ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“วิคกี้ ครีปส์” ว่าด้วย “The Young Karl Marx” และ “Phantom Thread”

หมายเหตุ – เมื่อสัปดาห์ก่อนไปชมภาพยนตร์เรื่อง “The Young Karl Marx” กลายเป็นว่าค่อนข้างประทับใจกับผลงานการแสดงของ “วิคกี้ ครีปส์” นักแสดงหญิงชาวลักเซมเบิร์ก ซึ่งในฐานะ “เจนนี่ มาร์กซ์” เธอมีบทบาทไม่เยอะนัก แต่กลับแฝงเร้นพลังบางอย่างเอาไว้มหาศาล

สถานภาพดังกล่าวดูจะสอดคล้องลงรอยกับอีกหนึ่งบทบาทที่สร้างชื่อให้แก่ครีปส์ในวงกว้าง นั่นก็คือ บท “อัลม่า” ใน “Phantom Thread”

เมื่อลองค้นข้อมูลดูจึงพบว่าเคยมีสื่อต่างประเทศบางสำนักชวนครีปส์คุยในประเด็นข้างต้นจริงๆ ด้วย

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับปู่ของนักแสดงหญิงรายนี้ ซึ่งเคยถูกลงโทษโดยระบอบนาซี ด้วยข้อหาครอบครองหนังสือที่เขียนโดย “คาร์ล มาร์กซ์” ไว้ในบ้าน

krieps the young karl marx

ปู่ของฉันกับ “คาร์ล มาร์กซ์”

“…คุณปู่ของฉันถูกจับเข้าค่ายกักกันตั้งแต่ยังอายุน้อยมากๆ ฉันคิดว่าน่าจะตอนเขาอายุ 21 หรือ 20 หรือน้อยกว่านั้น นั่นหมายความว่าเขายังเป็นเด็กอยู่มากๆ สาเหตุที่ทำให้เขาต้องเข้าค่ายกักกันก็เพราะ ‘คาร์ล มาร์กซ์’ เนื่องจากพวกนาซีพบหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยมาร์กซ์ในบ้านของปู่

“จริงๆ หนังสือทั้งหมดเป็นของคุณปู่ทวด ดังนั้นปู่ทวดของฉันจึงถูกตัดสินลงโทษในทันที แล้วต่อมา คุณปู่ก็ถูกนำตัวไปขึ้นศาลนาซีบ้าง พวกนั้นเห็นว่าปู่ฉันยังเด็กอยู่มากๆ พวกเขาจึงเริ่มต้นพูดด้วยข้อความทำนองว่า ‘คุณครีปส์ หนังสือที่คุณครอบครองอยู่น่ะ มันคืองานของคาร์ล มาร์กซ์ นั่นคงเป็นสิ่งที่ตกทอดมาจากพ่อของคุณใช่ไหม? มันคงเป็นหนังสือของพ่อคุณที่เหลือค้างอยู่ในตู้ของคุณเท่านั้นใช่ไหม?’

“มันเหมือนกับว่าพวกนาซีพยายามยื่นมือช่วยเหลือเพื่อให้คุณปู่ของฉันพ้นโทษ และไม่ต้องถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกัน แต่ปู่กลับแจ้งต่อศาลว่า ‘ไม่ ไม่ หนังสือพวกนั้นมันเป็นของผมเอง’

“แน่นอน สิ่งที่พวกนาซีเกลียดที่สุด ก็คือ คนที่ปฏิเสธความช่วยเหลือหรือความเห็นของพวกเขา หลังจากนั้น ปู่ของฉันจึงถูกส่งตัวเข้าค่ายกักกันในทันที

“เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุผลและจุดยึดโยงอันเข้มแข็งสำหรับฉัน แบบว่าเธอต้องไปเล่นเป็นภรรยาคาร์ล มาร์กซ์ เพื่อคุณปู่ของเธอนะ…

“นี่คือชะตากรรม และเป็นเหมือนการมอบความยุติธรรมกลับคืนแก่ใครบางคน ซึ่งเคยได้รับความไม่เป็นธรรมมาก่อน”

ที่มา https://www.pastemagazine.com/articles/2018/02/vicky-krieps-talks-about-what-we-dont-really-talk.html?

phantom thread

“อัลม่า” กับ “เจนนี่”

(คำถาม – ในหนังเรื่อง “The Young Karl Marx” และ “Phantom Thread” คุณได้รับบทเป็นผู้หญิงที่พยายามยืนหยัดทัดทานผู้ชายซึ่งทรงอำนาจและเป็นที่เคารพเลื่อมใส ทั้งยังเป็นสามีของพวกเธอเอง คุณคิดว่าอัลม่าและเจนนี่มีความสำคัญอย่างไรในเรื่องราวว่าด้วยบุรุษผู้ยิ่งใหญ่สองคนนั้น?)

ผู้หญิงทั้งสองรายนี้เป็นคนพิเศษ เพราะพวกเธอต่างซ่อนความเข้มแข็งของตัวเองเอาไว้ภายใต้ความนิ่งเงียบ พวกเธอพร้อมที่จะยืนอยู่ตรงเบื้องหลัง แม้ว่าจะแข็งแกร่งกว่าผู้คนตรงเบื้องหน้า ซึ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชนก็ตาม พวกเธอไม่ได้แสวงหาการเป็นที่รู้จักหรือความยอมรับนับถือใดๆ

“บางทีนี่อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากในยุคปัจจุบัน แต่ฉันไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้หญิงแบบนั้นอยู่เลยในยุคนี้ ปัจจุบัน นอกจากจะมีความเข้มแข็งแล้ว ผู้หญิงอย่างพวกเรายังถูกคาดหวังให้เป็นภรรยาที่ดี แม่ที่ดี เป็นสตรีผู้มีการศึกษาสูงส่ง เป็นคนมีอารมณ์ขัน อ่อนไหว และเปี่ยมไหวพริบ

“เราเป็นทุกอย่างในคนคนเดียว การเป็นผู้หญิงคนหนึ่งนั้นต้องแบกรับอะไรไว้มากมายเหลือเกิน แต่จริงๆ แล้ว ผู้หญิงทั้งหลายไม่ได้ต้องการคำบรรยายสรรพคุณเกี่ยวกับตัวตนของพวกเธอจากบุคคลภายนอกเลย พวกเธอไม่ได้มีความคิดทำนองว่า ‘ฉันรู้ว่าฉันเป็นผู้หญิงที่ดี เพราะฉันได้รับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัย เพราะฉันเป็นคนสวย และเพราะฉันเป็นแม่ที่ดี’ หรอก

“ท้ายสุด สิ่งที่จะทำให้พวกเธอแข็งแกร่งมากๆ ไม่ใช่เรื่องพวกนั้น แต่เป็นอย่างอื่น นั่นคือ มันเคยมีบริบทช่วงเวลาที่ผู้หญิงสามารถให้การสนับสนุนผู้ชายบางคนอย่างมุ่งมั่นสงบเงียบอยู่ตรงเบื้องหลัง

“แต่นี่มันอาจเป็นการเปรียบเทียบที่แลดูโง่เง่าผิดฝาผิดตัวพอสมควร เพราะถ้า ‘เจนนี่ มาร์กซ์’ มีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน เธอก็คงมีไอโฟนติดตัว และจิตใจของเธอก็คงต้องไขว้เขวไปตามสิ่งเร้าต่างๆ เช่นเดียวกัน”

ที่มา http://floodmagazine.com/48914/in-conversation-vicky-krieps-phantom-thread/

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“ธัญญ์วาริน” ให้สัมภาษณ์ The Guardian ประกาศไม่ได้เข้าสภาเพื่อไปสร้างความบันเทิง!

“ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์” นักทำหนังและว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เพิ่งให้สัมภาษณ์กับ “ฮันนาห์ เอลลิส-ปีเตอร์เซน” แห่ง “เดอะ การ์เดียน”

โดยมีประเด็นน่าสนใจ ซึ่งบล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำมาแปล-สรุปความ-เรียบเรียงใหม่ และแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้

ส.ส.ข้ามเพศคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

กอล์ฟ อนาคตใหม่ 2
ภาพจาก พรรคอนาคตใหม่

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน ระบุว่าแม้การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม จะเต็มไปด้วยความไร้เสถียรภาพ และยังไม่แน่ชัดว่าพรรคการเมืองฝ่ายไหนจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้มีจุดเล็กๆ ทว่าสำคัญ ที่บางคนอาจมองข้ามไป นั่นคือรัฐสภาไทยจะได้ต้อนรับธัญญ์วาริน ในฐานะ ส.ส.คนข้ามเพศรายแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ

บรรดานักการเมืองหน้าใหม่ที่มีธัญญ์วารินเป็นหนึ่งในนั้น กำลังบ่งชี้ว่าการเมืองไทยไม่ใช่พื้นที่เฉพาะสำหรับเหล่ามหาเศรษฐีหรือนายพลอีกต่อไป

“ฉันต้องการลงมือเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยหน้าใหม่ ฉันใช้เวลาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในการทำหนังที่พูดถึงประสบการณ์ของกลุ่มคนข้ามเพศและ LGBT ในประเทศไทย แต่ต่อมา ก็รู้สึกว่าการเล่าเรื่องราวเหล่านั้นมันไม่เพียงพออีกแล้ว ฉันต้องการเข้าไปเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่แบ่งแยกผู้คน สังคมไทยมีลักษณะเป็นระบบปิตาธิปไตยที่ไม่เสมอภาค และไม่ได้ให้คุณค่ามนุษย์ทุกคนอย่างทัดเทียมกัน ตลอดชีวิตของฉัน ฉันถูกปฏิบัติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง สิ่งแบบนี้มันไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกต่อไป”

ฉันไม่ได้เข้าสภาเพื่อไปสร้างความบันเทิง!

22853356_1493101690745406_349948089735554640_n

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน ให้ข้อมูลว่าเหตุการณ์แรกที่ผลักดันธัญญ์วารินเข้าสู่วิถีการเมือง ก็คือ การต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้หนังเรื่อง “Insects in the Backyard” ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์

จากนั้น เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถือกำเนิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2561 โดยมีจุดยืนที่เป็นเสรีประชาธิปไตย หัวก้าวหน้า และกล้าวิพากษ์เผด็จการทหารอย่างหนักหน่วง รวมทั้งขับเน้นประเด็นเรื่องความเสมอภาคเป็นวาระหลักของพรรค

ธัญญ์วารินจึงสมัครเข้าไปร่วมงานกับพรรคการเมืองนี้ และได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

แม้จะประสบความสำเร็จขั้นแรก ด้วยการได้รับเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 24 มีนาคม แต่ธัญญ์วารินยังมีเรื่องต้องพิสูจน์อีกมากมายบนเส้นทางสายการเมือง

“ฉันมีเรื่องต้องพิสูจน์อีกมากมาย ว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะช่วยบริหารประเทศ และนั่นคือสิ่งท้าทาย แม้เมื่อฉันได้เป็นว่าที่ ส.ส. แล้ว บางคนก็ยังคงพูดจาว่าฉันจะเข้าไปเป็นแค่ผู้สร้างความบันเทิงในรัฐสภา แต่ฉันไม่ได้จะเข้าไปที่นั่นเพื่อสร้างความบันเทิงนะ ฉันจะเดินเข้าสภาในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ได้รับเลือกตั้ง นั่นหมายความว่าฉันมีเกียรติยศศักดิ์ศรีเทียบเท่าและมีความเสมอภาคกับ ส.ส. คนอื่นๆ”

เพศสภาพอันซับซ้อนในสังคมไทยและตัวตนของ “ธัญญ์วาริน”

กอล์ฟ มติชน
ภาพจาก มติชนสุดสัปดาห์

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน บรรยายว่าประเทศไทยมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนกับกลุ่มคนข้ามเพศ ตัวอย่างชัดเจน คือ กรณีของ “กะเทย” ในสังคมไทย ที่สามารถแสดงตัวตนได้อย่างเปิดเผยกว่าในอีกหลายๆ สังคม ทว่าขณะเดียวกัน “กะเทยไทย” ส่วนใหญ่ก็ได้รับการปฏิบัติด้วยในฐานะพลเมืองชั้นสอง คนเหล่านี้มีทางเลือกจำกัดในการประกอบอาชีพ และเผชิญหน้าการแบ่งแยกกีดกันอยู่เสมอ

ที่สำคัญ กลุ่มคนข้ามเพศในสังคมไทยไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศสภาพในบัตรประชาชน นั่นหมายความว่าผู้ที่ถือกำเนิดมาเป็นเพศชายจะต้องเข้าร่วมการเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้บรรดาผู้หญิงข้ามเพศที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศแล้วต้องเข้ารับการตรวจร่างกายอันดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้ปลอมตัวเป็นสตรีเพราะอยากหลีกเลี่ยงการ “รับใช้ชาติ” หรือต้องได้หนังสือรับรองจากแพทย์ว่าตนเองเป็นบุคคล “ผิดปกติ”

นอกจากนี้ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงข้ามเพศยังไม่สามารถจดทะเบียนสมรสและรับเด็กมาเลี้ยงดูเป็นลูกได้

ธัญญ์วารินเปิดเผยว่าตนเองเริ่มแต่งกายและใช้ชีวิตเป็น “ผู้หญิง” เมื่ออายุ 17 ปี แต่ต่อมา ว่าที่ ส.ส. ผู้นี้ ก็ตระหนักว่าตนไม่ได้ปรารถนาจะเป็นทั้ง “ชาย” และ “หญิง” พร้อมกับมีความเชื่อว่ามนุษย์เราไม่ควรถูกกำหนดนิยามด้วยเรื่องเพศสภาพอันแข็งทื่อตายตัว

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ธัญญ์วารินเลือกระบุให้ฮันนาห์-ปีเตอร์เซนใช้สรรพนาม “they” (ไม่ใช่ทั้ง เขา/he และเธอ/she) เมื่อจะกล่าวอ้างถึงตนเองในรายงานชิ้นนี้

ก้าวแรกในฐานะ ส.ส.

กอล์ฟ อนาคตใหม่ 1
ภาพจาก พรรคอนาคตใหม่

ภารกิจแรกที่ธัญญ์วารินต้องการลงมือทำในฐานะตัวแทนประชาชน คือ การผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกฎหมายเกี่ยวกับการสมรสและระบบการศึกษาเรื่องเพศในโรงเรียน

“คุณลองจินตนาการดูสิ ว่าถ้าคุณเป็นคนข้ามเพศที่นั่งอยู่ในห้องเรียน แล้วตำราก็ระบุว่าคุณมีความผิดปกติทางจิต คุณจะกล้าบอกคนอื่นๆ ไหมว่าตัวเองเป็นใคร?”

อย่างไรก็ดี เมื่อผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ถูกประกาศออกมา ธัญญ์วารินจึงยังไม่ได้เป็น ส.ส. เต็มตัว เช่นเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ ที่ยังไม่แน่ว่าจะได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือต้องไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ท่ามกลางความเชื่อที่ว่าพรรคการเมืองฝ่ายที่สนับสนุนกองทัพและ คสช. จะได้สืบทอดอำนาจต่อ ตามระบบกติกาที่ออกแบบเอาไว้

“นี่ไม่ใช่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ยังจะไม่บังเกิดขึ้นหรอก แต่นี่คือการขยับก้าวไปข้างหน้าที่มีความสำคัญมาก”

ธัญญ์วารินพูดถึงความท้าทายทางการเมืองที่รอเธอและเพื่อนๆ ร่วมพรรค อยู่ตรงเบื้องหน้า

ที่มาเนื้อหา https://www.theguardian.com/world/2019/apr/06/i-am-not-here-to-entertain-meet-thailands-first-transgender-mp

คนมองหนัง, สัมภาษณ์พิเศษ

อ่าน 2 บทวิจารณ์ 1 บทสัมภาษณ์ ก่อน/หลังไปชมหนัง 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ”

15-17 กุมภาพันธ์นี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ FILMVIRUS จะจัดฉายภาพยนตร์ขนาดยาว 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ” ยอดผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ พร้อมด้วยกิจกรรมเสวนาน่าสนใจ ในโปรแกรม Sine ni Lav Diaz

สามารถตรวจสอบรายละเอียดโปรแกรมได้ ที่นี่

(แม้การจองตั๋วผ่านระบบออนไลน์น่าจะเต็มแล้ว แต่ผู้ที่เดินทางไปยังหอภาพยนตร์อาจจะมีลุ้นได้รับตั๋วหน้างานอยู่บ้าง)

เนื่องในโอกาสอันดีนี้ บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำบทความ-บทสัมภาษณ์เก่าที่เคยเขียน/พูดคุยถึงหนัง 2 ใน 3 เรื่องของโปรแกรมดังกล่าว มาเผยแพร่ให้อ่านกัน (ก่อนหรือหลังชมภาพยนตร์) อีกครั้งหนึ่ง

A Lullaby to the Sorrowful Mystery

lullaby

ในที่สุด ก็มีโอกาสได้ชมหนังฟิลิปปินส์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของ “ลาฟ ดิแอซ” ซึ่งคว้ารางวัลหมีเงิน Alfred Bauer Prize (มอบแก่ผลงานที่เผยให้เห็นถึงแง่มุมใหม่ๆ ของศิลปะภาพยนตร์) จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ครั้งที่ 66 ขณะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29

หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงในสื่อนานาชาติมิใช่เพียงเพราะรางวัลสำคัญที่ได้รับ หรือเพราะเนื้อหาและมาตรฐานการสร้างที่ยอดเยี่ยม หากแต่ยังเป็นเพราะความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาทีของมัน

“โยชิฮิโกะ ยาตาเบะ” โปรแกรม ไดเร็กเตอร์ ที่เลือกหนังเรื่องนี้เข้าฉายในสาย World Focus ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว บอกว่า แม้จะเป็นเรื่องยากลำบาก สำหรับการเลือกหนังยาว 8 ชั่วโมง เข้ามาฉายในเทศกาล เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณจะต้องคัดหนังเรื่องอื่นๆ ออกไปประมาณ 3 เรื่อง

แต่เขากลับไม่ลังเลใจเลยในการตัดสินใจฉายหนัง 8 ชั่วโมงของลาฟ เพราะนี่คือหนังประเภทที่ผู้ชมจะหาดูได้จาก “เทศกาลภาพยนตร์” เพียงเท่านั้น และถ้าผู้จัดเทศกาลฯ ไม่มีความกล้าหาญพอจะจัดฉายหนังประเภทนี้ มันก็เปล่าประโยชน์ที่คุณจะจัดงาน “เทศกาลภาพยนตร์” ขึ้นมา

นอกจากนั้น การที่หนังเรื่องนี้ได้รางวัลจากเบอร์ลิน ก่อนที่ผลงานอีกเรื่องของลาฟ (The Woman Who Left) จะไปคว้ารางวัลสูงสุดจากเวนิสภายในปีเดียวกัน ก็บ่งชี้ถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ลาฟ ดิแอซ คือหนึ่งในคนทำหนัง “ชั้นครู” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชียยุคปัจจุบัน

ดังนั้น เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวจึงมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดฉายหนังความยาวเกิน 8 ชั่วโมงเรื่องนี้

ทางเทศกาลโตเกียวเลือกวิธีการจัดฉาย “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ในแบบเดียวกับเทศกาลเบอร์ลิน คือ ฉายหนังครึ่งแรกประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วจึงให้คนดูพักยาว 1 ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาฉายหนังครึ่งหลังอีกราวๆ 4 ชั่วโมง

และปิดท้ายด้วยการถาม-ตอบกับทีมงานผู้สร้าง 30 นาที

ภาพยนตร์ “มหากาพย์” เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิวัติปลดแอกตนเองจากเจ้าอาณานิคม “สเปน”

หนังถ่ายทอดยุคสมัยแห่งการต่อสู้ ผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชั้นหลายระดับที่ถูกนำมาจัดวางคลอเคลียกันไปอย่างเปี่ยมชั้นเชิง

“เรื่องเล่า” เหล่านั้นมีตั้งแต่ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ว่าด้วยสตรีที่ออกเดินทางตามหาสามี ผู้เป็น “บิดาแห่งการปฏิวัติของประเทศ” ซึ่งสูญหายไปในป่าใหญ่

ขณะเดียวกัน ลาฟก็หยิบยืมตัวละครบางรายจากนวนิยายยุคปฏิวัติของ “โฮเซ รีซัล” ให้เข้ามามีบทบาทโลดแล่นในหนังเรื่องนี้

“ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ถูกนำเสนอเคียงคู่กับ “บทกวี” ของรีซัล “เพลงรัก” ที่กลายเป็นเครื่องมือการต่อสู้ของนักปฏิวัติ เรื่อยไปจนถึง “ตำนานปรัมปรา” ท้องถิ่น

โดยยังไม่นับรวมพฤติการณ์ของบรรดาตัวละครที่ลาฟสร้างสรรค์ขึ้นมาเองอีกจำนวนหนึ่ง

การเล่าเรื่องราวผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชนิด โดยไม่ได้เลือกพินิจพิเคราะห์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ผ่านแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งอย่างจำกัดจำเขี่ย หากแต่เลือกที่จะประกอบสร้าง-สานทอองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ของยุคสมัยแห่งการปฏิวัติเข้าด้วยกัน จนกลายเป็น “ภาพรวมขนาดใหญ่” ย่อมส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีความยาวเกิน 8 ชั่วโมง โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“เรื่องเล่า” แต่ละส่วนภายในโครงสร้างใหญ่ของ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ล้วนมีเอกลักษณ์และความสำคัญเฉพาะตน

มิอาจปฏิเสธว่า “เรื่องเล่า” จาก “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ของรีซัล ได้ถูกพัฒนาให้มีสถานะเป็นเส้นเรื่องหลักสำคัญสองสาย ที่มีชีวิตยืนยาวตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่ “เรื่องเล่า” อื่นๆ นั้น เข้ามามีบทบาทส่งเสริม-แทรกแซง เป็นการชั่วครู่

ชีวิตของนักดนตรีหนุ่มผู้ขับขานเพลงรัก-เพลงปฏิวัติอย่างน่าประทับใจ ถูกเล่าถึงสั้นๆ ภายในกรอบเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงแรกของหนัง แต่แน่นอนว่าเสียงเพลงที่ริเริ่มโดยเขากลับดังก้องกังวานไปตลอดทั้งเรื่อง เช่นเดียวกับบทกวีของรีซัล ซึ่งถูกผลิตซ้ำประปรายอยู่เรื่อยๆ โดยตัวละครหลายคน

“ตำนานปรัมปรา” ก็เป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ตำนานแห่งการต่อสู้ปลดแอก” หรือ “ตำนานที่มอมเมาผู้คนไม่ให้ลุกฮือ”

ตำนานในหนังของลาฟ สื่อให้เห็นถึง “ความเชื่อ” ที่ชักจูงบรรดานักปฏิวัติให้เวียนวนหลงทางอยู่ในป่าใหญ่ หรือชักนำให้พวกเขาเดินออกนอกเส้นทางการต่อสู้ จน “การปฏิวัติจริงๆ” ประสบความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนถึงยุคปัจจุบัน

ตำนานในผืนป่ายังผูกโยงไปถึง “ความเชื่อทางคริสต์ศาสนา” ที่ผสมผสานปนเปกับ “ความเชื่อท้องถิ่น” จนก่อให้เกิดภารกิจหลักสองด้าน

ทั้งการมอบความหวังที่ไม่มีทางเป็นไปได้ให้แก่ฝูงชนผู้ทุกข์ยาก-ไร้ทางออกในชีวิต และการขูดรีดบีบบังคับสามัญชนให้ต้องมาแสดงบทบาทเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้ทางเลือก

ฤทธานุภาพแห่ง “ตำนานปรัมปรา” มักออกทำงานในพื้นที่ “ป่า” ซึ่งถือเป็นตัวละครสำคัญรายหนึ่งของหนังเรื่องนี้

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ที่ร่วมแสดงใน “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งเดินทางมาพบปะกับผู้ชมที่ญี่ปุ่น เคยถามลาฟว่า สุดท้ายแล้วตัวละครจาก “เรื่องเล่า” หลายระนาบของหนังจะถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันได้อย่างไร?

ผู้กำกับภาพยนตร์เบอร์ต้นๆ ของเอเชีย ตอบว่า ทุก “เรื่องเล่า” จะถูกสานทอเข้าด้วยกันใน “ป่า” ซึ่งเป็นพื้นที่อันเปิดกว้างต่อทุกๆ “ความเป็นไปได้”

นำมาสู่ฉากเล็กๆ สั้นๆ ที่ตัวละครจากทุกชั้นของ “เรื่องเล่า” ได้มาดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันกลางป่าเขา แม้ต่างฝ่ายคล้ายจะไม่รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของฝ่ายอื่นๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ “ป่า” ยังอาจเป็นพื้นที่เปิดรับความฝัน จินตนาการ และอุดมการณ์การต่อสู้อันเป็นนามธรรม ซึ่งไหลเลื่อนเคลื่อนไหวไม่เคยหยุดนิ่ง

กระทั่งคนตายผู้หายสาบสูญไปในป่าก็ยังถูกคาดหวังให้มีชีวิตอยู่ ตราบใดที่คนข้างหลังยังค้นหาศพของเขาไม่พบ

เมื่อกล่าวถึงประเด็นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ถึงบทบาทของเหล่า “ตัวละครหญิง” ในหนัง

ตั้งแต่ภรรยาของนักปฏิวัติผู้สูญหาย เมียและแม่ของชาวบ้านนักต่อสู้ที่สูญเสียครอบครัว หญิงสาวท้องถิ่นที่เคยหลงผิดแปรพักตร์ไปสนับสนุนนายทหารสเปน จนคนในหมู่บ้านของเธอถูกสังหารหมู่ และมีสตรีหลายรายถูกข่มขืน

ตลอดจนสาวคนรักของนักดนตรีผู้ขับร้องเพลงปฏิวัติ และเด็กหญิงตาบอดผู้ตระเวนท่องบทกวีของ โฮเซ รีซัล ตามท้องถนน

น่าสนใจว่าตัวละครสตรีทั้งหลายมีสถานะเป็นสักขีพยานแห่งความสูญเสียและมรณกรรมของเหล่าบุรุษ พวกเธอเป็นผู้แบกรับเรื่องราวความเศร้าโศกแทนบรรดาผู้ชายที่จากไป

ทว่าขณะเดียวกัน ผู้หญิงก็ยังมีหน้าที่ผลิตซ้ำอุดมการณ์แห่งการต่อสู้และปฏิวัติ รวมถึงบทกวีและบทเพลงอันเกี่ยวเนื่องกับอุดมการณ์ดังกล่าว ให้มีชีวิตยืนยาวออกไปไม่รู้จบสิ้น

หากมองผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้หญิงในช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ จึงมิได้จ่อมจมอยู่กับความทุกข์โศกไปวันๆ หากยังมีหน้าที่สืบสานภารกิจการปฏิวัติอย่างแข็งขันอีกด้วย

สําหรับบริบทเฉพาะทางประวัติศาสตร์ในภาพยนตร์ “จุดมุ่งหมายแห่งการปฏิวัติ” หรือ “เสรีภาพที่แท้จริงของชาวฟิลิปปินส์” คือ “การปลดแอกจากสเปน”

ซึ่งผู้ชมหลายคนย่อมตระหนักได้ว่านี่เป็นเพียงการอุปมาเปรียบเทียบไปถึงการต่อสู้บนสนามอื่นๆ ในช่วงเวลาอื่นๆ

ดังที่ตัวละครบางรายสนทนากัน ณ ช่วงท้ายของหนังว่า “การปฏิวัติ” ย่อมไม่จบลงตรงชัยชนะเหนือสเปน และคนรุ่นหลังจะต้องรับหน้าที่ประเมินสถานการณ์ในอนาคตว่า “คู่ต่อสู้” รายต่อไปของพวกตนนั้นคือใคร?

ไม่ต้องคาดเดาว่า “ศัตรูในภายภาคหน้า” (หลังจากยุคสมัยของหนัง) ย่อมมีสถานภาพและตัวตนที่สลับซับซ้อนมากขึ้น

เพราะกระทั่งในยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของหนังเรื่องนี้ ก็ยังมีตัวละครนักปฏิวัติบางคนที่พร้อมเปิดอก “พูดคุย” กับชนชั้นนำสเปน เช่นเดียวกับตัวละครผู้หญิงชาวบ้านบางรายที่ยอมพลีกายอุทิศตนให้เจ้าอาณานิคม

แม้แต่ตัวละครจาก “ตำนานปรัมปรา” ก็ยังให้ความร่วมมือกับ “อำนาจภายนอก” อันอาจหมายความว่า “ตำนานท้องถิ่น” สามารถถูกฉวยใช้จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ “อำนาจต่างถิ่น” ได้

หรือในยุคปัจจุบัน ลาฟ ดิแอซ ก็เป็นคนหนึ่งซึ่งยืนกรานหนักแน่นว่าสังคมฟิลิปปินส์ต้องต่อสู้กับประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต” ที่เขามองว่าเป็นนักปลุกระดม ผู้หลอกลวงประชาชนผ่านการสร้าง “มายาคติร่วมสมัย” ซึ่งมีพลานุภาพไม่ต่างจาก “ตำนานปรัมปรา” ยุคเก่า

ยุคสมัยแห่งการปลดแอกจากอำนาจของสเปนที่ถูกนำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” อาจสิ้นสุดลงไปแล้ว

แต่ดูคล้ายภารกิจ “ปฏิวัติ” กลับยังมิได้ยุติปิดโครงการลงตามไปด้วย

“การปฏิวัติ” ในฟิลิปปินส์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในที่อื่นๆ จึงอาจมีสถานะเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน

ยาวนานยิ่งกว่าความยาว 485 นาทีของหนังเรื่องนี้เสียอีก

Season of the Devil

season of the devil

หนึ่ง

งานของลาฟที่ได้ดูก่อนหน้านี้ คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งหนังเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ดูจะเชื่อมโยงถึงกันพอสมควร อย่างน้อย ก็ได้แก่เรื่องบทบาทของ “เพลง/กวี” ในการต่อสู้ทางการเมือง และการกล่าวถึงโปรเจ็คท์การต่อสู้ปลดแอกทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สอง

ตามข้อมูล นี่คือ “หนังเพลง” ที่ตัวละครหลักๆ ร้องเพลงกันแทบทั้งเรื่องตลอดเวลาสี่ชั่วโมง โดยมีบทสนทนาปกติน้อยมาก แต่เมื่อเพลงในหนังไม่มีเสียง (เครื่อง) ดนตรีประกอบ หากเป็นการเอื้อนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสูงต่ำราวท่วงทำนองดนตรีจากปากมนุษย์ เพลงต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางบทกวีมากพอสมควร (ขณะเดียวกัน พระเอกของเรื่องก็เป็นกวีด้วย)

สาม

ตามการตีความส่วนตัว ลาฟพยายามฉายภาพการต่อสู้ระหว่างอำนาจเผด็จการกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเพรียกหาความจริงของพลเมือง ผ่านการปะทะกันระหว่าง “เพลง/กวี” ของทหาร/กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล กับ “เพลง/กวี” ของประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และถึงที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้าง myth มาห้ำหั่นกัน

ดังจะเห็นได้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีตัวละครที่เป็นเหมือน “บุคคลในจินตนาการ” หรือ “บุคลาธิษฐาน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของพวกตน

สี่

แต่อีกด้าน พอถึงช่วงหลังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่หนังเลือกห่อหุ้มตัวเองด้วย “เพลง/กวี” นั้น มันทำให้ความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองกลุ่มที่ควรจะแหลมคมรุนแรงกว่านี้ กลับอ่อนโยนและมีลักษณะเหนือจริงเกินไปหรือเปล่า?

ห้า

อีกประเด็นที่ระหว่างดูจะรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ คือ เหมือนลาฟจะเล่าเรื่องราวแบบย้ำคิดย้ำทำพอสมควร ผ่าน “เพลง/กวี” ชิ้นเดิมที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ และโครงสร้างเรื่องราวที่หมุนวนเป็นวงกลม แต่พอถึงฉากจบ ก็พบว่าสิ่งที่เขาเลือกทำมันส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่ออารมณ์คนดูไม่น้อย

หก

ถ้าใครได้ดูหนัง หลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์/สถานที่จัดฉาย คงจะต้องมีเสียงร้อง “ลา ลา ล้า ลา หล่า หล่า ลา ลา ล้า ลา ลา” ติดหัวมาบ้างล่ะ

(สัมภาษณ์พิเศษ)

สนทนากับคนทำหนังชั้นครูจากฟิลิปปินส์ ประวัติศาสตร์ บาดแผล การต่อสู้ และ “ดูแตร์เต”

เมื่อปลายปี 2559 “ลาฟ ดิแอซ” คนทำหนังจากประเทศฟิลิปปินส์ ได้นำภาพยนตร์ความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาที เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ปีนี้ นับเป็นปีทองของลาฟ ผู้กำกับภาพยนตร์วัยใกล้หกสิบ เมื่อเขาสามารถคว้าสองรางวัลสำคัญจากสองเทศกาลหนังระดับ “เมเจอร์” ของโลกตะวันตก

เรื่องแรก คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ที่ได้รับรางวัลอัลเฟรด บาวเออร์ ไพรซ์ จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

เรื่องที่สอง คือ “The Woman Who Left” ที่ได้รับรางวัลสิงโตทองคำ อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลหนังเวนิส ประเทศอิตาลี

ทีมข่าวมติชนทีวี มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ “ลาฟ ดิแอซ” ที่กรุงโตเกียว เพื่อพูดคุยถึงหนังยาวกว่า 8 ชั่วโมง ที่ได้รับรางวัลจากเบอร์ลิน โดยเฉพาะ

และเพราะคนทำหนังที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ผู้กำกับภาพยนตร์ชั้นครู” รุ่นปัจจุบันของทวีปเอเชีย มักอธิบายให้สื่อนานาชาติรับรู้อยู่เสมอ ว่าหนังที่มีความยาวเกินมาตรฐานปกติของเขา ไม่จัดเป็น “สโลว์ ซีเนม่า” แถมยังตั้งคำถามกลับไปว่าทำไมจึงต้องนิยามภาพยนตร์จากความยาวของมันด้วย?

คำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวจึงอาจไม่จำเป็นในบทสนทนานี้

แต่ลาฟยังพูดถึงประเด็นน่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ที่ชวนขบคิด ไม่ว่าจะเป็น “ประวัติศาสตร์” “การต่อสู้” “ความหมายแท้จริงของการปฏิวัติ” รวมถึงประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต”

คำตอบของเขาจะเข้มข้นแค่ไหน เชิญอ่าน

ลาฟ มติชน

-หลังจากหนังหลายเรื่องของคุณได้รับรางวัลใหญ่ๆ ในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญระดับนานานาชาติ ชีวิตในการทำหนังของคุณเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?

ไม่เปลี่ยนเลย พวกเราไม่ได้ทำหนังเพื่อหวังรางวัลเหล่านั้น แต่แน่นอนว่ารางวัลมันช่วยเหลือเราในบางด้าน เช่น ช่วยให้หนังมีช่องทางในการเผยแพร่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

-ผลตอบรับจากคนดูหนังชาวฟิลิปปินส์ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

มันก็เติบโตขึ้น แต่ยังเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยอยู่ อย่างไรก็ตาม นี่คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้ โดยที่เราต้องไม่ไปเร่งรัดคนดู ที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมหนังฮอลลีวูดมาเป็นร้อยปี อยู่ภายใต้อุตสาหกรรมภาพยนตร์กระแสหลักของฟิลิปปินส์มาเป็นร้อยปี ซึ่งอุตสาหกรรมหนังฟิลิปปินส์ก็ก็อปปี้ภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาอีกทีอยู่เสมอมา อย่างในปัจจุบัน กระแสหนังรอม-คอม (โรแมนติก คอมเมดี้) ก็ครอบงำตลาด หรือเมื่อก่อนก็เคยมียุครุ่งเรืองของหนังแอ๊คชั่น ดังนั้น นี่จึงเป็นการต่อสู้ในระยะยาว และเราก็ต้องเคลื่อนไหวผ่านการทำหนังต่อไปเรื่อยๆ

-หนังเรื่องนี้ถูกนำเสนอผ่าน “เรื่องเล่า” หลากหลายชั้นมากๆ จากประวัติศาสตร์ สู่นวนิยาย บทกวี หรือเพลง เรื่องเล่าทั้งหมดเหล่านั้นมันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไร?

หนังพูดถึงยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ปฏิวัติฟิลิปปินส์ ค.ศ.1897 เพลงในหนังก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติ และกลายเป็นบทเพลงสรรเสริญการปฏิวัติในเวลาต่อมา ส่วนตัวละครนักปฏิวัติในหนังก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายสองเรื่องของ “โฮเซ รีซัล” นอกจากนี้ ยังมีตำนานปรัมปราว่าด้วยอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัยดังกล่าวเช่นกัน

-เรื่องเล่าเหล่านั้นมันหนุนเสริมหรือขัดแย้งกันอย่างไรบ้าง?

ถ้าคุณศึกษาถึงธรรมชาติของวิชาประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องผนวกรวมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน คุณไม่ได้กำลังนำเสนอแค่ภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ที่มากกว่านั้น คือ บางครั้ง คุณควรวิพากษ์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ เพื่อแสดงให้เห็นภาพกว้างของยุคสมัยดังกล่าว

ถ้าคุณทำแบบนั้น ประวัติศาสตร์ก็จะกลายเป็นปรัชญา หรือการมีมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อยุคสมัยที่ผ่านพ้น

คุณต้องไม่โฟกัสไปที่ภาพน่าตื่นตาตื่นใจหรือตัวเหตุการณ์ แต่คุณต้องโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆ โฟกัสไปยังสรรพสิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจยุคสมัยดังกล่าวมากขึ้น นี่แหละคือประเด็นสำคัญ

มันคือการศึกษายุคสมัยทางประวัติศาสตร์ในเชิงวิพากษ์ ซึ่งจะส่งผลให้คุณสามารถค้นพบหลายๆ คำถามที่ผุดขึ้นมาจากยุคสมัยนั้นๆ ไม่ใช่ผุดขึ้นมาจากตัวเรื่องเล่า, ตัวละคร หรือเหตุการณ์

-ขอถามถึง “ป่า” ซึ่งนับเป็นตัวละครหลักตัวหนึ่งของหนัง อยากทราบว่า “ป่า” มีความหมายลึกซึ้งอย่างไรบ้าง?

“ป่า” คือ มาตุภูมิ เป็นพื้นที่แห่งการแสวงหาจิตวิญญาณ เป็นพื้นที่แห่งการ “หลงทาง” และค้นหา “ความหมาย” บางอย่างในชีวิต หรืออาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนที่เดินทางเข้าไปในนั้น ได้สัมผัสถึง “ความแปลกแยก”

-ผมรู้สึกประทับใจตัวละคร Tikbalang (อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า) สามตนภายในหนังมาก คุณช่วยอธิบายความหมายของพวกเขาที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมฟิลิปปินส์หน่อยได้ไหม?

Tikbalang เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ เป็นส่วนหนึ่งในตำนานปรัมปราของเรา จนปัจจุบัน คนจำนวนมากก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับ Tikbalang กันอยู่

ตัวละครในตำนานเหล่านี้ยังมีความสัมพันธ์กับกระบวนการสร้าง “มายาคติ” คุณสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่จริง สร้างการมีมุมมองเฉพาะต่อสิ่งต่างๆ หรือกระทั่งทฤษฎี แล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็น “สัจจะ”

กลับมาที่ปัจจุบัน กับการสร้าง “มายาคติ” ผ่านการเมืองระบบตัวแทนในประเทศของเรา ทำไมคนงี่เง่าอย่าง “ดูแตร์เต” ถึงกลายมาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ก็เพราะมีการสร้างมายาคติ เขาเป็นนักปลุกระดมฝูงชน เขาทำงานกับประชาชน โดยสร้างความคิดนามธรรมบางอย่างขึ้นมา แล้วประชาชนก็เชื่อเขา

นี่คือการมองเห็นโลกผ่านมายาคติและตำนานปรัมปราที่ถูกสร้างขึ้น คุณสามารถนำมุมมองแบบนั้นมาใช้เล่าเรื่องราวในปัจจุบันได้ เพราะเรื่องแบบบี้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นความเชื่อหนึ่งที่ฝังลึกในจิตใจของพวกเรา มันเป็นวงจรอุบาทว์ ของคนที่พยายามขยายอิทธิพลเข้าไปควบคุมมวลชน

นักปลุกระดมฝูงชนทำงานตรงจุดนี้ แล้วเขาก็ได้ครอบครองอำนาจจากการหลอกลวงผู้คน

-ขอถามถึงบทบาทของตัวละครผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ ผมสังเกตว่าตัวละครผู้หญิงส่วนใหญ่ในเรื่องมักจะต้องแบกรับความโศกเศร้า ต้องเผชิญหน้ากับภาวะสูญเสียสามีหรือครอบครัว คำถามคือตัวละครผู้หญิงสามารถมีภาระหน้าที่อื่นๆ ได้อีกไหม ในยุคสมัยแห่งการปฏิวัติ?

ภาพลักษณ์ของผู้หญิงมีศักยภาพในการแบกรับบาดแผลของการต่อสู้และการไถ่บาปทางประวัติศาสตร์อยู่เสมอมา

มันเป็นการดีที่จะ “ใช้” ภาพลักษณ์ของผู้หญิง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ หากคุณต้องทำงานในประเด็นว่าด้วยบาดแผลทางประวัติศาสตร์และการต่อสู้อันยาวนาน

เกือบสี่ร้อยปีในการต่อสู้กับสเปน เกือบร้อยปีที่เราถูกปกครองโดยอเมริกา รวมทั้งยุคมืดของการประกาศใช้กฎอัยการศึก การเข้ามาข่มขืนผู้หญิงท้องถิ่นของทหารญี่ปุ่น นี่คือบาดแผลติดตัวเรา นี่คือสิ่งที่เราต้องจ่ายเพื่อการไถ่บาป

ดังนั้น ถ้าเราจะใส่ภาพลักษณ์ของผู้หญิงฟิลิปปินส์ลงไปในหนัง พวกเธอก็มักต้องแบกรับบาดแผลเหล่านี้ เพราะมันเป็นการอุปมาเปรียบเทียบถึงการต่อสู้ได้เป็นอย่างดี

-ในท้องเรื่องของหนังเรื่องนี้ จุดประสงค์ของการปฏิวัติหรือความหมายแท้จริงของเสรีภาพ คือ การปลดแอกตนเองออกจากเจ้าอาณานิคมสเปน ถ้าปัจจุบันเรายังต้องการการปฏิวัติอยู่ อยากทราบว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของมัน?

เรื่องราวในหนังมันเป็นแค่พื้นผิว แต่ในความเป็นจริง พวกเรายังต้องทำงานให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกๆ ชาติ ก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น ตอนนี้ พวกเรามีเสรีภาพกันจริงๆ ไหมล่ะ? นี่คือคำถาม

ปัจจุบันนี้ เราย้อนกลับไปมีประธานาธิบดีที่เป็นนักปลุกระดม นี่คือสิ่งที่ผมถ่ายทอดไว้ในหนัง เป็นฉากผู้คนเดินหลงวนไปมารอบต้นไม้ นั่นคือวิธีเลือกผู้นำของพวกเขา (ประชาชน) คุณคิดว่าตอนนี้มันมีเสรีภาพจริงไหมล่ะ?

ประชาชนเลือกผู้นำคนนี้ เพราะเชื่อว่าตนเองจะได้เป็นส่วนหนึ่งของชาติ พวกเขาเคยถูกกีดกันออกไปเป็นคนชายขอบ แต่ “ดูแตร์เต” เป็นนักปลุกระดมที่เดินไปบอกคนเหล่านั้นว่า ถ้าคุณเลือกผม คุณจะได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาติ นี่คือวิธีปลุกระดม

ดังนั้น ประเด็นการปลดแอกตนเองหรือการได้มาซึ่งเสรีภาพ มันจึงกว้างขวางมาก

ภาพแทนของ “สามัญชน” ในสถานการณ์ปฏิวัติ

โจเอล ซาราโช

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ ผู้รับบทเป็นตัวละครชื่อ “แมง คาร์โย” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นพร้อม “ลาฟ ดิแอซ”

โดยเขาได้อธิบายถึงบทบาทของตัวละครรายดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“แมง คาร์โย” คือตัวละครที่เป็นภาพแทนของคนธรรมดาสามัญ ซึ่งต้องการเข้าร่วมเป็นหนึ่งของการปฏิวัติ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเช่นนั้น

เพราะเขามีอาการเจ็บป่วย นอกจากนี้ เขายังเป็นภาพแทนของคนชายขอบ ผู้เข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมในขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่เขาก็ยังคงต้องการอุทิศเสียสละตนแด่การปฏิวัติ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมภารกิจค้นหาร่างของ “อันเดรส โบนิฟาซิโอ” (บิดาแห่งการปฏิวัติฟิลิปปินส์) ในป่า

ระหว่างเดินทางในป่า เขาพบว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองสามารถถูกรักษาให้หายได้ด้วยเวทมนตร์ของตัวละครจากตำนานปรัมปราอย่างพวก Tikbalang โดยไม่ได้ตระหนักว่า “ความเชื่อ” ดังกล่าวไม่ใช่ “ความจริง” นั่นเพราะเขาเพียงแค่ต้องการจะหายขาดจากความป่วยไข้ที่รุมเร้าร่างกายหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค่อยๆ เดินเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ” เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

นี่อาจเป็นคำอธิบายว่า ทำไมการปฏิวัติของเราจึงแตกสลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อย ทำไมการปฏิวัติจึงล้มเหลวลง

ข่าวบันเทิง

The Guardian สัมภาษณ์ “อภิชาติพงศ์” ว่าด้วยความย้อนแย้งในสังคมไทย และอาการ “หัวปะทุ” ของเจ้าตัว

เว็บไซต์ The Guardian เผยแพร่บทสัมภาษณ์ “The man with the exploding head: the director inspired by his medical condition” (บุรุษผู้มีอาการหัวปะทุ: แรงบันดาลใจที่ผู้กำกับภาพยนตร์ได้รับจากภาวะป่วยไข้ของเขา) ซึ่ง “ฮันนาห์ เอลลิส-ปีเตอร์เซน” ไปสนทนากับ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังชาวไทย

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตสรุปสาระสำคัญหลักๆ ของบทสัมภาษณ์ข้างต้น มานำเสนอดังต่อไปนี้

หนึ่ง

Apichatpong 4

อภิชาติพงศ์เพิ่งได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Artes Mundi prize ประจำปี 2018 นี่คือรางวัลซึ่งมอบให้แก่บุคลากรในแวดวงศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร

สอง

เอลลิส-ปีเตอร์เซน ฉายภาพความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ตลอดจนโลกทัศน์ของอภิชาติพงศ์เอง นั่นคือ ภาวะขัดกันระหว่างความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ กับระบบเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ในโลกสมัยใหม่

“ถึงแม้ว่าผมจะพยายามทำความเข้าใจโลกด้วยมุมมองที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ผมก็ไม่สามารถสลัดอารมณ์ความรู้สึกที่เชื่อว่ามีวิญญาณต่างๆ วนเวียนอยู่รอบตัวเรา ออกไปได้” อภิชาติพงศ์กล่าวและว่า “ผมรู้สึกว่าเมื่อตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เขียวขจี ผมจะสามารถสื่อสารกับต้นไม้ทั้งหลาย สื่อสารกับความทรงจำของผืนป่า และสื่อสารกับตัวเอง ได้อยู่เสมอ”

Apichatpong Portrait Trees

เอลลิส-ปีเตอร์เซน ระบุว่า ไม่เพียงเท่านั้น ภายในสังคมไทยยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างคู่ตรงข้ามมากมาย

ตั้งแต่ความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติแบบโบราณ ซึ่งดำรงอยู่เคียงคู่กับภาวะทุนนิยมสมัยใหม่ชนิดเข้มข้น

การเป็น “สยามเมืองยิ้ม” ซึ่งถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการทหาร ขณะที่บางพื้นที่ของประเทศ เช่น ภาคอีสานยังมี “บาดแผล” อันเกิดจากนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์ตกค้างอยู่

ไปจนถึงสภาพการณ์ที่คนไทยราว 95% นับถือศาสนาพุทธ แต่กลับมีพระสงฆ์ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตฉ้อโกงทรัพย์สินจำนวนมหาศาล หรือมีพระสงฆ์ที่ถือกระเป๋าหลุยส์วิตตองขณะโดยสารเครื่องบินส่วนตัว ประเด็นอื้อฉาวเหล่านี้ล้วนย้อนแย้งกับแนวคิดต่อต้านลัทธิวัตถุนิยม ซึ่งถูกเชื่อว่าดำรงอยู่ในหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา

IMG_8121

อภิชาติพงศ์อธิบายว่าหนังของเขาพยายามปอกเปลือกความขัดแย้งต่างๆ อันแสนซับซ้อนในสังคมไทย แล้วนำเสนอมันออกมาอย่างนุ่มนวลแต่ไม่ประนีประนอมยอมความ

“ในประเทศนี้ มันเต็มไปด้วยสัจจะ ความเป็นจริง หลายระดับชั้นมากๆ” อภิชาติพงศ์อธิบายและกล่าวต่อว่า “(ในบางด้าน) บ้านเมืองพัฒนาไปสู่ความเป็นสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว แต่พอมาถึงเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศนี้มีการปราบปรามคนเห็นต่าง แต่ขณะเดียวกัน มันก็เปี่ยมล้นความมีชีวิตชีวา ผมรู้สึกลุ่มหลงในความลักลั่นดังกล่าว”

สาม

Cemetery_018

ระยะหลัง อภิชาติพงศ์มักนำเสนอภาวะ “หลับใหล” ในภาพยนตร์ของตนเอง เพราะเขามองว่านั่นคืออาณาเขตแห่งการต่อต้านขัดขืน ที่อำนาจเซ็นเซอร์ของรัฐไม่สามารถก้าวล่วงเข้ามาได้

สี่

ระหว่างพัฒนาโครงการภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ซึ่งจะไปถ่ายทำที่ประเทศโคลอมเบียและนำแสดงโดย “ทิลดา สวินตัน” อภิชาติพงศ์ค้นพบว่าตนเองป่วยเป็นโรค “หัวปะทุ” โดยมีอาการได้ยินเสียงดังมากมายในหัวและมองเห็นแสงสว่างวาบยามตื่นนอน

Apichatpong SleepCinemaHotel 2018

ผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำค่อยๆ แปรอาการเจ็บป่วยให้กลายเป็นองค์ประกอบในภาพยนตร์เรื่องใหม่ เขาไปสัมภาษณ์พูดคุยกับบรรดาหมอและนักจิตวิทยา แล้วเริ่มสนใจในแนวคิดว่าด้วยบาดแผลทางใจ, ความเจ็บปวดรวดร้าว และความทรงจำ

ห้า

อย่างไรก็ตาม อภิชาติพงศ์ยังไม่หมดหวังกับประเทศไทยเสียทีเดียว

เขาหวังที่จะริเริ่มขบวนการผลิตภาพยนตร์สารคดีในบ้านเกิดเมืองนอน

เขายังอยากที่จะทำหนังสยองขวัญแนวฆาตกรโรคจิต และบางที อาจจะรีเมกหนังเรื่อง Grizzly (1976) ซึ่งเป็นผลงานที่อภิชาติพงศ์ชื่นชอบมากที่สุด หากเทียบกับงานเรื่องอื่นในภาพยนตร์ตระกูลนี้

ทว่าในทางการเมือง อภิชาติพงศ์ยังไม่เชื่อว่าจะมีอะไรดีขึ้นหลังการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เขาบอกว่าประชาชนต่างยอมแพ้ในเรื่องนี้ และมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เป็นเหมือนตัวตลก

“ห้าปีที่แล้ว ผมยังมองโลกในแง่บวกมากๆ แต่ตอนนี้ ผมกลับไม่มีความหวังมากนักต่ออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในชั่วชีวิตของตัวเอง”

AW BW

“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย” นี่คือข้อสรุปสั้นๆ ของอภิชาติพงศ์

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ยังเกือบถึง 7 – ชมคลิปสนุกๆ เมื่อสื่อโซเชียลสัมภาษณ์ “พระสังข์”

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ยังรักษามาตรฐานที่ 6.9

เรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” ยังประคองตัวให้อยู่ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง

โดยในช่วงหยุดยาววันแม่แห่งชาติเมื่อสัปดาห์ก่อน ละครประจำวันที่ 11 และ 12 สิงหาคม โกยเรตติ้งไป 6.548 และ 6.916 ตามลำดับ

ซึ่งน่าจะถือเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของทีวีไทยในช่วงเวลาดังกล่าว แถมยังเป็น “ทัพหลวง” ที่พาช่อง 7 คว้าชัยเหนือคู่แข่งอย่างขาดลอย

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-10rating-11-13-08-61/

“พระสังข์” ให้สัมภาษณ์เพจ FEED

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม เพจเฟซบุ๊ก FEED ซึ่งเป็นสื่อรุ่นใหม่ที่โดดเด่นทางด้านการผลิต “โซเชียลคลิป” ได้เผยแพร่คลิปสัมภาษณ์ “ม่อน สุรศักดิ์ สุวรรณวงษ์” ผู้รับบท “พระสังข์” ในละครเรื่อง “สังข์ทอง”

คลิปความยาวประมาณ 3 นาทีดังกล่าว มีเนื้อหาสาระกำลังดี และดูเพลินเลยทีเดียว