คนมองหนัง

ประเด็นเล็กๆ จากหนัง 4 เรื่อง ที่ได้ดูช่วงปลาย เม.ย. 60

หมายเหตุ นี่ไม่ใช่การรีวิวหรือบทความที่วิเคราะห์-วิจารณ์หนังอย่างรอบด้านจริงจังนะครับ เพียงแต่ระหว่างวันที่ 22-29 เมษายน มีโอกาสได้ดูหนังอยู่สี่เรื่อง และพบว่าแต่ละเรื่องมี “จุดเล็กๆ” บางอย่าง ที่ตัวเองสนใจและติดใจเป็นพิเศษ ทว่า ยังไม่สามารถขยาย “จุดเล็กๆ” เหล่านั้น ให้กลายเป็นบทความที่เขียนถึงหนังแต่ละเรื่องโดยมีเนื้อหาขนาดยาวๆ ได้เหมือนงานชิ้นก่อนๆ

เลยตัดสินใจ มาเขียนถึงหนังทั้งสี่เรื่องรวมกัน ณ ที่นี้

Apprentice (บูจุนเฟิง)

Apprentice-Poster.ai

ข้อนึงที่รู้สึกว่าน่าสนใจดี คือ มันเป็นหนังที่ไม่วอกแวกเลย เหมือนจะเล่าประเด็นหลักอะไรก็มุ่งหน้าไปสู่ประเด็นนั้น ไม่แวะข้างทางให้วุ่นวายออกนอกเรื่อง (เราเลยไม่เห็นชีวิตด้านอื่นๆ ของตัวละคร เช่น ชีวิตรัก/ครอบครัวของพระเอกและลุงเพชฌฆาต รวมถึงชีวิตย่าพระเอก ที่ถูกกล่าวถึงผ่านบทสนทนา)

อีกข้อที่มาคิดต่อเอาเองหลังจากได้ดูหนังสิงคโปร์เรื่องนี้ ก็คือ ประเด็นหลักที่หนังต้องการพูดน่าจะเป็นเรื่องที่ “รัฐ” มันค่อยๆ ตบ/เกลา “พลเมือง” ในสังคม ให้ดำเนินชีวิตไปในรูปรอยของ “วินัย” ที่รัฐอยากให้เป็น

พระเอกไม่ได้ถูกขังในคุก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เข้มงวดกวดขันทางด้านวินัยอย่างสูงสุด แต่ความคิด/การดำรงชีวิตของเขาก็ถูกตีกรอบโดยรัฐ พระเอก่จึงพยายามทุกทางที่จะไม่เผลอผลักให้ชีวิตของตนเองตกลงไปในหลุมดำแบบเดียวกับพ่อของเขา ที่กลายเป็น “พลเมืองแย่ๆ” ผู้สมควรถูกกำจัดทิ้ง จนในที่สุด เขาเลยกลายเป็น “อีกด้าน” ของพ่อตัวเองอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ที่เคยเป็นทหาร ก่อนมาเป็นผู้คุม และเป็นเพชฌฆาตในช่วงท้าย

การที่พระเอกอยู่ในขั้วตรงข้ามกับพ่อบังเกิดเกล้าได้ขนาดนี้ มันชี้ให้เห็นว่าอำนาจของรัฐ (ครอบครัวแห่งชาติ) ที่ทำงานในหัวคน ที่กำหนดรูปแบบวินัยในชีวิตคน นั้นทรงประสิทธิภาพเพียงใด

In the Flesh (ก้อง พาหุรักษ์)

intheflesh

โอเค คงคล้ายๆ กับหลายคนที่รู้สึกว่าหนังมันยัง “ไม่ถึงพร้อม” ทั้งๆ ที่ “สาร” หรือ “ประเด็น” ที่มันอยากสื่อออกมานั้นน่าสนใจมากๆ อยู่

ผมไม่แน่ใจด้วยว่าปัญหาของหนังมาจากเรื่องโปรดักชั่น/งบประมาณจริงหรือไม่? แต่เหมือนมันมี “ม่านบางๆ” บางอย่าง ที่กั้นคนดูเอาไว้ไม่ให้ “อิน” กับโลกเฉพาะ/สังคมจำลองของหนังถึงขีดสุด

หนังสั้นไทยจำนวนมากก็มีโปรดักชั่นหรือเลือกใช้สถานที่ถ่ายทำบ้านๆ แบบ In the Flesh แต่ก็มีหลายเรื่องที่สามารถชักจูงคนดูให้หลุดเข้าไปในโลกเฉพาะที่หนังสร้างขึ้นมาได้

ไปๆ มาๆ ผมรู้สึกว่าไอ้พวกกฎเกณฑ์ ระบบตรรกะ หรือรูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจในโลกเฉพาะ/สังคมจำลองใน In the Flesh ต่างหาก ที่อาจเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของหนัง เนื่องจากมัน “ง่าย” “ทื่อ” และ “ซับซ้อน” น้อยเกินไป (“ทหาร” เหมือนเป็น “กระสอบทราย” ให้คนทำหนังมาวิพากษ์เล่นไปหัวเราะใส่หน้าไป) ซึ่งพอรู้ว่าหนังเริ่มกระบวนการสร้างและถ่ายทำไปแล้วประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่เมื่อราวห้าปีก่อน เลยพอเข้าใจที่มาของ “ความง่าย” และ “การลดทอนความซับซ้อน” เหล่านั้น (ลองนึกถึงพวกงานศิลปะแขนงต่างๆ ที่โปรประชาธิปไตยหลังปี 2553-54 ดูก็ได้)

แน่นอนว่า สภาพการณ์ปัจจุบันของโลกข้างนอกหนัง มัน “พัฒนา?” ไปไกล มันน่าเศร้า มันสู้ด้วยยากขึ้น และมันเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมมากกว่านั้นเยอะ

หรือปัญหาจะเกิดจากเรื่องการแสดง? อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกัน

อีกประเด็นที่นึกแว้บๆ ขึ้นมาขณะดูหนังเรื่องนี้ คือ ถ้าเอานิยายของ “ทินกร หุตางกูร” มาทำหนัง มันน่าจะเป็นแนวๆ In the Flesh นี่แหละ และบางที มันอาจพบเจอปัญหาคล้ายๆ กัน

อย่างไรก็ตาม ผมชอบบางองค์ประกอบของหนัง เช่น ชอบวิธีการฆ่าตัวละครหลักๆ ช่วงท้ายเรื่อง หรือชอบประเด็นซ่อนๆ ที่เหมือนหนังจะพยายามนำเสนอว่าไม่ว่าคุณจะมาจากชนชั้นไหน (คนชั้นกลางระดับบนๆ หน่อยหรือคนชั้นกลางระดับล่าง) ถ้าคุณไม่ใช่อีลิทจริงๆ คุณก็โดนรัฐกดทับข่มขู่ทั้งนั้นแหละ

แล้วก็มีจุดหนึ่งซึ่งน่าสนใจดี และเหมือนจะเป็น “ข้อเสนอด้านกลับ” ที่ถกเถียงกับ Apprentice

กล่าวคือ ขณะที่หนังสิงคโปร์มันเสนอว่าอำนาจของรัฐนั้นทรงพลังและแยบคายถึงขนาดเปลี่ยนปัจเจกบุคคล ให้กลายเป็น “ลูกที่ดีของรัฐ” แต่ไม่ใช่ “ลูกที่เดินตามรอยพ่อแท้ๆ ของตัวเอง”

หนังของก้องกลับตั้งข้อสังเกตอีกแบบ ถึงลูกสาวที่ค่อยๆ กลายสภาพเปลี่ยนเป็น “แม่ของตัวเอง” โดยทั้งเธอและแม่ต่างก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของรัฐในโลกเฉพาะ และไม่มีทางจะหนีหายไปสู่โลกอื่นที่ดีกว่า หรือกล่าวอีกอย่าง คือ พวกเธอต่างเป็น “ลูกที่ดีของรัฐ” ด้วยกันทั้งคู่

I Am Not Madame Bovary (เฝิงเสี่ยวกัง)

Bovary_Poster_1200x750

เรื่องเฟรมภาพแปลกตา ภาพชนบทในเฟรมวงกลม ภาพเมืองในเฟรมสี่เหลี่ยมจัตุรัส และสัดส่วนภาพ 16:9 ในตอนท้าย คิดว่าคนที่อธิบายได้ดีมากๆ คือ คุณรัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค (อ่านได้ที่นี่)

แต่มีประเด็นหนึ่งในหนังที่ผมรู้สึกเอะใจเป็นพิเศษ (เป็นเรื่องปลีกย่อยจากการวิพากษ์ระบบราชการของจีนอีกที) ก็คือ สถานะของ “ศาล” ในการเมืองจีน

ถ้าดูจากหนังเราจะพบว่า “ศาล” หรือ “ผู้พิพากษา” คล้ายจะอยู่อันเดอร์ (หรือเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของ) ฝ่ายการเมือง/ข้าราชการประจำ ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่นายกเทศมนตรีไล่ไปถึงนายอำเภอ สามารถสั่งหรือขู่ “ศาล” ได้หมด (ในแง่นี้ มันเลยดันไปคล้ายกับศาลไคฟง 555)

ซึ่งเอาเข้าจริง นี่เป็นโครงสร้างที่แปลกอยู่ เพราะเรามักจะคุ้นเคยกับอำนาจสามเส้าที่แบ่งแยกกันระหว่าง “บริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ” (จะมีจริงหรือเปล่า -สำหรับในบางประเทศ- เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

มันเลยจะมีภาพแปลกตา เช่น ผู้พิพากษารุ่นเด็กขี่มอเตอร์ไซค์ไปสอพลอนายอำเภออะไรอย่างงี้ ซึ่งในสังคมที่เรียกผู้พิพากษาว่า “ท่าน” นั้น มันจะนึกถึงกระบวนการแบบนี้ไม่ค่อยออก

Ho Chi Minh in Siam (Bui Tuan Dung)

hoinsiam

จริงๆ นี่เป็นหนังที่อยากดูมานาน แต่พอไปดูจริงๆ กลับไม่สนุกกับมัน มีวูบหลับอีกต่างหาก (เป็นหนังโรงเรื่องแรกของปีนี้เลยมั้ง ที่ผมเผลอหลับขณะดู)

ปัญหาหลักคงมาจากวัฒนธรรมทางการเมืองชนิดหนึ่ง ที่พอต้องพูดถึงตัวละครทางการเมือง/ประวัุติศาสตร์ในระดับ “บิดาประเทศ” แล้ว มันต้องผ่านกระบวนการที่จะส่งผลให้คนเหล่านั้นบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ดีงาม วิเศษ แต่แบนและไม่เป็นมนุษย์

แล้วความน่าเบื่อตรงนั้น และภาษาภาพยนตร์อย่างการนำ “ดินจากบ้านเกิด” มาต่างแดนเพื่อรำลึกถึงมาตุภูมิ ผนวกกับฉากบู๊และฉากตลกที่ “ไม่ดี” ก็ทำให้หนังมีภาพรวมที่แย่หนักขึ้น

แต่มี “จุดเล็กๆ” ที่น่าสนใจอยู่ คือ การนำเสนอท่าทีของรัฐบาลสยามต่อพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในหนัง ซึ่งเป็นอะไรที่ “บวก” เอามากๆ

เช่น ตัวละครนายอำเภอที่พิจิตร ซึ่งพูดกับสายลับของรัฐบาลฝรั่งเศสที่เป็นคนเวียดนามว่า สยามเปิดกว้างและให้เสรีภาพต่อความเชื่อทางการเมืองทุกประเภท

นอกจากนี้ มีประเด็นหนึ่งซึ่งหนังยกขึ้นมา คือ รัฐบาลสยามค่อนข้างเปิดให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเข้ามาเคลื่อนไหวในประเทศได้ ส่วนหนึ่งเพราะสยามเองก็ขัดแย้งกันกับฝรั่งเศส

ผมไม่รู้ประวัติศาสตร์ส่วนนี้เท่าไหร่นัก เลยไม่แน่ใจว่า ยุคนั้น รัฐบาลสยามประเมินพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามอย่างไรกันแน่? ประเมินแบบที่หนังเรื่องนี้บอก หรือประเมินเป็นอย่างอื่น?

และอะไรบ้างคือปัจจัยที่ผลักดันให้สยาม “เปิดโอกาส” ให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเข้ามาเคลื่อนไหวในเขตแดนของตนเอง?

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“มังกรหยก 2017” : มังกรหยก เวอร์ชั่นที่เต็มไปด้วย “ผู้หญิงสวย”

คอหนังจีนหลายท่าน คงมีโอกาสได้รับชมซีรีส์ “มังกรหยก 2017” ผ่านช่องทางออนไลน์กันบ้างแล้ว

ขอละไม่กล่าวถึงเนื้อเรื่องว่าสนุกสนานเข้มข้นเพียงใด หรือตีความผิดเพี้ยนจากฉบับนิยายมากน้อยแค่ไหน (จริงๆ ฉบับนิยายเอง ก็ถูกรีไรต์ใหม่โดยกิมย้งเช่นกัน)

แต่อยากจะหยิบ “จุดเด่น” ข้อหนึ่งของ “มังกรหยก 2017” มานำเสนอ

ซึ่งหลายคนที่ได้ดูคงจะสังเกตเห็นเหมือนกันว่า “เฮ้ย! พวกนักแสดงหญิงที่มีบทบาทเดินเรื่อง (ไม่ใช่ตัวประกอบผ่านไปผ่านมา พูดจาแค่ไม่กี่ประโยค) ในซีรีส์เรื่องนี้ นี่สวยเกือบทั้งหมดเลยว่ะ”

ในเวอร์ชั่นก่อนๆ ความสวย-น่ารักอาจวนเวียนอยู่แถวๆ “อึ้งย้ง” หรือ “มกเนี่ยมชื้อ”

ทว่า ในเวอร์ชั่น 2017 ความสวยของนักแสดงหญิง “มังกรหยก” ได้แพร่กระจายไปไกลกว่านั้นมาก จนสุดที่หลายคนจะคาดคิด

ลองมาดูรูปนักแสดงหญิงใน “มังกรหยก 2017” กันเลยดีกว่า

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%ad%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%87
นางเอกอย่าง “อึ้งย้ง” ที่ทั้งสวยและน่ารัก
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad
“มกเนี่ยมชื้อ” ทั้งสวย หวาน และเศร้า
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%ae%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b4
“องค์หญิงฮัวเจิง” ธิดาเจงกิสข่าน อดีตคู่หมั่นก๊วยเจ๋ง ก็สวย-น่ารักทีเดียว
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%87
“เปาะเซียะเยียก” แม่เอี้ยคังก็สวยมากๆ
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%8b%e0%b8%87
กระทั่ง “หลีเพ้ง” แม่ก๊วยเจ๋ง ก็สวยผิดมาตรฐานเดิมๆ
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%9a%e0%b9%8a%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%a7%e0%b8%87
“เหมยเชาฟง” หรือ ศพเหล็กแห่งลมทมิฬคู่พิฆาต ก็สวยคมยิ่งนัก
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%94
“หันเสียวย้ง” หรือ นักกระบี่หญิงแคว้นอ้วก น้องเล็กแห่งเจ็ดประหลาดกังหนำ และอาจารย์เจ็ดของลูกเจ๋ง ก็น่าจะเป็น “อาจารย์เจ็ด” ที่สวยที่สุด
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%8b%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%88
ความสวยยังลามไปถึง “ซุนปุกยี่” หรือผู้วิสุทธิ์พเนจร นักพรตหญิงแห่งช้วนจินก่า ซึ่งในหนัง-ละครหลายเวอร์ชั่นที่ผ่านมา เราแทบไม่เคยได้สัมผัสกับ “ความสวย” ของตัวละครรายนี้
แม่นางเทีย
แม่นาง “เที้ยเอี้ยวเกีย” ก็เป็นอีกคนที่งามมากๆ แถมในละครเวอร์ชั่นนี้ยังเพิ่มเติมภูมิหลังให้นางเป็นศิษย์ของซุนปุกยี่ และมีศักดิ์เป็นหลานศิษย์ของ “อึ้งเอี๊ยะซือ” (เพราะเป็นลูกสาวของ “บู๊เม้งฮวง”)
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%a7-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c
“เอ็งโกว” กับลุคสวยมากๆ ภายใต้ผมขาวโพลน ยังไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะเธอคืออดีตสนมของราชันทักษิณ
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%a7
แต่ถ้าขนาด “ส่ากู” ยังสวยน่ารักขนาดนี้ “มังกรหยก 2017” คงต้องถูกจัดให้เป็น “เวอร์ชั่นสวยเว่อร์” แล้วแหละ

อย่างไรก็ตาม ไม่รู้ว่าการที่นักแสดงหญิง ทั้งตัวหลัก-ตัวรอง-ตัวสมทบ ต่าง “สวย” สูสีกันหมดอย่างนี้ จะเป็น “ผลดี” หรือ “ผลเสีย” (ทำให้ผู้ชมโฟกัสตัวละครผิดราย) มากกว่ากัน

ขอบคุณภาพจากเพจเฟซบุ๊ก The Crazy Sisters Channel

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

จะเป็นเลิศเรื่องมายากลหรือวรยุทธ ก็จงเลือกเอาสักอย่างหนึ่ง!!!

entertainment-china-097

“เมื่อนานมาแล้ว ข้าเคยบอกกับเจ้าว่า ถ้าเจ้าอยากเป็นเลิศในเชิงมายากล ก็จงมุ่งมั่นเล่นกลไป แต่หากเจ้าต้องการจะเป็นยอดในด้านวรยุทธ เจ้าก็ควรมุ่งหน้าฝึกวิทยายุทธ ทว่า เจ้ามักจะนำสองสิ่งดังกล่าวมาผสมปนเปกันอยู่เสมอ มันจึงน่าแปลกใจเป็นยิ่งนัก ที่เจ้าสามารถอยู่รอดมาได้จนถึงบัดนี้”

black-stone

“หัวหน้ากลุ่มศิลาดำ” พูดกับ “พ่อมด”

 

ภาพยนตร์เรื่อง “Reign of Assassins”

 

(นาทีที่ 2.04-2.17 ของคลิป)

 

คนมองหนัง

Operation Mekong : ความใฝ่ฝันของ “พญามังกร” และ “ปริศนาลี้ลับ” ที่ถูกทิ้งค้างไว้

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 20-26 มกราคม 2560)

“Operation Mekong” เป็นภาพยนตร์แอ๊กชั่นผลงานการกำกับฯ ของ “ดังเต้ แลม” คนทำหนังชาวฮ่องกง ที่สร้างผลงานมาอย่างต่อเนื่องแทบจะปีชนปี นับแต่ ค.ศ.1997 จนถึงปัจจุบัน

พิจารณาจากแง่ของ “รูปแบบ” ภาพยนตร์เรื่องนี้ย่อมถูกจัดอยู่ในประเภท “บู๊/แอ๊กชั่น”

ซึ่งหนังก็ทำหน้าที่ดังกล่าวได้เป็นอย่างดีและครบเครื่อง

หนังมีฉากแอ๊กชั่นเด็ดๆ ตามเหลี่ยมมุมของอาคาร “อินดอร์” บนรถไฟ ในรถยนต์บนท้องถนน บนเรือลัดเลาะแม่น้ำโขง บนเฮลิคอปเตอร์ เรื่อยไปจนถึงในพื้นที่ป่า เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ

นอกจากนี้ “Operation Mekong” ยังเดินตามสูตรหนังแอ๊กชั่นสไตล์ “ฮ่องกง” ที่ขับเน้นความทรงจำบาดแผล ซึ่งเป็นปมภายในจิตใจตัวละครนำ, คุณธรรมน้ำมิตรระหว่างเพื่อนตำรวจ ตลอดจนความสูญเสีย/เสียสละตามรายทาง

ว่ากันเฉพาะองค์ประกอบข้างต้น หนังเรื่องนี้อาจไม่มีอะไร “ใหม่” มากนัก ทว่า ก็สามารถมอบความบันเทิงให้แก่ผู้ชมได้อย่างไม่มีอะไรตกหล่น

จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังจะสามารถโกยรายได้เป็นกอบเป็นกำจากตลาดเมืองจีน เมื่อปีก่อน

สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ ของ “Operation Mekong” นั้นอยู่ที่เนื้อหามากกว่า

ผู้ที่ได้อ่านเรื่องย่อคงพอจะรับทราบอยู่บ้างว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวการสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรมลูกเรือชาวจีน 13 ราย ขณะโดยสารอยู่บนเรือสินค้าที่ล่องมาตามแม่น้ำโขง

อันดัดแปลงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อ พ.ศ.2554 (ค.ศ.2011)

คดีดังกล่าวเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด, “พื้นที่พิเศษ” อย่างสามเหลี่ยมทองคำ, ชนกลุ่มน้อยตามตะเข็บชายแดน รวมถึงความพยายามจะเข้ามาร่วมจัดการแก้ไข-สะสางปัญหาและจับกุมผู้กระทำผิดของทางการจีน

หนังเริ่มต้นด้วยภาพการแถลงข่าวผลงานการจับกุมยาเสพติดที่ตรวจค้นได้จากเรือสินค้าจีน โดยหน่วยงานความมั่นคงไทย

แต่หลังจากนั้นไม่นาน กลับพบศพลูกเรือจีนลอยอืดขึ้นมาบริเวณริมแม่น้ำโขง

คดียาเสพติดจึงกลายสภาพเป็นคดีฆาตกรรม ซึ่งมีปัจจัยลึกลับซับซ้อนซ่อนแฝงอยู่

แล้วหนังก็ตัดเหตุการณ์เข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวน ที่กระหน่ำคนดูด้วยคิวบู๊นานาชนิด เคียงคู่กับการหักเหลี่ยมเฉือนคมทางความคิดและการวางแผน

“Operation Mekong” พยายามฉายภาพบทบาทนำของ “จีน” ในฐานะ “ตำรวจภูมิภาค” เหนือเจ้าหน้าที่ของไทย, พม่า และลาว (ดังที่หลายคนได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้)

เข้าทำนองแม้จะมี “กองกำลังร่วม” ระหว่างสี่ชาติ แต่จีนต้องเข้าถึงข้อมูลและตัวคนร้ายให้ได้ก่อนใคร

เช่นเดียวกับพื้นที่ปัญหาอย่าง “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งถูกวาดภาพให้เป็น “พื้นที่พิเศษ/ยกเว้น/ไร้ขื่อแป” ที่เต็มไปด้วย “เจ้าพ่อนานาชาติ” ทั้งชนกลุ่มน้อย, แขก หรือคนดำ เพราะถูกปล่อยปละละเลยโดยอำนาจรัฐของไทย พม่า และลาว (หรือไม่ “เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น” ก็อาจรู้กันกับบรรดา “เสือซุ่มมังกรซ่อน” ผู้อยู่นอกเหนือกฎหมายเหล่านั้น)

ด้วยเหตุนี้ ทางการจีนจึงจำเป็นจะต้องบุกเข้ามาเคลียร์/ชำระล้างพื้นที่ดังกล่าว ราวกับเป็นการเข้ามาช่วยจัดระเบียบ “อนารยชนคนป่าเถื่อน” โดยผู้มีอำนาจที่ “ศิวิไลซ์” กว่า

ภาพลักษณ์ของการเข้ามาแก้ปัญหาอย่าง “ศิวิไลซ์” ถูกแสดงออกผ่านบทบาท “นักรบสันติวิธี” ของกลุ่มตัวละครตำรวจจีนใน “Operation Mekong”

ตำรวจจีนซึ่งสะสางคดีอย่างเฉียบคมเด็ดขาด ทว่า จะเลือกใช้ “ความรุนแรง” เท่าที่จำเป็น

หนังวาดภาพให้กองกำลังค้ายาที่เป็นชนกลุ่มน้อย ใช้สอย “ทหารเด็ก” เป็นอาวุธลับอันทรงพลานุภาพ (ฉากการเล่นเกม “รัสเซียนรูเล็ต” ระหว่างนักรบเด็กชนกลุ่มน้อยสองคนในหนังเรื่องนี้อาจ “ไม่ใหม่” แต่ก็ติดตามากๆ ทีเดียว)

เมื่อ “ทหารเด็ก” เหล่านั้นเผชิญหน้ากับตำรวจจีน แม้ฝ่ายแรกจะซัดปืนกลใส่ฝ่ายหลังจนต้องพิการไปตลอดชีวิต หรือบอมบ์ใส่ฐานปฏิบัติการของฝ่ายหลัง จนมีคนเจ็บ-ตายเป็นจำนวนมาก

แต่ตำรวจจีนกลับไม่พยายามเข่นฆ่าล้างแค้น “ทหารเด็ก” แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน และมีท่าทีห่วงใยในสวัสดิภาพของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง

ปฏิบัติการระดับเข้มข้นที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่จีนในหนังลงมือกับ “ทหารเด็ก” ก็คือ “การยิงใส่ (ไม่เอาถึงตาย) เพื่อให้หยุดลงมือสังหารคน”

ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการล่าคนผิดของทางการจีน ก็มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ “การจับเป็น” แล้วส่งคนร้ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในระบบ มากกว่า “จับตาย”

(แม้อาจจะพลั้งเผลอลงมือเกินเลยไปบ้าง เพราะความแค้นส่วนบุคคล ไม่ใช่ในนามองค์กรหรือประเทศชาติ)

แน่นอนว่านี่คือหนังที่มี “ตำรวจจีน” เป็นพระเอก และเป็นภาพแทน ซึ่งสื่อแสดง “ความคาดหวัง/ความใฝ่ฝัน” ของ “พญามังกร” ในการขยายอำนาจมายังภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

อย่างไรก็ตาม ถ้า “Operation Mekong” มีสถานะเป็น “ภาพร่างความฝัน” ที่ก่อกำเนิดขึ้นในวิธีคิดของรัฐบาล/ชนชั้นนำจีน

ดูเหมือนฝ่ายจีนเองจะตระหนักอยู่ไม่น้อยว่าการพยายามแผ่อิทธิพลเหนือภูมิภาคนี้ มิใช่ “ปฏิบัติการ” ที่สามารถลงมือทำและหวังผลลัพธ์ได้อย่างง่ายดายสบายมือ

ดังที่หนึ่งในตัวละครนำของหนัง ซึ่งเป็นสายลับชาวจีน พูดเอาไว้ว่า ต่อให้ “หน่อคำ” (หรือ “หน่อคา” ในภาพยนตร์) ราชายาเสพติดที่อยู่เบื้องหลังคดีฆาตกรรม 13 ศพ ถูกโค่นล้มลง แต่อีกสักพัก ก็จะมี “เจ้าพ่อ” รายใหม่ ผงาดขึ้นมาแทนที่

สอดคล้องกับบทสรุปของหนัง ที่ตำรวจจีนสามารถจับกุมตัว “หน่อคำ” และพรรคพวก กลับไปลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ยังสามารถเด็ดหัวผู้ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ระหว่าง “หน่อคำ” กับ “บอส” ได้สำเร็จ

ทว่า เงื่อนปมที่หนังทิ้งค้างเอาไว้อย่างชาญฉลาด ก็คือ การไม่ยอมเปิดเผยว่า “บอส” ผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายค้ายาเสพติด-คดีฆาตกรรมครั้งนี้เป็นใคร?

ด้านหนึ่ง นี่อาจบ่งชี้ให้เห็นว่า “ปฏิบัติการแม่น้ำโขง” มิได้มีจุดสิ้นสุดในตัวมันเอง หากเป็นเพียง “จุดหนึ่ง” ของแผนปฏิบัติการ “ต่อเนื่อง” ระยะยาว ที่จะเปิดโอกาสให้ “พญามังกร” ค่อยๆ รุกคืบเข้ามาควบคุมจัดการพื้นที่แถบสามเหลี่ยมทองคำและตามลำน้ำโขง

อีกด้านหนึ่ง การอำพรางตัว “บอส” เอาไว้ ก็มิได้หมายความว่าคนทำหนัง/ทางการจีน ไม่รู้ว่า “บอสตัวจริง” นั้นคือใคร

แต่เมื่อการแผ่ขยายอำนาจจำเป็นต้องอาศัยภาพลักษณ์ของการเป็น “นักประสานประโยชน์” ผู้พร้อมจะประนีประนอมหรือเจรจาต่อรองกับ “เจ้าพ่อของเจ้าพ่อท้องถิ่น” พอๆ กับภาพลักษณ์ “นักบู๊ผู้พิทักษ์ความสงบในระดับภูมิภาค”

การรู้อะไรบางอย่าง จึงต้องถูกแสดงออกมาผ่านลักษณะ “แสร้งทำเป็นไม่รู้”

คําถามต่อเนื่องมีอยู่ว่าคนดูจะสามารถ “รู้” อย่างที่คนทำหนังหรือประเทศผู้ผลิตหนัง “รู้” ได้หรือไม่?

และคนดูจะสามารถไขปริศนาลึกลับข้อนี้ได้อย่างไร? ในเมื่อ “บอส” ที่ถูกเอ่ยถึงโดยสม่ำเสมอ ไม่เคยปรากฏตัวตนหรือส่งเสียงออกมา

กุญแจดอกแรกที่อาจช่วยไขปริศนาทิ้งท้ายของ “Operation Mekong” น่าจะอยู่ตรงขุมกำลังของ “ตัวกลาง” ผู้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่าง “บอส” กับ “หน่อคำ”

หนังวาดภาพให้ “ตัวกลาง” รายนี้ มีอำนาจควบคุมสั่งการกองกำลังนิรนามชุดดำจำนวนหลายสิบคน กองกำลังดังกล่าวถูกจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบ มีสรรพาวุธและยานพาหนะทันสมัยในครอบครอง

ความยิ่งใหญ่เช่นนั้นย่อมฉายให้เห็นถึงเงาร่างอันไม่ธรรมดาของ “บอส”

กุญแจอีกดอกที่ไม่ควรละเลย ก็คือ ช่วงต้นๆ เรื่อง หนังเอ่ยถึง “ตัวละครกลุ่มหนึ่ง” อย่างเป็นทางการอยู่ประมาณสองหน ก่อนจะไม่กล่าวถึงตัวละครกลุ่มนี้อีกเลยตลอดทั้งเรื่อง

จึงน่าสงสัยมิใช่น้อยว่า “บอส” กับ “ตัวละครกลุ่มนี้” มีความข้องเกี่ยวกันหรือไม่? อย่างไร?

คนมองหนัง

The Assassin: เย้ยยุทธจักร

มติชนสุดสัปดาห์ 18-24 กันยายน 2558

หนึ่งในเรื่องราวจากยุทธจักรนิยายกำลังภายในที่ “เสถียร จันทิมาธร” ให้ความสนใจเป็นพิเศษ ผ่านหนังสือ “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ (ฉบับคืนยุทธจักร)” ก็คือ กระบวนการฝึกวิทยายุทธของ “ปึงป้อเง็ก” จากนิยาย “นักสู้ผู้พิชิต”

ปึงป้อเง็กเรียนรู้วิทยายุทธจากวิถีธรรมชาติ เขาพิจารณาความต่อเนื่องไม่ขาดตอนของสายน้ำ ว่าเปรียบเสมือนวิชาฝีมืออันสมบูรณ์ ไร้จุดโหว่

เป็นจิวฮึงที่ชี้แนะปึงป้อเง็กว่า สายน้ำก็ดี เสียงพิณก็ดี วิถีกระบี่ก็ดี ต่อให้มีลักษณาการคล้ายจะสมบูรณ์ ครบถ้วน ขนาดไหน ทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่มีรอยโหว่ จุดพร่อง ด้วยกันทั้งสิ้น

ถ้าผู้ฝึกยุทธรายใดมองเห็นจุดโหว่เหล่านั้น ก็ย่อมสามารถสะบั้นเพลงกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามลงได้

ระหว่างชมภาพยนตร์เรื่อง “The Assassin” (ประกาศิตหงส์สังหาร) ผมอดคิดไม่ได้ว่า “โหวเสี่ยวเซี่ยน” ผู้กำกับฯ วัย 68 ปี ชาวไต้หวัน กำลังทำในสิ่งที่จิวฮึงชี้แนะปึงป้อเง็กอยู่

เพราะด้านหนึ่ง ภาพลองช็อตทิวทัศน์ธรรมชาติ ตลอดจนภาพ หรือองค์ประกอบศิลป์อื่นๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็วิจิตรตระการตา สวยงาม สมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ

ทว่า ความสมบูรณ์เหล่านั้น กลับถูกขัดจังหวะหรือถูกสอดแทรกด้วยรอยปริแยกต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ผ่านจังหวะการตัดต่อแบบห้วนๆ รวมถึงการเล่าเรื่องแบบคร่าวๆ ราวภาพสเก็ตช์ ที่ละทิ้งรายละเอียดและจุดเชื่อมโยงจำนวนมากไป

คล้ายโหวเสี่ยวเซี่ยน กำลังชักชวนคนดูหนังให้เพ่งพินิจพิจารณาไปยังรอยโหว่ จุดพร่อง อันเกิดขึ้นท่ามกลางความงดงาม เหล่านั้น

จะว่าไปแล้ว ภาพยนตร์ “กำลังภายใน” ซึ่งทำให้ตัวผู้กำกับได้รับรางวัลผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ เรื่องนี้ ก็มีองค์ประกอบหลายประการ ที่หนังจีนกำลังภายในสนุกๆ พึงมี

นับตั้งแต่ตัวละครองค์หญิงที่ไปบวชชีและมีความเป็นเลิศทางวิทยายุทธ (หลายคนคงคุ้นเคยกับเรื่องราวของ “แม่ชีแขนเดียว”)

ตัวละครที่ประสบวิกฤตอัตลักษณ์ จนมีหลายตัวตน/บุคลิกภาพ หรือการให้นักแสดงรายเดียวรับบทบาทเป็นตัวละครสองคน เพื่อสื่อถึงความทับซ้อน และ/หรือความไม่ลงรอย ทางอัตลักษณ์บางอย่าง (ทำให้นึกถึงบทบาทของหลินชิงเสีย ใน Ashes of Time – มังกรหยก ศึกอภิมหายุทธ์-)

ภาวะรักร้างระหว่างชนชั้นปกครองชายกับจอมยุทธหญิง (คล้ายๆ ความสัมพันธ์ระหว่างหย่งเจิ้งกับหลี่ซื่อเหนียง)

การเมืองภายในราชสำนัก/ระหว่างชนชั้นนำ/ระหว่างแว่นแคว้น/ระหว่างฝ่ายใน ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ขัดแย้ง, การฆ่าฟัน, การตีสองหน้า, การใช้เล่ห์เพทุบาย และการล้างแค้น

รวมถึง ชีวิต “นอกกำแพง” และ “กระบี่ไม้ไผ่” ฯลฯ

ทว่า โหวเสี่ยวเซี่ยน ก็เก๋าและแน่พอ ที่จะไม่นำเอาองค์ประกอบเหล่านั้นมาคลุกเคล้าผสมผสานกันด้วยกระบวนท่าแบบเดิมๆ ซึ่งคอกำลังภายในส่วนใหญ่คุ้นเคย

แต่เขากลับเลือกปรุงแต่งองค์ประกอบเก่าๆ ด้วยกรรมวิธีใหม่ จนได้ผลลัพธ์กลายเป็นอาหารจานแปลก รสชาติแปร่งปร่า ซึ่งหลายคนอาจไม่ชอบ แต่บางคนก็คงรู้สึกว่ารสชาติใหม่ๆ เช่นนี้ ช่างท้าทายศักยภาพในการรับรสของพวกตนยิ่งนัก

โดยส่วนตัว ผมรู้สึกชื่นชอบและติดใจกับหลายองค์ประกอบของหนังเรื่องนี้

องค์ประกอบแรก เห็นจะเป็นความพยายามในการขัดจังหวะความสมบูรณ์แบบหรือความต่อเนื่องเชื่อมโยงของธรรมชาติและเรื่องเล่า ดังที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้น

ที่น่าสนใจ คือ ขณะที่การมองหาจุดโหว่ของธรรมชาติอันต่อเนื่องไม่ขาดตอนโดยปึงป้อเง็ก นำพาเขาไปสู่การสำเร็จยุทธขั้นสูงสุด

“เนี่ยหยินเหนียง” นางเอกของ The Assassin ก็น่าจะมองเห็นจุดโหว่หรือรอยปริแยกของธรรมชาติ/สถานการณ์รายรอบตัวเธอเช่นกัน (เหมือนที่คนดูหนังเห็น)

แต่การพินิจพิจารณาถึงความไม่ต่อเนื่อง ขาดตอน ของธรรมชาติและกระบวนยุทธ กลับคล้ายจะไม่ได้ชักนำเธอไปสู่การสำเร็จยุทธขั้นสูงสุด

เพราะท้ายสุด หยินเหนียงตัดสินใจเลือกจะปลีกตนออกจากยุทธจักร และหักห้ามตัวเองไม่ให้กลายเป็นมือกระบี่ไร้หัวใจ (ที่ฆ่าได้กระทั่งคนรักเก่า หรือพ่อผู้มีลูกน้อยอยู่เคียงข้าง)

จอมยุทธหญิงผู้นี้ค่อยๆ เบียดแทรกเข้าสู่รอยโหว่ของเรื่องเล่า เพื่อผลักดันตนเองให้หลุดพ้นออกจากโลกของมือกระบี่/มือสังหาร และ “สังคมการเมือง” แล้วเดินทางไปสู่ความเป็นอิสระ “นอกกำแพงใหญ่”

องค์ประกอบต่อมาที่ผมชื่นชอบ ก็คือ พื้นที่และบรรยากาศ “นอกกำแพง” ภายในหนัง

สำหรับแฟนนิยายกำลังภายใน เรามักจะรับรู้แค่เพียงว่า มีจอมยุทธบางคนซึ่งปลีกตัวออกจากยุทธจักรได้หวนคืนกลับสู่แวดวงนักเลง ภายหลังเขาไปใช้ชีวิตนอกกำแพงเสียหลายปี หรือมียอดฝีมือวิชาแปลกพิสดารมาจากดินแดนตะวันตก

แต่ “ชีวิตนอกกำแพง” เหล่านั้น กลับถูกพรรณนาถึงอย่างผิวเผิน ไร้ซึ่งความละเอียดลออ

The Assassin ไม่ได้ระบุชัดเจนนักว่า ภาพการเดินทางออกสู่พื้นที่ชนบทของกลุ่มตัวละครเอกในหนัง อยู่ “นอกกำแพง” หรือไม่

แต่อย่างน้อย หนังก็ฉายภาพให้เห็นพื้นที่ที่ภาพยนตร์กำลังภายในส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล่าวถึง นั่นคือ ภาพหมู่บ้านชนบท ที่เต็มไปด้วยผู้คนหน้าตา “ไม่ใช่จีนฮั่น” แต่คล้ายๆ จะมีเชื้อเติร์กผสมอยู่

นี่ทำให้คนดูพอจะอนุมานได้ว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ “นอกกำแพงใหญ่” ทั้งยังเต็มไปด้วย “ความเป็นจีน” ในแบบอื่นๆ

นอกจากนี้ พื้นที่ชนบทที่ว่า ยังมีสถานะเป็นพื้นที่แห่งการถูกเนรเทศ พื้นที่ที่ใช้หลบหนีการไล่ล่า พื้นที่ของการปลีกตนออกจากยุทธภพหรืออำนาจทางการเมือง

โหวเสี่ยวเซี่ยน พยายามฉายภาพให้คนดูมองเห็นกระบวนการ กาละและเทศะเหล่านี้ ค่อนข้างเยอะ แม้จะดำเนินไปอย่างสงบนิ่ง ปราศจากความตื่นเต้น เร้าใจ ก็ตาม

(จริงๆ ภาพยนตร์เรื่อง “Dragon Blade” ที่นำแสดงโดยเฉินหลง ซึ่งเล่าเรื่องราวว่าด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างกองทัพโรมัน และกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลายบนเส้นทางสายไหม ก็ใช้พื้นที่ “นอกกำแพง” เป็นฐานของเรื่องเล่าเช่นกัน น่าเสียดายที่ท่าที “โปรจีน” และความโฉ่งฉ่างแบบเฉินหลง ทำให้หนังขาดเสน่ห์และความลุ่มลึกไปพอสมควร)

อีกหนึ่งองค์ประกอบ ที่ผมรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์อันแสดงให้เห็นถึงภาวะกลับหัวกลับหางผิดที่ผิดทางของ “ยุทธจักรเฉพาะ” ในหนัง The Assassin ก็ได้แก่ การที่จอมยุทธหญิงนางเอกของเรื่อง ดูเหมือนจะพบรักและลงเอยกับ “ชายขัดกระจก” ผู้ไม่มีแม้แต่ชื่อเสียงเรียงนาม

ระหว่างที่นั่งดูตัวละคร “ชายขัดกระจก” ในจอภาพยนตร์ไปเรื่อยๆ ผมพลันนึกถึง “อาฮุย” ใน “ฤทธิ์มีดสั้น” เพราะทั้งคู่เป็นคนไร้ชื่อแซ่ พวกมันตระเวนใช้ชีวิต (หรืออาจเติบโต) อยู่นอกกำแพงเหมือนๆ กัน และที่สำคัญ พวกมันยังถือ “กระบี่ไม้” ดังราวของเด็กเล่น ด้ามหนึ่ง คล้ายคลึงกัน

แต่ โหวเสี่ยวเซี่ยน ก็สำแดงความร้ายกาจออกมา ด้วยการกำหนดให้ชายขัดกระจกผู้นี้ ไม่ได้มีวิทยายุทธยอดเยี่ยมระดับอาฮุย หรือบรรดาจอมยุทธผู้ฝึกปรือไปถึงขั้น “กระบี่อยู่ที่ใจ”

มันอาจชมชอบช่วยเหลือผู้คน มีวิชาความรู้เรื่องหยูกยาระดับหนึ่ง ทว่า มันเป็นเพียงสามัญชนนอกยุทธภพ และภาวะไร้นามของมัน ก็มิได้มีที่มาจากต้นกำเนิดอันคลุมเครือเฉกเช่นอาฮุย แต่เป็นเพราะไม่มีใครสนใจไยดี อยากถามไถ่ถึงชื่อแซ่ของคนไม่สำคัญและไร้ตำแหน่งแห่งที่ในยุทธจักรเช่นมันมากกว่า

ประการสุดท้ายที่อยากกล่าวถึง คือ “สารทางการเมือง” ในหนังเรื่องนี้

คนดูหนังคงพอจะจับความได้ว่า The Assassin นั้น พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางอำนาจ (คือ องค์จักรพรรดิ์) กับแว่นแคว้นต่างๆ ซึ่งด้านหนึ่งก็อยู่ภายใต้แสงเทียนแห่งอำนาจของรัฐส่วนกลาง แต่อีกด้าน ก็พยายามกระด้างกระเดื่อง และปรารถนาจะสถาปนาตนเป็นเทียนอีกเล่มหนึ่ง ในภาวะที่แสงเทียนจากศูนย์กลางส่องสว่างมาไม่ค่อยถึง

อย่างไรก็ดี ผมยังเข้าใจไม่แจ่มชัดนัก ถึงท่าทีทางการเมืองของตัวละครฝ่ายมือสังหารหรือผู้บงการมือสังหารในหนัง ว่าปฏิบัติการของพวกเธอ นับเป็นอำนาจทางเลือก/อำนาจอิสระชนิดหนึ่ง ที่คอยเล่นงาน ตรวจสอบ ถ่วงดุลศูนย์อำนาจขนาดย่อย (แว่นแคว้น) ตรงชายขอบ โดยไม่ขึ้นตรงกับใคร

หรือจริงๆ แล้ว หน่วยล่าสังหารถือเป็นตัวแทนของรัฐส่วนกลาง ซึ่งคอยทิ่มแทงแว่นแคว้นที่แข็งข้อกันแน่?

ขณะเดียวกัน ถ้าจะตีความว่าประเด็นการเมืองภายในหนัง เป็นภาพสะท้อนรางๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่ กับไต้หวัน ในบริบทปัจจุบัน ดังที่คนดูจำนวนไม่น้อยเสนอ

ผมก็รู้สึกว่า โหวเสี่ยวเซี่ยน พยายามระมัดระวังท่าทีหรือสงวนจุดยืนของตนเองอยู่พอสมควร เมื่อพิจารณาว่า เราแทบไม่ได้มองเห็นถึงความเลวร้ายของอำนาจรัฐส่วนกลางในหนังเรื่องนี้เลย (โดยเฉพาะ หากตีความว่ามือสังหารไม่ใช่ตัวแทนโดยตรงขององค์จักรพรรดิ์) ตรงกันข้าม กลับเป็นอ๋องและชนชั้นนำในแว่นแคว้นท้องถิ่นเสียอีก ที่เล่นการเมืองใส่กันอย่างสกปรก

ผมจึงไม่ได้รู้สึกว่าหนังมีสารในการต่อต้านศูนย์กลางอำนาจอย่างชัดเจน มากเท่ากับการฉายภาพให้เห็นถึงวิธีการประคับประคองตนเองของแว่นแคว้นชายขอบ ที่ด้านหนึ่ง ก็มิอาจทัดทานอำนาจส่วนกลาง แต่อีกด้าน ก็ยังแสวงหาความเป็นอิสระพอสมควรจากอิทธิพลดังกล่าว (แถมยังต้องจัดการปัญหาการเมืองภายในแว่นแคว้นอีกชั้นหนึ่ง)

ผมยังรู้สึกอยู่ลึกๆ ด้วยว่า สำหรับคนทำหนังที่ก้าวเข้าสู่ปัจฉิมวัยอย่างโหวเสี่ยวเซี่ยน ดูเหมือนเขาจะเชื่อว่า “อิสรภาพ” และ “การปลดปล่อย” ที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการเลือกอยู่ข้างศูนย์กลางอำนาจ

ไม่ได้เกิดจากการเลือกอยู่ข้างเจ้าผู้ครองแว่นแคว้นอิสระ

ไม่ได้เกิดจากการปลีกตนไปถือศีลเป็นนักบวช แต่มืออีกข้างหนึ่งยังยึดกุมอาวุธ และจิตใจยังพัวพันกับอำนาจทางการเมืองอยู่

แต่ “อิสรภาพ” และ “การปลดปล่อย” จะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อเราตัดใจเดินหนีออกจากการช่วงชิงอำนาจในยุทธจักรหรือสังคมการเมือง ไปสู่โลกใบกว้างกว่านอกกำแพงใหญ่ (เป็นแนวคิดที่คล้ายคลึงกับแก่นหลักของนิยายเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” อยู่ไม่น้อย)

นั่นจึงเป็นภาวะที่ “ใจไร้กระบี่” (อันอยู่เหนือขึ้นไปจากภาวะ “กระบี่อยู่ที่ใจ”) โดยแท้จริง

หมายเหตุ : น่าสังเกตว่า ชื่อแคว้น “เว่ยป๋อ” ซึ่งเป็นแว่นแคว้นอันเข้มแข็งที่สุด และพยายามจะคัดง้างกับอำนาจของรัฐส่วนกลางในหนังเรื่องนี้ เป็นชื่อเดียวกับเว็บไซต์โซเชียล มีเดีย สำคัญ ของจีนแผ่นดินใหญ่

น่าสนใจว่า ถ้า “เว่ยป๋อ” ในหนัง คือ เขตปลอด (หรือพยายามจะปลอด) อำนาจรัฐส่วนกลาง แล้ว “เว่ยป๋อ” ในสังคมจีนปัจจุบัน จะมีความหมายในลักษณะคล้ายคลึงกันหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงอิสรภาพในโลกเสมือน ที่ยังคงถูกควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยอำนาจอันแนบเนียนของรัฐ