จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

วิเคราะห์ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนจบ: เมื่อผู้มีอำนาจ “เสียศูนย์”

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ปิดฉากอวสานไปแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม

ถ้าให้สรุปภาพรวมในฐานะคนที่ตามดูละครเรื่องนี้มาครบทั้ง 37 ตอน ก็ต้องบอกว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุด นั้นดำเนินเรื่องสนุก-ฉับไว ฉากบู๊-เทคนิคพิเศษด้านภาพอยู่ในเกณฑ์ดี

ขาดไปแค่เพียงอารมณ์ขันในลักษณะ “หัวร่อต่ออำนาจ” ซึ่งเป็นคุณลักษณ์โดดเด่น ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิต “ต้อง” มี

ยิ่งกว่านั้น เพราะเป็นละครที่สร้างมาจาก “นิทานจักรๆ วงศ์ๆ ยุคใหม่” (บทประพันธ์ของ “เสรี เปรมฤทัย” หรือ “เปรมเสรี”) ผนวกกับถูกดัดแปลงแก้ไขให้มีความทันสมัยขึ้น (ละครเวอร์ชั่นล่าสุด เขียนบทโดย “อัศศิริ ธรรมโชติ” ภายใต้นามปากกา “บางแวก”)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” จึงมีบางองค์ประกอบที่หลุดกรอบของ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ” ทั่วไป

ทั้งการขับเน้นประเด็น “คุณธรรมน้ำมิตร” และการสร้างบุคลิกลักษณะเฉพาะหรือความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติ ตลอดจนจักรวาลโครงข่ายความสัมพันธ์อันกว้างขวางซับซ้อน ให้แก่บรรดาตัวละครมากหน้าหลายตา คล้าย “นิยายกำลังภายใน” (รวมถึงพวก “คอมิกส์” ด้วย)

ส่วนโครงเรื่องก็คล้ายคลึงกับการฝ่าฟันด่านต่างๆ ใน “เกมคอมพิวเตอร์” มากกว่าจะเป็นการชักนำตัวละครหลักทุกรายไปกองรวม ณ “วันพิพากษาสุดท้าย” ในตอนจบของละคร เหมือนละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่

ดังจะเห็นว่า “ขวาน” ต้องเผชิญหน้าและฆ่าสองผัวเมียมนุษย์กาเป็นด่านแรก, ปราบนางยักษ์กาขาวเป็นด่านที่สอง, ฟื้นคืนชีพจากการถูกอำมาตย์แสงเพชรสังหารในด่านที่สาม, พิชิตพระเจ้าแสงเพชรและพวกพ้องในด่านที่สี่

แล้วจึงพิฆาตแสงเดช ณ ด่านสุดท้าย

แม้จะออกอากาศด้วยจำนวนตอนน้อยกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ร่วมสมัยในระยะหลังๆ

ทว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” กลับมีฉากรุนแรงในเปอร์เซ็นต์สูงกว่าอย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวละครหลัก ทั้ง “ฝ่ายดี” และ “ฝ่ายไม่ดี” ที่ถูกฆ่าตายตลอดทั้งเรื่อง

ไล่ตั้งแต่สองมนุษย์กา, เมียอำมาตย์โสฬส, นางยักษ์กาขาว, บุรีรมย์ราชา, เศรษฐีปัญจะ, แม่ขวาน, กานต์กาสร (มนุษย์ควายบินได้), ศรีสมิง (เสือสมิงฝ่ายธรรมะ), แม่มดนาถสุดา, หมื่นสุรไกร, หมื่นสีหนาท, อำมาตย์ทินกร, อำมาตย์/พระเจ้าแสงเพชร และแสงเดช

(ไม่รวมทหารเลว-สามัญชนคนเล็กคนน้อยอีกจำนวนหนึ่ง)

มิหนำซ้ำ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ตอนอวสาน ยังมีการเข่นฆ่า “คนดี” อีกล็อตใหญ่ ก่อนที่ทั้งหมดจะได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ (สอดคล้องกับประเด็นสำคัญในเนื้อหาส่วนถัดไป)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนอวสาน คล้ายจะมีหลักใหญ่ใจความอยู่ตรงการฟื้นคืนชีพของ “ตัวร้ายเบอร์สอง” อย่าง “แสงเดช”

ในละครตอนก่อนหน้านั้น “แสงเดช” ถูก “ขวาน/สุธาเทพ” ฆ่าตาย แต่แล้ว สายฝน สายฟ้า และแสงแดด ก็ตกกระทบมายังร่างไร้วิญญาณของเขาพร้อมเพรียงกัน

ส่งผลให้วิญญาณกลับคืนร่าง

หลังมีชีวิตใหม่ “แสงเดช” ได้รับการอัพสกิลขึ้น จนมีฤทธิ์สูงกว่า “แสงเพชร” ผู้พ่อเสียอีก

กระทั่งผู้วิเศษ เช่น “เจ้าพ่อเขาเขียว” และ “ฤาษีอุปคุปต์” ก็ต้านทานไม่ได้ ส่วน “ขวาน/สุธาเทพ” ที่กลายสถานะเป็น “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” เหนือหัวองค์ใหม่แห่งบุรีรมย์นคร ก็ต้านทานไม่ไหว

ท่ามกลางปริศนาค้างคาใจว่าทำไม “แสงเดช” จึงไม่ตาย แถมยังเก่งขึ้นผิดหูผิดตา?

แล้ว “สุริยะเทพ” ก็ปรากฏกายขึ้น เพื่อแจ้งข่าวร้ายกับ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ว่าเป็นเพราะพระองค์เผลอไปส่องแสงอาทิตย์ระหว่างฝนตก-ฟ้าผ่าพอดี

“แสงเดช” เลยกลับมาสร้างความปั่นป่วนระลอกใหม่

เท่ากับว่าการฟื้นคืนชีพของ “แสงเดช” และความผิดพลาดของ “สุริยะเทพ” ถือเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

แม้เทพแห่งแสงสว่างจะตระหนักว่าพระองค์ทำพลาดไปแล้ว แต่ก็ไม่กล้าช่วยเหลือ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ปราบอธรรม อย่างตรงไปตรงมาหรือออกนอกหน้า ด้วยเกรงว่าพระองค์เองจะ “เสียศูนย์”

“สุริยะเทพ” จึงทำได้เพียงบอกใบ้วิธีโค่น “แสงเดช” ให้แก่ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ก่อนพระองค์จะไปร่วมด้วยช่วยกันในช่วงเผด็จศึก

เทพเจ้าพระองค์นี้ยอม “เสียศูนย์” อีกรอบ โดยชุบชีวิต “ขุนพลจ้อย” “อำมาตย์โสฬส” และ “หมื่นวิษณุ” ซึ่งเป็นบรรดาตัวละครฝ่ายธรรมะที่ถูก “แสงเดช” (เวอร์ชั่นอัพสกิล) ฆ่าตาย ให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้น

การ “เสียศูนย์” ของ “สุริยะเทพ” จึงอาจหมายถึงการลงไปแทรกแซงชะตากรรมของมนุษยชาติก็ได้ หรือจะหมายถึงการแก้ไข “ข้อผิดพลาด” ของพระองค์เอง ก็ได้เช่นเดียวกัน

ท้ายสุด เมื่อเรื่องราวทั้งหมดจบลงแบบ “แฮปปี้เอ็นดิ้ง” “สุริยะเทพ” ก็เรียก “ขวานวิเศษ” คืนจาก “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ”

เหตุผลข้อแรก อาจเป็นเพราะพระองค์ต้องนำเอาอาวุธวิเศษชนิดนี้ไปปราบหมู่มารในแหล่งอื่นๆ ตามที่ให้เหตุผลไว้ในละคร

ทว่าเหตุผลอีกข้อ ก็อาจเป็นเพราะพระองค์หวั่นเกรงว่า “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” จะใช้อำนาจ (อันมี “ขวาน” เป็นสัญลักษณ์) ไปในทางที่ผิด หรืออย่างต่ำที่สุด ก็ใช้มันอย่างบกพร่องโดยไม่รู้ตัว

ดังที่องค์ “สุริยะเทพ” เอง ก็เคยกระทำผิดพลาดมาแล้ว ในกรณี “แสงเดช”

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ “สามเศียร”

Advertisements
คนมองหนัง, เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

เมื่อ “เทศกาลเมืองคานส์” ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์” (สำหรับทุกคน)

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปี 2018 พร้อมกับการก้าวขึ้นคว้ารางวัลปาล์มทองคำของ “ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” (ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ที่ผลงานของเขาได้เข้ามาฉายในเมืองไทยโดยต่อเนื่อง) จากหนังเรื่องล่าสุดอย่าง “Shoplifters”

อย่างไรก็ตาม เราอยากจะพาคอหนังไปสัมผัสกับมุมมองเชิงวิพากษ์ที่มีต่อเทศกาลหนังเมืองคานส์กันบ้าง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “ดินา ยอร์ดาโนวา” ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์โลกและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ แห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ส ได้เขียนบทความหัวข้อ Cannes is not a film festival – it’s a club for insiders เผยแพร่ในเว็บไซต์ https://theconversation.com

Dina-on-shore-Balat-2013

“เทศกาลเมืองคานส์” ที่ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์”!

นักวิชาการผู้นี้เสนอว่าถ้ายึดตามความหมายอย่างเคร่งครัด “เทศกาลเมืองคานส์” ก็ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์” แต่เป็นมหกรรมของอุตสาหกรรม (บันเทิง) ที่มีการจัดฉายหนังให้เซเล็บและผู้อยู่ในแวดวงคนอื่นๆ ได้รับชมเป็นหลัก

ขณะเดียวกัน ความสำคัญจริงๆ ของเทศกาลนี้ ก็คือ การทำตัวเป็น “ตลาดกลาง” ให้บุคลากรในธุรกิจภาพยนตร์ได้มาพบปะและเจรจาร่วมงานกัน

สำหรับคนดูในวงกว้าง “เทศกาลเมืองคานส์” เป็นเหมือนเวทีกลางที่แสดงบทบาทผ่านจอมอนิเตอร์, โทรศัพท์มือถือ และนิตยสารแฟชั่น

ยอร์ดาโนวาชี้ว่า ด้านหนึ่ง คานส์เป็นเวทีอวดโฉมของเหล่าเซเล็บที่ฉาบหน้าด้วยความเป็นเทศกาลภาพยนตร์ เห็นชัดจากการที่มีสื่อสายแฟชั่นมาร่วมงานในจำนวนพอๆ กับนักวิจารณ์หนัง

เทศกาลนี้มุ่งเน้นเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจของแบรนด์สินค้าหรูหราพอๆ กับเรื่องหนัง

และดราม่าความขัดแย้งว่าด้วย “สถานะศักดิ์สิทธิ์” ของ “พรมแดง” กับข้อห้ามต่างๆ นานา เช่น ห้ามสวมรองเท้าผ้าใบ หรือห้ามเซลฟี่ บนพื้นที่ดังกล่าว ก็กลายเป็นจุดขายหนึ่งของ “เทศกาลเมืองคานส์”

ตลาดกลางที่เสื่อมมนต์ขลัง

อีกแง่หนึ่ง ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์ผู้นี้วิจารณ์ว่าความเป็นตลาดกลางของการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ ซึ่งเคยเป็นจุดเด่นของคานส์ ก็เริ่มเสื่อมมนต์ขลังลงทุกที

ในอดีต มีความเชื่อว่าภาพยนตร์ที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ทรงอิทธิพล ย่อมจะถูกจัดจำหน่ายผ่านช่องทางที่ดีที่สุด จนหนังมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มคนดูที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ณ ช่วงเวลาหลังจากนั้น

แต่ผู้ชนะรางวัลที่คานส์ในช่วงสองทศวรรษหลัง กลับมิได้มีตำแหน่งแห่งที่อันโดดเด่นในภูมิทัศน์ภาพยนตร์ร่วมสมัยมากนัก

ไปๆ มาๆ รางวัลของเทศกาลเมืองคานส์อาจเป็นเกียรติยศหรือมีมูลค่าในเชิงวัฒนธรรม ทว่ามิได้ให้หลักประกันถึงความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจหรือการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิผล

ยิ่งกว่านั้น ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียังบั่นทอนอิทธิพลของวิธีการจัดจำหน่ายภาพยนตร์แบบเดิมๆ ซึ่งผู้จัดจำหน่ายต้องรับภาระเป็นคนกลางระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์และผู้ฉายภาพยนตร์

ทว่าการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งภาพยนตร์ผ่านระบบออนไลน์ เช่น เน็ตฟลิกซ์ กลับสามารถผลักดันให้ภาพยนตร์รุ่นใหม่ๆ มีโอกาสเข้าถึงผู้ชมวงกว้างได้ง่ายดายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดกลางอย่างคานส์ รวมถึงเทศกาลภาพยนตร์อื่นๆ

สมาคมชนชั้นนำ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่จริงๆ ของ “เทศกาลคานส์” ในมุมมองของยอร์ดาโนวา คือ การทำตัวเป็น “สมาคม” สำหรับชนชั้นนำเฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะเป็นพื้นที่แจ้งเกิดแก่ “หนังแนวทางใหม่ๆ” และ “นักทำหนังหน้าใหม่ๆ”

คานส์กลายเป็นเวทีของนักทำหนังเฉพาะกลุ่ม ซึ่งผลงานของพวกเขาจะถูกพิจารณาอย่างใส่ใจและถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลัก ด้วยกระบวนการเลือกหนังที่ไม่ได้โปร่งใสเปิดเผยเสียทีเดียว

ส่วนใหญ่ ผลงานของ “สมาชิกระดับชนชั้นนำ” ในสมาคม จะถูกคัดเลือกกลับเข้ามาอยู่เรื่อยๆ และอาจมีบ้าง ที่จะมีสมาชิกหน้าใหม่โผล่เข้ามา แต่เขาเหล่านั้นก็ต้องมีดีกรีไม่ธรรมดา เช่น เคยได้รางวัลออสการ์มาแล้ว

“ความเป็นสมาคม” ยังถูกขับเน้นจนเห็นได้ชัด จากนโยบายใหม่ที่ทางเทศกาลงดฉายหนังรอบสื่อมวลชน ก่อนหน้ารอบกาล่าพรีเมียร์ เพื่อปกป้องหนังจากนักวิจารณ์ หรือไม่ให้มีเสียงวิจารณ์หนังในทางลบเผยแพร่สู่สาธารณะก่อนรอบเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

นี่เป็นจุดยืนที่มองว่า “สมาชิกสมาคม” ย่อมต้องมาก่อน “สาธารณชน”

คานส์ไม่ใช่พื้นที่ของผู้หญิง

“ความเป็นสมาคม” ยังส่งผลให้ผู้กำกับหญิงถูกกีดกันออกไปโดยปริยาย

ผู้จัดงานเทศกาลเมืองคานส์อ้างว่ากระบวนการคัดเลือกหนังของที่นี่จะไม่คำนึงถึงเรื่องโควต้า แต่จะเลือกผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

นักวิชาการรายนี้ทักท้วงว่าถ้าหากคานส์คัดเลือกภาพยนตร์โดยพิจารณาเรื่องคุณภาพของผลงานเป็นหลักจริงๆ เราคงไม่ได้เห็นพาดหัวข่าวประเภท “ผู้กำกับคนนี้ได้หวนกลับมาที่คานส์” หรือ “ผู้กำกับคนนั้นอพยพจากเวนิส/เบอร์ลินมายังคานส์”

ทั้งนี้ ทัศนคติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการคัดเลือกหนังของคานส์ มีจุดประสงค์เพื่อช่วยธำรงรักษาสถานภาพของคนทำหนังเฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะคำนึงถึงคุณภาพความโดดเด่นของภาพยนตร์เป็นเรื่องๆ ไป

การเลือกหนังเข้าสู่สายประกวดหลักของคานส์ จึงเป็นการรับรองว่า “งานชิ้นใหม่” ของสมาชิกหน้าเดิมในสมาคม มีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มากกว่าจะเป็นการคัดเลือกหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก

จากระบบดังกล่าว หนังของผู้หญิงจึงมักเป็นผลงานชายขอบซึ่งถูกเพิกเฉยอยู่เสมอ แม้จะมีการประท้วงและแคมเปญเรียกร้องความเสมอภาคเกิดขึ้นที่คานส์ในปีนี้ แต่เสียงเหล่านั้นอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสั่นคลอนวัฒนธรรมอันฝังรากลึกได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วนัก

คานส์คือแบรนด์

ยอร์ดาโนวาสรุปว่า จริงๆ แล้ว “เทศกาลเมืองคานส์” คือ แบรนด์ทางการตลาด-วัฒนธรรม ระดับสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส และนี่เป็นแบรนด์ที่ติดตลาดไปเรียบร้อย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพูดถึง “เทศกาลภาพยนตร์” อย่างไรเสีย คนก็มักนึกถึงคานส์เป็นลำดับแรก (แม้อาจจะมีเทศกาลหนังที่ดีกว่าคานส์ก็ตาม)

ทว่าสถานะพิเศษข้างต้นกับการเป็นพื้นที่แห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมนั้นมิใช่เรื่องเดียวกัน