แขกรับเชิญ

อรดี อินทร์คง: (ความหล่นหายไปของ) เสียงที่หลากหลายใน “ดินไร้แดน”

(บทความชิ้นนี้เขียนโดย “อรดี อินทร์คง” นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยคอร์แนล)

Soil without Land

ดินไร้แดน

**spoil เต็มๆ เลยเน้อ**

ดินไร้แดน เป็นหนังสารคดีเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตของ จายแสงลอด เด็กหนุ่มชาวไทใหญ่ที่เคยเข้ามาทำงานในเชียงใหม่ แต่ด้วยเงื่อนไขสำคัญเรื่องบัตรประจำตัว ทำให้เขาตัดสินใจเลือกกลับไปอยู่บ้าน บริเวณชายแดนไทย-รัฐฉาน และเข้าฝึกทหารที่ดอยก่อวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานที่ตั้งกองกำลังกู้ชาติรัฐฉาน

หากก้าวข้ามเรื่องราวชีวิตของจายแสงลอดไปแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเราก็คือ การเข้าไปนั่งฟังเสียงต่างๆ ในหนังเรื่องนี้ ทั้งเสียงสนทนา เสียงที่บันทึกสด เสียงเพลงประกอบ เสียง effect ต่างๆ ที่ถูก design ขึ้นมาเฉพาะ

หนังเริ่มด้วยเสียงของจายแสงลอดที่เล่าถึงตัวเองเป็นภาษาไทใหญ่ บอกเลยตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นว่าจะได้ดูหนังที่เป็นเสียงไทใหญ่ทั้งเรื่อง แต่ตื่นเต้นได้แป๊บเดียวก็มีเสียงคนสัมภาษณ์ถามคำถามเป็นภาษาไทย และจายแสงลอดตอบคำถามเป็นภาษาไทย

บทสนทนาถามตอบภาษาไทยนี้เกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่อง โดยที่คนดูจะไม่เห็นว่าใครเป็นคนถาม จะเห็นก็แต่ภาพของจายแสงลอดและภาพ insert ต่างๆ แน่นอนว่าสิ่งที่จายแสงลอดเล่าออกมามันไม่พรั่งพรูเหมือนตอนที่เขานั่งคุยกับเพื่อนทหารด้วยภาษาไทใหญ่ คิดว่าอาจจะเป็นเพราะกำแพงของภาษา แล้วก็ rapport (ความมีมิตรจิตมิตรใจ – คนมองหนัง) ระหว่างคนถามกับคนตอบด้วยที่ทำให้บางคำตอบมันยังไปไม่ลึก

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงตัวเองตอนทำ fieldwork ใหม่ๆ เวลาที่เราถามคำถามออกไป บางทีมันเดาได้ว่าเขาจะตอบกลับมาแบบไหน บางคนก็ keep look เหมือนนักเรียนคุยกับคุณครู แต่พอพวกเขาคุยเองกับเพื่อนด้วยภาษาของเขา โอ้โห..คนละเรื่อง สิ่งที่อยู่ในใจมันพรั่งพรูออกมาหมด

ดินไร้แดน วงสนทนา

ในหนังก็เหมือนกัน เรากลับรู้สึกว้าวตอนที่จายแสงลอดคุยกับเพื่อนเป็นภาษาไทใหญ่มากกว่า คุยกันเรื่องทหารพม่า ทหารว้า คุยกันเรื่องหนีทหาร รู้สึกว่าอันนั้นมันมาจากใจ

และยิ่งรู้สึกพีคมากสุด คือช่วงที่มีทหารต้องโทษออกมา ทหารคนนี้โดนล่ามโซ่ไว้ที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง ตอนที่เขาเดินออกมากินข้าว เพื่อนทหารคนอื่นพูดคุยถึงเขาเป็นภาษาไทใหญ่ แต่ช่วงที่เขานั่งกินข้าวอยู่คนเดียว เพื่อนทหารคนหนึ่งเดินเข้าไปคุยกับเขาด้วยภาษาจีน และตอนที่กลับไปที่เรือนนอน เพื่อนทหารอีกคนก็นั่งคุยกับเขาด้วยภาษาพม่า เดาว่าทหารที่ต้องโทษคนนี้ไม่น่าจะใช่คนไทใหญ่ (ช่วงที่สนทนาด้วยภาษาจีนและภาษาพม่า ในหนังไม่ขึ้น sub)

เคสทหารที่พยายามหนีออกจากค่ายฝึก ทำให้นึกถึงวงดนตรีของทหารบนดอยไตแลง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฐานที่ตั้งของกองกำลังกู้ชาติรัฐฉาน เพื่อนนักดนตรีชาวไทใหญ่เล่าให้ฟังว่า สมาชิกในวงนั้นมาจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ มีทั้งไทใหญ่ ปะโอ กะเหรี่ยง แต่ก็มาร้องเพลงไทใหญ่อยู่ในค่ายด้วยกัน

เคยไปดูวงนี้เล่นสดครั้งหนึ่งในงานวันชาติ พบว่านักร้องที่ผลัดกันมาร้องมีหลายสำเนียงมาก แต่พอมาเข้าห้องอัดเสียง ความหลากหลายที่ว่านี้โดนลดทอนออกไป ทุกคนต้องร้องให้ชัดด้วยสำเนียงเดียวกัน อย่างไรก็ตามอัลบั้มนี้ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะนักร้องหนีออกจากค่ายฝึกไปซะก่อน

ดินไร้แดน นักโทษ

ในค่ายฝึกของกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ มันไม่ได้มีแต่ทหารที่เป็นคนไทใหญ่ ในรัฐฉานก็ไม่ได้มีแต่คนไต มันมีอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ในรัฐฉานและอยู่ในกองทัพ มันมีเสียงที่หลากหลายอยู่ในนั้น แต่ในกองทัพและในงานพิธีการที่สำคัญของกองทัพ ดูเหมือนไม่มีเสียงอะไรจะดังเกินกว่าเสียงเพลงไทใหญ่ โดยเฉพาะเพลงปลุกใจให้รักชาติ

ในหนังใส่เพลงพวกนี้มา 4-5 เพลง มีเพลงดังๆ อย่างเพลง “ไตตึกตองอยู่” เป็นเพลงที่มันต้องมี และต้องร้องได้กันทุกคนไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ เพลงพวกนี้มีพื้นที่ของมันค่อนข้างกว้าง ทั้งในกองทัพ งานสำคัญต่างๆ แต่ในพื้นที่ที่โคตรจะเป็น private zone กลับพบว่า พวกเขาก็ไม่ได้ร้องเพลงแบบนี้กันสักเท่าไหร่

อย่างในหนังจะเห็นว่า ช่วงต้นเรื่องที่จายแสงลอดนั่งอยู่ในวงเหล้ากับเพื่อนๆ ก็ร้องเพลงเกี่ยวกับสาวปางซาง แถมเพลงนี้ยังชวนให้ระลึกถึงอิสระของวัยหนุ่มเมื่อครั้งที่เขาเคยทำงานในคาราโอเกะบาร์ที่เชียงใหม่ด้วยซ้ำ

ความเรียลของหนังเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่แค่การพยายามออกแบบ sound effect ต่างๆ ให้มันส่งให้หนังดูสมจริง ซึ่งทำออกมาได้จริงยิ่งกว่าของจริงซะอีก แต่มันยังรวมไปถึงการถ่ายทอด “ความหล่นหายไปของเสียงที่หลากหลาย” ออกมาด้วย ก็คือความจริงมันเป็นเช่นนี้ ในกองทัพมันมีเพลงให้ได้ยินประมาณนี้ เขาอนุญาตให้เราได้ยินแค่นี้ เสียงที่คนดูหนังจะได้ยิน จึงมีเสียงเพลงในกองทัพ เสียงครูฝึก เสียงปราศรัยปลุกระดมของหัวหน้ากลุ่มการเมือง

ดินไร้แดน ปลุกใจ

มีฉากนึงที่น่าสนใจมากเช่นกัน ซึ่งเราคิดว่ามันน่าจะเป็นโอกาสให้คนดูได้ฟังเสียงในแง่มุมอื่นบ้าง คือฉากงานฉลองวันชาติที่ครอบครัวของทหารได้มาเยี่ยมทหารที่ค่ายฝึก บรรยากาศของงานฉลอง เพลงรำวง และเสียงของพ่อแม่ คนรัก มันถูกกลบไปด้วย score แทนเสียงสดที่บันทึกมาจากเหตุการณ์ขณะนั้น อาจจะเป็นความตั้งใจของผู้กำกับและคนทำ film score ก็เป็นได้

แต่เรารู้สึกเสียดายที่เสียงสดช่วงนั้นหายไป และสิ่งนี้แหละที่มันเรียลเกินไปจริงๆ เพราะใน fieldwork เราก็ถูกอนุญาตให้ได้ยินแค่บางเสียงเหมือนกัน

ดินไร้แดน โปสเตอร์

วันที่ไปดูหนังเรื่องนี้มีคนไทใหญ่มาดูเยอะเหมือนกัน คนไทใหญ่ที่มาดู (และที่ไม่มาดู) บอกว่า มันเหมือนนั่งดูชีวิตตัวเอง ชีวิตที่วนเวียนอยู่กับการดิ้นรนเอาตัวรอด หนีออกจากบ้านเกิด หนีสงคราม ฝึกภาษาใหม่ๆ ขายแรงงานแลกกับค่าแรงน้อยนิด อยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ถ้าไม่มีบัตร

พี่คนหนึ่งขับรถมอเตอร์ไซค์มาจากฝาง เพื่อมาดูหนังเรื่องนี้ที่ Maya บอกว่า หนังมันจริงซะยิ่งกว่าจริง ยิ่งเรื่องเกณฑ์ทหาร ถ้าเป็นคนจนยังไงก็ไม่มีทางเลือก ความจนมันไม่แบ่งกลุ่มชาติพันธุ์ ทุกวันนี้แกไม่คิดจะกลับไปบ้านที่เมืองกึ๋งอีกแล้ว จะอยู่ทำงานจนตายในเมืองไทยนี่แหละ แต่แกส่งเงินไปช่วยเหลือทหาร แล้วก็ไปให้กำลังใจกองทัพในวันชาติไทใหญ่ทุกปี

แกบอกด้วยว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วปีหน้าอยากไปให้กำลังใจทหารที่ดอยก่อวัน พูดแล้วพี่แกก็ร้องเพลงจายมูกับจายต่าอูให้ฟังอีกหลายเพลง แน่นอนว่าเพลงที่เลือกมาเป็นเพลงเพื่อชีวิต มันก็จะปลุกใจหน่อยๆ

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

วิเคราะห์ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนจบ: เมื่อผู้มีอำนาจ “เสียศูนย์”

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ปิดฉากอวสานไปแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม

ถ้าให้สรุปภาพรวมในฐานะคนที่ตามดูละครเรื่องนี้มาครบทั้ง 37 ตอน ก็ต้องบอกว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุด นั้นดำเนินเรื่องสนุก-ฉับไว ฉากบู๊-เทคนิคพิเศษด้านภาพอยู่ในเกณฑ์ดี

ขาดไปแค่เพียงอารมณ์ขันในลักษณะ “หัวร่อต่ออำนาจ” ซึ่งเป็นคุณลักษณ์โดดเด่น ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิต “ต้อง” มี

ยิ่งกว่านั้น เพราะเป็นละครที่สร้างมาจาก “นิทานจักรๆ วงศ์ๆ ยุคใหม่” (บทประพันธ์ของ “เสรี เปรมฤทัย” หรือ “เปรมเสรี”) ผนวกกับถูกดัดแปลงแก้ไขให้มีความทันสมัยขึ้น (ละครเวอร์ชั่นล่าสุด เขียนบทโดย “อัศศิริ ธรรมโชติ” ภายใต้นามปากกา “บางแวก”)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” จึงมีบางองค์ประกอบที่หลุดกรอบของ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ” ทั่วไป

ทั้งการขับเน้นประเด็น “คุณธรรมน้ำมิตร” และการสร้างบุคลิกลักษณะเฉพาะหรือความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติ ตลอดจนจักรวาลโครงข่ายความสัมพันธ์อันกว้างขวางซับซ้อน ให้แก่บรรดาตัวละครมากหน้าหลายตา คล้าย “นิยายกำลังภายใน” (รวมถึงพวก “คอมิกส์” ด้วย)

ส่วนโครงเรื่องก็คล้ายคลึงกับการฝ่าฟันด่านต่างๆ ใน “เกมคอมพิวเตอร์” มากกว่าจะเป็นการชักนำตัวละครหลักทุกรายไปกองรวม ณ “วันพิพากษาสุดท้าย” ในตอนจบของละคร เหมือนละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่

ดังจะเห็นว่า “ขวาน” ต้องเผชิญหน้าและฆ่าสองผัวเมียมนุษย์กาเป็นด่านแรก, ปราบนางยักษ์กาขาวเป็นด่านที่สอง, ฟื้นคืนชีพจากการถูกอำมาตย์แสงเพชรสังหารในด่านที่สาม, พิชิตพระเจ้าแสงเพชรและพวกพ้องในด่านที่สี่

แล้วจึงพิฆาตแสงเดช ณ ด่านสุดท้าย

แม้จะออกอากาศด้วยจำนวนตอนน้อยกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ร่วมสมัยในระยะหลังๆ

ทว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” กลับมีฉากรุนแรงในเปอร์เซ็นต์สูงกว่าอย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวละครหลัก ทั้ง “ฝ่ายดี” และ “ฝ่ายไม่ดี” ที่ถูกฆ่าตายตลอดทั้งเรื่อง

ไล่ตั้งแต่สองมนุษย์กา, เมียอำมาตย์โสฬส, นางยักษ์กาขาว, บุรีรมย์ราชา, เศรษฐีปัญจะ, แม่ขวาน, กานต์กาสร (มนุษย์ควายบินได้), ศรีสมิง (เสือสมิงฝ่ายธรรมะ), แม่มดนาถสุดา, หมื่นสุรไกร, หมื่นสีหนาท, อำมาตย์ทินกร, อำมาตย์/พระเจ้าแสงเพชร และแสงเดช

(ไม่รวมทหารเลว-สามัญชนคนเล็กคนน้อยอีกจำนวนหนึ่ง)

มิหนำซ้ำ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ตอนอวสาน ยังมีการเข่นฆ่า “คนดี” อีกล็อตใหญ่ ก่อนที่ทั้งหมดจะได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ (สอดคล้องกับประเด็นสำคัญในเนื้อหาส่วนถัดไป)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนอวสาน คล้ายจะมีหลักใหญ่ใจความอยู่ตรงการฟื้นคืนชีพของ “ตัวร้ายเบอร์สอง” อย่าง “แสงเดช”

ในละครตอนก่อนหน้านั้น “แสงเดช” ถูก “ขวาน/สุธาเทพ” ฆ่าตาย แต่แล้ว สายฝน สายฟ้า และแสงแดด ก็ตกกระทบมายังร่างไร้วิญญาณของเขาพร้อมเพรียงกัน

ส่งผลให้วิญญาณกลับคืนร่าง

หลังมีชีวิตใหม่ “แสงเดช” ได้รับการอัพสกิลขึ้น จนมีฤทธิ์สูงกว่า “แสงเพชร” ผู้พ่อเสียอีก

กระทั่งผู้วิเศษ เช่น “เจ้าพ่อเขาเขียว” และ “ฤาษีอุปคุปต์” ก็ต้านทานไม่ได้ ส่วน “ขวาน/สุธาเทพ” ที่กลายสถานะเป็น “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” เหนือหัวองค์ใหม่แห่งบุรีรมย์นคร ก็ต้านทานไม่ไหว

ท่ามกลางปริศนาค้างคาใจว่าทำไม “แสงเดช” จึงไม่ตาย แถมยังเก่งขึ้นผิดหูผิดตา?

แล้ว “สุริยะเทพ” ก็ปรากฏกายขึ้น เพื่อแจ้งข่าวร้ายกับ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ว่าเป็นเพราะพระองค์เผลอไปส่องแสงอาทิตย์ระหว่างฝนตก-ฟ้าผ่าพอดี

“แสงเดช” เลยกลับมาสร้างความปั่นป่วนระลอกใหม่

เท่ากับว่าการฟื้นคืนชีพของ “แสงเดช” และความผิดพลาดของ “สุริยะเทพ” ถือเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

แม้เทพแห่งแสงสว่างจะตระหนักว่าพระองค์ทำพลาดไปแล้ว แต่ก็ไม่กล้าช่วยเหลือ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ปราบอธรรม อย่างตรงไปตรงมาหรือออกนอกหน้า ด้วยเกรงว่าพระองค์เองจะ “เสียศูนย์”

“สุริยะเทพ” จึงทำได้เพียงบอกใบ้วิธีโค่น “แสงเดช” ให้แก่ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ก่อนพระองค์จะไปร่วมด้วยช่วยกันในช่วงเผด็จศึก

เทพเจ้าพระองค์นี้ยอม “เสียศูนย์” อีกรอบ โดยชุบชีวิต “ขุนพลจ้อย” “อำมาตย์โสฬส” และ “หมื่นวิษณุ” ซึ่งเป็นบรรดาตัวละครฝ่ายธรรมะที่ถูก “แสงเดช” (เวอร์ชั่นอัพสกิล) ฆ่าตาย ให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้น

การ “เสียศูนย์” ของ “สุริยะเทพ” จึงอาจหมายถึงการลงไปแทรกแซงชะตากรรมของมนุษยชาติก็ได้ หรือจะหมายถึงการแก้ไข “ข้อผิดพลาด” ของพระองค์เอง ก็ได้เช่นเดียวกัน

ท้ายสุด เมื่อเรื่องราวทั้งหมดจบลงแบบ “แฮปปี้เอ็นดิ้ง” “สุริยะเทพ” ก็เรียก “ขวานวิเศษ” คืนจาก “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ”

เหตุผลข้อแรก อาจเป็นเพราะพระองค์ต้องนำเอาอาวุธวิเศษชนิดนี้ไปปราบหมู่มารในแหล่งอื่นๆ ตามที่ให้เหตุผลไว้ในละคร

ทว่าเหตุผลอีกข้อ ก็อาจเป็นเพราะพระองค์หวั่นเกรงว่า “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” จะใช้อำนาจ (อันมี “ขวาน” เป็นสัญลักษณ์) ไปในทางที่ผิด หรืออย่างต่ำที่สุด ก็ใช้มันอย่างบกพร่องโดยไม่รู้ตัว

ดังที่องค์ “สุริยะเทพ” เอง ก็เคยกระทำผิดพลาดมาแล้ว ในกรณี “แสงเดช”

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ “สามเศียร”

คนมองหนัง, เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

เมื่อ “เทศกาลเมืองคานส์” ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์” (สำหรับทุกคน)

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปี 2018 พร้อมกับการก้าวขึ้นคว้ารางวัลปาล์มทองคำของ “ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” (ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ที่ผลงานของเขาได้เข้ามาฉายในเมืองไทยโดยต่อเนื่อง) จากหนังเรื่องล่าสุดอย่าง “Shoplifters”

อย่างไรก็ตาม เราอยากจะพาคอหนังไปสัมผัสกับมุมมองเชิงวิพากษ์ที่มีต่อเทศกาลหนังเมืองคานส์กันบ้าง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “ดินา ยอร์ดาโนวา” ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์โลกและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ แห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ส ได้เขียนบทความหัวข้อ Cannes is not a film festival – it’s a club for insiders เผยแพร่ในเว็บไซต์ https://theconversation.com

Dina-on-shore-Balat-2013

“เทศกาลเมืองคานส์” ที่ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์”!

นักวิชาการผู้นี้เสนอว่าถ้ายึดตามความหมายอย่างเคร่งครัด “เทศกาลเมืองคานส์” ก็ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์” แต่เป็นมหกรรมของอุตสาหกรรม (บันเทิง) ที่มีการจัดฉายหนังให้เซเล็บและผู้อยู่ในแวดวงคนอื่นๆ ได้รับชมเป็นหลัก

ขณะเดียวกัน ความสำคัญจริงๆ ของเทศกาลนี้ ก็คือ การทำตัวเป็น “ตลาดกลาง” ให้บุคลากรในธุรกิจภาพยนตร์ได้มาพบปะและเจรจาร่วมงานกัน

สำหรับคนดูในวงกว้าง “เทศกาลเมืองคานส์” เป็นเหมือนเวทีกลางที่แสดงบทบาทผ่านจอมอนิเตอร์, โทรศัพท์มือถือ และนิตยสารแฟชั่น

ยอร์ดาโนวาชี้ว่า ด้านหนึ่ง คานส์เป็นเวทีอวดโฉมของเหล่าเซเล็บที่ฉาบหน้าด้วยความเป็นเทศกาลภาพยนตร์ เห็นชัดจากการที่มีสื่อสายแฟชั่นมาร่วมงานในจำนวนพอๆ กับนักวิจารณ์หนัง

เทศกาลนี้มุ่งเน้นเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจของแบรนด์สินค้าหรูหราพอๆ กับเรื่องหนัง

และดราม่าความขัดแย้งว่าด้วย “สถานะศักดิ์สิทธิ์” ของ “พรมแดง” กับข้อห้ามต่างๆ นานา เช่น ห้ามสวมรองเท้าผ้าใบ หรือห้ามเซลฟี่ บนพื้นที่ดังกล่าว ก็กลายเป็นจุดขายหนึ่งของ “เทศกาลเมืองคานส์”

ตลาดกลางที่เสื่อมมนต์ขลัง

อีกแง่หนึ่ง ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์ผู้นี้วิจารณ์ว่าความเป็นตลาดกลางของการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ ซึ่งเคยเป็นจุดเด่นของคานส์ ก็เริ่มเสื่อมมนต์ขลังลงทุกที

ในอดีต มีความเชื่อว่าภาพยนตร์ที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ทรงอิทธิพล ย่อมจะถูกจัดจำหน่ายผ่านช่องทางที่ดีที่สุด จนหนังมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มคนดูที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ณ ช่วงเวลาหลังจากนั้น

แต่ผู้ชนะรางวัลที่คานส์ในช่วงสองทศวรรษหลัง กลับมิได้มีตำแหน่งแห่งที่อันโดดเด่นในภูมิทัศน์ภาพยนตร์ร่วมสมัยมากนัก

ไปๆ มาๆ รางวัลของเทศกาลเมืองคานส์อาจเป็นเกียรติยศหรือมีมูลค่าในเชิงวัฒนธรรม ทว่ามิได้ให้หลักประกันถึงความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจหรือการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิผล

ยิ่งกว่านั้น ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียังบั่นทอนอิทธิพลของวิธีการจัดจำหน่ายภาพยนตร์แบบเดิมๆ ซึ่งผู้จัดจำหน่ายต้องรับภาระเป็นคนกลางระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์และผู้ฉายภาพยนตร์

ทว่าการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งภาพยนตร์ผ่านระบบออนไลน์ เช่น เน็ตฟลิกซ์ กลับสามารถผลักดันให้ภาพยนตร์รุ่นใหม่ๆ มีโอกาสเข้าถึงผู้ชมวงกว้างได้ง่ายดายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดกลางอย่างคานส์ รวมถึงเทศกาลภาพยนตร์อื่นๆ

สมาคมชนชั้นนำ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่จริงๆ ของ “เทศกาลคานส์” ในมุมมองของยอร์ดาโนวา คือ การทำตัวเป็น “สมาคม” สำหรับชนชั้นนำเฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะเป็นพื้นที่แจ้งเกิดแก่ “หนังแนวทางใหม่ๆ” และ “นักทำหนังหน้าใหม่ๆ”

คานส์กลายเป็นเวทีของนักทำหนังเฉพาะกลุ่ม ซึ่งผลงานของพวกเขาจะถูกพิจารณาอย่างใส่ใจและถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลัก ด้วยกระบวนการเลือกหนังที่ไม่ได้โปร่งใสเปิดเผยเสียทีเดียว

ส่วนใหญ่ ผลงานของ “สมาชิกระดับชนชั้นนำ” ในสมาคม จะถูกคัดเลือกกลับเข้ามาอยู่เรื่อยๆ และอาจมีบ้าง ที่จะมีสมาชิกหน้าใหม่โผล่เข้ามา แต่เขาเหล่านั้นก็ต้องมีดีกรีไม่ธรรมดา เช่น เคยได้รางวัลออสการ์มาแล้ว

“ความเป็นสมาคม” ยังถูกขับเน้นจนเห็นได้ชัด จากนโยบายใหม่ที่ทางเทศกาลงดฉายหนังรอบสื่อมวลชน ก่อนหน้ารอบกาล่าพรีเมียร์ เพื่อปกป้องหนังจากนักวิจารณ์ หรือไม่ให้มีเสียงวิจารณ์หนังในทางลบเผยแพร่สู่สาธารณะก่อนรอบเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

นี่เป็นจุดยืนที่มองว่า “สมาชิกสมาคม” ย่อมต้องมาก่อน “สาธารณชน”

คานส์ไม่ใช่พื้นที่ของผู้หญิง

“ความเป็นสมาคม” ยังส่งผลให้ผู้กำกับหญิงถูกกีดกันออกไปโดยปริยาย

ผู้จัดงานเทศกาลเมืองคานส์อ้างว่ากระบวนการคัดเลือกหนังของที่นี่จะไม่คำนึงถึงเรื่องโควต้า แต่จะเลือกผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

นักวิชาการรายนี้ทักท้วงว่าถ้าหากคานส์คัดเลือกภาพยนตร์โดยพิจารณาเรื่องคุณภาพของผลงานเป็นหลักจริงๆ เราคงไม่ได้เห็นพาดหัวข่าวประเภท “ผู้กำกับคนนี้ได้หวนกลับมาที่คานส์” หรือ “ผู้กำกับคนนั้นอพยพจากเวนิส/เบอร์ลินมายังคานส์”

ทั้งนี้ ทัศนคติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการคัดเลือกหนังของคานส์ มีจุดประสงค์เพื่อช่วยธำรงรักษาสถานภาพของคนทำหนังเฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะคำนึงถึงคุณภาพความโดดเด่นของภาพยนตร์เป็นเรื่องๆ ไป

การเลือกหนังเข้าสู่สายประกวดหลักของคานส์ จึงเป็นการรับรองว่า “งานชิ้นใหม่” ของสมาชิกหน้าเดิมในสมาคม มีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มากกว่าจะเป็นการคัดเลือกหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก

จากระบบดังกล่าว หนังของผู้หญิงจึงมักเป็นผลงานชายขอบซึ่งถูกเพิกเฉยอยู่เสมอ แม้จะมีการประท้วงและแคมเปญเรียกร้องความเสมอภาคเกิดขึ้นที่คานส์ในปีนี้ แต่เสียงเหล่านั้นอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสั่นคลอนวัฒนธรรมอันฝังรากลึกได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วนัก

คานส์คือแบรนด์

ยอร์ดาโนวาสรุปว่า จริงๆ แล้ว “เทศกาลเมืองคานส์” คือ แบรนด์ทางการตลาด-วัฒนธรรม ระดับสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส และนี่เป็นแบรนด์ที่ติดตลาดไปเรียบร้อย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพูดถึง “เทศกาลภาพยนตร์” อย่างไรเสีย คนก็มักนึกถึงคานส์เป็นลำดับแรก (แม้อาจจะมีเทศกาลหนังที่ดีกว่าคานส์ก็ตาม)

ทว่าสถานะพิเศษข้างต้นกับการเป็นพื้นที่แห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมนั้นมิใช่เรื่องเดียวกัน