คนมองหนัง

ความรู้สึกหลังดู “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” เวอร์ชั่น “Director’s Cut” รอบสอง

1.

ทวืภพ 3

เป็นการดูรอบสองที่โรงหนังศรีศาลายา หลังจากเคยดูเมื่อครั้งที่หนังเวอร์ชั่นนี้เข้าฉาย ณ House RCA เมื่อหลายปีก่อนโน้น

การฉายที่ศรีศาลายาเหมือนจะมีปัญหาเรื่องระบบเสียงหน่อยนึง เวลาตัวละครที่รับบทโดย “นิรุตติ์ ศิริจรรยา” พูด (ประโยครูปแปลกๆ ด้วยเสียงที่อยู่ในลำคอ) จึงค่อนข้างฟังลำบากอยู่พอสมควร

2.

ทวิภพ 1

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าตัดปัญหาเรื่องเสียงออกไป ผู้ชมยังสัมผัสได้ถึง “พลังเต็มเปี่ยม” ของหนังเรื่องนี้

ต้องยอมรับว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” นั้น เป็นหนังไทยที่ “ทะเยอทะยาน” จริงๆ

ทั้งในแง่การกล้าลงทุนสร้างหนังแบบนี้ (แต่ผลตอบรับกลับสวนทางกับทุนสร้างแบบสุดๆ) ซึ่งถ้ามองจากยุคปัจจุบัน คงไม่มีใครกล้าทุ่มทุนให้หนังพีเรียด อลังการงานสร้าง และมีประเด็นเคร่งเครียดจริงจัง ในทำนองนี้อีกแล้ว

(ยุคนั้น ส่วนหนึ่ง ผู้สร้างอาจยังอยากลองเสี่ยงเพื่อต่อยอดความสำเร็จจาก “บางระจัน” และร่วมวิ่งไปบนลู่ใกล้ๆ กับ “สุริโยไท”)

อีกส่วนหนึ่งซึ่งต้องยอมรับว่าเป็น “จุดยิ่งใหญ่” มากๆ ของหนังเรื่องนี้ คือ การกล้าหาญนำเสนอ “ภาพแทน” ของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี คือ รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 รวมถึงพระปิ่นเกล้า

3.

ทวิภพ 2

เอาเข้าจริง ทวิภพฉบับนี้ (และเวอร์ชั่นนี้) มันแทบไม่ใช่หนัง Fiction เลยด้วยซ้ำ แต่มีลักษณะค่อนไปทาง Essay Film มากกว่า

ถ้าใครคาดหวัง “ดราม่า” คาดหวัง “การเร้าอารมณ์” จากมัน เลยอาจไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้นกลับบ้านไป

หนังไม่มี “นักแสดง” ที่สวมบทบาทได้ดีหรือน่าประทับใจเป็นพิเศษ (แต่พวกเขาจะน่าจดจำเป็นช็อตๆ ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของ Mise-en-scène มากกว่า)

นักแสดงทุกคนจึง “พูด/แสดง” ในสิ่งที่คนทำ (ผู้กำกับและคนเขียนบท) ต้องการจะพูดหรือโชว์ข้อมูลที่พวกตนได้ศึกษาค้นคว้ามาและเชื่อถือ

อีกแง่หนึ่ง นักแสดงใน “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” ย่อมถือเป็น “ร่างทรงแทบจะสำเร็จรูป” ของคนทำ

สภาวะเช่นนี้นำไปสู่ทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อไม่ดี”

แน่นอน ผมยังคง “ยี้” บทพูดและการแสดงที่จงใจเสียดสีเรื่อง “คนไทยยุคหลังอ่านหนังสือปีละ 6 บรรทัด”

นอกจากนี้ มันจะมีบทพูดบางส่วนที่ฟังดู “ตลก” ไม่ค่อยเป็นภาษาคน เช่น ตอนที่ตัวละครพูดถึง “โอกาส” ที่จะฆ่าหรือไม่ฆ่ากงสุลโอบาเรต์ หรือตอนมณีจันทร์เพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้วนอนงัวเงียบนรถ

แต่ขณะเดียวกัน ผมกลับชอบลักษณะการพูดจาแปลกๆ ของบรรดาตัวละครในหนังอยู่ไม่น้อย เราจะเห็นได้ว่าในหลายจังหวะ ตัวละครจะชอบพูดจาซ้ำไปซ้ำมา ย้ำทวนประโยคเดิม 2-3 หน เหมือนคนมีอาการย้ำคิดย้ำทำ

พอกลับมาดูหนังรอบล่าสุด ผมดันสนุกและขำๆ กับจังหวะการพูดแบบนี้ (ข้อนี้ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้ว นี่เป็นลักษณะการพูดในชีวิตปกติของคนทำด้วยมั้ย?)

4.

ทวิภพ 4

ข้อหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเอง “พลาด” คือ ผมจำไม่ได้ว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์ เวอร์ชั่นฉายโรงปกติ” กับ “หนังฉบับ Director’s cut” นั้น มีท่าทีแตกต่างกันต่ออุปมาว่าด้วย “ประวัติศาสตร์กับสายน้ำ”

ผมเป็นคนหนึ่งที่รำคาญไอ้ประโยคเก่งของขุนอัครเทพวรากร ที่ว่า “ข้าเกิดที่แม่น้ำสายนี้ และข้าก็จะขอตายที่แม่น้ำสายนี้” มากๆ และนำไปล้อเลียนตามที่ต่างๆ อยู่บ่อยๆ ด้วยความรู้สึกซึ่งอิงมาจากความคิดที่ว่า

แหมยังกะมึงสามารถเอาเท้าเหยียบลงไปบนแม่น้ำสายเดิมได้ถึงสองครั้งอย่างงั้นนี่

แต่ตอนดูหนังฉบับ Director’s cut หนแรก ผมจำแทบไม่ได้เลยว่าตัวละครในหนังที่มีปัญหาและตั้งคำถามจริงจังกับวรรคทองอันนี้ คือ มณีจันทร์

จนมาดูอีกครั้งที่ศรีศาลายา ผมจึงพบว่า เออ! เมนี่เธอเถียงเรื่องนี้ไว้ดีมากๆ ในทำนองว่า

สรุปแล้ว คนอย่างฉันควรจะอยู่ตรงไหนของสายน้ำกันวะ?

หรือเมื่อสายน้ำมันล่องไหลไปเรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา แล้วมนุษย์เราควรจะยืนหยัดอยู่ตรงอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต?

ข้อถกเถียงนี้จะเชื่อมโยงถึงประเด็นถัดไปด้วย

5.

ผมเพิ่งมาตระหนักชัดๆ ว่า ทวิภพฉบับที่ตัดโดยสุรพงษ์เอง นำเสนอการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสยามกับลัทธิล่าอาณานิคม ผ่านมุมมองสามแบบ (ผ่านชายสามคนที่หลงรักมณีจันทร์)

อัครเทพ

ขุนอัครเทพฯ จะออกแนวขวาทื่อๆ เกลียดฝรั่งชัดเจนสุด (แต่ไม่ถึงกับปฏิเสธฝรั่งในระดับ 100%) สลับซับซ้อนน้อยที่สุด รักษาจิตวิญญาณของนิยายไว้มากที่สุด (เผลอๆ จะเป็น “สายเหยี่ยว” กว่าพระเอกในนิยายด้วยซ้ำ) และแน่นอน มันต้องเป็นพระเอก 555

ซาเวียร์

ฟรองซัวส์ ซาเวียร์ ควรจะเป็นคนที่มองสยามหรือเขียนงานชาติพันธุ์นิพนธ์เกี่ยวกับสังคมสยามจากสายตาเจ้าอาณานิคมมากที่สุด แต่หนังก็ทำให้ตัวละครรายนี้มีภูมิหลังซับซ้อนกว่านั้น คือ กำหนดสร้างให้เขามีสายเลือดสยามอยู่ในตัวด้วย (สืบทอดจากบรรพบุรุษในสมัยสมเด็จพระนารายณ์) เขาจึงไม่มีอาการเหยียดสยามว่าเป็นสังคมที่ไม่ศิวิไลซ์หรือป่าเถื่อน ไม่ได้มองสยามด้วยสายตาเจ้าอาณานิคม แต่มองโลกผ่านสายตาที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม โดยเห็นว่าคนในทุกสังคมนั้นเท่ากัน และต่างมีอารยธรรมด้วยกันหมดทิ้งสิ้น

จริงๆ ผมมีปัญหากับการเพิ่มภูมิหลังให้ซาเวียร์อยู่นิดๆ กล่าวคือ ทำไมฝรั่งในยุคอาณานิคมจะมองโลก (เอเชีย/ตะวันออก) ด้วยสายตาที่แอนตี้ลัทธิล่าอาณานิคมไม่ได้? ทำไมฝรั่งยุคโน้นจะมองโลกแบบทวนกระแสจากกระแสความคิดหลักของสังคมตนเองไม่ได้?

แต่เรา (คนสยาม/คนไทย) ต้องประกอบสร้างให้ฝรั่งคนนั้นมันมี “ความเป็นไทยทางสายเลือด” ซะก่อน มุมมองของมันถึงจะเปลี่ยนไป

ซึ่งการใส่สายเลือด/คุณลักษณะทางชีววิทยาเข้าไปในตัวซาเวียร์ เพื่อเขาจะได้มองเห็นสยามว่าเป็นสังคมที่เท่าเทียมกับ “ตะวันตก” ก็คือ วิธีคิดแบบเจ้าอาณานิคม/มานุษยวิทยายุคแรกเริ่มในมุมกลับนั่นเอง

ราชไมตรี

ตัวละครที่เจ๋งสุด (และเอาเข้าจริง ผมหมั่นไส้มากที่สุด) คือ หลวงราชไมตรี หมอนี่แหละคือคนที่มองสังคมสยามด้วยสายตาแบบ “เจ้าอาณานิคมภายใน” คือ มอง/เหยียดว่าพวกชาวบ้านเอาแต่เล่นสนุก ไม่แอคทีฟ ไม่ตระหนักถึงภัยคุกคามจากภายนอก ไม่แสวงหาความรู้ (มีแต่ชนชั้นนำอย่างพวกข้าฯ เท่านั้น ที่ทำงานหนักในการพยายามทัดทาน “อำนาจตะวันตก”)

ที่สำคัญ ผมยังรู้สึกว่าถ้าหลวงราชไมตรี พี่แกวิจารณ์ชาวบ้านสยามในยุคร่วมสมัยกับตนอย่างหนักหน่วงถึงเพียงนี้ แล้วเขาและมิตรสหายจะตกอกตกใจกึ่งประณามเรื่องที่อนุชนรุ่นหลังอ่านหนังสือน้อยกันทำไมวะ? 555

ไปๆ มาๆ ชนชั้นนำสยามที่มีความรู้ทันสมัย บุคลิกแลดูเป็น “สายพิราบ” อย่างหลวงราชไมตรี จึงมีความเป็นเจ้าอาณานิคมยิ่งกว่าฝรั่งอย่างฟรองซัวส์ ซาเวียร์ เสียอีก

ผมรู้สึกว่า “ทวิภพฉบับ Director’s cut ของสุรพงษ์” นั้นแบ่ง/ซอย/ซ้อนเลเยอร์สามชั้นตรงส่วนนี้ ผ่านตัวละครหลักสามคน ได้เคลียร์และเจ๋งดี

(ในเวอร์ชั่นปกติ บทพูดวิเคราะห์ชาวบ้านในสังคมสยามโดยหลวงราชไมตรีจะหายไป เช่นเดียวกับ มุมมองที่มีต่อสยามแบบละเอียดๆ และภูมิหลังชีวิตของฟรองซัวส์ ซาเวียร์)

ทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกับความลังเลใจของมณีจันทร์ที่มีต่ออุปมาว่าด้วย “ประวัติศาสตร์และสายน้ำ”

เพราะการจะเลือกผู้ชายคนไหน ก็คือการเลือกว่าตนเองจะยืนอยู่ตรงจุดใดของประวัติศาสตร์/สายน้ำ หรือเลือกว่าตนเองจะเผชิญหน้ากับ “มหาอำนาจต่างชาติ” อย่างไรนั่นเอง

น่าเสียดาย ที่นักเรียนนอก บุคลิกเหมือนจะเป็นฝรั่ง อย่างเมนี่ ดันเลือก “ขุนอัครเทพฯ”

6.

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าทวิภพฉบับนี้เป็น “หนังโปรชนชั้นนำ” หรือ “งานเอียงขวาด้วยท่าทีปัญญาชน”

แม้จะเห็นได้ชัดว่าหนังสร้างทางเลือกให้แก่ตัวเองเอาไว้เยอะแยะหลากหลาย

คือ หนังจะไปทาง/ถกเถียงกับ “ธงชัย วินิจจะกูล” ก็ได้ จะไปทาง/ถกเถียงกับ “งานสายหลังอาณานิคม” ก็ได้

แต่ท้ายสุด คนทำเขาก็ยังพอใจกับการแสดงตนออกมาด้วยท่าทีในราวๆ “ไกรฤกษ์ นานา”

ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด

นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้อีกว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” คือ หนังไทยเรื่องสำคัญ

โอเค ว่านี่เป็นหนังที่มีจุดน่าวิพากษ์มากมาย

แต่ก็เพราะคนทำหนังเรื่องนี้มีลูกบ้า ลูกทะเยอทะยานมากๆ ไง เราถึงสามารถวิพากษ์งานของเขาได้อย่างเมามัน 555

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกหลังดูหนัง “[นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา]”

 

หนึ่ง ที่มาของหนังน่าสนใจดี คือ มาจาก “วีซีดี” แผ่นหนึ่ง จากหลายแผ่น ที่แจกมาพร้อมกับหนังสืองานศพของ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” เมื่อคุณศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ไปค้นพบ เลยนำมาให้หอภาพยนตร์ ก่อนที่ตัวหนังจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกภาพยนตร์ของชาติ ประจำปี 2559” ส่วนชื่อ [นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา] นั้น หอภาพยนตร์ตั้งขึ้นมาเอง เนื่องจากวีซีดีไม่ได้ระบุชื่อ/หัวข้อของ “หนังข่าว” เรื่องนี้เอาไว้

สอง หนังยาวประมาณหนึ่งชั่วโมง ดูได้เพลิดเพลินตามสมควร (แต่มีปัญหาเรื่องเสียงที่ไม่ค่อยชัดเจน)

ประเด็นหนึ่งที่มีการพูดคุยกันมากหลังหนังฉายจบ คือ จะเห็นได้ว่าคำพูดของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ในหนัง มีลักษณะวกวนซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งน่าจะเป็นผลจากกระบวนการลำดับภาพ

“คุณสุธรรม แสงประทุม” ที่เป็นหนึ่งใน “ตัวละครหลัก” ของหนังเรื่องนี้ ก็ตั้งข้อสังเกตประมาณว่า ภาพเคลื่อนไหวทั้งหมดที่ยาวถึง 60 นาทีของหนัง โดยเฉพาะช่วง “พล.อ.เกรียงศักดิ์เล็คเชอร์นักศึกษา” ด้วยเนื้อหาซ้ำไปซ้ำมานั้น ไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์แบบ real time แต่น่าจะเป็นผลของการตัดต่อมากกว่า

จากการประมวลความเห็นของวงสนทนา ดูเหมือน “การพูดซ้ำๆ” ของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ อาจเกิดขึ้นจาก

(1) การตัดต่ออย่างตั้งใจ เพื่อเน้นย้ำ “สาร” บางประการ ที่รัฐบาลยุคนั้นต้องการสื่อ ไม่ใช่ไปถึงเพียงนักศึกษาหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่ยังรวมถึงเครือข่ายชนชั้นนำ-กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาอีกด้วย

(2) แต่ก็มีคนพูดถึงความเป็นได้ว่า “หนังข่าว” ชุดนี้ อาจเกิดจากการเก็บรวบรวมฟุตเทจจากแหล่งต่างๆ แล้วนำมา “คัทชน” เรียงต่อๆ กันไปแบบไม่ตั้งใจ/มีเป้าหมาย จึงนำไปสู่การฉายซ้ำ “ซีนเดิม” แต่ต่างมุมมอง/จากต่างกล้อง

แต่โดยส่วนตัว ขอสารภาพว่าขณะดูหนัง ผมดันเชื่อซะสนิทว่า พล.อ.เกรียงศักดิ์ แกพูดซ้ำไปซ้ำมาแบบนั้นจริงๆ (โดยไม่ได้เป็นผลของกระบวนการลำดับภาพ) 555

เพราะผมย้อนนึกไปถึงงานชิ้นหนึ่งของ “อ.ธงชัย วินิจจะกูล” ที่แกไปพูดคุยกับแกนนำที่จัดตั้งกลุ่มมวลชนขวาจัดสมัย 6 ตุลา ปรากฏว่าแกนนำคนหนึ่งพยายามพูดประโยคเดิมๆ กับ อ.ธงชัย ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ เพื่อเน้นย้ำให้ถึง “สารสำคัญ” บางข้อ

ผมเลยคิดเองเออเองไปว่า สงสัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ก็คงจงใจพูดซ้ำเพื่อจะส่งสารบางอย่างเช่นกัน

แต่โอเค พอได้ฟังการสนทนาหลังหนังจบ ประเด็น “พูดซ้ำ” เพราะกระบวนการตัดต่อ นี่ก็ฟังดูสมเหตุสมผลน่ะนะ

02

สาม “สาร” ที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ส่งมาซ้ำๆ ก็มีอาทิเช่น การนิรโทษกรรมครั้งนั้น มิได้มีจุดประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ได้เกิดจากการต้องการเสียงสนับสนุนทางการเมือง แต่รัฐบาลตัดสินใจผลักดันเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งถูกต้อง และที่สำคัญ คือ เป็นการปฏิบัติตาม “พระราชปรารภ”

การนิรโทษกรรมครั้งนั้นถือเป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่ “เสี่ยง” เพราะด้านหนึ่ง รัฐบาลก็ต้องการปกป้องสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่อีกด้าน รัฐบาลก็ทำการปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาว่าคิดร้ายต่อสถาบันหลักให้เป็นอิสระ (ซึ่งย่อมสร้างแรงกระเพื่อมในกลุ่มขวาจัด)

นอกจากนี้ ยังมีการสอนนักศึกษาเรื่องการวางตัว ว่าสังคมไทยชอบคนที่ humble (อ่อนน้อมถ่อมตน) สอนเรื่องแนวทางการให้สัมภาษณ์สื่อ สอนเรื่องภาวะสมดุลระหว่าง theory กับ fact

อีกประเด็น ที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ กล่าวซ้ำกับผู้ได้รับการนิรโทษกรรมบ่อยครั้งมาก คือ เรื่องที่ผ่านมาแล้วให้ถือว่าเป็น “ฝันร้าย” และขอให้ลบมันทิ้งไป (ระหว่างดู นึกถึงเพลง “ฝันร้าย” ของ “คาราวาน” อยู่พอสมควร)

สี่ แม้จะเคยได้อ่านได้ยินเรื่องราวของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ มาบ้าง ในฐานะ “ขุนศึก” ที่มี “ความพิเศษ” บางอย่าง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น “ภาพเคลื่อนไหว” “น้ำเสียงการพูดจา” และ “วิธีคิด” ของแก

หนังฉายภาพการทำ “ข้าวผัดผงกะหรี่ไก่” ของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องการชอบทำอาหาร (อดเสียดาย นึกว่าหนังจะโชว์การทำแกงเขียวหวานเนื้อใส่บรั่นดี)

ที่สำคัญ หนังทำให้เราเห็น “ลักษณะที่โน้มเอียงไปในทางปัญญาชน” ของอดีตนายกฯ-ขุนทหารรายนี้ ทั้งการพูดไทยคำอังกฤษคำ (สำเนียงไม่เลวเลย) อาทิ television, humble และ theory เป็นต้น (อ่านจากประวัติจึงเห็นว่าแกเคยไปเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแห่งสหรัฐอเมริกา)

อีกข้อ คือ แม้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ยังมีบุคลิกเป็นทหารใหญ่ เป็นข้าราชการอาวุโส เป็นสายอนุรักษ์นิยม เป็น “คุณพ่อรู้ดี” แต่ความคิดหลายอย่างของแกก็จัดว่า “ก้าวหน้า” ไม่น้อย เช่น ความเห็นที่ว่าการต่อสู้ไม่ควรใช้ความรุนแรง แต่ควรสู้กันผ่านการคิด เขียน และพูด หรือการยอมรับว่าอำนาจรัฐเองก็ไม่สามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนความคิดจิตใจของใครได้หรอก

นี่เชื่อมโยงกับช่วงต้นๆ ของหนัง ที่มีการ “บลั๊ฟ” รัฐบาลอนุรักษ์นิยมขวาจัดของนายกฯ พลเรือน “ธานินทร์ กรัยวิเชียร” ว่ารัฐบาลชุดดังกล่าวจำเป็นจะต้องถูกรัฐประหารซ้อน  และมีการแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยทหารขึ้นมาแทน เพื่อเร่งให้ประเทศกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย

ห้า สำหรับคนที่มักบ่นว่า “นักข่าวเดี๋ยวนี้” สนใจแค่ประเด็นข่าวเบาหวิว ไร้สาระ ไม่เข้าใจหลักใหญ่ใจความอันลึกซึ้งของปรากฏการณ์สำคัญ แต่หยิบจับได้เพียง “กิมมิก” ยิบย่อยฉาบฉวย-เอาไว้ขายพาดหัว ที่เป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ ของปรากฏการณ์

อยากให้ลองมาชมหนังเรื่องนี้ แล้วคุณจะรู้ว่าพวก “นักข่าวการเมือง” ต้นทศวรรษ 2520 นี่ก็ชอบถามอะไรที่มันจุ๊กจิ๊กจุบจิบและไม่ใช่สาระสำคัญเยอะแยะมากมายไปหมด 555

04
สุธรรม แสงประทุม ผู้ร่วมเสวนา

หก ตัวแทนนักโทษ/นักศึกษาที่โดดเด่นสุดในหนังคงเป็น “สุธรรม แสงประทุม” ดูลักษณะการวางตัว-พูดจาของแกตอนหนุ่มๆ ก็ไม่แปลกใจที่หลังจากนั้น แกจะผันตัวมาเป็น “นักการเมือง”

คนที่สนใจ “การเมืองไทยยุคปัจจุบัน” ตั้งแต่หลังปี 2549 เป็นต้นมา คงอยากเข้าไปดู “อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” “อ.ธงชัย วินิจจะกูล” หรือกระทั่ง “อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” ในหนังเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม คนเหล่านั้นกลับปรากฏตัวในหนังแบบพอให้เห็นแวบๆ พวกเขาไม่อยู่ในจุดโฟกัส แต่เป็นเพียง “ตัวละครสมทบ” ที่ถูกเอ่ยขานชื่ออยู่บ้าง หากไร้บทบาทเด่นใดๆ

แน่นอน สิ่งที่ปรากฏหรือถูกเน้นย้ำในหนัง คือ “เรื่องเล่า” แบบหนึ่ง ในยุคสมัยหนึ่ง

แต่คนอย่างสมศักดิ์ ธงชัย หรือวิโรจน์ ก็อาจถูกกล่าวถึงในฐานะตัวละครเอกของ “เรื่องเล่า” อีกหลายแบบ ในอีกยุคสมัย

เจ็ด ถ้าให้เทียบกันแล้ว คนดูจะเห็นสีหน้าอารมณ์ความรู้สึกของธงชัยมากกว่าสมศักดิ์

ในหนังเรื่องนี้ อ.ธงชัยดูจะมีบุคลิกเป็นเด็กเรียนมากๆ มีรอยยิ้ม เปล่งหัวเราะ แล้วก็พยักหน้า (คล้าย) ขานรับคำสอนของนายกฯ เกรียงศักดิ์

แต่ยังไม่ถึงขั้นสุธรรม ที่มีลักษณะ “พริ้ว” ตามภาษาของ “คุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” (แต่ถ้าภาษาผม คงต้องบอกว่า “แกค่อนข้างจะลิเกอยู่พอสมควร” 555)

น่าสนใจว่า mood and tone ของหนัง มาในแนว “สมานฉันท์-ปรองดอง-คืนดี” มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะในหมู่นักศึกษาที่เพิ่งถูกปล่อยตัว มีการชูไม้ชูมือ มีการถ่ายรูปคู่กับนายกฯ ที่มาจากการรัฐประหารซ้อน (ซึ่งเข้าใจว่า ก่อนหน้านั้น คงมีการซักซ้อมทำความเข้าใจกันอยู่ไม่น้อย)

น่าคิดต่อว่า หากไม่พิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันระหว่างช่วงต้น 2520 กับปัจจุบัน

แต่ถ้าช่วงต้นทศวรรษ 2520 มีโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ซึ่งส่งผลให้เกิดการแบ่งกลุ่มก้อนผู้คนตามความเชื่อทางการเมืองอย่างชัดเจน ท่าที “ปรองดอง-คืนดี” เช่นนั้นคงเกิดได้ยากขึ้น และถึงเกิด ก็คงถูกแรงกระแทกกลับอย่างรวดเร็ว (จากพวกเดียวกันเองของแต่ละฝ่าย) ผ่านทางโลกออนไลน์

03
สุรชาติ บำรุงสุข ผู้ร่วมเสวนา

แปด เอาเข้าจริง ยังมีตัวละครสำคัญๆ ที่ทำงานให้ “รัฐบาลเกรียงศักดิ์” ซึ่งอยู่นอกเฟรมของหนังเรื่องนี้

อาทิ “คุณพิชัย วาศนาส่ง” ที่คุณสุธรรมและ “อ.สุรชาติ บำรุงสุข” เห็นตรงกัน ว่าคือผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำหนังเรื่องนี้ และเป็นผู้ช่วยประสานทำความเข้าใจระหว่างนักศึกษาที่ถูกคุมขังกับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ เนื่องจากคุณพิชัยเคยมีโอกาสได้สานสัมพันธ์กับนักศึกษาบางส่วน ขณะติดคุกในฐานะ “กบฏ 26 มีนา” ก่อนจะได้รับการนิรโทษกรรมไปก่อน และเข้าไปช่วยงานรัฐบาลเกรียงศักดิ์

อีกคนที่ อ.สุรชาติ บอกว่าอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย (แต่ไม่ถูกจับภาพ) แถมยังเป็นคนคอยเซ็ตที่นั่งและตระเตรียมคำถามป้อน พล.อ.เกรียงศักดิ์  ก็คือ “พี่ลอง” หรือ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง”

ตามความเห็นของ อ.สุรชาติ และคุณสุธรรม “จำลอง” และ “จปร.7” นั้นมีบทบาท “แอคทีฟ” แน่ๆ ในช่วงการปลุกระดมกลุ่มมวลชนฝ่ายขวา จนนำไปสู่เหตุการณ์ “6 ตุลา” แต่ต่อมา เขาก็เล่นบท “สายพิราบ” และช่วยเหลือนักศึกษาที่ถูกคุมขังเช่นกัน

อ.สุรชาติและคุณสุธรรมเชื่อว่า ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของ พล.ต.จำลอง นั้น เกิดจาก “ความรู้สึกผิด” (แต่แน่นอน หากเราเคยอ่านงานวิชาการของ อ.สมศักดิ์ หรือ อ.ธงชัย ก็ย่อมได้พบการตีความอันผิดแผกออกไป)

โดยส่วนตัว คำอธิบายทำนองนี้ช่วยทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมยุคหนึ่ง คุณสุธรรมถึงเคยลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคพลังธรรม ที่มี พล.ต.จำลอง เป็นหัวหน้า

เก้า ข้อสังเกตหนึ่งซึ่งน่าสนใจของ อ.สุรชาติ ก็คือ ภาวะสงครามเย็นระดับโลกที่เปลี่ยนบริบทไป (ทั้งสหรัฐและจีนเริ่ม “เปลี่ยนบท” ของตัวเอง) คู่ขนานไปกับความสูญเสียจากสงครามประชาชนระหว่างรัฐไทยกับ พคท. ซึ่งมีแนวโน้มจะขยายตัวเป็นสงครามกลางเมือง ได้กลายเป็นแรงบีบหนัก ซึ่งทำให้ “ชนชั้นนำไทย” ต้องแสวงหาฉันทามติร่วมกัน เพื่อผลักดันการนิรโทษกรรม การสร้างบรรยากาศปรองดอง และการพาประเทศกลับคืนสู่การปกครองระบอบ “ประชาธิปไตย (ครึ่งใบ)”

แต่ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้ถูกขนาบด้วย “สงคราม” หรือ “แรงบีบ” จากทั้งระดับโลกและระดับประเทศอีกแล้ว

นี่ส่งผลให้สภาวะการเมืองช่วงต้น 2520 กับยุคปัจจุบัน มีความแตกต่างกันอย่างสำคัญ (และย่อมมีจุดคลี่คลายสถานการณ์ไม่เหมือนกันตามไปด้วย)

05
รัศมี เผ่าเหลืองทอง ผู้ร่วมเสวนา

สิบ หลังดูหนัง-ฟังเสวนาจบ ผมขับรถจากหอภาพยนตร์ ศาลายา ไปวัดญาณเวศกวัน แถวพุทธมณฑล เพื่อเดินเล่น-ถ่ายรูป

เดินเที่ยวที่วัดอยู่สักพัก ก็สังเกตเห็นว่าพระกำลังจะลงโบสถ์กัน ก่อนจะได้ทราบจากคุณลุงที่ทำงานให้วัดว่า เดี๋ยวจะมีการปิดโบสถ์สวดปาฏิโมกข์ โดย “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)” จะมาร่วมลงโบสถ์ด้วย

ระหว่างพระท่านปิดโบสถ์สวดปาฏิโมกข์ ก็จะมีลูกศิษย์ลูกหากลุ่มหนึ่งหยิบเอากล้องวิดีโอไปสอดส่องถ่ายพิธีกรรม และสมเด็จฯ ตามช่องหน้าต่าง

สวดเสร็จ จึงมีการเปิดโบสถ์ แล้วสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ก็บรรยายธรรมสั้นๆ แก่พระภิกษุในวัด ตลอดจนญาติโยมจำนวนประมาณสิบกว่าคน

dsc00545

น่าสนใจว่า เมื่อเปิดประตูโบสถ์ ญาติโยมหลายรายต่างนำกล้องวิดีโอ (ตั้งแต่แฮนดี้แคมเล็กๆ กล้องระดับงานทีวี รวมถึงกล้องดีเอสแอลอาร์) ทั้งที่เป็นสมบัติของวัดและเป็นของส่วนตัว พร้อมด้วยขาตั้ง เข้าไปบันทึกภาพการแสดงธรรมในโบสถ์

นี่แสดงให้เห็นว่า “หนังบ้าน/หนังข่าว” ที่บันทึกกิจกรรมต่างๆ ของ “ชนชั้นนำ” และ “บุคคลสำคัญ” นั้น ย่อมถูกถ่ายทำกันอยู่เรื่อยๆ ในแต่ละวัน จนมีจำนวนรวมมหาศาล

(ไม่นับว่าในยุคปัจจุบัน เรามี “คลิปบ้านๆ” จำนวนมากมาย ที่ถูกบันทึกไว้โดยเครื่องไม้เครื่องมือที่สามัญชนคนธรรมดาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งคลิปที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิถีชีวิต/เหตุการณ์ใกล้ตัวของคนเล็กคนน้อย เรื่อยไปจนถึงภาพเหตุการณ์สำคัญๆ ระดับใหญ่ๆ จากมุมมองของคนเล็กๆ)

01

ข่าวบันเทิง

ชมหนังสั้น “คืนหนึ่งในปี ค.ศ.1940” โปรเจ็คท์ก่อนภาพยนตร์เรื่องยาว “สองคอน”

“คืนหนึ่งในปี ค.ศ.1940” เป็นภาพยนตร์ขนาดสั้นซึ่งอิงเนื้อหาจากโครงการภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่อง “สองคอน” (MARTYRS)

หนังสั้นเรื่องนี้ถูกถ่ายทำขึ้นเพื่อให้เห็น Mood and Tone โดยรวมของโครงการภาพยนตร์ขนาดยาวดังกล่าว

หนังเล่าเรื่องราวเล็กๆ ก่อนเหตุการณ์การสละชีวิตของ “มรณสักขีแห่งสองคอน” ดังนี้

คืนหนึ่งในเดือนธันวาคม ค.ศ.1940 ณ หมู่บ้านสองคอน เด็กหญิงคนหนึ่งไข้ขึ้นสูง พ่อของเธอไปตามซิสเตอร์มาช่วยดูอาการ ในขณะที่บาทหลวงชาวฝรั่งเศส ผู้เคยให้การรักษาชาวบ้านที่ป่วยด้วยโรคต่างๆ ถูกขับไล่ออกจากประเทศไทยแล้ว และครูคำสอนก็ถูกกักบริเวณ ชาวบ้านตกอยู่ในความหวาดกลัวภายใต้กฏอัยการศึกระหว่างกรณีพิพาทอินโดจีน การสวดภาวนาและดูแลศรัทธาชาวบ้านจึงต้องทำกันอย่างลับๆ ล่อๆ

หนังเรื่องนี้กำกับ/เขียนบท โดย ตรรกวิทย์ ทิพย์ทอง และกำกับภาพโดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม

น่าสนใจว่าหนังยังได้นักแสดงยอดฝีมือของวงการมาร่วมงานมากมาย ทั้งนักแสดงที่โด่งดังจากจอทีวีอย่าง “อริศรา วงษ์ชาลี” ศิลปินรางวัลศิลปาธรสาขาศิลปะการแสดง “จารุนันท์ พันธชาติ” ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดจิตด้วยการเคลื่อนไหว “ดุจดาว วัฒนปกรณ์” และผู้กำกับ-นักแสดง “บุญส่ง นาคภู่”

สำหรับตรรกวิทย์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดในครอบครัวที่พ่อนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค ส่วนทางบ้านแม่นับถือศาสนาพุทธ ที่จังหวัดสกลนคร

ในวัย 13 ปี เขาเคยได้เรียนรู้พิธีกรรมและใช้ชีวิตแบบคริสตชนในบ้านเณรเล็ก คณะพระมหาไถ่ ศรีราชา

ตรรกวิทย์จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และเริ่มต้นทำงานที่บริษัทจิวเวอรี่แห่งหนึ่งในพัทยา ก่อนจะลาออกและเข้ารับการอบรมในคอร์ส “กระบวนการสร้างภาพยนตร์รุ่นที่ 2” จัดโดยสมาคมฝรั่งเศส มี “นนทรีย์ นิมิบุตร” เป็นผู้อำนวยการโครงการ หลังจากนั้น เขาจึงได้ทำงานในกองถ่ายภาพยนตร์ไทยและเทศตลอดมา

นอกจากช่วยงานนนทรีย์แล้ว เขายังเคยมีประสบการณ์ในกองถ่ายหนังไทยและต่างชาติอีกหลายเรื่อง อาทิ “ก้านคอกัด” “นางฟ้า” “มนต์เลิฟสิบหมื่น” และ “Only God Forgives” เป็นต้น

ตรรกวิทย์เขียน “แถลงการณ์ผู้กำกับ” เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กทางการของหนังเรื่อง สองคอน เอาไว้ว่า

อิทธิพลของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคในยุคหลังล่าอาณานิคมได้มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตผู้คนมากมายในภาคอีสานของประเทศไทย จากความเชื่อเรื่องผีสางหรือการนับถือภูตผี ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งของชาวบ้าน เช่น การกล่าวหาบุคคลอื่นว่าเป็นปอบ ปัญหานี้ได้นำพาบาทหลวงชาวฝรั่งเศสเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ นอกจากการเข้ามาเพื่อให้ชาวบ้านรู้สึกสบายใจว่า พระเจ้าได้ทำให้ตนปลอดภัยจากภูตผีแล้ว มิชชันนารีเหล่านี้ยังได้นำการศึกษา ความรู้ด้านอนามัย และระบบการเมืองการปกครองตามแนวคิดแบบตะวันตก มาปลูกฝังสั่งสอนให้ชาวอีสานอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ชาวอีสานบางกลุ่ม มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากรูปแบบเดิม

สองคอน คือภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางด้านความเชื่อ ระหว่างความเชื่อแบบอนุรักษ์นิยมตะวันตกที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาคริสต์ กับความเชื่อแนวชาตินิยมแบบรวมศูนย์ซึ่งก่อร่างสร้างขึ้นมาเพื่อเจตนาให้ประชากรในประเทศก้าวทันสังคมโลก จนเกิดเป็นการทัดทานทางอำนาจการเมืองอย่างรุนแรงภายในหมู่บ้าน ในระหว่างวิกฤตการณ์กรณีพิพาทของไทยและฝรั่งเศส การแบ่งแยกผู้คนโดยอาศัยความเป็นอื่นของศาสนา การยัดเยียดข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏเพื่อกำจัดคนที่ตนไม่สามารถควบคุมได้ด้วยวิธีการที่ไม่ต่างอะไรจากการกล่าวหาเขาว่าเป็นปอบ เพื่อจะได้ไล่เขาออกจากหมู่บ้าน การพยายามเปลี่ยนศรัทธาของมนุษย์ อันเป็นการไม่เคารพต่อสิทธิและเสรีภาพทางความคิด ซึ่งเป็นสิทธิ์ชอบธรรมพื้นฐานที่มนุษย์แต่ละคนพึงมี ผู้กำกับหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะพาเราไปสำรวจประวัติศาสตร์ และได้เรียนรู้อดีตจากเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน

อ่านข่าวคราวก่อนหน้านี้เกี่ยวกับโครงการภาพยนตร์ “สองคอน” ได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

โปรเจ็คท์ภาพยนตร์น่าสนใจ “สองคอน”

“สองคอน” คือโครงการภาพยนตร์อิสระของ “ตรรกวิทย์ ทิพย์ทอง” ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาบทและหาทุนสร้าง

โดยทีมงานวางกำหนดการไว้คร่าวๆ ว่าจะถ่ายทำหนังเรื่องนี้ในช่วงเดือนธันวาคม 2560 – กุมภาพันธ์ 2561 และออกฉายปลายปี 2561

songkorn-2

หนังจะถ่ายทอดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อปี 2483 ขณะที่ประเทศไทยเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนกับฝรั่งเศสเรื่องดินแดนในลุ่มแม่น้ำโขง นายลือและพรรคพวก เดินทางมายังหมู่บ้านคาทอลิกแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “สองคอน” ตั้งอยู่ในจังหวัดมุกดาหาร (ปัจจุบัน) พร้อมกับคำสั่งให้มาขับไล่บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ดูแลวัดและชาวบ้านในขณะนั้น

หน้าที่ผู้นำความเชื่อของชาวบ้านจึงตกมาเป็นของ “ครูคำสอน” “นายสีฟอง” และซิสเตอร์ชาวไทย 2 คน คือ “ซิสเตอร์อักแนส พิลา” และ “ซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง” บรรยากาศภายในหมู่บ้านเริ่มตึงเครียด เมื่อนายลือออกคำสั่งให้ทุกบ้านเลิกสวดภาวนา และกล่าวหาว่าครูสีฟองว่าเป็นสายลับฝรั่งเศส

songkorn-3

ต้นเดือนธันวาคม ครูสีฟองได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ระบุว่ามาจากนายอำเภอมุกดาหาร ต้องการเรียกพบครูสีฟองเพื่อให้รายงานสถานการณ์อย่างเร่งด่วน ชาวบ้านตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นจดหมายลวง เพราะนายลือกำลังหาทางกำจัดเขา จึงเตือนให้ครูสีฟองระวังตัว แต่ครูสีฟองยังยืนกรานจะไปพบนายอำเภอ เพื่อสอบถามเรื่องข้อบังคับในการเปลี่ยนศาสนา และแล้วระหว่างเดินทางอยู่ในป่า ครูสีฟองก็ถูกนายลือยิงเสียชีวิต

ข่าวการตายของครูสีฟองสร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านอย่างหนัก ซิสเตอร์ถูกเพ็งเล็งว่าอาจเป็นสายลับฝรั่งเศส และถูกกดดันให้ถอดเครื่องแบบนักบวช อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ ศาสนาของชาวฝรั่งเศส ความขัดแย้งทวีความซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น จนในที่สุด ซิสเตอร์ตัดสินใจรวบรวมสตรีและเยาวชนกลุ่มหนึ่ง แสดงเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ในความเชื่อที่เธอมีต่อพระเจ้า ด้วยการยอมถูกยิงตาย

1940

ระหว่างนี้ ทางทีมงานได้ลองถ่ายทำทีเซอร์ของหนัง รวมทั้งได้จัดทำภาพยนตร์สั้นความยาว 5 นาที เรื่อง “คืนหนึ่งในปี ค.ศ.1940” ออกมาเพื่อสื่อให้เห็นถึงมู้ดแอนด์โทนโดยรวมของโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่องยาว

โดยทีเซอร์ได้เผยแพร่ผ่านทางออนไลน์แล้วในวันที่ 22 ก.พ. ก่อนที่จะมีการเผยแพร่หนังสั้นในวันที่ 24 ก.พ. ต่อไป

ติดตามอ่านข้อมูลความคืบหน้าของโครงการภาพยนตร์น่าสนใจเรื่องนี้ได้ที่ สองคอน

คนมองหนัง

เวิลด์ ฟิล์ม ไดอารี่ (2) : ห้าแสนปี, Snakeskin และ Elle

ห้าแสนปี (ชัยศิริ จิวะรังสรรค์)

13931592_10155043505022538_105098031_o

ชอบที่หนังไม่ “พูด” อะไรแยะ แต่ปล่อยให้ “บรรยากาศหลัก” และ “บรรยากาศรายล้อม” เป็นตัวผลักดันเรื่องราว (ที่มี “เนื้อหา” เยอะอยู่) ไปเรื่อยๆ

เช่น คนดูอาจไม่จำเป็นต้องรู้ชัดเลยก็ได้ว่าอนุสาวรีย์มนุษย์โบราณนั้นอยู่ที่ไหน มีชื่อเรียกว่าอะไร หนังกลางแปลงที่ฉายเป็นเรื่องอะไรบ้าง ใครคือคนกำกับ แต่ประเด็นที่ภาพยนตร์ต้องการบอกเล่า เช่น “ภาวะตกค้าง-กำกวม-การเป็นสิ่งเก่าในความหมายใหม่” ของ “มนุษย์โบราณ” และ “หนังกลางแปลง” กลับดำรงอยู่ค่อนข้างชัดเจน แถมยังหยอกล้อ-สนทนา-ส่องสะท้อนกันไปมา

โดยส่วนตัวรู้สึกว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว มันก็ยังจะน่าสนใจและน่าดูอยู่

เพราะมีหลายๆ องค์ประกอบในหนังสั้นที่น่านำไปขยายความเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเหงาๆ จ่อมจมกับอารมณ์ส่วนตัวของเด็กหนุ่มในคณะฉายหนัง กระทั่งพฤติกรรม (ต่อเนื่อง) ของบุคคลภายใต้หน้ากาก ซึ่งปรากฏตัวขึ้นในช่วงท้ายๆ เรื่อง

Snakeskin (Daniel Hui)

snakeskin

ดูแล้วคิดถึง “ดาวคะนอง” เพียงแต่ยังแอบรู้สึกว่า ความสลับซับซ้อนเป็นชั้นๆ ของ “ดาวคะนอง” มันมีระบบระเบียบมากกว่า

ขณะเดียวกัน ก็เห็นด้วยกับหลายคนที่ชี้ว่า “ดาวคะนอง” ก็ดี “Snakeskin” ก็ดี คือตัวอย่างของหนังยุคปัจจุบันที่พยายามตั้งคำถามกับ “ประวัติศาสตร์ทางการ” หรือ “ประวัติศาสตร์แห่งชาติ” ผ่านวิธีการและการมองโลกแบบใหม่ๆ

ภาระหน้าที่ของหนังเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกสรรหยิบใช้ “ประวัติศาสตร์กระแสรอง” บางประเด็น และเลือกบันทึก “เสียง” ของ “คนเล็กคนน้อย” จำนวนหนึ่ง เพื่อนำเอา “เรื่องเล่าที่ไม่อยู่ในกระแสหลัก” ดังกล่าว มามัดรวมเป็นธีมเดียวกัน ภายใต้โฉมหน้าของ “อภิมหาบรรยาย” บทใหม่/ทางเลือก

แต่สิ่งที่หนังรุ่นใหม่หลายๆ เรื่องกำลังทำกัน คือ การทุบทิ้ง เผาทำลาย หรือฉีก “ประวัติศาสตร์” ออกเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อยอันกระจัดกระจายไม่ปะติดปะต่อเลยต่างหาก

ส่วนวิธีการและการมองโลกเช่นนี้จะนำไปสู่อะไร? จะมีพลังในการต่อสู้มากน้อยแค่ไหน? จะมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนรุ่นใหม่จำนวนมากได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นได้แค่ “ตัวป่วนระบบระเบียบ” ชั่วครู่ชั่วคราวในจอภาพยนตร์

คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

Elle (Paul Verhoeven)

elle

หนังสนุกดูไม่ยาก แต่ก็มีประเด็นคมคายชวนคิดตามสไตล์ยุโรปภาคพื้นทวีป

สารหลักของมันก็อาจเป็นท่าทีแบบ “โพสต์-เฟมินิสต์” ที่ถ่ายทอดภาพผู้หญิง ซึ่งเป็นทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ (กลับ) ผู้หญิงที่ดีลกับผู้ชายอย่างมีชั้นเชิง-เขี้ยวลากดิน แถมบางคราวยังกดขี่เหยียดหยามกลั่นแกล้งผู้ชายด้วยซ้ำ และผู้หญิงที่ “สมคบ” กันผลัก/กำจัดผู้ชายออกไปจากชีวิตทีละคนๆ

ตรงข้ามกับภาพของบรรดาผู้ชายในหนัง ที่เต็มไปด้วยคนแหยๆ ไม่ประสบความสำเร็จ โง่เง่า เป็นแมงดาเกาะผู้หญิงแก่ หรือต้องอำพรางปมลับความผิดบาปของตนเองเอาไว้

ขณะเดียวกัน บทบาทที่ Paul Verhoeven ส่งมอบให้ Isabelle Huppert รับไปและถ่ายทอดออกมา ก็ชวนให้นึกถึงหนังของผู้กำกับอื่นอีกหลายคน บางเสี้ยวที่เธอมีอาการประสาทแดกบ้าบอนิสัยไม่ดี ผมก็นึกถึงหนังของ Woody Allen บางส่วนที่เขย่าขวัญ-เลือดเย็น (โดยผสมผสานกับประเด็นทางสังคมหรือสายสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างมนุษย์) ก็ชวนให้นึกถึงงานของ Michael Haneke

ประเด็นจิกกัดพวกเคร่งศาสนาของหนังอาจทื่อๆ ไปนิด แต่ผมชอบฉากบอกลากันระหว่างเพื่อนบ้านหญิงสาวผู้เคร่งศาสนากับคุณป้าตัวเอกจอมเขี้ยวผู้เปี่ยมตัณหาราคะ ซึ่งฝ่ายแรกแสดงให้เห็นเป็นนัยๆ อย่างเรียบร้อยว่า “เฮ้ย! กูก็รู้ทันมึงนะ อีแก่”

เท่ากับหนังได้ตอกย้ำน้ำหนักความสำคัญลงไปยังเหล่าตัวละครหญิงให้ชัดเจนเด่นชัดขึ้นอีก

อีกข้อหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจ ก็คือ บ่อยครั้งเวลาเราดู “หนังฝรั่งเศส” เรามักจะเห็นบริบทของความเป็นปัญญาชน หรือ “วัฒนธรรมชั้นสูง” บางอย่าง แต่ในหนังเรื่องนี้ กลับมีฉากหลังสำคัญเป็นบริษัทผลิต “วิดีโอเกม/เกมคอมพิวเตอร์” ของเจ๊ตัวละครนำ

แถมมีตัวละครปัญญาชนที่พยายามหันมาเอาดีในอุตสาหกรรมเกมคอมพิวเตอร์อีกต่างหาก

จึงแลดูแปลกดี ที่เราได้เห็นตัวละครนำในหนังฝรั่งเศสประกอบอาชีพหรือใช้ชีวิตเกี่ยวกับอะไรที่เป็น “ป๊อปคัลเจอร์” สมัยใหม่มากๆ

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

โจเอล ซาราโช : เมื่อสามัญชนเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติ” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ”

แมง คาร์โย คือตัวละครที่เป็นภาพแทนของคนธรรมดาสามัญ ซึ่งต้องการเข้าร่วมเป็นหนึ่งของการปฏิวัติ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเช่นนั้น เพราะเขาเจ็บป่วย

“นอกจากนี้ เขายังเป็นภาพแทนของคนชายขอบ ผู้เข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศ

“แต่เขาก็ยังคงต้องการอุทิศเสียสละตนแด่การปฏิวัติ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงเข้าร่วมภารกิจค้นหาร่างของ อันเดรส โบนิฟาซิโอ (บิดาแห่งการปฏิวัติฟิลิปปินส์) ในป่า

“ระหว่างเดินทางในป่า เขาพบว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองสามารถถูกรักษาให้หายได้ด้วยเวทมนตร์ของ Tikbalag (อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้าตามตำนานปรัมปราท้องถิ่น) โดยไม่ได้ตระหนักว่าความเชื่อดังกล่าวไม่ใช่ความจริง นั่นเพราะเขาเพียงแค่ต้องการจะหายขาดจากความป่วยไข้

“ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค่อยๆ เลี้ยวออกจากถนนสายปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม ไปสู่ถนนสายความเชื่อ เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

“นี่อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมการปฏิวัติของเราจึงแตกสลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อย ทำไมการปฏิวัติจึงล้มเหลวลง”

โจเอล ซาราโช ผู้รับบทเป็นตัวละครชื่อ “แมง คาร์โย” ในภาพยนตร์เรื่อง A Lullaby to the Sorrowful Mystery

 

โตเกียว 31 ตุลาคม 2559

คนมองหนัง

ข้อสังเกตเพิ่มเติมถึง “ดาวคะนอง” (หลังดูรอบสอง): เห็ด รา และ “ประวัติศาสตร์” แบบใหม่ๆ

หมายเหตุ เป็นข้อสังเกตเพิ่มเติม ที่ช่วยขยับขยายความเข้าใจ “ส่วนตัว/เฉพาะตัว” ของผู้เขียนเอง และไม่ได้เป็นข้อสังเกต “ใหม่” เสียทีเดียว

ว่าด้วยเห็ด, รา และวรรคทองของหนัง

ตอนดูรอบแรก ผมไม่เข้าใจเลยว่า “เห็ด-รา” มีความหมายและหน้าที่อย่างไรในหนังเรื่องนี้

ระหว่างดูรอบสอง จึงเริ่มเห็นนัยยะของ “สิ่งมีชีวิต” เหล่านี้มากขึ้น

หลังหนังจบ มีคนถามคุณใหม่ อโนชา ผู้กำกับ ในประเด็นนี้พอดี ซึ่งคุณใหม่ตอบราวๆ ว่า “เห็ด-รา” สื่อให้เห็นถึงสิ่งมีชีวิตที่เติบโตขึ้นมาจากความย่อยสลาย ผุพัง รวมทั้งยังแสดงให้เห็นถึง “วงจรชีวิต” อีกด้วย

แต่การตีความ “เห็ด-รา” ของผมหลังดู “ดาวคะนอง” รอบสอง ไม่ได้ตรงกับคำอธิบายของคุณใหม่ซะทีเดียว

สถานะของเห็ดและราในหนังเรื่องนี้ ดูจะมีความชัดเจนขึ้นในหัวผม หลังได้ฟังบทสนทนาระหว่างตัวละครที่รับบทโดยคุณวิศรา วิจิตรวาทการ (ผู้กำกับหญิง) และคุณรัศมี เผ่าเหลืองทอง (นักเขียนหญิง)

ผู้กำกับหญิงบอกว่าที่เธอเลือกนำชีวิตของนักเขียนรุ่นพี่มาเล่าผ่านภาพยนตร์นั้น ก็เพราะชีวิตของนักเขียนผ่านอะไรมาเยอะ มีคุณค่า ฯลฯ ผิดกับชีวิตของเธอที่ดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ (ตรงซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า “mundane” พ้องกับชื่อภาษาอังกฤษ “Mundane History” ของ “เจ้านกกระจอก” หนังยาวเรื่องแรกของอโนชา)

ผมเห็นว่า “เห็ด” และ “รา” ที่สามารถถือกำเนิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ท่ามกลางการปล่อยปละละเลยไม่ต้องใส่ใจใดๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของไอ้ความเรื่อยๆ เปื่อยๆ ไม่มีอะไร อันสามัญทั้งหลายแหล่ด้วย

ซึ่งไอ้ความไม่มีอะไรทั้งหลายนี่แหละ ที่ถูกนำมาเล่าให้ “มีอะไร” ผ่านเรื่องเล่าหลากหลายชั้นในหนังเรื่องนี้

ประเด็นข้างต้นยังอาจสอดคล้องกับ “วรรคทอง” ของพี่นักเขียนที่บอกว่าตนเอง “ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” แต่เป็นแค่ “ผู้รอดชีวิต”

วรรคทองตรงนี้น่าสนใจ เพราะในขณะที่การเป็น “ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” นั้น จุดเน้น อาจอยู่ตรงคำว่า “ประวัติศาสตร์” หรือ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” อันนำไปสู่การมีพล็อตเรื่อง มีดราม่า มีเงื่อนปมขัดแย้ง มีฮีโร่ มีเหยื่อ มีมรณสักขี

แต่การเป็น “ผู้รอดชีวิต” คือ การขับเน้น/คืนความสำคัญไปที่ “ตัวคน” ผู้ยังเหลือรอดอยู่ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งวีรชน นักต่อสู้ หรือเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ หาเช้ากินค่ำ กินขี้ปี้นอน ทั่วๆ ไป

แล้ว “ดาวคะนอง” ของอโนชา ก็มุ่งมั่นที่จะเลือกเล่าเรื่องราวของ “ผู้เหลือรอด/ผู้รอดชีวิต” ในสังคมยุคปัจจุบัน ที่เป็นคนธรรมดาสามัญอันหลากหลาย ไม่ใช่ “ตัวละครในหน้าประวัติศาสตร์”

%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%a1%e0%b8%b5

การมุ่งเน้น “ประวัติศาสตร์” โดยไม่บอกเล่า “ประวัติศาสตร์”

ผมคิดว่ามันมีลักษณะ “ร่วม” บางอย่าง ของหนังไทย/หนังอาเซียนร่วมสมัยจำนวนหนึ่ง ที่เลือกละ “ประวัติศาสตร์” เอาไว้ในฐานที่เข้าใจ (โดยมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันไป)

ขออนุญาตยกตัวอย่างเด่นๆ ของหนังสามเรื่องที่ผมได้ดูในช่วงประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

เริ่มจาก “Diamond Island” หนังกัมพูชา โดย ดาวี่ ชู ที่เลือกเล่าเรื่องราว/ปัญหายุคปัจจุบันและความใฝ่ฝันของหนุ่มสาวเขมรรุ่นใหม่ แล้วปล่อย “ประวัติศาสตร์เขมรแดง” ให้มีสถานะเป็น “หน้าว่าง” ของภาพยนตร์

ส่วน “From Bangkok To Mandalay” ของ ชาติชาย เกษนัส เน้นความรักความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนระหว่างไทย-พม่า (และพม่า-พม่า) มากกว่าจะให้ความสนใจกับรายละเอียดปลีกย่อยของประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมือง

มาถึงกรณีของ “ดาวคะนอง” ที่อาจแปลกอยู่สักหน่อย เพราะด้านหนึ่ง หนังก็ต้องการรำลึกถึงประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 แต่หนังกลับเลือกเล่า “ประวัติศาสตร์” หน้าดังกล่าว ผ่านกระบวนท่าสลับซับซ้อนและเรื่องราวสามัญต่างๆ นานา (ทั้งที่อาจเกี่ยวและไม่เกี่ยวกับ 6 ตุลา) กระทั่ง “ตัวประวัติศาสตร์” เอง รางเลือนจมดิ่งลงไปในระลอกคลื่นของหลากหลายเรื่องเล่าเหล่านั้น

จริงๆ อาจเทียบเคียง “ดาวคะนอง” กับ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของลาฟ ดิแอซ ด้วยก็ยังได้

เพราะขณะที่หนังของลาฟพยายามจะเล่าเรื่องราวของ “ประวัติศาสตร์การปฏิวัติฟิลิปปินส์” ผ่านการประกอบสร้าง “เรื่องเล่า” หลายแบบ ให้กลายเป็น “องค์รวม” ที่แสดงภาพแทน “ผืนมหึมา” ว่าด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ของอดีต เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

หนังของอโนชา กลับจัดวาง “เรื่องเล่า” หลายๆ ชั้น ไว้อย่างกระจัดกระจาย ปราศจากระบบระเบียบ จนกลายเป็น “องค์ขาด” ซึ่งไม่สามารถบอกเล่าถึงภาพรวมของประวัติศาสตร์หน้าไหนหรือการต่อสู้ใดๆ ได้อย่างชัดเจน

และจำกัดบทบาทของตนเองไว้ที่การนำเสนอ “ส่วนเสี้ยว” สิ่งละอันพันละน้อย ซึ่งรายล้อมและ/หรือเป็นผลลัพธ์ของประวัติศาสตร์บางหน้า

ถ้าลาฟ ดิแอซ พยายามต่อสู้ส่งเสียงด้วยการสร้าง “อภิมหาบรรยาย” ฉบับสามัญชน อโนชาก็คล้ายจะพยายามกระซิบแผ่วๆ เพื่อย้ำให้เห็นถึงการมีอยู่ขององค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังไม่ใช่ “ปัจจัยชี้ขาด” ทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นเพียงมูลเหตุยิบย่อยที่อาจไร้ความสำคัญไปตลอดกาล หรืออาจจะก่อตัวกลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” บางประการได้ในภายภาคหน้า

บางทีแนวโน้มที่ปรากฏในงานของอโนชาและคนทำหนังรุ่นใกล้ๆ กัน อาจบ่งชี้ให้เห็นถึงวิธีการเขียน/ผลิตซ้ำประวัติศาสตร์ “รูปแบบใหม่ๆ” ผ่านสื่อภาพยนตร์ก็เป็นได้

ของแถมเล็กๆ น้อยๆ

พอมาดูรอบสอง ผมถึงเห็นรายละเอียดบางอย่างชัดเจนขึ้น เช่น ถ้าเข้าใจไม่ผิด เหมือนหนังจะพยายามเปรียบเปรยเทียบเคียง “สิ่งที่ดูสวยงามมีชีวิตชีวา” ใน “โลกภาพยนตร์” กับ “สิ่งที่เก่าแก่ทรุดโทรมไร้ชีวิต” ใน “โลกของภาพยนตร์อีกเรื่อง” เอาไว้หลายจุด ที่เห็นชัดสุด คงเป็นความแตกต่างของ “บ้าน” 

นอกจากนี้ ผมเพิ่งมาตระหนักว่าตนเองชอบดนตรีประกอบของหนังมากทีเดียว โดยเฉพาะสกอร์ตรงช่วงที่มีตัวละครหนุ่มสาวชายหญิงเดินคู่กัน แต่ไม่ยอมจับมือกัน