คนมองหนัง

“รอยแหว่งวิ่น” ใน “นคร-สวรรค์”

หนึ่ง

 

ในแง่กระบวนการ-วิธีการ ความเป็นภาพยนตร์ “สารคดีผสมเรื่องแต่ง” ของ “นคร-สวรรค์” มิได้แปลกใหม่กว่าหนังอินดี้ไทยร่วมสมัยจำนวนหนึ่งแน่ๆ

เช่น เมื่อ 5 ปีก่อน ภาพยนตร์เรื่อง “Mother” ของ “วรกร ฤทัยวาณิชกุล” (ปัจจุบัน เป็นสมาชิกและผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่) ก็บอกเล่าปัญหาชีวิตครอบครัวของผู้กำกับด้วยกระบวนท่า “กึ่งสารคดีกึ่งเรื่องแต่ง” คล้ายคลึงกัน

ทว่า “นคร-สวรรค์” นั้นมีเสน่ห์เฉพาะในแบบฉบับของตัวเอง

หนังเล่าเรื่องราวคู่ขนาน ระหว่างเนื้อหาส่วนสารคดีที่ “โรส” (พวงสร้อย) บันทึกปฏิสัมพันธ์ของตัวเธอเองกับพ่อและแม่ (ซึ่งกำลังป่วยหนัก) กับเนื้อหาส่วนเรื่องแต่ง ว่าด้วยการเดินทางไปลอยอังคารแม่ที่จังหวัดนครสวรรค์ของตัวละครหญิงอีกรายชื่อ “เอย”

“นคร-สวรรค์” อาจมีความใกล้เคียงกับ “Mother” ของวรกร แต่ขณะที่ผลงานชิ้นหลังมีรอยแบ่งแยกชัดเจนระหว่าง “สารคดี” กับ “เรื่องแต่ง” ผ่านกลวิธีการนำเสนอ องค์ประกอบทั้งสองขั้วในผลงานของพวงสร้อยกลับดำรงอยู่อย่างคลุมเครือ-พร่าเลือน และต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

แม้องค์ประกอบที่เป็น “สารคดี” (จริงๆ สามารถเรียกว่า “หนังบ้าน” หรือ “home movie” ได้ด้วยซ้ำ) กับ “เรื่องแต่ง” ใน “นคร-สวรรค์” จะไม่ได้ประกบเข้าหากันชนิดลงล็อกเป๊ะๆ หรือนวลเนียนไร้ตะเข็บรอยต่อเสียทีเดียว

ขณะเดียวกัน ภาวะที่ทั้งยั่วล้อ, แปลกแยก และผสมกลมกลืนกันระหว่างสององค์ประกอบดังกล่าวก็มิได้แปรสภาพกลายเป็นอาการชวนเหวอ-ดูไม่รู้เรื่อง ที่อาจทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าคนทำหนังมีความ “หนักมือ” จนเกินไป

สอง

นคร สวรรค์ 1

“นคร-สวรรค์” ให้ความสำคัญแก่ “บันทึกความทรงจำ” หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภาพเคลื่อนไหว (หนังและวิดีโอ), การจดบันทึกข้อความลงสมุด, ภาพนิ่ง (ฟิล์มและดิจิตอล) ตลอดจนไฟล์เสียงสนทนาระหว่างบุคคล

แต่ “บันทึกความทรงจำ” ที่ถูกนำมาเรียงร้อยกันเหล่านั้น ก็เต็มไปด้วย “รอยแหว่งวิ่น” และ “ช่องว่าง” (หรือ “-” ) นานัปการ

นี่เป็น “รอยแหว่งวิ่น-ช่องว่าง” ที่จำเป็นต้องมีอยู่ เมื่อผู้กำกับฯ เลือกนำเรื่องราวชีวิต (หรือบาดแผล) ส่วนตัว/ครอบครัว มาถ่ายทอดให้สาธารณชนได้รับชม

ไม่รวมถึงข้อจำกัดอื่นๆ เช่น การต้องเดินทางไปมา/ความห่างไกลระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนีในช่วงถ่ายทำสารคดี

ด้านหนึ่ง “รูโหว่” ที่ปรากฏตามรายทาง ก็สร้างความคาใจให้แก่คนดู ซึ่งไม่อาจรับรู้ได้หรอกว่าบรรดาอารมณ์อ้างว้างเคว้งคว้างที่ล่องลอยภายในหนังเรื่องนี้ จะกลายเป็น “ความเศร้า” ชั่วครั้งคราว หรือ “ความเสียใจ” ที่ดำรงอยู่ไปตลอดกาล

อีกด้านหนึ่ง นั่นก็ถือเป็น “ภาวะเปิดกว้าง” ต่อการตีความ ที่คนทำหนังคล้ายจะจงใจละเอาไว้ให้ผู้ชมได้ลองค้นคว้าคิดหาคำตอบอันหลากหลาย และพยายามแทนที่ชีวิตจริง/ชีวิตสมมุติของบุคคลต่างๆ ในภาพยนตร์ ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง

โดยส่วนตัว ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ ผมแอบตั้งคำถามว่าสายสัมพันธ์ลึกๆ ระหว่าง “พ่อ” กับ “แม่” ไม่ว่าจะในเนื้อหาส่วนสารคดีหรือเรื่องแต่งนั้น เป็นอย่างไรกันแน่? (แตกร้าว?, ลงรอย? หรือให้อภัยกัน?)

ผมชอบอารมณ์ครึ่งกลางค้างคาที่ปกคลุมตัวละครอย่าง “เอย” กับเพื่อนชายของเธอ ในฉากห้องพักโรงแรม ซึ่งค่อยๆ ระเหยหายคลี่คลายไปโดยปราศจากคำเฉลยชัดเจนใดๆ

เช่นเดียวกับรายละเอียดเล็กๆ บางประการที่ไม่สำคัญนัก แต่มีอารมณ์ขันดี อาทิ เมื่อ “ป้าของเอย” ระบายความโศกเศร้าในใจให้หมอนวดชายคนสนิทรับฟัง พร้อมทั้งฝากปลาเผาจากสิงห์บุรีไปให้ลูกชายของเขา ฉากต่อมา หนังก็พาคนดูไปติดตามชมพฤติกรรมของชายคนหนึ่ง ซึ่งเรามิอาจรู้ชัดว่าเขาคือใคร? (และไม่แน่ใจว่าตำแหน่งแห่งที่ของเขาอยู่ในสารคดีหรือเรื่องแต่ง?)

ชายคนนั้นขี่มอเตอร์ไซค์ไปตกปลาริมคลอง ก่อนจะหมดบทบาทลงอย่างสงบเงียบ

สาม

นคร สวรรค์ 2

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “เอิงเอย ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” ผู้รับบท “เอย” นั้นฝากฝีมือที่น่าประทับใจเป็นพิเศษไว้ใน “นคร-สวรรค์”

จากที่มีแววดีเมื่อครั้งแสดงหนังยาวเรื่องแรก คือ “โรงแรมต่างดาว” ของ “ปราบดา หยุ่น” มาถึง “นคร-สวรรค์” เอิงเอยมีซีนน่าจดจำจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะซีนบีบคั้น-ปลดปล่อยอารมณ์ในห้องพักโรงแรม

ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมปัจจัยอื่นๆ เช่น “รอยสักอันเรียบง่ายแต่โดดเด่นบนแผ่นหลัง” ซึ่งขับเน้นให้เรือนร่างของเอิงเอยมีเสน่ห์/เอกลักษณ์ที่แตกต่างไปจากนางเอกไทยส่วนใหญ่ และอาจบอกเป็นนัยว่าตัวละคร “เอย” นั้นมีริ้วรอย/รอยแยกบางประการในชีวิต

ด้วยทักษะการแสดงและออร่าส่วนบุคคล คงไม่ใช่เรื่องยากที่ “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” จะค่อยๆ ขยับขับเคลื่อนตนเอง จากสถานะ “นางเอกของวงการหนังอินดี้ไทยยุคใหม่” ไปสู่การเป็น “ดาราคนสำคัญ” ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในทศวรรษ 2560

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกถึง #BKKY

หนึ่ง

โอเค ในแง่ความเป็นหนึ่งสารคดีกึ่งฟิคชั่น มันอาจไม่ได้เข้มข้นละเอียดลออน่าตื่นเต้นถึงขีดสุด หากวัดกันในแง่คุณภาพ หนังเรื่องนี้ยังเข้มข้นน้อยกว่า “หมอนรถไฟ” รวมทั้งงานอย่าง “ดอกฟ้าในมือมาร” หรือหนังเรื่องอื่นๆ ที่เล่นกับประเด็นพรมแดนอันพร่าเลือนระหว่างหนังสารคดีกับหนังฟิคชั่นของอภิชาติพงศ์ (ซึ่ง “#BKKY” น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาไม่น้อย)

แต่อีกจุดหนึ่ง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ก็คือ นนทวัฒน์ นำเบญจพล สามารถ “เล่าเรื่อง” ของหนังเรื่องนี้ได้สนุกสนานเพลิดเพลินทีเดียว และ (อาจจะ) เป็นมิตรกับคนดูในวงกว้างได้มากพอสมควร

สอง

bkky 3

หนังเล่าเรื่องราวในพาร์ทสารคดีที่สัมภาษณ์เด็กวัยรุ่นจำนวนมากในกรุงเทพฯ ว่าด้วยเรื่องการเรียน ความรัก ความฝัน ความสัมพันธ์กับครอบครัว เพศสภาพ ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมในสถานศึกษา มุมมองคนนอก/คนใน และการเติบโต คลอเคียงไปกับพาร์ทฟิคชั่น ที่หยิบยก/เลือกสรรเอาทัศนคติ-การมองโลก-การเผชิญหน้ากับปัญหาของเหล่าวัยรุ่นในพาร์ทสารคดี มาทำให้เป็นเรื่องแต่ง

โดยส่วนตัว (อย่างที่บอกไปในข้อแรก) ผมรู้สึกสนุกเพลิดเพลินกับทั้งสองส่วน แบบดูไป หัวเราะไป อมยิ้มไป อินไป และไม่ได้ติดขัดอะไรกับตัวหนังมากนัก

กระทั่งหนังมาปิดฉากลงตรงนาทีที่ 75 นั่นแหละ ผมถึงเริ่มรู้สึกว่า เออ! จริงๆ หนังเรื่องนี้มันสั้นไปนะ และใช้สอยดอกผลงดงามจากพาร์ทสารคดีน้อยไปหน่อย

(ตอนที่ชื่อ “นนทวัฒน์” ในฐานะผู้เล่าเรื่อง ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในตอนท้าย ผมยังนึกว่านั่นคือ “ลูกเล่น” ที่จะเชื่อมโยงไปยัง “เรื่องเล่า” อื่นๆ หลังจาก “เรื่องรักของโจโจ้” คลี่คลายตัวเองลง)

ผมคิดว่า ต่อให้หนังขยายยาวไปถึง 120-140 นาที ความสนุกเพลิดเพลินของมันก็ยังน่าจะคงอยู่ และน่าจะฉายภาพของวัยรุ่นกรุงเทพฯ ได้สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

สาม

bkky 1

จุดที่ชอบมากๆ ในหนัง คือ ทัศนคติเรื่องเพศของน้องๆ ในพาร์ทสารคดี ซึ่งต้องขอสารภาพในฐานะคนวัยครึ่งหลังสามสิบว่า ผมไม่เคยตระหนักมาก่อนว่าความคิดเรื่องเพศสภาพของเด็กวัยรุ่นไทย/กรุงเทพฯ เดินทางไปไกลกันขนาดนี้แล้ว เพราะสำหรับหลายๆ คน เพศสภาพ ไม่ใช่แค่การแบ่งชาย-หญิง-LGBT อะไรด้วยซ้ำ แต่หมายถึงสภาวะอันเลื่อนไหลจนยากจะจัดแบ่งประเภทหรือหมวดหมู่ใดๆ

อีกส่วนเล็กๆ ที่ผมชอบ ได้แก่ ฉากในพาร์ทฟิคชั่น ที่ “โจโจ้” กับ “คิว” นั่งงอนกันในสวนสาธารณะ ขณะที่คนอื่นยืนเคารพธงชาติกันตอนหกโมงเย็น ซึ่งให้อารมณ์ผสมปนเปดี คือ มีทั้งอาการเพิกเฉย แต่ก็ไม่ถึงกับแข็งขืน ท้าทาย ขบถ ต่อปทัสถานหลักของสังคม

มันอาจถูกพิจารณาเป็นฉากที่มีความเป็นการเมืองอย่างยิ่ง หรือตรงกันข้าม มันอาจถูกตีความได้ว่า การไม่ยืนเคารพธงชาตินั้นเกิดจากอาการงอนกันของเด็กสาววัยรุ่นสองคน โดยมิได้ยึดโยงกับเป้าประสงค์ทางการเมืองใดๆ

หรือดีไม่ดี ไอ้ลักษณะเพิกเฉยโดยไร้จุดประสงค์ทางการเมืองเช่นนี้แหละ ที่อาจมีพลังกร่อนเซาะในทางการเมืองมากที่สุด

ปิดท้ายด้วยการปรากฏตัวบนจอของ “เนติวิทย์” ในหนัง ซึ่งมีนัยยะน่าสนใจดี กล่าวคือ ท่อนสัมภาษณ์เนติวิทย์ดูเหมือนจะปรากฏขึ้นแค่สองครั้ง (ไม่ได้เป็นบทสนทนาเรื่องการเมืองด้วย) และแทบไม่ได้ถูกนำไปแปรเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบเรื่องราวในพาร์ทฟิคชั่น

กล่าวอีกอย่างคือ เนติวิทย์ไม่ใช่ตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้

ด้านหนึ่ง หนังอาจกำลังชี้ให้เราเห็นว่าสังคมไทย/กรุงเทพฯ ยุคปัจจุบัน มีเยาวชนอย่างเนติวิทย์อยู่จริงๆ ทว่า เสียงของเขาอาจไม่ได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็น “พลังหลัก” หรือ “ตัวแทน” ของคนวัยเดียวกันเสมอไป

การต่อสู้ในแบบของเนติวิทย์อาจจ่อมจมลงไปในกระแสธารเชี่ยวกรากของเรื่องราว-ปัญหาชนิดอื่นๆ ที่เพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน กำลังเผชิญหน้า-ตั้งคำถามกับมันอยู่

หรือบางที เรื่องราวเหล่านั้น (ซึ่งเป็นประเด็นไลฟ์สไตล์ยิบๆ ย่อยๆ) อาจมีพลัง มีศักยภาพแฝงเร้นของมัน ไม่ต่างจากสิ่งที่เนติวิทย์สนใจและเคลื่อนไหว

สี่

bkky 2

มาถึงอีกจุดหนึ่งที่คนพูดถึงกันเยอะ คือ พาร์ทฟิคชั่นของหนัง ผมชอบและสนุกกับเรื่องราวการจีบ-การงอนกันของ “โจโจ้” กับ “คิว” (อารมณ์สนุกเพลิดเพลินกับหนังก็เกิดขึ้นจากส่วนนี้เป็นหลัก)

แต่พอตัวเรื่องถูกพัฒนาไปเรื่อยๆ ก็ต้องยอมรับว่ามันอ่อนแรงลงเล็กน้อยจริงๆ เช่น บทบาทของตัวละครพ่อโจโจ้ที่หวงลูกสาวจนไม่ให้คบผู้ชายนั้นก็ดูทื่อและเป็นละครทีวีไปหน่อย เช่นเดียวกับวงจรความรักของ “โจโจ้” ที่ผมไม่แน่ใจว่าควรจะประเมินมันอย่างไรดี

เพราะมุมหนึ่ง มันก็เป็นเหมือนเรื่องราวความสุข ความทรงจำ ความพลั้งพลาด และความผิดหวังของรักครั้งแรกๆ ในช่วงวัยรุ่น ที่ดูจริงและโอเคอยู่ ทว่า ลึกๆ มันก็คล้ายจะมีท่าทีแบบสุภาษิตสอนหญิงหรือการสำนึกบาปอะไรสักอย่างแฝงอยู่ลึกๆ

(ผมยังรู้สึกว่าถ้าเรื่องของโจโจ้คือ “เรื่องเล่า” 1 ใน 2 หรือ 1 ใน 3 เรื่อง ที่ดำรงอยู่ในพาร์ทฟิคชั่นของหนังเรื่องนี้ ปัญหาดังกล่าวอาจถูกมองเห็นได้ไม่ชัดนัก แต่พอมันกลายเป็นเรื่องราวหลักเรื่องเดียวในพาร์ทฟิคชั่น เราเลยมองเห็นข้อด้อยของมันได้ง่ายหน่อย)

ห้า

bkky 4

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมยังยืนยันอีกครั้งว่า “#BKKY” เป็นหนังสนุก (สำหรับผม ถ้านับเฉพาะหนังไทยที่ได้ดูในปีนี้ นี่น่าจะเป็นหนังที่สนุกรองลงมาจาก “ไทบ้าน เดอะ ซีรี่ส์”)

ด้วยศักยภาพในการได้รอบฉายและโรงฉายที่ค่อนข้างครอบคลุม ด้วยเนื้อหาของหนังที่ไม่หนักเกินไปและน่าจะสัมผัสใจของคนดูกลุ่มวัยรุ่นได้ไม่น้อย

ก็หวังว่าหนังเรื่องนี้จะช่วยนำพา “ภาพยนตร์สารคดี” และ “ภาพยนตร์สารคดีกึ่งเรื่องแต่ง” ให้เคลื่อนเข้าไปใกล้ชิดกับผู้ชมชาวไทยมากยิ่งขึ้น