คนมองหนัง

บันทึกถึง “เณรกระโดดกำแพง”

หนึ่ง

โดยส่วนตัว ถ้าเทียบหนังเรื่องนี้กับงานชิ้นหลังๆ ของ “พี่สืบ บุญส่ง นาคภู่” ผมยังรู้สึกว่า “เณรกระโดดกำแพง” นั้นด้อยกว่า “ฉากและชีวิต” กับ “ธุดงควัตร” ทั้งในแง่การเล่าเรื่องและในแง่ศิลปะภาพยนตร์

หากถึงช่วงมอบรางวัลหนังไทยประจำปี 2561 ผมก็เห็นว่า “ฉากและชีวิต” สมควรได้เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมากกว่า “เณรกระโดดกำแพง” แต่ใช่ว่าหนังเรื่องหลังจะไม่มีจุดโดดเด่นเอาเลย อย่างน้อย นักแสดงนำบางคนนั้นมีศักยภาพพอจะเข้าชิงรางวัลสาขาการแสดงแน่ๆ หรือตัวบทภาพยนตร์ก็มีชั้นเชิงอยู่ไม่น้อย

เช่นเดียวกัน ถ้าพูดถึงความเป็นหนัง “ธุดงควัตร” นั้นลงตัวและสวยงามกว่า “เณรกระโดดกำแพง” ทว่าเรื่องหลังกลับสามารถสะท้อนภาพสังฆะแบบไทยๆ ได้อย่างสมจริง จับใจ แหวกแนวมากกว่า

สอง

เณรกระโดดกำแพง หนึ่ง

“เณรกระโดดแพง” มีเนื้อหาสองส่วนที่เคลื่อนหน้าไปในลักษณะของสองเส้นเรื่องที่ดำเนินคู่ขนาน ส่องสะท้อน ซึ่งกันและกัน

เส้นเรื่องแรก คือ ชีวิตของผู้กำกับหนังและน้องๆ ทีมงาน (ซึ่งเป็นเสมือน “ชีวิตจริง” ในปัจจุบันของพี่สืบเอง) ที่เดินทางกลับมาบ้านเกิด เพื่อดิ้นรนตามฝัน/ทำหนังด้วยทุนสร้างอันจำกัดจำเขี่ย

เส้นเรื่องหลัง เล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มในชนบท ซึ่งต้องบวชเณรเพื่อไขว่คว้าโอกาสทางการศึกษา แต่ท้ายสุด เมื่อเวลาผันผ่าน เขาก็เตรียมตัวจะสละผ้าเหลือง เพื่อสอบเข้าเรียนสาขาการละครในมหาวิทยาลัย ตามความใฝ่ฝันส่วนตัวที่อยากเป็นนักแสดง เป็นที่เข้าใจกันว่าเนื้อหาส่วนนี้ ก็คือ ปูมหลังชีวิตของพี่สืบอีกนั่นแหละ

ในแง่หนึ่ง ได้ยินพี่สืบพูดเป็นนัยๆ เมื่อวันฉายภาพยนตร์รอบสื่อว่า ต้องเลือกเล่าเรื่องด้วยแนวทางนี้ เพราะเงื่อนไขข้อจำกัดด้านทุนสร้าง (สอดคล้องกับรายละเอียด/ปมปัญหาสำคัญของเส้นเรื่องแรกในหนัง)

อย่างไรก็ดี การเล่าเรื่องแบบนี้กลับนำไปสู่ความเปรียบที่น่าสนใจไม่น้อย นั่นคือ การเปรียบเทียบกันระหว่างความใฝ่ฝันจะทำหนัง ที่ยังลุกโชนอยู่ในปัจจุบัน ทว่ามองไม่ค่อยเห็นอนาคต กับอดีตในวัดที่เว้าแหว่งรางเลือนลงเรื่อยๆ (ไม่ต่างอะไรกับโรงภาพยนตร์ร้าง ฟิล์มหนังเก่า หรือม้วนวิดีโอที่ถูกทิ้งขว้าง)

สาม

เณรกระโดดกำแพง ผกก

สารภาพว่าระหว่างดูจะติดๆ ขัดๆ กับเส้นเรื่องชีวิตผู้กำกับอยู่บ้างนิดๆ หน่อยๆ

แต่พอมานั่งนึกย้อนทบทวน ผมกลับเห็นว่าเนื้อหา ลีลาการเล่าเรื่อง และการแสดง รวมถึงการผสมผสานระหว่างประเด็นความฝันต่างเจนเนอเรชั่น ความเคร่งเครียดจริงจังในชีวิต อารมณ์ขันที่เชยนิดๆ และภาวะเรียลลิสติกที่ถูกลดทอนลงหน่อยๆ ในส่วนนี้ ดันมีความคล้ายคลึงกับ “หนังตลาดที่ถูกลืม” ของพี่สืบ คือ “191 ½ มือปราบทราบแล้วป่วน” อยู่ไม่น้อย

191 ครึ่ง

สำหรับคนที่คุ้นชินกับหนังอิสระแนวสัจนิยมของพี่สืบ นี่อาจเป็น “องค์ประกอบแปลกใหม่” พอสมควร

สี่

เณรกระโดดกำแพง

แต่ถึงที่สุดแล้ว องค์ประกอบของหนังที่ผมชื่นชอบชื่นชมมากที่สุด ก็ยังเป็นเส้นเรื่องชีวิตเณรอยู่ดี และหวังว่าสักวันหนึ่ง พี่สืบจะมีโอกาสขยาย/พัฒนาเนื้อหาส่วนนี้ ให้กลายเป็น “หนังเต็มเรื่อง” หรือ “หนังที่มีชีวิตของตัวมันเอง” เพื่อเติมเต็มภาวะเว้าแหว่งอันน่าค้างคาใจใน “เณรกระโดดกำแพง”

ความน่าตื่นตาตื่นใจของเส้นเรื่องว่าด้วยชีวิต “เณรรุ่ง” ก็คือ ลักษณะอันผิดแผกจาก “หนังพระ-เณร” แบบไทยๆ เรื่องอื่นๆ

พี่สืบไม่ได้พูดถึงด้านมืด-ความเลวร้ายฉ้อฉลที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังศาสนา

มาคราวนี้ แกมิได้ต้องการนำเสนอเรื่องแก่นธรรมหรือหลักคำสอนอันลึกซึ้งสูงส่ง เหมือนเมื่อครั้งทำ “ธุดงควัตร”

แล้วพี่สืบก็ไม่ได้อยากเล่าเรื่องราวของเณรในต่างจังหวัดที่เต็มไปด้วยแก๊กตลกสดใสหรืออารมณ์ฟีลกู๊ดน่ารักๆ (ดังที่แกปฏิเสธไม่ยอมขายบทภาพยนตร์เรื่องนี้ให้สตูดิโอใหญ่เจ้าหนึ่ง)

แต่สิ่งที่พี่สืบบอกเล่าในหนังเรื่องนี้ คือ ชีวิตยากไร้ขัดสนของเด็กหนุ่มชนบท ที่มี “วัด” เป็นแหล่งทรัพยากรเดียว ซึ่งจะสามารถช่วยผลักดันให้เขาเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา กระทั่งก้าวไปสู่โลกใหม่ๆ ได้สำเร็จ

เส้นเรื่องชีวิต “เณรรุ่ง” จึงพาพี่สืบหวนกลับมาเดินบนเส้นทาง “สัจนิยม” ในจอภาพยนตร์อย่างเต็มตัวอีกหน

ผมชอบบรรดาฉากชีวิตธรรมดาๆ ทั้งหลาย (ซึ่งเป็นจุดแข็งของพี่สืบอยู่แล้ว) เช่น ฉากที่พวกเณรกลับบ้าน แล้วถอดจีวรแขวนไว้บริเวณใต้ถุนบ้าน ก่อนจะไปประกอบกิจกรรมอื่นๆ เหมือนคนปกติ ตั้งแต่ช่วยแม่ทำกับข้าว ช่วยทางบ้านเก็บพืชผล พาน้องไปบวชเรียน หรือแอบคุยกับหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน

ผมชอบฉากเณรนัดต่อยกัน ชอบรายละเอียดที่แสดงให้เห็นว่าข้างฝาและหน้าต่างกุฏิของเณรนั้นเต็มไปด้วยปก-รูปภาพจากนิตยสาร “มวยโลก”

(ความนิยมหลงใหลในกีฬามวยของ “เณรรุ่ง” ซึ่งเป็นภาพแทนของ “สามเณรบุญส่ง” เปรียญธรรม 4 ประโยค แห่งวัดไพรสณฑ์ศักดาราม ก็ทำให้ผมนึกถึงชีวิตของ “สมาน ส.จาตุรงค์” เด็กหนุ่มชาวกำแพงเพชรซึ่งตามอ่านนิตยสารมวยโลกและเริ่มฝึกหัดลงนวม ตั้งแต่เมื่อครั้งเขายังเป็นสามเณรเปรียญธรรม 3 ประโยค แห่งวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์)

สมาน

ผมชอบพวกซีนปั๊ปปี้เลิฟระหว่าง “เณรรุ่ง” กับ “สาวติ๋ม” โดยเฉพาะการนัดจีบกันในร้านหนังสือที่ตัวเมือง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องราวของเส้นเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในหนังเป็นส่วนๆ เสี้ยวๆ กระจัดกระจาย จึงยังมีหลายคำถามที่ติดอยู่ในใจผม

ผมยังอยากรู้ว่าทำไม “เณรเปล่ง” ถึงสึกหายจากไปเสียดื้อๆ

ผมยังอยากรู้ว่าความสัมพันธ์กุ๊กกิ๊กระหว่าง “เณรรุ่ง” กับ “ติ๋ม” นั้นคลี่คลายสลายลงอย่างไร

ผมยังอยากเห็นระบบ-กระบวนการศึกษาเล่าเรียนของสามเณรในวัดไพรสณฑ์ฯ แบบละเอียดลงลึก

(ถ้าพิจารณาจาก “เณรกระโดดกำแพง” คนดูอาจพลอยรู้สึกว่าใจของ “เณรรุ่ง” นั้นลอยไปหาหนังหาดารา ลอยไปหาหญิงสาวนอกวัด และไม่ค่อยตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเท่าไหร่ แต่ต้องไม่ลืมว่าในชีวิตจริง สามเณรชาวสุโขทัยชื่อ “บุญส่ง” ผู้ไปเรียนหนังสือที่วัดในจังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นต้นแบบของตัวละคร “เณรรุ่ง” นั้น เอ็นทรานซ์ติดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นะคร้าบ ดังนั้น ระบบการศึกษาที่เขาได้รับในวัดคงไม่ธรรมดาแน่ๆ)

ห้า

เณรกระโดดกำแพง จบ สี

ผมชอบคำพูดของหลวงพ่อ/หลวงพี่ช่วงท้ายเรื่อง ที่เตือน “เณรรุ่ง” ว่า ถ้าเลือกสึก ชีวิตก็อาจกลับไป (ยากลำบาก) เหมือนเดิม แต่ถ้ายังบวชอยู่ ก็จะมีโอกาสในชีวิตมากขึ้น

ดูเหมือนชีวิตจริงของพี่สืบจะแสวงหา “จุดกึ่งกลาง” ระหว่างสองทางเลือกนั้นได้เจอ คือ แกสามารถใช้/แปรโอกาสสุดท้ายภายใต้ผ้าเหลือง เป็นเครื่องมือที่ช่วยผลักดันให้ชีวิตหลังบวชของตัวเองเดินทางไปสู่อีกจุดหมายหนึ่ง ในเมืองหลวง ในโลกภาพยนตร์ โดยไม่ซ้ำรอยเดิมกับชีวิตชาวนาช่วงก่อนบวชเรียน

แม้ว่าท้ายสุด ชีวิตที่ก้าวไปสู่โลกใหม่และชีวิตที่ติดค้างอยู่ในโลกเก่า ต่างล้วนเคว้งคว้าง รอคอยบางสิ่งบางอย่าง ท่ามกลางบรรยากาศเลื่อนลอยว่างเปล่า เหมือนๆ กันก็ตาม

ไปๆ มาๆ “เณรกระโดดกำแพง” อาจเป็นผลงานที่พี่สืบเปิดเปลือยชีวิตตนเองออกมามากที่สุด เท่าที่พอจะทำได้ (ณ ปัจจุบัน)

และการเปลือยชีวิตปัจจุบัน การเปิดชีวิตอดีต ซึ่งมาบรรจบกันในโรงภาพยนตร์แห่งความฝันช่วงท้ายเรื่องนั้น ก็เป็นภาวะหลอมรวมของเรื่องเล่าสองชนิด ที่เปี่ยมมนต์ขลังและมีเสน่ห์ดี

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกสั้นๆ ถึง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” และ “มะลิลา”

ไม่มีสมุยสำหรับเธอ

หนึ่ง

นี่เป็นหนังของพี่ต้อม เป็นเอก ที่ผมชอบ แต่ไม่ได้ชอบในระดับ “มากที่สุด” นอกจากนี้ ถ้าให้เปรียบเทียบกับงานอื่นๆ ของแก ผมเห็นว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มีลักษณะร่วมกับ “ฝนตกขึ้นฟ้า” ชัดเจน อย่างน้อย ก็ในแง่ “ประเด็นหลัก” ของเรื่อง (ตามการตีความของผม)

สอง

ถ้าให้สรุปประเด็นอย่างรวบรัดและไม่เฉลยเนื้อเรื่องเกินไป ผมตีความว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กำลังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ความหลากหลาย/การพลิกผันของเรื่องเล่า” และ “โครงสร้างอันแข็งตัวของอำนาจ”

หนังพยายามหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า ถ้าเราลองพลิกมุม เปลี่ยนโทน สลับสับเปลี่ยนตัวละคร หรือเคลื่อนย้ายฉากหลังของเรื่องราว จนเกิดเป็นเรื่องเล่าลื่นไหลหลากชนิดว่าด้วยผู้อยู่ใต้อำนาจและผู้มีอำนาจ โครงสร้างอำนาจที่แลดูแข็งแกร่งตายตัวจะสั่นคลอนหรืออ่อนแอลงบ้างหรือไม่?

(จริงๆ นอกจาก “เรื่องเล่า” ที่มีหลายระนาบแล้ว อีกจุดที่น่าสนใจ คือ หนังยังพาคนดูไปสัมผัสกับมุมมอง/การมองโลกหลายๆ แบบ ผ่านงานเทคนิคด้านภาพ ทั้งการมองโลกสีขาวดำแบบสุนัข การมองโลกสีปกติแบบคนธรรมดาทั่วไป การมองโลกแบบพร่าเลือนผ่านสายตาของคนชราป่วยหนัก)

ไม่มีสมุย นำ

สาม

หนังมีบางจุดที่ชี้ชวนให้ระลึกถึงงานชิ้นก่อนๆ ของผู้กำกับ ผ่านทั้ง “กิมมิก” เล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงลักษณะการนำพาเรื่องราวให้เลยเถิดเตลิดเปิดเปิงไปเรื่อยๆ ผ่านความบังเอิญ ความสะเพร่า ความน่าชวนหวัว ตลอดจนความไม่น่าเชื่อถือ (แต่สนุกสนานเพลิดเพลินตามสมควร)

คนที่ชอบหนังอย่าง “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” และ “เรื่องตลก 69” ก็น่าจะจูนติดกับ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

สี่

ตัวละครในเรื่องที่มีเสน่ห์ ก็เช่น แม่ของกาย (เดวิด อัศวนนท์) ซึ่งโปรดิวเซอร์บอกว่า “ปรากฏการณ์มหัศจรรย์” ภายในหนัง ที่เกิดกับตัวละครหญิงชรา น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริงของแม่พี่ต้อม เป็นเอก

สำหรับตัวละครของกาย แม้จะเต็มไปด้วยองค์ประกอบแปลกๆ ไม่น่าเชื่อถือ แต่พอนำตัวละครรายนี้ไปประกบทาบกับสามีฝรั่งของวิ (พลอย เฌอมาลย์) มันกลับทำให้เราได้เห็นภาพที่หลากหลายของ “ฝรั่ง” ในเมืองไทย

ขณะที่ตัวละคร “เจ้าคณะ” หรือ “เดอะ โฮลี่ วัน” เท่าที่จับจากบทสนทนาช่วงต้นๆ ผมเข้าใจว่าเผลอๆ ทีแรก พี่ต้อมคงอยากให้เป็นพระสงฆ์จริงๆ เลยด้วยซ้ำ (มั้ง?) แต่เมื่อต้องปรับโจทย์มาเป็นเจ้าลัทธิที่ไม่ได้ออกบวชเต็มตัว มันก็พอกล้อมแกล้มไปได้ และมีรายละเอียดบางอย่างมารองรับในท้ายที่สุด

ไม่มีสมุย เดวิด

ห้า

อีกจุดเด่นหนึ่งที่มักปรากฏในภาพยนตร์ของเป็นเอกเสมอมา คือ การเลือกใช้นักแสดงหญิงได้อย่างเก่งกาจ

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มิได้มีแค่ดาวร้ายละครทีวีที่รับบทโดย “พลอย เฌอมาลย์” เป็นตัวละครหญิงผู้โดดเด่นรายเดียว เพราะยังมีตัวละคร/นักแสดงหญิงลึกลับอีกหนึ่งราย ซึ่งจะปรากฏกายขึ้นมาพร้อมบทบาทสำคัญมากในช่วงท้าย

ตัวละครหญิงคนนี้ทำให้ผมคิดถึงบทบาทของ “พรทิพย์ ปาปะนัย” ใน “มนต์รักทรานซิสเตอร์” และ “พลอย” เพราะพวกเธอต่างเป็นตัวละครระดับรองๆ ที่มีโอกาสออกจอในเวลาไม่มากนัก

ทว่า บุคลิกลักษณะและฝีมือการแสดงของตัวละคร/นักแสดงหญิงเหล่านี้กลับน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง

หก

ที่น่าเสียดาย คือ ผมรู้สึกว่าพวกตัวละครสมทบเล็กๆ น้อยๆ ในหนัง ไม่ได้มีเสน่ห์เฉพาะตนหรือไม่มีอารมณ์ตลกหน้าตายซื่อๆ ใสๆ แบบบรรดานักแสดงสมทบที่น่าจดจำในงานชิ้นแรกๆ ของพี่ต้อม แม้ดูเหมือนว่าแกพยายามจะสร้างตัวละครประเภทนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ใน “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ก็ตาม

เช่นเดียวกับเรื่องเพลงประกอบ ที่หลายครั้ง พี่ต้อมมักเลือกเพลงของศิลปินที่ไม่ค่อยดัง มาใส่ในหนังของแกได้อย่างแพรวพราวเหมาะเจาะ แต่คุณสมบัติดังกล่าวไม่ได้ปรากฏออกมาอย่างโดดเด่นนักในหนังเรื่องนี้

มะลิลา

มะลิลา 4

หนึ่ง

ระหว่างดูค่อนข้างเซอร์ไพรส์อยู่นิดๆ เพราะทีแรก เข้าใจว่าเส้นเรื่องความรัก-สายสัมพันธ์-ความพลัดพรากระหว่าง “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) กับ “พิช” (โอ อนุชิต) ที่มีสัญลักษณ์สื่อกลาง คือ “การทำบายศรี” จะเป็นเส้นเรื่องหลักเส้นเรื่องเดียวของหนัง

แต่ปรากฏว่า เอาเข้าจริง หนังแยกออกเป็นสองพาร์ท โดยมี “เชน” เป็นแกนกลาง เนื้อหาอีกพาร์ทหนึ่ง จะว่าด้วยการออกธุดงค์ในป่าของพระบวชใหม่ (เชน) และพระผู้มีอาวุโสกว่า ซึ่งเคยเป็นนายทหารมาก่อน เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมและปลดปลงความทุกข์ (แต่ผู้ชมยังจะได้พบโอ อนุชิต ในพาร์ทนี้)

“มะลิลา” เลยก่อตัวขึ้นจากองค์ประกอบน่าสนใจ ที่ไม่น่าจะนำมาเขย่ารวมกันได้ ทั้งเรื่องเกย์, บายศรี, พุทธศาสนา, ป่า และกองทัพ ทั้งหมดเพื่อส่องสะท้อนถึงพันธะจากอดีต ปัจจุบันของตัวละคร (และอาจรวมถึงอนาคตของพวกเขา)

สอง

หนังคละเคล้า “ความงดงาม” กับ “ความอัปลักษณ์” ให้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวทีเดียว คนดูจะได้เห็นฉากเลิฟซีนสวยๆ และเข้าถึงอารมณ์ระหว่างเชนกับพิช, เห็นกระบวนการทำบายศรีอันประณีตวิจิตรบรรจง หรือได้สัมผัสกับความเขียวขจีของพื้นที่ป่าในฤดูฝน ขณะเดียวกัน เราก็จะกลายเป็นประจักษ์พยานของความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ความเสื่อมโทรม อ้วก เลือด หนอน และซากศพ (มากกว่าหนึ่ง) ของทั้งมนุษย์และสัตว์

สาม

ถ้าพิจารณาว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนัง “พุทธศาสนา” (โดยเฉพาะในพาร์ทหลัง) ผมคิดว่า “มะลิลา” สามารถถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ “ธุดงควัตร” ได้ ทั้งในแง่คุณภาพ, โครงสร้างเรื่องราว (การเรียนรู้ฝึกฝนตนเองของพระบวชใหม่), ความสัมพันธ์ของตัวละคร (พระอาจารย์กับพระใหม่ และมายาที่พวกเขายังติดยึด) และพื้นที่ในหนัง (ป่าเขาลำเนาไพร)

จุดต่างสำคัญข้อหนึ่ง อาจอยู่ที่ “มะลิลา” พยายามจะเปิดเปลือยให้คนดูได้ตระหนักถึงสภาพความเป็นมนุษย์ (ผู้ยังหลุดไม่พ้นบ่วงทุกข์) ของตัวละคร “พระอาจารย์” อย่างชัดเจนกว่า

ใน “ธุดงควัตร” คนดูจะได้ยินเพียงเสียงร้องไห้ ที่สามารถอนุมานว่าน่าจะเป็นเสียงของพระอาจารย์ แต่ใน “มะลิลา” คนดูจะได้เห็นรายละเอียดของประเด็นปัญหาคล้ายๆ กัน ทว่า คมและลึกกว่า

มะลิลา พระ

สี่

อีกจุดที่ส่งผลให้พาร์ท “พุทธศาสนา” ของ “มะลิลา” ดูมีอะไรมากขึ้น ก็คือ การใส่รายละเอียดเกี่ยวกับ “ทหาร” ลงไป

ทั้งตัวละครพระอาจารย์ที่มีภูมิหลังเป็นทหาร จนถูกคนเรียกขานว่า “หลวงพี่นายพัน” (หนังแสดงให้เห็นด้วยว่าหลวงพี่ท่านนี้ยังมีความรู้สึกผิดบาปบางประการหลงเหลืออยู่ในจิตใจ แต่มิได้ระบุชัดถึงรายละเอียดของเรื่องราวดังกล่าว)

และการที่พระสองรูปออกธุดงค์ในผืนป่า ซึ่งถูกอธิบายว่าอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่สู้รบ มีรถทหารวิ่งผ่าน มีซากศพคนตายถูกนำมาทิ้งขว้างตลอดเวลา

ส่วนตัว ผมไม่ได้มองว่า “พื้นที่สู้รบ/พื้นที่ทหาร” ในหนัง คือ ภาพสะท้อนที่เป็นจริงของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งบนแผนที่ประเทศไทย เช่น เป็นภาพสะท้อนของเขตอีสานใต้บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่ผมมองว่าหนังอาจพยายามสร้างฉากหลังตรงส่วนนี้ ให้เป็นเหมือนนิทานเปรียบเทียบของสังคมไทยทั้งสังคม สังคมที่ทหารหรือกองทัพยังมีอำนาจอิทธิพลยิ่งใหญ่อยู่ในทุกแห่งหน และสังคมที่ความรุนแรงสูญเสียมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ

ห้า

อีกจุดเล็กๆ ที่ผมชอบ คือ ในหนังเรื่องนี้มี “งูเหลือม” เป็นตัวละครสำคัญด้วย แม้จะออกมาไม่มากและไม่เห็นทั้งตัวแบบจะๆ ก็ตาม

บทบาทของเจ้างูเหลือมใน “มะลิลา” เป็นภาพที่มักปรากฏในจินตนาการของผู้คน แต่ไม่ค่อยปรากฏในหนังเรื่องอื่นๆ มากนัก (แม้กระทั่งในคลิปหรือข่าวแปลกๆ ทั้งหลาย)

ผมเลยรู้สึกว่ามัน “แปลกดี” ที่หนังเลือกนำเสนอภาพและบทบาทของงูเหลือมในมุมนั้น

ขณะเดียวกัน “งูเหลือม” ยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของ “บาดแผลจากอดีต” ซึ่งฝังตรึงอยู่ในใจเชน (และข้ามผ่านไปได้ไม่ง่ายนัก)

(พร้อมๆ กับเรื่องงูเหลือม ยังปรากฏเรื่องเล่าว่าด้วยการปรักปรำคนเป็น “ผีปอบ” ซึ่งนับเป็นอีกจุดเล็กๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อย ณ ช่วงต้นของหนัง)

มะลิลา นำ

หก

โดยส่วนตัว แม้ยังรู้สึกเสียดายนิดๆ ที่ “มะลิลา” ดูจะมุ่งให้ความสำคัญกับการคลี่คลายความทุกข์/ความผิดบาป/บาดแผลส่วนบุคคลของปัจเจก มากกว่าจะทดลองขยับ-เขย่าประเด็นเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น (ซึ่งมีปรากฏให้เห็นรางๆ เป็นฉากหลังในหนัง) แต่นี่ก็ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่น่าพอใจมากๆ ในรอบปี

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กับ “มะลิลา”

ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างหนังไทยสองเรื่องนี้

ผมคิดว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ไปไกลกว่า ในแง่การพยายามแตะประเด็นเรื่องโครงสร้างทางอำนาจ

ส่วน “มะลิลา” มีความละเอียดลออ เบามือ และเป็นผู้ใหญ่ (สุขุมลุ่มลึก) มากกว่า ในกระบวนการเล่าเรื่องซึ่งเพ่งพินิจพิจารณาถึงชีวิตของปัจเจกบุคคล

ข่าวบันเทิง

จับตา “หนัง (จาก/เกี่ยวกับ) อาเซียน” ในเทศกาลคานส์ 2017

นอกจากในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2017 จะมีหนังเกี่ยวกับคุกไทยเรื่อง “A Prayer Before Dawn” ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส “Jean-Stéphane Sauvaire” เข้าฉายนอกสายการประกวดหลัก ในโปรแกรม “Midnight Screening” แล้ว (คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่)

ยังมีหนังจาก (หรือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าสนใจอีกจำนวนหนึ่งในเทศกาลคานส์ปีนี้

w1

เริ่มต้นด้วย “The Venerable W.” ผลงานภาพยนตร์สารคดีโดย “Barbet Schroeder” นักทำหนังอาวุโสเชื้อสายอิหร่านชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะได้ฉายนอกสายการประกวดในโปรแกรม “Special Screenings”

หนังถ่ายทอดเรื่องราวของ “วีระตุ๊” พระสงฆ์ที่ได้รับความเคารพและทรงอิทธิพลอย่างสูงในประเทศเมียนมา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปลุกกระแสความเกลียดชัง กระทั่งนำไปสู่การเข่นฆ่าทำร้ายประชากรที่นับถือศาสนามุสลิม

หนังเรื่องนี้เป็นภาคสุดท้ายในภาพยนตร์ชุด “ไตรภาคว่าด้วยปีศาจ” ของ Schroeder ถัดจาก “General Idi Amin Dada: A Self Portrait” (1974) และ “Terror’s Advocate” (2007)

marina good

ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์อินโดนีเซียเรื่อง “Marlina the Murderer in Four Acts” ผลงานการกำกับของ “Mouly Surya” ก็ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Directors’ Fortnight” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์

หนังเล่าเรื่องราวของหม้ายสาวชื่อ “Marlina” ที่ออกเดินทางแสวงหาความยุติธรรมและอิสรภาพ หลังจากเธอถูกทำร้ายและปล้นสะดมจากแก๊งนักเลงกลุ่มหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะลงมือสังหารชายเหล่านั้น

แต่การเดินทางของ Marlina กลับช่างยาวไกล แถมวิญญาณของชายที่ถูกฆ่ายังตามมาหลอกหลอนเธออีกต่างหาก!

น่าสนใจว่าหนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ “Purin Pictures” จากประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย “วิศรา วิจิตรวาทการ” และ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนหนังอิสระในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

jodika

นอกจากนี้ ในโปรแกรมประกวดภาพยนตร์สั้นของงาน “International Critics’ Week” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ยังมีผลงานชื่อ “Jodilerks Dela Cruz, Employee of the Month” ของ “Carlo Francisco Manatad” ผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ ถูกคัดเลือกเข้ามาฉายอีกด้วย

หนังร่วมสร้างระหว่างฟิลิปปินส์และสิงคโปร์เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวการทำงานในวัน/คืนสุดท้ายของพนักงานปั๊มน้ำมันหญิงคนหนึ่ง

ต้องจับตาดูว่ากระแสตอบรับต่อภาพยนตร์เหล่านี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

“Little People” : ลัทธิความเชื่อ ระบอบเผด็จการ และพลังอำนาจของคนเล็กคนน้อย

(ปรับปรุงจากข้อเขียนที่เผยแพร่ครั้งแรกในเพจเฟซบุ๊ก “คนมองหนัง” เมื่อเดือนธันวาคม 2556)

ตอนอ่านนวนิยายเรื่อง “1Q84” ของ “ฮารูกิ มูราคามิ” จบ เมื่อประมาณปี 2555 ผมขบคิดไม่ค่อยแตกว่าไอ้ “Little People” นี่มันมีนัยยะหมายถึงอะไร?

จริงๆ กระทั่งตอนนั่งพิมพ์ข้อเขียนชิ้นนี้ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ และไม่ค่อยได้ติดตามว่ามีใครตีความ/ถกเถียงเกี่ยวกับตัวละครกลุ่มดังกล่าวไว้อย่างไรบ้าง?

แต่พอมานั่งครุ่นคิดถึง “Little People” ของมูราคามิในช่วงปลายปี 2556 ก็เริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจดี

ข้อแรก (ซึ่งหลายคนคงเอะใจตั้งแต่ตอนอ่านหนังสือ) คือ “Little People” นี่ อย่างน้อยมันล้อไอเดียเรื่อง “Big Brother” ในนวนิยายเรื่อง “1984” ของ “จอร์จ ออร์เวลล์” แน่ๆ

ทว่า ขณะที่อำนาจเผด็จการใน “1984” มันถูกยึดครอง/บังคับใช้โดยพรรค โดยกลุ่มผู้นำที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ

 

อำนาจเผด็จการเร้นลับใน “1Q84” ที่สำแดงผ่านพวก “Little People” มันกลับเกิดขึ้นมาจากกลุ่ม “คนเล็กๆ” (อาจถือเป็น “มวลชน” กลุ่มหนึ่งก็น่าจะได้) ที่เป็นชุมชนหรือลัทธิความเชื่อทางศาสนา/เป็นอดีตฝ่ายซ้ายที่เคยพ่ายแพ้ให้แก่รัฐมาก่อน

ประการต่อมา แม้ชุมชนและลัทธิความเชื่อที่ว่าจะวางฐานอันแข็งแรงแน่นหนาอยู่บน “personality cult” แต่สุดท้ายตัว “บุคคลศักดิ์สิทธิ์” ที่ถูกยกย่องเชิดชูขึ้นมาก็ไม่ได้มีความสำคัญเป็นนิรันดร์และมีชีวิตยืนยาวสืบเนื่องเท่ากับบรรดา “Little People”

แถมเป็นฝ่ายหลังด้วยซ้ำ ที่คล้ายจะมีอำนาจควบคุมบังคับฝ่ายแรกอยู่

จนราวกับว่าการรวมตัวของคนเล็กคนน้อย ซึ่งกลายมาเป็นลัทธิความเชื่อบางอย่าง ก็สามารถนำไปสู่การก่อเกิดระบอบเผด็จการ (ทางความคิดความเชื่อ/จิตวิญญาณ) ได้เช่นกัน

http://iminnabluedream.tumblr.com/post/13478928068/1q84-degdeg-just-started-reading-this-book

อย่างไรก็ดี สุดท้ายชุมชน/ลัทธิความเชื่อของพวก “Little People” ใน “1Q84” นั้นยังคงจำกัดตัวเองอยู่ใน “โลกเฉพาะ”

และแม้จะพยายามแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลออกมาสู่โลกภายนอก ก็ทำได้ไม่สำเร็จสัมบูรณ์ แถมมีคนตั้ง “องค์กรลับ” นอกระบบ มาล่อมันกลับอีกต่างหาก

คนมองหนัง

ความพร่าเลือนของรัฐ-ชาติ และความทับซ้อนของศาสนา ใน ‘สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์’

หมายเหตุ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวาระครบรอบ 7 ปี แห่งการเสียชีวิตของ “บัณฑิต ฤทธิ์ถกล” หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์คนสำคัญของไทย

 

บล็อกคนมองหนังขอรำลึกถึงบัณฑิต ผ่านบทความว่าด้วย “สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์” ภาพยนตร์ใน “ยุคปลาย” ของเขา ซึ่งถูกกล่าวถึงไว้ไม่มากนัก

 

บทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารไบโอสโคป ภายหลังบัณฑิตเสียชีวิตได้ไม่นาน

ไอ้กล่อมเป็นชายหนุ่มชาวโยเดีย/อยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปยังเมาะตะมะโดยกองทัพอังวะ เมื่อคราวสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ครั้นเมื่ออังวะกรีฑาทัพมารบกับกรุงเทพฯ ในสงครามเก้าทัพสมัยรัชกาลที่ 1 กล่อมก็ถูกกองทัพพม่าเกณฑ์ให้ไปร่วมรบด้วย

หลังทัพอังวะพ่ายแพ้ที่สมรภูมิสามสบและท่าดินแดง รี้พลพม่าที่มีทหารชาวโยเดีย/อยุธยา/ไทยรวมอยู่ด้วยก็พากันล่าถอยมายังบริเวณลำน้ำกษัตริย์ แต่แล้วกล่อมก็ต้องเสียชีวิตลง ณ ลำน้ำสายนี้ ด้วยกระสุนปืนของทหารฝ่ายสยาม

ส่งผลให้เนียน เมียของกล่อม ซึ่งเป็นหญิงสาวชาวโยเดียผู้ถูกกวาดต้อนไปยังเมาะตะมะเมื่อคราวเสียกรุงเช่นกัน ตัดสินใจดั้นด้นออกตามหาผัวมาจนถึงบริเวณลำน้ำกษัตริย์ ทว่า เธอกลับถูกฆ่าข่มขืนโดยโจรป่า กระทั่งวิญญาณของเนียนต้องไปสิงสู่อยู่ในร่างเสือเพื่อรอคอยการกลับมาของชายคนรัก

ชะตากรรมของกล่อมและเนียนแสดงให้เห็นถึงชีวิตของคนเล็กคนน้อยในปลายยุคอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์ ที่ไม่ได้มีความผูกพันอยู่กับรัฐ-ชาติสมัยใหม่ ซึ่งมีเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างรัฐอย่างชัดเจน ผู้คนในยุคสมัยนั้น (ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือพม่า) จึงสามารถเดินทาง/ถูกกวาดต้อนไปมาระหว่างอาณาจักร โดยมิต้องอ้างอิงตนเองเข้ากับหลักคิดในเรื่องเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐ-ชาติแต่อย่างใด

ชีวิตของคนอยุธยาอย่างกล่อม ผู้กลายเป็นทหารในทัพพม่า/อังวะ และถูกสังหารโดยกระสุนปืนของทหารสยาม/กรุงเทพฯ จึงไม่สามารถจะถูกอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ด้วยประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยกระแสหลักที่ยึดเอารัฐ-ชาติ และบูรณภาพเหนือดินแดนของรัฐ-ชาติ เป็นศูนย์กลางในการเล่าเรื่อง

%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad

100 ปีผ่านไป กล่อมกลับชาติมาเกิดเป็นวัน พรานป่าที่ผ่านการบวชเรียนตามหลักพุทธศาสนามาแล้ว และเขาก็กำลังจะได้เผชิญหน้ากับเนียนที่เป็นวิญญาณสิงสู่อยู่ในร่างเสือ ณ ผืนป่าบริเวณลำน้ำกษัตริย์

เวลาที่ล่วงเลยผันผ่านส่งผลให้คู่ขัดแย้งหลักของสยามไม่ใช่พม่าอีกต่อไป แต่ (ชนชั้นนำ) สยามกลับได้เผชิญหน้ากับฝรั่ง ‘ตะวันตก’ จนต้องปรับเปลี่ยนความคิดและวิธีการมองโลกในหลายๆ ด้านของตนเอง เพื่อวิวัฒน์ไปตามศูนย์อำนาจใหม่ที่ตนปะทะสังสรรค์ด้วย อันนำไปสู่แนวคิดเรื่องรัฐและภูมิศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งทำให้เส้นพรมแดนของสยามเริ่มมีตัวตนชัดเจนมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของฝรั่ง ‘ตะวันตก’ กลับทำให้ความคิดความเชื่อบางเรื่องของชาวสยามต้องสั่นคลอนคลุมเครือไปเช่นกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 อดีตนายทหารอังกฤษคนหนึ่งซึ่งเคยร่วมรบในสงครามที่ยึดเอาพม่าเป็นอาณานิคมมาแล้ว ได้ติดต่อขายปืนปลอมให้กับเจ้าสัวชาวจีนผู้ค้าของป่าอยู่ในบางกอก เมื่อถูกจับเท็จได้และไม่สามารถหาเงินมาชดใช้คืนพ่อค้าจีน อดีตนายทหารตะวันตกจึงถูกบังคับให้ไปทำงานล่าสัตว์กับบรรดาลูกน้องของเจ้าสัวที่ป่าบริเวณเส้นพรมแดนสยาม-พม่า ณ เมืองกาญจนบุรี

คณะล่าสัตว์จากบางกอกได้เดินทางไปในป่าร่วมกับวันและจูเลีย สาวลูกครึ่งที่มีพ่อเป็นมิชชันนารีฝรั่งผู้เดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในหมู่บ้านป่า และมีแม่เป็นหญิงกะเหรี่ยง

สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือ จูเลียมีอดีตชาติเป็นโจรป่าผู้ฆ่าข่มขืนเนียน ดังนั้น นอกจากวิญญาณของเนียนในร่างเสือจะเดินทางไขว่คว้าตามหารักจากกล่อม/วันแล้ว เธอก็ยังมุ่งมั่นติดตามไล่ล่าล้างแค้นจูเลีย เพื่อให้โจรป่าในชาติที่แล้วต้องชดใช้กรรมเก่าของตนเองในชาตินี้

ด้วยเหตุนี้ วิญญาณของเนียนซึ่งสิงสู่อยู่ในร่างเสือ กับ จูเลีย จึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอยู่บนฐานคิดเรื่องชาติก่อน-ชาตินี้-ชาติหน้า และเรื่องกรรมตามหลักพุทธศาสนา

อาจกล่าวได้ว่าฐานคิดทางพุทธศาสนาเรื่องกรรมและการกลับชาติมาเกิดนั้น ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของชนชั้นปกครองไทย ซึ่งพยายามก่อรูปการจิตสำนึกของผู้คนในสังคมให้ยอมรับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันของตนเองและยอมรับอำนาจของชนชั้นปกครอง รวมทั้งผลักภาระเรื่องปัญหาความไม่เท่าเทียมหรือความไม่เป็นธรรมต่างๆ ให้กลายเป็นเรื่องของกรรมที่ก่อขึ้นโดยปัจเจกบุคคลในชาติที่แล้ว

ขณะที่ผู้คนในชาติภพปัจจุบันก็ไม่จำเป็นต้องรวมตัวกันต่อสู้หรือทำการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อให้ปัญหาเหล่านั้นได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทว่า กลับต้องจำใจยอมรับผลกรรมในชาติก่อนโดยมิอาจโต้แย้งหรือหลีกเลี่ยง

ดังนั้น กรรมจากชาติที่แล้วซึ่งสำแดงตนผ่านรูปของวิญญาณที่สิงสู่อยู่ในร่างเสือ จึงมีสภาพคล้ายกับเป็นหมาป่าที่กำลังไล่ล่าลูกแกะที่ไร้ทางสู้อย่างจูเลีย

(น่าสนใจว่าในช่วงเวลาที่ความรู้เรื่องรัฐและภูมิศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาแทนที่ความรู้ชุดเดิม อันนำมาสู่ความคิดในเรื่องหลักบูรณภาพเหนือดินแดนนั้น สยามพยายามต่อสู้แย่งชิงดินแดนกับฝรั่งเศสแต่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักจำนวนมากจึงดูเหมือนจะพยายามเปรียบเทียบสยามให้เป็นดังลูกแกะที่ถูกหมาป่าอย่างฝรั่งเศสรังแก แต่ในกรณีนี้ศาสนาหลักของชาวสยามกลับกลายเป็นหมาป่าที่กำลังไล่ล่าลูกแกะ ซึ่งเป็นลูกครึ่งฝรั่งเสียเอง)

แต่ลูกแกะอย่างจูเลียกลับคล้ายจะเป็นลูกแกะของพระเจ้า เพราะแม้เธออาจได้แสดงความคิดแบบมนุษยนิยมที่ไม่เชื่อในศาสนาใดๆ ออกมา แต่เธอก็เกิดในครอบครัวที่มีพ่อเป็นมิชชันนารี และที่สำคัญไม่ว่าจุดยืนความคิดของเธอจะมาจากฐานคิดทางด้านมนุษยนิยมหรือคริสตศาสนา จูเลียก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอไม่เชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิดและเรื่องกรรมแบบพุทธ

สุดท้ายวิญญาณของเนียนในร่างเสือก็ไม่สามารถทำอะไรจูเลียได้จริงๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ผ่านการบวชเรียนทางพุทธศาสนาอย่างทิดวัน/กล่อมในชาติก่อน มาขอให้เมียในอดีตชาติอภัยและอโหสิต่อจูเลีย ก่อนที่เขาจะปลิดวิญญาณของเนียนด้วยกระสุนลูกประคำศักดิ์สิทธิ์เพื่อส่งเธอไปผุดไปเกิด

(น่าสนใจว่าขณะที่กล่อมต้องเสียชีวิตลงท่ามกลางความพร่าเลือนของรัฐ-ชาติ เนียนก็ถูกปลดปล่อยวิญญาณไปในบริบทของความทับซ้อนทางศาสนาเช่นกัน)

แต่อีกด้านหนึ่ง จูเลียก็กำสร้อยคอที่มีจี้รูปไม้กางเขนไว้แน่นมืออย่างที่เธอไม่เคยแสดงออกมาก่อน เมื่อเธอต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากเสือผีผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวร

กระทั่งอาจตั้งคำถามได้ว่า หรือแนวคิดเรื่องกรรมของศาสนาพุทธที่สำแดงตนผ่านวิญญาณในร่างเสือ จะไม่สามารถทำอะไรกับคริสตชนอย่างจูเลียได้

ขณะเดียวกันความทับซ้อนคลุมเครือของประเด็นเรื่องความคิดความเชื่อทางศาสนาดังกล่าว ก็อาจแสดงให้เห็นว่า ชนชั้นปกครองที่ศูนย์กลางของสยาม ซึ่งมีพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครองผู้คนนั้น ไม่สามารถจะแพร่อำนาจของตนเองไปถึงดินแดนชายขอบหรือเหล่า ‘คนนอก’ เช่น กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในป่าพรมแดนสยาม-พม่าได้

(ดังจะเห็นได้จากบทบาทของเหล่านักล่าสัตว์จากบางกอก ที่มีความสำคัญน้อยมากต่อเรื่องราวสลับซับซ้อนของความเชื่อทางศาสนาที่ดำเนินไป)

แต่กลับเป็นศาสนาจากภายนอกอย่างศาสนาคริสต์ ที่สามารถเข้าถึงบรรดาคนนอกในดินแดนชายขอบเหล่านั้นได้มากกว่า

หากพิจารณาเชื่อมโยงมายังประวัติศาสตร์ของระบบการศึกษาไทยยุคใหม่ เราก็จะพบว่าในช่วงเวลาหนึ่ง โรงเรียนที่ก่อตั้งขึ้นโดยเหล่ามิชชันนารีถือเป็นแหล่งบ่มเพาะการศึกษาให้แก่เหล่ายุวชนคนนอก เช่น ลูกจีนหรือลูกแขก อย่างมีนัยยะสำคัญ

%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%96%e0%b8%81%e0%b8%a5

โดยลูกจีนอย่าง ‘บัณฑิต ฤทธิ์ถกล’ ผู้จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา และอัสสัมชัญพานิช ก็ถือเป็นหนึ่งในผลิตผลของระบบการศึกษารูปแบบดังกล่าว

แม้ผลงานภาพยนตร์ยุคหลังของบัณฑิตจะถูกกล่าวถึงเชิงชื่นชมไม่มากนักในหมู่นักดูหนัง แต่หนึ่งในผลงานเหล่านั้นของเขาอย่าง ‘สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์’ กลับเป็นหนังของบัณฑิตที่อยู่ในความทรงจำของผู้เขียนมากที่สุด อันเนื่องมาจากความซับซ้อนชวนขบคิดที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวของภาพยนตร์นั่นเอง

เมื่อบัณฑิตต้องเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนจึงไม่สามารถจะทำอะไรได้มากไปกว่าการแสดงความรำลึกถึงเขาผ่านงานเขียนชิ้นนี้

ข่าวบันเทิง

“มหาสมุทรและสุสาน” ไม่ผ่านเซ็นเซอร์จีน! ชวดร่วมเทศกาลฝูโจว ทั้งที่เคยฉายในเซี่ยงไฮ้

พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “มหาสมุทรและสุสาน” โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Pimpaka Towira เมื่อวันที่ 15 กันยายน ว่า เพิ่งได้รับแจ้งจากทางเทศกาลภาพยนตร์เส้นทางสายไหมนานาชาติครั้งที่ 3 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ว่า “มหาสมุทรและสุสาน” ซึ่งเดิมทีได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลดังกล่าว ไม่ผ่านกระบวนการเซ็นเซอร์ ดังนั้น ทางผู้จัดงานจึงจำเป็นต้องตัดหนังออกจากเทศกาลครั้งนี้

โดยพิมพการะบุว่า รู้สึกสับสน เนื่องจากหนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มาแล้ว เมื่อหลายเดือนก่อน โดยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น

ซึ่งต่อประเด็นดังกล่าว ยงยุทธ ทองกองทุน ผู้บริหารค่ายจีดีเอช ได้เข้ามาคอมเมนท์โดยให้ข้อมูลว่า ระบบเซ็นเซอร์หนังของจีนนั้นจะทำงานแยกกันตามมณฑล

ต่อมา พิมพกาได้นำเอาเหตุผลที่ทางเทศกาลภาพยนตร์เส้นทางสายไหมนานาชาติใช้อ้างในการตัดสินใจแบนหนังเรื่อง “มหาสมุทรและสุสาน” มาเผยแพร่

โดยข้อความระบุว่ามีบางองค์ประกอบเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เข้าข่ายขัดต่อกฎเกณฑ์และมาตรฐานในการเซ็นเซอร์สื่อของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาประเด็นดังกล่าว

คนมองหนัง

“ธุดงควัตร” : “หนังศาสนา” ชวนขบคิด ของ “บุญส่ง นาคภู่”

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 15-21 กรกฎาคม 2559)

“ธุดงควัตร” เป็นผลงานภาพยนตร์ของ “บุญส่ง นาคภู่” ผู้เกิดในครอบครัวชาวนาที่จังหวัดสุโขทัย ต่อมาเขาบวชเป็นสามเณรเพื่อจะเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ก่อนจะเอ็นทรานซ์ติดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บุญส่งที่ชื่นชอบศิลปะภาพยนตร์ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเณร ได้เริ่มศึกษาศิลปะการแสดงจากการเข้าไปข้องแวะกับแวดวงละครเวที จากนั้นเขาหันมาทำหนังสั้น จนได้รับรางวัลสำคัญระดับประเทศ

แล้วบุญส่งก็ก้าวเท้าเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ทั้งในฐานะนักแสดงสมทบ และผู้กำกับภาพยนตร์

ระยะแรกเขากำกับ “หนังตลาดฟอร์มเล็ก” ที่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก คือ “191 ครึ่ง มือปราบทราบแล้วป่วน” และ “หลอน” ตอน “ผีปอบ”

เมื่อตั้งหลักได้ บุญส่งจึงเลือกและยืนหยัดจะกลับคืนสู่ “เรื่องราว” ที่เขาคุ้นชินและอยากบอกเล่า นั่นคือ เรื่องราวว่าด้วยวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมชนบท ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่าน “นักแสดงสมัครเล่น” ที่มีชีวิตจริงสอดคล้องไปกับชีวิตในจอภาพยนตร์ และพึ่งพางบประมาณการถ่ายทำไม่สูงนัก

อาจกล่าวได้ว่า หนังของบุญส่งเป็นภาพยนตร์ในแนว “สัจนิยมใหม่แบบไทยๆ” อันได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์แนว “สัจนิยมใหม่” (นีโอเรียลลิสม์) ของอิตาลี ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ซึ่งมุ่งเน้นนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับคนยากจนหรือชนชั้นแรงงาน ที่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากในทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับปัญหาท้าทายทางจริยธรรม

หนังเหล่านี้มักเล่าเรื่องราวของชีวิตประจำวันอันอดอยากปากแห้ง, ถูกกดขี่, ได้รับความอยุติธรรม และตรอมตรมสิ้นหวัง ผ่านการแสดงของชาวบ้านที่ไม่ใช่ดารามืออาชีพ รวมถึงถ่ายทำในสถานที่ “จริง” (ไม่ใช่ในโรงถ่ายหรือพื้นที่/บรรยากาศซึ่งถูกประดิดประดอยขึ้นมา)

ผลงานในแนว “สัจนิยมใหม่” ของบุญส่ง ได้แก่ “คนจนผู้ยิ่งใหญ่” (2553) “สถานี 4 ภาค” (2555) “วังพิกุล” (2556) และล่าสุด คือ “ธุดงควัตร” (2559)

ธุดงควัตร (1)

“ธุดงควัตร” มีเส้นเรื่องที่ค่อนข้างเรียบง่ายไม่สลับซับซ้อน หนังเล่าเรื่องราวของชายชาวอีสานพลัดถิ่น ผู้เดินทางไปทำงานยังภาคใต้ (จังหวัดชุมพร) แต่สุดท้าย เขากลับถูกภรรยาทอดทิ้ง ส่วนลูกชายวัยเด็กก็มาเสียชีวิตจากไป

ชายวัยกลางคนจึงเปลี่ยนแปลงตนเองกลายเป็นคนกึ่งบ้ากึ่งเมา หางานหาการทำไม่ได้ แถมพอดื่มเหล้าจนไร้สติ ก็ไปแสดงพฤติกรรมกร่างใส่วัยรุ่นเจ้าถิ่น เลยถูกซ้อมจนหมดสภาพเข้าให้อีก

ทว่า ชีวิตอันเคว้งคว้างไร้ทิศทางของเขา กลับได้ประสบพบเจอกับพระป่าสายกัมมัฏฐาน ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย รูปหนึ่ง ซึ่งค่อยๆ ชักนำชายไร้หลักเข้าสู่พระพุทธศาสนา ด้วยการเชิญชวนเขาไปอาศัยอยู่ที่สำนักสงฆ์ด้วยกัน

ก่อนที่ชายผู้นี้จะตัดสินใจบวชอุทิศส่วนกุศลให้ลูกชาย นี่เป็น “จุดเปลี่ยนแรก”

“จุดเปลี่ยนต่อมา” คือ พระใหม่จำเป็นต้องต่อสู้ฟันฝ่าเพื่อเอาชนะกิเลสตัณหาในใจของตนเอง และตัดทิ้งซึ่ง “บ่วง” เก่าๆ เพื่อนำพาชีวิตไปสู่เส้นทางธรรมอันผ่องแผ้ว

หนังทิ้งท้ายด้วย “คำถามปลายเปิด” ณ จุดนี้ ว่าพระบวชใหม่จะสามารถสานต่อภารกิจดังกล่าวได้สำเร็จหรือไม่?

สําหรับผม หนังเรื่องนี้มีจุดน่าสนใจชวนขบคิดต่ออยู่หลายประการ

ข้อแรก หากพิจารณารายละเอียดอันเป็นภูมิหลังของตัวละคร นี่คือเรื่องราวว่าด้วย “คนอีสาน” ผู้ร่อนเร่พเนจรไปแสวงโชคและตกระกำลำบาก ก่อนจะบวชเรียนตามแนวทางของพระป่าสาย “หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต” ที่ “ภาคใต้”

ชะตาชีวิตของตัวละครเอกใน “ธุดงควัตร” จะน่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก หากถูกนำมาร้อยเรียงเชื่อมโยงกับชะตากรรมทางการเมืองของสังคมไทยร่วมสมัย

เพราะตั้งแต่วิกฤตการเมืองปี 2548 เป็นต้นมา โดยเฉพาะภายหลังระลอกความขัดแย้ง อันก่อให้เกิด “คนเสื้อแดง” และ “กปปส.”

สังคมไทยผลิตเรื่องเล่า “ชั้นดี” (ไม่ว่าจะผ่านศิลปะวรรณกรรมหรือภาพยนตร์ และอื่นๆ) ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ (ทางภูมิปัญญา/จิตวิญญาณ) ระหว่างสองภูมิภาคนี้ ออกมาไม่มากนัก

เมื่อ “ภาคอีสาน” (รวมทั้ง “ภาคเหนือ”) และ “ภาคใต้” กลายเป็นภาพแทนแบบเหมารวมของอุดมการณ์ทางการเมืองสองประเภท ที่แตกต่างขัดแย้ง และคล้ายจะไม่มีวันบรรจบกันได้ง่ายๆ

บุญส่งพยายามเติมเต็มกลบทับรูโหว่ดังกล่าว และเหมือนจะต้องการส่งเสียงสื่อสารว่า คนจากทั้งสองภูมิภาคยังคงเป็นเพื่อนสมาชิกร่วม “ชุมชนจินตกรรม” แห่งเดียวกันอยู่ (อย่างน้อย ก็ในทางศาสนาความเชื่อ)

ข้อต่อมา คือ “ธุดงควัตร” อาจเป็นหนังยาวที่ใช้งบประมาณไม่มากนัก ทว่าคุณภาพด้านโปรดักชั่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ กลับอยู่ในระดับ “ดีเยี่ยม” โดยเฉพาะงาน “ภาพ” และ “เสียง”

ในผลงานเรื่องล่าสุด บุญส่งได้ “อุรุพงษ์ รักษาสัตย์” ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีฝีมืออันดับต้นๆ ของประเทศ เจ้าของผลงานเด่นอย่าง “สวรรค์บ้านนา” และ “เพลงของข้าว” ซึ่งมีอีกหนึ่งสถานะเป็นอาจารย์สอนวิชาภาพยนตร์ ที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาช่วยงาน ในฐานะ “ผู้กำกับภาพ”

แต่ไหนแต่ไรมา อุรุพงษ์มักได้ชื่อว่าเป็น “ผู้กำกับภาพ” ที่สร้างสรรค์ภาพเคลื่อนไหวผ่านศิลปะภาพยนตร์ได้อย่างงดงาม ดังราวบทกวีและงานจิตรกรรมชั้นยอด

กระทั่งผู้ชมบางส่วนรู้สึกว่างานกำกับภาพของเขานั้น “สวยเว่อร์” จนเกินไป หรือถ่ายทอดภาพ “สมจริง” ของสังคมชนบทในหนัง ออกมาอย่าง “โรแมนติก” เกินจริง

อย่างไรก็ดี งานภาพใน “ธุดงควัตร” กลับไม่ได้มีลักษณะ “สวยเกินไป” หากแต่งดงาม สงบนิ่ง ละเอียดลออ ดิบสด (เมื่อถึงคราวควรจะดิบ) และสามารถรับใช้เรื่องราวได้อย่างทรงพลัง

ที่โดดเด่นอีกส่วน คือ งานเสียงของภาพยนตร์ ซึ่งดูแลรับผิดชอบโดย “ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ”

โดยส่วนตัว ผมชื่นชอบบรรยากาศของเสียงในฉากจบ เมื่อพระบวชใหม่พยายามหลบหนี “สิ่งรบกวน” บางอย่าง จนต้องเดินทางปีนป่ายขึ้นเขาอย่างสมบุกสมบัน หลังผ่านพ้นความลำบากลำบน พระก็เดินทางไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งน่าจะ “สงบ” “เงียบ” และ “สงัด”

ทว่า สถานที่ปลีกวิเวกของพระบวชใหม่กลับอึงอลไปด้วยเสียงลมกระโชกแรง ซึ่งในแง่หนึ่ง อาจสื่อถึงความร่มเย็น ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ความรู้สึก

แต่อีกด้าน พระอาจหนีเสือปะจระเข้มาเจอ “สภาวะรบกวน” ชนิดใหม่ เข้าทำนอง “มีลม เพราะใจไม่สงบ ถ้าใจสงบ ก็ปราศจากลม”

ข้อสุดท้าย ผมพบว่า บุญส่งทิ้ง “ช่องว่าง” บางประการ ที่มิอาจมองข้ามไป (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) เอาไว้ในหนังของเขา

น่าสังเกตว่าในช่วงเวลาที่ตัวละครเอื้อนเอ่ยบทสวดมนต์เป็น “ภาษาบาลี” หนังจะขึ้นซับไตเติ้ลคำแปลบทสวดเป็น “ภาษาอังกฤษ”

อย่างไรก็ตาม ภาษาที่หลุดลอยหายไปจากการพยายามถ่ายทอดความหมายทางธรรมะในส่วนนี้ กลับกลายเป็น “ภาษาไทย”

น่าสนใจว่า สำหรับผู้ชมชาวไทยที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษและไม่รู้ภาษาบาลี พวกเขาจะสามารถซึมซับ “สาร” ซึ่งแฝงไว้ในบทสวดมนต์ได้ดีเพียงใด?

“ช่องว่างเรื่องภาษา” อาจผูกโยงอยู่กับ “ช่องว่างอื่นๆ” อีก 1-2 เรื่อง

ธุดงควัตร (2)

เรื่องแรก คือ บทบาทของ “ผู้หญิง” ในหนัง

มี “ผู้หญิง” อย่างน้อยสามคนที่โลดแล่นใน “ธุดงควัตร” อย่างสำคัญ รายแรก ได้แก่อดีตภรรยาของพระบวชใหม่ (ซึ่งปรากฏตนรางๆ อย่างไร้ร่างและเสียง ผ่านฉากพูดคุยทางโทรศัพท์) รายที่สอง ได้แก่ สตรีชราผู้หมั่นปฏิบัติตนเป็นอุบาสิกา/พุทธศาสนิกชนที่ดี

แต่ “ผู้หญิง” ที่ปรากฏกายขึ้นมา เพื่อสร้างปัญหาท้าทายทางจริยธรรม ก็คือ หญิงสาวในตอนท้ายเรื่อง ซึ่งมีสถานะประหนึ่ง “ผู้ขัดขวาง” การเดินทางไปสู่ความสงบและใจกลางธรรมะของพระบวชใหม่

บุญส่งนำเสนอ “ตำแหน่งแห่งที่” อันเป็นปริศนาของหญิงสาวไว้อย่างเปี่ยมชั้นเชิง เพราะแรก ๆ มีแนวโน้มว่า ตัวพระอาจนึกคิด (มโน) ไปเองว่าหญิงสาวคือ “อุปสรรค” ในการแสวงธรรม หรือกล่าวได้ว่า “ใจที่ยังไม่นิ่งสนิท” ของพระ มีส่วนประกอบสร้าง “สตรี” ผู้นี้ ให้กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางตนเอง

แต่ไปๆ มาๆ หนังก็คล้ายจะบ่งบอกเช่นกันว่า การปรากฏตัวขึ้นของหญิงสาวเพื่อชี้ชวนให้พระบวชใหม่เถลไถลออกนอกลู่ทางนั้น คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดจากจิตเจตนาของฝ่ายหญิงเองด้วย (ไม่ว่าจะเพราะหวังดี/ไม่คิดอะไร หรือเพราะประสงค์ร้ายก็ตาม)

กระทั่งพระต้องบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการหลบลี้หนีหน้าเธอไปอย่างยากลำบาก

ขณะเดียวกัน การพยายามดั้นด้นค้นหาแก่นธรรม ก็อาจกลายสภาพเป็นการ “กีดกัน” หรือ “ละทิ้ง” คนบางกลุ่ม ออกจากเส้นทางโดยไม่รู้ตัว

สถานภาพของ “สตรี” ภายในหนัง ยังสื่อแสดงถึง “ช่องว่าง” อีกประการหนึ่ง

กล่าวคือ ท้ายสุด การพยายามเดินทางไปเสาะแสวงหาแก่นแท้ของหลักธรรมใน “ธุดงควัตร” ได้กลายเป็นการจาริกอันโดดเดี่ยว ที่ต้องเคี่ยวกรำตัวเองคนเดียว และต้องเผชิญหน้ากับสายลมกระโชกแรงในใจตนเพียงลำพัง เพื่อตัดขาดจากความยุ่งเหยิงวุ่นวายทางโลกย์

สำหรับบางคน หนังจึงคล้ายจะวิพากษ์พุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน ด้วยข้อเสนอให้พระสงฆ์เดินทางกลับคืนสู่แก่นธรรมอัน “เที่ยงแท้” อย่างเป็นปัจเจก

มิได้เสนอให้ศาสนาพุทธปรับเปลี่ยนโลกทัศน์-หลักธรรมคำสอนไปสู่ความยืดหยุ่นและเท่าทันปัญหาของโลกร่วมสมัย

หรือมิได้ชี้แนะให้ผู้ชมครุ่นคำนึงถึงความทุกข์ร้อนหรือการถูกเอารัดเอาเปรียบของคนเล็กคนน้อยจำนวนมหาศาล แล้วจึงใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือโอบอุ้มสนับสนุนยกระดับประชาชน เพื่อการต่อสู้ในระดับโครงสร้าง/มหภาค

แต่อีกแง่หนึ่ง ก็เป็นไปได้เหมือนกันว่า บุญส่งกำลังใช้ “ธุดงควัตร” เป็นเครื่องฉายภาพชีวิตหรือการเรียนรู้ขั้นต้นของพระสงฆ์บวชใหม่ ซึ่งต้องเคี่ยวกรำตนเองอย่างหนักหน่วงก่อน ณ เบื้องแรก

เพราะในขณะที่พระบวชใหม่กำลังมุ่งมั่นศึกษาต่อสู้กับจิตใจของตนอยู่เพียงผู้เดียว พระอาจารย์ของเขาก็เดินทางออกสู่โลกภายนอกอีกหน

อาจคาดเดาได้ว่า ท่านกำลังมุ่งหน้าไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์รายอื่นๆ เฉกเช่นเดียวกับที่เคยนำพาชายขี้เมาหันเหเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ได้สำเร็จมาครั้งหนึ่งแล้ว

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “ธุดงควัตร” นับเป็นหนังน่าดู เมื่อพิจารณาจากคุณภาพในการผลิต และความหนักแน่นของประเด็นที่นำเสนอ

หนังอาจมีหลากหลายแง่มุมที่ชวนให้ “เห็นด้วย” ระคนไปกับ “เห็นต่าง” ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้ผลงานของบุญส่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “ภาพยนตร์” ได้อย่างสมบูรณ์แบบเพียบพร้อมมากขึ้น ทั้งต่อ “คนทำ” และ “คนดู”