ข่าวบันเทิง

หนังไทย-หนังอาเซียนน่าสนใจ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017

เวียนมาบรรจบอีกครั้งสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2560

ในปีนี้ มีหนังไทยถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาล 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

“มา ณ ที่นี้” หรือ “Someone from Nowhere”

Someone from Nowhere

นี่คือหนังยาวลำดับที่สองของ “ปราบดา หยุ่น” ซึ่งจะได้เข้าประกวดในสาย “เอเชี่ยน ฟิวเจอร์” (ช่วงหลัง หนังที่ชนะเลิศการประกวดสายนี้ มักไปได้ดีในระดับนานาชาติทั้งสิ้น ตั้งแต่ “มหาสมุทรและสุสาน” เมื่อสองปีก่อน และ “Birdshot” เมื่อปีที่แล้ว)

หนังเรื่องนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวของสาววัย 20 กว่าๆ ซึ่งยามเช้าอันแสนสุขของเธอได้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมีชายบาดเจ็บรายหนึ่งโผล่เข้ามาในห้องพัก

ภาพยนตร์แนวดราม่า-ลึกลับเรื่องนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การถ่ายทำ ซึ่งจะดำเนินไปในห้องพักเพียงห้องเดียว

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย”

สิ้นเมษา

ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องเยี่ยมของ “วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์” ซึ่งเริ่มต้นออกเดินทางในเทศกาลระดับนานาชาติตั้งแต่เมื่อราวห้าปีก่อน

โดยหนังเรื่องนี้จะถูกนำมากลับมาฉายอีกครั้งในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ของเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2017

ซึ่งในปีนี้ โปรแกรมดังกล่าวจะนำเสนอผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แตกต่างจากสามปีแรก ที่จะโฟกัสไปยังภาพยนตร์ของแต่ละประเทศเป็นรายๆ ไป เริ่มจากไทย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ

จุดน่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ หนังที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ประจำปี 2017 จะถูกแนะนำ/เลือกสรรมาโดยผู้กำกับระดับบิ๊กเนมของอาเซียน ซึ่งผู้แนะนำ “สิ้นเมษาฯ” ให้แก่ทางเทศกาล ก็ได้แก่ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

(คลิกอ่านบทความที่เขียนถึง “สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” ที่นี่)

“ป๊อปอาย มายเฟรนด์”

ป๊อปอาย แปด

หนังเกี่ยวกับเมืองไทยที่เพิ่งได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศสิงคโปร์ ให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ ประจำปีหน้า จะเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA เช่นเดียวกัน

สำหรับผู้แนะนำหนังเรื่องนี้ให้เข้าฉายในโปรแกรมดังกล่าว คือ “เอริค คู” ผู้กำกับชื่อดังชาวสิงคโปร์

นอกจากนี้ ยังมีหนังอาเซียนอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งจะได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 อาทิ

“AQÉRAT” หรือ “We the Dead”

main_Aqerat
(c)Pocket Music, Greenlight Pictures

ผลงานล่าสุดของ “เอ็ดมันด์ โหย่ว” คนทำหนังรุ่นใหม่ฝีมือดีจากมาเลเซีย (ซึ่งเคยบรรจุฉากละครสั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ลงไปในหนังยาวเรื่องแรกของเขา คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้นได้ ที่นี่) ที่จะได้เข้าฉายในสายการประกวดหลัก

หนังเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งภาวะขาดแคลนเงินเลี้ยงชีพ ส่งผลให้เธอต้องหันไปทำงานในธุรกิจค้ามนุษย์ โดยหนังจะพูดถึงประเด็นการเดินทางมายังประเทศมาเลเซียของกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญา ไปพร้อมๆ กับการสำแดงตนเป็นบทกวีที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงการเดินทางทางจิตวิญญาณของสตรีผู้หนึ่ง

Yasmin-san

Yasmin-san
(c)Greenlight Pictures

นี่คือผลงานอีกเรื่องหนึ่งของเอ็ดมันด์ โหย่ว ที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ จะบันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำหนังสั้นเรื่อง “Pigeon” ของ “อิซาโอะ ยูกิซาดะ” (ตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “Reflections” ที่ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวเมื่อปีที่แล้ว คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ที่นี่)

โดยหนังสารคดีเรื่องดังกล่าวจะมุ่งสำรวจประเด็นว่าด้วยกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์, การมีเอกภาพ, ชะตากรรม และประวัติศาสตร์ ผ่านวิธีการมองที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ยาสมิน อาหมัด” คนทำหนังสตรีผู้ล่วงลับชาวมาเลเซีย

Cambodian Young Cinema

176
©BOPHANA CENTER ©Anti Archive & Apsara Films

นี่เป็นภาพยนตร์รวมหนังสั้นสี่เรื่อง ผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ห้าคนจากกัมพูชา ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวหลากแง่มุมของสังคมกัมพูชาร่วมสมัย โดยถูกคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

Advertisements
คนมองหนัง

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” บน VOD (ย้อนอ่านบทวิจารณ์หนังเรื่องนี้ควบ “แม่โขง โฮเต็ล”)

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของวิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ซึ่งออกฉายต้้งแต่เมื่อ 4 ปีก่อน จะถูกเผยแพร่ผ่านแพลทฟอร์ม VOD ในเว็บไซต์ www.watchod.com จนถึงวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ.2021 (รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 5 ปี)

บล็อกคนมองหนัง จึงขออนุญาตรื้อบทความที่เคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้คู่กับ “แม่โขง โฮเต็ล” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เมื่อปลายปี 2555 มาเผยแพร่อีกครั้ง

เชิญอ่าน

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” และ “แม่โขง โฮเต็ล” : หนังอีสานอิสระในระยะเปลี่ยนผ่าน

(มติชนสุดสัปดาห์ 9-15 พฤศจิกายน 2555)

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” เป็นหนังยาวเรื่องแรกของ วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ผู้กำกับฯ ซึ่งเคยมีประสบการณ์ทำหนังสั้นมาหลายเรื่อง

ขณะที่ “แม่โขง โฮเต็ล” เป็นผลงานความยาว 61 นาที ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์

หนังไทยอิสระทั้งสองเรื่องนี้กำลังเดินทางไปฉายโชว์/ประกวดตามเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ในหลายประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ผลงานของวิชชานนท์และอภิชาติพงศ์ดูคล้ายจะมี “จุดร่วม” กันมากกว่านั้น

%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3

“สิ้นเมษาฯ” บอกเล่าเรื่องราวซ้อนทับสลับไปมาระหว่าง “เรื่องจริง” หรือสารคดีอัตชีวประวัติของผู้กำกับฯ และครอบครัว กับ “เรื่องแต่ง” ที่ถูกสร้างขึ้น

แม้พรมแดนระหว่าง “เรื่องจริง” กับ “เรื่องแต่ง” ในหนังของวิชชานนท์ จะไม่ได้กลมกลืนแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน

แต่ “เรื่องเล่า” ทั้งสองลักษณะก็มิได้ถูกแบ่งแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด หากถูกนำมาจัดวางให้ดำรงอยู่เคียงคู่กัน กระทั่งหนังอาจบกพร่องความสมบูรณ์ลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ถ้า “เรื่องเล่า” แบบใดแบบหนึ่งปลาสนาการไป

“เรื่องจริง-เรื่องแต่ง” ที่ผสมผสานกันใน “สิ้นเมษาฯ” เล่าเรื่องราวของคนหนุ่มเชื้อสายอีสาน ลูกชายผู้อำนวยการโรงเรียน (ผู้ทำกิจการคอกม้าแข่งเป็นงานอดิเรก) ซึ่งเดินทางมาศึกษาต่อและทำงานใน กทม. เมื่อประสบอุปสรรคกับการเรียน/การทำงานในเมืองหลวง ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปพักใจ/ถ่ายทำหนังส่วนตัวที่บ้านเกิด จังหวัดขอนแก่น

แล้วทั้งความทรงจำจากอดีตและวิถีชีวิตในปัจจุบันก็พรั่งพรูท่วมทะลักออกมาปนเปกัน ผ่านการไปร่วมงานแต่งงานของแฟนเก่า, การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสกับเพื่อนสาวรุ่นพี่ที่มีครอบครัวแล้ว, ความรู้สึก “บาดแผล” ระหว่างพ่อกับลูก, เรื่องเล่าของบ้านเก่าที่ถูกไฟไหม้, ตำนานปรัมปราท้องถิ่นเกี่ยวกับแม่น้ำชี

เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์นองเลือดเมื่อปี 2553 ที่ปรากฏอยู่ในจอโทรทัศน์

จากความกำกวมระหว่าง “เรื่องจริง” กับ “เรื่องแต่ง” พรมแดนของ “สิ้นเมษาฯ” ค่อยๆ ถูกขยายขอบเขตไปพูดถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างเรื่อง “ส่วนตัว” กับ “ส่วนรวม” หรือชะตาชีวิตของปัจเจกบุคคลที่ไปสอดคล้องต้องตรงกับชะตากรรมของประเทศชาติ

องค์ประกอบน่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ วิชชานนท์เล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านมุมมองและวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคลชาวอีสานร่วมสมัย ซึ่งไม่ใช่คน “โง่-จน-เจ็บ” หรือ “ตัวตลก” ที่ไหน

อย่างไรก็ดี คนอีสานในหนังเรื่องนี้ก็มิได้เป็นแรงงานพลัดถิ่นในธุรกิจภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการที่อพยพเข้ามาเผชิญโชคในเมืองหลวง, เขามิใช่ “ชาวบ้านชนบทผู้เรียนรู้โลกกว้าง” จากการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปขายแรงงานที่ต่างแดน

นอกจากนี้ เขายังไม่ได้เป็นหนึ่งในมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเคลื่อนพลเข้ามาเรียกร้องประชาธิปไตยถึงใจกลางกรุงเทพมหานคร

ตรงกันข้าม ปัจเจกบุคคลชาวอีสานใน “สิ้นเมษาฯ” เป็นคนชั้นกลางอยู่บ้านทาวน์เฮ้าส์ มีพ่อเป็นข้าราชการระดับกลาง เขาพูดภาษาไทยกรุงเทพฯ กับสมาชิกในครอบครัว (แต่เว้าลาวกับเพื่อน) เขามีโอกาสมากพอที่จะเข้าถึงการศึกษาระดับสูง (คือ เริ่มเรียนปริญญาตรีที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนจะลาออกมาเรียนทำภาพยนตร์)

เขามีคนรักลับๆ ผู้อ่านหนังสือของ อัลแบร์ กามูส์ แต่เธอก็ไปร้องคาราโอเกะเพลงสาวดำรำพันของ เจเน็ท เขียว พร้อมๆ กับที่ชื่นชอบเพลงของคิดแนปเปอร์ส วงดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์ป๊อปในยุคอัลเทอร์เนทีฟเบ่งบานปลายทศวรรษ 2530

ตัวละครนำของ “สิ้นเมษาฯ” ไม่ได้กระตือรือร้นในทางการเมือง เขาเดินสวนทางกับเพื่อนร่วมภูมิภาคจำนวนมาก เพื่อจะมานอนดูข่าวทีวีแบบกึ่งหลับกึ่งตื่น ณ บ้านเกิด ขณะที่เพื่อนชาวอีสานเหล่านั้นกำลังถูกปราบปรามโดยเจ้าหน้าที่รัฐในกรุงเทพฯ

ทว่าถึงที่สุดแล้ว “ประวัติศาสตร์บาดแผล” ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ก็มิได้สาบสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยจากชีวิตและความทรงจำส่วนบุคคลของคนหนุ่มชาวอีสานในหนัง

หากร่องรอยบาดแผลทางการเมืองดังกล่าวได้ปรากฏขึ้นอย่างรางๆ ผ่านความเห็นของตัวละครซึ่งรู้สึกว่าดีแล้ว ที่ตนเองไม่ได้เป็นทหารเหมือนกับที่เคยใฝ่ฝันเอาไว้ในตอนเด็ก

ตลอดจนภาพสี่แยกคอกวัวและสี่แยกราชประสงค์ซึ่งถูก “ชำระล้าง” ให้กลับคืนสู่สภาพปกติในตอนจบของภาพยนตร์ ยามเมื่อคนหนุ่มอีสานรายนี้เดินทางหวนคืนสู่ กทม. อีกครั้งหนึ่ง

%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%82%e0%b8%87

“แม่โขง โฮเต็ล” มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับ “สิ้นเมษาฯ” เป็นอย่างยิ่ง หนังเล่าเรื่องราวซ้อนทับระหว่าง “เรื่องแต่ง” กับ “เรื่องจริง” หรือสารคดีเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นจาก “เรื่องแต่ง” ประเภทแรก

(อภิชาติพงศ์ถือเป็นผู้แผ้วถางวิธีวิทยาในการทำหนังแนว “กึ่งเรื่องแต่งกึ่งสารคดี” เช่นนี้ มาตั้งแต่ครั้งที่เขาลงมือสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของตนเอง คือ “ดอกฟ้าในมือมาร” เมื่อปี พ.ศ.2543)

“เรื่องเล่า” ทั้งสองลักษณะกลืนกลายเข้าหากันจนแทบไร้รอยตะเข็บ กระทั่งคนดูไม่สามารถแบ่งแยกได้ง่ายๆ ว่าเนื้อหาส่วนใดคือ “เรื่องแต่ง” หรือ “เรื่องจริง”

หนังเรื่องนี้ถือเป็นงานของอภิชาติพงศ์ที่ดูได้แบบผ่อนคลาย เหมือนผู้ชมกำลังนั่งสังเกตการณ์การเดินทางมาพักผ่อนในโรงแรมริมแม่น้ำโขงของผู้กำกับฯ ชื่อดัง ตลอดจนทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์และกลุ่มนักแสดงขาประจำของเขา

หนังบอกเล่าเรื่องราวของกองถ่ายภาพยนตร์แนว “ผีปอบ” อันเป็นความเชื่อท้องถิ่นในภาคอีสาน, เรื่องเล่าเกี่ยวกับผีปอบแม่ที่กินตับไตไส้พุงของลูกและคนรักของลูก (หรือส่งมอบ “ความเป็นปอบ” ให้แก่คนรุ่นหลัง), ความเชื่อเรื่องชาติภพ, การสนทนาว่าด้วยประเด็นที่สามัญชนสามารถพูดคุยกันได้อย่างคล่องปากในวิถีชีวิตประจำวันของพวกเขาและเธอ แต่ประเด็นเช่นนั้นกลับถูกนำเสนอออกสู่พื้นที่สาธารณะได้อย่างยากลำบาก

รวมทั้งสถานการณ์น้ำท่วม กทม. ปี 2554 ซึ่งบรรดาตัวละครในภาพยนตร์ได้รับรู้ผ่านทางข่าวโทรทัศน์

“เรื่องเล่า” หลากหลายเหล่านั้น ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความทรงจำทางการเมืองในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางบริบทสงครามเย็น โดยมีเสียง “เพลงศักดิ์สิทธิ์-ปลุกใจ” ในยุคสมัยดังกล่าว ซึ่งอภิชาติพงศ์นำมาบิดพลิ้วท่วงทำนองให้กลายเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ของตนเองได้อย่างร้ายกาจ ทรงพลัง ชวนขบคิดตีความ และไม่ต้องอ้างอิงแหล่งที่มาดั้งเดิม ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการร้อยเรียงปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน

ประวัติศาสตร์ความทรงจำเรื่องสงครามประชาชน อันเป็นมรดกตกทอดมาจาก “ลุงบุญมีระลึกชาติ” จึงยังกรุ่นกำจายอยู่อย่างเข้มข้นในผลงานชิ้นใหม่ของคนไทยรายแรกที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำผู้นี้

เช่นกันกับปัจเจกบุคคลชาวอีสานใน “สิ้นเมษาฯ” ป้าเจน นักแสดงคู่บุญของอภิชาติพงศ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครหลักของ “แม่โขง โฮเต็ล” ก็เป็นปัจเจกบุคคลชาวอีสานที่ไม่สามารถถูกจับยัดใส่เข้าไปใน “ภาพเหมารวม” ของ “คนอีสานแบบเดิมๆ” ได้อย่างง่ายดาย

ป้าเจนเป็นคนอีสานที่มีลูกย้ายไปลงหลักปักฐานทำงานในกรุงเทพฯ เธอจึงรู้สึกตื่นตระหนกกลุ้มใจระหว่างนั่งชมข่าวน้ำท่วมเมืองหลวงจากจอทีวี

สตรีวัยกลางคนรายนี้กำลังจะเริ่มต้นชีวิตครอบครัวครั้งใหม่กับชาวต่างชาติ นอกจากนั้น เธอยังเคยมีประสบการณ์ถูกกล่อมเกลาโดยรัฐไทยให้มีแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน เธอกลับรู้สึกไม่พอใจที่คนลาวอพยพได้รับการดูแลจากรัฐบาลไทยและอเมริกาเป็นอย่างดี

ขณะที่คนท้องถิ่นเช่นตัวเองกลับมีฐานะยากจนไม่มีจะกิน

วิชชานนท์และอภิชาติพงศ์ล้วนเป็นคนขอนแก่น พวกเขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวคนชั้นกลางที่มีสถานะทางด้านเศรษฐกิจและสังคมมั่นคง (วิชชานนท์เป็นลูกครูใหญ่ ส่วนอภิชาติพงศ์เป็นลูกหมอ)

คนหนึ่งมีวิถีชีวิตเหมือนกับหนุ่มสาวชาวอีสานอีกหลายราย ซึ่งเดินทางเข้ามาเติบโต เปลี่ยนผ่าน และทำความเข้าใจกับอัตลักษณ์ของตนเองในมุมมองใหม่ที่กรุงเทพฯ

ส่วนอีกคนเรียนจบจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น แล้วตัดผ่านข้าม กทม. ไปเผชิญหน้ากับประสบการณ์แปลกใหม่ที่ชิคาโก กระทั่งกลายเป็นศิลปินไทยผู้ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติมากที่สุดรายหนึ่ง

วิชชานนท์และอภิชาติพงศ์จึงไม่ต่างอะไรกับตัวละครของพวกเขา ที่ด้านหนึ่ง ก็มิใช่ชาวอีสานใน “ภาพจำ (ลอง)” ซึ่งคนหรือสื่อมวลชนจากส่วนกลางมักชอบทึกทักและคิดเข้าใจไปเอง

ยิ่งกว่านั้น ยังดูเหมือนว่าวิถีชีวิตและโลกทัศน์ของทั้งคู่ได้เคลื่อนย้ายขยับขยายไปไกล เกินกว่าที่พวกเขาจะสามารถหวนย้อนกลับมาตั้งรกราก ณ บ้านเกิด

เหมือนกับที่สุดท้ายแล้ว ตัวละครนำใน “สิ้นเมษาฯ” ต้องเดินทางกลับเข้าไปแสวงหาความก้าวหน้าที่ กทม. ส่วนอภิชาติพงศ์และเพื่อนๆ ก็เป็นเพียงนักท่องเที่ยวผู้เดินทางมาถ่ายหนัง-พักผ่อนที่โรงแรมริมแม่น้ำโขง

ความซับซ้อนทางอัตลักษณ์ไม่ได้ยุติลงเพียงแค่นั้น เพราะแม้ว่าปัจเจกบุคคลชาวอีสานในหนังทั้งสองเรื่องนี้จะมิได้เป็น “คนอีสานแบบเดิมๆ” ทว่า ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มิได้กลับกลายตนเองเป็น “คนกรุงเทพฯ/คนเมืองหลวง” อย่างเต็มตัว

อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็มีความทรงจำทางการเมืองบางประการอันแตกต่างจากความทรงจำของคนกรุงเทพฯ จำนวนมาก (แน่นอนว่าในหมู่คนกรุงเทพฯ เอง ก็มีความทรงจำในประเด็นดังกล่าวไม่เหมือนกัน)

ดังได้กล่าวไปแล้วว่าหนังยาวเรื่องแรกของวิชชานนท์และผลงานล่าสุดของอภิชาติพงศ์ ล้วนเล่นกับรูปแบบ “เรื่องเล่า” ที่พร่าเลือนระหว่าง “เรื่องจริง” กับ “เรื่องแต่ง”

พวกเขานำรูปแบบอันลักลั่นกำกวมมาฉายภาพส่องสะท้อนให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์อันแยกไม่ขาด ระหว่างความทรงจำและวิถีชีวิตส่วนตัวของปัจเจกบุคคล กับบริบททางสังคม-การเมืองที่ก่อรูปและรายล้อมปัจเจกบุคคลเหล่านั้นอยู่

รูปแบบและเรื่องราวอันเลื่อนไหลของหนังอีสานร่วมสมัยทั้งสองเรื่อง อาจมีสถานะเป็นภาพแทนแห่งอัตลักษณ์ที่ไม่หยุดนิ่งตายตัวของคนอีสาน, เป็นภาพแทนของความสัมพันธ์ระหว่าง “ชนบท?” กับเมืองหลวงศูนย์กลางประเทศ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป, เป็นภาพแทนของการเปลี่ยนผ่านจากความทรงจำในอดีตมาสู่เรื่องเล่าและวิถีการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

ซึ่งทั้งหมดยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือไม่แน่ชัด ดุจเดียวกันกับอนาคตของสังคมการเมืองไทย?

คนมองหนัง

หนังสั้น 20 สเปเชียล (3) : Bangkok Stories

Bangkok Stories (ยกเว้น “หมอชิต”)

เยาวราช (อภิญญา สกุลเจริญสุข)

%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a

เรียบๆ ธรรมดาๆ ไปหน่อยนึง

เหมือนหนังจะพยายามจำกัดกรอบอะไรบางอย่างให้ตัวเองมากเกินไปนิด

แต่ก็เห็นด้วยกับบางเสียง ที่บอกว่าจุดน่าสนใจของมัน คือ การเป็นหนังชื่อ “เยาวราช” ที่ไม่ได้พยายามมุ่งเน้นนำเสนอภาพ-เรื่องราวเกี่ยวกับ “ความเป็นจีน” ในสังคมไทย

ข้าวสาร (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3

จริงๆ ตัวพื้นที่ และลักษณะการใช้สอยพื้นที่ของหนังเรื่องนี้ มัน “คลิก” กับประสบการณ์ส่วนตัวของผมพอสมควร

ช่วงเรียนปริญญาตรี-โท ที่ธรรมศาสตร์ ผมวนเวียนอยู่แถวข้าวสารบ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ “เที่ยว-ดื่มตอนกลางคืน” ถี่นัก ขณะเดียวกัน วัดชนะสงคราม ก็เป็นที่ที่ผมใช้จอดรถ เลยได้โอกาสเดินเที่ยวในวัดแบบไม่มีจุดหมายอะไรชัดเจนนักอยู่เสมอๆ

แต่น่าเสียดาย ที่ตัวละครหลักในหนังมันมี “ความเป็นมนุษย์” ที่แปลกๆ แข็งๆ เป็นเครื่องยนต์กลไกพอสมควร คนดูเลยอาจอินกับเธอและเขาได้ไม่มากนัก ทั้งๆ ที่มันมีโมเมนต์สนุกๆ เหงาๆ ซึ้งๆ หวานๆ ปะปนอยู่บ้างประปราย

นอกจากนี้ ไม่รู้ว่าถ้าหนังลองพลิกเส้นเรื่องให้เดินไปตามคำทำนายของหมอดูหญิงแบบเต็มๆ มันจะทำให้หนังสนุก โดดเด่น หรือมีอะไรน่าจดจำกว่านี้หรือไม่

อย่างไรก็ดี ชอบที่หนังเลือกใช้เพลง “อ่องอ๊องเอ” ในช่วงท้ายเรื่อง เพราะนี่เป็นเพลงเดียวในอัลบั้มชุดที่สองของเป้ อารักษ์ ที่ผมชอบมากๆ

พาหุรัด (โสรยา นาคะสุวรรณ)

%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%94

จริงๆ กลุ่มคน-วัฒนธรรมซิกข์ในย่านพาหุรัดเริ่มถูกเล่าถึงบ่อยครั้งขึ้นในสื่อภาพเคลื่อนไหว โดยเฉพาะพวกสารคดีหรือรายการท่องเที่ยว-ไลฟ์สไตล์ทางโทรทัศน์

ซึ่งมุ่งเน้นไปที่วัดซิกข์สีทองอร่าม และอาหารการกิน-สินค้าผ้าย่านหาพุรัด

แต่คนดูยังไม่เคยได้เห็นมิติการใช้ชีวิตประจำวันที่ลึกซึ้งหรือลงรายละเอียดของคนซิกข์ย่านพาหุรัดให้มากกว่านั้น

ดูเหมือน “พาหุรัด” ของโสรยา จะพยายามทำหน้าที่ดังกล่าว และทำได้ดีทีเดียว

เราได้เห็นแง่มุมชีวิตเล็กๆ ของเด็กหนุ่ม ม.ปลาย ที่นับถือศาสนาซิกข์ ภาระ-ทางแยก-ปัญหาที่ครอบครัวของเขากำลังเผชิญหน้า ตลอดจนความฝันของเด็กหนุ่มและเพื่อนหญิงคนสนิท

ซึ่งหนังถ่ายทอดออกมาได้กำลังดีและสวยงามในหลายช็อตหลายซีน

องค์ประกอบหนึ่งในหนังที่ผมชอบและรู้สึกติดตามากๆ ก็คือ ฉากถอดผ้าโพกศีรษะในห้องน้ำของตัวละครเด็กหนุ่ม (ซึ่งไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก)

สีลม (วรกร ฤทัยวาณิชกุล)

%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%a1

โดยรวมแล้วน่ารักดี

แต่รู้สึกว่าแง่มุมเกี่ยวกับการเมือง ที่ถูก “ซ่อนแฝง” เอาไว้ในหนัง มันปรากฏขึ้นอย่างจงใจหรือค่อนทางทื่อตรงไปหน่อย

อีกส่วนที่ชอบ คือ การไปจีบกันในสวนงู สถานเสาวภา ซึ่งให้ความรู้สึกแปลกๆ ชวนพิศวง กึ่งสวยงามกึ่งสยดสยองดี

สุขุมวิท (อาทิตย์ อัสสรัตน์)

bangkok stories สุขุมวิท

เป็นอีกเรื่องที่น่ารัก สนุกสนาน และขำขันดี ส่วนนักแสดงนำหญิงสองคนในเรื่องก็น่ารักมากๆ ทั้งคู่

ไม่ต้องเอ่ยถึง เบสท์ ณัฐสิทธิ์ นักแสดงนำชาย ที่พุ่งทะยานเป็นพลุแตกไปแล้วเรียบร้อย เข้าใจว่า หนังถ่ายทำกันก่อนที่เบสท์จะโด่งดังขึ้นมาอย่างฉับพลัน และนี่อาจเป็นหนังเรื่องท้ายๆ ที่เขาจะได้รับบทเป็นหนุ่มเนิร์ดๆ หรืออันเดอร์ด็อก

จุดที่ชอบ คือ ความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครสามรายนี้ ซึ่งเมื่อเดินทางมาถึงจุดท้ายสุดแล้ว มันสามารถออกได้ทุกหน้าเลย

ตรงนี้นับว่าหนังเล่นกับความกำกวมได้น่าสนใจ

ภาพรวม

ผมรู้สึกว่าโจทย์เรื่อง “ความรัก (ของหนุ่มสาว)” อาจกลายเป็นข้อจำกัดให้หนังพอสมควร

ขณะที่ “หมอชิต” และ “พาหุรัด” พยายามจะไปไกลกว่านั้น และได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

“สีลม” และ “สุขุมวิท” ก็พยายามเล่นกับกรอบดังกล่าว และ “เล่น” ออกมาได้สนุก

ผิดกับ “เยาวราช” และ “ข้าวสาร” ที่มีอาการเกร็งกับกรอบ จนไปได้ไม่สุดทาง

อย่างไรก็ดี แง่มุมเรื่อง “พื้นที่” กลับไม่ได้เป็นกรอบที่บีบบังคับหนังให้แน่นิ่งตายตัว

กระทั่ง “เยาวราช” ซึ่งเหมือนจะเป็นหนังที่อ่อนสุดในบรรดา 6 เรื่อง ก็ยังสามารถตีความ “พื้นที่เยาวราช” ออกมาได้น่าสนใจ

หรือ “สุขุมวิท” ก็เลือกตีความโจทย์อย่างผิดแผก ด้วยการฝังตัวเองลงไปในพื้นที่เฉพาะ ที่เล็กย่อย (ทว่าเบลอร์) ยิ่งกว่าย่านสุขุมวิทเสียอีก

ไม่รวมถึง “หมอชิต” ที่เดินทางออกไปไกลจาก “พื้นที่/สถานีขนส่งหมอชิต” มากมาย

นอกจากนั้น ผมรู้สึกติดกับ “กรอบเวลา” ของหนังแต่ละเรื่องนิดนึง

โอเค ด้วยความที่เป็นหนังสั้น ความยาวราวๆ แค่ 15 นาที การเล่าเรื่องผ่านกรอบเวลาหนึ่งวัน/หนึ่งคืน จึงน่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมลงตัวที่สุด

แต่ก็น่าตั้งคำถามเหมือนกันว่า ถ้าผู้กำกับพยายาม “เล่นกล” กับกรอบเวลา ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร?

ดังเช่นที่กรอบเวลาของ “หมอชิต” โดยวิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ถูกยืดขยายออกไปถึง 9 ปี จนส่งผลให้เรื่องราวในหนังมีมิติเหลี่ยมมุมสลับซับซ้อนขึ้น และมีพลวัตความเปลี่ยนแปลงเด่นชัดขึ้นตามไปด้วย

หมอชิต

คลิกอ่านบทความที่เขียนถึง “หมอชิต” ได้ที่นี่ครับ

ข่าวบันเทิง

รวมโปรแกรมพิเศษน่าสนใจ จากเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20

จะเริ่มต้นขึ้นพรุ่งนี้แล้ว สำหรับเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20

นอกจากโปรแกรมหลัก ที่รับประกันคุณภาพอยู่แล้ว อย่างสายการประกวด “รัตน์ เปสตันยี” สำหรับบุคคลทั่วไป สาย “ช้างเผือก” สำหรับนักศึกษา สาย “ช้างเผือกพิเศษ” สำหรับน้องๆ เยาวชน สายรางวัล “ดุ๊ก” สำหรับหนังสารคดี สายรางวัล “ปยุต เงากระจ่าง” สำหรับหนังแอนิเมชั่น และสายการประกวดของหนังสั้นต่างประเทศ

รวมถึงโปรแกรมหนังสั้นเควียร์, หนังสั้นน่าสนใจจากเทศกาล Clermont-Ferrand ประเทศฝรั่งเศส, โปรแกรม S-Express รวมหนังสั้นจากประเทศเพื่อนบ้าน และ หนังยาวเกิน 30 นาที ในสายดิจิตอล ฟอรัม

เทศกาลปีนี้ ยังมีโปรแกรมพิเศษน่าสนใจอื่นๆ อีก

river

เริ่มตั้งแต่การฉายภาพยนตร์เรื่อง “River of Exploding Durians” ผลงานการกำกับของ Edmund Yeo

ซึ่งเล่าเรื่องราวของโครงการโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่จะถูกสร้างไว้ริมชายฝั่งทะเล จนชาวบ้านบริเวณนั้นต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม พร้อมความหวาดกลัวต่อกัมมันตภาพรังสี

Ming นักเรียนมัธยมไม่ได้รู้สึกอะไรต่อการเปลี่ยนแปลง เขาแค่สนใจแต่การใช้เวลาช่วงบ่ายกับไปเพื่อนวัยเด็ก Hui Ling ที่ตนหลงรัก

ในขณะเดียวกัน Lim ครูสอนประวัติศาสตร์ของ Ming เริ่มตั้งกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการต่อสร้างโรงงาน เธอรับนักเรียนคนโปรด Hui Ling เข้าร่วมขบวนการ อุดมการณ์ของพวกเธอกำลังถูกทดสอบ

การก่อสร้างดำเนินต่อไป ตัวละครทั้งหมดถูกดึงเข้าสู่เหตุการณ์ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาจนไม่อาจหวนกลับ

และแน่นอนว่าหนึ่งในไฮไลท์สำคัญสำหรับคอหนังชาวไทยโดยเฉพาะ ก็คือ การดำรงอยู่ของภาพจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในภาพยนตร์มาเลเซียเรื่องนี้

หนังจะฉายในเวลา 18.30 น. ของวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม ที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ตามมาด้วย “ความเศร้าของภูตผี”

ความเศร้าของภูตผี

โปรเจ็คท์หนังครั้งแรกในประเทศไทย ที่นักเขียนระดับแนวหน้ารวมใจลงแขกกับนักทำหนังสั้นแบบไม่เกรงใจสูตรคร่ำครึ ปฏิวัติการดัดแปลงวรรณกรรมรูปแบบใหม่ ให้เป็นการด้นเกมแห่งเสียงอักษรไหลสุดขอบจินตนาการภาพ ด้วยโจทย์ต้นเรื่องของนักเขียนที่จุดประกายให้คนทำหนังสั้น 4 คน ต่อ-แต่งเรื่องเล่าตามใจชอบ จนเกิดเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวภายใต้โครงการ Domino Film Experiment

สำหรับภาพยนตร์เรื่องแรกในโครงการนี้ จะเป็นการนำบทภาพยนตร์ดั้งเดิมของ แดนอรัญ แสงทอง เรื่อง “ความเศร้าของภูตผี” มาตีความและแต่งเติมใหม่ จนได้เป็นภาพยนตร์ขนาดยาวในชื่อเดียวกัน

เจ้าของโปรเจ็คท์นี้ คือ สนธยา ทรัพย์เย็น แห่งฟิล์มไวรัส ส่วนทีมผู้กำกับ ได้แก่ วชร กัณหา, จุฬญาณนนท์ ศิริผล, รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค และเฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง

หนังจะฉายที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา ในเวลา 17.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม

อีกหนึ่งโปรแกรมน่าสนใจ ที่จะจัดฉายต่อเนื่องกับ “ความเศร้าของภูตผี” ที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายาในวันอาทิตย์นี้ ก็คือ หนังสั้นโปรแกรม “ความปรารถนาของคุณจิตร”

จิตร โพธิ์แก้ว
ภาพจากนิตยสาร ART4D ปีที่ 18 ฉบับที่ 208 ตุลาคม 2013 บันทึกไว้โดย http://www.magazinedee.com/

คุณจิตร คือ จิตร โพธิ์แก้ว นักดูหนังขาประจำของงานหนังสั้นมาราธอน และเทศกาลหนังสั้น

คุณจิตรอาจไม่ได้เป็นแค่ซีเนไฟล์ แต่เป็นเอนไซโคลพีเดียเคลื่อนที่ของวงการภาพเคลื่อนไหวไทย

เมื่อมูลนิธิหนังไทย ผู้จัดเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 สอบถามคุณจิตร ว่าอยากดูหนังสั้นที่เคยฉายในเทศกาลเรื่องใดบ้าง? ในวาระที่เทศกาลเดินทางมาถึงปีที่ 20

คุณจิตรก็ระบุรายชื่อหนังมาจำนวนหนึ่ง อันนำมาสู่การเกิดขึ้นของโปรแกรมพิเศษนี้

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/ThaiShortFilmVideoFestival/photos/?tab=album&album_id=850914975039164

ข้ามฟากไปที่หนังที่จะฉาย ณ หอศิลป์ กทม. สี่แยกปทุมวัน

João Tempera The Robbery
ภาพจากหนังสั้นเรื่อง The Robbery โดย João Tempera

หนึ่งในโปรแกรมพิเศษน่าสนใจ ก็คือ “NY Portuguese” รวมหนังสั้นคัดสรรจากเทศกาล NY Portuguese Short Film Festival ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมภาพยนตร์โปรตุเกสร่วมสมัย จัดโดย Arte Institute

ในเทศกาลครั้งนี้ หนังสั้นชุดดังกล่าวจะถูกซอยแบ่งออกเป็นสองโปรแกรม คลิกอ่านรายละเอียดได้ในสองลิงก์ต่อไปนี้

https://www.facebook.com/ThaiShortFilmVideoFestival/photos/?tab=album&album_id=850901005040561

https://www.facebook.com/ThaiShortFilmVideoFestival/photos/?tab=album&album_id=850908251706503

โดย NY Portuguese 1 จะฉายในวันอังคารที่ 23 เวลา 17.00-19.00 น. และวันพฤหัสบดีที่ 25 เวลาเดียวกัน ส่วน NY Portuguese 2 จะฉายในวันอังคารที่ 23 เวลา 19.00-20.30 น. และวันอาทิตย์ที่ 28 เวลา 13.00-15.00 น.

ขอปิดท้ายด้วย “Bangkok Stories” ภาพยนตร์ที่จะบอกเล่าเรื่องราวความรัก 6 เรื่อง ที่เกิดขึ้นในต่างย่านและต่างเวลาทั่วกรุงเทพฯ ผ่านสายตาผู้กำกับ 6 คน

bangkok stories สุขุมวิท
ภาพจากหนังสั้นเรื่อง “สุขุมวิท” โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์

ประกอบด้วย “ข้าวสาร” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์, “พาหุรัด” โดย โสรยา นาคะสุวรรณ, “หมอชิต” โดย วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์, “สีลม” โดย วรกร ฤทัยวาณิชกุล, “สุขุมวิท” โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์ และ “เยาวราช” โดย อภิญญา สกุลเจริญสุข

หนังจะจัดฉายในวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม เวลา 19.00-20.30 น.

โปรแกรมหนังสั้น 20

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ เกี่ยวกับเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 ได้ที่เพจ Thai Short Film & Video Festival