน ค.ศ.1844 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มาร์กซ์ ได้พบกับ ฟรีดริช เองเกลส์ บุตรชายของนายทุนอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังศึกษาถึงจุดกำเนิดอันต่ำต้อยของชนชั้นแรงงานในสหราชอาณาจักร

และก็เป็นผู้ชายสำรวยอย่างเองเกลส์ ที่ช่วยหยิบยื่นกุญแจไขปริศนาชิ้นสุดท้ายให้แก่มาร์กซ์ อันจะนำไปสู่การทำความเข้าใจโลกด้วยมุมมองใหม่ในแบบของเขา

นอกจากนี้ ท่ามกลางยุคสมัยแห่งการเซ็นเซอร์ การปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การก่อจลาจล และการลุกฮือทางการเมือง ทั้งคู่ยังได้ร่วมกันนำพาขบวนการแรงงานช่วงตั้งต้น ให้เดินทางไปสู่ยุคสมัยใหม่

ภาพยนตร์เรื่องนี้ กำกับโดย Raoul Peck คนทำหนังชาวเฮติ ซึ่งมีดีกรีไม่ธรรมดา เพราะเคยนำหนังเรื่อง The Man by the Shore ของตนเอง เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์มาแล้ว เมื่อปี 1993 (รวมทั้งได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินรางวัลปาล์มทองคำประจำปี 2012) และในปี 2005 เขาก็นำหนังเรื่อง Sometimes in April ที่กล่าวถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา เข้าชิงรางวัลหมีทองคำ ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน

raoul-peck

ทั้งนี้ นอกจากกำกับภาพยนตร์แล้ว Peck ยังเป็นนักกิจกรรมทางการเมือง และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของเฮติ ระหว่างปี 1996-97

คนมองหนัง

“พันท้ายนรสิงห์” ฉบับท่านมุ้ย

(มติชนสุดสัปดาห์ 8-14 มกราคม 2559)

“พันท้ายนรสิงห์” ผลงาน (ฟอร์มไม่ยักษ์) เรื่องล่าสุดของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ท่านมุ้ย ถูกสร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์แรกเริ่ม ที่หวังจะผลิตให้เป็นละครโทรทัศน์ หรือ “ภาพยนตร์โทรทัศน์” (ในภาษาของท่านมุ้ย)

แต่ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ที่ไม่ลงตัว ละครหรือภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องนี้จึงเจอ “โรคเลื่อน” มีข่าวเผยแพร่ออกมาว่า ในขณะที่คนทำต้องการให้ผลงานของตนเองออกเผยแพร่ในช่วงไพรม์ไทม์หลังข่าวค่ำ ทว่า ทางช่องกลับต้องการโยกพันท้ายนรสิงห์ไปฉายในฐานะละครเย็น (ซึ่งจริงๆ อาจโกยเรตติ้งดีกว่าละครหลังข่าวก็ได้)

ในที่สุด “พร้อมมิตร ภาพยนตร์” จึงหาทางออกด้วยการปรับเปลี่ยนผลงานของท่านมุ้ย ให้กลายเป็นภาพยนตร์ ซึ่งลงโรงฉายเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2558 หรือออกฉายรับปีใหม่ 2559 นั่นเอง

โดยรวมแล้ว นับว่า “พันท้ายนรสิงห์” ฉบับล่าสุด มีความสนุกสนานเพลิดเพลินพอสมควร

หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะท่านมุ้ยมีโอกาสได้กลับมาเล่าเรื่องราวของตัวละครที่มีชีวิต จิตใจ เป็นมนุษย์เดินดินปกติอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หนังยังมีปัญหาใหญ่ๆ อยู่มากพอสมควร

ข้อแรก ด้วยความตั้งใจเบื้องต้นอยากจะเป็นละครทีวีขนาดยาวหลายตอนจบ (เท่าที่ทราบคือประมาณ 20 ตอน หรือไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมง) แต่เมื่อต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นภาพยนตร์ฉายโรงที่มีความยาวเพียงแค่เกือบๆ 3 ชั่วโมง รายละเอียดของเรื่องราวจึงถูกตัดทอนออกไปจนมีบาดแผลเห็นได้ชัด

เช่น ที่มาที่ไปของตัวละครหลายรายขาดหาย (ดูแล้ว ก็ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจว่าพวกเขาและเธอคือใครกันแน่?), การเรียงลำดับเรื่องราวหรือการเจริญเติบโตทางยศศักดิ์ของตัวละครดูสับสนปนเป (ดังจะกล่าวถึงต่อไป)

ผลกระทบชัดเจนประการสำคัญของการทำละครทีวีให้กลายเป็นหนังโรง ก็คือ ดูเหมือนว่าแรกเริ่มเดิมทีในเวอร์ชั่นภาพยนตร์โทรทัศน์ ผู้เขียนบทได้แก่ ท่านมุ้ย และ อาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ จะต้องการพูดถึงสถานการณ์ช่วงปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ต่อเนื่องด้วยการสถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวง อย่างจริงจัง เห็นได้จากการระดมนักแสดงฝีมือดีๆ มารับบทเป็นตัวละครในช่วงเวลาดังกล่าว

แต่ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ลงโรง เหตุการณ์ส่วนนี้กลับกลายสถานะเป็นเพียง “น้ำจิ้ม” ที่ถูกกล่าวถึงอย่างผ่านๆ ในระยะเวลาไม่ถึง 2 นาทีเสียด้วยซ้ำ

จริงๆ ถ้าท่านมุ้ยเลือกจะใส่เรื่องราวช่วงปลายแผ่นดินพระนารายณ์ลงไปในหนังให้มากกว่านี้ แล้วตัดต่อเรื่องราวส่วนอื่นๆ อาทิ รายละเอียดในการฉ้อราษฎร์บังหลวงและต่อต้านพระราชอำนาจของตัวละครพระยาราชสงครามและพรรคพวก ให้มีความสั้นกระชับมากขึ้น

พันท้ายนรสิงห์ก็อาจกลายเป็นหนังการเมืองยุคอยุธยาที่เข้มข้นและดูสนุกเรื่องหนึ่ง

ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับผลงานเรื่องล่าสุดของท่านมุ้ย ก็คือ แม้คนทำคล้ายต้องการจะใส่เรื่องราวความขัดแย้งทางการเมืองลงไปในหนัง แต่สิ่งที่ถูกใส่ลงไปกลับไม่ใช่องค์ประกอบชิ้นเยี่ยม

ส่งผลให้รสชาติความเป็นภาพยนตร์ที่กล่าวถึงการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ที่ควรจะดุเด็ดเผ็ดมัน แลดูอ่อนด้อยจืดชืดลงอย่างน่าเสียดาย

ถ้าให้เปรียบเทียบกับหนัง “พันท้ายนรสิงห์” เวอร์ชั่นของ “เนรมิต” ที่นำแสดงโดย “สมบัติ-สรพงษ์” ดูคล้ายภาพยนตร์ฉบับนั้นจะยังมีสถานะเป็นหนังการเมืองที่เข้มข้นกว่าหนังฉบับใหม่เสียอีก ผ่านการฉายภาพการห้ำหั่นแย่งชิงอำนาจกันระหว่าง “วังหน้า-วังหลัง” ในยุคปลายแผ่นดินพระเพทราชา

ปัญหาอีกข้อของพันท้ายนรสิงห์ฉบับท่านมุ้ย ที่อาจทำให้คนดูบางส่วนรู้สึกสะดุดใจอยู่ตลอดเวลา ก็คือ ลำดับศักดิ์ของเหล่าตัวละครในหนัง ซึ่งไม่คงเส้นคงวาเอาเสียเลย

ยกตัวอย่างเช่นตัวละครที่รับบทโดย สรพงษ์ ชาตรี ที่ซีจีในช่วงต้นของหนังระบุว่าเป็น “พระยาพิชัย” แต่บรรดาลูกน้องรายล้อมกลับเรียกเขาว่า “ท่านพระ” ขณะที่เพื่อนขุนนางบางคนเรียกเขาว่า “ท่านเจ้าคุณ”

หรือตัวละครพระเจ้าเสือเอง ก็ถูกคนรอบข้างเรียกว่าพระเจ้าเสือ พ่อเจ้าอยู่หัว และ กรมพระราชวังบวรฯ อย่างสลับสับเปลี่ยน ปนเปไปมา ไม่ขึ้นกับลำดับเวลา จนไร้ระบบระเบียบอยู่ตลอด กระทั่งสุดท้าย แม้เมื่อหนังจบ ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าพระเจ้าเสือขึ้นครองราชย์แล้วหรือยัง

ไม่แน่ใจว่าความสับสนงงงวยตรงจุดนี้เกิดจากการเขียนรายละเอียดบทสนทนาของตัวละครที่ไม่รัดกุมพอ หรือเกิดจากความยากลำบากในการตัดทอนละครทีวีขนาดยาวให้กลายเป็นหนังขนาดสั้นกันแน่

จุดตำหนิอีกประการ เห็นจะเป็นเรื่องโปรดักชั่น แม้หนังจะมีการถ่าย/ตกแต่งภาพที่สวยงามในระดับมาตรฐานภาพยนตร์จอใหญ่ (ถ้าเอาไปลงจอโทรทัศน์ จะถือว่าเป็นโปรดักชั่นชั้นดีเลิศเลยทีเดียว) แต่น่าเสียดาย ที่ในฉากจบ คุณภาพของภาพกลับดร็อปลง กลายเป็นภาพแบบละครโทรทัศน์

ขณะที่ปัญหาของการตกแต่งภาพด้วยเทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ ที่เปิดเผยจุดอ่อนมาตั้งแต่เมื่อครั้งตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาคสุดท้าย ก็ยังลุกลามเรื้อรังมาถึงหลายๆ ฉากในพันท้ายนรสิงห์

ขออนุญาตกล่าวถึงแง่มุมดีๆ บ้าง แม้จะมีความน่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งขับเน้นประเด็นการเมืองในยุคปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์อย่างจริงจัง แต่อย่างน้อยที่สุด นี่ก็น่าจะเป็นหนัง/ละครไทยเรื่องแรก ที่พยายามแตะประเด็นดังกล่าว

อีกข้อซึ่งถูกกล่าวถึงอย่างผ่านๆ แต่น่าสนใจมาก ก็คือ หนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่า แต่มิได้เล่าผ่านแง่มุมการก่อสงคราม หากเป็นแง่มุมการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกันมากกว่า

อีกประเด็นที่น่าคิดก็ได้แก่ สถานะของตัวละคร “พระเจ้าเสือ” ในหนัง-ละคร “พันท้ายนรสิงห์” นับตั้งแต่เวอร์ชั่นต้นฉบับ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล มาจนถึงเวอร์ชั่นท่านมุ้ย ซึ่งล้วนถูกกล่าวถึงในแง่มุมที่ดี กล่าวคือ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ถูกวาดภาพป้ายสีให้มีความร้ายกาจเกินจริง ทั้งยังทรงเป็นสหายที่ดีของนายท้ายเรือ ผู้เป็นเพียงสามัญชน

ด้วยเหตุนี้ เรื่องเล่าแบบบันเทิงๆ ว่าด้วย “พันท้ายนรสิงห์” ฉบับละครเวทีและภาพเคลื่อนไหว หลายๆ เวอร์ชั่นจึงนำเสนอภาพพระเจ้าเสือหรือราชวงศ์บ้านพลูหลวงที่ไม่ใช่ “ผู้ร้าย” สวนทางกับเนื้อหาของพงศาวดารอยุธยาที่ถูกชำระในสมัยรัตนโกสินทร์

“พันท้ายนรสิงห์” ของท่านมุ้ย ยิ่งเป็นตัวอย่างอันชัดเจน เพราะแม้พระเจ้าเสือในหนังจะทรงมีขุนนางใกล้ตัวที่ประพฤติทุจริต แต่สุดท้ายบุคคลฉ้อฉลเหล่านั้นก็ถูกปราบปรามลงโทษ ขณะเดียวกัน พระองค์ยังสามารถเปลี่ยนใจบรรดาผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อต้านได้สำเร็จ (จากการยอมเสียสละชีวิตของพันท้ายนรสิงห์)

ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้ปกครองที่ดีในท้ายที่สุด