ข่าวบันเทิง

เคล็ดลับการคัดเลือก “นักแสดงสมัครเล่น” ในหนังอภิชาติพงศ์

“คริส ชีลด์ส” จาก Film Comment ชวนคนในวงการภาพยนตร์นานาชาติหลายๆ ราย มาพูดคุยเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกนักแสดงให้แก่หนังที่ไม่ใช้ “นักแสดงมืออาชีพ” มาสวมบทบาทเป็นตัวละคร แต่กลับสรรหาคนธรรมดาทั่วไปมารับบทเหล่านั้นแทน

หนึ่งในบุคลากรที่ชีลด์สพูดคุยด้วย ก็คือ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ผู้ช่วยผู้กำกับในหนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (ซึ่งเพิ่งมีผลงานภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวเรื่อง “หมอนรถไฟ” ของตนเองไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา)

สมพจน์ หมอนรถไฟ

สมพจน์บอกว่าเขาทำหน้าที่เป็นผู้คัดเลือกนักแสดงให้แก่หนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์ สำหรับในหนังยาวเรื่องล่าสุด “รักที่ขอนแก่น” นั้น นอกจากนักแสดงนำสองคนแล้ว ตัวละครที่เหลือล้วนสวมบทบาทโดยนักแสดงสมัครเล่นที่ใช้ชีวิตจริงอยู่ในจังหวัดขอนแก่น บ้านเกิดของผู้กำกับ อันเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังทั้งเรื่อง เพราะทีมงานต้องการนักแสดงที่มีบุคลิกลักษณะเหมือนผู้คนธรรมดาทั่วไป ซึ่งพวกเราสามารถพบเห็นได้ในวิถีชีวิตประจำวัน

ปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งตัดสินว่านักแสดงสมัครเล่นรายใดจะได้รับการคัดเลือกมาร่วมเล่นหนังของอภิชาติพงศ์ ก็คือ “ความเป็นธรรมชาติ” ของพวกเขา และการมีสัญชาตญาณที่ดีพอจะ “ด้นสด” ในสถานการณ์ต่างๆ อย่างลื่นไหล

สมพจน์เปิดเผยว่าในกระบวนการแคสติ้ง ทีมงานจะจู่โจมผู้มาคัดตัวเป็นนักแสดงด้วยการสุ่มโยนคำถามมั่วๆ ใส่พวกเขา หรือทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอะไรบางอย่างที่เหนือการคาดเดา

“ยกตัวอย่างเช่นเราอาจถามเขาว่า ‘ที่ไปเที่ยวทะเลกับวิมลมาเมื่ออาทิตย์ก่อนเป็นยังไงบ้าง? ผมได้ยินว่าเธอยังอยู่ในช่วงพักฟื้นจากการรักษามะเร็งใช่มั้ย?’ จากนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับคนชื่อวิมลก็จะถูกแต่งเติมเสริมต่อโดยคนที่มาแคสติ้ง”

สมพจน์อธิบายว่า คำถามตั้งต้นทำนองนั้นช่วยทำให้เรามองเห็นว่าผู้มาคัดตัวแต่ละคนจะสนองตอบต่อคำถามที่คาดไม่ถึงด้วยวิธีการเช่นใด และพวกเขาและเธอจะสามารถแต่งเติมเสริมสร้างเรื่องราวของ “วิมล” ให้มีความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงไหน

ซึ่งอภิชาติพงศ์เคยบอกเอาไว้ว่า กระบวนการคัดเลือกแบบนี้จะทำให้เราประจักษ์ว่าใครคือคนที่โกหกได้เก่งที่สุด

cemetery-of-splendour-06-1024x578

สมพจน์เล่าว่าทีมงานจะบันทึกภาพผู้มาแคสติ้ง ตั้งแต่ช่วงที่พวกเขาแนะนำตัว เรื่อยไปจนถึงตอนที่พวกเขาเริ่มทดลองทำการ “แสดง” เพราะต้องการพิจารณาว่าคนเหล่านั้นจะสามารถรักษา “ความคงเส้นคงวา” เอาไว้ได้หรือไม่

“โดยปกติ คนทั่วไปมักจะมีอาการตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาต้องเริ่มต้นด้นสดกับบทบาทการแสดงที่ได้รับ พลังงานในตัวพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เราต้องการคนที่สามารถรักษาระดับอารมณ์เอาไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ จนเราไม่อาจบอกได้ว่าเรื่องที่เขาเล่าให้พวกเราฟังนั้น เป็นความจริงหรือสิ่งหลอกลวง”

อีกข้อหนึ่งที่ทีมงานคัดเลือกนักแสดงในภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์มักนำมาพิจารณาประกอบ ก็คือ ผู้จะมาร่วมแสดงในหนังเรื่องนั้นๆ สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนนักแสดงคนอื่นๆ ได้ดีเพียงใด

เพราะการจะทำหนังสักเรื่องหนึ่งนั้น เราต้องมองไปที่ภาพรวมและการทำงาน “ร่วมกัน” เป็นสำคัญ

จุดนี้อาจส่งผลให้กระบวนการคัดเลือกนักแสดงมีความยืดเยื้อเกินคาด อาทิ ในหนังเรื่อง “สัตว์ประหลาด” ซึ่งกว่าทีมงานจะหานักแสดงที่เหมาะสมมารับบทเป็นตัวละคร “ทหาร” ได้ ก็ต้องใช้เวลายาวนานกว่าหนึ่งปีเลยทีเดียว

ที่มา https://www.filmcomment.com/article/one-in-a-million/

Advertisements
คนมองหนัง

โน้ตสั้นๆ ถึง METAPHORS

IMG_2415

โน้ตสั้นๆ ถึง METAPHORS: AN EVENING OF SOUND AND MOVING IMAGE WITH KICK THE MACHINE

1.

172413_medium

หนังสั้น/วิดีโอที่ใช้เปิดหัวประเดิมงาน คือ “Bangkok in the Evening” (กรุงเทพฯ ตอนเย็นๆ) ของ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ทรงพลังมาก แม้จะเป็นผลงานเมื่อ 12 ปีก่อน

สมพจน์พาคนดูไปสัมผัสกับบรรยากาศ ณ เวลาหกโมงเย็น ของผู้คนใน กทม. ช่วงเวลาที่พวกเขาทั้งหมดต้องยืนตรงหรืออย่างน้อยก็ต้องลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงความเคารพเพลงชาติ แต่คนทำหนังก็ละเอียดลออมากพอที่จะจับภาพให้เห็นความแตกต่างหลากหลาย หรือความไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยสมบูรณ์ของคนเหล่านั้น

ที่สำคัญ นี่เป็นหนังบันทึกภาพเวลาหกโมงเย็น ที่คนจำนวนมากกำลังแสดงอากัปกิริยาเคารพเพลงชาติ โดยไม่มีเพลงชาติเป็นเสียงประกอบแต่อย่างใด!

“Bangkok in the Evening” จึงเป็นผลงานภาพเคลื่อนไหวจากปี 2005/2548 ที่ไม่เชย แม้จะนำมาฉายอีกครั้งในปี 2017/2560

2.

5322480

ผมน่าจะได้ดู “Ghost of Asia” (2009) เป็นครั้งที่สอง แต่หนแรกเป็นการดูแบบจอเดียว แต่พอมาได้ดูแบบมัลติ-สกรีนในหนนี้ ก็เลยรู้สึกว่าคำสั่งตลกๆ ของเด็กน้อยสองคน ที่มีต่อ “ศักดา แก้วบัวดี” นั้นทรงอำนาจและเปี่ยมอารมณ์ขันอย่างยิ่ง

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าแปลก คือ จู่ๆ ตัวเองก็รู้สึกว่าเพลง “ดอกไม้” (บอย โกสิยพงษ์) ที่ถูกใช้ในหนังสั้นเรื่องนี้ มันไพเราะ/ฟังเพลินขึ้นมาซะงั้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้สึกสะดุดใจใดๆ กับการใช้เพลงนี้ ระหว่างการดูคราวแรก

3.

stacks_image_318

เคยได้ดู “Vapour” หรือ “หมอกแม่ริม” (2015) ของอภิชาติพงศ์มาหนหนึ่งที่ “ใหม่เอี่ยม” แต่เป็นการดูแบบไม่สมบูรณ์ คือ เข้าไปห้องฉายหนังช้าเล็กน้อย เลยได้ดูหนังฉบับไม่เต็ม และทำให้ไม่ค่อยมีสมาธิจดจ่อเท่าไหร่

จนมาได้ดูรอบสองในงานนี้ จึงพบว่าหนังมีมิติทางการเมืองเด่นชัด อย่างน้อยก็พิจารณาได้จากเสียงประกอบตอนช่วงท้ายๆ (ซึ่งเอาเข้าจริง ก็ควรจะสังเกตได้ตั้งแต่เมื่อดูครั้งแรก)

ทำให้รู้สึกได้ชัดเจนขึ้น ถึงความน่ากลัวและพลังคุกคามของ “หมอกควัน” ภายในหนัง

4.

IMG_2418

ชอบช่วงที่ศักดาและ “ป้าเจน เจนจิรา พงพัศ” ออกมาเล่าเรื่อง

อย่างไรก็ดี ขณะที่เรื่องเล่าของศักดามีความราบรื่น เชื่อมโยง เป็นวงจรอันสมบูรณ์แบบ คือ เริ่มต้นจากเรื่องราวของเขากับเพื่อนสนิทวัยเด็ก ความใฝ่ฝันและการสู้ชีวิตที่ทั้งคู่มีร่วมกัน ตัดไปสู่การได้เป็นนักแสดงของศักดา การได้โอกาสไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ การมีคนรักเป็นชาวต่างชาติ การได้ริเริ่มภารกิจใหม่ๆ แล้ววกกลับมายังความฝันที่ถูกเติมเต็มของเพื่อนในวัยเยาว์ เป็นฉากปิดท้าย

เรื่องเล่าของป้าเจนกลับมีท่วงทำนองในสไตล์ “อภิชาติพงศ์” มากกว่า กล่าวคือ แกเล่าเรื่องการเสียชีวิตของพี่ชาย การกลายเป็นผีของเขา แล้วก็ตัดไปที่เรื่องของรักแรกๆ ระหว่างแกกับเพื่อนชายในช่วงวัยรุ่น ก่อนจะลงเอยด้วยการรอคอย ความสิ้นหวัง และความพลัดพรากที่เขาต้องประสบ เรื่องเล่าสองเรื่องไม่มีจุดเชื่อมโยงหรือจุดบรรจบถึงกันแบบชัดๆ ทว่า กลับมีลักษณะ “ยั่วล้อ” กันอยู่ในที และถูกเชื่อมร้อยแบบบางๆ ด้วยเพลงที่ป้าเจนร้อง

ไม่รู้ว่าป้าเจนเล่าเรื่องราวแบบนี้ได้อยู่มือเพราะแสดง “หนังเจ้ย” มาเยอะ หรือ “หนังเจ้ย” ได้รับอิทธิพลการเล่าเรื่องมาจากนักแสดงขาประจำอย่างป้าเจนกันแน่ 555

5.

DSC02087

ชอบช่วง “Metaphors” โดย “อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร” และ “โคอิชิ ชิมิสึ” มากๆ

การออกมาเดี่ยวกีต้าร์เพื่อบรรเลงสกอร์ของ “แม่โขง โฮเต็ล” นั้นไพเราะตราตรึงทีเดียว

แปลกดี ที่ตอนฟังเพลงนี้ในหนังเรื่องนั้น ในหัวผมมันจะคิดแต่เรื่องบริบททางการเมืองยุคสงครามเย็น ที่ปรากฏล่องลอยขึ้นรางๆ จนเกือบจะรู้สึกว่าถ้าขาดไร้ซึ่งบริบทดังกล่าว สกอร์เด่นของหนังก็แทบไม่มีความหมายใดๆ

แต่พอได้มาฟังตัวสกอร์แบบเพียวๆ ในอีกบริบทหนึ่ง ผมกลับรู้สึกว่า เออ จริงๆ เพลงนี้มันก็เวิร์คและดีงามในตัวมันเองอยู่นะ

6.

IMG_2440

“An excerpt from Fever Room (เมืองแสงหมด)” (2015) ของอภิชาติพงศ์ เป็นการปิดท้ายที่เจ๋งสมการรอคอย

โดยส่วนตัวคิดว่าการนำพาสายตาคนดูไปเผชิญหน้ากับลูกเล่น/มายากลของ “แสงสว่าง” ก่อนจะพร่าเลือนทัศนวิสัยของพวกเขาด้วย “หมอกควัน” (เช่นเดียวกับผู้คนในหนังสั้น “หมอกแม่ริม”) มีความคมคายมาก

อีกจุดที่เป็นเรื่องตลกร้าย ก็คือ ในรอบที่ผมไปชมการแสดงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย. นั้น ทางผู้จัดควบคุมเวลาไว้ได้ค่อนข้างดี เพราะไม่ได้ใช้เวลาเต็มแม็กซ์จนไปเลิก 24.00 น. แต่เลิกการแสดงเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ระหว่างกำลังถูกรมและปกคลุมรายรอบด้วยหมอกควัน เมื่อเวลาสี่ทุ่มกว่าๆ ผมซึ่งยกนาฬิกาขึ้นมาดู จึงเกิดอาการตกใจ (เพราะเชื่อ -ณ ขณะนั้น- ว่าการแสดงจะไปเลิกเอาตอนเที่ยงคืนเป๊ะๆ) ว่า “เชี่ย! นี่เค้ากะจะรมควันเราไปอีกเกือบสองชั่วโมงเลยเหรอวะ???”

แต่สุดท้าย อะไรๆ มันก็ไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้นหรอกครับ 555

7.

ขออนุญาตปิดท้ายด้วยภาพน่ารักๆ หลังการแสดงสิ้นสุดลงครับ

DSC02097

DSC02099

DSC02100

ข่าวบันเทิง

หนังสารคดีไทยน่าสนใจจาก Salaya Doc 7

เวียนกลับมาอีกครั้ง สำหรับเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายาครั้งที่ 7

โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-26 มีนาคม 2560 ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

สำหรับเทศกาลปีนี้ จะมีหนังสารคดีไทยน่าสนใจเข้าฉายหลายเรื่อง

ดอกฟ้าในมือมาร

เริ่มต้นจาก “ดอกฟ้าในมือมาร” หนังยาวเรื่องแรกของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ซึ่งผสมผสาน “เรื่องแต่ง” เข้ากับ “เรื่องจริง” เพื่อถ่ายทอด “เรื่องเล่ากระจัดกระจาย” เกี่ยวกับ “ชุมชนชาติไทย” ได้อย่างชวนพิศวง (โดยเฉพาะสำหรับวงการภาพยนตร์ในยุค ค.ศ.2000)

หนังจะฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม เวลา 15.00 น.

หมอนรถไฟ

ตามมาด้วย “หมอนรถไฟ” ผลงานที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นของ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ที่เคยทำงานเป็นผู้ช่วยของอภิชาติพงศ์มาอย่างยาวนาน นี่เป็นอีกครั้งที่หนังจะเข้าฉายในเมืองไทย หลังจากเปิดตัวครั้งแรกในประเทศบ้านเกิด ที่เทศกาลเวิลด์ ฟิล์ม เฟสติวัล ออฟ แบงค็อก เมื่อช่วงต้นปี

ผลงานของสมพจน์จะฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม เวลา 16.00 น.

โดยหนังทั้งสองเรื่องนี้จะฉายในสาย Panorama

นิรันดร์ราตรี

 

ถัดมา คือ “นิรันดร์ราตรี” ที่จะจัดฉาย ณ ศาลายา ในวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม เวลา 19.00 น.

หนังสารคดีกึ่งทดลองความยาว 68 นาทีของ “วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย” ซึ่งเพิ่งฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่ประเทศเดนมาร์ก เรื่องนี้ พูดถึงภาวะโรยราของโรงหนังแบบสแตนด์อะโลน ผ่านชีวิตของชายฉายหนังคนหนึ่ง ซึ่งทักษะวิชาชีพของเขากลายเป็นสิ่งไร้ค่า เมื่อโรงหนังอันเป็นสถานที่ทำงานได้ปิดตัวลง

ชายผู้นี้เริ่มหันไปหาสุราและหนังสือธรรมะ หลายครั้งคำพูดที่เขาถ่ายทอดออกมากลายเป็นการผสมกันระหว่าง “ความจริง” กับ “การตีความจากทัศนะส่วนบุคคล” และแม้จะพยายามกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับลูกเมีย แต่อะไรต่อมิอะไรก็ยังไม่ดีขึ้น

“นิรันดร์ราตรี” ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรม Life, Death and Cinema

ต้นสะดือ

ปิดท้ายด้วย “ต้นสะดือ” หนังไทยในสาย Asean Competition โดย “เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์” ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง

หนังพาผู้ชมท่องไปยังดินแดนห่างไกล เพื่อรู้จักกับชนเผ่าคนกลุ่มน้อยชาวปกาเกอะญอ หรือที่รู้จักกันดีว่า “ชาวกะเหรี่ยง”

โดยเล่าเรื่องผ่าน “ชิ” นักดนตรีหนุ่มชาวปกาเกอะญอและปราชญ์ชาวบ้านชาวปกาเกอะญออีกหลายคน ที่จะแนะนำคนดูให้รู้จักกับวัฒนธรรมวิถีชีวิตของชนเผ่าปกาเกอะญอทั่วประเทศไทย จากจังหวัดแม่ฮ่องสอนเรื่อยลงมาตามแนวภาคเหนือสู่ภาคตะวันตกที่อุดมไปด้วยความสมบูรณ์ของป่าไม้และภูเขา

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพูดถึงประเด็นใหญ่ คือ เรื่องราววัฒนธรรมความผูกพันกันระหว่างชาวปกาเกอะญอกับป่าตามคติดั้งเดิมที่ว่า “บ้านคือป่า ป่าคือบ้าน” การถกเถียงกันจนเกิดความขัดแย้งว่าทำไมพวกเขาถึงต้องเผาป่า และความเจริญในการพัฒนาแบบถอยหลังที่เข้ามากระตุ้นเร้าและส่งผลให้วิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอเปลี่ยนแปลงไป

หนังสารคดีเรื่องนี้จะฉายที่หอศิลป์ กทม. วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม เวลา 19.00 น.

ตารางศาลายา

ติดตามรายละเอียดของหนังน่าสนใจเรื่องอื่นๆ ในเทศกาลครั้งนี้ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Salaya Doc

คนมองหนัง

คิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อย เกี่ยวกับหนังสารคดี “หมอนรถไฟ” (สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์)

“โครงสร้าง” ของหนังสารคดี

การที่หนังสารคดีเรื่องหนึ่งใช้เวลาคิด-ทำถึง “แปดปี” มันย่อมมีโอกาสสูงมาก ที่หนังจะเลอะ หรือไม่เป็นระบบระเบียบ

แต่ “หมอนรถไฟ” สามารถจัดระบบฟุตเทจกว่าร้อยชั่วโมงออกมาเป็นหนังสารคดียาวไม่ถึงสองชั่วโมง ที่มี “โครงสร้าง” ของเรื่องราวแข็งแรงเป็นอย่างยิ่ง

หากดูจากการที่หนังค่อยๆ ไล่เรียงการสำรวจขบวนรถไฟไทยจากชั้น 3 ชั้น 2 ตู้เสบียง ชั้น 1

หรือวิธีการเปิด-ปิดหนังด้วย “องค์ความรู้” บางอย่างเกี่ยวกับประวัติศาสตร์รถไฟไทย ซึ่งใช้ห่อหุ้มอารมณ์ความรู้สึก ความฝัน ความผุพังของรถไฟและผู้โดยสารรถไฟในสังคมไทยร่วมสมัย ที่คนดูต้องเผชิญหน้ากับมันด้วยฐานะ “ผู้ไม่รู้”

“จ้องมอง” และ “มีส่วนร่วม”

“หมอนรถไฟ” เดินตามจารีตของหนังสารคดีร่วมสมัย คือ การท่องไปมาระหว่าง “สถานการณ์จริง” กับ “สถานการณ์สมมุติ (เสมือนจริง/เรื่องแต่ง)” ขณะที่คนทำก็เล่นสองบทบาท ระหว่าง “ผู้จ้องมอง” กับ “ผู้มีส่วนร่วม (กับเรื่องราว)”

กว่าค่อนเรื่อง คล้ายหนังจะเทน้ำหนักไปยัง “สถานการณ์จริง” และการเล่นบท “ผู้จ้องมอง” ของคนทำ (ซึ่งเข้าไปมี “ส่วนร่วม” กับเรื่องราว-ซับเจ็คท์อยู่เพียงเล็กน้อย)

ก่อนที่โครงเรื่องจะพลิกผันในช่วงท้าย เมื่อ “สถานการณ์สมมุติ” ถูกสร้างขึ้น มี “ตัวละคร” ถือกำเนิดขึ้นมา เช่นเดียวกับคนทำที่เข้าไปมี “ส่วนร่วม” จริงจัง ในการถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับรถไฟของตนเองและครอบครัว

นอกจากนี้ อารมณ์ของหนังยังเปลี่ยนแปลงไป จากการนำเสนอชีวิต รายละเอียดต่างๆ บนรถไฟอย่างสงบนิ่ง เรียบร้อย มาสู่การสร้างเรื่องราวที่เปี่ยมสีสัน และมีอารมณ์ขันเข้าขั้นร้ายกาจทีเดียว

railway-sleepers

“ชาติ” ในรถไฟ

อย่างน้อย “หมอนรถไฟ” ก็น่าจะทำให้หลายคนนึกถึง “ดอกฟ้าในมือมาร” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ถ้าเรื่องเล่าที่บิดผันไปเรื่อยๆ ในหนังเรื่องหลัง แสดงให้เห็นถึง “ชุมชนจินตกรรม” ที่เรียกว่าชาติ รถไฟในหนังเรื่องแรกก็ทำหน้าที่คล้ายๆ กัน

จุดที่น่าสนใจ คือ “ชาติ” ที่สำแดงตนผ่านขบวนรถไฟ มิได้เป็น “ชุมชน” ที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเองและแยกขาดออกจากชุมชนอื่นๆ เด็ดขาด เพราะหนังยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ว่าการพยายาม “สร้างชาติ” ผ่านรถไฟนั้น ต้องอาศัยความรู้ของฝรั่ง (และแม้ปัจจุบัน เราก็ยังเดินตามแนวทางนั้น เพราะซับเจ็คท์กลุ่มแรกๆ ที่หนังจับจ้อง คือ บรรดาเด็กตัวน้อยๆ ที่พ่อแม่ส่งเข้าเรียนในหลักสูตร “อิงลิช โปรแกรม” ซึ่งเดินทางขึ้นมาแสวงหาความรู้/ประสบการณ์ชีวิตบนขบวนรถไฟ)

สมพจน์ยังย้อนให้เราเห็นว่า แม้ “กระบวนการสร้างชาติ” จะยึดโยงอยู่กับความต้องการทันสมัย ศิวิไลซ์ เจริญ พัฒนา แต่อีกด้าน “การสร้างชาติ” ผ่านระบบคมนาคมสมัยใหม่ยุคแรกเริ่ม ก็เกิดขึ้นพร้อมการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง

ที่ตลกร้าย คือ การพยายามกระชับอำนาจทางการเมืองในอีกกว่าศตวรรษต่อมา กลับส่งผลให้การจินตนาการถึงชาติครั้ง/แบบใหม่ผ่าน “รถไฟความเร็วสูง” ต้องชะงักงันลงไป

นี่จึงเป็นเหลี่ยมมุมอันสลับซับซ้อนหลากหลายหน้าของ “การสร้างชาติ”

“หลายชีวิต” บนรถไฟ

แน่นอนจุดเด่นที่คนดู “หมอนรถไฟ” ทุกรายคงมองเห็นชัดเจน คือ การจับจ้องเฝ้ามอง “หลายชีวิต” บนขบวนรถไฟ (หลายขบวน) โดยคนทำ ที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ การเติบโตเปลี่ยนผ่าน ความขัดแย้ง ความไม่เท่าเทียม การละเล่น เรื่องราวซุบซิบในชีวิตประจำวันของสามัญชนคนไทย

โดยส่วนตัว ผมชอบช่วงเวลาที่หนังจับภาพกลุ่มผู้โดยสารเพศทางเลือกนั่งพูดคุยกัน (เพราะเคยมีประสบการณ์จ้องมองสถานการณ์คล้ายๆ กัน ขณะนั่งรถไฟไปอีสานใต้) แล้วก็ชอบการจับภาพผู้โดยสารนั่งอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ (ที่มีสภาพ “ตายซาก” ทางธุรกิจ ไม่ต่างจากรถไฟ) ที่ดูย้อนแย้งกับอัตลักษณ์ส่วนบุคคลของผู้โดยสารรายนั้นๆ (ได้แก่ ภาพลุงแก่ๆ ที่น่าจะเป็นคนต่างจังหวัด นั่งอ่านหน้า “ต่างประเทศ” ของหนังสือพิมพ์ฮาร์ดนิวส์อย่างตั้งใจ หรือภาพเด็กสาวมุสลิมใส่ฮิญาบนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บันเทิง ที่เต็มไปด้วยรูปนางแบบสาวเปลื้องผ้าสุดวาบหวิว)

“ภูมิศาสตร์ล่องหน” ในหนังโร้ดมูฟวี่

“หมอนรถไฟ” อาจเป็นโร้ดมูฟวี่ แต่หนังก็เล่นกับความคลุมเครือ จนคนดูไม่สามารถตระหนักชัดได้ว่า “ขบวนรถไฟ” (ที่ถูกนำเสนอราวกับเป็น “รถไฟสายเดียวสืบเนื่องกัน” ภายในหนัง) จะนำพาพวกเขาไปไหนบ้าง?

ดังเช่นคำถามที่คนดูท่านหนึ่งถามผู้กำกับประมาณว่า รถไฟในหนังได้เดินทางไปภาคอีสานบ้างหรือไม่? เพราะเหมือนเราจะแทบไม่เห็น “ภาคอีสาน” ในหนังเรื่องนี้

คำตอบของผู้กำกับคือ “มีภาคอีสาน” อยู่ในหนัง แต่ “ภาคอีสาน” บนขบวนรถไฟอาจกลืนกลายเข้ากับการเดินทาง (ที่แสนพร่าเลือน) จนผู้ชมหลายคนไม่สามารถรู้ชัดได้ว่า ภาคอีสานอยู่ตรงไหน? ปรากฏขึ้นเมื่อไหร่?

จึงอาจกล่าวได้ว่า “ภูมิศาสตร์” ใน “หมอนรถไฟ” นั้นมีความลื่นไหลไม่ชัดเจน หรือไม่มี “แผนที่” ในหนังสารคดีแนวโร้ดมูฟวี่เรื่องนี้

from-gulf-to-gulf-to-gulf

หลายปีก่อน ผมมีโอกาสได้ดูหนังสารคดีเรื่อง “From Gulf to Gulf to Gulf” (Shaina Anand, Ashok Sukumaran) ที่เทศกาลภาพยนตร์ลอนดอน หนังถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของผู้คนบนเรือสินค้าที่ล่องจากเอเชียใต้ไปอ่าวเปอร์เซีย

น่าสนใจว่าจุดหนึ่งที่คนดูฝรั่งวัยชราคอมเมนท์หลังหนังจบ ก็คือ คนทำน่าจะใส่กราฟิกแผนที่ประกอบเข้าไปในภาพยนตร์เป็นระยะๆ เพื่อแสดงให้คนดูเห็นว่าเรือสินค้าในหนังเดินทางไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในผู้กำกับตอบว่า เขาไม่เห็นด้วยนักกับการใส่กราฟิกแผนที่ลงไป เพราะ “ภูมิศาสตร์” ที่หนังพยายามนำเสนอ มีลักษณะเป็น “ภูมิศาสตร์ทางเลือก” (เบื้องต้น คือ ภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงระหว่างโลกมุสลิม อันอยู่นอกเหนือจากความเข้าใจของ “โลกตะวันตก”) ซึ่งอาจไม่สามารถอธิบายได้ด้วย “แผนที่” ที่เป็นเครื่องมือขององค์ความรู้แบบ “ภูมิศาสตร์กระแสหลัก”

ผมคิดว่า “ภูมิศาสตร์/แผนที่ล่องหน” ใน “หมอนรถไฟ” ก็มีศักยภาพลักษณะนี้เช่นกัน

หนังพยายามเปิดทางเลือกว่าเราอาจมีจินตนาการ “แบบอื่นๆ” ในการก่อร่างสร้างชาติ

ซึ่งหนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดในการสร้างทางเลือกดังกล่าว ก็คือ การพยายาม “เลือน” รอยแบ่งแยกระหว่างภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย

หนังที่ทำให้คนดูอยากทำหนัง

ในมุมมองของผม อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นมากๆ ของ “หมอนรถไฟ” ก็ได้แก่ ศักยภาพในการสร้างแรงบันดาลใจว่าการทำหนังมันไม่ใช่ “งานช่างฝีมือระดับสูง/ยาก”

แต่การทำหนังพัวพันกับคำถามสำคัญๆ คือ คุณมีเรื่องอะไรอยากจะเล่า และ คุณจะแสวงหา เรียบเรียง จัดระบบระเบียบวัตถุดิบที่นำมาประกอบเป็นเรื่องเล่านั้นๆ อย่างไร รวมถึงคุณมีความอดทนและรอคอยได้นานแค่ไหน มากกว่า

ศักยภาพตรงนี้อาจดำรงอยู่ในผลงานเล็กๆ น้อยๆ ตามเทศกาลหนังสั้นหรือหนังทางเลือกต่างๆ

แต่เราไม่ค่อยได้เห็นสปิริตดังกล่าวในสื่อทีวี หนังเมนสตรีม หรือหนัง “อินดี้” (ส่วนใหญ่) กระทั่งคลิปไวรัลในโลกออนไลน์ ยุคปัจจุบัน มากนัก

เอาง่ายๆ คือตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เวลาได้ดูหนังที่รู้สึกประทับใจ ผมอาจรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกอยากตีความ/วิเคราะห์/คิดต่อ รู้สึกทึ่งว่าคนทำมันสร้างหนังเรื่องนั้นนี้ออกมาได้ยังไง

แต่กลับไม่ค่อยเกิดความรู้สึกประเภท เออ! ดูหนังเรื่องนี้เสร็จ แล้วอยากหยิบกล้องวิดีโอ กล้องถ่ายรูป หรือสมาร์ทโฟน ออกไปถ่ายหนังบ้าง

กระทั่งดู “หมอนรถไฟ” จบ ความรู้สึกทำนองนี้จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังห่างหายจากมันมานานปี

ข่าวบันเทิง

ข่าวดีหนังไทยต้นปี 60 “หมอนรถไฟ” ได้ไปเบอร์ลิน

“หมอนรถไฟ” (Railway Sleepers) ภาพยนตร์สารคดีโดย “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ที่ก่อนหน้านี้ได้เข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ถูกคัดเลือกไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน 2017 ในสาย “ฟอรัม” ซึ่งมีธีมว่าด้วย “ภาวะสมจริงและเหนือจริง”

โดย “หมอนรถไฟ” จะเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ 43 เรื่อง ที่ได้เข้าฉายในสายดังกล่าว โดยทั้งหมดคือหนัง “สารคดี” จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ยุโรป, อเมริกาเหนือ, อเมริกาใต้, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ที่มีจุดประสงค์หลากหลายตั้งแต่การฉายภาพสถาบันทางสังคม ไปจนถึงการมุ่งจับจ้องศึกษาปรากฏการณ์บางอย่างในระยะเวลาอันยาวนาน และใช้วิธีการนำเสนออันหลายหลาก ตั้งแต่การเข้าไปมีส่วนร่วมกับซับเจ็คท์, การทำหนังสารคดีเล่าเรื่อง, หนังเอสเสย์, หนังชาติพันธุ์, หนังการเมือง เรื่อยไปจนถึงหนังทดลอง

สภาวะผสมผสานเช่นนั้นทำให้ยากที่เราจะแบ่งแยกระหว่าง “เรื่องจริง” ออกจาก “เรื่องแต่ง” ภายในหนัง “สารคดี” เหล่านี้

“หมอนรถไฟ” คือ ผลงานที่ใช้เวลาถ่ายทำยาวนานร่วมแปดปี โดยสมพจน์ ซึ่งเป็นทีมงานคนสำคัญในหนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เคยระบุว่า หนังเรื่องนี้ต้องการนำเสนอภาพของรถไฟ ที่เป็นมากกว่ารูปแบบหนึ่งของการคมนาคม-ขนย้ายผู้คน แต่หนังจะพยายามเชื่อมโยงผู้คนและพื้นที่ต่างๆ ในสังคมไทย โดยมีเครือข่ายเส้นทางรถไฟเป็นสื่อกลาง

ดังนั้น รถไฟขบวนต่างๆ ในหนังเรื่องนี้ จึงมีสถานะเป็นโลกจำลองของสังคมไทย ที่เต็มไปด้วยภาพวิถีชีวิตอันมีเอกลักษณ์โดดเด่น

หลังทราบข่าวดีจากเบอร์ลิน สมพจน์ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

“หมอนรถไฟ” (Railway Sleepers) จะไปฉายที่ยุโรปเป็นครั้งแรก ณ เทศกาลเบอร์ลิน เดือนกุมภาพันธ์นี้ครับ! จำได้ว่าตอนดูหนังพี่ต้อย อุรุพงษ์ เรื่อง “เพลงของข้าว” ที่ร็อตเทอร์ดามเมื่อหลายปีก่อน มันพี้คมากตรงที่นอกโรงมันหนาวมากๆ แต่ในโรงหนังนี่ นาข้าวเขียวชอุ่ม คอนทราสต์กันสุดๆ ทำให้รู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ที่สามารถพาเราข้ามสถานที่ข้ามเวลา ไปอีกโลกหนึ่งได้ “หมอนรถไฟ” อาจจะเป็นหนังส่วนตัวเล็กๆ แต่ก็หวังว่ามันจะพาคนดูเดินทาง ฝ่าความหนาวเหน็บในเบอร์ลิน มายังอีกซีกโลก ณ ประเทศไทยแห่งนี้ได้เช่นกัน (แต่อาจจะเลทนิดหน่อย ตามสไตล์รถไฟไทยนะ)

 

ขอบคุณทีมงานและผู้สนับสนับสนุนทุกๆ คนอีกครั้งนะครับ ที่ช่วยให้หนังเรื่องนี้สำเร็จขึ้นได้ อย่าลืมไปดูที่ World Film กันนะครับ

ทั้งนี้ สำหรับที่ประเทศไทย “หมอนรถไฟ” จะประเดิมฉายสองรอบแรกในวันที่ 25 และ 27 มกราคมนี้ ที่เทศกาลเวิลด์ ฟิล์ม เฟสติวัล ออฟ แบงค็อก โรงภาพยนตร์เอสเอฟ เซ็นทรัลเวิลด์