คนมองหนัง

ว่าด้วย The Square

โดยส่วนตัว รู้สึกว่าท่ามกลางภาวะชุลมุนวุ่นวาย แวะโน่นแวะนี่ไปเรื่อยๆ หนังมันนำเสนอ “ข้อขัดแย้ง” หรือ “การเทียบเคียง” ในหลากหลายประเด็นดี

ในจำนวนนั้น “ประเด็นขัดแย้ง/การเทียบเคียง” เท่าที่ตัวเองรู้สึกว่าน่าสนใจ น่าสนุก และค่อนข้างอิน ก็คือ

หนึ่ง

ข้อขัดแย้งระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น/ความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างความหลากหลาย (ไม่ว่าจะดิบเถื่อนถึงขีดสุดขนาดไหน) กับ ข้อห้ามเรื่องการเหยียด หรือเรื่องการล่วงละเมิดกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ตั้งแต่ที่จำแนกด้วยอายุ เพศสภาพ ชาติพันธุ์ หรือสถานะทางเศรษฐกิจ (พูดง่ายๆ คือ เรื่องความถูกต้องทางการเมือง)

thesquare 3

ประเด็นนี้ หนังฉายภาพให้เห็นถึงการพยายามจะขยับขยายขอบเขตของงานศิลปะ ตลอดจนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน อันอาจนำไปสู่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เปิดกว้างขึ้น หรือวุฒิภาวะที่สูงขึ้นของสังคมโดยรวม ในการอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลาย (ทั้งในทางวัฒนธรรม ไปจนถึงทางสุขภาพกาย-ใจ)

แต่ขณะเดียวกัน ในการนี้ ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะก็จะไม่ได้เป็นแค่ “ภัณฑารักษ์” อีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นทั้งเจ้าของโปรเจ็คท์สินค้าบางอย่าง คนขายของ เซเล็บ ซึ่งมีตัวมีตน หรือมีส่วนร่วมกับผลงานที่ถูกจัดแสดงยิ่งกว่าศิลปินเจ้าของผลงานเสียอีก

เช่นเดียวกัน เมื่อทางทีมงานพิพิธภัณฑ์ต้องการจะโปรโมทนิทรรศการใหม่ของตน “สื่อมวลชน” ที่พวกเขาเชิญมาร่วมงาน ก็มิได้เป็น “นักข่าวสายศิลปวัฒนธรรม” อะไรทำนองนั้น แต่เป็นหนุ่มนักทำไวรัลคลิปสองคน ซึ่งคลิปของพวกเขาจะส่งผลกระทบสำคัญต่อพิพิธภัณฑ์และภัณฑารักษ์ในเวลาต่อมา

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ การพยายามขยายขอบเขตดังกล่าวของงานศิลปะและการทำหน้าที่สื่อ ยังพัวพันโดยมิอาจแยกขาดจากการเหยียดหรือการล่วงละเมิดกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม

ภัณฑารักษ์หนุ่มใหญ่ใช้อำนาจผ่านสถานภาพที่ได้เปรียบบางอย่าง ในเกมเซ็กส์ซึ่งเขาร่วมเล่น/ต่อรองกับสาวอเมริกัน

เพราะความหน้ามืดตามัว ภัณฑารักษ์คนเดิมพยายามตามหาโทรศัพท์มือถือที่ถูกลักขโมยไป ซึ่งมีสัญญาณเครื่องปรากฏขึ้น ณ แฟลตที่อาศัยของเหล่าคนยากจน ด้วยวิธีการที่บ้าบอเหลือเชื่อ จนเขามีกรณีขัดแย้ง/บาดแผลค้างคาใจกับเด็กน้อยที่น่าจะมีเชื้อสายมุสลิม (น่าสนใจว่า ผู้ที่เป็นต้นคิดให้ภัณฑารักษ์ก่อเรื่องราวนี้ขึ้น คือ ลูกน้องผิวดำของเขา)

และก็เป็นอีตาภัณฑารักษ์นี่แหละ ที่ไม่เคยสนใจไยดีกับคนจรจัดยากจนผู้ร้องขอความช่วยเหลือเจือจุนตามท้องถนนซักเท่าไหร่ สวนทางลิบลับกับคอนเซ็ปท์ของงานศิลปะชิ้นใหม่ในพิพิธภัณฑ์ที่เขาดูแลอยู่

รวมถึงไฮไลท์สำคัญตอนท้าย คือ คลิปโปรโมทนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ที่ใช้ “เด็กฝรั่งผมทอง” มาแสดงเป็นเหยื่อของสถานการณ์บางอย่าง ซึ่งฉายให้เห็นถึงความขัดแย้งตึงเครียดระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับข้อคำนึงถึงเรื่องความถูกต้องทางการเมืองอย่างชัดเจน

ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ ผมจะนึกถึง Hidden อยู่นิดๆ เป็นครั้งคราว แต่สุดท้าย ก็รู้สึกว่า The Square เดินทางมาไกลกว่าหนังเรื่องนั้นพอสมควร ตามยุคสมัยและปัญหาทางสังคม-การเมือง (ในทวีปยุโรป) ที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

(อย่างน้อย จุดหนึ่งที่น่าสนใจใน The Square ก็คือ ภาวะที่พลเมืองชั้นสองในสังคมไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่คนกลุ่มนี้ประกอบด้วยหลายเสี้ยวส่วน มีทั้งส่วนที่ปรับตัวเข้าหาชนชั้นนำในสังคมได้ และส่วนที่ยังใช้ชีวิตอยู่ตรงชายขอบ แล้วเข้ามาก่อกวน/ปะทะกับคนระดับบน/ในศูนย์กลางอำนาจชั่วครั้งคราว)

สอง

การเทียบเคียงระหว่างคุณค่าสูงส่งของ “งานศิลปะ” กับ ภาวะสาธารณ์ของ “สื่อสมัยใหม่” โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ต/โซเชียลมีเดีย

The-Square-3-1600x900-c-default

พร้อมๆ กับการพูดถึงข้อขัดแย้งประการแรก หนังก็กล่าวถึงการเทียบเคียงในประเด็นที่สองไปด้วยพร้อมๆ กัน

(เช่น กรณีไวรัลคลิป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทั้งข้อขัดแย้งระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับความถูกต้องทางการเมือง และรอยต่อระหว่างงานศิลปะกับการสื่อสารในยุคโซเชียลมีเดีย)

ที่น่าสนใจ คือ หนังทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นคู่ตรงข้ามที่ต่างขั้วกันหรือไม่ก็ตาม “งานศิลปะในพิพิธภัณฑ์” และ “สื่อใหม่ในอินเตอร์เน็ต” ล้วนมีพลัง มีทุน มีกลุ่มผู้บริโภคที่พร้อมจะสนับสนุน และมีด้านอัปลักษณ์ของตัวมันเอง คล้ายคลึงกัน

ถ้าพลังและภาวะอัปลักษณ์ของ “สื่อใหม่” ปรากฏผ่านไวรัลคลิปอื้อฉาวช่วงท้ายเรื่อง

พลังและภาวะอัปลักษณ์ของ “ศิลปะชั้นสูง” ก็สำแดงตนผ่านปฏิกิริยาที่แขกผู้มีเกียรติ/ผู้สนับสนุนในแวดวงศิลปะชั้นสูง มีต่อการแสดงยั่วล้ออารมณ์และความถูกต้องทางการเมืองของ “โอเลก”

เช่นเดียวกัน การแสดงของ “โอเลก” และปฏิกิริยาโต้กลับของบรรดาชายใส่สูทผูกหูกระต่าย ยังแสดงให้เห็นถึงขีดจำกัดของเสรีภาพและความอดทนอดกลั้นได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ถ้าถามว่ามีจุดติดขัดอะไรบ้างหรือไม่? ระหว่างนั่งชมหนังรางวัลปาล์มทองคำปีล่าสุดจากประเทศสวีเดนเรื่องนี้

ส่วนตัว ผมมีจุดงงๆ อยู่สองข้อ

thesquare4

ข้อแรก คือ จนตอนนี้ผมก็ยังแอบสงสัยว่าทำไมคุณภัณฑารักษ์และลูกน้องผิวดำจึงจัดการเรื่องโทรศัพท์มือถือถูกขโมยด้วยวิธีการที่เลยเถิดได้ถึงขนาดนั้น? 555

(ถ้าให้เดา นั่นอาจเป็นภาวะแปลกแยกตัวใครตัวมันจนเคว้งคว้างทำอะไรไม่ถูกเมื่อเจอปัญหาง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ของผู้คนในมหานครระดับ global city หรืออีกทางหนึ่ง นั่นก็อาจเป็นปัญหาของวิถีชีวิตที่แทบจะปลอดจากเจ้าหน้าที่รัฐตัวเป็นๆ อาทิ ตำรวจ)

อีกข้อ คือ คงมีหลายคนรู้สึกว่าหนังมีอาการรุ่มร่ามอยู่พอสมควร สำหรับผม ผมเห็นว่าหนังใช้ตัวละครเปลืองไปนิด

ถ้าใครได้ดูหนังแล้ว ก็คงพบว่า The Square ประกอบไปด้วยส่วนเสี้ยวเรื่องราวต่างๆ จำนวนมาก โดยแต่ละเสี้ยวส่วน ที่นำไปสู่ประเด็นข้อถกเถียง/ขัดแย้งอันแตกต่าง (หรือสอดคล้อง) กันไป ก็จะมีตัวละครสมทบรายเล็กรายน้อยปรากฏขึ้น

ผมยังรู้สึกว่าตัวละครสมทบบางรายสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้มากกว่าหนึ่งตำแหน่ง (หรือทำหน้าที่เกินเลยจากส่วนเสี้ยวที่ตนเองมีบทบาทจำเพาะอยู่) เพื่อหนังจะได้ลดทอนตัวละครเล็กๆ น้อยๆ รายอื่นออกไปบ้าง

แต่ดูเหมือนผู้กำกับจะเลือกจำกัดตัวละครมากมายเหล่านั้นไว้ในส่วนเสี้ยว/หน้าที่เฉพาะของพวกเขา และไม่พยายามควบรวมตัวละครหรือตัดทอนใครออกไป

เช่น เพื่อจะกล่าวถึงความขัดแย้งหรือสายสัมพันธ์ระหว่างภัณฑารักษ์ฐานะดีกับกลุ่มคนยากจน/คนชายขอบ/คนผิวสีในสังคม

ขณะที่ตัวละครภัณฑารักษ์อันเป็นศูนย์กลางของหนังมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว แต่ตัวละครคู่ตรงข้ามกลับมีทั้งหนุ่มผิวสี/สาวมุสลิมในพิพิธภัณฑ์ เด็กชายมุสลิมในแฟลตคนจน และแก๊งแว้นมอเตอร์ไซค์หน้าแฟลต  (ไม่รวมถึงคนยากจนจรจัดอีกมากหน้าหลายตาที่ปรากฏกายบนจอภาพยนตร์แบบผ่านมาแล้วก็ผ่านไป)

ซึ่งตัวละครบางรายก็ถูกทิ้งขว้างออกไปอย่างง่ายๆ และน่าเสียดาย หลังจากหมดสิ้นบทบาทสั้นๆ ของตนเอง อาทิ เจ้าหน้าพิพิธภัณฑ์ที่เป็นสาวมุสลิม และแก๊งมอเตอร์ไซค์

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“เลนิน-ดิแคปริโอ” จาก Marxist Memes ย้อนกลับไปยัง The Propeller Group

lenin meme

เพิ่งได้เห็นภาพล้อเลียนในเพจเฟซบุ๊ก Marxist Memes ที่ทำเป็นใบปิดภาพยนตร์ปลอมๆ เรื่อง Lenin นำแสดงโดย “ลีโอนาร์โด ดิแคปริโอ” และกำกับโดย “สตีเวน สปีลเบิร์ก”

เลยคิดถึงงานศิลปะชุดหนึ่งซึ่งได้ไปดูมาที่นิทรรศการ Yokohama Triennale 2017 เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

งานชุดนี้มีชื่อว่า “LENIN AS…” เป็นผลงานของศิลปินกลุ่ม The Propeller Group (Phunam, Matt Lucero และ Tuan Andrew Nguyen)

โดยศิลปินกลุ่มดังกล่าวได้สำรวจกระบวนการสร้างความทรงจำสาธารณะเกี่ยวกับผู้นำการปฏิวัติรัสเซียอย่าง “วลาดิมีร์ เลนิน” ซึ่งเกิดขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น ท่ามกลางบริบทของลัทธิทุนนิยมชนิดเข้มข้น ที่ทำงานแนบชิดกับลัทธิบูชาตัวบุคคลและการยกย่องชื่นชมผู้มีชื่อเสียง (เซเล็บ) ในสังคม

The Propeller Group ระบุว่าเมื่อสื่อและความบันเทิงในวัฒนธรรมสมัยนิยม ถูกทำให้มีลักษณะเป็นโลกาภิวัตน์ยิ่งขึ้น รวมถึงทรงอิทธิพลมากขึ้นจนมีสถานะไม่ต่างกับรัฐบาลของประเทศต่างๆ บรรดาเซเล็บในสื่อและอุตสาหกรรมบันเทิง ที่เป็นไอดอลของผู้บริโภคทั่วโลก จึงกลายสถานะเป็นเจ้าลัทธิบูชาตัวบุคคลขึ้นมา

ผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้ต้องพยายามธำรงรักษาสถานภาพคนดังของพวกตนเอาไว้ ผ่านการนิยามตัวตนใหม่ๆ ให้แก่ตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อชื่อเสียงของพวกเขาจะได้สามารถยืนยงคงอยู่ ท่ามกลางกระแสความนิยมในวัฒนธรรมบันเทิงสมัยนิยมที่แปรผันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

ศิลปินกลุ่มนี้สร้างผลงานชุด “LENIN AS…” ขึ้นมา ด้วยแนวคิดข้างต้น

พวกเขาได้สร้างซีรีส์ผลงานจิตรกรรม ซึ่งเผยให้เห็นถึงสายสัมพันธ์อันย้อนแย้ง หรือบางทีอาจแลดูบ้าบอไร้สาระ ระหว่างอำนาจ, การเมือง, ความเป็นที่นิยม และบุคลิกลักษณะในทางสาธารณะของผู้มีชื่อเสียง

โดยงานเหล่านี้ชี้เป็นนัยให้เห็นว่าหนังแนวชีวประวัติบุคคลที่สร้างโดยฮอลลีวูด อาจมีประสิทธิภาพในการรื้อฟื้นคืนชีวิตทางการเมืองให้แก่บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ถูกทอดทิ้งหลงลืมไปแล้ว ได้ดีกว่าประติมากรรมประเภทอนุสาวรีย์เสียอีก

ทั้งนี้ ศิลปินกลุ่ม The Propeller Group ได้นำเอาภาพวาดพอร์เทรทของวลาดิมีร์ เลนิน ที่เคยแขวนอยู่ตามอาคารที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วสหภาพโซเวียต มาผสมผสานเข้ากับทรงผมที่ผันแปรไปเรื่อยๆ ตามบทบาทที่เปลี่ยนแปลงในภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ของดาราดังอย่างลีโอนาร์โด ดิแคปริโอ

หากมองในแง่นี้ ภาพลักษณ์ของผู้นำการปฏิวัติรัสเซียจึงถูกนำมาใช้เสริมสร้างความเป็นซูเปอร์สตาร์ของวัฒนธรรมโลกร่วมสมัย

ผลงานจิตรกรรมชุดนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากข่าวลือแนวทฤษฎีสมคบคิดในอินเตอร์เน็ตว่าดิแคปริโออาจเป็นญาติที่พลัดพรากของเลนิน เช่นเดียวกับข่าวลือแนวบันเทิงที่ระบุว่านักแสดงชาวอเมริกันผู้นี้กำลังถูกทาบทามให้รับบทเป็นเลนิน ในภาพยนตร์แนวชีวประวัติของอดีตผู้นำโซเวียต

The Propeller Group ประกาศว่าพวกเขาจะผลิตงานชุดนี้เพิ่มเติมต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งเส้นทางเลนินและดิแคปริโอได้มาบรรจบกันจริงๆ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด โดยเมื่อถึงเวลานั้น ศิลปินกลุ่มนี้จะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นสุดท้ายของซีรี่ส์ ซึ่งมีชื่อว่า “Lenin as Lenin in Lenin”

DSC01459
Lenin as Calvin Candie in Django Unchained
DSC01462
Lenin as J. Edgar Hoover in J. Edgar
DSC01465
Lenin as Jack Dawson in Titanic
DSC01467
Lenin as Frank Wheeler in Revolutionary Road
DSC01469
Lenin as Cobb in Inception

เนื้อหา: http://www.the-propeller-group.com/lenin-as

ภาพประกอบMarxist Memes และ “คนมองหนัง”

ข่าวบันเทิง

รู้จัก Films for Free โปรเจ็คท์ใหม่ของเจ้ย-เป็นเอก-วิศิษฏ์-มะเดี่ยว

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ได้เกิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ เกี่ยวกับแวดวงหนังไทย ขึ้นอีกหนึ่งเพจ

เพจดังกล่าวมีชื่อว่า Films For Free โดย “Films For Free” คือโครงการระดมทุนเพื่อสร้างภาพยนตร์บนความเชื่อที่ว่า งานศิลปะที่สร้างจากอิสรภาพและเสรีภาพทางความคิด สามารถส่งเสริมให้สังคมเคารพความหลากหลายและสามารถอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้อย่างสันติ

ภาพยนตร์ในโปรเจ็คท์นี้จะกำกับ-เขียนบทโดย 4 คนทำหนังชื่อดัง ประกอบด้วย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, ชูเกียรติ ศักดิ์วีรกุล, เป็นเอก รัตนเรือง และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และจะมี โสฬส สุขุม มารับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์

จากนั้น ทางเพจได้เผยแพร่รูปภาพและความเห็นในประเด็น “เสรีภาพ” กับการสร้างสรรค์งานศิลปะของผู้กำกับฯ ทั้งสี่ราย ดังนี้

มะเดี่ยว films for free

สังคมแห่งความฝัน-เราเป็นคนทำงานที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ เราจำลองสังคมที่เราคิดให้อยู่ในหนังหรือละคร

 

เราพบว่าผู้คนในสังคมอยู่กับความกลัว เราถูกหล่อหลอมให้กลัว เรากลัวไม่มีงานทำ กลัวสอบไม่ติด ชีวิตดำเนินไปด้วยความกลัวอะไรบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นกับเรา เพราะชีวิตในสังคมเราไม่แน่นอน ไม่มีความมั่นคงที่รับประกันอะไรได้เลย เพราะสังคมเราไม่มีความหวัง ไม่มีความฝัน เพราะคนหยุดฝันไปด้วยระบบเซ็นเซอร์ ไม่ใช่แค่สื่อ และตอนนี้เราเซ็นเซอร์แม้แต่ความคิดเราเอง เราหยุดฝันเพราะเรากลัว

 

ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

วิศิษฏ์ films for free

จริงๆ แล้วศิลปะคือสิ่งเดียวกับเสรีภาพอยู่แล้ว มันมีทั้งผู้ผลิตหรือผู้ส่งสาร ผู้รับสาร มันไม่ได้จบแค่คนผลิต คือผู้รับสารจะต้องไปตีความต่อจากนั้น ศิลปะก็คือแต่ละคนก็ตีความกันไปคนละทาง เวลาเสพงานเดียวกันเราสามารถคิดไปคนละทางได้ อันนั้นมันคือเสรีภาพอยู่แล้ว

 

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

เป็นเอก films for free

ศิลปะที่ดีคือศิลปะที่ FREE คือศิลปะกับเสรีภาพมันน่าจะเป็นคำคำเดียวกันสำหรับผม

 

สำหรับในสังคมไทยยุคนี้ “ศิลปะที่มันอยู่ในลักษณะวิพากษ์จะไม่มีที่อยู่” เพราะว่ามีการห้ามวิพากษ์

 

คุณมีสองทางเลือกด้วยการเปลี่ยนตัวเองให้หยุดวิพากษ์ และหันไปทำศิลปะหน่อมแน้ม ที่ท้องฟ้าสดใส คนดูแล้วมีความสุข วาดภาพดอกไม้เพื่อให้รู้ว่ายังมีงานศิลปะอยู่

 

เป็นเอก รัตนเรือง

อภิชาติพงศ์ films for free

ศิลปะมาจากเสรีภาพ เพราะฉะนั้นในบรรยากาศแบบนี้ที่ไม่มีเสรีภาพ ผมก็ถือว่าส่วนตัวแล้วไม่มีศิลปะในประเทศไทย

 

เมื่อไม่มีศิลปะก็ไม่มีศิลปินในขณะนี้ เพราะคุณไม่อยู่ในพื้นที่ที่ทำให้เกิดศิลปิน

 

เพราะฉะนั้นผมไม่ได้พูดในฐานะศิลปิน นอกจากพูดในฐานะคนคนนึงที่อยากส่งเสริมหรือพยายามสื่อสารความรักในความแตกต่างว่า โลกนี้มีความหลากหลายและความรักในเพื่อนมนุษย์

 

เพราะถ้าคุณรักเพื่อนมนุษย์ คุณจะไม่ต้องคิดว่าศิลปินหรือไม่ศิลปิน เพราะมันคือพื้นฐานเลยว่าคนเราไม่เหมือนกัน

 

อภิชาติพงศ์ วีรเศรษฐกุล

ทั้งนี้ เพจดังกล่าวระบุว่า ภาพยนตร์จากโครงการ Films for Free มีแผนการจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ราวเดือนพฤศจิกายนปีนี้