คนอ่านเพลง

อัลบั้ม My Grain โดย Double Head ผลงานดี (ที่ถูกลืม) ของคนทำดนตรีประกอบ “เลือดข้นคนจาง”

หลายคนอาจจะรู้จัก “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน” จากผลงานการทำดนตรีประกอบซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง “เลือดข้นคนจาง” ที่เพิ่งอำลาจอไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เทิดศักดิ์เคยมีผลงานทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ให้แก่หนังไทยและหนังเทศมามากมาย

แต่บล็อกคนมองหนังจะไม่ขอกล่าวถึงงานส่วนดังกล่าวของเขา

สิ่งที่เราอยากทำคือการพาผู้อ่านนั่งไทม์แมชชีนไปทำความรู้จักกับอัลบั้มเพลงไทยสากลที่ไพเราะมากๆ ชุดหนึ่ง ซึ่งเทิดศักดิ์รับหน้าที่เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2544 “อินดี้คาเฟ่” ค่ายเพลงเล็กๆ ที่ผลิตผลงานดีๆ หลายชุดในยุคนั้น (เช่น “ซีเปีย” ชุด “ไม่ต้องใส่ถุง” และ “Liberty” ชุด “Flying Free”) ได้ออกผลงานของศิลปินกลุ่มหนึ่งสู่ท้องตลาด

นั่นคือผลงานของกลุ่มคนดนตรีที่เรียกตัวเองว่า “Double Head” กับอัลบั้มชื่อ “My Grain”

บางคนที่ติดตามข่าวคราวในแวดวงเพลงอินดี้สมัยโน้น อาจพอทราบเรื่องราวเบื้องหลังของผลงานชุดนี้อยู่บ้าง

เดิมที ผลงานในนาม “Double Head” นั้นควรจะเป็นอัลบั้มเดี่ยวชุดที่สองของศิลปินหญิงที่ชื่อ “เปียโน สุพัณณดา พลับทอง”

ย้อนกลับไปในปี 2542 “เปียโน สุพัณณดา” ขณะยังเป็นนักเรียนโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ได้มีโอกาสออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตนเองชื่อ “Error” กับค่าย “ดรีม เรคคอร์ด”

LRG_DSC03638

ค่ายเพลงดังกล่าวก่อตั้งโดย “ธงชัย รักษ์รงค์” (ปัจจุบัน มีสถานะเป็นอดีตสมาชิกของ “มาลีฮวนน่า”)

ขณะที่โปรดิวเซอร์และผู้เรียบเรียงดนตรีในอัลบั้มชุดแรกของ “เปียโน สุพัณณดา” คือ “สุรพงศ์ เรืองณรงค์” ทีมงานเบื้องหลังอีกคนของ “มาลีฮวนน่า” ส่วนผลงานเพลงเกือบทั้งหมดนั้นเขียนเนื้อร้อง-ทำนองโดย “จเร เรืองณรงค์” ผู้รับหน้าที่โค-โปรดิวเซอร์

ผลงานชุด “Error” อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนกรุงเทพฯ มากนัก แต่อัลบั้มดังกล่าวได้เข้าชิงรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ประจำปี 2542 หลายสาขา (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม, ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม และศิลปินหญิงร็อกยอดเยี่ยม)

แม้จะไม่ได้รับรางวัลใดๆ ติดไม้ติดมือกลับไปหาดใหญ่ แต่ชื่อของ “เปียโน สุพัณณดา” ก็เริ่มติดอยู่ในการรับรู้ของนักวิจารณ์และคนฟังเพลงกลุ่มเล็กๆ

ฟังเพลงเพราะๆ บางส่วนจากอัลบั้มชุดดังกล่าวได้ที่นี่

พอถึงปี 2544 “เปียโน สุพัณณดา” ก็เป็นเจ้าของเสียงร้องในบทเพลงทั้ง 8 เพลง ของอัลบั้ม “My Grain” โดยวง “Double Head”

LRG_DSC03634

แม้จะย้ายสังกัดมาอยู่ค่าย “อินดี้ คาเฟ่” แต่เครดิตอัลบั้มยังระบุว่าผลงานชุดนี้บันทึกเสียงที่ “ดรีม เรคคอร์ด”

เช่นเดียวกับ “สุรพงศ์ เรืองณรงค์” ที่ยังคงเป็นโปรดิวเซอร์และซาวด์เอนจิเนียร์ของงานชุดนี้ โดยเขารับหน้าที่แต่งเนื้อร้อง-ทำนองเพลงในอัลบั้มชุด “My Grain” เป็นจำนวน 5 จาก 8 เพลง

ทว่าบุคคลหน้าใหม่ที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างสำคัญกับผลงานของ “เปียโน สุพัณณดา” และ “สุรพงศ์ เรืองณรงค์” ก็คือ “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน”

เครดิตอัลบั้มระบุว่าเทิดศักดิ์คือโปรดิวเซอร์และซาวด์เอนจิเนียร์ของอัลบั้มชุด “My Grain” ร่วมกับสุรพงศ์

ที่สำคัญ “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน” ยังรับหน้าที่เรียบเรียงดนตรีในงานชุดนี้ ถึง 7 จาก 8 เพลง

จุดน่าสนใจและปริศนาค้างคาใจของอัลบั้มชุด “My Grain” ก็คือ นอกจากระบุชื่อโปรดิวเซอร์และมือกีต้าร์รับเชิญ (กบ ชิดพงศ์) แล้ว กลับไม่มีการระบุว่าสมาชิกของ “Double Head” คือใครกันแน่?

แต่คนฟังอาจพออนุมานได้ว่าสมาชิกของคณะดนตรี “สองหัว” น่าจะได้แก่ สองโปรดิวเซอร์อย่างสุรพงศ์และเทิดศักดิ์

ที่น่าแปลกและชวนขบคิดก็คือ เครดิตของอัลบั้มได้ระบุว่า “เปียโน สุพัณณดา” คือ “เสียงร้องอันทรงพลัง (เจ้าของอัลบั้มตัวจริง)”

LRG_DSC03637

จากปี 2542-2544 “เปียโน สุพัณณดา” ดูจะเติบโตขึ้นไม่น้อย เธอย้ายจากการเป็นนักเรียนมัธยมที่หาดใหญ่ มาเป็นนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

จากการรับบทเป็น “นักร้อง” อย่างเดียวในอัลบั้มชุด “Error” เธอเริ่มรับหน้าที่แต่งเนื้อร้อง-ทำนองของบทเพลงสองเพลงในผลงานชุด “My Grain”

เพลงแรกคือเพลงที่ดังที่สุดในอัลบั้มอย่าง “เบื่อแล้ว…เซ็งแล้ว” (ต่อมามีหลายคนเข้าใจผิดว่านี่เป็นเพลงของ “มาลีฮวนน่า”) อีกเพลงคือเพลงช้าที่เพราะมากๆ อย่าง “รอ”

ฟังเพลงเพราะๆ บางส่วนจากอัลบั้มชุดดังกล่าวได้ที่นี่

แล้วทำไม “My Grain” จึงมิได้มีสถานะเป็นผลงานเดี่ยวชุดที่สองของ “เปียโน สุพัณณดา”?

ทำไม “เปียโน สุพัณณดา” จึงกลายเป็น “(เจ้าของอัลบั้มตัวจริง)” ที่ถูกกล่าวถึงอย่างลับๆ เพียงในเครดิต (ไม่ใช่หน้าปก) อัลบั้ม

คำตอบอาจอยู่ที่การรวมตัวของสามสาวพี่น้องตระกูล “พลับทอง” ได้แก่ “เปียโน สุพัณณดา” “เบส ภัทรณินทร์” และ “ซอ มนต์มนัส” ในนามวง “เดอะ ซิส” ซึ่งมีโอกาสออกอัลบั้มกับ “อาร์เอส โปรโมชั่น” รวมทั้งสิ้นสี่ชุด

โดยอัลบั้มชุดแรกสุดนั้นวางจำหน่ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2545 คล้อยหลังงานของ “Double Head” ไม่นาน

เป็นไปได้ว่าช่วงเวลาในการทำเพลงอินดี้กับค่ายอิสระ และการเซ็นสัญญากับค่ายยักษ์ใหญ่พร้อมพี่น้องร่วมสายเลือดอีกสองคน ของ “เปียโน สุพัณณดา” นั้น เกิดขึ้นเหลื่อมซ้อนกันพอดี

โดยเธอจำเป็นต้องเลือกเปิดเผยตัวกับงานชนิดหลัง และเลือกพรางตัวอยู่ด้านหลังงานประเภทแรก

แม้ว่าผลงานชุด “My Grain” ของ “Double Head” จะเต็มไปด้วยปริศนาอันคลุมเครือ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพลงในอัลบั้มชุดดังกล่าวนั้นไพเราะเกือบทั้งหมด

และโดยส่วนตัว นั่นเป็นครั้งแรกสุด ที่ผมเริ่มรู้จักและจดจำชื่อของ “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน” ในฐานะคนดนตรีผู้น่าจับตามอง

ติดตามบทความวิเคราะห์วิจารณ์ซีรีส์ “เลือดข้นคนจาง” โดยบล็อกคนมองหนัง เร็วๆ นี้

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“บี พีระพัฒน์-เครสเซนโด” กวาด “สีสัน อะวอร์ดส์” “ธีร์” ได้เพลงยอดเยี่ยมหนสอง

วันที่ 29 มีนาคม 2559 ที่โรงแรมสวิสโฮเท็ล เลอ คองคอร์ด มีงานประกาศรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 27 ประจำปี 2558 โดยในครั้งนี้ มีการมอบรางวัลทั้งหมด 9 สาขา

รายชื่อผู้ได้รับรางวัล มีดังต่อไปนี้

เพลงบรรเลงยอดเยี่ยม : Natural Order โดย ฟังค์ชั่น

โปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม : มณฑล จิรา และ 25 อาวเออร์ส จากอัลบั้ม Mom & Pop Shop โดย 25 อาวเออร์ส

ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม : สมเกียรติ จากอัลบั้ม _Sara

เพลงร็อคยอดเยี่ยม : ติดเชื้อ คำร้อง/ทำนอง/ศิลปิน สตั๊บบอร์น

บี 3

อัลบั้มยอดเยี่ยม : b3 โดย พีระพัฒน์ เถรว่อง

เพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม : ยิ่งกว่าผลลัพธ์ คำร้อง เขมวัฒน์ เริงธรรม ทำนอง ชินพัฒน์ หงส์อัมพร เรียบเรียง/ศิลปิน เครสเซนโด

ธีร์ โรบิน

เพลงยอดเยี่ยม : เรื่องธรรมดา คำร้อง/ทำนอง/ศิลปิน ธีร์ ไชยเดช

ศิลปินคู่หรือกลุ่มยอดเยี่ยม : เครสเซนโด จากอัลบั้ม อัตตวิถี

ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม : พีระพัฒน์ เถรว่อง จากอัลบั้ม b3

เครสเซนโด้

ทั้งนี้ ธีร์ ไชยเดช เคยได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยมของสีสัน อะวอร์ดส์ มาครั้งหนึ่งแล้ว จากเพลง “มากไปหรือเปล่า” ในงานมอบรางวัลครั้งที่ 15 ประจำปี 2545

ส่วน บี พีระพัฒน์ และวงเครสเซนโด เคยได้รับรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ร่วมกัน ในนาม “เครสเซนโด” มาแล้ว

โดยในงานมอบรางวัลครั้งที่ 17 ประจำปี 2547 พวกเขาได้รับรางวัลศิลปินคู่หรือกลุ่มยอดเยี่ยม, อัลบั้มยอดเยี่ยม (เครสเซนโด) และเพลงยอดเยี่ยม (โลกหมุนด้วยความรัก)

ต่อมา ในงานมอบรางวัลครั้งที่ 18 ประจำปี 2548 พวกเขาได้รับรางวัลศิลปินคู่หรือกลุ่มยอดเยี่ยม และอัลบั้มยอดเยี่ยม (Second Chance) ก่อนที่บีและเครสเซนโดจะแยกทางกัน

การได้รับรางวัลสำคัญๆ รวมกันถึง 5 สาขา ของบี พีระพัฒน์, เครสเซนโด และธีร์ ไชยเดช จึงเปรียบเสมือนเป็นการนำพารางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ย้อนกลับไปเยี่ยมเยือนอดีตอันงดงามเมื่อครั้งทศวรรษ 2540 อีกหน

คนอ่านเพลง

10+1 เรื่องราวเกี่ยวกับ Tower Records จากประสบการณ์ส่วนบุคคลของผม

เขียนรำลึกความหลัง เนื่องในโอกาสที่หนังสารคดี All Things Must Pass กำลังจะเข้าฉาย (โดยการดำเนินการของกลุ่ม Documentary Club) ครับ

—–

1.

นี่อาจเป็นข้อเดียวที่ถูกเขียนขึ้นอย่างมีหลักมีการบ้างนิดหน่อย

จากประสบการณ์ตอนวัยรุ่น ผมเห็น Tower Records เป็นห้องสมุดเพลง ที่มีคุณภาพ “โอเคระดับหนึ่ง” หรือจริงๆ แล้ว คือ “ดี” เลย ตามมาตรฐานของบ้านเรา

ในช่วงวัย 14-17 ประมาณ พ.ศ.2538-41 ผมยังสามารถย้อนกลับไปค้นหางานเพลงเก่าๆ ที่ออกวางจำหน่ายประมาณต้นทศวรรษ 2530 จากร้าน Tower Records ได้

เช่น ครั้งหนึ่ง ผมได้อ่านนิตยสารสีสัน ฉบับที่มีการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 10 ประจำปี 2540 (แสดงว่านิตยสารวางแผงตอนต้นปี 2541) ซึ่งนอกจากจะมีรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลประจำปีดังกล่าวแล้ว ยังมีการเผยแพร่รายชื่อศิลปินผู้ได้รับรางวัลในครั้งที่ 1-9 อีกด้วย จากนั้น ผมก็มานั่งสำรวจคลังเทปของตนเองและพี่ ว่ายังขาดงานที่ได้รางวัลสีสันชุดไหนอยู่บ้าง แล้วจึงไปตระเวนตามหาผลงานที่ไม่มีในครอบครองจาก Tower Records สาขาต่างๆ

ตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า

เท่าที่จำความได้ อย่างน้อยที่สุด ผมก็สามารถหาซื้อซีดีชุด “ตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า” ของวง “เฉลียง” ที่ออกวางจำหน่ายตั้งแต่ พ.ศ.2534 ได้จาก Tower Records เมื่อตอนต้นทศวรรษ 2540

2.

ตอน ม.4 ผมไปซื้อเทปเพลงชุด “อย่าสัญญา (Don’t Promise)” ซึ่งเป็นงานเดี่ยวชุดแรกและชุดเดียวของ “ธาริณี ทิวารี” จาก Tower Records สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า แล้วใบเสร็จก็ตกค้างอยู่ในไม่กระเป๋านักเรียน ก็หนังสือเรียนนี่แหละ

ธาริณี ทิวารี

ปรากฏว่ามีเพื่อนคนหนึ่งมาพบใบเสร็จดังกล่าวเข้า และพูดทำนองว่า โห! ซื้อมาได้ไง อัลบั้มนี้ ไม่ได้เรื่องเลย เอาทำนองเพลงดี๊ดาดี๊ของ Maria Montell มาร้องเนี่ยนะ?

แต่สุดท้าย ในระยะยาว คนฟังเพลงหลายรายก็ได้ตระหนักว่า อัลบั้มชุดนี้มีดีมากกว่านั้น หรือในทางกลับกัน อาจกล่าวได้ว่า จุดอ่อนเดียวในอัลบั้มของธาริณี ก็คือเพลงโปรโมทชื่อ “อย่างงั้นอย่างงี้ (Di Da Di)” นั่นเอง

3.

ผมไปซื้อซีดีอัลบั้มชุด “Demo Tracks” (1) ซึ่งเป็นงานรวมเดโมของศิลปินหน้าใหม่จากค่ายไมล์สโตนฯ โดยมาโนช พุฒตาล ที่ Tower Records สาขาปิ่นเกล้า

เพราะก่อนหน้านั้น ได้ซื้อเทปไปฟัง และมีเพลงที่ชอบหลายๆ เพลง อาทิ เพลงของไวลด์ซี้ด-ชุมพล เอกสมญา, เอ้-รงค์ สุภารัตน์, The Wanderers และ Eleven (ที่มีหมู มูซู เป็นสมาชิก)

เดโมแทร็กส์

ในอัลบั้มชุดนั้น มีเพลง “นรกในใจ (มึงก็เลว กูก็เลว)” ของ “เอ๋ อีโบล่า” ซึ่งผมชอบชื่อเพลงมาก แต่ตัวเพลงกลับไม่ต้องตรงกับรสนิยมของตนเองสักเท่าไหร่

ตอนหยิบซีดีไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ มีพี่พนักงานคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้นว่า นี่น้อง พี่เอ๋เค้าทำงานที่นี่ด้วยนะ ถ้าแกมาเห็นคนซื้อซีดีชุดนี้ คงดีใจแย่

น่าเสียดายที่ตอนนั้น เอ๋ อีโบล่า ไม่อยู่ในร้าน ผมจึงอดได้ลายเซ็นของแกไปตามระเบียบ

4.

แม้อัลบั้มของวง “พราว” จะออกวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2538 แต่ผมเพิ่งมาฟังงานของพวกเขาอย่างจริงจังตอนประมาณปี 2540 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านกระทู้ที่เขียนถึงพราว ในห้องเฉลิมไทย เว็บไซต์พันทิป

ผมไปตามหาแผ่นซีดีของพราวจาก Tower Records (ไม่แน่ใจว่าสาขาไหนบ้าง) และแน่นอนว่าไม่ผิดหวัง

เธอคือความฝัน music box

เมื่อผมได้มาทั้งซีดีอัลบั้มเต็ม และซีดีแผ่นอีพี “เธอคือความฝัน” เวอร์ชั่นมิวสิค บ็อกซ์

5.

ตอน ม.4 (อีกแล้ว) น่าจะประมาณเทอมสอง ผมไปเดิน Tower Records สาขาปิ่นเกล้า กับเพื่อนชื่อเบนซ์ แล้วอยู่ดีๆ ก็เจอเพื่อนเก่าตอน ม.1 ชื่อต้น ซึ่งไปเรียนต่อที่อังกฤษ หลังจบ ม.3

ผมกับต้นเคยต่อยกัน แต่ก็เป็นกัลยาณมิตรกันในเรื่องเพลง

ครั้งหนึ่ง ตอน ม.1 มันเคยร้องเพลงจากอัลบั้มชุดแรกๆ ของใหม่ เจริญปุระ แล้วโกหกผมว่าเป็นเพลงของวง “คาซอย”

คาซอย

สุดท้าย ผมก็ซื้อเทปของคาซอยมาจริงๆ (ไม่ได้ซื้อจาก Tower Records) ไม่ใช่เพราะเพลงของใหม่ ที่ไอ้ต้นร้องให้ผมฟังหรอก แต่เป็นเพราะผมชอบเพลง “คาซอย” และ “เด็กซอยสนิท” มากกว่า

นอกจากนี้ ผมกับต้นยังเป็นแฟนตัวยงของ “โมเดิร์นด็อก” ตอนออกอัลบั้มชุดแรก และ “บอย โกสิยพงษ์” ตอนออกอีพี “รักคุณเข้าแล้ว”

จำได้ว่า ต้นเป็นคนแนะนำให้ผมลองไปฟังเพลง “เธอ” ของโมเดิร์นด็อก ในช่วงที่ผมยังคงบ้าคลั่งอยู่แค่ “ก่อน” “บุษบา” และ “กะลา”

ส่วนตอน ม.2 ผมก็เป็นคนไปแจ้งข่าวให้มันรู้ว่า อัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ออกวางจำหน่ายแล้ว (แม้เราจะอยู่คนละห้องกัน)

TNT red

อีกเรื่องที่อยู่ในความทรงจำ คือ ตอน ม.2 เมื่อ “ธรรพ์ณธร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา” ออกมินิอัลบั้ม ซึ่งมีเพลงขายคือ “ร่ำลา” ผมกับต้นต่างชื่นชอบงานชุดนั้นเป็นอย่างมาก

TNT blue

แต่พอธรรพ์ณธรออกอัลบั้มเต็มชุดแรกตอนเราเรียน ม.3 ผมกับต้นกลับมีความเห็นสวนทางกัน คือ ผมยังชอบงานอัลบั้มเต็มอยู่ ทว่า ต้นกลับไม่ชอบอัลบั้มชุดนั้นเอาเลย เพราะมันมีเพลงช้าเพราะๆ น้อยเกินไป ตามความเห็นของเขา

6.

พูดถึงเพลงต่างประเทศบ้าง อัลบั้มเพลงภาษาต่างประเทศที่ผมประทับใจ ซึ่งซื้อมาจาก Tower Records ไม่สาขาดิ เอ็มโพเรียม ก็แถวๆ สยามฯ (จริงๆ แล้ว น่าจะเป็นยุค CD Warehouse มากกว่า) ก็คือ “Todd Rundgren: The Definitive Rock Collection” และ “Initials S.G.” ของ “Serge Gainsbourg”

todd

sg

เพราะเป็นอัลบั้มที่ยังคงหยิบมาเปิดฟังได้อยู่บ่อยๆ (แม้ในยุค iTunes ก็ยังดาวน์โหลดงานสองชุดนี้มาฟังอยู่ดี)

7.

สมัยเรียนมัธยมฯ ผมชอบแว้บไป Tower Records/CD Warehouse สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เพราะไม่ไกลจากโรงเรียน แถมเวลาเรียนพิเศษเสาร์-อาทิตย์ โรงเรียนกวดวิชาก็ดันตั้งอยู่ใกล้ๆ เซ็นปิ่น เสียอีก

แต่พอเรียนมหาวิทยาลัยและปริญญาโท แม้จะเรียนอยู่แถวสนามหลวง แต่ผมกลับชอบขับรถและนั่งรถไฟฟ้าไปเดินดูซีดีที่ Tower Records/CD Warehouse สาขาดิ เอ็มโพเรียม, เวิร์ลด์เทรด เซ็นเตอร์, สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ (เข้าใจว่าสองอันหลัง คือ สาขาเดียวกัน แต่มีการโยกย้ายที่ตั้ง?)

ซึ่งบ่อยครั้ง ก็ไม่ได้ซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับมา แต่เป็นการไปยืนทดลองฟังเพลง (หลายครั้ง หูฟังหรือเครื่องเล่นซีดีก็เสีย) หรือดูนั่นดูนี่เฉยๆ

8.

เคยเจอ “โอ๋ ภัคจีรา” ที่สาขาดิ เอ็มโพเรียม เธอ “สวย สูง สว่าง” กว่าตอนอยู่ในจอทีวีมาก

9.

ในช่วงท้ายๆ ก่อนเลิกกิจการ CD Warehouse สาขาดิ เอ็มโพเรียม มีนโยบายรับซื้อซีดีเก่าจากลูกค้า

ผมเองก็เคยหอบซีดีเป็นสิบแผ่นไปขาย โดยหนึ่งในซีดีที่ถูกนำไปเลหลัง ก็ได้แก่ อัลบั้มชุด “ออกไปข้างนอก” ของ “เพนกวิน วิลล่า” เพราะผมรู้สึกว่าเสียงร้องมันง้องแง้งน่ารำคาญยังไงก็ไม่รู้

ออกไปข้างนอก

ครั้นพอมีเพลงของเพนกวิน วิลล่า ปรากฏอยู่ในหนังอภิชาติพงศ์ ครั้นพอได้ฟัง “กลับไปที่โลก” เวอร์ชั่น “เก่ง ธชย”

ผมก็เริ่มมารู้สึกนึกเสียดายย้อนหลัง ที่เผลอนำเอาอัลบั้มชุดนี้ไปขาย แต่จะทำยังไงได้ ก็มันถูกเลหลังไปแล้วนี่

อย่างไรก็ดี ผมนำซีดีใช้แล้วไปขายให้ CD Warehouse แค่ครั้งเดียว เพราะ หนึ่ง จำนวนเงินตอบแทนที่ได้กลับคืนมา ไม่มากเท่าที่ควร และ สอง พอมีเวลาจะรวบรวมซีดีไปขายอีกครั้ง ร้านก็ปิดกิจการเสียแล้ว

10.

ครั้งล่าสุด ที่ได้เยี่ยมเยือน Tower Records ก็คือ เมื่อปีที่แล้ว ตอนไปเที่ยวโอซาก้า

somthinganything

ทำให้ผมได้แผ่นเสียงไวนิลอัลบั้ม “Something/Anything?” ของ “Todd Rundgren” (ผลิตใหม่) มาหนึ่งชุด

11.

อย่างไรก็ตาม ร้านเทป/ซีดีขนาดใหญ่ครบวงจรร้านแรกในชีวิตผม ไม่น่าจะใช่ Tower Records แต่เป็นร้านเทปของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม ช่วงกลางๆ ทศวรรษ 2530 มากกว่า

จำได้ว่านักวิจารณ์เพลงชื่อดังในยุคนั้น อย่าง “ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา” เคยเขียนในคอลัมน์หรือเคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อกระดาษ/สื่อทีวี? ว่า ร้านเทปที่ดีที่สุด คือ ร้านเทปของเซ็นทรัล ชิดชม

ตอนอายุ 11 ขวบ ผมไปเดินหาซื้อเทปของ “Bryan Adams” ชุดที่ภาพหน้าปกเป็นรูปเขาถือโทรโข่ง (ซึ่งคล้ายคลึงกับหน้าปกอัลบั้มชุดหนึ่งของบิลลี่ โอแกน ในเวลาต่อมา) เพราะชอบเพลง “(Everything I Do) I Do It For You” จากหนังเรื่อง “Robin Hood: Prince of Thieves”

bryan adams

ภาพที่จำได้คือ พนักงานขายรูปร่างอ้วนใหญ่คนหนึ่ง ทำทียิ้มเยาะและหันไปหัวเราะเบาๆ กับเพื่อนพนักงานข้างกาย เมื่อเด็กอย่างผมเข้าไปพูดจาสอบถามประมาณว่า “มีเทปไบรอัน อดัมส์ ชุดที่ถือโทรโข่งตรงหน้าปกมั้ยครับ?”

แต่ท้ายสุด เขาก็ต้องหยิบเทปชุดนั้นมาให้ผม

ต่อมา เกิดเหตุไฟไหม้ห้างเซ็นทรัล ชิดลม ตามความรู้สึกส่วนตัว หลังจากนั้น ร้านเทป/ซีดีของห้างเซ็นทรัล ทุกสาขา ก็ไม่เคยมีคุณภาพดีเทียบเท่ากับร้านเทปที่ชิดลม สมัยก่อนไฟไหม้ อีกเลย (แม้กระทั่งในยุคเริ่มต้นของ B2S)

ระหว่างเซ็นทรัล ชิดลม ปิดซ่อม ผมก็บังเอิญไปเดินเจอคุณพี่พนักงานอ้วนใหญ่ ที่ร้านเทปของห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า (ถ้าจำไม่ผิด ขณะนั้น ดำเนินการโดยบริษัทเอ็มจีเอ ในเครือแกรมมี่)

ผมจึงทักเขาว่า อ้าว พี่ย้ายมาจากชิดลมใช่มั้ยครับ ซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบรับ และแสดงสีหน้าเศร้าๆ แทนคำพูด

ผมส่งเสียงหัวเราะเบาๆ แล้วเดินจากมา (ย้อนคิดดูอีกที ตอนนั้น เราก็นิสัยเลวจริงๆ)

 

ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง

เปิดโผผู้เข้าชิง “สีสัน อะวอร์ดส์” 2558 ไร้รางวัล “ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม”

รายชื่อผู้เข้ารอบสุดท้าย “สีสัน อะวอร์ดส์” ครั้งที่ 27 ประจำปี 2558

ธีร์ โรบิน
ธีร์ ไชยเดช

ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม

ชลาทิศ ตันติวุฒิ จากอัลบั้ม “9 (ในที่สุด)”
พีระพัฒน์ เถรว่อง จากอัลบั้ม b3
ทศพร อาชวานันทกุล (ซิน) จากอัลบั้ม Melancholy
ธีร์ ไชยเดช จากอัลบั้ม Robin

25hours-momandpopshop
25 อาวเออร์ส

ศิลปินคู่หรือกลุ่มยอดเยี่ยม

สเลอร์ จากอัลบั้ม B
25 อาวเออร์ส จากอัลบั้ม Mom & Pop Shop
เครสเซนโด จากอัลบั้ม “อัตตวิถี”
สมเกียรติ จากอัลบั้ม _Sara
เดอะ เยอร์ส จากอัลบั้ม You

สมเกียรติ
สมเกียรติ

ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม

บลูส์รีรัมย์ แบนด์ จากอัลบั้ม Blues-riram
โซลิจูด อิส บลิสส์ จากอัลบั้ม Her Social Anxiety
สมเกียรติ จากอัลบั้ม _Sara
เคาน์เตอร์คล็อคไวส์ จากอัลบั้ม Carry On
มัชฌิมา จากอัลบั้ม Mat Chi Maa

เครสเซนโด้
เครสเซนโด

อัลบั้มยอดเยี่ยม

b3, พีระพัฒน์ เถรว่อง
Melancholy, ทศพร อาชวานันทกุล (ซิน)
Robin, ธีร์ ไชยเดช
Mom & Pop Shop, 25 อาวเออร์ส
“อัตตวิถี”, เครสเซนโด

ซิน melancholy
ทศพร อาชวานันทกุล (ซิน)

โปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม

มณฑล จิรา และ 25 อาวเออร์ส จากอัลบั้ม Mom & Pop Shop, ศิลปิน : 25 อาวเออร์ส
แมนลักษณ์ ทุมกานนท์ และ ทศพร อาชวานันทกุล จากอัลบั้ม Melancholy, ศิลปิน : ทศพร อาชวานันทกุล (ซิน)
รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์, บัญชา เธียรกฤต และ จักรพันธ์ บุณยะมัต จากอัลบั้ม B, ศิลปิน : สเลอร์
ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์ และ ดนัย ธงสินธุศักดิ์ จากอัลบั้ม You, ศิลปิน : เดอะ เยอร์ส
รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ และ สมเกียรติ จากอัลบั้ม _Sara, ศิลปิน : สมเกียรติ

บี 3
พีระพัฒน์ เถรว่อง

เพลงยอดเยี่ยม

“Goodbye” (คำร้อง/ทำนอง/ศิลปิน : ทศพร อาชวานันทกุล (ซิน))
“ไม่ต้องรักก็ได้” (คำร้อง/ทำนอง/ศิลปิน : ยุวบูรณ์ ถุงสุวรรณ (อาบู))
“ทิ้งมันไป” (คำร้อง/ทำนอง : อภิชา สุขแสงเพ็ชร, ศิลปิน : พีระพัฒน์ เถรว่อง)
“เรื่องธรรมดา” (คำร้อง/ทำนอง/ศิลปิน : ธีร์ ไชยเดช)
“แล้วแต่” (คำร้อง/ทำนอง : นรเทพ มาแสง / ศิลปิน : เครสเซนโด)
“แม้เราต้องจากกัน (เปียโน)” (คำร้อง/ทำนอง/ศิลปิน : เสกสรรค์ ศุขพิมาย)

The_Yers_You_500x600
เดอะ เยอร์ส

เพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม

“TV” (คำร้อง/ทำนอง/เรียบเรียง/ศิลปิน : ธีร์ ไชยเดช)
“นะ” (คำร้อง : ลินา ลีนุตพงษ์ / ทำนอง/เรียบเรียง : พีระพัฒน์ เถรว่อง / ศิลปิน : พีระพัฒน์ เถรว่อง)
“สุขาอยู่หนใด” (คำร้อง/ทำนอง : สมพล รุ่งพาณิชย์ / เรียบเรียง : 25 อาวเออร์ส / ศิลปิน : 25 อาวเออร์ส)
“ช่างมัน” (คำร้อง/ทำนอง/เรียบเรียง/ศิลปิน : สมเกียรติ)
“ยิ่งกว่าผลลัพธ์” (คำร้อง : เขมวัฒน์ เริงธรรม / ทำนอง : ชินพัฒน์ หงส์อัมพร / เรียบเรียง : เครสเซนโด / ศิลปิน : เครสเซนโด)
“ความลับของเงา” (คำร้อง/ทำนอง : ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์ / เรียบเรียง : เดอะ เยอร์ส / ศิลปิน : เดอะ เยอร์ส)

slur b
สเลอร์

เพลงร็อคยอดเยี่ยม

“Sentences คำเหล่านั้นที่ทำให้ฉันสุขใจ” (คำร้อง : จักรพันธ์ บุณยะมัต /ทำนอง : สเลอร์ / ศิลปิน : สเลอร์)
“ไม่มีวันธรรมดา” (คำร้อง/ทำนอง/ศิลปิน : มัชฌิมา)
“ติดเชื้อ” (คำร้อง/ทำนอง/ศิลปิน : สตั๊บบอร์น)
“คืนที่ฟ้าสว่าง” (คำร้อง : ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์, ประภพ ชมถาวร และ เชาวเลข สร่างทุกข์ / ทำนอง : ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์ ศิลปิน : เดอะ เยอร์ส)
“ระบายกับเสียงเพรียก” (คำร้อง/ทำนอง/ศิลปิน : โซลิจูด อิส บลิสส์)
“อยู่ตลอดไป” (คำร้อง/ทำนอง/ศิลปิน : เสกสรรค์ ศุขพิมาย)

สีสัน 27

เพลงบรรเลงยอดเยี่ยม

“Mysteriously Awake”, อินสไปเรทีฟ
“Natural Order”, ฟังค์ชั่น
“Youth”, อาร์ม ไวยนิยา
“Kingdom Come”, อรรถพงศ์ บุญเสริมทรัพย์
“Empty”, ธีร์ ไชยเดช

 

“สีสัน อะวอร์ดส์” จะประกาศผลและมอบรางวัลในวันอังคารที่ 29 มีนาคม 2559

ที่โรงแรมสวิสโฮเท็ล เลอ คองคอร์ด ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

ขอบคุณข้อมูลจากเพจ Season Awards

 

ข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ จากบล็อกคนมองหนัง

1. สีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 27 จะมีการมอบรางวัลเพียง 9 สาขา เสมือนเป็นการย้อนเวลากลับไปสู่ “สีสัน อะวอร์ดส์” ครั้งที่ 6-7-8 ประจำปี 2536, 2537 และ 2538 ขณะที่ “จุดพีคสุด” ทางด้านจำนวนสาขารางวัล เคยเกิดขึ้นในการประกาศรางวัลครั้งที่ 9 (พ.ศ.2539), ครั้งที่ 12 (พ.ศ.2542), ครั้งที่ 14 (พ.ศ.2544), ครั้งที่ 18 (พ.ศ.2548) และครั้งที่ 19 (พ.ศ.2549) ซึ่งมีการมอบรางวัลกันถึง 14 สาขา

2. สาขารางวัลที่หายไปในสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 27 หากเปรียบเทียบกับงานมอบรางวัลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็คือ ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม, อัลบั้มร็อคยอดเยี่ยม และศิลปินกลุ่มร็อคยอดเยี่ยม

3. ตลอดระยะเวลาที่นิตยสารสีสันจัดให้มีการมอบรางวัล “สีสัน อะวอร์ดส์” มา 27 ครั้ง มีเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น ที่ไม่มีการมอบรางวัลในสาขา “ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม” คือ ในการมอบรางวัลครั้งที่ 3 ประจำ พ.ศ.2533 และครั้งที่ 27 ประจำ พ.ศ.2558 (ครั้งที่กำลังจะมาถึง)

4. ในการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลครั้งนี้ นักร้อง-นักแต่งเพลงอาวุโสอย่าง “ธีร์ ไชยเดช” ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากสาขาที่สุด ถึง 5 สาขา ได้แก่ ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม, อัลบั้มยอดเยี่ยม, เพลงยอดเยี่ยม, เพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม และเพลงบรรเลงยอดเยี่ยม ก่อนหน้านี้ ธีร์เคยได้รับรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ สาขา “เพลงยอดเยี่ยม” จากการแต่งคำร้องและทำนองเพลง “มากไปหรือเปล่า” ในการประกาศรางวัลครั้งที่ 15 ประจำ พ.ศ.2545

คนอ่านเพลง

“สีสัน อะวอร์ดส์” ที่เปลี่ยนไป

(มติชนสุดสัปดาห์ 6-12 มีนาคม 2558)

สีสัน

หากพูดถึงรางวัลที่มอบให้แก่ศิลปินในวงการดนตรี “ไทยสากล” แล้ว รางวัล “สีสัน อะวอร์ดส์” ที่จัดโดยนิตยสารสีสัน ถือเป็นรางวัลหนึ่ง ซึ่งดำรงอยู่มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

จากการมอบรางวัลครั้งแรก ซึ่งเป็นการประมวลผลงานเพลงที่ออกวางจำหน่ายตลอดทั้งปี พ.ศ.2531 (ยุครุ่งเรืองของคาสเส็ตเทป) มาจนถึงการมอบรางวัลครั้งที่ 25 ประจำปี พ.ศ.2555 (ยุคโรยราของซีดีเพลง)

แต่แล้ว การมอบรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 26 ประจำปี พ.ศ.2556 (ซึ่งตามปกติ ควรจัดขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ.2557) กลับถูก “เว้นวรรค” ไป

ในเดือนมีนาคม 2557 ผู้ใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า “สมาคมคนพันธุ์ร็อคแห่งประเทศไทย” ได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก “Season Awards” ว่า “รอปี 2014 (หมายถึง ผลรางวัลประจำปี พ.ศ.2556-ผู้เขียน) อย่างใจจดใจจ่อครับ”

แอดมินของเพจ Season Awards จึงได้เข้ามาโพสต์ตอบว่า “ใจเย็นนิดนะคะ รอสถานการณ์บ้านเมือง “นิ่ง” กว่านี้อีกสักหน่อย”

คล้ายกับว่า สำหรับนิตยสารสีสัน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ แล้ว สถานการณ์บ้านเมืองในช่วงที่ กปปส. ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน และบุกยึดสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้น มีความสำคัญ (หรือน่าเอาใจช่วย?) มากกว่า “งานประจำ” ที่เคยจัดให้มีขึ้นทุกปี

ราวกับว่า เมื่อถึงคราคับขัน ก็จำเป็นต้องเปิดทางให้ “เสียงนกหวีด” ดังกลบ “เสียงดนตรี” เสียอย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 เพจเฟซบุ๊ก Season Awards ได้โพสต์ข้อความว่า

“ประกาศ สำหรับศิลปินทุกท่าน

“เนื่องจากผลงานอิสระหลายชุด (อัลบั้ม) ที่ทำออกมาขาย แต่ไม่ได้มีวางขายในวงกว้าง คณะกรรมการ สีสัน อะวอร์ดส์ ไม่อยากให้ตกหล่นไป ตอนนี้ สีสัน อะวอร์ดส์ กำลังพิจารณาผลงานที่ออกในปี 2556-2557

“ถ้าศิลปินรายใดมีผลงานจะส่งไปให้พิจารณาก็ได้ ที่ “นิตยสารสีสัน 261/10 ซ.สุขุมวิท 22 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กทม. 10110″ – ด่วน!””

ที่น่ายินดีก็คือ สีสัน อะวอร์ดส์ จะกลับมาประกาศรางวัลกันอีกครั้ง โดยรวบผลงานเพลงในปี พ.ศ.2556 และ 2557 มาพิจารณาร่วมกัน แล้วมอบรางวัลไปในคราวเดียวเลย

แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้น ก็คือ ดูเหมือนคณะกรรมการรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ จะพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการคัดเลือกศิลปินเข้าชิงรางวัล ให้เข้ายุคเข้าสมัยมากยิ่งขึ้น

จากการที่คณะกรรมการจะเป็นผู้มอนิเตอร์ตลาดเพลงโดยรวม (พิจารณาจากซีดีที่ค่ายเพลงทั้งหลาย ส่งมาให้เป็นอภินันทนาการ และอาจรวมถึงการมองหาผลงานแปลกๆ ใหม่ๆ ที่ออกวางจำหน่ายตามร้านเทป-ซีดี) แล้วประกาศรายนามผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขาต่างๆ ก่อนจะประกาศผลผู้ได้รับรางวัลในท้ายที่สุด

มาเป็นการหันไปใช้กติกาแบบที่นิยมกันในแวดวงวรรณกรรม เช่น การประกวดรางวัลซีไรต์ หรือการประกวดเรื่องสั้น บทกวี นวนิยาย ส่วนใหญ่ ซึ่งระบุให้ศิลปิน/นักเขียน/สำนักพิมพ์ ผู้สร้างสรรค์ผลงาน จัดส่งงานมาให้คณะกรรมการพิจารณา

โดยที่กรรมการไม่ต้องทำงานหนักในการมอนิเตอร์ตลาดหนังสือทั้งหมด และสอดส่องงานเขียนตามสื่อสิ่งพิมพ์หลากฉบับ ด้วยตนเอง

หรือในทางกลับกัน ก็อาจแปลความได้ว่า หนังสือบางเล่มและงานเขียนบางชิ้น อาจถูกซุกซ่อนอย่างจำกัดวงอยู่ในซอกหลืบลึกลับบางแห่ง จนคณะกรรมการไม่สามารถเข้าถึงได้

ในฐานะแฟนประจำของ “สีสัน อะวอร์ดส์” (ที่ไม่ได้ซื้อนิตยสารสีสันอ่านมาหลายปีแล้ว และอาจมีความเห็นทางการเมืองไม่สอดคล้องต้องตรงกับ “เจ้าสำนักสีสัน” มากนัก) ผมอยากจะลองวิเคราะห์เล่นๆ อย่างลวกๆ ว่า การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับรูปแบบการพิจารณารางวัลสีสันฯ นั้นสะท้อนให้เห็นถึงอุตสาหกรรมเพลงไทยในยุคปัจจุบันอย่างไรบ้าง?

ประการแรก คำประกาศเชิญชวนศิลปินให้ส่งผลงานมายังคณะกรรมการ บ่งบอกว่าตลาดเพลงไทยเปลี่ยนแปลงไปเยอะทีเดียว

ไม่ใช่แค่ค่ายเพลง (ซึ่งเอาเข้าจริงๆ อดีตสองค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของประเทศนี้ ก็หันไปทุ่มทุนลงแข่งขันในธุรกิจโทรทัศน์กันหมดแล้ว) ส่งซีดีอภินันทนาการมาให้นิตยสารสีสัน พิจารณาและเขียนวิจารณ์ลดน้อยลง

แต่ยังเป็นที่ประจักษ์ชัดมาหลายปีแล้วว่า “ซีดีเพลง” ที่อยู่ในตลาด ถูกผลิตในจำนวนน้อยลง มีความหลากหลายน้อยลง และมีผู้บริโภคน้อยลงด้วย จนร้านขายดีวีดีหนัง-ซีดีเพลง หลายต่อหลายแห่งในห้างสรรพสินค้า ต้องทยอยปิดตัวลง หรือร้านใหญ่ๆ หลายร้าน ก็ต้องหันไปวางขายสินค้าชนิดอื่นๆ พ่วงด้วย อาทิ จักรยาน และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นต้น

สามารถกล่าวได้ว่า ซีดีเพลงไม่อาจถูกนับเป็น “ผลิตภัณฑ์มวลชน” อีกต่อไป เพราะในยุคนี้ มันไม่ใช่สินค้าที่ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อครอบคลุมท้องตลาดอันไพศาล ทั้งยังไม่ใช่สินค้าทั่วไป ที่ใครๆ ต่างก็เข้าถึง (และต้องการจะเข้าถึง) อีกแล้ว

ทว่า ซีดีเพลงกลับมีแนวโน้มจะกลายเป็นสินค้าใน “ตลาดเฉพาะ” ดังที่หนังสือเป็นมาแล้วหลายปี แถมยังเป็นสินค้าในตลาดเฉพาะที่แลดูแห้งเหี่ยว รอวันตาย ผิดกับสินค้าในตลาดเดียวกันบางชนิด ซึ่งกลับมามีชีวิตชีวาในหมู่คนวงเล็กๆ เช่น แผ่นไวนิล

เมื่อตลาดเพลงเปลี่ยน รูปแบบการพิจารณารางวัลก็จำเป็นเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเป็นธรรมดา และอาจมีปัญหาท้าทายข้อใหม่ๆ เกิดขึ้น

เดิมที คณะกรรมการสีสัน อะวอร์ดส์ ต้องทำหน้าที่มอนิเตอร์ตลาดเพลงโดยรวม แล้วประมวลลักษณะโดดเด่นของตลาดในแต่ละปีออกมา ผ่านการมอบรางวัลให้แก่ศิลปินรายต่างๆ

คำถามที่คณะกรรมการสีสัน อะวอร์ดส์ ในยุคนั้น ต้องเผชิญ ก็คือ แน่ใจได้อย่างไรว่าบรรดากรรมการ ซึ่งทำหน้าที่คัดเลือกผู้เข้าชิงรางวัล และประกาศผู้ได้รับรางวัล จะสามารถมอนิเตอร์ตลาดเพลงที่กว้างขวางหลากหลาย ได้ครบถ้วนทั้งหมด

โดยเฉพาะในยุคค่ายเพลงอินดี้เฟื่องฟูระหว่างปลายทศวรรษ 2530 ถึงต้นทศวรรษ 2540 หรือยุคที่แฟต เรดิโอ ได้รับความนิยมจากบรรดา “เด็กแนว” จำนวนไม่น้อย

แต่สำหรับในกติการูปแบบใหม่ ที่เปิดช่องให้ศิลปินส่งผลงาน ซึ่งคณะกรรมการ “เข้าไม่ถึง” มาให้ผู้มอบรางวัลพิจารณา

ปัญหาที่คณะกรรมการรางวัลสีสันฯ ต้องเผชิญ ตั้งแต่ยังไม่ประกาศรายชื่อศิลปินผู้ได้เข้าชิงรางวัลก็คือ จำนวนผลงานที่จะนำมาพิจารณา มันถูกผลิตออกมาน้อยมากๆ น้อยเกินไป

น้อยจนกระทั่งผู้จัดให้มีการมอบรางวัล ก็ยังไม่แน่ใจว่า ตนเองมอนิเตอร์ตลาดเพลงไทยครบถ้วนแล้วหรือยัง? ถ้าครบแล้ว ทำไมมันจึงมีงานถูกผลิตออกมาน้อยขนาดนี้?

ประการที่สอง เราจำเป็นต้องแยกแยะว่า แม้ “ซีดีเพลง” จะไม่ได้มีสถานะเป็น “ผลิตภัณฑ์มวลชน” อีกต่อไป ทว่า “เพลง” (โดยเฉพาะ “เพลงป๊อป”) ยังคงมีสถานะเป็น “วัฒนธรรมมวลชน” อยู่

พูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ถึงแม้ซีดีเพลงจะขายไม่ได้แล้ว แต่นั่นมิได้หมายความว่า ความนิยมฟังเพลงในหมู่ชนจะลดน้อยถดถอยลงไป

วัยรุ่นคนหนุ่มคนสาวในปัจจุบัน ก็ยังคงฟังเพลงที่ต้องตรงกับรสนิยมแห่งยุคสมัยของพวกเขา

คำถามจึงมีอยู่ว่า แล้วพวกเขาฟังเพลงกันผ่าน “สื่อกลาง” ประเภทใด?

ซึ่งหลายคนก็คงตระหนักได้ว่า คนในยุคปัจจุบันนั้นบริโภคเพลง ผ่านระบบดาวน์โหลด หรือระบบสตรีมมิ่ง ในอินเตอร์เน็ต เป็นหลัก

หรืออาจกล่าวได้ว่า สำหรับพวกเขาแล้ว ดนตรีมีสถานะเป็น “อวัตถุ” มากยิ่งขึ้น สอดคล้องไปกับวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่มีแนวโน้มจะโยน “ข้อมูล” แทบทุกอย่าง ไปเก็บไว้ในอากาศ

ที่น่าตลกร้าย ก็คือ ในเพจเฟซบุ๊ก “Season Magazine” ซึ่งแยกออกจากเพจรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ได้ระบุข้อความเพิ่มเติมไปด้วยว่า นอกจากคณะกรรมการรางวัลสีสันฯ จะเปิดโอกาสให้ศิลปินส่งผลงานดนตรีมาให้กรรมการพิจารณาแล้ว ผลงานที่ส่งเข้ามายังต้องเป็นเพลงซึ่งถูกบันทึกลงใน “แผ่นซีดี” ไม่ใช่เพลงที่เผยแพร่ผ่านระบบดาวน์โหลด ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกัน

ดังคำอธิบายว่า “ขอเป็นผลงานที่ทำออกมาวางจำหน่ายในรูปแบบซีดีเท่านั้น เนื่องจากคณะกรรมการไม่สามารถไล่ตามซิงเกิลที่ปล่อยให้ดาวน์โหลดกันได้ทัน (ฮา)”

ข้อกำหนดดังกล่าว อาจกลายเป็นข้อจำกัดของสีสัน อะวอร์ดส์ เอง และอาจส่งผลให้มีผู้ตั้งคำถามได้ว่า ผลรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่กำลังจะมีขึ้นนั้น สามารถประมวลภาพรวมของวงการเพลงไทยสากลในระหว่างปี พ.ศ.2556-2557 ได้อย่างรอบด้าน ครอบคลุม เพียงใด?

ในเมื่อคณะกรรมการยังยึดติดกับวิถีการบริโภคดนตรีรูปแบบเดิมๆ ซึ่งดูคล้ายจะ “ตกยุค” ไปเรียบร้อยแล้ว หากพิจารณาจากบริบทของสังคมไทยร่วมสมัย

อย่างไรก็ดี การกลับมาของ “สีสัน อะวอร์ดส์” ยังถือเป็นเรื่องน่ายินดีมากกว่ายินร้าย

เพราะอย่างน้อย การหวนคืนมาทำงานในแวดวงที่ตนเองเคยมีความเจนจัดอยู่บ้าง ก็ยังนับเป็นสิ่งดี ยิ่งกว่าการไปเที่ยวมีวิวาทะกับผู้เห็นต่างทางการเมือง แล้วน็อตหลุด จนพาลพาดพิงถึงประเด็น “กระหายเลือด”

ใช่ไหมครับ “น้า”