คนมองหนัง

บันทึกถึง “App War: แอปชนแอป”

(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ!)

หนึ่ง

app war 1

“ยรรยง คุรุอังกูร” อาจยังไม่ถือเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้า-ชั้นครีม ของวงการหนังไทยร่วมสมัย

แต่หากพิจารณาผลงานหนังยาวทั้งสองเรื่องของเขา คือ “2538 อัลเทอร์มาจีบ” (2558) และ “App War: แอปชนแอป” (2561) ก็ต้องยอมรับว่ายรรยงเป็นคนเล่าเรื่องสนุก และสามารถคัดเลือกกลุ่มตัวละครที่มีประสบการณ์-ปัญหาชีวิตน่าสนใจ มานำเสนอได้อยู่เสมอ

จากเรื่องราวของพ่อแม่ที่ได้ย้อนรำลึกความสุข-ความผิดพลาดในช่วงชีวิตวัยรุ่นของตนเอง ท่ามกลางเสียงเพลงยุคอัลเทอร์เนทีฟครองเมือง ปลายทศวรรษ 2530

มาถึงความสัมพันธ์สองหน้า ระหว่างหนุ่มสาววัยเริ่มต้นทำงานสองคน/กลุ่ม ที่หวังจะประสบความสำเร็จในธุรกิจไอที สตาร์ทอัพ ต้นทศวรรษ 2561

สอง

app war 2

“App War” บอกเล่าเรื่องราวของหนุ่มสาวคนชั้นกลางสองกลุ่ม ที่พยายามไขว่คว้าหาโอกาสในธุรกิจไอที สตาร์ทอัพ ผ่านการสร้างแอปพลิเคชัน

กลุ่มแรกนำโดย “บอมบ์” หนุ่มโปรแกรมเมอร์มากความสามารถ กลุ่มหลังนำโดย “จูน” สาวนักการตลาด ที่ได้เงินลงทุนก้อนแรกมาจากครอบครัว

“บอมบ์” และ “จูน” มีโอกาสเจอหน้ากันตามงานประกวดแข่งขันโปรเจ็คท์สตาร์ทอัพ คืนหนึ่ง ทั้งคู่มีโอกาสพูดคุยและแวะกินข้าวด้วยกัน กระทั่งต่างคนต่างเกิดไอเดียว่าคงจะดีนะ หากมีใครสร้างแอปพลิเคชันซึ่งช่วยดึงดูดคนที่ไม่รู้จักกัน ให้มาร่วมทำกิจกรรมบางอย่าง อันเกิดจากความสนใจที่ต้องตรงกันของพวกเขา

หลายเดือนผ่านไป จึงเกิดแอปพลิเคชันชื่อ “Inviter” และ “Amjoin” ขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งสองแอปต่างมีฟังก์ชั่นสอดคล้องกับบทสนทนาของ “บอมบ์” และ “จูน” เป๊ะๆ

แอปแรกเป็นผลงานของ “บอมบ์” และเพื่อนๆ ซึ่งมีจุดเด่นที่ระบบจัดการข้อมูล แต่รูปโฉมเบื้องหน้ากลับจืดชืดค่อนข้างเชย ขณะที่แอปหลังเป็นผลงานของ “จูน” และเพื่อนๆ ซึ่งมีระบบโครงสร้างหลังบ้านไม่แข็งแรงนัก สวนทางกับรูปลักษณ์ภายนอก ที่ดึงดูดใจกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นได้ดีกว่า

“บอมบ์” กับ “จูน” จึงหวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง ในสงครามระหว่างแอปที่อุบัติขึ้น

สองหนุ่มสาวค่อยๆ สานทอความรักความสัมพันธ์ ไปพร้อมๆ กับการห้ำหั่นเอาเป็นเอาตายในเชิงไอทีและธุรกิจ โดยมีเวทีสตาร์ทอัพ คอนเทสต์ เป็นสังเวียนสุดท้าย ที่เขาและเธอจะต้องลงชิงชัยขับเคี่ยว เพื่อคว้าเงินรางวัลก้อนใหญ่ไปพัฒนาธุรกิจของตนเอง

สาม

app war

หากประเมินจากรูปลักษณ์ ตลอดจนประเด็นแกนกลางของเรื่องเล่า อดคิดไม่ได้ว่า “App War” ผลงานลำดับที่สองของค่าย “ทีโมเมนต์” ที่มี “วิสูตร พูลวรลักษณ์” อดีตผู้บริหารคนหนึ่งของ “จีทีเอช” เป็นหัวเรือใหญ่ ร่วมด้วยทุนสนับสนุนจากเครือ “โมโน” นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อท้าชนประกบคู่กับ “ฉลาดเกมส์โกง” หนังทำเงิน-ทำกล่องประจำปีก่อนของค่าย “จีดีเอช” พาร์ทเนอร์เก่าของวิสูตร

อย่างไรก็ดี “App War” มิได้เดินซ้ำรอยทางของ “ฉลาดเกมส์โกง” จนปราศจากความคิดสร้างสรรค์ใดๆ

ถ้า “ฉลาดเกมส์โกง” คือหนังไทยที่มีกลุ่มตัวละครหลักเป็นวัยรุ่นช่วงอายุไม่เกิน 20 ปี ซึ่งกำลังสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และมิตรภาพระหว่างพวกเขาก็ถูกทดสอบเคี่ยวกรำในสนามสอบแข่งขัน

“App War” ก็ขยับขึ้นมาเล่าเรื่องราวของวัยรุ่นอายุ 20 กว่าๆ ซึ่งกำลังเริ่มต้นทำงานด้วยไฟฝันอันร้อนแรง โดยที่สนามแข่งขันทางธุรกิจได้กลับกลายเป็นทั้งเครื่องมือส่งเสริมและขัดขวางสายสัมพันธ์ความรักระหว่างพวกเขาไปพร้อมๆ กัน

แม้จะฉาบหน้าด้วยการแข่งขันแย่งชิงผลประโยชน์ในแวดวงไอที สตาร์ทอัพ แต่ลึกๆ แล้ว ผมเห็นว่า “App War” กำลังพูดถึงสายสัมพันธ์ทั้งรักทั้งชัง ทั้งอยากจะรักและอยากจะเอาชนะ ซึ่งมักเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับคนวัยหนึ่ง ที่โตเกินกว่าจะมี “ปั๊ปปี้เลิฟ” แบบเด็กมัธยม แต่ก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอที่จะก่อร่างสร้างครอบครัว และพร้อมจะเทคแคร์คนรักชนิดสุดหัวจิตหัวใจ

หลายๆ ฉาก/สถานการณ์ในหนัง สามารถอธิบายความสัมพันธ์ที่กำกวมคลุมเครือเช่นนี้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นฉาก “จูน” ซัด “บอมบ์” จนหมอบตอนเล่นเกมเลเซอร์แท็ก หรือสถานการณ์ที่ทีมงานของ “จูน” ส่งเด็กฝึกงานไปเป็นสปายและขโมยแล็ปท็อปของ “บอมบ์” เช่นเดียวกับที่ทีม “บอมบ์” ส่งคนระดับโค-ฟาวเดอร์ ไปตีเนียนเป็นดีไซเนอร์ให้ฝั่ง “จูน” ซึ่งสร้างความรู้สึกเจ็บปวด-ผิดหวัง ให้แก่หัวหน้าทีมทั้งสองฝ่าย

ทว่าในฉากสุดท้ายของหนัง โทนอารมณ์เจ็บแค้น ชิงชัง อยากจะเอาชนะ ระหว่างตัวละครนำทั้งคู่ ก็ระเหยหายไป และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสู่ความสัมพันธ์อีกรูปแบบ

ราวกับจะเป็นบทสรุปว่าทุกฝ่ายล้วนต้อง “เติบโต” ขึ้น ภายหลังการแข่งขันทางธุรกิจอันตึงเครียดยุติลงและได้ผลลัพธ์สุดท้าย (ว่าฝ่าย “บอมบ์” และเพื่อนเป็นผู้ชนะ ก่อนที่ต่อมา เขาจะถอนตัวออกจากธุรกิจดังกล่าว)

แต่น่าคิดไม่น้อยว่าถ้าบทสรุปแพ้ชนะออกอีกหน้าหนึ่ง คือ ฝ่าย “จูน” (นางเอก) เป็นผู้ชนะ ความสัมพันธ์ระหว่าง “บอมบ์” และ “จูน” จะคลี่คลายไปสู่จุดไหน? จะเหมือนหรือต่างจากฉากสุดท้ายในหนัง?

สี่

app war 3

“App War” ใช้ทีมนักแสดงหลักที่เป็น “หน้าใหม่” หรือ “หน้าค่อนข้างใหม่” ยกชุด

ทั้งหมดสอบผ่านในเรื่องหน้าตา รูปร่าง บุคลิกภาพ รวมถึงฝีมือการแสดง

เคมีระหว่าง “บอมบ์” กับ “จูน” ที่รับบทโดย “ณัฏฐ์ กิจจริต” และ “วริศรา ยู” (ไทยซุปเปอร์โมเดล 2012) ทำให้นึกถึง “ชานน สันตินธรกุล” และ “ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง” ใน “ฉลาดเกมส์โกง” อยู่พอสมควร หากพิจารณาถึงแง่มุมที่ว่ารูปร่าง-บุคลิกของนางเอกดูจะ “ข่ม” พระเอกได้นิดๆ

อีกรายละเอียดเล็กๆ ที่ผมชอบคือ ถ้าเพ่งมองใบหน้าคู่พระคู่นางดีๆ เราจะเห็น “ตำหนิ” บางอย่างชัดเจน โดย “บอมบ์” จะมีติ่งเนื้อ/ต่อมไขมันสองจุดตรงขอบตาขวา ส่วน “จูน” ก็จะเป็นคนมีกระเยอะ จุดตำหนิพวกนี้ส่งผลให้ทั้งสองคน ซึ่งมีหน้าตาบุคลิกดีกว่าคนทั่วไป ยังไม่ได้มีลักษณะเป็น “ดารา” ที่เลิศเลอเพอร์เฟ็คท์เปี่ยมออร่าชนิดร้อยเปอร์เซ็นต์เสียทีเดียว

“จิงจิง วริศรา” และ “ออกแบบ ชุติมณฑน์” นับเป็นตัวแทนของนางแบบ/ซุปเปอร์โมเดลรุ่นใหม่ๆ ที่ก้าวข้ามมาเป็นนักแสดง (ในยุคแห้งเหี่ยวของแม็กกาซีน ขณะที่งานแฟชั่นโชว์ก็กลายเป็นสังคมเล็กๆ แคบๆ ของเหล่าไฮโซ) และพวกเธอก็ทำหน้าที่ใหม่ได้ดีมากๆ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เมื่อมองภาพกว้างกว่านั้น “จิงจิง” และ “ออกแบบ” คือ “ความงดงาม” อีกประเภทหนึ่งในสื่อบันเทิงไทย พ.ศ.นี้ เพราะเธอทั้งสองคนมีหน้าตา รูปร่าง และวิธีการนำเสนอตัวเอง ที่แตกต่างจากดารา/นักแสดง/ไอดอลหญิงร่วมสมัยส่วนใหญ่อย่างชัดเจน

Advertisements
คนมองหนัง

Burning: ว่าด้วยการ “มี/ไม่มี” และ “จินตนาการ/ปฏิบัติการ”

(เปิดเผยเนื้อหา เหมาะสำหรับผู้ชมภาพยนตร์แล้ว)

มี/ไม่มี: จินตนาการ/ปฏิบัติการ

burning

แน่นอน ใครที่ดูหนังมาเรียบร้อยแล้ว คงตระหนักได้ว่าประเด็นหลักอันเป็นจุดใหญ่ใจความของ “Burning” คือ ข้อถกเถียงเรื่อง “การมีอยู่” หรือ “การไม่มีอยู่” ของสิ่งของ/ผู้คนต่างๆ

ขณะเดียวกัน “การมีอยู่” และ “การไม่มีอยู่” ก็มิได้ดำรงอยู่โดยแยกขาดจากกัน หากมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างซับซ้อน

สิ่งที่ “ไม่มี” อยู่จริง อาจปรากฏว่า “มีขึ้น” ในจินตนาการความคิดฝันได้ หากเรา “ลืม” ว่ามัน “ไม่มีอยู่”

นี่คือฐานของการมองโลกแบบ “แฮมี-จงซู” ผู้เป็นคนระดับล่างๆ และไร้ตัวตน-ตำแหน่งแห่งที่ในสังคม

เช่นเดียวกัน สิ่งที่เคย “มี” อยู่จริง ก็อาจสาบสูญกลายเป็น “ไม่มี” ได้ ด้วยปฏิบัติการ/การกระทำบางอย่างในโลกความจริง (หรือจินตนาการฟุ้งลอยในหัวของใครบางคน ที่ได้รับการปลอมแปลงจนมีความคล้ายคลึงกับปฏิบัติการจริงๆ ดังกล่าว)

พร้อมๆ กันนั้น การ “หายไป” หรือ “ไม่มี” ของบางสิ่ง/บางคน ก็นำไปสู่ปฏิบัติการหลายหลากตามมา

(นิทานเรื่อง) การเผาเรือนเพาะชำ ก็ถือเป็นปฏิบัติการชนิดหนึ่ง หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นจินตนาการที่แฝงเร้นอยู่ในรูปปฏิบัติการ

การออกวิ่งสำรวจหาเรือนเพาะชำที่อาจถูกเผา ย่อมถือเป็นปฏิบัติการแน่ๆ

การออกตามหาคนที่หายตัวไปชนิดไร้ร่องรอย และการสะกดรอยผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็ถือเป็นปฏิบัติการชนิดหนึ่ง

กระทั่งการลงมือทำลายล้างคนผู้หนึ่งให้มอดไหม้ดับสูญไป ก็ถือเป็นปฏิบัติการ (หรือขั้นต่ำสุด ก็เป็นจินตนาการที่ใฝ่ฝันถึงปฏิบัติการอันถอนรากถอนโคนอย่างยิ่ง)

ขณะเดียวกัน รอยแยกระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ก็ค่อยๆ พร่าเลือนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหนังเรื่องนี้ดำเนินไป

เราเริ่มรู้จัก “แฮมี” จากการทำงานเป็นพริตตี้แนวเต้นกินรำกิน เธอบอกกับจงซูตั้งแต่ต้นเรื่องว่า เธอชอบงาน “ใช้แรงกาย” ทำนองนี้

ทว่าอีกด้านหนึ่ง แฮมีก็หมกมุ่นกับแง่มุมทางจินตนาการหรือจิตวิญญาณมิใช่น้อย

เธอไปเรียนละครใบ้ จนสามารถอธิบายโลก (ผลส้มในจินตนาการ) ผ่านวิธีคิด “ลืมว่ามันไม่มี” ได้อย่างแนบเนียนชวนหลงใหล

เธอพยายามเสาะแสวงหาความหมายของชีวิตอย่างหิวโหย จนต้องดั้นด้นออกเดินทางไปตามหา “the great hunger” ที่ทวีปแอฟริกา

ไม่ต่างอะไรกับเพื่อนเก่าแก่ของแฮมีอย่าง “จงซู”

พวกเรารู้จักเขาครั้งแรกผ่านงานที่ต้องลงแรงอย่างการแบกหามสินค้า (หลังปลดประจำการจากภารกิจทหารเกณฑ์) มิหนำซ้ำ ในเวลาต่อมา เขายังต้องกลับไปเลี้ยงวัวหนึ่งตัว แทนพ่อที่กลายเป็นผู้ต้องหาในคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่อีกมิติหนึ่ง ชายหนุ่มจากครอบครัว “ชนชั้นกลางระดับล่าง” ก็จบการศึกษาด้าน “การเขียนเชิงสร้างสรรค์” เขามีความใฝ่ฝันจะประกอบอาชีพเป็นนักเขียนนิยาย

ในช่วงครึ่งท้ายของหนัง จงซูยิ่งจมดิ่งลงสู่ภาวะคร่ำเคร่งกับการใช้จินตนาการมากขึ้นๆ

ทั้งการคิดถึง คิดแทน ซ่อมแซมตรวจสอบความทรงจำของแฮมี

ทั้งการวิเคราะห์พฤติกรรมและอ่านใจเบน

ไปๆ มาๆ “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ก็เป็นสองอย่างที่ค่อยๆ ไหลเข้ามาผสมผสานหลอมรวมกัน โดยไม่แปลกแยก

ตามความเห็นส่วนตัว ผมรู้สึกว่าประโยคที่พ่อหนุ่มสำรวยสำอางอย่าง เช่น “เบน” ชอบพูดย้ำเรื่องการใช้ชีวิตให้รื่นรมย์ (ใช้ชีวิตตามหัวใจ) กระทั่งได้ยินเสียงทุ้มจากแรงสั่นสะเทือนของกระดูกบริเวณหน้าอกด้านซ้ายนั้น ฉายภาพให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของ “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ได้เป็นอย่างดี (หรือจะนับรวมประเด็น “เล่น” ไป “ทำงาน” ไป ด้วยก็ได้)

ชีวิตอันรื่นรมย์ตาม “ความคิดความฝัน” จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อเราได้รับรู้ภาวะรูปธรรมของ “เสียง” อันกำเนิดจาก “แรงสะเทือน” (การลงมือปฏิบัติงาน) ของกระดูก

คนรวยที่คล้ายจะใช้ชีวิตเลื่อนลอยไร้แก่นสารอย่างเบนยังเปรียบเปรยเรื่องการทำอาหารไว้อย่างน่าสนใจ

ด้านหนึ่ง อาหารสำหรับเขา คือ เครื่องเซ่นสังเวยพระเจ้าในเชิงอุปลักษณ์

แต่อีกด้าน อาหารที่เขาทำขึ้นเพราะจุดมุ่งหมายในเชิงนามธรรม ก็ต้องเป็นของอร่อยที่กินได้อิ่มท้องด้วย

นี่เป็นอีกครั้ง ที่ “จินตนาการ” (นามธรรม) และ “ปฏิบัติการ” (รูปธรรม) เชื่อมโยงเข้าหากันอย่างแนบสนิท

สำหรับเบน การบรรลุถึงจุดสมดุลดังกล่าว อาจส่งผลให้เขากลายเป็นเบนที่อยู่ในทุกหนแห่ง เบนที่เป็นสากล หรือกระทั่งเถลิงอำนาจขึ้นเป็นพระเจ้าเสียเอง!

อย่างไรก็ดี แฮมีกับจงซูก็สามารถบรรลุถึงจุดสมดุลระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ได้เช่นกัน

การปุ๊นจนเมา แล้วออกท่าร่ายรำโหยหาความหมายแห่งชีวิตท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน คือ ภาวะบรรจบกันระหว่างความคิดฝันกับโลกความจริงที่แฮมีเดินทางไปถึงอย่างหมดจดงดงาม

ไม่ต่างอะไรกับการคิดๆ ๆ ๆ ๆ วิ่งๆ ๆ ๆ ๆ ขับรถๆ ๆ ๆ ๆ เขียนๆ ๆ ๆ ๆ ที่ชักนำให้จินตนาการในหัวและปฏิบัติการผ่านสองมือสองเท้าของจงซูค่อยๆ ผนึกกำลังรวมกัน ก่อนจะระเบิดออกเป็นพฤติการณ์ “ฆ่าและเผา” ณ เบื้องท้าย

ที่น่าคิดคือ แฮมีและจงซูล้วนบรรลุถึงสถานะสูงสุดเช่นนั้นด้วยลักษณาการแห่ง “ความเปล่าเปลือย”

เพื่อเป้าประสงค์ที่ว่า เขาและเธอจำต้องเปิดเผยภาวะความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐานที่สุดออกมา

แฮมีและจงซูกลายเป็นมนุษย์ของทุกหนแห่ง เป็นสากล ด้วยการพลีสังเวยเรือนกายอันบริสุทธิ์ของพวกตน

สงครามจินตนาการ

เสียงทุ้มในใจ

เวลากล่าวถึงกระบวนการครอบงำทางความคิด เรามักนึกถึงภาพผู้คนจำนวนมากที่ยอมยึดถือ ปฏิบัติตาม โฆษณาชวนเชื่อของระบบการปกครอง/ระบบเศรษฐกิจ/ชนชั้นปกครอง/ความเชื่อทางศาสนา อย่างทื่อๆ เซื่องๆ

แต่เอาเข้าจริง วิธีการครอบงำความคิดผู้คนอาจหลากหลายและซับซ้อนกว่านั้น เช่น กลุ่มคนที่มีอำนาจอาจปล่อยให้บรรดาคนด้อยอำนาจ มีความคิด มีความฝัน มีจินตนาการได้ แต่ทำอย่างไร ความคิดจินตนาการดังกล่าวจึงจะตกอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ทางอำนาจอันไม่เท่าเทียมตลอดไป ทำอย่างไร คนมีอำนาจจึงจะขูดรีดจินตนาการของคนด้อยอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพและแนบเนียนที่สุด

มีประโยคหนึ่งของเพื่อนเบน ซึ่งปรากฏขึ้นในวงสนทนาตอนท้ายๆ ของหนัง ที่พูดเปรียบเทียบไว้อย่างชวนคิดว่าขณะที่สหรัฐและจีนชอบทำตัวเป็น “ศูนย์กลางของโลก” พวกเกาหลี (ใต้) กลับมีนิสัยชอบคิดถึงคนอื่นๆ ก่อนเสมอ

ถ้าคิดตามนี้ คนที่มีอำนาจเหนือกว่า เข้าถึงทรัพยากรมากกว่า ก็อาจครอบงำจินตนาการคนข้างล่าง ด้วยการวางโครงสร้างทางความคิดให้คนที่ด้อยกว่าเหล่านั้น ต้องคิดนู่นคิดนี่ หรือประสาทแดกแทนพวกตน

กล่าวอีกอย่างคือ การขูดรีดทางจินตนาการและความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมจะยังดำเนินไปไม่สิ้นสุด ตราบใดที่คนด้อยอำนาจต่างรู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนแทน (หรือเพราะ) ผู้มีอำนาจ แต่ฝ่ายหลังกลับไม่เคยทุกข์ร้อนแทนฝ่ายแรกในระดับเดียวกัน

อาการทำนองนี้ปรากฏชัดกับจงซู ภายหลังการหายตัวอย่างเป็นปริศนาของแฮมี และเมื่อเขาเริ่มสงสัย-เฝ้าติดตามกิจวัตรประจำวันของเบน

จงซูคิดถึงแฮมี เป็นห่วงแฮมี พยายามมอง/ทำความเข้าใจโลกในมุมแฮมี

เขาเริ่มคิดอะไรแทนเบน พยายามคาดการณ์พฤติกรรมที่น่าจะเป็นของเบน

จงซูคิดๆ ๆ ๆ ๆ หมกมุ่นๆ ๆ และทำสิ่งบ้าบอต่างๆ จนเลยเถิด เข้าขั้นคลั่ง

เท่ากับว่าเขาถูกสองคนนั้นครอบงำความคิดและจินตนาการไปโดยปริยาย

แต่เอาเข้าจริง การทำสงครามทางจินตนาการในกรณีนี้ ก็มิได้มีลักษณะ “บนลงล่าง” โดยเบ็ดเสร็จสมบูรณ์

อย่างน้อย เบนก็หันมาอ่านวรรณกรรมของ “วิลเลียม โฟล์คเนอร์” ตามรอยจงซู ไม่นับรวมพฤติกรรมอีก 1-2 อย่าง ที่บ่งชี้ว่าเขาก็พยายามจะอ่านความคิดหรือลองคิดอะไรแทนจงซูอยู่บ้างเหมือนกัน (แม้จะเพื่อความสนุกสนาน รื่นรมย์ แบบชิลๆ ก็เถอะ)

ที่สำคัญที่สุด คือ ครั้นจินตนาการที่ถูกขูดรีดถูกกดทับอยู่ในหัวของจงซูระเบิดตูมออกมา ผลลัพธ์ของมันกลับน่าสนใจและวอดวายเกินคาดคิด

เพราะอย่างน้อยจงซูก็ไม่ได้ร้อนรนอยู่ตัวคนเดียว แถมเขายังมิใช่คนถูกพระเพลิงเผาผลาญด้วยซ้ำ

ถ้าเราเชื่อว่าฉากสุดท้ายของหนังเป็นการกระทำ/ปฏิบัติการอันคลั่งแค้นที่เกิดขึ้นในโลกความจริง นี่ก็คือการล้มกระดานการทำสงครามทางความคิด แล้วหันมาลงมือโค่นเบนอย่างถอนรากถอนโคนด้วยปฏิบัติการอันจับต้องได้

แต่หากเราเชื่อว่าฉากสุดท้ายดังกล่าวเป็นเพียงความคิดฝันหรือการมโนของนักเขียนอย่างจงซู

นี่ก็ถือเป็นจินตนาการที่พวยพุ่งทะลุทะลวงกรอบเพดานชนิดเดิมๆ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าของหมากบนเกม (ความคิด) กระดานเก่าเสียใหม่

“แฮมี” ในจินตนาการ

the great hunger

เอาเข้าจริง จงซูอาจมีหนทางพลิกเอาชนะเบนได้ทั้งในจินตนาการความนึกคิด และผ่านปฏิบัติการโหดเหี้ยมในโลกความจริง

แต่คนที่ยังสามารถขูดรีดจินตนาการของจงซูต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทางถูกเขาโค่นล้ม ก็คือ “แฮมี” ผู้เลือกจะ (หรือถูกทำให้) ปลาสนาการไปซะเฉยๆ

การ “ไม่มีอยู่” ยิ่งทำให้ผู้หญิงอย่าง “แฮมี” ทรงอำนาจอย่างไร้จุดสิ้นสุด

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ เมื่อหัวใจของจงซูถูกครอบงำโดย “แฮมี” แล้วหัวใจของมนุษย์คนอื่นๆ จะถูกครอบงำโดยคนอย่าง “แฮมี” ด้วยหรือไม่?

เราทุกคนล้วนมี “แฮมี” เป็นของตัวเองกันหรือเปล่า?

สำหรับผม “แฮมี” อาจมีฟังก์ชั่นไม่แตกต่างกับ “น้อยหน่า” ใน “แฟนฉัน” (เพียงแต่รายหลังดำรงอยู่ท่ามกลางภาวะซอฟต์ๆ ใสๆ ไร้มลพิษ)

คนอย่าง “แฮมี” คือเพื่อนเก่า/รักเก่า/ความทรงจำเก่า ที่มีชีวิตผุดขึ้นมาในหัวเราอยู่เสมอ และทำให้เราหมกมุ่นเสียเวลากับการคิดถึงเธอ (หรือเขา) ได้บ่อยครั้ง

“แฮมี” คืออดีตที่ติดตรึงฝังแน่นอยู่ในใจกลางความทรงจำ (ซึ่งรายล้อมด้วยองค์ประกอบ รางๆ เลือนๆ ถูกๆ ผิดๆ) เธอคืออดีตที่ครอบงำความคิดในปัจจุบัน และกำหนดควบคุมความใฝ่ฝันถึงอนาคตของเรา ไม่มากก็น้อย

“แฮมี” ไม่ได้ไร้ตัวตนจับต้องมิได้ถึงขนาดเป็น “แฟนในจินตนาการ” (เหมือนกับ “แมว/ส้มในจินตนาการ”) อย่างไรก็ดี พลานุภาพของเธอจะปรากฏชัดในความคิดจินตนาการหรืออาการหมกมุ่นครุ่นคิดของเรา มิใช่ในโลกความจริง

ด้วยเหตุนี้ “แฮมี” จึงต้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยดังเช่นหมู่ควัน

ถ้าเธอมีบทบาทโลดแล่นอยู่ในหนังไปเรื่อยๆ “แฮมี” อาจสร้างความหงุดหงิดให้แก่จงซูได้ไม่รู้จบ นอกจากก่นด่าเธอว่าเต้นระบำโป๊เปลือยเหมือนอีตัวแล้ว ชายหนุ่มอาจต้องอารมณ์เสียและตั้งคำถามว่าทำไมหญิงสาวเพื่อนเก่าถึงก่อหนี้สินมากมายและใช้จ่ายสิ้นเปลือง ทำไมเธอต้องไปศัลยกรรม หรือทำไมเธอถึงโกหกเก่ง (กว่าเขาซึ่งเป็นนัก –อยาก- เขียนนิยาย)

ถ้า “แฮมี” ยังปรากฏตัว เธออาจมีบทลงเอยเหมือนกับเบนก็ได้ ใครจะรู้

แต่พอ “แฮมี” ไม่มีอยู่ ในทางจินตนาการ จงซูจึงได้แต่เฝ้าคิดถึงโหยหาเธอ ส่วนในทางปฏิบัติการ เขาก็ทำได้มากที่สุดเพียงแค่การสำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง (และคิดฝันว่า “แฮมี” กำลังยื่นมือมาสำเร็จความใคร่ให้ ขณะนอนเคียงข้างกันบนเตียงนอน)

ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ ส่งผลให้ “แฮมี” สามารถครอบงำจงซูได้อย่างสัมบูรณ์ หรือในทางกลับกัน จงซูก็สามารถนำ “แฮมี” มาล้อมกรอบเป็นกรงกักขังตนเองได้อย่างอยู่หมัด

แม้ “แฮมี” อาจเป็นเพียงสตรีคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ล่วงเลยไปในชีวิตเพลย์บอยของเบน

แต่คำถามน่าคิด คือ เบนจะมีคนอย่าง “แฮมี” ดำรงอยู่ในความคิดจิตใจของตนเองบ้างหรือไม่?

ดีไม่ดี หัวใจของเบนอาจถูกครอบงำเอาไว้ในอาการเดียวกับที่จงซูตกเป็นเบี้ยล่างของ “แฮมีในจินตนาการ”

พฤติกรรมเปลี่ยนผู้หญิงไปเรื่อยๆ ของเขา อาจเกิดขึ้นเพราะเบนสลัดไม่หลุดจากคนในอดีตบางราย คนที่ยึดกุมความทรงจำ-ความคิดของเขาได้อย่างเบ็ดเสร็จ

คนคนนั้นอาจเกาะกุมเหนี่ยวรั้งจินตนาการความใฝ่ฝันของเบนไว้อย่างแน่นหนา จนเขาไม่อาจปลงใจไปคบหาผู้หญิงอื่นๆ ได้อย่างจริงจัง

หากมองในแง่นี้ พวกเราหลายๆ คนก็อาจมี “แฮมี” อยู่ในห้วงคำนึงส่วนบุคคล

แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเราต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของเธอ หากปล่อยให้เธอย่างกรายเข้ามาสู่พื้นที่ทางจินตนาการในหัวเรา แต่อีกมุมหนึ่ง เราก็อาจมีความสุขกับ (หรือหล่อเลี้ยงชีวิตได้ด้วย) สายสัมพันธ์รวดร้าวประเภทนั้น

โดยมิได้ต้องการจะมีปฏิสัมพันธ์กับเธอในโลกความเป็นจริงสักเท่าไหร่

คิดเล่นๆ เรื่อง “มี/ไม่มี” (ในเชิงรูปธรรม)

แมวบอยล์

นอกจากข้อถกเถียงหรือภาวะกำกวมเรื่อง “การมี/ไม่มีอยู่” จะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์-ความคิดเชิงนามธรรมดังได้กล่าวไปแล้ว

พอมานั่งคิดดูดีๆ เราจะพบว่าหนังยังเล่นกับประเด็นนี้ผ่านข้อเท็จจริงที่มีลักษณะรูปธรรมด้วย

หลายคนอาจติดใจกับวรรคทอง “เมื่อไม่มีน้ำตา ก็ไม่มีหลักฐานว่ามันคือความเศร้า”

แต่เอาเข้าจริง มีปรากฏการณ์จำนวนไม่น้อยใน Burning ซึ่งไม่ได้ดำรงอยู่ในลักษณะ “ไม่มี” ซ้อน “ไม่มี”

แต่มันดำรงอยู่อย่างลักลั่นกำกวมบนทางแยกระหว่าง “การมี” และ “การไม่มี” นี่แหละ

แรกๆ ตัวละครอย่างเบน เหมือนจะเป็น “the great Gatsby” ผู้หรูหราฟู่ฟ่าโดย “ไม่มี” ที่มามูลเหตุ แต่ท้ายสุด เราก็พบว่าเขา “มี” ครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูงของตนเองเป็นแบ็คกราวด์สำคัญในการดำเนินชีวิต

จงซูใช้ชีวิตประหนึ่ง “ไม่มี” แม่ (ผู้ถูกเขาและพ่อร่วม “เผาผลาญ” เมื่อครั้งกระโน้น) แต่สุดท้าย เราก็พบว่าเขา “มี” แม่ (แถม “แม่” ยังอาจเป็นภาพสะท้อนของ “แฮมี” ได้ด้วยซ้ำ)

ผ่านคำบอกเล่าของผู้คน “บ่อน้ำที่แฮมีเคยพลัดตกลงไป” ก็ตกอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่างการ “เคยมีอยู่” และการ “ไม่เคยมีอยู่”

โดยประสบการณ์ส่วนตัวของจงซู มันก็น่าฉงนสงสัยและติดใจมากๆ ว่า จริงๆ แล้ว “เจ้าแมวบอยล์” นั้น “มีตัวตน” หรือ “ไม่มีตัวตน” กันแน่

ในภาพกว้าง เบนอาจ “ไม่เคย” ตระหนักถึงปัญหาทางการเมืองระหว่าง “เกาหลีเหนือ-ใต้” แต่พอขับรถไปเยี่ยมบ้านจงซู เขาก็ได้รับฟังเสียงตามสาย ที่บ่งชี้ถึงการ “มีอยู่” ของปัญหาดังกล่าว

เช่นเดียวกับที่ครอบครัวอบอุ่นร่ำรวยกินดีอยู่ดีของเบนอาจ “ไม่เคย” หรือ “ไม่ค่อย” พูดคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองภายในประเทศ แต่จริงๆ แล้วภาพแทนของเหตุการณ์เหล่านั้นก็ “มีอยู่” ไม่ไกลจากสถานที่ที่พวกเขากำลังล้อมวงกินอาหารกัน

อย่างไรก็ดี สำหรับผม ยังมีตัวละครอีกหนึ่งรายที่น่าเกรงขาม/น่าค้นหากว่าแฮมีเสียอีก

ตัวละครรายนั้นคือ พี่สาวของจงซู ซึ่งเราพอจะรับรู้ว่าเธอ “มี” ตัวตนอยู่ผ่านคำบอกเล่าหรือบทสนทนาแวดล้อมประปราย แต่เธอกลับ “ไม่เคย” ปรากฏตนหรือแสดงบทบาทใดๆ ออกมาโดยเด่นชัด

เธอผู้นี้คงมีบาดแผลในใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจงซู สองพี่น้องคงเคยร่วมเป็นประจักษ์พยานของความปวดร้าวโหดร้ายต่างๆ มาด้วยกัน

คนชิดใกล้ที่แทบจะ “ไม่มีอยู่” เช่นเธอ อาจเป็นตัวละครรายหนึ่งที่เฉียดกรายเข้าใกล้ภาวะ “เมื่อไม่มีน้ำตา ก็ไม่มีหลักฐานว่ามันคือความเศร้า” มากที่สุด

ภาพประกอบ-คลิปจาก เพจเฟซบุ๊ก Documentary Club

ภาพนำจาก http://blog.asianwiki.com/korean-movies/international-posters-for-lee-chang-dong-directed-film-burning

คนมองหนัง

“ข้อดี” และ “ข้อด้อย” ของ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

ปรับปรุงจากบทความ เขียนถึง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” และ “มะลิลา” ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8-14 ธันวาคม 2560

ตามความเห็นส่วนตัว “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ถือเป็นผลงานระดับ “ดี” ของเป็นเอก แต่ไม่ได้ “ดีที่สุด”

ถ้าให้เปรียบเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ของผู้กำกับฯ คนเดียวกัน หนังเรื่องนี้คล้ายจะมีลักษณะร่วมกับ “ฝนตกขึ้นฟ้า” อยู่ไม่น้อย หากพิจารณาจากแก่นแกนความคิดหลักที่ถูกนำเสนอผ่านหนังทั้งสองเรื่อง ซึ่งว่าด้วยการดิ้นรนหลบหนีและเปลี่ยนแปลงตนเองของ “คนสีเทา” ตัวเล็กๆ กับการแผ่ขยายอิทธิพลอันไพศาลของโครงสร้างอำนาจขนาดใหญ่

หนังเล่าเรื่องของดารานางร้ายละครโทรทัศน์ชื่อดังที่ใช้ชีวิตคู่อย่างไม่ค่อยมีความสุขนักกับสามีเศรษฐีฝรั่ง ผู้อุทิศตนให้แก่ลัทธิความเชื่อประหลาด

ความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างดาราหญิงกับสามีต่างชาติและเจ้าลัทธิค่อยๆ ทวีความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ เธอตัดสินใจว่าจ้างหนุ่มลูกครึ่งฐานะขัดสน ซึ่งพบเจอกันโดยบังเอิญที่โรงพยาบาล ให้เข้ามาช่วยเคลียร์ปัญหา

ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะพัวพันยุ่งเหยิงจนสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก

ไม่มีสมุย โปสเตอร์

ถ้าให้สรุปประเด็นอย่างรวบรัด ผมตีความว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กำลังพูดถึงสายสัมพันธ์/ความขัดแย้งระหว่าง “รูปแบบที่หลากหลายและการพลิกผันของเรื่องเล่า” กับ “โครงสร้างอันแข็งตัวของอำนาจ”

หนังพยายามหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า ถ้าเรา (คนเล็กๆ ผู้ต้องการจะทดลองเล่าเรื่องของตัวเอง) ลองพลิกมุมมอง สลับสับเปลี่ยนตัวละคร หรือเคลื่อนย้ายฉากหลังของเรื่องราว จนก่อเกิดเป็นเรื่องเล่าลื่นไหลหลากชนิดเกี่ยวกับผู้อยู่ใต้อำนาจและผู้มีอำนาจ

การทดลองดังกล่าวจะส่งผลให้โครงสร้างอำนาจที่แลดูแข็งแกร่งตายตัวสั่นคลอนหรืออ่อนแอลงบ้างหรือไม่?

โจทย์ใหญ่ของ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ถูกขับเคลื่อนด้วยระลอกสถานการณ์พลิกผันจำนวนมาก

หนังมีอะไรหลายจุดที่ชี้ชวนให้คนดูนึกถึงผลงานเรื่องก่อนๆ ของเป็นเอก ตั้งแต่ “กิมมิก” เล็กๆ น้อยๆ จนถึงลักษณะการนำพาเรื่องราวให้เลยเถิดเตลิดเปิดเปิงไปเรื่อยๆ ผ่านความบังเอิญ ความสะเพร่า ความน่าชวนหวัว ตลอดจนความไม่น่าเชื่อถือ (แต่สนุกสนานตามสมควร)

ใครที่ชอบ “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” และ “เรื่องตลก 69” คงเพลิดเพลินกับหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

ตัวละครที่มีเสน่ห์มากๆ รายหนึ่งใน “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กลับไม่ใช่เหล่าตัวละครหลัก แต่เป็น “แม่ผู้ป่วยหนัก” ของนักฆ่าลูกครึ่ง ที่ดำรงอยู่คู่เคียงกับอารมณ์ตลกร้าย และ “ปรากฏการณ์มหัศจรรย์” ภายในหนัง

ไม่มีสมุย 4

เป็นตัวละครนักฆ่าหนุ่มต่างหากซึ่งถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากองค์ประกอบแปลกๆ ไม่น่าเชื่อถือมากมาย แต่พอนำตัวละครรายนี้ไปประกบทาบกับสามีฝรั่งของนางเอก ภาพเปรียบเทียบเช่นนั้น กลับสามารถทำให้เรามองเห็นความหลากหลายของ “ฝรั่ง” ในเมืองไทย ได้อย่างน่าสนใจ

ไม่มีสมุย 2

สำหรับตัวละครเจ้าลัทธิประหลาด หรือ “เดอะ โฮลี่ วัน” (เจ้าคณะ) เท่าที่จับได้จากบทสนทนาช่วงต้นเรื่อง ดูเหมือนว่าทีแรกสุด ผู้กำกับฯ คงอยากจะใช้เขาเป็น “ภาพแทนของพระสงฆ์จริงๆ” เลยด้วยซ้ำ

แต่หนังก็ค่อยๆ คลี่คลายสถานการณ์ให้ตัวละครรายนี้เป็นเพียงเจ้าลัทธิฆราวาส โดยมีรายละเอียดหนักแน่นบางประการมาช่วยรองรับสถานะดังกล่าวในตอนจบ

ไม่มีสมุย 3

อีกจุดเด่นหนึ่งที่มักปรากฏในภาพยนตร์ของเป็นเอกเสมอมา คือ การเลือกใช้นักแสดงหญิงได้อย่างเก่งกาจ

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มิได้มีแค่ดาวร้ายละครทีวีที่รับบทโดย “พลอย เฌอมาลย์” เป็นตัวละครนำหญิงผู้โดดเด่นรายเดียว และนอกจาก “แม่ของนักฆ่าลูกครึ่ง” ผู้โผล่มาขโมยซีนนิดๆ หน่อยๆ แล้ว ยังมีตัวละคร/นักแสดงหญิงลึกลับอีกหนึ่งราย ซึ่งจะปรากฏกายขึ้นพร้อมบทบาทสำคัญมากในช่วงท้าย

ตัวละครหญิงคนนี้ทำให้ผมคิดถึงบทบาทของ “พรทิพย์ ปาปะนัย” ใน “มนต์รักทรานซิสเตอร์” และ “พลอย” เพราะพวกเธอต่างเป็นตัวละครระดับรองที่มีโอกาสออกจอในเวลาไม่มากนัก

ทว่า บุคลิกลักษณะและฝีมือการแสดงของตัวละคร/นักแสดงหญิงเหล่านี้กลับน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง

องค์ประกอบที่น่าเสียดายใน “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” คือ บรรดาตัวละครสมทบเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่ได้มีเสน่ห์เฉพาะตนหรือไม่มีอารมณ์ตลกหน้าตายซื่อๆ ใสๆ เหมือนนักแสดงสมทบที่น่าประทับใจในผลงานชิ้นแรกๆ ของเป็นเอก

แม้ผู้กำกับฯ จะพยายามสร้างตัวละครประเภทนี้ขึ้นมาอีกครั้งในหนังเรื่องล่าสุดก็ตาม

เช่นเดียวกับเรื่องเพลงประกอบ ที่หลายครั้ง เป็นเอกมักเลือกสรรบทเพลงของศิลปินผู้ไม่ค่อยโด่งดัง (อาทิ อารักษ์ อาภากาศ และ จ๊อบ บรรจบ พลอินทร์) มาใส่ในหนังของตนเองได้อย่างแพรวพราวเหมาะเจาะ

แต่คุณสมบัติข้อที่ว่ากลับมิได้ฉายส่องออกมาในภาพยนตร์เรื่องนี้

 

 

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

อ่าน “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ”

(มติชนสุดสัปดาห์ 6-12 มกราคม 2560)

ในฐานะคนที่อ่านนิยายรางวัลซีไรต์เรื่อง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” ไม่จบเล่ม

ผมกลับพบว่าตัวเองรู้สึกเพลิดเพลินและสนุกสนานกับ “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ” นิยายเล่มที่สองของ “วีรพร นิติประภา”

จนสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายในเวลาอันรวดเร็ว (และต้องเข้านอนตอนเช้าถึงสองวันติด)

การทดลองเล่นกับภาษาอย่างมีเอกลักษณ์ของวีรพร ยังคงเป็น “ลักษณะเด่น” ของนิยายเรื่องล่าสุด

ทว่า ปัจจัยที่ช่วยดึงดูดผมให้อยู่กับ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นจะเป็นรายละเอียดของเรื่องราวซึ่งมีฉากหลังคือบริบททางการเมืองไทย จากยุค 2475 มาถึงสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามเย็น ตลอดจนการประกอบสร้างชีวประวัติของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ที่มิได้ดำเนินตามแนวทางว่าด้วยชีวิตรุ่งเรือง-ร่วงโรยของ “เจ้าสัว” ดังที่เรามักคุ้นชินกัน

โดยสรุป ผมรู้สึกว่าวีรพรประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี กับเป้าหมายที่เธอต้องการจะให้นิยายเรื่องนี้เป็น

หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ผู้เขียนสามารถจัดการงานเขียนของตนเองได้อย่างอยู่มือ

อย่างไรก็ตาม ในฐานะหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง ผู้อ่านเช่นผมย่อมมีทั้งจุดที่รู้สึกชื่นชอบและเกิดคำถามบางประการต่อ “พุทธศักราชอัสดงฯ”

ขอเริ่มจากจุดที่ชอบก่อน

โครงเรื่องอันสลับซับซ้อน มีเหลี่ยมมุมยอกย้อนมากมาย ซึ่งถูกนำเสนอผ่านหลากหลายชีวิตของเหล่าตัวละครนั้น ส่งผลให้นิยายเล่มนี้อ่านสนุกแน่ๆ

แต่จุดที่ผมชอบมากจริงๆ กลับเป็นรายละเอียดปลีกย่อย 2-3 ประเด็น ซึ่งทำหน้าที่ “ประกอบ” เรื่องราวในภาพใหญ่

อาทิ วิธีการสร้างตัวละคร “ทหารเรือ” หนึ่งในตัวเอกของเรื่อง ซึ่งมีความแปลกแหวกแนวอยู่ไม่น้อย

เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ภาพแทนกระแสหลักของ “ทหารเรือ” ในผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยยุคหลัง มักจะมีอยู่สองแบบเท่านั้น หนึ่งคือ “ลูกเสด็จเตี่ย” สองคือ “ทหารที่มีแนวโน้มจะอยู่ข้างระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด”

อย่างไรก็ดี นิยายเล่มนี้กลับสร้างภาพลักษณ์ของทหารเรือให้แตกต่างจากภาพเหมารวมสองชนิดข้างต้นได้อย่างน่าสนใจ

ส่วนจะเป็นอย่างไร ต้องไปลองหาอ่านกันเอาเอง (ใบ้ได้นิดหน่อยว่า “ทหารเรือ” ในนิยายของวีรพร อาจชวนให้หลายคนนึกถึงตัวละคร “วาสุเทพ” ใน “บัลลังก์เมฆ” อยู่พอสมควร แต่ชะตากรรมของตัวละครใน “พุทธศักราชอัสดงฯ” นั้น ถูกผลักดันให้ไปสุดทางมากกว่า)

นอกจากนี้ ผมยังชอบตัวละครเล็กๆ ตามรายทาง อย่าง “บ๊วยใบ้” และ “ตาเนียร” ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ปมปัญหา และความลึกลับส่วนบุคคล

การดำรงอยู่ของ “บ๊วยใบ้” อาจชักจูงให้คนอ่านย้อนรำลึกถึงอิทธิพลที่ “นิยายจีนกำลังภายใน” (เคย) มีต่อสังคมไทย ส่วนเรื่องราวของ “ตาเนียร” ก็มีกลิ่นอายคล้ายๆ นิยายคลาสสิคเรื่อง “คำพิพากษา”

โดยเรื่องเล่าว่าด้วย “คนเล็กๆ” เหล่านี้ ต่างมี “จุดร่วม” ที่ช่วยขับเน้นให้เห็นถึงสถานะอันพร่าเลือนกำกวมของ “เรื่องเล่า-ความทรงจำ” ที่อย่างไรเสีย ก็มิใช่ “ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์”

ในมุมมองของผม “พุทธศักราชอัสดงฯ” แทบไม่มี “จุดอ่อน” หรือ “ข้อด้อย” หนักหนาสาหัสใดๆ อันส่งผลต่อคุณภาพโดยรวมของตัวนิยาย

อย่างไรก็ตาม หลังอ่านหนังสือจบ กลับมีคำถามจำนวนไม่น้อยผุดพรายขึ้นในความคิดของผม

คำถามเหล่านั้นมิได้บ่งชี้ถึง “จุดบกพร่อง” ในงานของวีรพร

แต่เพราะตระหนักว่านิยายเล่มนี้ผ่านกระบวนการคิดใคร่ครวญมาเป็นอย่างดี กระทั่งเรื่องราวสามารถดำเนินไปได้อย่างเข้มข้นและ “ลงล็อก” ต่างๆ ตามความปรารถนาของผู้เขียน

ดังนั้น ผมจึงอยากลองตั้งคำถามเล่นๆ เพื่อชี้ชวนให้เห็นภาพรางๆ ว่า หากเรื่องราวใน “พุทธศักราชอัสดงฯ” มีอาการเกเรหลุดหลงออกไปจาก “แบบแผนระบบระเบียบ” ที่วีรพรจัดวางเอาไว้โดยละเอียด

“ทางเลือกอื่นๆ” ของนิยาย อาจมุ่งหน้าไปยังจุดไหนได้บ้าง?

(โดยที่ตัวผมเองก็ไม่ทราบคำตอบแน่ชัด)

ผมคิดคำถามเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ได้คร่าวๆ ประมาณ 5 ข้อ

หนึ่ง ถ้าบริบททางประวัติศาสตร์ระดับยิบย่อยต่างๆ ที่ปรากฏในแต่ละบทตอนถูกละวางไปเสียบ้าง หรือดำรงอยู่อย่างเบาบางกว่านี้ เรื่องราวภายในนิยายจะพลิกผันไปมากน้อยเพียงไหน? และเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร?

ผมไม่ปฏิเสธถึงความจำเป็นของบริบท/ฉากหลังทางการเมืองระดับมหภาคที่ปกคลุมนิยายเรื่องนี้อยู่ แต่ผมยังรู้สึกว่าเกร็ดข้อมูลทางประวัติศาสตร์การเมืองอีกมากมายหลายประการ ที่ถูกใส่เข้ามาในหนังสือเป็นระยะๆ อาจส่งผลให้ “ความเป็นนิยาย” ของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ค่อยๆ อ่อนจางลง เพราะ “ความเป็นการเมือง” ที่ถูกขับเน้นออกมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

อาจตั้งคำถามได้ว่าถ้านิยายเล่มนี้มี “ความเป็นการเมือง” น้อยลงกว่านี้ มันจะยังสนุกเหมือนเดิมไหม? หรือเรื่องราวของมันจะกลับกลายเปลี่ยนแปลงรูปไปสู่สภาวะเช่นใด?

สอง ถ้าตัวละครหลักทุกคนไม่ได้ดิ่งจมลงสู่โศกนาฏกรรมอย่างถ้วนหน้า (นี่อาจเป็นอัตลักษณ์สำคัญในงานเขียนของวีรพร) “พุทธศักราชอัสดงฯ” จะกลายเป็นนิยายแบบไหน? เรื่องราวของมันจะยังทรงพลังอยู่หรือไม่?

ในทางกลับกัน อาจตั้งคำถามได้ว่าชะตากรรมของ “เรื่องแต่ง” ที่สอดคล้องเลียนล้อไปกับ “เรื่องจริงของประเทศ” มันมืดหม่นและปราศจากความหวังขนาดนั้นเลยหรือ?

สาม ถ้าสายสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร/สถานการณ์ทั้งหมดในนิยาย มีลักษณะแหว่งวิ่นขาดห้วงเสียบ้าง ไม่ใช่สมบูรณ์แบบหมดจด ดังที่ตีพิมพ์ออกมา

คนอ่านซึ่งต้องปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเองด้วยความงุนงงสงสัยที่เพิ่มขึ้น จะชอบนิยายเรื่องนี้มากหรือน้อยกว่าเดิม?

สี่ ถ้า “พุทธศักราชอัสดงฯ” ไม่ได้ปิดฉากจบลงอย่างที่ผู้เขียนเลือกให้มันจบ ผลลัพธ์สุดท้ายของนิยายควรจะคลี่คลายไปอย่างไรดี?

เพราะไปๆ มาๆ ผมกลับไม่ค่อยชอบบทสรุปปิดท้ายของนิยายเรื่องนี้มากนัก เนื่องจากมันไปพ้องกับงานเขียนอื่นๆ อีกหลายเรื่อง แถมยัง “ไม่ใหม่” อีกต่างหาก

ห้า ถ้านิยายหมกมุ่นกับเรื่อง “ไม่เป็นเรื่อง” ให้หนักกว่านี้ โทนเนื้อหาที่เข้มข้น ตึงเครียด จริงจัง จะได้รับผลกระทบแค่ไหน?

จุดหนึ่งในช่วงต้นๆ ของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ที่ผมชอบมาก คือ การกล่าวถึง “เม็ดกระ” ที่ปกคลุมผิวหนังของตัวละครอย่างมากมายดังราวกับ “ทางช้างเผือก”

น่าเสียดายที่ประเด็นเล็กๆ ทำนองนี้ ค่อยๆ ถูกลดทอนความสำคัญลง เมื่อเรื่องราวในนิยายเดินหน้าไปเรื่อยๆ คล้ายๆ กับการลาจากอย่างดื้อๆ ของตัวละคร “บ๊วยใบ้” นั่นแหละ

เคียงคู่กับคำถามข้างต้น ผมยังเห็นว่าเรื่องราวของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” อาจเดินทางไปได้ไกล มากๆ หากมันสามารถก้าวข้ามจาก “กรอบความคิด” อย่างน้อยสองประการ

กรอบแรก คือ “ความเป็นชาติไทย” เพราะสุดท้ายนิยายก็ทั้งตั้งคำถามและหมกมุ่นอยู่กับชะตากรรมภายในประเทศไทยเป็นหลัก ซึ่งอันที่จริง นี่คงเป็นความตั้งใจสำคัญของผู้เขียน

แต่ในฐานะผู้อ่าน ผมรู้สึกเสียดายที่เนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “จีนแผ่นดินใหญ่” ซึ่งวีรพรสร้างสรรค์เรื่องราวเอาไว้ได้น่าสนใจมากๆ กลับมีอิทธิพลต่อภาพรวมของนิยายไม่เยอะเท่าที่ควร

เช่นเดียวกับเนื้อหาในส่วนที่เชื่อมโยงกระจัดกระจายไปไกลถึงไต้หวันหรือญี่ปุ่น ที่ถูกกล่าวถึงเพียงผิวผ่าน ก่อนจะปิดฉากลงอย่างรวบรัดตัดตอน

กรอบความคิดชนิดที่สอง ซึ่ง “พุทธศักราชอัสดงฯ” เพียงแค่ยั่วล้อแต่ไม่กล้าฝ่าออกไป (นี่คงเป็นความประสงค์ของผู้เขียนเช่นกัน) ก็คือ ข้อห้ามเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องร่วมสายเลือด หรือกระทั่งระหว่างสมาชิกในครอบครัว

ข้อนี้ต้องไปอ่านรายละเอียดกันเอาเอง

แม้บทความชิ้นนี้จะพยายามตั้งคำถามหรือตั้งข้อสังเกตถึงเพดานต่างๆ ของ “พุทธศักราชอัสดงฯ”

แต่ในความเป็นจริง คำถามและข้อสังเกตทั้งหลายอาจสะท้อนให้เห็นถึง “ศักยภาพ” ของนิยายและคนเขียนคือวีรพร ที่ส่งมอบพลังมาสู่คนอ่าน จนสามารถครุ่นคิดขยายความเกี่ยวกับตัวผลงานไปได้อย่างไม่รู้จบ

โดยปกติ พื้นที่คอลัมน์นี้จะไม่เขียนถึง “หนังสือ” บ่อยนัก

ทว่า เมื่อได้อ่าน “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ” จบลง

ผมพลันรู้สึกว่าตนเองมิอาจไม่เขียนถึงหนังสือนิยายเล่มนี้