คนมองหนัง

“Harmonium” : ล้างแค้น “เชิงซ้อน”

หนึ่ง โชคดีที่มีโอกาสได้ดูผลงานสองเรื่องล่าสุดของ “โคจิ ฟุกาดะ” คือ “Sayonara” แล้วต่อด้วย “Harmonium” ซึ่งเรื่องหลังนี้ เพิ่งอำลาโรงฉายในบ้านเราไป

เลยได้มองเห็น “ข้อเปรียบเทียบ” จำนวนหนึ่ง

sayonara

ฟุกาดะ (เพิ่งรู้ว่าเขามีอายุพอๆ กับผมเลย – ถือว่ายังหนุ่มอยู่ 555) ทำ Sayonara อย่างทะเยอทะยาน หนังพูดประเด็นระดับชาติ, ระดับมนุษยชาติ/ชาติพันธุ์ มีนักแสดงต่างชาติ และ “แอนดรอยด์” มารับบทนำ

แต่ “ความใหญ่” ของมัน กลับไม่สนุก ไม่ลึกซึ้ง ไม่กินใจเท่าไหร่นัก

พอมาถึง Harmonium ความรู้สึกแรกๆ ของผมที่เกิดขึ้นเมื่อหนังผ่านไปราวครึ่งทาง คือ “เออ! ฟุกาดะ นี่มันทำหนังเก่งขึ้นเยอะเลยว่ะ”

ทั้งๆ ที่หนังเรื่องล่าสุดของเขา มีขนาดเล็กลง และหันกลับมาเล่าเรื่องราวในระดับจุลภาค

Japan director Koji Fukada arrives on red carpet for the screening of the film "Harmonium" (Fuchi Ni Tatsu) in competition for "Un Certain Regard" at the 69th Cannes Film Festival in Cannes

แต่ถ้าถามว่า มันมี “จุดเชื่อมโยงกัน” ระหว่างหนังสองเรื่องนี้บ้างไหม?

สำหรับผม หนังทั้งสองเรื่องมีตัวละครที่เป็น “คนป่วยกระเสาะกระแส” (ทั้งกายและใจ) เหมือนๆ กัน

นอกจากนั้น หนังคู่นี้ยังถ่ายทอดปมชีวิตอันตรอมตรมของตัวละครกลุ่มเล็กๆ ที่เหมือนกำลังโดดเดี่ยวตนเองออกจากสังคม จนราวกับว่าพวกเขาเป็นมนุษย์กลุ่มท้ายๆ ของโลกหรือจักรวาล

(หนังของฟุกาดะเหมือนจะมี “จุดต่าง” กับ “Creepy” ของ “คิโยชิ คุโรซาวะ” อยู่แน่ๆ ประเด็นหนึ่ง กล่าวคือ ในขณะที่ Harmonium มีลักษณะตัดทอน/ผลักดัน “ตัวละครอื่นๆ” ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปไกลๆ แต่ Creepy กลับมีลักษณะเชื้อเชิญ “ตัวละครรายอื่นๆ” ให้เข้ามามีส่วนร่วมใกล้ชิดในชะตากรรมอันน่าตระหนกตกใจ หรือกล่าวได้ว่า ตัวละครหลักๆ ของฟุกาดะ มันตัดขาดตัวเองออกจากสังคมอย่างเด็ดขาดมากกว่า)

สอง จริงๆ Harmonium อาจถูกแบ่งออกเป็นหนังยาวๆ ประมาณสามเรื่องได้ด้วยซ้ำไป

ครึ่งแรกของหนังมีศักยภาพจะเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องหนึ่ง ที่สามารถลงลึกในประเด็นการล้างแค้น “เชิงเดี่ยว” ได้อย่างถึงรากถึงโคน

แต่ฟุกาดะก็เลือกจะเล่าเรื่องราว “องก์แรก” ให้กระชับลง แล้วต่อด้วย “องก์ที่สอง” ของหนัง ซึ่งจริงๆ ก็สามารถนำไปสู่จุดจบ ที่มีทางเลือกอย่างน้อยๆ สามทาง คือ [1] ไม่เป็นการ “ล้างแค้นกลับอย่างสาสม” ก็กลายเป็น [2] ปมหลอนๆ ประเภท “พวกเราอยู่ใกล้คุณ เกินกว่าที่คุณคาดคิด” สไตล์ “Hidden” หรืออาจเป็น [3] การสารภาพบาปในแนว “นรกคือตัวเราเอง/มึงก็เลวกูก็เลว”

โดยทางเลือกทั้งสามต่างซ่อนประเด็น “ความโดดเดี่ยว-แปลกแยก” ระหว่างผู้คนในสังคมยุคใหม่/ครอบครัวสมัยใหม่เอาไว้อย่างเนียนๆ

ทว่า ฟุกาดะ แกร้ายกาจกว่านั้น ด้วยการพาหนังเรื่องนี้ให้เดินทางไกลขึ้นอีกนิด ไปสู่จุดคลี่คลายใน “องก์ที่สาม” ที่ไม่ดราม่าข้นคลั่ก ไม่หักมุมจนเหวอ ไม่ถึงกับต้องหลั่งเลือด ไม่เผชิญหน้าจังๆ หากรวดร้าวหัวใจอย่างยิ่ง

สาม หนังจึงมีเงื่อนปมที่ซับซ้อน และสร้างภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกให้แก่คนดูมากพอสมควร

ด้านหนึ่ง หนังอาจพลิกภาพลักษณ์ของ “ฆาตกร/คนร้าย” ให้กลายเป็น “ผู้ถูกกระทำ” ที่มีความชอบธรรมในการล้างแค้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เรื่องเล่าร่วมสมัยหลายๆ เรื่อง/ประเภท ทำกันจนเกร่อแล้ว

แต่หนังขยับประเด็นไปไกลกว่านั้น ด้วยการฉายภาพว่า “ไอ้คนที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม” แล้วกลับมาล้างแค้น “เพื่อนเก่า” โดย “ชอบธรรม” นั้น ก็เคยไปปู้ยี่ปูยำ “คนบริสุทธิ์” รายอื่นๆ ให้ประสบชะตาชีวิตน่าเศร้าเช่นกัน

ในแง่นี้ “ผู้กระทำ” (ความผิด) และ “ผู้ถูกกระทำ” (อย่างอยุติธรรม) จึงมิได้กลายเป็นคนคนเดียวกัน จาก “ผลต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่งชุด” (เพราะ [1] เขา “ถูก” กลั่นแกล้ง [2] เขาจึงกลับมา “ลงมือ” ล้างแค้นคนที่เคยกลั่นแกล้งเขา) เพียงเท่านั้น

ทว่า สถานะอันกำกวมระหว่างการเป็น “ผู้กระทำ” และ “ผู้ถูกกระทำ” มันดันเกิดขึ้น “ซ้อนกัน” อย่างต่างกรรมต่างวาระ ([1] เขา “ถูก” กลั่นแกล้ง [3] เขาจึงกลับมา “ลงมือ” ล้างแค้นคนที่เคยกลั่นแกล้งเขา แต่ก่อนหน้าจะเริ่มแก้แค้น [2] เขาก็ไป “กระทำ” ย่ำยีคนอื่นๆ ในสถานการณ์ชุดอื่นๆ มาด้วย)

hamonium-poster

สี่ อีกข้อที่น่าสนใจ คือ หนังแสดงให้เห็นว่า การผลัดกัน “กระทำ” และ “ถูกกระทำ” การผลัดกัน “ล้างแค้น” หรือการผลัดกัน “ทำเรื่องผิดบาป” ของคนรุ่นพ่อแม่นั้น กลับส่งผลร้ายแรงเกินคาดต่อคนรุ่นลูก

และบรรดาคนรุ่นหลังต่างหากที่ต้องแบกรับ “ผลกรรม” ดังกล่าว โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ในระดับเลวร้ายถึงขีดสุด

ไปๆ มาๆ “การล้างแค้น” ในหนังมันจึงมีลักษณะ “เชิงซ้อน” และก่อผลลัพธ์ “สลับซับซ้อน” หลายทอด จนน่าพรั่นพรึง

ห้า รายละเอียดหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ กระบวนการสร้างบุคลิกหลากมิติให้แก่ตัวละคร “ยาซากะ” ที่รับบทโดย “ทาดาโนบุ อาซาโนะ”

ตอนที่หนังค่อยๆ เผยให้เห็นความสามารถทางด้านดนตรี (เล่นออร์แกน) ของหมอนี่ ไปพร้อมๆ กับพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลอื่นๆ ของเขา ผมยังไม่ค่อยรู้สึกฉงนสนเท่ห์มากนัก

harmonium-2

แต่ซีนก่อนหน้าที่หนัง “องค์แรก” จะเดินทางไปสู่จุดไคลแมกซ์สำคัญ ซึ่งยาซากะค่อยๆ เปลื้องยูนิฟอร์มขาวบริสุทธิ์ออก เพื่อเผยให้เห็นเสื้อยืดสีแดงสด แล้วร้องเพลง (จริงๆ เป็นเสียงวอยซ์โอเวอร์) ที่มีเนื้อหา-ทำนองแสนน่ารักและสวยงามนี่แหละ ที่ทำเอาผมเริ่มเกิดคำถามในใจว่า “เอ ตกลง หมอนี่ มันจะเป็นคนยังไงกันแน่วะ?”

และไอ้ซีนที่ว่านี่ก็ทรงพลังมากพอ จนแม้กระทั่งเมื่อไอ้ยาซากะมันลงมือทำ “เรื่องเหี้ย” ไปแล้ว ผมกลับยังมีข้อลังเลสงสัยในใจว่า “ตกลง ยาซากะมันชั่วร้ายขนาดนั้นจริงไหม?”

หก อีกองค์ประกอบที่ “ร้าย” มากๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็คือ ยาซากะ เป็นตัวละครที่โผล่มามีบทบาทแค่ประมาณครึ่งเรื่อง หรือ 1 ใน 3 องก์ แต่พลังคุกคาม/รัศมีทำลายล้างของตัวละครรายนี้กลับสามารถแผ่ปกคลุมหนังทั้งเรื่องเอาไว้ได้

อาจกล่าวได้ว่า ในอีกแง่หนึ่ง ยาซากะ ก็มีสถานะเป็นดัง “ภูตผีปีศาจ” ในภาพยนตร์ที่ไม่ใช่ “หนังผี” เรื่องนี้

 

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกยิบย่อยถึง “Creepy” (Kiyoshi Kurosawa)

(หมายเหตุ นี่เป็นการตั้งข้อสังเกตนู่นนิดนี่หน่อยแบบฟุ้งๆ ไปเรื่อยนะครับ)

หนึ่ง โอเค ในภาพรวม นี่คือหนังที่พูดถึง “ภาวะแปลกแยก” จากกันของมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่ ที่น่าสนใจ คือ “ความแปลกแยก” ใน Creepy มันร้าวลึกไปถึงระดับหน่วยครอบครัวเลยทีเดียว

เพราะ “ความแปลกแยก” ไม่ได้หมายถึงความแปลกหน้า-ไม่คบหากันของเพื่อนบ้านหรือสมาชิกในสถาบันต่างๆ ของสังคม แต่มันไปไกลถึงขั้นการตั้งคำถามว่า “ผู้ชายคนนี้กับพ่อของฉันคือคนคนเดียวกันหรือเปล่า?” โน่นเลย

creepy2

สอง อีกแก่นแกนหนึ่งของหนัง คือ การพูดถึงความพยายามในการแสวงหาจุด “สมดุล” ระหว่าง “ภาคทฤษฎี” กับ “ภาคปฏิบัติ”

ซึ่งน่าดีใจว่าสุดท้าย จุดสมดุลดังกล่าวคล้ายจะไม่มีอยู่จริง

หนังเริ่มต้นด้วยการวาดภาพของพระเอกที่เป็นตำรวจนักทฤษฎี (ด้านจิตวิทยา) แต่ความเชื่อในทฤษฎี ก็ส่งผลให้ชีวิตตำรวจของเขาเกิด “บาดแผล” จนเจ้าตัวต้องหันไปทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

แต่เมื่อต้องเผชิญปมปัญหา/คดีสำคัญครั้งใหม่ แม้เขาจะตั้งหลักในการเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ผ่านจุดยืนทางด้านทฤษฎีอีกครั้ง แต่ท้ายสุด เขาก็มีแนวโน้มที่จะต้องแก้ปัญหาด้วยท่าทีแบบ “ตำรวจ” มากกว่า “นักวิชาการ” หรือเป็น “เหยี่ยว” มากกว่า “พิราบ”

กล่าวอีกแบบได้ว่าพระเอกได้ลงมือทำในสิ่งที่เพื่อนๆ ร่วมสังคมตำรวจ คิดว่าเขา “ควรจะลงมือทำ” ตั้งแต่ตอนต้นของหนัง

สาม อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ หนังพูดถึง “ความไม่เป็นมนุษย์” (คุณมันไม่ใช่มนุษย์! คุณยังมีความเป็นมนุษย์อยู่รึเปล่า!?) อยู่หลายครั้ง

ที่ตลกร้าย ก็คือ ตัวละครฆาตกรที่วิปริตสุดแทบไม่เคยโดนด่าประณามด้วยข้อกล่าวหานี้ แต่คนที่โดนกลับกลายเป็นพระเอกที่พยายามคลี่คลายปมคดีจน “อินจัด” และ “หนักมือ” กับพยานเกินไปหน่อย

คำถามที่หนังโยนกลับมายังคนดูจึงได้แก่ ใครกันแน่ที่มี “ความเป็นมนุษย์” น้อยกว่ากัน? หรือพวกเราต่างไม่ค่อยมี “ความเป็นมนุษย์” ด้วยกันทั้งนั้น ทั้ง “คนร้าย” หรือ “คนดี” ทั้ง “ฆาตกร” หรือ “ผู้ผดุงความยุติธรรม” (ซึ่งก็จะย้อนกลับไปสู่ปัญหาเรื่อง “ภาวะแปลกแยก” ในข้อหนึ่ง)

สี่ ระหว่างดูหนัง ผมรู้สึกเอะใจอยู่ประเด็นหนึ่ง คือ แม้แต่ตัวละครตำรวจญี่ปุ่นเอง นี่เขาก็ทำงานกันแบบ “ปัจเจก” มากๆ เลย ชนิดที่เราคงนึกภาพไม่ออกว่าจะมีตำรวจไทย (หรือตัวละครตำรวจไทย) คนไหนที่กล้าเดินดุ่มๆ เข้าไปในบ้านของ “ผู้ต้องสงสัย” ก่อคดีร้ายแรง ด้วยตัวคนเดียว โดยไม่มีกำลังสนับสนุนอะไรทั้งสิ้น

แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่ากระบวนการทำงานของตำรวจใน Creepy นี่มันยังอยู่ในขั้นสืบสวน-สอบสวน และยังไปไม่ถึงการระดมกำลังเข้าปราบปราม

chungking-express-inline-02

(จริงๆ การเปรียบเทียบภาพของ “ตำรวจ” ในสื่อภาพยนตร์/ซีรีส์/ละครทีวี อาจแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่แตกต่างกันระหว่าง “รัฐราชการแบบไทยๆ” กับกลไกระบบราชการของพวกญี่ปุ่นหรือฮ่องกงได้มากพอสมควร เพราะ “ตำรวจ” ในหนัง/ละครไทย มักจะอยู่ในสังคมเพื่อนฝูง หรือพี่-เพื่อน-น้องแบบไทยๆ มากกว่าจะมีสถานะเป็นปัจเจกบุคคลผู้โดดเดี่ยว เปลี่ยวเหงา ตัวใครตัวมัน แปลกแยกจากคนรอบข้าง เหมือนตำรวจใน Chungking Express, Infernal Affairs หรือ Creepy)

infernal-affairs-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-1-2002-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1-1

ห้า อีกข้อที่ผมชอบคือหนังถ่ายทอดกระบวนการที่ควร “ปิดลับ” ผ่านลักษณะ/สภาพแวดล้อมที่ “โปร่งใส” เป็นอย่างยิ่ง

creepy5

แน่นอน ฉากพีคสุด คือการสอบสวนพยานปากสำคัญของคดีสะเทือนขวัญใน “ห้องกระจก” ที่คนข้างนอกมองเห็นคนข้างใน และคนข้างในมองเห็นคนข้างนอก

(พอพูดถึงประเด็นสภาพแวดล้อม อีกจุดเด่นหนึ่งของ Creepy ก็ได้แก่การเล่นกับ “ลม” อย่างร้ายกาจ คือมันเหมือนจะเกี่ยวพันกับอำนาจเร้นลับบางประการ แต่ก็ไม่ใช่)

หก ตัวละครเล็กๆ อีกรายที่ผมชอบอย่างไม่ค่อยมีเหตุผล คือ อาจารย์ที่วิจัยเรื่องสถิติคดีความ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้พระเอกหันมาสนใจคดีสำคัญในหนัง

เพราะเหมือนอีตาคนนี้จะมีความสำคัญในช่วงแรก ทั้งการกระตือรือร้นชวนพระเอกไปที่เกิดเหตุ การช่วยอัดเสียงพยานที่เหลือรอด

creepy3

แต่แล้วบทบาทของแกก็หายไปซะเฉยๆ จนพอหนังจบ ผมก็เริ่มคิดถึงแกขึ้นมาเหมือนกัน 555

(แต่ก็นั่นแหละ นี่อาจช่วยยืนยันว่า “นักวิชาการ” ก็ควร “เนิร์ด” อยู่บนหอคอยไป อย่ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตนอก “โลกทฤษฎี” ที่โคตรอันตราย 555)

เจ็ด ผมไม่แน่ใจว่าระหว่างคุณน้องที่เป็นพยานผู้เหลือรอดจากคดีเมื่อหลายปีก่อน กับคุณน้องเด็กผู้หญิงเพื่อนบ้านพระเอก นี่จะมีบาดแผลชีวิตที่ “สมมาตร” กันขนาดไหน?

หรือเรื่องราวที่เกิดกับคุณน้องคนหลัง คือภาพสะท้อนของสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับคุณน้องคนแรก ซึ่งเธอไม่ยอมบอกเล่ามันออกมาหรือไม่?

creepy4

แม้ผมจะรู้สึกว่าหนังเชิญชวนให้เราคิดไปในทำนองนั้น

แปด ระยะหลังเวลาดูหนังญี่ปุ่นที่ชอบ ก็มักเจอ Yūko Takeuchi อยู่ในจอด้วยเสมอ (จนจำตำแหน่งไฝต่างๆ ของเธอได้ขึ้นใจ 555)

creepy6

หนังญี่ปุ่นเรื่องก่อนหน้านี้ที่ผมชอบมากๆ และ Yūko ร่วมแสดงนำด้วยก็คือ “The Inerasable”

the-inerasable-2015

นอกจากนี้ ผมยังพบว่าเธอร่วมแสดงในหนังเรื่อง “The Magnificent Nine” ที่กำกับโดย Yoshihiro Nakamura (ผู้กำกับ The Inerasable) เลยคิดว่าตัวเองต้องหาทางดู The Magnificent Nine ให้ได้

the-magnificent-nine-poster

เก้า ผมไม่ค่อย “ซื้อ” บทสรุปจบของหนังที่ค่อนข้างแฮปปี้เอนดิ้ง และช่วยยืนยันถึงคุณค่าในเรื่องสถาบันครอบครัวสักเท่าไหร่

อย่างไรก็ดี ผมกลับชอบ “บทลงเอย” ของเจ้าสุนัขชื่อ Max ซึ่งจะว่าไปมันก็แยกไม่ออกกับบทสรุปจบของโครงเรื่องในภาพใหญ่

(เพราะหนังมันจบแบบนี้ บทสรุปเรื่อง Max ถึงเป็นเช่นนี้ แต่ถ้าหนังเลือกจบในแบบอื่นๆ บทลงเอยของ Max ก็ย่อมมีความแตกต่างออกไป)

สิบ เอาเข้าจริง ผมรู้สึกกึ่งแปลกกึ่งไม่ค่อยเชื่อถือประเด็นเรื่อง “เข็มฉีดยา” และพลานุภาพอันรุนแรงของมันในช่วงครึ่งหลังของ Creepy มากนัก กระทั่งมาเจอข่าวพี่ชายคิม จอง อึน (อาจ) ถูกลอบสังหารที่มาเลเซียด้วย “เข็มอาบยาพิษ” (จากกระแสข่าวในช่วงต้นๆ)

เลยรู้สึกสยอดสยองกับไอ้ “เข็มฉีดยา” ใน Creepy ขึ้นมาซะอย่างงั้น!!!

ข่าวบันเทิง

“ดาวคะนอง-Pop Aye” ได้ไปร็อตเตอร์ดัม “หงา” รับบท “จิตร ภูมิศักดิ์” ใน “กลางคืนที่บางกอก”

“ดาวคะนอง-Pop Aye” ไปร็อตเตอร์ดัม

ประกาศออกมาแล้วสำหรับรายชื่อหนังที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ร็อตเตอร์ดัม ที่จะจัดขึ้น ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์นี้

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87

ในส่วนของหนังไทย “ดาวคะนอง” ผลงานการกำกับของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย Bright Future ซึ่งเป็นพื้นที่แสดงผลงานของคนทำหนังรุ่นใหม่ ผู้มีสไตล์และมุมมองเฉพาะเป็นของตนเอง

ทั้งนี้ “เจ้านกกระจอก” หนังยาวเรื่องแรกของอโนชา เคยคว้ารางวัลใหญ่ “ไทเกอร์ อวอร์ด” จากเทศกาลภาพยนตร์ร็อตเตอร์ดัมมาแล้ว เมื่อ ค.ศ.2010

pop-aye-poster

ขณะที่ “Pop Aye” หนังโร้ดมูฟวี่ช้างไทย โดยผู้กำกับสิงคโปร์ “เคอร์สเทน ตัน” ซึ่งกำลังจะเปิดตัวรอบเวิลด์พรีเมียร์ที่ซันแดนซ์ จะได้เข้าฉายในสาย Voices

โดยหนังยังได้เข้าชิงรางวัล “วีพีอาร์โอ บิ๊ก สกรีน อวอร์ด” ที่มีคณะกรรมการตัดสินรางวัลประกอบไปด้วยกลุ่มคนรักหนังและแฟนพันธุ์แท้ของเทศกาล ซึ่งจะมาร่วมกันคัดเลือกภาพยนตร์หนึ่งเรื่องที่พวกเขาเห็นว่าควรนำไปเผยแพร่ให้บรรดาคอหนังอาร์ตเฮาส์ชาวดัทช์ได้รับชม

มาแล้วโปสเตอร์-หนังตัวอย่าง-ความคืบหน้าของ “Bangkok Nites”

 

“Bangkok Nites” หรือ “กลางคืนที่บางกอก” หนังที่ถ่ายทำในไทยของผู้กำกับญี่ปุ่น “คัตสึยะ โทมิตะ” ซึ่งตระเวนฉายตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติตั้งแต่ปีก่อน ได้ฤกษ์เปิดตัวโปสเตอร์และหนังตัวอย่างออกมาแล้ว

%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%81-1

“กลางคืนที่บางกอก” จะเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของสาวไทยผู้ประกอบอาชีพขายบริการย่านถนนธนิยะ กับชายชาวญี่ปุ่น ทั้งคู่เดินทางไปยังบ้านเกิดของฝ่ายหญิงที่ภาคอีสาน ก่อนที่ฝ่ายชายจะได้พบกับบาดแผลความทรงจำและตำนานเรื่องเล่าต่างๆ อาทิ ผีจิตร ภูมิศักดิ์, พญานาค และซากประวัติศาสตร์สงครามลับในลาว

%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%81-2

ประเด็นหนึ่งที่หลายคนจับตากัน ก็คือ ใครจะมารับบทเป็น “จิตร ภูมิศักดิ์” ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งในนิตยสารไบโอสโคปฉบับเดือนกันยายน 2559 ได้ระบุเอาไว้ว่า ผู้จะมารับบทเป็นจิตรใน “กลางคืนที่บางกอก” ก็คือ “สุรชัย จันทิมาธร” หรือ “หงา คาราวาน” นั่นเอง (http://movie.mthai.com/bioscope/206324.html)

%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%b2

คนมองหนัง

ดู “หนังญี่ปุ่นร่วมสมัย” ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016

มติชนสุดสัปดาห์ 23-29 ธันวาคม 2559

บทความนี้จะเป็นชิ้นส่งท้ายของชุดงานเขียน ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วย “เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2016”

โดยในชิ้นสุดท้ายจะขอกล่าวถึงภาพยนตร์ญี่ปุ่นร่วมสมัยสามเรื่อง ที่ผมมีโอกาสได้ชมในเทศกาลประจำปีนี้

ขอเริ่มต้นจากหนังที่ประทับใจน้อยที่สุดกันก่อน นั่นคือ “Snow Woman” ผลงานของนักแสดง-ผู้กำกับฯ หญิง “กิกิ ซูกิโนะ”

snow-woman

หนังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตำนาน “เจ้าหญิงหิมะ” ของญี่ปุ่น ผ่านเนื้อหา-โครงเรื่องที่ดูได้เพลินๆ แต่ก็ค่อนข้างราบเรียบและไม่มีอะไรแปลกใหม่ (ทั้งในแง่การตีความ รวมถึงงานด้านโปรดักชั่น)

กล่าวอย่างง่ายๆ คือ หนังเรียบร้อยเกินไป และไม่กล้าแหวกจารีตเดิมๆ มากนัก

ไปๆ มาๆ สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดใน “Snow Woman” กลับกลายเป็นการทดลองเล่นกับ “แสง” (ไฟนีออน) ตอนช่วงต้นๆ เรื่อง

แต่องค์ประกอบที่ว่าก็ไม่ได้ถูกสานต่อหรือขยายความในหนังมากเท่าที่ควร

หนังญี่ปุ่นอีกเรื่องที่ผมได้ชมและค่อนข้างพอใจ ก็คือ “Japanese Girls Never Die” โดยผู้กำกับฯ หนุ่ม “ไดโกะ มัตซุย”

Japanese Girls Never Die

แม้จะเป็นผลงานของคนทำหนังเพศชาย แต่หนังดูสนุกเรื่องนี้กลับมีธีมหลักที่เอนเอียงไปหาแนวคิดแบบ “เฟมินิสต์” ผ่านการพูดถึงตัวละครผู้หญิงสามคน/กลุ่ม

คนแรก เป็นสาวออฟฟิศวัยยี่สิบกว่าๆ ที่การผิดหวังจากความรักครั้งล่าสุด ส่งผลให้เธอตัดสินใจ “หายตัวไป” จากสังคม และการหายตัวดังกล่าวก็กลายมาเป็น “ประเด็นใจกลาง” ของหนัง

คนต่อมา เป็นเด็กผู้หญิงวัยรุ่นที่เพิ่งจบมัธยม เธอคบหาอยู่กับเพื่อนชายคนหนึ่ง โดยเธอและเขา รวมทั้งเพื่อนผู้ชายรุ่นเดียวกันอีกคน ได้ตระเวนพ่นภาพกราฟิตี้เป็นรูปของ “หญิงคนแรก” ที่หายตัวไป ตามพื้นที่สาธารณะ กระทั่งภาพกราฟิตี้เหล่านั้นโด่งดังเป็นกระแสขึ้นมา

แต่สุดท้าย พอมีสมาชิกในกลุ่มถูกตำรวจจับกุม จากความผิดฐานทำลายทรัพย์สินสาธารณะ หนุ่มสาวนักพ่นกราฟิตี้กลุ่มนี้ก็แตกกระเจิงและแยกย้ายกันไปคนละทาง

ที่โหดร้ายกว่านั้น คือ หลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง เด็กหนุ่มสองคนในกลุ่มก็ได้กลายสถานะมาเป็นศิลปินต้นแบบของชุมชน ซึ่งมีพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะกราฟฟิตี้แนว “ขบถ” ของตนเอง ผิดกับเพื่อนสาวอีกคนที่ไม่ถูกระบุถึงในสื่อและถูกทอดทิ้งเอาไว้ข้างหลัง

กลุ่มสุดท้าย ได้แก่ บรรดาเด็กหญิงนักเรียนมัธยม ที่รวมตัวกันเป็น “เกิร์ล แก๊ง” ซึ่งออกไล่ล่ารุมทำร้ายผู้ชายที่เดินไปไหนมาไหนคนเดียวยามค่ำคืน เพื่อเป็นการล้างแค้นที่ “ผู้หญิง” มักถูกกระทำจาก “ผู้ชาย” (ไม่ว่าจะในเชิงโครงสร้าง กายภาพ หรืออารมณ์ความรู้สึก)

หนังเชื่อมโยงให้เห็นว่าแม้แต่ชายหนุ่มแฟนเก่าของผู้หญิงคนแรก ตลอดจนเด็กหนุ่มคนหนึ่งในทีมกราฟิตี้ ก็ล้วนเคยตกเป็น “เหยื่อ” ที่ถูกซ้อม/กระทืบโดยเด็กผู้หญิงกลุ่มนี้มาแล้วทั้งนั้น

จริงๆ แล้ว ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้นั้นน่าสนใจมาก ส่วนเรื่องราวก็ดำเนินไปอย่างเพลิดเพลินไม่ติดขัด

น่าเสียดาย ที่หนังถูกนำเสนอออกมาเป็น “การ์ตูน” เกินไปหน่อย มิหนำซ้ำ บทสรุปสุดท้ายก็ดันพลิกผัน “ฟุ้งลอย” ประหนึ่งภาพ “แฟนตาซี” ซึ่งหลุดออกจากความสมจริงไปเลย

ภาพยนตร์ที่พยายามจะมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพสังคมร่วมสมัยเรื่องนี้ จึงมิอาจสนทนากับประเด็นปัญหาของโลกยุคปัจจุบันได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

น่าสนใจว่า “Snow Woman” และ “Japanese Girls Never Die” คือ สองตัวแทนจากญี่ปุ่นในสายการประกวดหลักของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งล่าสุด

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ไม่ได้รับรางวัลใดๆ กลับไป และผู้ที่ตั้งข้อสังเกตถึงหนังสองเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ก็เห็นจะเป็น “ฌอง-ฌากส์ บีนีกซ์” ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลในสายการประกวดหลัก ซึ่งบอกว่าตัวแทนจากญี่ปุ่นคู่นี้เป็นคล้าย “ขั้วตรงข้าม” ของกันและกัน

กล่าวคือ ในขณะที่ “Snow Woman” เล่าเรื่องราวแบบญี่ปุ่นโบราณตามจารีตประเพณี “Japanese Girls Never Die” กลับมีรูปแบบการนำเสนออันบ้าคลั่ง โดยเรื่องราวในหนังได้ถูกทำให้แตกตัวพลิกหัวกลับหางผ่านกระบวนการลำดับภาพ

บีนีกซ์เห็นว่าหนังทั้งสองเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มผลงาน “สองกระแส” ในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น แต่บางที “โลกความจริง” อาจมีตำแหน่งแห่งที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางระหว่าง “สองกระแส” ดังกล่าว

กลายเป็นว่าหนังญี่ปุ่นที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางจริงๆ และได้รับรางวัลในสายรองของเทศกาลประจำปีนี้ (รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของสายการประกวด “The Japanese Cinema Splash”) คือ “POOLSIDEMAN” ผลงานของ “ฮิโรบูมิ วาตานาเบะ”

poolsideman

ในเทศกาลปีก่อน ผมได้ดูหนังเรื่อง “7 Days” ของผู้กำกับภาพยนตร์รายนี้ ซึ่งเป็นหนังขาวดำ บอกเล่าวิถีชีวิตสามัญและกิจวัตรประจำวันอันคล้ายจะซ้ำซากจำเจในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ของย่าและหลานชายคู่หนึ่ง (หลานชายแสดงโดยตัวผู้กำกับฯ เอง) แล้วก็รู้สึกชอบมาก

มาปีนี้ พอเห็นว่าหนังของวาตานาเบะได้กลับมาฉายในเทศกาลอีกหน เลยไม่ลังเลใจที่จะเดินเข้าไปชมผลงานเรื่องล่าสุดของเขา

ก่อนจะพบว่านี่คือภาพยนตร์ที่น่าประทับใจมากๆ เรื่องหนึ่ง

“POOLSIDEMAN” ยังคงถูกนำเสนอผ่านการถ่ายภาพแบบข่าวดำ ในช่วงต้นๆ หนังเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตประจำวันของหนุ่ม พนักงานประจำสระว่ายน้ำผู้โดดเดี่ยว

เขาอยู่บ้านตัวคนเดียว ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่สุงสิงกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ปริปากพูดคุยกับใคร เพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองไปเรื่อยๆ นั่งฟังข่าววิทยุซ้ำเดิมทุกวัน กินอาหารแบบเดิมๆ แล้วก็มีงานอดิเรกเป็นการดูหนัง (น่าจะเกี่ยวกับสงคราม) ในโรงภาพยนตร์เกือบร้างแห่งเดิม

ถ้าหนังตลอดทั้งเรื่องดำเนินไปในวงจรจำเจเช่นนั้น “POOLSIDEMAN” ก็อาจก้าวเดินซ้ำลงบนรอยทางเดิมของ “7 Days”

แต่วาตานาเบะก็มีของมากพอ จนไม่พลัดตกลงไปใน “กับดักหลุมพราง” ดังกล่าว

“POOLSIDEMAN” เพิ่มเติม “จุดเปลี่ยนเล็กๆ” เข้าไปในตอนกลางเรื่อง ผ่านการกำหนดสถานการณ์ให้พระเอกต้องไปปฏิบัติงานที่สระว่ายน้ำแห่งอื่นเป็นการชั่วคราว ร่วมกับเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่ง (ซึ่งแสดงโดยตัวผู้กำกับภาพยนตร์ – ฮิโรบูมิ วาตานาเบะ)

เพื่อนร่วมงานคนนี้กล่าวอ้างว่าตนเองเป็นพวกแปลกแยกจากกระแสสังคมเหมือนกันกับพระเอก แต่เขาไม่ใช่คนเงียบ และเอาแต่จ้อๆๆๆ เรื่องสังคม การเมือง วัฒนธรรมร่วมสมัย ฯลฯ โดยมีพระเอกเป็นฝ่ายรับฟังอยู่เงียบๆ

การเพิ่มเนื้อหาส่วนนี้และตัวละครสมทบรายนี้เข้ามากลายเป็นสีสันที่สนุกสนานอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยบทสนทนาจิกกัดสังคมที่ตัวละครเพื่อนพระเอกเกือบจะเป็นผู้พร่ำพูดอยู่เพียงฝ่ายเดียว

บทพูดหนึ่งที่เปี่ยมอารมณ์ขันและชวนขบคิดมากๆ เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนพระเอกตั้งข้อสังเกตว่าคนรุ่นเขา คือ พวกเจเนอเรชั่น “ดราก้อนบอล” ซึ่งต้องต่อสู้กับจุดมุ่งหมายอะไรบางอย่างหรือพิสูจน์บางสิ่งบางอย่างภายในจิตวิญญาณของตนเอง (พูดอีกแบบ คือ มีลักษณะเติบโตเปลี่ยนผ่านในลักษณะปัจเจกบุคคล)

 

ผิดกับเด็กวัยรุ่นยุคปัจจุบัน ที่เป็นพวกเจเนอเรชั่น “วันพีซ” ซึ่งต้องตัดสินใจหรือคิดทำอะไรในแบบรวมหมู่ ร่วมกันคิด-ร่วมกันทำ หรือพอใครเริ่มต้นทำอะไร ก็เฮตามๆ กันไป ซึ่งเพื่อนพระเอกเห็นว่าเป็นสิ่งไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่

แต่หนังก็เพิ่มเติมแง่มุมตลกร้ายที่ทำให้บทพูดของตัวละครรายนี้มีความย้อนแย้งในตัวเอง เมื่อในอีกไม่กี่ฉากต่อมา ตัวละครคนเดิมได้พร่ำบ่นขึ้นมาว่า มนุษย์ในสังคมปัจจุบันนั้นมีลักษณะตัวใครตัวมัน โดยต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตัว และไม่คิดถึงหัวอกคนอื่น

ทว่า หลังจากค่อยๆ สอดแทรก “จุดเปลี่ยน” ขำๆ เข้ามาในหนัง วาตานาเบะก็ตลบหลังผู้ชมอีกหนึ่งรอบ ด้วยการค่อยๆ เปิดเผยพฤติกรรมบางด้านของพระเอก ว่าเขาอาจมีปมและความสนใจเฉพาะตัวบางอย่าง

หนังชี้ให้เห็นแนวโน้มเป็นนัยๆ ว่า พระเอกอาจคือหนึ่งในชาวญี่ปุ่นที่ต้องการเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไปร่วมสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกลุ่มไอเอส!

แล้วสุดท้าย พระเอกก็ตัดสินใจละทิ้งวิถีชีวิตประจำวันอันซ้ำซากและเปล่าเปลี่ยวในสระว่ายน้ำขึ้นมาจริงๆ หนังมิได้เฉลยอย่างชัดเจนว่าจุดมุ่งหมายลำดับถัดไปของเขาคือสถานที่ใดและการลงมือทำอะไร

เพราะวาตานาเบะถ่ายทอดให้ผู้ชมมองเห็นเพียงภาพรางๆ ที่ยิ่งขับเน้นความโดดเดี่ยวแปลกแยกของปัจเจกบุคคล ซึ่งกำลังเดินดุ่มมุ่งหน้าเข้าไปผสานกลืนกลายกับฝูงชนกลุ่มใหญ่

แน่นอนว่าจุดแข็งสำคัญประการหนึ่ง ที่ส่งผลให้ภาพยนตร์ของวาตานาเบะโดดเด่นออกมาจากหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่น ๆ ในเทศกาล ก็ได้แก่การพยายามสร้างบทสนทนากับสถานการณ์โลกร่วมสมัย

เหมือนดังที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงหนังเรื่องนี้เอาไว้ว่า “POOLSIDEMAN” เป็นหนึ่งใน “ภาพยนตร์การเมือง” ที่หาได้ยากยิ่งในประเทศซึ่งพยายามแสดงตนว่า “ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง” อย่างญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน หนังก็ท้าทายความเชื่ออันใสซื่อที่เห็นว่าญี่ปุ่นเป็น “เกาะอันโดดเดี่ยว” ซึ่งแยกตัวออกจากความยุ่งเหยิงวุ่นวายต่างๆ ของโลกภายนอก

คนมองหนัง

Reflections : กระจกสะท้อน “ภราดรภาพ” และ “รอยปริแยก” ของ “เอเชีย”?

(มติชนสุดสัปดาห์ 4-10 พฤศจิกายน 2559)

“Reflections” เป็นหนัง omnibus หรือภาพยนตร์ขนาดยาวที่เกิดขึ้นจากการนำ “หนังสั้น” หลายเรื่อง มารวมกัน

หนังเรื่องนี้อยู่ในโครงการ “Asian Three-Fold Mirror 2016” ที่อำนวยการสร้างโดย เดอะ เจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเตอร์ และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว

โดยหนังเพิ่งฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน

“Reflections” ประกอบด้วยหนังสั้น 3 เรื่องจากผู้กำกับภาพยนตร์ 3 คน จาก 3 ประเทศ ได้แก่ บริลลันเต้ เมนโดซ่า จากฟิลิปปินส์, อิซาโอะ ยูกิซาดะ จากญี่ปุ่น และ โสโท กุลิการ์ จากกัมพูชา

หนังทั้งหมดเล่าเรื่องราวของสายสัมพันธ์ระหว่างคน/วัฒนธรรม “ญี่ปุ่น” กับคน/วัฒนธรรมจากประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย หรือจริงๆ แล้ว สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า คือ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือ “อาเซียน” ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เดอะ เจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเตอร์ ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ

ดูเหมือนผู้ชมหลายรายที่โตเกียวจะเห็นตรงกันว่า หนังสั้นตอนแรกซึ่งมีชื่อว่า “SHINIUMA” หรือ “Dead Horse” ผลงานของ บริลลันเต้ เมนโดซ่า (หนึ่งในคนทำหนัง “ชั้นครู” ของทวีปเอเชียยุคปัจจุบัน ที่กวาดรางวัลมาแล้วจากทั้งคานส์ เบอร์ลิน และเวนิส) คือ ตอนที่มีคุณภาพดีที่สุด

หนังเล่าเรื่องของชายชราชาวฟิลิปปินส์ ผู้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานที่คอกม้าในประเทศญี่ปุ่นนานกว่า 30 ปี

การทำงานดังกล่าวอาจส่งผลให้เขากลายเป็นคนขาพิการ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่เดือดร้อน แถมยังได้เงินรางวัลพิเศษจากการแทงม้ามาใช้อยู่บ้างประปราย

ทว่า วันดีคืนดี ชายชรากลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองบุกเข้ามาจับกุมถึงคอกม้า เพราะทางการตรวจสอบพบว่าสถานที่ดังกล่าวมีการนำเข้าชาวต่างชาติมาทำงานแบบผิดกฎหมาย

สุดท้าย ตัวละครชายแก่ชาวฟิลิปปินส์ก็ถูกส่งตัวกลับประเทศ ชนิดที่เจ้าหน้าที่ ตม. ยังแสดงอาการงุนงงระหว่างสอบสวนว่า ชายผู้นี้สามารถลักลอบอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมายาวนานถึงราวสามทศวรรษได้อย่างไรกัน?

อย่างไรก็ดี เมื่อเดินทางกลับมาถึง “บ้านเกิด” เขากลับมีอาการต่อกับ “บ้าน” หลังนี้ไม่ติด เพราะฟิลิปปินส์มิได้มีสถานะเป็น “เมืองนอน” ของชายชราผู้จากไกลไปเนิ่นนานอีกแล้ว

เหมือนดังที่คนขับแท็กซี่เพื่อนร่วมชาติบอกกับชายชราว่า เขาเดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่ในยุคเผด็จการ ที่ปกครองโดยประธานาธิบดี “เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส” แต่พอหวนกลับเข้ามา (อดีต) ประธานาธิบดี (เบนิโญ อะคีโน) ก็กลายเป็นลูกชายของศัตรูมาร์กอสเสียแล้ว

ลักษณะของอาการ “ต่อไม่ติด” มีตั้งแต่การพูด “อาริงาโตะ” จนติดปาก แม้คู่สนทนาจะเป็นชาวฟิลิปปินส์ เรื่อยไปถึงความสัมพันธ์ที่ไม่อาจรื้อคืนฟื้นกลับกับครอบครัว-เครือญาติ (สามทศวรรษก่อน ชายชราทอดทิ้งภรรยาและลูกๆ เพื่อออกไปแสวงโชคยังต่างแดนกับคู่รักคนใหม่ แต่แล้วคนรักใหม่กลับแยกทางกับเขา ขณะเดียวกัน ครอบครัวที่ถูกทิ้งขว้างก็ไม่เคยได้รับความสนใจไยดีจากเขา กระทั่งบางคนเสียชีวิตไปแล้ว)

สุดท้าย ชายชราต้องหันไปพึ่งพา “เพื่อนเก่า” และมีชีวิตลงเอยกับการทำงานที่คอกม้า (ในประเทศ) อยู่ดี

นอกจากตัวเรื่องราวที่รันทดกินใจแบบ “ข้ามวัฒนธรรม” ลักษณะอันโดดเด่น ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสั้นของเมนโดซ่า ก็เห็นจะเป็นการใช้ “สัตว์” มาเป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึง “สาร” บางประการ

ในกรณีของ Dead Horse “ม้า” ถูกนำมาใช้เป็นอุปลักษณ์หรือภาพสะท้อนของ “ชะตากรรมมนุษย์” ซึ่งสร้างอารมณ์เศร้าสะเทือนใจได้มากพอสมควรในตอนจบ

นอกจากนี้ ภาพบรรยากาศหิมะตกที่แสนหนาวเหน็บบนเกาะฮอกไกโดก็มีเสน่ห์อันแสน “กำกวม”

กล่าวคือ ด้านหนึ่ง บรรยากาศเช่นนั้นเป็นภาพฝันงดงามโรแมนติกถึง “ชีวิตที่ดีกว่า”

แต่อีกด้าน สภาพบ้านเมืองขาวโพลน ซึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะ ได้สื่อถึงแง่มุมที่โหดร้ายและค่อยๆ กัดกินทำลายชีวิตอย่างช้าๆ

หนังสั้นตอนที่สอง ซึ่งมีชื่อว่า “Pigeon” ของผู้กำกับฯ ชาวญี่ปุ่น อิซาโอะ ยูกิซาดะ ก็มีโจทย์และโครงสร้างเรื่องราวที่น่าติดตามไม่น้อย

หนังเล่าเรื่องของชายชรา ผู้ใช้ชีวิตร่วมกับลูกชายและครอบครัวของลูกที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ เขาจึงถูกส่งตัวมาใช้ชีวิตบั้นปลาย ณ ประเทศมาเลเซีย

ชายแก่ผู้มึนตึง ไม่ยอมพูดจากับใคร แต่คล้ายจะสื่อสารกับ “นกพิราบ” ได้ ต้องเผชิญหน้ากับความทรงจำ/ความสูญเสียในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง และสานต่อ “มิตรภาพ” ระหว่างเขากับเด็กรับใช้สาวชาวมาเลเซีย ไปพร้อมๆ กัน

น่าเสียดายที่การคลี่คลายเงื่อนปม ซึ่งถูกผูกเอาไว้อย่างน่าสนใจ ของหนังเรื่องนี้ มีลักษณะง่ายดายเป็น “การ์ตูน” มากไปหน่อย ขณะเดียวกัน การแสดงของบรรดาตัวละครชาวมาเลเซีย ก็ออกแนวตลกๆ “โอเวอร์แอ๊กติ้ง” สไตล์ “ละครน้ำเน่า” เกินไปนิด (จนคล้ายเป็นการผสมผสาน “จุดอ่อน” บางอย่างของวัฒนธรรมความบันเทิงแบบญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไว้ด้วยกัน)

ความเข้มข้น-จริงจังของเรื่องราวจึงถูกลดทอนน้ำหนักลงจนเกินความจำเป็น

อีกหนึ่งจุดที่เกือบจะน่าสนใจ คือ การที่ยูกิซาดะ พยายามใช้สัตว์อย่าง “นกพิราบ” มาเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความสัมพันธ์ “ข้ามวัฒนธรรม” ของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม การให้ตัวละครพูดเฉลยว่านกพิราบคือสัญลักษณ์ของสันติภาพนั้น ออกจะเป็นการเปิดเผยนัยยะของสัญลักษณ์ที่ “ทื่อ” ไปหน่อย

และ “ไม่ใหม่” เท่าที่ควร หากเทียบกับการใช้ “ม้า” อย่างคมคายในหนังของเมนโดซ่า

ปัญหาในผลงานของคนทำหนังจากญี่ปุ่น มีความคล้ายคลึงกับ “Beyond the Bridge” หนังสั้นตอนสุดท้าย โดย โสโท กุลิการ์ ผู้กำกับฯ หญิงจากกัมพูชา (เธอรับบทเป็นหนึ่งในนักแสดงนำเองด้วย) ซึ่งวางโครงเรื่องเริ่มต้นไว้ได้น่าสนใจ

หนังพูดถึง “ชีวิตสองช่วง” ของชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ซึ่งผูกพันลึกซึ้งกับประเทศกัมพูชา

ช่วงเวลาแรก ชายผู้นี้เดินทางเข้ามากัมพูชาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม เมื่อบริษัทของครอบครัว คือ เอกชนต่างชาติซึ่งรับงานก่อสร้างสะพานที่นี่

ชายหนุ่มมีสายสัมพันธ์กับหญิงสาวชาวเขมรรายหนึ่ง ก่อนที่การรุกคืบและชัยชนะของฝ่าย “เขมรแดง” จะทำให้ทั้งคู่ต้องพลัดพรากจากกันตลอดชีวิต

เหตุการณ์ “ก่อนยุคเขมรแดง” จะตัดสลับกับเหตุการณ์ “หลังยุคเขมรแดง” เมื่อชายชาวญี่ปุ่นคนเดิม ผู้มีอายุและประสบการณ์ชีวิตเพิ่มพูนขึ้น ได้เดินทางกลับมายังกัมพูชาอีกครั้งใน ค.ศ.1994 เพื่อร่วมบุกเบิกโครงการพัฒนาประเทศหลังยุคสงครามกลางเมือง และเพื่อ “ซ่อมสร้าง” สะพานแห่งเดิมที่ถูกทำลายลงโดยกองกำลังเขมรแดง

หนนี้ ชายญี่ปุ่นก็เกือบๆ จะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสตรีเขมรอีกคน ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานของเขา แต่ความสัมพันธ์ที่ว่ากลับดำเนินไปอย่างคาบลูกคาบดอกและ “ไม่สุด”

(ผู้กำกับฯ อธิบายในงานแถลงข่าวว่า เธอต้องการจะสื่อให้ผู้ชมเห็นถึงความรัก-ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับกัมพูชา ซึ่งเป็นสายสัมพันธ์ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไร้จุดสิ้นสุด จนไม่อาจลงเอยได้ด้วยข้อสรุปแบบใดแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะ “สมหวัง” หรือ “ผิดหวัง” ก็ตาม)

ปัญหาของภาพยนตร์สั้นจากกัมพูชา คือ หนังควรเล่นกับปัจจัยเรื่องอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่ลึกไม่ซึ้งเท่าที่ควร หนังวนเวียนอยู่กับการจับจ้องเรือนร่างของตัวละคร-วัตถุสิ่งของในระดับผิวเผิน และการสานต่อบทสนทนาอันอึดอัดคลุมเครือ แต่ยังเดินทางไปไม่ถึงหัวใจของตัวละคร (รวมถึงคนดู)

หนังยังพยายามจะโชว์วัฒนธรรมการแสดงแบบจารีตของกัมพูชา ซึ่งก่อให้เกิดภาพจำเจมากกว่าความน่าตื่นตาตื่นใจ

ยังดีที่ผู้กำกับฯ คล้ายจะตระหนักถึงจุดอ่อนข้อนี้ จึงแก้เกมด้วยการกำหนดให้ตัวละครชายชาวญี่ปุ่นมีอาการเลี่ยนๆ หรือพยายามหลีกหนีจากวัฒนธรรมจารีตเหล่านั้น (เพื่อไปพลอดรักกับหญิงสาวท้องถิ่น)

แม้กระทั่งการนำฟุตเทจความสูญเสียพังพินาศที่ก่อโดยฝ่ายเขมรแดงมาใช้ประกอบในหนัง ก็มีความจำเจอยู่ไม่น้อย เมื่อกลวิธีดังกล่าวมิได้ผลักดันให้หนังสั้นตอนนี้มีพลังและความแหลมคมเพิ่มขึ้น หรือ “ไปไกล” กว่าหนังว่าด้วยประวัติศาสตร์บาดแผลจากยุคเขมรแดงเรื่องอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้า

โจทย์ใหญ่ของโปรเจ็กต์ “Asian Three-Fold Mirror 2016” คือ การนำเสนอความร่วมมือหรือภราดรภาพระหว่างคนทำหนังในทวีปเอเชีย

ทว่า คงเป็นอย่างที่ เคนจิ อิชิซากะ นักวิชาการด้านภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่น ผู้ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้กับสื่อมวลชนนานาชาติว่าการร่วมกันจัดสร้าง “ภาพยนตร์รวมหนังสั้น” ประเภทนี้ในทวีปเอเชีย ย่อมหนีไม่พ้นจาก “ความท้าทาย” ประการหนึ่ง

กล่าวคือ หากเปรียบเทียบกับทวีปอื่นๆ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษาภายในทวีปเอเชียนั้นมีมากและสูงกว่า อันส่งผลให้ความพยายามจะก้าวข้ามจากพรมแดนทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติ กลายเป็น “งานยาก” (แต่น่าสนใจ) ตามไปด้วย

สอดคล้องกับองค์ประกอบ “ร่วม” ข้อหนึ่ง ซึ่งหนังสั้นทั้งสามเรื่องต่างนำเสนอออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ตั้งใจ นั่นคือ “ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งไม่ลงรอย” ระหว่างผู้คนที่เดินทางข้ามประเทศและวัฒนธรรม ตลอดจนผู้คนที่สังกัดในประเทศ/ขอบข่ายทางวัฒนธรรมเดียวกัน

ตั้งแต่การถูกส่งตัวกลับประเทศของแรงงานฟิลิปปินส์ในญี่ปุ่น แถมพอกลับมาแล้ว เขาก็เกิดอาการ “ต่อไม่ติด” กับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง

มาถึงสภาวะที่พ่อ-ลูกชาวญี่ปุ่นไม่สามารถสื่อสารพูดจากันได้ จนพ่อต้องมาใช้ชีวิตบั้นปลาย ณ มาเลเซีย อย่างไรก็ดี ในหมู่ชาวมาเลเซียหลากหลายเชื้อชาติก็มีการเอารัดเอาเปรียบหรือขูดรีดกันเองอยู่ไม่น้อย

จนมาสิ้นสุดตรงเรื่องราวความรักระหว่างชายชาวญี่ปุ่นกับหญิงชาวกัมพูชา ที่พลัดพราก ไม่สมหวัง ครั้งแล้วครั้งเล่า

นอกจากภราดรภาพและความร่วมมือแล้ว คล้ายกับว่า “จุดเด่นจริงๆ” ที่ซ่อนแฝงอยู่ใน “Reflections” จะได้แก่ ร่องรอยความสัมพันธ์ที่ปริแยกไม่ราบรื่นลงตัวดังกล่าว

เครดิตภาพประกอบ : (c)2016 TIFF

ข่าวบันเทิง

“Bangkok Nites” หนังเล่าเรื่องเมืองไทยของผู้กำกับญี่ปุ่น คว้ารางวัลจากเทศกาลโลคาร์โน

Bangkok Nites ผลงานการกำกับของ คัตสึยะ โทมิตะ ได้รับรางวัล First Prize ในสาขา Junior Jury Awards ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประจำปี 2016 ไปครอบครอง

หนังเริ่มต้นเรื่องราวที่ถนนธนิยะ ย่านบันเทิงเริงรมย์ยอดนิยมของชายชาวญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาอาศัย-ทำงานอยู่ในเมืองไทย

“ลักษณ์?” (Luck) คือสาวไทยที่เป็นหนึ่งในดาวเด่นของสถานบริการย่านนั้น เธออาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์หรูหราเพียงตัวคนเดียว แล้วส่งเงินที่หาได้กลับไปจุนเจือครอบครัวที่หมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับพรมแดนไทย-ลาว

วันหนึ่ง ลักษณ์ได้เจอกับ “โอซาวะ” ลูกค้าชาวญี่ปุ่น ซึ่งเธอเคยตกหลุมรักเมื่อห้าปีก่อน เขาเป็นอดีตนายทหารประจำกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ร่ำรวยแต่อย่างใด

เมื่อโอซาวะต้องเดินทางไปยังประเทศลาว ลักษณ์ได้ติดตามเขาไปด้วย รวมทั้งยังพาชายชาวญี่ปุ่นไปทำความรู้จักกับครอบครัวและเพื่อนๆ ในวัยเด็กของเธอ ที่ภาคอีสาน

ระหว่างดำเนินชีวิตช่วงสั้นๆ ที่ชนบท หลังจากเบื่อหน่ายกับวิถีความเป็นอยู่ในเมืองใหญ่ โอซาวะก็เริ่มมีความฝันที่จะหันมาใช้ชีวิตแบบสงบเงียบในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้

ทว่า ขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มได้ตระหนักรับรู้ถึงบาดแผลบางอย่าง ที่ถูกทิ้งค้างไว้จากยุคอาณานิคม

คาร์โล ชาเทรียน เขียนวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ในเว็บไซต์ทางการของเทศกาลว่า เรื่องเล่าใน Bangkok Nites มีจุดเด่นอยู่ตรงการเล่นกับภาวะเลื่อนไหลและรายละเอียดอันซับซ้อนของเหล่าตัวละคร มากกว่าจะมุ่งเน้นไปยังพัฒนาการของตัวเรื่องราว

แม้หากมองดูเผินๆ หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องราวความรักสุดแสนโรแมนติก ที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้ช่วยเหลือฝ่ายชาย แต่พ้นไปจากนั้น หนังยังนำเสนอถึง “สองมุมมอง” ที่มีต่อสังคมไทย

เป็นที่ชัดเจนว่าโทมิตะได้ใช้เวลาซึมซับทำความเข้าใจสังคมไทยอยู่นานพอสมควร ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวของเมืองไทยออกมาในหนังเรื่องนี้

โดยผู้กำกับชาวญี่ปุ่นได้ใช้ภาษาภาพและการสับเปลี่ยนมุมมองระหว่างบรรดาตัวละคร มาถ่ายทอดภาวะสองขั้ว ระหว่าง “เมือง” กับ “ชนบท” และ “ปัจจุบัน” กับ “อดีต” ของสังคมไทย อย่างน่าสนใจ

ขณะเดียวกัน บทบาทของเหล่านักแสดงสมทบในหนังก็มีความโดดเด่น เช่นเดียวกับการหยิบจับเอาเพลงป๊อป, เพลงแร็ป, บทกวี และภูตผี (หนึ่งในนั้น คือ วิญญาณของจิตร ภูมิศักดิ์) มาสนับสนุนเรื่องราวที่ผู้กำกับต้องการจะบอกเล่า ได้อย่างน่าทึ่ง

ที่มา http://www.pardolive.ch/pardo/pardo-live/today-at-festival/2016/day-11/loc-69-palmares/palmares-2016.html

http://www.pardolive.ch/pardo/pardo-live/today-at-festival/2016/day-10/ci-bangkok-nites.html

 

ข่าวบันเทิง

อ่านเรื่องย่อ Bangkok Nites หนังญี่ปุ่นที่พูดถึงบาดแผลจากยุคอาณานิคมบนพรมแดนไทย-ลาว

นอกจาก “ดาวคะนอง” ของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” แล้ว ในสายการประกวดหนังนานาชาติ ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน 2016 ยังมีผลงานของนักทำหนังชาวญี่ปุ่น “คัตสึยะ โทมิตะ” เรื่อง “Bangkok Nites” ซึ่งนักแสดงส่วนใหญ่เป็นคนไทย แถมยังถ่ายทำในเมืองไทยอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ มีเสียงเล่าลือว่า องค์ประกอบของหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้นั้นแสนจะพิลึกพิลั่น เพราะมีทั้งย่านธนิยะ, ผีจิตร ภูมิศักดิ์, พญานาค และซากประวัติศาสตร์สงครามลับในลาว

โทมิตะ
คัตสึยะ โทมิตะ

 

ล่าสุด เว็บไซต์ของทางเทศกาลได้เผยแพร่ภาพนิ่งบางส่วนและเรื่องย่อของ Bangkok Nites ออกมาเรียบร้อยแล้ว ดังนี้

หนังเริ่มต้นที่ถนนธนิยะ ย่านบันเทิงเริงรมย์ยอดนิยมของชายชาวญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาอาศัย-ทำงานอยู่ในเมืองไทย

 

“ลักษณ์?” (Luck) คือสาวไทยที่เป็นหนึ่งในดาวเด่นของสถานบริการย่านนั้น เธออาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์หรูหราเพียงตัวคนเดียว แล้วส่งเงินที่หาได้กลับไปจุนเจือครอบครัวที่หมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับพรมแดนไทย-ลาว

 

วันหนึ่ง ลักษณ์ได้เจอกับ “โอซาวะ” ลูกค้าชาวญี่ปุ่น ซึ่งเธอเคยตกหลุมรักเมื่อห้าปีก่อน เขาเป็นอดีตนายทหารประจำกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ร่ำรวยแต่อย่างใด

 

เมื่อโอซาวะต้องเดินทางไปยังประเทศลาว ลักษณ์ได้ติดตามเขาไปด้วย รวมทั้งยังพาชายชาวญี่ปุ่นไปทำความรู้จักกับครอบครัวและเพื่อนๆ ในวัยเด็กของเธอ ที่ภาคอีสาน

 

ระหว่างดำเนินชีวิตช่วงสั้นๆ ที่ชนบท หลังจากเบื่อหน่ายกับวิถีความเป็นอยู่ในเมืองใหญ่ โอซาวะก็เริ่มมีความฝันที่จะหันมาใช้ชีวิตแบบสงบเงียบในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้

 

ทว่า ขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มได้ตระหนักรับรู้ถึงบาดแผลบางอย่าง ที่ถูกทิ้งค้างไว้จากยุคอาณานิคม

bkk nite 1

คงต้องมาจับตาดูกันว่า “ผีจิตร ภูมิศักดิ์” “พญานาค” และ “ซากประวัติศาสตร์สงครามลับในลาว” จะเผยร่างออกมาตรงจุดไหนของภาพยนตร์เรื่องนี้

ที่มา ภาพ-เนื้อหา : http://www.pardolive.ch/pardo/program/film.html?fid=893008&eid=69