คนมองหนัง, สัมภาษณ์พิเศษ

อ่าน 2 บทวิจารณ์ 1 บทสัมภาษณ์ ก่อน/หลังไปชมหนัง 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ”

15-17 กุมภาพันธ์นี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ FILMVIRUS จะจัดฉายภาพยนตร์ขนาดยาว 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ” ยอดผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ พร้อมด้วยกิจกรรมเสวนาน่าสนใจ ในโปรแกรม Sine ni Lav Diaz

สามารถตรวจสอบรายละเอียดโปรแกรมได้ ที่นี่

(แม้การจองตั๋วผ่านระบบออนไลน์น่าจะเต็มแล้ว แต่ผู้ที่เดินทางไปยังหอภาพยนตร์อาจจะมีลุ้นได้รับตั๋วหน้างานอยู่บ้าง)

เนื่องในโอกาสอันดีนี้ บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำบทความ-บทสัมภาษณ์เก่าที่เคยเขียน/พูดคุยถึงหนัง 2 ใน 3 เรื่องของโปรแกรมดังกล่าว มาเผยแพร่ให้อ่านกัน (ก่อนหรือหลังชมภาพยนตร์) อีกครั้งหนึ่ง

A Lullaby to the Sorrowful Mystery

lullaby

ในที่สุด ก็มีโอกาสได้ชมหนังฟิลิปปินส์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของ “ลาฟ ดิแอซ” ซึ่งคว้ารางวัลหมีเงิน Alfred Bauer Prize (มอบแก่ผลงานที่เผยให้เห็นถึงแง่มุมใหม่ๆ ของศิลปะภาพยนตร์) จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ครั้งที่ 66 ขณะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29

หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงในสื่อนานาชาติมิใช่เพียงเพราะรางวัลสำคัญที่ได้รับ หรือเพราะเนื้อหาและมาตรฐานการสร้างที่ยอดเยี่ยม หากแต่ยังเป็นเพราะความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาทีของมัน

“โยชิฮิโกะ ยาตาเบะ” โปรแกรม ไดเร็กเตอร์ ที่เลือกหนังเรื่องนี้เข้าฉายในสาย World Focus ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว บอกว่า แม้จะเป็นเรื่องยากลำบาก สำหรับการเลือกหนังยาว 8 ชั่วโมง เข้ามาฉายในเทศกาล เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณจะต้องคัดหนังเรื่องอื่นๆ ออกไปประมาณ 3 เรื่อง

แต่เขากลับไม่ลังเลใจเลยในการตัดสินใจฉายหนัง 8 ชั่วโมงของลาฟ เพราะนี่คือหนังประเภทที่ผู้ชมจะหาดูได้จาก “เทศกาลภาพยนตร์” เพียงเท่านั้น และถ้าผู้จัดเทศกาลฯ ไม่มีความกล้าหาญพอจะจัดฉายหนังประเภทนี้ มันก็เปล่าประโยชน์ที่คุณจะจัดงาน “เทศกาลภาพยนตร์” ขึ้นมา

นอกจากนั้น การที่หนังเรื่องนี้ได้รางวัลจากเบอร์ลิน ก่อนที่ผลงานอีกเรื่องของลาฟ (The Woman Who Left) จะไปคว้ารางวัลสูงสุดจากเวนิสภายในปีเดียวกัน ก็บ่งชี้ถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ลาฟ ดิแอซ คือหนึ่งในคนทำหนัง “ชั้นครู” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชียยุคปัจจุบัน

ดังนั้น เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวจึงมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดฉายหนังความยาวเกิน 8 ชั่วโมงเรื่องนี้

ทางเทศกาลโตเกียวเลือกวิธีการจัดฉาย “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ในแบบเดียวกับเทศกาลเบอร์ลิน คือ ฉายหนังครึ่งแรกประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วจึงให้คนดูพักยาว 1 ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาฉายหนังครึ่งหลังอีกราวๆ 4 ชั่วโมง

และปิดท้ายด้วยการถาม-ตอบกับทีมงานผู้สร้าง 30 นาที

ภาพยนตร์ “มหากาพย์” เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิวัติปลดแอกตนเองจากเจ้าอาณานิคม “สเปน”

หนังถ่ายทอดยุคสมัยแห่งการต่อสู้ ผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชั้นหลายระดับที่ถูกนำมาจัดวางคลอเคลียกันไปอย่างเปี่ยมชั้นเชิง

“เรื่องเล่า” เหล่านั้นมีตั้งแต่ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ว่าด้วยสตรีที่ออกเดินทางตามหาสามี ผู้เป็น “บิดาแห่งการปฏิวัติของประเทศ” ซึ่งสูญหายไปในป่าใหญ่

ขณะเดียวกัน ลาฟก็หยิบยืมตัวละครบางรายจากนวนิยายยุคปฏิวัติของ “โฮเซ รีซัล” ให้เข้ามามีบทบาทโลดแล่นในหนังเรื่องนี้

“ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ถูกนำเสนอเคียงคู่กับ “บทกวี” ของรีซัล “เพลงรัก” ที่กลายเป็นเครื่องมือการต่อสู้ของนักปฏิวัติ เรื่อยไปจนถึง “ตำนานปรัมปรา” ท้องถิ่น

โดยยังไม่นับรวมพฤติการณ์ของบรรดาตัวละครที่ลาฟสร้างสรรค์ขึ้นมาเองอีกจำนวนหนึ่ง

การเล่าเรื่องราวผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชนิด โดยไม่ได้เลือกพินิจพิเคราะห์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ผ่านแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งอย่างจำกัดจำเขี่ย หากแต่เลือกที่จะประกอบสร้าง-สานทอองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ของยุคสมัยแห่งการปฏิวัติเข้าด้วยกัน จนกลายเป็น “ภาพรวมขนาดใหญ่” ย่อมส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีความยาวเกิน 8 ชั่วโมง โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“เรื่องเล่า” แต่ละส่วนภายในโครงสร้างใหญ่ของ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ล้วนมีเอกลักษณ์และความสำคัญเฉพาะตน

มิอาจปฏิเสธว่า “เรื่องเล่า” จาก “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ของรีซัล ได้ถูกพัฒนาให้มีสถานะเป็นเส้นเรื่องหลักสำคัญสองสาย ที่มีชีวิตยืนยาวตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่ “เรื่องเล่า” อื่นๆ นั้น เข้ามามีบทบาทส่งเสริม-แทรกแซง เป็นการชั่วครู่

ชีวิตของนักดนตรีหนุ่มผู้ขับขานเพลงรัก-เพลงปฏิวัติอย่างน่าประทับใจ ถูกเล่าถึงสั้นๆ ภายในกรอบเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงแรกของหนัง แต่แน่นอนว่าเสียงเพลงที่ริเริ่มโดยเขากลับดังก้องกังวานไปตลอดทั้งเรื่อง เช่นเดียวกับบทกวีของรีซัล ซึ่งถูกผลิตซ้ำประปรายอยู่เรื่อยๆ โดยตัวละครหลายคน

“ตำนานปรัมปรา” ก็เป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ตำนานแห่งการต่อสู้ปลดแอก” หรือ “ตำนานที่มอมเมาผู้คนไม่ให้ลุกฮือ”

ตำนานในหนังของลาฟ สื่อให้เห็นถึง “ความเชื่อ” ที่ชักจูงบรรดานักปฏิวัติให้เวียนวนหลงทางอยู่ในป่าใหญ่ หรือชักนำให้พวกเขาเดินออกนอกเส้นทางการต่อสู้ จน “การปฏิวัติจริงๆ” ประสบความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนถึงยุคปัจจุบัน

ตำนานในผืนป่ายังผูกโยงไปถึง “ความเชื่อทางคริสต์ศาสนา” ที่ผสมผสานปนเปกับ “ความเชื่อท้องถิ่น” จนก่อให้เกิดภารกิจหลักสองด้าน

ทั้งการมอบความหวังที่ไม่มีทางเป็นไปได้ให้แก่ฝูงชนผู้ทุกข์ยาก-ไร้ทางออกในชีวิต และการขูดรีดบีบบังคับสามัญชนให้ต้องมาแสดงบทบาทเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้ทางเลือก

ฤทธานุภาพแห่ง “ตำนานปรัมปรา” มักออกทำงานในพื้นที่ “ป่า” ซึ่งถือเป็นตัวละครสำคัญรายหนึ่งของหนังเรื่องนี้

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ที่ร่วมแสดงใน “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งเดินทางมาพบปะกับผู้ชมที่ญี่ปุ่น เคยถามลาฟว่า สุดท้ายแล้วตัวละครจาก “เรื่องเล่า” หลายระนาบของหนังจะถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันได้อย่างไร?

ผู้กำกับภาพยนตร์เบอร์ต้นๆ ของเอเชีย ตอบว่า ทุก “เรื่องเล่า” จะถูกสานทอเข้าด้วยกันใน “ป่า” ซึ่งเป็นพื้นที่อันเปิดกว้างต่อทุกๆ “ความเป็นไปได้”

นำมาสู่ฉากเล็กๆ สั้นๆ ที่ตัวละครจากทุกชั้นของ “เรื่องเล่า” ได้มาดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันกลางป่าเขา แม้ต่างฝ่ายคล้ายจะไม่รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของฝ่ายอื่นๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ “ป่า” ยังอาจเป็นพื้นที่เปิดรับความฝัน จินตนาการ และอุดมการณ์การต่อสู้อันเป็นนามธรรม ซึ่งไหลเลื่อนเคลื่อนไหวไม่เคยหยุดนิ่ง

กระทั่งคนตายผู้หายสาบสูญไปในป่าก็ยังถูกคาดหวังให้มีชีวิตอยู่ ตราบใดที่คนข้างหลังยังค้นหาศพของเขาไม่พบ

เมื่อกล่าวถึงประเด็นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ถึงบทบาทของเหล่า “ตัวละครหญิง” ในหนัง

ตั้งแต่ภรรยาของนักปฏิวัติผู้สูญหาย เมียและแม่ของชาวบ้านนักต่อสู้ที่สูญเสียครอบครัว หญิงสาวท้องถิ่นที่เคยหลงผิดแปรพักตร์ไปสนับสนุนนายทหารสเปน จนคนในหมู่บ้านของเธอถูกสังหารหมู่ และมีสตรีหลายรายถูกข่มขืน

ตลอดจนสาวคนรักของนักดนตรีผู้ขับร้องเพลงปฏิวัติ และเด็กหญิงตาบอดผู้ตระเวนท่องบทกวีของ โฮเซ รีซัล ตามท้องถนน

น่าสนใจว่าตัวละครสตรีทั้งหลายมีสถานะเป็นสักขีพยานแห่งความสูญเสียและมรณกรรมของเหล่าบุรุษ พวกเธอเป็นผู้แบกรับเรื่องราวความเศร้าโศกแทนบรรดาผู้ชายที่จากไป

ทว่าขณะเดียวกัน ผู้หญิงก็ยังมีหน้าที่ผลิตซ้ำอุดมการณ์แห่งการต่อสู้และปฏิวัติ รวมถึงบทกวีและบทเพลงอันเกี่ยวเนื่องกับอุดมการณ์ดังกล่าว ให้มีชีวิตยืนยาวออกไปไม่รู้จบสิ้น

หากมองผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้หญิงในช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ จึงมิได้จ่อมจมอยู่กับความทุกข์โศกไปวันๆ หากยังมีหน้าที่สืบสานภารกิจการปฏิวัติอย่างแข็งขันอีกด้วย

สําหรับบริบทเฉพาะทางประวัติศาสตร์ในภาพยนตร์ “จุดมุ่งหมายแห่งการปฏิวัติ” หรือ “เสรีภาพที่แท้จริงของชาวฟิลิปปินส์” คือ “การปลดแอกจากสเปน”

ซึ่งผู้ชมหลายคนย่อมตระหนักได้ว่านี่เป็นเพียงการอุปมาเปรียบเทียบไปถึงการต่อสู้บนสนามอื่นๆ ในช่วงเวลาอื่นๆ

ดังที่ตัวละครบางรายสนทนากัน ณ ช่วงท้ายของหนังว่า “การปฏิวัติ” ย่อมไม่จบลงตรงชัยชนะเหนือสเปน และคนรุ่นหลังจะต้องรับหน้าที่ประเมินสถานการณ์ในอนาคตว่า “คู่ต่อสู้” รายต่อไปของพวกตนนั้นคือใคร?

ไม่ต้องคาดเดาว่า “ศัตรูในภายภาคหน้า” (หลังจากยุคสมัยของหนัง) ย่อมมีสถานภาพและตัวตนที่สลับซับซ้อนมากขึ้น

เพราะกระทั่งในยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของหนังเรื่องนี้ ก็ยังมีตัวละครนักปฏิวัติบางคนที่พร้อมเปิดอก “พูดคุย” กับชนชั้นนำสเปน เช่นเดียวกับตัวละครผู้หญิงชาวบ้านบางรายที่ยอมพลีกายอุทิศตนให้เจ้าอาณานิคม

แม้แต่ตัวละครจาก “ตำนานปรัมปรา” ก็ยังให้ความร่วมมือกับ “อำนาจภายนอก” อันอาจหมายความว่า “ตำนานท้องถิ่น” สามารถถูกฉวยใช้จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ “อำนาจต่างถิ่น” ได้

หรือในยุคปัจจุบัน ลาฟ ดิแอซ ก็เป็นคนหนึ่งซึ่งยืนกรานหนักแน่นว่าสังคมฟิลิปปินส์ต้องต่อสู้กับประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต” ที่เขามองว่าเป็นนักปลุกระดม ผู้หลอกลวงประชาชนผ่านการสร้าง “มายาคติร่วมสมัย” ซึ่งมีพลานุภาพไม่ต่างจาก “ตำนานปรัมปรา” ยุคเก่า

ยุคสมัยแห่งการปลดแอกจากอำนาจของสเปนที่ถูกนำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” อาจสิ้นสุดลงไปแล้ว

แต่ดูคล้ายภารกิจ “ปฏิวัติ” กลับยังมิได้ยุติปิดโครงการลงตามไปด้วย

“การปฏิวัติ” ในฟิลิปปินส์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในที่อื่นๆ จึงอาจมีสถานะเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน

ยาวนานยิ่งกว่าความยาว 485 นาทีของหนังเรื่องนี้เสียอีก

Season of the Devil

season of the devil

หนึ่ง

งานของลาฟที่ได้ดูก่อนหน้านี้ คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งหนังเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ดูจะเชื่อมโยงถึงกันพอสมควร อย่างน้อย ก็ได้แก่เรื่องบทบาทของ “เพลง/กวี” ในการต่อสู้ทางการเมือง และการกล่าวถึงโปรเจ็คท์การต่อสู้ปลดแอกทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สอง

ตามข้อมูล นี่คือ “หนังเพลง” ที่ตัวละครหลักๆ ร้องเพลงกันแทบทั้งเรื่องตลอดเวลาสี่ชั่วโมง โดยมีบทสนทนาปกติน้อยมาก แต่เมื่อเพลงในหนังไม่มีเสียง (เครื่อง) ดนตรีประกอบ หากเป็นการเอื้อนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสูงต่ำราวท่วงทำนองดนตรีจากปากมนุษย์ เพลงต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางบทกวีมากพอสมควร (ขณะเดียวกัน พระเอกของเรื่องก็เป็นกวีด้วย)

สาม

ตามการตีความส่วนตัว ลาฟพยายามฉายภาพการต่อสู้ระหว่างอำนาจเผด็จการกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเพรียกหาความจริงของพลเมือง ผ่านการปะทะกันระหว่าง “เพลง/กวี” ของทหาร/กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล กับ “เพลง/กวี” ของประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และถึงที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้าง myth มาห้ำหั่นกัน

ดังจะเห็นได้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีตัวละครที่เป็นเหมือน “บุคคลในจินตนาการ” หรือ “บุคลาธิษฐาน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของพวกตน

สี่

แต่อีกด้าน พอถึงช่วงหลังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่หนังเลือกห่อหุ้มตัวเองด้วย “เพลง/กวี” นั้น มันทำให้ความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองกลุ่มที่ควรจะแหลมคมรุนแรงกว่านี้ กลับอ่อนโยนและมีลักษณะเหนือจริงเกินไปหรือเปล่า?

ห้า

อีกประเด็นที่ระหว่างดูจะรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ คือ เหมือนลาฟจะเล่าเรื่องราวแบบย้ำคิดย้ำทำพอสมควร ผ่าน “เพลง/กวี” ชิ้นเดิมที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ และโครงสร้างเรื่องราวที่หมุนวนเป็นวงกลม แต่พอถึงฉากจบ ก็พบว่าสิ่งที่เขาเลือกทำมันส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่ออารมณ์คนดูไม่น้อย

หก

ถ้าใครได้ดูหนัง หลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์/สถานที่จัดฉาย คงจะต้องมีเสียงร้อง “ลา ลา ล้า ลา หล่า หล่า ลา ลา ล้า ลา ลา” ติดหัวมาบ้างล่ะ

(สัมภาษณ์พิเศษ)

สนทนากับคนทำหนังชั้นครูจากฟิลิปปินส์ ประวัติศาสตร์ บาดแผล การต่อสู้ และ “ดูแตร์เต”

เมื่อปลายปี 2559 “ลาฟ ดิแอซ” คนทำหนังจากประเทศฟิลิปปินส์ ได้นำภาพยนตร์ความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาที เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ปีนี้ นับเป็นปีทองของลาฟ ผู้กำกับภาพยนตร์วัยใกล้หกสิบ เมื่อเขาสามารถคว้าสองรางวัลสำคัญจากสองเทศกาลหนังระดับ “เมเจอร์” ของโลกตะวันตก

เรื่องแรก คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ที่ได้รับรางวัลอัลเฟรด บาวเออร์ ไพรซ์ จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

เรื่องที่สอง คือ “The Woman Who Left” ที่ได้รับรางวัลสิงโตทองคำ อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลหนังเวนิส ประเทศอิตาลี

ทีมข่าวมติชนทีวี มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ “ลาฟ ดิแอซ” ที่กรุงโตเกียว เพื่อพูดคุยถึงหนังยาวกว่า 8 ชั่วโมง ที่ได้รับรางวัลจากเบอร์ลิน โดยเฉพาะ

และเพราะคนทำหนังที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ผู้กำกับภาพยนตร์ชั้นครู” รุ่นปัจจุบันของทวีปเอเชีย มักอธิบายให้สื่อนานาชาติรับรู้อยู่เสมอ ว่าหนังที่มีความยาวเกินมาตรฐานปกติของเขา ไม่จัดเป็น “สโลว์ ซีเนม่า” แถมยังตั้งคำถามกลับไปว่าทำไมจึงต้องนิยามภาพยนตร์จากความยาวของมันด้วย?

คำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวจึงอาจไม่จำเป็นในบทสนทนานี้

แต่ลาฟยังพูดถึงประเด็นน่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ที่ชวนขบคิด ไม่ว่าจะเป็น “ประวัติศาสตร์” “การต่อสู้” “ความหมายแท้จริงของการปฏิวัติ” รวมถึงประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต”

คำตอบของเขาจะเข้มข้นแค่ไหน เชิญอ่าน

ลาฟ มติชน

-หลังจากหนังหลายเรื่องของคุณได้รับรางวัลใหญ่ๆ ในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญระดับนานานาชาติ ชีวิตในการทำหนังของคุณเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?

ไม่เปลี่ยนเลย พวกเราไม่ได้ทำหนังเพื่อหวังรางวัลเหล่านั้น แต่แน่นอนว่ารางวัลมันช่วยเหลือเราในบางด้าน เช่น ช่วยให้หนังมีช่องทางในการเผยแพร่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

-ผลตอบรับจากคนดูหนังชาวฟิลิปปินส์ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

มันก็เติบโตขึ้น แต่ยังเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยอยู่ อย่างไรก็ตาม นี่คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้ โดยที่เราต้องไม่ไปเร่งรัดคนดู ที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมหนังฮอลลีวูดมาเป็นร้อยปี อยู่ภายใต้อุตสาหกรรมภาพยนตร์กระแสหลักของฟิลิปปินส์มาเป็นร้อยปี ซึ่งอุตสาหกรรมหนังฟิลิปปินส์ก็ก็อปปี้ภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาอีกทีอยู่เสมอมา อย่างในปัจจุบัน กระแสหนังรอม-คอม (โรแมนติก คอมเมดี้) ก็ครอบงำตลาด หรือเมื่อก่อนก็เคยมียุครุ่งเรืองของหนังแอ๊คชั่น ดังนั้น นี่จึงเป็นการต่อสู้ในระยะยาว และเราก็ต้องเคลื่อนไหวผ่านการทำหนังต่อไปเรื่อยๆ

-หนังเรื่องนี้ถูกนำเสนอผ่าน “เรื่องเล่า” หลากหลายชั้นมากๆ จากประวัติศาสตร์ สู่นวนิยาย บทกวี หรือเพลง เรื่องเล่าทั้งหมดเหล่านั้นมันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไร?

หนังพูดถึงยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ปฏิวัติฟิลิปปินส์ ค.ศ.1897 เพลงในหนังก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติ และกลายเป็นบทเพลงสรรเสริญการปฏิวัติในเวลาต่อมา ส่วนตัวละครนักปฏิวัติในหนังก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายสองเรื่องของ “โฮเซ รีซัล” นอกจากนี้ ยังมีตำนานปรัมปราว่าด้วยอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัยดังกล่าวเช่นกัน

-เรื่องเล่าเหล่านั้นมันหนุนเสริมหรือขัดแย้งกันอย่างไรบ้าง?

ถ้าคุณศึกษาถึงธรรมชาติของวิชาประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องผนวกรวมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน คุณไม่ได้กำลังนำเสนอแค่ภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ที่มากกว่านั้น คือ บางครั้ง คุณควรวิพากษ์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ เพื่อแสดงให้เห็นภาพกว้างของยุคสมัยดังกล่าว

ถ้าคุณทำแบบนั้น ประวัติศาสตร์ก็จะกลายเป็นปรัชญา หรือการมีมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อยุคสมัยที่ผ่านพ้น

คุณต้องไม่โฟกัสไปที่ภาพน่าตื่นตาตื่นใจหรือตัวเหตุการณ์ แต่คุณต้องโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆ โฟกัสไปยังสรรพสิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจยุคสมัยดังกล่าวมากขึ้น นี่แหละคือประเด็นสำคัญ

มันคือการศึกษายุคสมัยทางประวัติศาสตร์ในเชิงวิพากษ์ ซึ่งจะส่งผลให้คุณสามารถค้นพบหลายๆ คำถามที่ผุดขึ้นมาจากยุคสมัยนั้นๆ ไม่ใช่ผุดขึ้นมาจากตัวเรื่องเล่า, ตัวละคร หรือเหตุการณ์

-ขอถามถึง “ป่า” ซึ่งนับเป็นตัวละครหลักตัวหนึ่งของหนัง อยากทราบว่า “ป่า” มีความหมายลึกซึ้งอย่างไรบ้าง?

“ป่า” คือ มาตุภูมิ เป็นพื้นที่แห่งการแสวงหาจิตวิญญาณ เป็นพื้นที่แห่งการ “หลงทาง” และค้นหา “ความหมาย” บางอย่างในชีวิต หรืออาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนที่เดินทางเข้าไปในนั้น ได้สัมผัสถึง “ความแปลกแยก”

-ผมรู้สึกประทับใจตัวละคร Tikbalang (อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า) สามตนภายในหนังมาก คุณช่วยอธิบายความหมายของพวกเขาที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมฟิลิปปินส์หน่อยได้ไหม?

Tikbalang เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ เป็นส่วนหนึ่งในตำนานปรัมปราของเรา จนปัจจุบัน คนจำนวนมากก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับ Tikbalang กันอยู่

ตัวละครในตำนานเหล่านี้ยังมีความสัมพันธ์กับกระบวนการสร้าง “มายาคติ” คุณสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่จริง สร้างการมีมุมมองเฉพาะต่อสิ่งต่างๆ หรือกระทั่งทฤษฎี แล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็น “สัจจะ”

กลับมาที่ปัจจุบัน กับการสร้าง “มายาคติ” ผ่านการเมืองระบบตัวแทนในประเทศของเรา ทำไมคนงี่เง่าอย่าง “ดูแตร์เต” ถึงกลายมาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ก็เพราะมีการสร้างมายาคติ เขาเป็นนักปลุกระดมฝูงชน เขาทำงานกับประชาชน โดยสร้างความคิดนามธรรมบางอย่างขึ้นมา แล้วประชาชนก็เชื่อเขา

นี่คือการมองเห็นโลกผ่านมายาคติและตำนานปรัมปราที่ถูกสร้างขึ้น คุณสามารถนำมุมมองแบบนั้นมาใช้เล่าเรื่องราวในปัจจุบันได้ เพราะเรื่องแบบบี้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นความเชื่อหนึ่งที่ฝังลึกในจิตใจของพวกเรา มันเป็นวงจรอุบาทว์ ของคนที่พยายามขยายอิทธิพลเข้าไปควบคุมมวลชน

นักปลุกระดมฝูงชนทำงานตรงจุดนี้ แล้วเขาก็ได้ครอบครองอำนาจจากการหลอกลวงผู้คน

-ขอถามถึงบทบาทของตัวละครผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ ผมสังเกตว่าตัวละครผู้หญิงส่วนใหญ่ในเรื่องมักจะต้องแบกรับความโศกเศร้า ต้องเผชิญหน้ากับภาวะสูญเสียสามีหรือครอบครัว คำถามคือตัวละครผู้หญิงสามารถมีภาระหน้าที่อื่นๆ ได้อีกไหม ในยุคสมัยแห่งการปฏิวัติ?

ภาพลักษณ์ของผู้หญิงมีศักยภาพในการแบกรับบาดแผลของการต่อสู้และการไถ่บาปทางประวัติศาสตร์อยู่เสมอมา

มันเป็นการดีที่จะ “ใช้” ภาพลักษณ์ของผู้หญิง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ หากคุณต้องทำงานในประเด็นว่าด้วยบาดแผลทางประวัติศาสตร์และการต่อสู้อันยาวนาน

เกือบสี่ร้อยปีในการต่อสู้กับสเปน เกือบร้อยปีที่เราถูกปกครองโดยอเมริกา รวมทั้งยุคมืดของการประกาศใช้กฎอัยการศึก การเข้ามาข่มขืนผู้หญิงท้องถิ่นของทหารญี่ปุ่น นี่คือบาดแผลติดตัวเรา นี่คือสิ่งที่เราต้องจ่ายเพื่อการไถ่บาป

ดังนั้น ถ้าเราจะใส่ภาพลักษณ์ของผู้หญิงฟิลิปปินส์ลงไปในหนัง พวกเธอก็มักต้องแบกรับบาดแผลเหล่านี้ เพราะมันเป็นการอุปมาเปรียบเทียบถึงการต่อสู้ได้เป็นอย่างดี

-ในท้องเรื่องของหนังเรื่องนี้ จุดประสงค์ของการปฏิวัติหรือความหมายแท้จริงของเสรีภาพ คือ การปลดแอกตนเองออกจากเจ้าอาณานิคมสเปน ถ้าปัจจุบันเรายังต้องการการปฏิวัติอยู่ อยากทราบว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของมัน?

เรื่องราวในหนังมันเป็นแค่พื้นผิว แต่ในความเป็นจริง พวกเรายังต้องทำงานให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกๆ ชาติ ก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น ตอนนี้ พวกเรามีเสรีภาพกันจริงๆ ไหมล่ะ? นี่คือคำถาม

ปัจจุบันนี้ เราย้อนกลับไปมีประธานาธิบดีที่เป็นนักปลุกระดม นี่คือสิ่งที่ผมถ่ายทอดไว้ในหนัง เป็นฉากผู้คนเดินหลงวนไปมารอบต้นไม้ นั่นคือวิธีเลือกผู้นำของพวกเขา (ประชาชน) คุณคิดว่าตอนนี้มันมีเสรีภาพจริงไหมล่ะ?

ประชาชนเลือกผู้นำคนนี้ เพราะเชื่อว่าตนเองจะได้เป็นส่วนหนึ่งของชาติ พวกเขาเคยถูกกีดกันออกไปเป็นคนชายขอบ แต่ “ดูแตร์เต” เป็นนักปลุกระดมที่เดินไปบอกคนเหล่านั้นว่า ถ้าคุณเลือกผม คุณจะได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาติ นี่คือวิธีปลุกระดม

ดังนั้น ประเด็นการปลดแอกตนเองหรือการได้มาซึ่งเสรีภาพ มันจึงกว้างขวางมาก

ภาพแทนของ “สามัญชน” ในสถานการณ์ปฏิวัติ

โจเอล ซาราโช

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ ผู้รับบทเป็นตัวละครชื่อ “แมง คาร์โย” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นพร้อม “ลาฟ ดิแอซ”

โดยเขาได้อธิบายถึงบทบาทของตัวละครรายดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“แมง คาร์โย” คือตัวละครที่เป็นภาพแทนของคนธรรมดาสามัญ ซึ่งต้องการเข้าร่วมเป็นหนึ่งของการปฏิวัติ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเช่นนั้น

เพราะเขามีอาการเจ็บป่วย นอกจากนี้ เขายังเป็นภาพแทนของคนชายขอบ ผู้เข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมในขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่เขาก็ยังคงต้องการอุทิศเสียสละตนแด่การปฏิวัติ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมภารกิจค้นหาร่างของ “อันเดรส โบนิฟาซิโอ” (บิดาแห่งการปฏิวัติฟิลิปปินส์) ในป่า

ระหว่างเดินทางในป่า เขาพบว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองสามารถถูกรักษาให้หายได้ด้วยเวทมนตร์ของตัวละครจากตำนานปรัมปราอย่างพวก Tikbalang โดยไม่ได้ตระหนักว่า “ความเชื่อ” ดังกล่าวไม่ใช่ “ความจริง” นั่นเพราะเขาเพียงแค่ต้องการจะหายขาดจากความป่วยไข้ที่รุมเร้าร่างกายหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค่อยๆ เดินเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ” เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

นี่อาจเป็นคำอธิบายว่า ทำไมการปฏิวัติของเราจึงแตกสลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อย ทำไมการปฏิวัติจึงล้มเหลวลง

Advertisements
คนมองหนัง

ท่องเทศกาลหนังสิงคโปร์ 2018

เดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีโอกาสไปท่องเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์เป็นหนที่สอง

เลยถือโอกาสนำบันทึกซึ่งเขียนถึงหนังเรื่องต่างๆ ที่ได้ดู มาเผยแพร่ในบล็อกนี้ครับ (ยกเว้น “กระเบนราหู” ที่จะเขียนแยกเป็นอีกโพสต์หนึ่ง ช่วงหลังปีใหม่ 2562)

Season of the Devil (ลาฟ ดิแอซ)

season of the devil

หนึ่ง งานของลาฟที่ได้ดูก่อนหน้านี้ คือ A Lullaby to the Sorrowful Mystery ซึ่งหนังเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ดูจะเชื่อมโยงถึงกันพอสมควร อย่างน้อย ก็ได้แก่เรื่องบทบาทของ “เพลง/กวี” ในการต่อสู้ทางการเมือง และการกล่าวถึงโปรเจ็คท์การต่อสู้ปลดแอกทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สอง ตามข้อมูล นี่คือ “หนังเพลง” ที่ตัวละครหลักๆ ร้องเพลงกันแทบทั้งเรื่องตลอดเวลาสี่ชั่วโมง โดยมีบทสนทนาปกติน้อยมาก แต่เมื่อเพลงในหนังไม่มีเสียง (เครื่อง) ดนตรีประกอบ หากเป็นการเอื้อนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสูงต่ำราวท่วงทำนองดนตรีจากปากมนุษย์ เพลงต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางบทกวีมากพอสมควร (ขณะเดียวกัน พระเอกของเรื่องก็เป็นกวีด้วย)

สาม ตามการตีความส่วนตัว ลาฟพยายามฉายภาพการต่อสู้ระหว่างอำนาจเผด็จการกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเพรียกหาความจริงของพลเมือง ผ่านการปะทะกันระหว่าง “เพลง/กวี” ของทหาร/กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล กับ “เพลง/กวี” ของประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และถึงที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้าง myth มาห้ำหั่นกัน

ดังจะเห็นได้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีตัวละครที่เป็นเหมือน “บุคคลในจินตนาการ” หรือ “บุคลาธิษฐาน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของพวกตน

สี่ แต่อีกด้าน พอถึงช่วงหลังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่หนังเลือกห่อหุ้มตัวเองด้วย “เพลง/กวี” นั้น มันทำให้ความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองกลุ่มที่ควรจะแหลมคมรุนแรงกว่านี้ กลับอ่อนโยนและมีลักษณะเหนือจริงเกินไปหรือเปล่า?

ห้า อีกประเด็นที่ระหว่างดูจะรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ คือ เหมือนลาฟจะเล่าเรื่องราวแบบย้ำคิดย้ำทำพอสมควร ผ่าน “เพลง/กวี” ชิ้นเดิมที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ และโครงสร้างเรื่องราวที่หมุนวนเป็นวงกลม แต่พอถึงฉากจบ ก็พบว่าสิ่งที่เขาเลือกทำมันส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่ออารมณ์คนดูไม่น้อย

หก ถ้าใครได้ดูหนัง หลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์/สถานที่จัดฉาย คงจะต้องมีเสียงร้อง “ลา ลา ล้า ลา หล่า หล่า ลา ลา ล้า ลา ลา” ติดหัวมาบ้างล่ะ

The Ashes and Ghosts of Tayug 1931 (คริสโตเฟอร์ โกซัม)

the ashes of ghosts

หนังเล่าเรื่องราวชีวประวัติของ “เปโดร คาโลซ่า” ซึ่งเป็นคล้ายๆ ผู้นำกบฏชาวนา/ผีบุญของฟิลิปปินส์ ผ่านเหตุการณ์สามช่วงเวลา คือ ปี 1931, 1966 และ 2017

ปี 1931 เปโดรถูกเนรเทศออกมาจากฮาวาย โทษฐานไปก่อตั้งสหภาพแรงงานที่นั่น พอกลับมาบ้านเกิด เขาก็ไปนำขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านอเมริกา โดยอิงกับความเชื่อทางคริสตศาสนาแบบท้องถิ่น จนก่อให้เกิดการลุกฮือครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นเหมือน “ชัยชนะของคนแพ้” คือ บรรดาแกนนำถูกจับ ชาวบ้าน/ชาวนาที่ร่วมเป็นกบฏถูกฆ่าตายหลายราย (ชาวเมืองไม่ร่วมมือกับกบฏ) แต่ก็สร้างแรงบันดาลใจแก่นักต่อสู้รุ่นต่อมา

ปี 1966 (ยุคมาร์กอสเพิ่งขึ้นมามีอำนาจ) มีนักวิชาการสองคนเดินทางขึ้นเขาไปสัมภาษณ์เปรโด ถึงการลุกฮือเมื่อกว่าสามทศวรรษก่อน ก่อนที่ในอีกหนึ่งปีต่อมา เขาจะถูกสังหารอย่างทารุณโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

ปี 2017 ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนหนึ่ง (เป็นตัวละครสมมุติ) พยายามสร้างหนังเกี่ยวกับเปโดร โดยเธอได้ตระหนักว่าเรื่องราวของเขาคือความทรงจำที่เลือนหายไปจากการรับรู้ของผู้คนรุ่นหลัง เขาคือวีรบุรุษผู้ถูกหลงลืม

ระหว่างดูจะรู้สึกว่าช่วงเวลาของหนังนั้นคาบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองหน้าสำคัญๆ ของบ้านเราพอดี

ปี 1931 ก็ใกล้เคียงกับเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ส่วนปี 1966 ก็คือยุคสงครามเย็นหรือสงครามปราบคอมมิวนิสต์ (ในหนังระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์มาชักชวนเปโดรเข้าร่วมต่อสู้ แต่เขาไม่ได้ตอบตกลง)

โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่าพาร์ทเรื่องราวภาคปัจจุบันของหนังนั้น แสดงอาการผิดหวังฟูมฟายกับการหลงลืมประวัติศาสตร์ของคนยุคปัจจุบันมากเกินไปหน่อย

อย่างไรก็ดี จุดเด่นสุดๆ ของหนังเรื่องนี้อาจมิใช่เนื้อหา แต่อยู่ตรงรูปแบบการนำเสนอ หนังตัดสลับเหตุการณ์สามช่วงเวลาไปมา โดยเหตุการณ์ปี 1931 ถูกนำเสนอในลักษณะ “ภาพยนตร์เงียบ” เหตุการณ์ปี 1966 จะเลียนพวก “หนังสารคดีชาติพันธุ์นิพนธ์” ส่วนเหตุการณ์ปี 2017 จะเป็นการนำภาพนิ่งมาร้อยเรียงกันโดยมีเสียงวอยซ์โอเวอร์ของตัวละครผู้กำกับหญิงคอยบรรยายประกอบ

ผู้กำกับอธิบายว่ารูปแบบการนำเสนอสามประเภทจะล้อไปกับลักษณะเด่นของภาพยนตร์ (หรืออาจจะเรียกได้ว่า visual culture) ในยุคนั้นๆ

กรณีเหตุการณ์ช่วงปัจจุบัน เขาก็อ้างอิงไปถึงวัฒนธรรมการถ่ายรูปในยุคดิจิทัล (ถ้าให้ผมอธิบายเพิ่มเติม คือ มันมีการนำเสนอในลักษณะเซลฟี่นิดๆ เพราะแม้จะออกเดินทางตามหาความทรงจำว่าด้วยวีรบุรุษผู้ถูกลืม แต่คนที่มีรูปเยอะสุดในพาร์ทนี้ ดันเป็นตัวละครผู้กำกับหญิง 555)

Long Day’s Journey into Night (ไป๋กัน)

long day

ไม่ได้ดูรู้เรื่องทั้งหมด และระหว่างดูก็ต้องปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวตัวเองอยู่เป็นระยะๆ

ประเด็นหลักๆ มันน่าจะเป็นการเดินทางย้อนกลับไปทบทวนความทรงจำ/อดีตของชายวัยกลางคนรายหนึ่ง ที่มีต่อรักเก่า/เพื่อนเก่า ท่ามกลางภาวะปัจจุบันที่เปลี่ยวเหงาว่างเปล่า

ซึ่งถ้าประเด็นหลักเป็นอย่างนี้จริงๆ ผมก็จะ “อิน” กับมันในระดับสูงเลย (ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง)

ครึ่งแรก หนังทำตัวเป็นโร้ดมูฟวี่, ภาพยนตร์สืบสวนสอบสวน ที่พระเอก ซึ่งเป็นนักเลงใหญ่คุมกาสิโน หวนกลับมาบ้านเกิด หลังพ่อของเขาเสียชีวิต ที่นั่นเขาได้พบรูปถ่าย ซึ่งนำไปสู่การพยายามแกะรอยสืบหาผู้หญิงคนหนึ่ง ว่าปัจจุบัน เธอไปอยู่ไหน ทำอะไร มีชีวิตอย่างไร

แต่หนังก็พาคนดูเดินทางไปพบกับความคลุมเครือ ภาวะสับสนระหว่างความจริงกับความไม่จริง ความทรงจำที่ดำรงอยู่เป็นห้วงๆ และดำเนินไปอย่างกระท่อนกระแท่น

หนังไม่ฟันธงชี้ชัดว่า “หญิงสาว” ที่พระเอกได้พบเจออีกครั้ง คือ บุคคลที่เขาตามหาจริงๆ หรือเปล่า หรือสุดท้าย เขาทำได้เพียงแค่จวนจะเจอเธอ แต่เธอที่เจอก็ไม่ใช่ตัวจริง กระทั่งต้องปล่อย “เธอ” หลุดหายเข้าไปในปล่องโพรงลึกลับซับซ้อนของความทรงจำครั้งแล้วครั้งเล่า

จุดหักเหหรือจุดไคลแม็กซ์ซึ่งพาหนังไปสู่ครึ่งหลังอันน่าตื่นตา ก็คือการหลุดเข้าไปสู่โลกภาพยนตร์สามมิติ

น่าสนใจว่า ก่อนหน้านั้น ตัวละครได้พูดเปรียบเทียบ “หนัง” กับ “ความทรงจำ” ไว้ว่าในขณะที่ “ความทรงจำ” มีทั้งเรื่องจริงและไม่จริงปนเปกันไป แต่ทุกอย่างในหนังคือสิ่งไม่จริง

นอกจากนั้น เรื่องราวของหนังในภาคสามมิติ ก็เป็นเหมือนภวังค์ฝัน ซึ่งขับเคลื่อนผ่านระลอกของเหตุการณ์เหนือจริงห้วงแล้วห้วงเล่า

อย่างไรก็ดี น่าตลกร้ายว่า “ความไม่จริง” และ “ความฝัน” ดังกล่าว กลับถูกนำเสนอด้วยภาพสามมิติ ซึ่งแลดู “สมจริง” กว่า (หนังสองมิติ) เดิม

โดยส่วนตัว จุดน่าสนใจซึ่งเข้าท่าดีของพาร์ทสามมิติในหนัง คือ มันแสดงให้เห็นถึงวิธีการฉายภาพหรือเล่าเรื่องราวว่าด้วย “ความทรงจำ-ความฝัน” ที่เปลี่ยนแปลงไป

ก่อนหน้านี้ เราอาจมีกลวิธีบางอย่างในการเล่าถึงองค์ประกอบดังกล่าวผ่านสื่อเดิมๆ เช่น หนังสือนิยายหรือภาพเคลื่อนไหวสองมิติ

แต่เราไม่มีทางที่จะพูดถึงความลี้ลับพิศวงของ “ความทรงจำ-ความฝัน” ผ่านเทคโนโลยี 3D แน่ๆ

อีกรายละเอียดหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ ความเปรียบตอนท้ายๆ เรื่อง เมื่อพระเอกมอบ “นาฬิกา” ให้สตรีปริศนา ส่วนเธอมอบ “ไฟเย็น” ให้เขาเป็นการแลกเปลี่ยน

“นาฬิกา” หมายถึงภาวะอันเป็นนิรันดร์ (น่าเสียดายที่มันพัง) ส่วน “ไฟเย็น” คือ ภาวะที่เกิดขึ้นชั่วครั้งคราวเพียงประเดี๋ยวประด๋าว

เมื่อนำนัยยะความหมายของทั้งสองสิ่งมารวมกัน มันก็คงคล้ายคลึงกับพันธกิจของพระเอกในหนังเรื่องนี้ นั่นคือ การเดินทางไปทบทวนความทรงจำแหว่งวิ่นที่ติดตรึงอยู่ในใจจนยากลบเลือน ทว่าบ่อเกิดแห่งความทรงจำนั้น กลับเป็นเพียงสายสัมพันธ์สว่างไสวระยะสั้นๆ ซึ่งวูบดับลับหายไปจนหมดสิ้นแล้ว

The Chambermaid (ลิล่า อาวิเลซ)

chambermaid

อาจไม่ใช่หนังดีมากๆ หรือเจ๋ง/แปลกใหม่แบบสุดๆ

แต่เผลอๆ นี่อาจเป็นหนังที่ผมชอบมากที่สุดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ปีนี้ และอาจเป็นหนึ่งในหนังที่ชอบมากๆ ในรอบปี 2561 ด้วย

หนังเล่าเรื่องของแม่บ้านทำความสะอาดห้องพักในโรงแรมหรู วัย 24 ปี ซึ่งมีลูกชายวัย 4 ขวบ แต่เธอว่าจ้างให้คนอื่นมาช่วยเลี้ยง เพราะไม่มีเวลามากพอ (ส่วนพ่อเด็กนั้น หนังไม่กล่าวถึง)

หนังพาเราไปพบกับบรรดาแขกบนชั้น 21 (ซึ่งตัวละครนำดูแลอยู่) ที่มีบุคลิกหลากหลาย และมีความแปลกประหลาดผิดเพี้ยนกันไปคนละอย่างสองอย่าง (ออกแนว “หลายชีวิตในโรงแรมใหญ่”) หรือแขกบางคนก็ไม่ปรากฏกายออกมาเลย แต่มีความสำคัญต่อจิตใจคุณแม่บ้านมิใช่น้อย

พร้อมๆ กันนั้น หนังก็ค่อยๆ คลี่คลายให้เราเห็นมิติซับซ้อนของชีวิตตัวละครนำ ผ่านสถานการณ์เล็กๆ น้อยๆ นานาประการ

ตั้งแต่ฉากที่เธอโทรศัพท์ไปคุยกับลูกและคนเลี้ยงลูก (หรือฉากที่เธอไปรับจ๊อบเลี้ยงเด็กเล็ก ซึ่งเป็นลูกของแขกโรงแรมคนหนึ่ง ระหว่างที่แม่ของเด็กอาบน้ำ)

ฉากที่เธอเล่นบทพ่อแง่แม่งอนกับเพื่อนร่วมงานเพศชาย (พนักงานทำความสะอาดกระจก) ซึ่งเข้ามาจีบเธอ อันนำไปสู่โมเมนต์สำคัญของหนัง ที่ทำให้ฉากระหว่างอนันดา-พรทิพย์ใน “พลอย” ของเป็นเอก แลดูจิ๊บๆ ไปเลย

ฉากที่เธอไปเรียนหนังสือภาคค่ำ และได้ทำความรู้จักกับเพื่อนพนักงานใหม่ๆ

ตลอดจนการพยายามไต่เต้าและความมุ่งมาดปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมของเธอ ผ่านการเฝ้าทวงถามเรื่องการได้สิทธิถือครองชุดราตรีที่มีลูกค้าลืมไว้ หรือความต้องการจะเลื่อนขั้นเลื่อนระดับในการทำงาน

หนังเล่าเรื่องราวเหล่านี้ไปอย่างเรียบเรื่อยทว่าเพลิดเพลิน และบทจะต้องเร้าอารมณ์ มันก็เร้าขึ้น

โดยรวมๆ โลกของตัวละครนำเหมือนจะรื่นรมย์อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็หนักไปทางอมทุกข์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม หนังไม่ได้ทำแค่แสดงความเห็นใจหรือเอาใจช่วยเธอ แต่หนังยังขับเน้นให้เห็นถึงความตึงเครียด, การหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง, การไม่มีเพื่อน และความทะเยอทะยานที่เกินขีดไปบ้างจนน่าหวั่นกลัวของตัวละครรายนี้

(พูดง่ายๆ ลักษณะนิสัยเฉพาะของเธอได้ผลักไสให้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว มีความทุกข์ยากขึ้นไปอีก)

บทสรุปของหนัง “เจ๋ง” และ “เหวอ” พอสมควร กล่าวคือ เมื่อคุณแม่บ้านตัวละครนำแกเลื่อนไปเป็นพนักงานระดับดีเลิศประจำ “ชั้นหรู” ไม่ได้เสียที (แถมยังคล้ายจะโดนหักหลังนิดๆ โดยเพื่อนใหม่ด้วยซ้ำ) สิ่งที่เธอทำ จึงได้แก่การทดลองสลับสับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองจากแม่บ้านทำความสะอาดไป (เลียนแบบ/สวมรอย) เป็น “แขกโรงแรม” ดูบ้างซะเลย

ป.ล.

ขณะเดียวกัน ผมก็ชอบรายละเอียดเล็กๆ จำนวนหนึ่งในหนัง เช่น การฉายภาพให้เห็นว่าเวลาแขกมันทำห้องพักในโรงแรมเละนั้น มันเละเทะได้ถึงขั้นไหน

หรือหนังจะเน้นให้เห็นว่าตัวละครนำเธอเป็นคน “มือหนัก” ระดับที่ขัดส้วมได้สะอาดเอี่ยม แต่ไอ้อาการมือหนักนั้น ก็ลามไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย ตั้งแต่เวลาเธออาบน้ำ หรือเวลาเธอแอบหยิบจับข้าวของของแขกขึ้นมาดู

ตัวละครสมทบอีกรายที่น่าประทับใจ ได้แก่ คุณป้าที่คอยทำหน้าที่กดลิฟท์โดยสารให้บรรดาพนักงาน แกเล่าว่าตัวเองก็เคยเป็นแม่บ้านทำความสะอาดห้องพักมาก่อน แต่เพราะมีปัญหาด้านร่างกายจากการปฏิบัติงาน จึงต้องมารับหน้าที่นี้ อีกรายละเอียดที่น่าสนใจดี คือ ระหว่างต้องยืนขึ้นๆ ลงๆ พร้อมลิฟท์ คุณป้าจะชอบอ่านหนังสือฆ่าเวลาไปด้วย

Our Time (คาร์ลอส เรย์กาดาส)

our time

อาจไม่ได้ชอบมันมาก ไม่ได้เข้าใจมันมาก (มีวูบหลับไปเล็กน้อย ตื่นมาต้องปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่พักใหญ่)

แต่ถึงที่สุด รู้สึกว่าหนังมันทะเยอทะยานดี

ในแง่เรื่องราว หนังเล่าถึงชีวิตคู่/ครอบครัวที่มีปัญหาระหองระแหงทางความสัมพันธ์ (การนอกใจ) หรืออาจกล่าวได้ว่า นี่คือหนังว่าด้วยปัญหาความรัก-ปัญหาชีวิตของกวี (ระหว่างดูจะนึกถึงหนังหลายๆ เรื่องของวูดดี้ อัลเลน)

นี่จึงเป็นเรื่องราวว่าด้วย “โลกส่วนตัว” ของปัญญาชนที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร

แต่ “โลกส่วนตัว” หรือเรื่องราวส่วนบุคคลเล็กๆ กลับถูกนำเสนอผ่านหนังที่ยาวกว่า 3 ชั่วโมง เต็มไปด้วยรายละเอียดยุบยิบ เล่นใหญ่ มากมาย

หลายๆ ซีนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักมากนัก ถูกนำเสนออย่างวิจิตรบรรจง ละเอียดลออ เช่น ฉากการแสดงดนตรีคลาสสิก ฉากขับรถยนต์ของนางเอก ที่ค่อยๆ เจาะลึกไปถึงระบบเครื่องยนต์กลไกของรถ ฉากเปิดเรื่องว่าด้วยความสุขสดใสอันงดงามของวัยเยาว์ หรือฉากปิดเรื่องว่าด้วยการเอาตัวรอดหรือความโหดร้ายในระบบแพ้คัดออกของธรรมชาติ

ด้านหนึ่ง เราอาจตั้งคำถามได้ว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ต้องถูกนำเสนอออกมาอย่างอลังการเป็นมหากาพย์ขนาดนั้น?

แต่อีกด้าน ก็อาจถามกลับได้เช่นกันว่า ทำไมเราถึงจะเล่าเรื่องราวความรัก ชีวิตครอบครัว ผุๆ พังๆ ของคนธรรมดา ให้เป็นมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ ไม่ได้ล่ะ?

Graves Without a Name (ฤทธี ปานห์)

graves without a name

หนังใหม่ของฤทธี ปานห์

สิ่งที่ชอบ คือ เหมือนหนังจะนำเสนอว่ามันมีวิธีวิทยาและญาณวิทยาที่หลากหลาย ในการเข้าถึงความจริงและความทรงจำบาดแผลยุคเขมรแดง

แน่นอน วิธีการหนึ่งที่จำเป็นต้องมี คือ การสัมภาษณ์แบบ talking head บรรดาผู้ที่เคยอยู่ร่วมเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ซึ่งชาวบ้านตัวเล็กๆ ที่ถูกสัมภาษณ์ ก็มีบทบาททั้งในฐานะ “ผู้กระทำการ” คือ เคยเข้าร่วมกับเขมรแดงอย่างกระตือรือร้น และ “ถูกกระทำ” กล่าวคือ แม้ชาวชนบทเช่นพวกเขาจะไม่ถูกทำร้ายทรมาน แต่หลายคนก็ตระหนักว่า ภายหลังความตายของผู้คนชาวเมืองที่ร่ำรวยจำนวนมากมาย ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น ความเท่าเทียมที่เคยหวังไม่ปรากฏ หรือสุดท้ายแล้ว พวกเขาโดนหลอกนั่นเอง

(ชาวบ้านคนหนึ่งพูดปลงๆ ทำนองว่า ถ้าพื้นโลกมันไม่ “ราบเป็นหน้ากลอง” ความเท่าเทียมก็ไม่มีอยู่จริงหรอก)

การสัมภาษณ์ “ผู้กระทำการ/ผู้ถูกกระทำ” ในหนังเรื่องนี้ให้ผลลัพธ์ที่ตื้นตันชวนฉุกคิดดีอยู่เหมือนกัน แม้จะไม่ได้บีบคั้น กดดัน ทารุณ เท่ากับงานของ “โจชัว ออพเพนไฮเมอร์” ในกรณีฝ่ายขวาอินโดนีเซีย

แต่สิ่งที่ผมตื่นตาตื่นใจจริงๆ กลับเป็นเนื้อหาในส่วนของการติดต่อวิญญาณคนตาย/เหยื่อผู้เสียชีวิต และการเสาะแสวงหาร่องรอยของพวกเขา (ซึ่งไม่ใช่กระดูกหรือร่างแท้จริงด้วยซ้ำ) ผ่าน “ไสยศาสตร์”

ซึ่ง “ไสยศาสตร์” ในหนังก็มีหลากหลายมาก ตั้งแต่พิธีกรรม “การเกิดใหม่” แบบพุทธ-ผี, การเข้าทรง, การนั่งทางใน หรือการตั้งไข่ เพื่อสื่อสารกับวิญญาณ

ปานห์จึงกำลังบอกคนดูว่า การเข้าถึง “ความจริง” และ/หรือ “ความทรงจำ” นั้นมีหลายแบบ และบางที “ความจริง” ที่เยียวยาเราอาจจะ “ไม่จริง” ก็ได้

ดุจเดียวกับ “ก้อนหิน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เขาใช้สื่อแทน “กระดูกผู้วายชนม์”

ดังนั้น จุดเด่นของหนังสารคดีเรื่องนี้ จึงได้แก่ สารที่บอกว่าการเดินทางเสาะแสวงหาสัจจะทางการเมืองนั้น มีมิติเรื่อง “จิตวิญญาณ” ดำเนินคู่ขนานกันไป

บ่อยครั้ง มิติอย่างหลังกลายเป็นสิ่งที่ช่วยปลดปล่อย หรืออย่างน้อยก็ผ่อนคลายเรา จากพันธะหนักอึ้งของอดีตและความทรงจำ

คนมองหนัง

บันทึกถึง “ขุนพันธ์ 2”

ในแง่ความสนุก ความลงตัว ความลื่นไหลของการเล่าเรื่อง ตลอดจนเทคนิคพิเศษต่างๆ หนังภาคนี้ดีกว่าภาคแรกแน่ๆ และมากๆ

ขุนพันธ์ 2 โปสเตอร์แนวตั้ง

จุดน่าสนใจและน่าถกเถียง คือ แก่นกลางหลักของหนัง ที่นำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับคาถาอาคม/ความเชื่อเชิงไสยศาสตร์และชุมโจรภาคกลาง มาอธิบายหรือสร้างความชอบธรรมให้แก่แนวคิดกระแสหลักว่าด้วย “อำนาจ-บารมี” แบบไทยๆ มากกว่าจะตีความองค์ประกอบเหล่านั้นในฐานะเรื่องเล่าของความเชื่อ/กลุ่มคน ซึ่ง “ต่อต้านอำนาจรัฐ”

แรกๆ หนังวางบุคลิกลักษณะของตัวละครหลายรายไว้อย่างมีมิติ เช่น คนดูจะได้สัมผัสกับ “เสรีไทย” ในมุมที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยครั้งนัก คือเป็น “เสรีไทยแบบเทาๆ” ที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นคนรักชาติ/ต้านญี่ปุ่น กับความเป็นคนนอกกฎหมายหรือคนในระบบกฎหมายที่ใช้อำนาจในทางไม่ถูกต้อง

แต่ท้ายสุด ความกำกวมสีเทาๆ เหล่านั้น ก็ค่อยๆ ถูกลบเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย จนเราได้เห็นเพียง “เสรีไทยหนุ่ม” ที่เกรี้ยวกราด อยากสร้างชื่อ แต่ขาดประสบการณ์, เราได้เห็นแค่นักการเมืองหรือคนปรารถนาอำนาจทางการเมืองที่สกปรก หักหลังมิตรสหาย, เราได้เห็นการเลือกตั้งอันฉ้อฉล รวมถึงข้าราชการเลวทรามจำนวนมาก

สภาวะอัปลักษณ์ทั้งหลายดังกล่าวจำเป็นจะต้องถูกขจัดทิ้ง ด้วยคุณอำนาจแห่ง “ความดี-ความศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งรวมศูนย์อยู่ที่ตัวละคร “ขุนพันธ์”

ขุนพันธ์

ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่าคนทำหนังเรื่องนี้ ได้สกัดแยกชีวิตด้านต่างๆ ของ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” ตัวจริง ออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรกนำไปประกอบสร้างเป็นตัวละคร “ขุนพันธ์” มือปราบตงฉิน-จอมขมังเวทย์-ท่านขุน (ข้าราชการจากระบอบเดิม) คนเดียวของสังคมตำรวจในภาพยนตร์

และส่วนที่สอง ซึ่งถูกเกลี่ยกระจาย/ผลักภาระไปให้ตัวละคร (ผู้ร้าย) รายอื่นๆ อาทิ

“ขุนพันธ์ตัวจริง” ไม่น่าจะแอนตี้นักการเมืองและระบบการเลือกตั้งชนิดหัวเด็ดตีนขาด เหมือนที่ “ตัวละครขุนพันธ์” อยู่ขั้วตรงข้ามกับตัวละครหลวงธำมรงค์และเสือฝ้าย เพราะอย่างน้อย อดีตข้าราชการตำรวจท่านนี้ก็เคยเป็น ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อยู่หนึ่งสมัย

เอาเข้าจริง “ขุนพันธ์” ก็ไม่ต่างจากหลวงธำมรงค์และเสือฝ้ายในหนัง ที่เริ่มต้นจากการเป็นคนท้องถิ่น-ข้าราชการ ซึ่งค่อยๆ สั่งสมบารมีในพื้นที่ แล้วลงเล่นการเมือง

เช่นเดียวกัน แม้หนังจะสร้างภาพ “ตัวละครขุนพันธ์” ให้มีลักษณะไม่เป็นเนื้อเดียวกับ “เสรีไทย” (เสือฝ้าย-ร.ต.อ.อัศวิน) แต่ในชีวิตจริง ชื่อเสียงในฐานะมือปราบของ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” นั้นกลับขจรขจายในยุค “หลวงอดุลเดชจรัส” ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ

ซึ่งหลวงอดุลฯ ก็มีอีกสถานะเป็นรองหัวหน้าขบวนการเสรีไทย และเป็นผู้เชื่อมประสานเสรีไทยเข้ากับกลไกของระบบราชการ

เท่ากับว่าเวลาเรานั่งดูตัวละครเสือฝ้าย หลวงธำมรงค์ หรือกระทั่ง ร.ต.อ.อัศวิน เงาบางด้านของ “ขุนพันธ์ตัวจริง” ก็กำลังปกคลุมทาบทับตัวละครเหล่านั้นอยู่ด้วย

อัศวิน

ขอยอมรับว่าตัวละครที่ผมแอบเห็นใจมากที่สุดใน “ขุนพันธ์ 2” คือ “ร.ต.อ.อัศวิน” ด้วยความรู้สึกว่าคนหนุ่มอย่างเขาไม่ควรจะต้องถูกลงโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์

ตำรวจหนุ่มผู้นี้อาจจะมีลักษณะการทำงาน “เอาหน้า” อยู่บ้าง แต่นี่ก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างอะไรกับรองเผด็จหรือสารวัตรอิศรา โดยที่สองคนหลังมิต้องรับโทษ/กรรมหนักเท่าอัศวิน

และเพียงแค่อัศวินเชื่อมั่นในหลักการวิทยาศาสตร์และไม่เชื่อในไสยศาสตร์ เขาก็ถึงกับต้องเกือบตายและเสียโฉม กลายเป็นชายหน้าตาอัปลักษณ์

ครั้นจะแก้แค้นคู่กรณีด้วยการหัดชกใต้เข็มขัดบ้าง หนังก็วาดภาพว่านั่นคือพฤติกรรมโหดเหี้ยมต่อผู้หญิง ขณะที่ภาพตอนอัศวินโดนตำรวจด้วยกัน (ซึ่งแฝงตัวไปเป็นโจร) เช่นขุนพันธ์ยิงกรอกปากนั้น กลับถูกนำเสนอออกมาอย่างไม่โหดร้ายสักเท่าไหร่

และแน่นอน พอท้ายสุด อัศวินหันไปเชื่อ ศึกษา และยอมรับในไสยศาสตร์ หนังก็ลงทัณฑ์เขาอย่างสาหัสและเจ็บปวดเกินบรรยาย

ข่าวบันเทิง

“พันท้ายนรสิงห์” อีกหนึ่งหนัง/ละครที่มาก่อนกาล ท่ามกลางกระแสฮิต “บุพเพสันนิวาส”

ภาวะฮิตระเบิดของ “บุพเพสันนิวาส” ทำให้หลายคนพยายามเปรียบเทียบละครทีวีเรื่องนี้กับ “ศรีอโยธยา” ซีรีส์เล่าเรื่องราวยุคเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 โดย “หม่อมน้อย” ของช่องทรูฯ หรือหนังใหญ่เมื่อ 14 ปีก่อนอย่าง “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า”

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งผลงานบันเทิงที่มีความสอดคล้องใกล้เคียงกับ “บุพเพสันนิวาส” มากๆ คือ “พันท้ายนรสิงห์” ของ “ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล” หรือ “ท่านมุ้ย”

แรกเริ่มเดิมที โปรเจ็กท์นี้ถูกผลิตเป็น “ภาพยนตร์โทรทัศน์” เพื่อป้อนช่อง 3 แต่กลับโดนดองอย่างยาวนาน และมีข่าวว่าอาจจะถูกเผยแพร่ในฐานะละครเย็นแทน

ท่านมุ้ยและพร้อมมิตร ภาพยนตร์ จึงเปลี่ยนแผน ตัดภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องนี้ให้สั้นลง จนกลายเป็น “ภาพยนตร์ฉายโรง” ในปี 2558

ก่อนจะนำภาพยนตร์โทรทัศน์ความยาว 19 ตอน มาแพร่ภาพทางช่องเวิร์กพอยต์ ณ ปี 2559

โดย “พันท้ายนรสิงห์” ทั้งสองฉบับ ไม่ได้ประสบความสำเร็จเรื่องรายได้หรือเรตติ้งมากมายนัก (ดูรายละเอียดเรตติ้งของละคร “พันท้ายนรสิงห์” ที่นี่)

อย่างไรก็ดี ใช่ว่า “พันท้ายนรสิงห์” ของท่านมุ้ยจะไม่มีจุดเด่นอยู่เลย

จุดน่าสนใจมากๆ ของภาพยนตร์โทรทัศน์/ฉายโรงเรื่องนี้ ก็คือ การใส่เนื้อหาว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมืองช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์และต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวงลงไปในเรื่องราวอย่างเข้มข้นจริงจัง

โดยเฉพาะในประเด็นการเมืองสมัยพระนารายณ์นั้น นี่อาจนับเป็นสื่อบันเทิงไทยเรื่องแรกสุดที่นำเสนอประเด็นดังกล่าวเลยด้วยซ้ำ (ก่อนการมาถึงของ “บุพเพสันนิวาส”)

หลวงสรศักดิ์ต่อยฟอลคอน
ฉากหลวงสรศักดิ์ต่อยฟอลคอนใน “พันท้ายนรสิงห์”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีตัวละครหลายรายใน “พันท้ายนรสิงห์” ที่ซ้อนทับกับตัวละครใน “บุพเพสันนิวาส”

เช่นเดียวกับนักแสดงบางคนที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์/ละครสองเรื่องนี้ โดยรับบทบาทต่างกัน

ได้แก่

พระนารายณ์ พันท้าย

สมเด็จพระนารายณ์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สุเชาว์ พงษ์วิไล

พระปีย์

พระปีย์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย ไชยา มิตรชัย

สองเจ้าฟ้า

เจ้าฟ้าศรีสุพรรณ (พระขนิษฐาในสมเด็จพระนารายณ์) – เจ้าฟ้าสุดาวดี (พระธิดาในสมเด็จพระนารายณ์) รับบทโดย ธัญญา วชิรบรรจง และพิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์

(ในบุพเพสันนิวาสมีตัวละครสตรีสูงศักดิ์ปริศนารับบทโดย เจนจิรา จันทรศร ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าฟ้าหนึ่งในสองพระองค์นี้)

พระเพทราชา พันท้าย

พระเพทราชา ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สมภพ เบญจาธิกุล

หลวงสรศักดิ์ พันท้าย

หลวงสรศักดิ์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย พันเอกวันชนะ สวัสดี (ผู้พันเบิร์ด)

ฟอลคอน พันท้าย

ฟอลคอน ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สเตฟาน เดอร์ ฌานาจ

พระยาราชสงคราม

นิรุตติ์ ศิริจรรยา ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น ออกญาโหราธิบดี ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็นตัวร้ายชื่อ พระยาราชสงคราม

หลวงกำแหง

ปราปต์ปฎล สุวรรณบาง ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น สมเด็จพระนารายณ์ ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็น หลวงกำแหง ลูกน้องพระยาราชสงคราม

พระเจ้าอังวะ

สุรศักดิ์ ชัยอรรถ ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น ออกญาโกษาธิบดี (เหล็ก) ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็น พระเจ้าสิริสุธรรมราชา พระเจ้าอังวะ

ติดตามชมภาพยนตร์โทรทัศน์ “พันท้ายนรสิงห์” เวอร์ชั่น 19 ตอน ได้ในเพลย์ลิสต์ด้านล่าง ใครสนใจประเด็นการเมืองปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์และต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง ขอแนะนำให้ดู ตอนที่ 1 และ 18

ข่าวบันเทิง

รู้ไหม? “ผู้ออกแบบงานสร้างบุพเพสันนิวาส” เคยร่วม “ออกแบบงานสร้าง” ให้หนัง “ทวิภพ” มาก่อน!

เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา สำนักข่าวออนไลน์ “เดอะ สแตนดาร์ด” เป็นผู้จุดกระแสรำลึกวาระครบรอบ 14 ปี ของภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” ในบริบทที่ละครโทรทัศน์เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ของช่อง 3 กำลังฮิตระเบิดทั่วบ้านทั่วเมือง

หลายคนเห็นว่าภาพยนตร์และละคร (นิยาย) คู่นี้ มีความสอดคล้องคล้ายคลึงกันหลายประการ อาทิ เป็นเรื่องราวของหญิงสาวจากยุคปัจจุบันที่พลัดหลงเข้าไปในอดีต อันเป็นยุคที่อยุธยา/กรุงเทพฯ ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญา-การเมืองระหว่างประเทศ และต้องพยายามปรับประสานต่อรองกับ “ตะวันตก” เหมือนกัน

นอกจากนี้ มณีจันทร์และเกศสุรางค์ แห่งทวิภพและบุพเพสันนิวาส ยังโชคดีได้ไปใช้ชีวิตท่ามกลางขุนนางชนชั้นนำรายสำคัญๆ แห่งยุคสมัยเหล่านั้นคล้ายกัน

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ผู้ชมที่ชื่นชอบภาพยนตร์ “ทวิภพ” เวอร์ชั่นสุรพงษ์ และละครโทรทัศน์ “บุพเพสันนิวาส” พยายามเชื่อมโยงหนัง-ละครสองเรื่องนี้เข้าหากัน ก็คือ การออกแบบงานสร้างที่อยู่ในมาตรฐาน “ดี”

เข้าเฝ้า บุพเพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อละคร “บุพเพสันนิวาส” ตอนที่แพร่ภาพในคืนวันที่ 28 มีนาคม 2561 นำเสนอฉากสมเด็จพระนารายณ์ทรงโน้มกายรับพระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จากเชอวาเลีย เดอ โชมองต์ ราชทูตฝรั่งเศส

ซึ่งคงทำให้คนดูจำนวนไม่น้อย ย้อนนึกถึงงานเนี้ยบๆ ในทวิภพ เช่น ฉากที่เซอร์จอห์น เบาว์ริง เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 4

เข้าเฝ้า ทวิภพ

ล่าสุด บล็อกคนมองหนังตรวจสอบพบข้อมูลที่ทำให้เราสามารถมั่นใจได้ว่า “การออกแบบงานสร้าง” ของ “ทวิภพ” (2547) กับ “บุพเพสันนิวาส” (2561) นั้นมี “จุดร่วมกัน” เกินกว่าที่หลายคนคาดคิด?

ศักดิ์ศิริ จันทรังสี

กล่าวคือ แม้เมื่อแรกตรวจสอบดูเครดิตทีมงานผู้สร้างหลักๆ ของหนัง “ทวิภพ” เราจะพบเพียงชื่อของ “ศักดิ์ศิริ จันทรังสี” เป็นผู้ “ออกแบบงานสร้าง” (Production Designer) ทว่าหลังจากนั้น จะมีการระบุตามมาว่าหนังมีผู้ “ออกแบบงานสร้างฝ่ายไทย” (Thai Production Designer) เพิ่มอีกหนึ่งราย คือ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์”

เครดิต ประเสริฐ ทวิภพ

น่าสนใจว่า หากใครได้ดู “บุพเพสันนิวาส” และนั่งพิจารณารายชื่อทีมงานผู้สร้างโดยละเอียด เราก็จะพบว่าผู้ควบคุมงาน “โปรดักชั่น ดีไซน์” (ผู้ออกแบบงานสร้าง) ของละครเรื่องนี้ คือ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์” เช่นเดียวกัน

เครดิต ประเสริฐ บุพเพสันนิวาส

ประเสริฐจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เคยมีผลงานด้านศิลปกรรม-ออกแบบงานสร้างให้แก่หนังละครย้อนยุคหลายเรื่องมาต่อเนื่องยาวนาน เช่น สุริโยไท ตำนานสมเด็จพระนเรศวร บางระจัน และกำไลมาศ (ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Kwankhaow Gtk)

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่งานสร้างของ “บุพเพสันนิวาส” จะมีรายละเอียดน่าสนใจ และชวนให้นึกถึง “ทวิภพ” ฉบับสุรพงษ์ แม้จะมีสเกลเล็กกว่าพอสมควร

เนื่องเพราะ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์” คือผู้มีส่วนรับผิดชอบสำคัญในกระบวนการออกแบบงานสร้างของหนัง-ละครคู่นี้นั่นเอง

ขอบคุณ เฟซบุ๊ก Kwankhaow Gtk ที่ทำให้ข้อมูลเรื่องคุณประเสริฐเป็น “ผู้ออกแบบงานสร้าง” ของ “บุพเพสันนิวาส” ถูกเผยแพร่ในวงกว้างผ่านโซเชียลมีเดีย และ ดร.ไกรวุฒิ จุลพงศธร ที่ชี้แนะให้เห็นว่าคุณประเสริฐเคยทำงานด้านเดียวกัน ในกองถ่ายภาพยนตร์ “ทวิภพ” มาก่อน

ข่าวบันเทิง

อีกเวอร์ชั่น! ชม “ฟอลคอน-ท้าวทองกีบม้า” จากภาพนิ่งของตัวอย่างหนังเรื่อง “SÏAM”

ในขณะที่ละครโทรทัศน์ “บุพเพสันนิวาส” กำลังฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง

ก็มีอีกหนึ่งโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ของผู้กำกับลูกครึ่งไอริช-ไทย (ที่ทำหนังไทยมาหลายเรื่อง) ซึ่งกำลังถูกพัฒนาขึ้น โดยท้องเรื่องของหนังเรื่องนี้จะอยู่ในยุคสมัยเดียวกันกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ใน “บุพเพสันนิวาส”

หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า “SÏAM” ผลงานการกำกับของ “ทอม วอลเลอร์” แห่ง De Warrenne Pictures ซึ่งเคยกำกับหนังพูดไทยอย่าง “ศพไม่เงียบ” และ “เพชฌฆาต” มาแล้ว

ตามข้อมูลที่ถูกประชาสัมพันธ์เอาไว้ในช่วงเริ่มต้นโปรเจ็คท์ หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องราวในช่วงที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ส่งบาทหลวงคณะเยสุอิตกลุ่มหนึ่งเข้ามายังอยุธยาเมื่อ ค.ศ.1685 เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงราชอาณาจักรแห่งนี้ให้กลายเป็นดินแดนคาทอลิก กลุ่มบาทหลวงได้ดำเนินกโลบายดังกล่าวโดยร่วมมือกับ “คอนสแตนติน ฟอลคอน” หรือ ออกญาวิชเยนทร์ ขุนนางต่างชาติซึ่งเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์

อย่างไรก็ตาม เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงประชวรหนัก แผนการยึดครองอยุธยาของฝรั่งเศสกลับประสบกับความยากลำบาก เพราะเกิดเหตุรัฐประหารอันนองเลือดและการปฏิวัติขึ้นในสยาม

ก่อนหน้านี้ ทางทีมงานผู้สร้างได้เริ่มเผยแพร่ภาพนิ่งจากการถ่ายทำตัวอย่างของหนังเรื่องนี้ (น่าจะเพื่อโปรโมทและหาทุนสร้าง) ในช่วงกลางปี 2017 ก่อนจะเงียบหายไป

แต่เมื่อกระแส “บุพเพสันนิวาส” กำลังมาแรง เพจเฟซบุ๊กของภาพยนตร์ก็ได้ทยอยปล่อยภาพนิ่งชุดใหม่จากหนังตัวอย่างออกมาอีกรอบ โดยเป็นภาพตัวละครที่มีบทบาทเด่นอยู่ในละครเรื่องดังของช่อง 3 เช่นกัน ได้แก่ “ฟอลคอน” และ “ท้าวทองกีบม้า”

ว่าแล้วก็ไปชมภาพนิ่งจากหนังตัวอย่างของ “SÏAM” กันเลยดีกว่า

ฟอลคอน

ฟอลคอน รับบทโดย เดวิด อัศวนนท์

ท้าวทองกีบม้า

ท้าวทองกีบม้า สอง

ท้าวทองกีบม้า รับบทโดย มิญช์ภัส งามเกิดธีรสีห์ นางแบบดาวรุ่ง จะเห็นได้ว่าผู้สร้างพยายามขับเน้นการมีเชื้อสายญี่ปุ่นของตัวละครรายนี้ มากกว่าการมีเชื้อสายโปรตุเกส

พระเพทราชา

พระเพทราชา รับบทโดย วิทยา ปานศรีงาม

หลวงสรศักดิ์

หลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) รับบทโดย เวย์ ปริญญา อินทชัย

ariya

อารียา (Ariya) ตัวละครนำหญิงซึ่งน่าจะถูกสมมุติขึ้น รับบทโดย มัจฉา โมซิมันน์ (อีกหนึ่งนางแบบดาวรุ่ง ล่าสุด เธอเหมือนจะกลายเป็นนักแสดงในสังกัด GMM ไปแล้วด้วย)

หลุยส์ 14

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14

ลาลูแบร์

ซีมง เดอ ลา ลูแบร์

โฟแบง

เชอวาเลีย เดอ ฟอร์แบง

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายทำไปถึงขั้นไหนแล้ว? และมีแผนจะเข้าฉายเมื่อไหร่?

ที่มาภาพ-ข้อมูล: เพจเฟซบุ๊ก SÏAM และ http://www.dewarrenne.com/

คนมองหนัง

ความรู้สึกหลังดู “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” เวอร์ชั่น “Director’s Cut” รอบสอง

1.

ทวืภพ 3

เป็นการดูรอบสองที่โรงหนังศรีศาลายา หลังจากเคยดูเมื่อครั้งที่หนังเวอร์ชั่นนี้เข้าฉาย ณ House RCA เมื่อหลายปีก่อนโน้น

การฉายที่ศรีศาลายาเหมือนจะมีปัญหาเรื่องระบบเสียงหน่อยนึง เวลาตัวละครที่รับบทโดย “นิรุตติ์ ศิริจรรยา” พูด (ประโยครูปแปลกๆ ด้วยเสียงที่อยู่ในลำคอ) จึงค่อนข้างฟังลำบากอยู่พอสมควร

2.

ทวิภพ 1

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าตัดปัญหาเรื่องเสียงออกไป ผู้ชมยังสัมผัสได้ถึง “พลังเต็มเปี่ยม” ของหนังเรื่องนี้

ต้องยอมรับว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” นั้น เป็นหนังไทยที่ “ทะเยอทะยาน” จริงๆ

ทั้งในแง่การกล้าลงทุนสร้างหนังแบบนี้ (แต่ผลตอบรับกลับสวนทางกับทุนสร้างแบบสุดๆ) ซึ่งถ้ามองจากยุคปัจจุบัน คงไม่มีใครกล้าทุ่มทุนให้หนังพีเรียด อลังการงานสร้าง และมีประเด็นเคร่งเครียดจริงจัง ในทำนองนี้อีกแล้ว

(ยุคนั้น ส่วนหนึ่ง ผู้สร้างอาจยังอยากลองเสี่ยงเพื่อต่อยอดความสำเร็จจาก “บางระจัน” และร่วมวิ่งไปบนลู่ใกล้ๆ กับ “สุริโยไท”)

อีกส่วนหนึ่งซึ่งต้องยอมรับว่าเป็น “จุดยิ่งใหญ่” มากๆ ของหนังเรื่องนี้ คือ การกล้าหาญนำเสนอ “ภาพแทน” ของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี คือ รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 รวมถึงพระปิ่นเกล้า

3.

ทวิภพ 2

เอาเข้าจริง ทวิภพฉบับนี้ (และเวอร์ชั่นนี้) มันแทบไม่ใช่หนัง Fiction เลยด้วยซ้ำ แต่มีลักษณะค่อนไปทาง Essay Film มากกว่า

ถ้าใครคาดหวัง “ดราม่า” คาดหวัง “การเร้าอารมณ์” จากมัน เลยอาจไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้นกลับบ้านไป

หนังไม่มี “นักแสดง” ที่สวมบทบาทได้ดีหรือน่าประทับใจเป็นพิเศษ (แต่พวกเขาจะน่าจดจำเป็นช็อตๆ ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของ Mise-en-scène มากกว่า)

นักแสดงทุกคนจึง “พูด/แสดง” ในสิ่งที่คนทำ (ผู้กำกับและคนเขียนบท) ต้องการจะพูดหรือโชว์ข้อมูลที่พวกตนได้ศึกษาค้นคว้ามาและเชื่อถือ

อีกแง่หนึ่ง นักแสดงใน “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” ย่อมถือเป็น “ร่างทรงแทบจะสำเร็จรูป” ของคนทำ

สภาวะเช่นนี้นำไปสู่ทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อไม่ดี”

แน่นอน ผมยังคง “ยี้” บทพูดและการแสดงที่จงใจเสียดสีเรื่อง “คนไทยยุคหลังอ่านหนังสือปีละ 6 บรรทัด”

นอกจากนี้ มันจะมีบทพูดบางส่วนที่ฟังดู “ตลก” ไม่ค่อยเป็นภาษาคน เช่น ตอนที่ตัวละครพูดถึง “โอกาส” ที่จะฆ่าหรือไม่ฆ่ากงสุลโอบาเรต์ หรือตอนมณีจันทร์เพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้วนอนงัวเงียบนรถ

แต่ขณะเดียวกัน ผมกลับชอบลักษณะการพูดจาแปลกๆ ของบรรดาตัวละครในหนังอยู่ไม่น้อย เราจะเห็นได้ว่าในหลายจังหวะ ตัวละครจะชอบพูดจาซ้ำไปซ้ำมา ย้ำทวนประโยคเดิม 2-3 หน เหมือนคนมีอาการย้ำคิดย้ำทำ

พอกลับมาดูหนังรอบล่าสุด ผมดันสนุกและขำๆ กับจังหวะการพูดแบบนี้ (ข้อนี้ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้ว นี่เป็นลักษณะการพูดในชีวิตปกติของคนทำด้วยมั้ย?)

4.

ทวิภพ 4

ข้อหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเอง “พลาด” คือ ผมจำไม่ได้ว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์ เวอร์ชั่นฉายโรงปกติ” กับ “หนังฉบับ Director’s cut” นั้น มีท่าทีแตกต่างกันต่ออุปมาว่าด้วย “ประวัติศาสตร์กับสายน้ำ”

ผมเป็นคนหนึ่งที่รำคาญไอ้ประโยคเก่งของขุนอัครเทพวรากร ที่ว่า “ข้าเกิดที่แม่น้ำสายนี้ และข้าก็จะขอตายที่แม่น้ำสายนี้” มากๆ และนำไปล้อเลียนตามที่ต่างๆ อยู่บ่อยๆ ด้วยความรู้สึกซึ่งอิงมาจากความคิดที่ว่า

แหมยังกะมึงสามารถเอาเท้าเหยียบลงไปบนแม่น้ำสายเดิมได้ถึงสองครั้งอย่างงั้นนี่

แต่ตอนดูหนังฉบับ Director’s cut หนแรก ผมจำแทบไม่ได้เลยว่าตัวละครในหนังที่มีปัญหาและตั้งคำถามจริงจังกับวรรคทองอันนี้ คือ มณีจันทร์

จนมาดูอีกครั้งที่ศรีศาลายา ผมจึงพบว่า เออ! เมนี่เธอเถียงเรื่องนี้ไว้ดีมากๆ ในทำนองว่า

สรุปแล้ว คนอย่างฉันควรจะอยู่ตรงไหนของสายน้ำกันวะ?

หรือเมื่อสายน้ำมันล่องไหลไปเรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา แล้วมนุษย์เราควรจะยืนหยัดอยู่ตรงอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต?

ข้อถกเถียงนี้จะเชื่อมโยงถึงประเด็นถัดไปด้วย

5.

ผมเพิ่งมาตระหนักชัดๆ ว่า ทวิภพฉบับที่ตัดโดยสุรพงษ์เอง นำเสนอการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสยามกับลัทธิล่าอาณานิคม ผ่านมุมมองสามแบบ (ผ่านชายสามคนที่หลงรักมณีจันทร์)

อัครเทพ

ขุนอัครเทพฯ จะออกแนวขวาทื่อๆ เกลียดฝรั่งชัดเจนสุด (แต่ไม่ถึงกับปฏิเสธฝรั่งในระดับ 100%) สลับซับซ้อนน้อยที่สุด รักษาจิตวิญญาณของนิยายไว้มากที่สุด (เผลอๆ จะเป็น “สายเหยี่ยว” กว่าพระเอกในนิยายด้วยซ้ำ) และแน่นอน มันต้องเป็นพระเอก 555

ซาเวียร์

ฟรองซัวส์ ซาเวียร์ ควรจะเป็นคนที่มองสยามหรือเขียนงานชาติพันธุ์นิพนธ์เกี่ยวกับสังคมสยามจากสายตาเจ้าอาณานิคมมากที่สุด แต่หนังก็ทำให้ตัวละครรายนี้มีภูมิหลังซับซ้อนกว่านั้น คือ กำหนดสร้างให้เขามีสายเลือดสยามอยู่ในตัวด้วย (สืบทอดจากบรรพบุรุษในสมัยสมเด็จพระนารายณ์) เขาจึงไม่มีอาการเหยียดสยามว่าเป็นสังคมที่ไม่ศิวิไลซ์หรือป่าเถื่อน ไม่ได้มองสยามด้วยสายตาเจ้าอาณานิคม แต่มองโลกผ่านสายตาที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม โดยเห็นว่าคนในทุกสังคมนั้นเท่ากัน และต่างมีอารยธรรมด้วยกันหมดทิ้งสิ้น

จริงๆ ผมมีปัญหากับการเพิ่มภูมิหลังให้ซาเวียร์อยู่นิดๆ กล่าวคือ ทำไมฝรั่งในยุคอาณานิคมจะมองโลก (เอเชีย/ตะวันออก) ด้วยสายตาที่แอนตี้ลัทธิล่าอาณานิคมไม่ได้? ทำไมฝรั่งยุคโน้นจะมองโลกแบบทวนกระแสจากกระแสความคิดหลักของสังคมตนเองไม่ได้?

แต่เรา (คนสยาม/คนไทย) ต้องประกอบสร้างให้ฝรั่งคนนั้นมันมี “ความเป็นไทยทางสายเลือด” ซะก่อน มุมมองของมันถึงจะเปลี่ยนไป

ซึ่งการใส่สายเลือด/คุณลักษณะทางชีววิทยาเข้าไปในตัวซาเวียร์ เพื่อเขาจะได้มองเห็นสยามว่าเป็นสังคมที่เท่าเทียมกับ “ตะวันตก” ก็คือ วิธีคิดแบบเจ้าอาณานิคม/มานุษยวิทยายุคแรกเริ่มในมุมกลับนั่นเอง

ราชไมตรี

ตัวละครที่เจ๋งสุด (และเอาเข้าจริง ผมหมั่นไส้มากที่สุด) คือ หลวงราชไมตรี หมอนี่แหละคือคนที่มองสังคมสยามด้วยสายตาแบบ “เจ้าอาณานิคมภายใน” คือ มอง/เหยียดว่าพวกชาวบ้านเอาแต่เล่นสนุก ไม่แอคทีฟ ไม่ตระหนักถึงภัยคุกคามจากภายนอก ไม่แสวงหาความรู้ (มีแต่ชนชั้นนำอย่างพวกข้าฯ เท่านั้น ที่ทำงานหนักในการพยายามทัดทาน “อำนาจตะวันตก”)

ที่สำคัญ ผมยังรู้สึกว่าถ้าหลวงราชไมตรี พี่แกวิจารณ์ชาวบ้านสยามในยุคร่วมสมัยกับตนอย่างหนักหน่วงถึงเพียงนี้ แล้วเขาและมิตรสหายจะตกอกตกใจกึ่งประณามเรื่องที่อนุชนรุ่นหลังอ่านหนังสือน้อยกันทำไมวะ? 555

ไปๆ มาๆ ชนชั้นนำสยามที่มีความรู้ทันสมัย บุคลิกแลดูเป็น “สายพิราบ” อย่างหลวงราชไมตรี จึงมีความเป็นเจ้าอาณานิคมยิ่งกว่าฝรั่งอย่างฟรองซัวส์ ซาเวียร์ เสียอีก

ผมรู้สึกว่า “ทวิภพฉบับ Director’s cut ของสุรพงษ์” นั้นแบ่ง/ซอย/ซ้อนเลเยอร์สามชั้นตรงส่วนนี้ ผ่านตัวละครหลักสามคน ได้เคลียร์และเจ๋งดี

(ในเวอร์ชั่นปกติ บทพูดวิเคราะห์ชาวบ้านในสังคมสยามโดยหลวงราชไมตรีจะหายไป เช่นเดียวกับ มุมมองที่มีต่อสยามแบบละเอียดๆ และภูมิหลังชีวิตของฟรองซัวส์ ซาเวียร์)

ทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกับความลังเลใจของมณีจันทร์ที่มีต่ออุปมาว่าด้วย “ประวัติศาสตร์และสายน้ำ”

เพราะการจะเลือกผู้ชายคนไหน ก็คือการเลือกว่าตนเองจะยืนอยู่ตรงจุดใดของประวัติศาสตร์/สายน้ำ หรือเลือกว่าตนเองจะเผชิญหน้ากับ “มหาอำนาจต่างชาติ” อย่างไรนั่นเอง

น่าเสียดาย ที่นักเรียนนอก บุคลิกเหมือนจะเป็นฝรั่ง อย่างเมนี่ ดันเลือก “ขุนอัครเทพฯ”

6.

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าทวิภพฉบับนี้เป็น “หนังโปรชนชั้นนำ” หรือ “งานเอียงขวาด้วยท่าทีปัญญาชน”

แม้จะเห็นได้ชัดว่าหนังสร้างทางเลือกให้แก่ตัวเองเอาไว้เยอะแยะหลากหลาย

คือ หนังจะไปทาง/ถกเถียงกับ “ธงชัย วินิจจะกูล” ก็ได้ จะไปทาง/ถกเถียงกับ “งานสายหลังอาณานิคม” ก็ได้

แต่ท้ายสุด คนทำเขาก็ยังพอใจกับการแสดงตนออกมาด้วยท่าทีในราวๆ “ไกรฤกษ์ นานา”

ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด

นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้อีกว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” คือ หนังไทยเรื่องสำคัญ

โอเค ว่านี่เป็นหนังที่มีจุดน่าวิพากษ์มากมาย

แต่ก็เพราะคนทำหนังเรื่องนี้มีลูกบ้า ลูกทะเยอทะยานมากๆ ไง เราถึงสามารถวิพากษ์งานของเขาได้อย่างเมามัน 555

คนมองหนัง

บันทึกหลังดูหนัง “[นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา]”

 

หนึ่ง ที่มาของหนังน่าสนใจดี คือ มาจาก “วีซีดี” แผ่นหนึ่ง จากหลายแผ่น ที่แจกมาพร้อมกับหนังสืองานศพของ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” เมื่อคุณศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ไปค้นพบ เลยนำมาให้หอภาพยนตร์ ก่อนที่ตัวหนังจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกภาพยนตร์ของชาติ ประจำปี 2559” ส่วนชื่อ [นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา] นั้น หอภาพยนตร์ตั้งขึ้นมาเอง เนื่องจากวีซีดีไม่ได้ระบุชื่อ/หัวข้อของ “หนังข่าว” เรื่องนี้เอาไว้

สอง หนังยาวประมาณหนึ่งชั่วโมง ดูได้เพลิดเพลินตามสมควร (แต่มีปัญหาเรื่องเสียงที่ไม่ค่อยชัดเจน)

ประเด็นหนึ่งที่มีการพูดคุยกันมากหลังหนังฉายจบ คือ จะเห็นได้ว่าคำพูดของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ในหนัง มีลักษณะวกวนซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งน่าจะเป็นผลจากกระบวนการลำดับภาพ

“คุณสุธรรม แสงประทุม” ที่เป็นหนึ่งใน “ตัวละครหลัก” ของหนังเรื่องนี้ ก็ตั้งข้อสังเกตประมาณว่า ภาพเคลื่อนไหวทั้งหมดที่ยาวถึง 60 นาทีของหนัง โดยเฉพาะช่วง “พล.อ.เกรียงศักดิ์เล็คเชอร์นักศึกษา” ด้วยเนื้อหาซ้ำไปซ้ำมานั้น ไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์แบบ real time แต่น่าจะเป็นผลของการตัดต่อมากกว่า

จากการประมวลความเห็นของวงสนทนา ดูเหมือน “การพูดซ้ำๆ” ของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ อาจเกิดขึ้นจาก

(1) การตัดต่ออย่างตั้งใจ เพื่อเน้นย้ำ “สาร” บางประการ ที่รัฐบาลยุคนั้นต้องการสื่อ ไม่ใช่ไปถึงเพียงนักศึกษาหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่ยังรวมถึงเครือข่ายชนชั้นนำ-กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาอีกด้วย

(2) แต่ก็มีคนพูดถึงความเป็นได้ว่า “หนังข่าว” ชุดนี้ อาจเกิดจากการเก็บรวบรวมฟุตเทจจากแหล่งต่างๆ แล้วนำมา “คัทชน” เรียงต่อๆ กันไปแบบไม่ตั้งใจ/มีเป้าหมาย จึงนำไปสู่การฉายซ้ำ “ซีนเดิม” แต่ต่างมุมมอง/จากต่างกล้อง

แต่โดยส่วนตัว ขอสารภาพว่าขณะดูหนัง ผมดันเชื่อซะสนิทว่า พล.อ.เกรียงศักดิ์ แกพูดซ้ำไปซ้ำมาแบบนั้นจริงๆ (โดยไม่ได้เป็นผลของกระบวนการลำดับภาพ) 555

เพราะผมย้อนนึกไปถึงงานชิ้นหนึ่งของ “อ.ธงชัย วินิจจะกูล” ที่แกไปพูดคุยกับแกนนำที่จัดตั้งกลุ่มมวลชนขวาจัดสมัย 6 ตุลา ปรากฏว่าแกนนำคนหนึ่งพยายามพูดประโยคเดิมๆ กับ อ.ธงชัย ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ เพื่อเน้นย้ำให้ถึง “สารสำคัญ” บางข้อ

ผมเลยคิดเองเออเองไปว่า สงสัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ก็คงจงใจพูดซ้ำเพื่อจะส่งสารบางอย่างเช่นกัน

แต่โอเค พอได้ฟังการสนทนาหลังหนังจบ ประเด็น “พูดซ้ำ” เพราะกระบวนการตัดต่อ นี่ก็ฟังดูสมเหตุสมผลน่ะนะ

02

สาม “สาร” ที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ส่งมาซ้ำๆ ก็มีอาทิเช่น การนิรโทษกรรมครั้งนั้น มิได้มีจุดประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ได้เกิดจากการต้องการเสียงสนับสนุนทางการเมือง แต่รัฐบาลตัดสินใจผลักดันเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งถูกต้อง และที่สำคัญ คือ เป็นการปฏิบัติตาม “พระราชปรารภ”

การนิรโทษกรรมครั้งนั้นถือเป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่ “เสี่ยง” เพราะด้านหนึ่ง รัฐบาลก็ต้องการปกป้องสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่อีกด้าน รัฐบาลก็ทำการปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาว่าคิดร้ายต่อสถาบันหลักให้เป็นอิสระ (ซึ่งย่อมสร้างแรงกระเพื่อมในกลุ่มขวาจัด)

นอกจากนี้ ยังมีการสอนนักศึกษาเรื่องการวางตัว ว่าสังคมไทยชอบคนที่ humble (อ่อนน้อมถ่อมตน) สอนเรื่องแนวทางการให้สัมภาษณ์สื่อ สอนเรื่องภาวะสมดุลระหว่าง theory กับ fact

อีกประเด็น ที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ กล่าวซ้ำกับผู้ได้รับการนิรโทษกรรมบ่อยครั้งมาก คือ เรื่องที่ผ่านมาแล้วให้ถือว่าเป็น “ฝันร้าย” และขอให้ลบมันทิ้งไป (ระหว่างดู นึกถึงเพลง “ฝันร้าย” ของ “คาราวาน” อยู่พอสมควร)

สี่ แม้จะเคยได้อ่านได้ยินเรื่องราวของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ มาบ้าง ในฐานะ “ขุนศึก” ที่มี “ความพิเศษ” บางอย่าง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น “ภาพเคลื่อนไหว” “น้ำเสียงการพูดจา” และ “วิธีคิด” ของแก

หนังฉายภาพการทำ “ข้าวผัดผงกะหรี่ไก่” ของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องการชอบทำอาหาร (อดเสียดาย นึกว่าหนังจะโชว์การทำแกงเขียวหวานเนื้อใส่บรั่นดี)

ที่สำคัญ หนังทำให้เราเห็น “ลักษณะที่โน้มเอียงไปในทางปัญญาชน” ของอดีตนายกฯ-ขุนทหารรายนี้ ทั้งการพูดไทยคำอังกฤษคำ (สำเนียงไม่เลวเลย) อาทิ television, humble และ theory เป็นต้น (อ่านจากประวัติจึงเห็นว่าแกเคยไปเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแห่งสหรัฐอเมริกา)

อีกข้อ คือ แม้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ยังมีบุคลิกเป็นทหารใหญ่ เป็นข้าราชการอาวุโส เป็นสายอนุรักษ์นิยม เป็น “คุณพ่อรู้ดี” แต่ความคิดหลายอย่างของแกก็จัดว่า “ก้าวหน้า” ไม่น้อย เช่น ความเห็นที่ว่าการต่อสู้ไม่ควรใช้ความรุนแรง แต่ควรสู้กันผ่านการคิด เขียน และพูด หรือการยอมรับว่าอำนาจรัฐเองก็ไม่สามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนความคิดจิตใจของใครได้หรอก

นี่เชื่อมโยงกับช่วงต้นๆ ของหนัง ที่มีการ “บลั๊ฟ” รัฐบาลอนุรักษ์นิยมขวาจัดของนายกฯ พลเรือน “ธานินทร์ กรัยวิเชียร” ว่ารัฐบาลชุดดังกล่าวจำเป็นจะต้องถูกรัฐประหารซ้อน  และมีการแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยทหารขึ้นมาแทน เพื่อเร่งให้ประเทศกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย

ห้า สำหรับคนที่มักบ่นว่า “นักข่าวเดี๋ยวนี้” สนใจแค่ประเด็นข่าวเบาหวิว ไร้สาระ ไม่เข้าใจหลักใหญ่ใจความอันลึกซึ้งของปรากฏการณ์สำคัญ แต่หยิบจับได้เพียง “กิมมิก” ยิบย่อยฉาบฉวย-เอาไว้ขายพาดหัว ที่เป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ ของปรากฏการณ์

อยากให้ลองมาชมหนังเรื่องนี้ แล้วคุณจะรู้ว่าพวก “นักข่าวการเมือง” ต้นทศวรรษ 2520 นี่ก็ชอบถามอะไรที่มันจุ๊กจิ๊กจุบจิบและไม่ใช่สาระสำคัญเยอะแยะมากมายไปหมด 555

04
สุธรรม แสงประทุม ผู้ร่วมเสวนา

หก ตัวแทนนักโทษ/นักศึกษาที่โดดเด่นสุดในหนังคงเป็น “สุธรรม แสงประทุม” ดูลักษณะการวางตัว-พูดจาของแกตอนหนุ่มๆ ก็ไม่แปลกใจที่หลังจากนั้น แกจะผันตัวมาเป็น “นักการเมือง”

คนที่สนใจ “การเมืองไทยยุคปัจจุบัน” ตั้งแต่หลังปี 2549 เป็นต้นมา คงอยากเข้าไปดู “อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” “อ.ธงชัย วินิจจะกูล” หรือกระทั่ง “อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” ในหนังเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม คนเหล่านั้นกลับปรากฏตัวในหนังแบบพอให้เห็นแวบๆ พวกเขาไม่อยู่ในจุดโฟกัส แต่เป็นเพียง “ตัวละครสมทบ” ที่ถูกเอ่ยขานชื่ออยู่บ้าง หากไร้บทบาทเด่นใดๆ

แน่นอน สิ่งที่ปรากฏหรือถูกเน้นย้ำในหนัง คือ “เรื่องเล่า” แบบหนึ่ง ในยุคสมัยหนึ่ง

แต่คนอย่างสมศักดิ์ ธงชัย หรือวิโรจน์ ก็อาจถูกกล่าวถึงในฐานะตัวละครเอกของ “เรื่องเล่า” อีกหลายแบบ ในอีกยุคสมัย

เจ็ด ถ้าให้เทียบกันแล้ว คนดูจะเห็นสีหน้าอารมณ์ความรู้สึกของธงชัยมากกว่าสมศักดิ์

ในหนังเรื่องนี้ อ.ธงชัยดูจะมีบุคลิกเป็นเด็กเรียนมากๆ มีรอยยิ้ม เปล่งหัวเราะ แล้วก็พยักหน้า (คล้าย) ขานรับคำสอนของนายกฯ เกรียงศักดิ์

แต่ยังไม่ถึงขั้นสุธรรม ที่มีลักษณะ “พริ้ว” ตามภาษาของ “คุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” (แต่ถ้าภาษาผม คงต้องบอกว่า “แกค่อนข้างจะลิเกอยู่พอสมควร” 555)

น่าสนใจว่า mood and tone ของหนัง มาในแนว “สมานฉันท์-ปรองดอง-คืนดี” มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะในหมู่นักศึกษาที่เพิ่งถูกปล่อยตัว มีการชูไม้ชูมือ มีการถ่ายรูปคู่กับนายกฯ ที่มาจากการรัฐประหารซ้อน (ซึ่งเข้าใจว่า ก่อนหน้านั้น คงมีการซักซ้อมทำความเข้าใจกันอยู่ไม่น้อย)

น่าคิดต่อว่า หากไม่พิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันระหว่างช่วงต้น 2520 กับปัจจุบัน

แต่ถ้าช่วงต้นทศวรรษ 2520 มีโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ซึ่งส่งผลให้เกิดการแบ่งกลุ่มก้อนผู้คนตามความเชื่อทางการเมืองอย่างชัดเจน ท่าที “ปรองดอง-คืนดี” เช่นนั้นคงเกิดได้ยากขึ้น และถึงเกิด ก็คงถูกแรงกระแทกกลับอย่างรวดเร็ว (จากพวกเดียวกันเองของแต่ละฝ่าย) ผ่านทางโลกออนไลน์

03
สุรชาติ บำรุงสุข ผู้ร่วมเสวนา

แปด เอาเข้าจริง ยังมีตัวละครสำคัญๆ ที่ทำงานให้ “รัฐบาลเกรียงศักดิ์” ซึ่งอยู่นอกเฟรมของหนังเรื่องนี้

อาทิ “คุณพิชัย วาศนาส่ง” ที่คุณสุธรรมและ “อ.สุรชาติ บำรุงสุข” เห็นตรงกัน ว่าคือผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำหนังเรื่องนี้ และเป็นผู้ช่วยประสานทำความเข้าใจระหว่างนักศึกษาที่ถูกคุมขังกับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ เนื่องจากคุณพิชัยเคยมีโอกาสได้สานสัมพันธ์กับนักศึกษาบางส่วน ขณะติดคุกในฐานะ “กบฏ 26 มีนา” ก่อนจะได้รับการนิรโทษกรรมไปก่อน และเข้าไปช่วยงานรัฐบาลเกรียงศักดิ์

อีกคนที่ อ.สุรชาติ บอกว่าอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย (แต่ไม่ถูกจับภาพ) แถมยังเป็นคนคอยเซ็ตที่นั่งและตระเตรียมคำถามป้อน พล.อ.เกรียงศักดิ์  ก็คือ “พี่ลอง” หรือ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง”

ตามความเห็นของ อ.สุรชาติ และคุณสุธรรม “จำลอง” และ “จปร.7” นั้นมีบทบาท “แอคทีฟ” แน่ๆ ในช่วงการปลุกระดมกลุ่มมวลชนฝ่ายขวา จนนำไปสู่เหตุการณ์ “6 ตุลา” แต่ต่อมา เขาก็เล่นบท “สายพิราบ” และช่วยเหลือนักศึกษาที่ถูกคุมขังเช่นกัน

อ.สุรชาติและคุณสุธรรมเชื่อว่า ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของ พล.ต.จำลอง นั้น เกิดจาก “ความรู้สึกผิด” (แต่แน่นอน หากเราเคยอ่านงานวิชาการของ อ.สมศักดิ์ หรือ อ.ธงชัย ก็ย่อมได้พบการตีความอันผิดแผกออกไป)

โดยส่วนตัว คำอธิบายทำนองนี้ช่วยทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมยุคหนึ่ง คุณสุธรรมถึงเคยลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคพลังธรรม ที่มี พล.ต.จำลอง เป็นหัวหน้า

เก้า ข้อสังเกตหนึ่งซึ่งน่าสนใจของ อ.สุรชาติ ก็คือ ภาวะสงครามเย็นระดับโลกที่เปลี่ยนบริบทไป (ทั้งสหรัฐและจีนเริ่ม “เปลี่ยนบท” ของตัวเอง) คู่ขนานไปกับความสูญเสียจากสงครามประชาชนระหว่างรัฐไทยกับ พคท. ซึ่งมีแนวโน้มจะขยายตัวเป็นสงครามกลางเมือง ได้กลายเป็นแรงบีบหนัก ซึ่งทำให้ “ชนชั้นนำไทย” ต้องแสวงหาฉันทามติร่วมกัน เพื่อผลักดันการนิรโทษกรรม การสร้างบรรยากาศปรองดอง และการพาประเทศกลับคืนสู่การปกครองระบอบ “ประชาธิปไตย (ครึ่งใบ)”

แต่ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้ถูกขนาบด้วย “สงคราม” หรือ “แรงบีบ” จากทั้งระดับโลกและระดับประเทศอีกแล้ว

นี่ส่งผลให้สภาวะการเมืองช่วงต้น 2520 กับยุคปัจจุบัน มีความแตกต่างกันอย่างสำคัญ (และย่อมมีจุดคลี่คลายสถานการณ์ไม่เหมือนกันตามไปด้วย)

05
รัศมี เผ่าเหลืองทอง ผู้ร่วมเสวนา

สิบ หลังดูหนัง-ฟังเสวนาจบ ผมขับรถจากหอภาพยนตร์ ศาลายา ไปวัดญาณเวศกวัน แถวพุทธมณฑล เพื่อเดินเล่น-ถ่ายรูป

เดินเที่ยวที่วัดอยู่สักพัก ก็สังเกตเห็นว่าพระกำลังจะลงโบสถ์กัน ก่อนจะได้ทราบจากคุณลุงที่ทำงานให้วัดว่า เดี๋ยวจะมีการปิดโบสถ์สวดปาฏิโมกข์ โดย “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)” จะมาร่วมลงโบสถ์ด้วย

ระหว่างพระท่านปิดโบสถ์สวดปาฏิโมกข์ ก็จะมีลูกศิษย์ลูกหากลุ่มหนึ่งหยิบเอากล้องวิดีโอไปสอดส่องถ่ายพิธีกรรม และสมเด็จฯ ตามช่องหน้าต่าง

สวดเสร็จ จึงมีการเปิดโบสถ์ แล้วสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ก็บรรยายธรรมสั้นๆ แก่พระภิกษุในวัด ตลอดจนญาติโยมจำนวนประมาณสิบกว่าคน

dsc00545

น่าสนใจว่า เมื่อเปิดประตูโบสถ์ ญาติโยมหลายรายต่างนำกล้องวิดีโอ (ตั้งแต่แฮนดี้แคมเล็กๆ กล้องระดับงานทีวี รวมถึงกล้องดีเอสแอลอาร์) ทั้งที่เป็นสมบัติของวัดและเป็นของส่วนตัว พร้อมด้วยขาตั้ง เข้าไปบันทึกภาพการแสดงธรรมในโบสถ์

นี่แสดงให้เห็นว่า “หนังบ้าน/หนังข่าว” ที่บันทึกกิจกรรมต่างๆ ของ “ชนชั้นนำ” และ “บุคคลสำคัญ” นั้น ย่อมถูกถ่ายทำกันอยู่เรื่อยๆ ในแต่ละวัน จนมีจำนวนรวมมหาศาล

(ไม่นับว่าในยุคปัจจุบัน เรามี “คลิปบ้านๆ” จำนวนมากมาย ที่ถูกบันทึกไว้โดยเครื่องไม้เครื่องมือที่สามัญชนคนธรรมดาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งคลิปที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิถีชีวิต/เหตุการณ์ใกล้ตัวของคนเล็กคนน้อย เรื่อยไปจนถึงภาพเหตุการณ์สำคัญๆ ระดับใหญ่ๆ จากมุมมองของคนเล็กๆ)

01

ข่าวบันเทิง

ชมหนังสั้น “คืนหนึ่งในปี ค.ศ.1940” โปรเจ็คท์ก่อนภาพยนตร์เรื่องยาว “สองคอน”

“คืนหนึ่งในปี ค.ศ.1940” เป็นภาพยนตร์ขนาดสั้นซึ่งอิงเนื้อหาจากโครงการภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่อง “สองคอน” (MARTYRS)

หนังสั้นเรื่องนี้ถูกถ่ายทำขึ้นเพื่อให้เห็น Mood and Tone โดยรวมของโครงการภาพยนตร์ขนาดยาวดังกล่าว

หนังเล่าเรื่องราวเล็กๆ ก่อนเหตุการณ์การสละชีวิตของ “มรณสักขีแห่งสองคอน” ดังนี้

คืนหนึ่งในเดือนธันวาคม ค.ศ.1940 ณ หมู่บ้านสองคอน เด็กหญิงคนหนึ่งไข้ขึ้นสูง พ่อของเธอไปตามซิสเตอร์มาช่วยดูอาการ ในขณะที่บาทหลวงชาวฝรั่งเศส ผู้เคยให้การรักษาชาวบ้านที่ป่วยด้วยโรคต่างๆ ถูกขับไล่ออกจากประเทศไทยแล้ว และครูคำสอนก็ถูกกักบริเวณ ชาวบ้านตกอยู่ในความหวาดกลัวภายใต้กฏอัยการศึกระหว่างกรณีพิพาทอินโดจีน การสวดภาวนาและดูแลศรัทธาชาวบ้านจึงต้องทำกันอย่างลับๆ ล่อๆ

หนังเรื่องนี้กำกับ/เขียนบท โดย ตรรกวิทย์ ทิพย์ทอง และกำกับภาพโดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม

น่าสนใจว่าหนังยังได้นักแสดงยอดฝีมือของวงการมาร่วมงานมากมาย ทั้งนักแสดงที่โด่งดังจากจอทีวีอย่าง “อริศรา วงษ์ชาลี” ศิลปินรางวัลศิลปาธรสาขาศิลปะการแสดง “จารุนันท์ พันธชาติ” ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดจิตด้วยการเคลื่อนไหว “ดุจดาว วัฒนปกรณ์” และผู้กำกับ-นักแสดง “บุญส่ง นาคภู่”

สำหรับตรรกวิทย์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดในครอบครัวที่พ่อนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค ส่วนทางบ้านแม่นับถือศาสนาพุทธ ที่จังหวัดสกลนคร

ในวัย 13 ปี เขาเคยได้เรียนรู้พิธีกรรมและใช้ชีวิตแบบคริสตชนในบ้านเณรเล็ก คณะพระมหาไถ่ ศรีราชา

ตรรกวิทย์จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และเริ่มต้นทำงานที่บริษัทจิวเวอรี่แห่งหนึ่งในพัทยา ก่อนจะลาออกและเข้ารับการอบรมในคอร์ส “กระบวนการสร้างภาพยนตร์รุ่นที่ 2” จัดโดยสมาคมฝรั่งเศส มี “นนทรีย์ นิมิบุตร” เป็นผู้อำนวยการโครงการ หลังจากนั้น เขาจึงได้ทำงานในกองถ่ายภาพยนตร์ไทยและเทศตลอดมา

นอกจากช่วยงานนนทรีย์แล้ว เขายังเคยมีประสบการณ์ในกองถ่ายหนังไทยและต่างชาติอีกหลายเรื่อง อาทิ “ก้านคอกัด” “นางฟ้า” “มนต์เลิฟสิบหมื่น” และ “Only God Forgives” เป็นต้น

ตรรกวิทย์เขียน “แถลงการณ์ผู้กำกับ” เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กทางการของหนังเรื่อง สองคอน เอาไว้ว่า

อิทธิพลของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคในยุคหลังล่าอาณานิคมได้มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตผู้คนมากมายในภาคอีสานของประเทศไทย จากความเชื่อเรื่องผีสางหรือการนับถือภูตผี ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งของชาวบ้าน เช่น การกล่าวหาบุคคลอื่นว่าเป็นปอบ ปัญหานี้ได้นำพาบาทหลวงชาวฝรั่งเศสเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ นอกจากการเข้ามาเพื่อให้ชาวบ้านรู้สึกสบายใจว่า พระเจ้าได้ทำให้ตนปลอดภัยจากภูตผีแล้ว มิชชันนารีเหล่านี้ยังได้นำการศึกษา ความรู้ด้านอนามัย และระบบการเมืองการปกครองตามแนวคิดแบบตะวันตก มาปลูกฝังสั่งสอนให้ชาวอีสานอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ชาวอีสานบางกลุ่ม มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากรูปแบบเดิม

สองคอน คือภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางด้านความเชื่อ ระหว่างความเชื่อแบบอนุรักษ์นิยมตะวันตกที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาคริสต์ กับความเชื่อแนวชาตินิยมแบบรวมศูนย์ซึ่งก่อร่างสร้างขึ้นมาเพื่อเจตนาให้ประชากรในประเทศก้าวทันสังคมโลก จนเกิดเป็นการทัดทานทางอำนาจการเมืองอย่างรุนแรงภายในหมู่บ้าน ในระหว่างวิกฤตการณ์กรณีพิพาทของไทยและฝรั่งเศส การแบ่งแยกผู้คนโดยอาศัยความเป็นอื่นของศาสนา การยัดเยียดข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏเพื่อกำจัดคนที่ตนไม่สามารถควบคุมได้ด้วยวิธีการที่ไม่ต่างอะไรจากการกล่าวหาเขาว่าเป็นปอบ เพื่อจะได้ไล่เขาออกจากหมู่บ้าน การพยายามเปลี่ยนศรัทธาของมนุษย์ อันเป็นการไม่เคารพต่อสิทธิและเสรีภาพทางความคิด ซึ่งเป็นสิทธิ์ชอบธรรมพื้นฐานที่มนุษย์แต่ละคนพึงมี ผู้กำกับหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะพาเราไปสำรวจประวัติศาสตร์ และได้เรียนรู้อดีตจากเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน

อ่านข่าวคราวก่อนหน้านี้เกี่ยวกับโครงการภาพยนตร์ “สองคอน” ได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

โปรเจ็คท์ภาพยนตร์น่าสนใจ “สองคอน”

“สองคอน” คือโครงการภาพยนตร์อิสระของ “ตรรกวิทย์ ทิพย์ทอง” ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาบทและหาทุนสร้าง

โดยทีมงานวางกำหนดการไว้คร่าวๆ ว่าจะถ่ายทำหนังเรื่องนี้ในช่วงเดือนธันวาคม 2560 – กุมภาพันธ์ 2561 และออกฉายปลายปี 2561

songkorn-2

หนังจะถ่ายทอดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อปี 2483 ขณะที่ประเทศไทยเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนกับฝรั่งเศสเรื่องดินแดนในลุ่มแม่น้ำโขง นายลือและพรรคพวก เดินทางมายังหมู่บ้านคาทอลิกแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “สองคอน” ตั้งอยู่ในจังหวัดมุกดาหาร (ปัจจุบัน) พร้อมกับคำสั่งให้มาขับไล่บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ดูแลวัดและชาวบ้านในขณะนั้น

หน้าที่ผู้นำความเชื่อของชาวบ้านจึงตกมาเป็นของ “ครูคำสอน” “นายสีฟอง” และซิสเตอร์ชาวไทย 2 คน คือ “ซิสเตอร์อักแนส พิลา” และ “ซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง” บรรยากาศภายในหมู่บ้านเริ่มตึงเครียด เมื่อนายลือออกคำสั่งให้ทุกบ้านเลิกสวดภาวนา และกล่าวหาว่าครูสีฟองว่าเป็นสายลับฝรั่งเศส

songkorn-3

ต้นเดือนธันวาคม ครูสีฟองได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ระบุว่ามาจากนายอำเภอมุกดาหาร ต้องการเรียกพบครูสีฟองเพื่อให้รายงานสถานการณ์อย่างเร่งด่วน ชาวบ้านตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นจดหมายลวง เพราะนายลือกำลังหาทางกำจัดเขา จึงเตือนให้ครูสีฟองระวังตัว แต่ครูสีฟองยังยืนกรานจะไปพบนายอำเภอ เพื่อสอบถามเรื่องข้อบังคับในการเปลี่ยนศาสนา และแล้วระหว่างเดินทางอยู่ในป่า ครูสีฟองก็ถูกนายลือยิงเสียชีวิต

ข่าวการตายของครูสีฟองสร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านอย่างหนัก ซิสเตอร์ถูกเพ็งเล็งว่าอาจเป็นสายลับฝรั่งเศส และถูกกดดันให้ถอดเครื่องแบบนักบวช อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ ศาสนาของชาวฝรั่งเศส ความขัดแย้งทวีความซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น จนในที่สุด ซิสเตอร์ตัดสินใจรวบรวมสตรีและเยาวชนกลุ่มหนึ่ง แสดงเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ในความเชื่อที่เธอมีต่อพระเจ้า ด้วยการยอมถูกยิงตาย

1940

ระหว่างนี้ ทางทีมงานได้ลองถ่ายทำทีเซอร์ของหนัง รวมทั้งได้จัดทำภาพยนตร์สั้นความยาว 5 นาที เรื่อง “คืนหนึ่งในปี ค.ศ.1940” ออกมาเพื่อสื่อให้เห็นถึงมู้ดแอนด์โทนโดยรวมของโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่องยาว

โดยทีเซอร์ได้เผยแพร่ผ่านทางออนไลน์แล้วในวันที่ 22 ก.พ. ก่อนที่จะมีการเผยแพร่หนังสั้นในวันที่ 24 ก.พ. ต่อไป

ติดตามอ่านข้อมูลความคืบหน้าของโครงการภาพยนตร์น่าสนใจเรื่องนี้ได้ที่ สองคอน