จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

7.5! สถิติเรตติ้งใหม่ของ “สังข์ทอง”

เรตติ้ง “สังข์ทอง” พุ่งทะลุ 7.5 สูงสุดนับแต่ออกอากาศมา!

ยังพุ่งแรงอย่างต่อเนื่อง สำหรับเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561”

โดยล่าสุด ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 1 และ 2 กันยายน ละครเรื่องนี้โกยเรตติ้งไปได้ 6.678 และ 7.531 ตามลำดับ

ตัวเลข 7.5 ส่งผลให้ “สังข์ทอง” ยึดตำแหน่งรายการทีวีที่มีเรตติ้งมากสุดของประเทศ ต่ออีกหนึ่งสัปดาห์

ขณะเดียวกัน นี่ยังเป็นสถิติ “ตัวเลขความนิยม” สูงสุด เท่าที่ละครพื้นบ้านเรื่องนี้เคยทำได้

ต้องจับตาดูว่าความฮ็อตฮิตของ “สังข์ทอง 2561” จะพุ่งทะยานไปถึงจุดไหน?

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week27aug-2sep-61/

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.instagram.com/pond_ophaphoom/

คำคม (แถมท้าย)

“ผมไม่ฝากอะไรกับคนรุ่นใหม่นะ ผมไม่ฝาก เพราะว่าคนรุ่นใหม่เขาก็มีแนวคิด มีวิธีคิดของเขา ผมก็เคยเป็นคนรุ่นใหม่ ผมเคยได้เห็นของเก่า 100 จะมี 1 คน 10 จะมี 1 คนที่ชอบ เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถไปบีบบังคับให้เขามาชอบ ให้เขามารัก

“แต่มันสำคัญตรงที่ให้เขาได้รู้ ให้เขาได้เห็น แล้วค่อยๆ ซึมซับ เพราะวัฒนธรรมทั้งหลาย ไปยัดเยียดให้หรือไปสอนตามโรงเรียน มันเป็นวัฒนธรรมลอยลม แต่ถ้าให้เขาเห็น ให้เขารู้ เกิดความรักและความชอบ แล้วผ่านการซึมซับ เขาจะแสวงหา และมีวิธีในการอนุรักษ์ และถ่ายทอดสืบทอดต่อไปเอง

“ผมไม่โทษรัฐบาล ไม่โทษหน่วยงานไหนๆ ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทุกอย่างมันเป็นไปตามสังสารวัฏ เป็นไปตามวัฏจักร ผมไม่ฝาก แต่บอกให้เข้าใจ มันจะเป็นอะไรก็เป็น วัฒนธรรม แต่ขอให้มีสื่อหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้เขารู้ ทำให้เขาเห็น ใน 100 คน มันจะมีสักคนหนึ่ง ที่มันดูแล้วจุดประกาย แล้วมันไปต่อยอดครับ”

 

ไอยเรศ งามแฉล้ม

อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะการแสดงไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

หัวหน้าคณะมหาเทพบันเทิงศิลป์ สวดคฤหัสถ์

Advertisements
ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

เรียวอิชิ ซากาโมโตะ: สังคมอเมริกันและโลกภายนอก

2459733138_256824f97a_b

“คนญี่ปุ่นเฝ้าจ้องมองและสังเกตการณ์คนอเมริกัน, วัฒนธรรมอเมริกัน และวัฒนธรรมตะวันตกตลอดมา ในทางตรงกันข้าม คนอเมริกันกลับไม่ได้เพ่งพินิจวัฒนธรรมของญี่ปุ่นหรือเอเชียมากในระดับเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่ไม่สมดุลอย่างยิ่ง อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างคนเวียดนามกับคนญี่ปุ่นในสายตาคนอเมริกัน?

“นานมาแล้ว ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าที่ตลกมากๆ

“เพื่อนของผม เล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่เขายังหนุ่มแน่นแล้วเดินทางท่องเที่ยวไปในแถบเซาธ์เท็กซัส เขาเจอชาวนาอเมริกันคนหนึ่ง และเริ่มแนะนำตัวกับชาวนารายนั้น โดยบอกว่าตนเองมาจากปารีส

“เพื่อนผมเขาเป็นคนฝรั่งเศส แต่ชาวนาคนดังกล่าวกลับเชื่อโดยอัตโนมัติว่าเพื่อนของผมมาจากเมืองปารีสในรัฐเท็กซัส พอเพื่อนผมปฏิเสธว่า ‘ไม่ใช่, ไม่ใช่, ไม่ใช่ ผมมาจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส’ ชาวนาอเมริกันคนเดิมก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมเชื่อ

“หรืออีกมุมหนึ่ง แกไม่สามารถบอกได้ว่าไอ้กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นี่มันอยู่ตรงส่วนไหนบนแผนที่โลก”

เรียวอิชิ ซากาโมโตะ

นักประพันธ์ดนตรีชาวญี่ปุ่น

ที่มาเนื้อหา https://www.gq.com/story/ryuichi-sakamoto-interview

ภาพประกอบ “Ryuichi Sakamoto” by Joi Ito is licensed under CC BY 2.0

ข่าวบันเทิง

รู้จัก Cultural Anthropologist (นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม?) ในกองถ่าย Call Me by Your Name

สำหรับบางคนที่ได้ดูหนังเรื่อง Call Me by Your Name แล้ว คงพอสังเกตเห็นว่าในตอนจบนั้น มีการขึ้นเครดิตว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ มี Cultural Anthropologist ประจำกองถ่ายด้วย

อย่างไรก็ดี “Cultural Anthropologist” ประจำกองถ่ายหนังเรื่อง Call Me By Your Name อาจมิได้หมายถึงนักวิชาการทางด้าน “มานุษยวิทยาวัฒนธรรม” แบบตรงตัวซะทีเดียว

เพราะผู้ที่มาทำหน้าที่ดังกล่าว ก็คือ “คาร์โล อันโตเนลลี่”

antonelli
ภาพจาก http://www.lettera43.it/it/articoli/media/2013/04/22/editoria-carlo-antonelli-nuovo-direttore-di-gq/83135/

เท่าที่ลองเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต อันโตเนลลี่นั้นเป็นบุคลากรที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของอิตาลี

เขาเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Wired ฉบับภาษาอิตาเลียน และก็เคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Rolling Stone และ GQ ฉบับภาษาอิตาเลียน รวมทั้งเคยเป็นผู้บริหารค่ายเพลงที่มีชื่อว่า Sugar

อันโตเนลลี่มีงานเขียนบทความจำนวนมาก ตลอดจนผลงานที่ตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่ม อาทิ Discoinferno (เขียนร่วมกับฟาบิโอ เดอ ลูก้า)

discoinferno

นอกจากนี้ เขายังทำงานสอนหนังสือและวิจัย โดยอันโตเนลลี่น่าจะเคยสอนที่ Domus Academy และเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชา the Sociology of Conventions (สังคมวิทยาว่าด้วยประเพณี?) ที่มหาวิทยาลัยโบโลญญา ทั้งยังมีบทบาทในการร่วมก่อตั้งศูนย์วิจัยว่าด้วยศิลปะ วิทยาศาสตร์ และความรู้ ที่มหาวิทยาลัยบอคโคนี เมืองมิลาน

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของอันโตเนลลี่ก็คือการร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ชื่อ First Sun ซึ่งส่งผลให้เขาได้ร่วมงานกับ “ลูก้า กัวดาญีโน” (ผู้กำกับ Call Me by Your Name) ทั้งในฐานะผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง I Am Love และโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง Suspiria

คาร์โล อันโตเนลลี่ จึงเป็นคนที่ร่วมงานกับกัวดาญีโนมาอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่าอันโตเนลลี่นั้นร่ำเรียนศึกษามาทางมานุษยวิทยาด้วยหรือไม่? (แต่ก็อาจเป็นไปได้ หากพิจารณาจากบทบาทในฐานะอาจารย์พิเศษของเขา)

ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีแหล่งข้อมูลใดระบุชัดๆ ว่าบทบาทในฐานะ Cultural Anthropologist ประจำกองถ่ายหนัง Call Me by Your Name ของเขานั้น มีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง?

cultural anthropologist

ระหว่างการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนที่กล่าวถึงความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา/โบราณคดี/นิรุกติศาสตร์ภายในภาพยนตร์

หรือการเป็นที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมและดนตรียุค 1980 ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญและโดดเด่นมากๆ ของหนังเรื่องนี้ แถมยังดูจะสอดคล้องต้องตรงกับหน้าที่การงานในแวดวงนิตยสารของอันโตเนลลี่พอดี

ที่มาข้อมูล

https://www.edge.org/memberbio/carlo_antonelli

http://www.domusacademy.com/en/carlo-antonelli/

http://www.imdb.com/name/nm2108595/

คนมองหนัง

Mother!: แรงกาย-หัวใจของผู้หญิง, โลกภายในบ้าน และการผลิตซ้ำ

(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์)

หนึ่ง

อยากลองตีความหนังสนุกเรื่องนี้เล่นๆ โดยมีโจทย์/ข้อจำกัดใหญ่ๆ สองข้อ คือ (1) จะพยายามไม่มองมันผ่านกรอบเรื่องคริสต์ศาสนา เพราะเห็นหลายคนทำกันไปแล้ว และ (2) ด้วยความที่เป็นคนดูหนังมาไม่เยอะนัก ผมเลยไม่มีความสามารถมากพอจะเชื่อมโยงหนังเรื่องนี้เข้ากับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้า ในฐานะ “สัมพันธบท” ระหว่างกัน

นอกจากนี้ ผมยังได้รับแรงบันดาลใจเล็กๆ อีกหนึ่งประการ หลังจากดู “Mother!” จบลงที่โรงภาพยนตร์แถวปิ่นเกล้า กล่าวคือ ตรงที่นั่งด้านหลังผมมีคู่รักชาย-หญิง ซึ่งตีตั๋วมาดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน ระหว่างเอ็นด์เครดิตขึ้นจอ ทั้งสองคนพยายามขบคิดตีความว่าสัญลักษณ์ต่างๆ ในหนังนั้นหมายถึงอะไรบ้าง? แล้วฝ่ายชายก็เริ่มพูดถึงพระเจ้า ศาสนาคริสต์ ฯลฯ

พอเขาพูดบรรยายไปได้นิดหน่อย คุณผู้ชายคนนั้นก็สรุปความเอาไว้อย่างน่าสนใจทำนองว่า

สุดท้าย “ความรัก” ก็ทำให้โลกดำรงอยู่ เพราะไม่ว่าโลกจะวุ่นวายสับสนเต็มไปด้วยเหตุการณ์รุนแรงบ้าคลั่งขนาดไหน แต่โลกใบนี้ก็สามารถกลับมารีเซ็ตตั้งต้นใหม่ได้ทุกครั้ง ด้วย “ความรัก” ของผู้หญิง

ผมฟังการตีความของคุณพี่ผู้ชายท่านนั้นอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่อีกใจหนึ่ง ก็เกิดคำถามขึ้นว่าไอ้การเอามือแหวกอกควักหัวใจผู้หญิงคนหนึ่งออกมา มันคือ ปฏิสัมพันธ์ที่วางฐานอยู่บน “ความรัก” จริงๆ เหรอ?

mother-poster

สอง

เท่าที่อ่านบทวิจารณ์/งานเขียนภาษาไทย ที่พยายามตีความ-คิดต่อจาก “Mother!” ผมค่อนข้างมีความเห็นสอดคล้องกับการตีความของ Filmsick โดยเฉพาะในประเด็นการขูดรีดแรงงานของพระแม่ เพื่อการดำรงอยู่ซึ่งความรักของพระเจ้า (อ่านรายละเอียดที่นี่)

บทความชิ้นนี้ก็จะดำเนินไปในแนวทางใกล้เคียงกันกับความเห็นของ Filmsick โดยอาจมีจุดแตกต่างหรือส่วนขยายเพิ่มเติมเล็กๆ น้อยๆ ดำรงอยู่บ้าง

สาม

จุดแรกที่สะดุดใจผมมากๆ เมื่อดูหนังเรื่องนี้ไปได้พักหนึ่ง ก็คือ การยึดโยงผูกติด “ผู้หญิง/แม่” เข้ากับ (พื้นที่ภายใน) “บ้าน”

ตรรกะของเรื่องราวในหนังดำเนินไปตามรากฐานความคิดบางอย่างของ “โลกตะวันตก” ที่ “โลกในบ้าน” เป็นพื้นที่สำหรับผู้หญิง ส่วน “โลกนอกบ้าน” เป็นพื้นที่สำหรับผู้ชาย

จากรากฐานความคิดเช่นนั้น ก็มีการคิดเชิงวิพากษ์ติดตามมาว่า ขณะที่ผู้ชายคล้ายจะออกไปทำงาน ลงแรงผลิตงาน ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกคนอื่นๆ ของสังคม ผ่านการแลกเปลี่ยนคุณค่าต่างๆ อันนำมาซึ่งการได้รับเกียรติยศศักดิ์ศรีหรือผลตอบแทนบางอย่าง ณ โลกภายนอกบ้าน

แต่ผู้หญิงก็ต้องลงแรงหนักไม่แพ้กัน (หรืออาจหนักกว่า) ในกระบวนการผลิตซ้ำวัตถุ/คุณค่าบางอย่าง อยู่เงียบๆ ภายในบ้าน เพื่อเป็นฐานค้ำจุนสถานะทางเศรษฐกิจ-สังคมและอำนาจทางการเมืองของผู้ชาย

ผมรู้สึกว่าเนื้อหาของ “Mother!” นั้นเดินไปตามระบบวิธีคิดเชิงวิพากษ์ชุดนี้

af2200bc2dde4fa5b770ef276f610e62_e157fbac952940c885effaacf89dd69f_header

เราจึงได้เห็นผู้หญิงลงมือลงแรงสร้าง-ซ่อมแซมบ้าน ตลอดจน (น่าจะ) ผลิตซ้ำ (reproduce) บุตรชาย อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวงจรไม่รู้จบ

ส่วนผู้ชายคือผู้ที่คอยติดต่อสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกบ้าน (รวมถึงเป็นผู้ที่สามารถเดินทางออกไปยังโลกข้างนอกได้)

และการเปิดรับคนนอกเข้ามาในบ้านของผู้ชายนี่เอง ที่สร้างความฉิบหายวายป่วงตามมาเป็นระลอกๆ

อย่างไรก็ดี มีรายละเอียดอีกด้านของหนังที่ย้อนแย้งกับกรอบความคิดข้างต้นเช่นกัน

โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่า แม้จะติดต่อกับโลกภายนอกหรือออกเดินทางสู่โลกภายนอกเป็นครั้งคราว แต่ผู้ชายก็นั่งทำงาน (เขียน) อยู่ภายในบ้านเป็นหลักเหมือนกัน

โลกภายในบ้านของหนังเรื่องนี้ จึงประกอบไปด้วยสององค์ประกอบหลัก คือ ผู้หญิงที่ทุ่มเทแรงกายของตน/ถูกขูดรีดแรงงานอย่างหนัก กับผู้ชายที่ทำงานผ่านความคิด/จินตนาการเป็นหลัก โดยไม่ต้องออกแรงอะไรมากนัก

ก่อนที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายคู่นี้จะค่อยๆ คลี่คลายและฉายภาพให้เห็นว่า แม้กระทั่ง “บ้าน” ก็อาจมิใช่พื้นที่ของผู้หญิงดังที่มักเข้าใจกัน

สี่

ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดใน “Mother!” นั้นคือ โลก/บ้านที่ “ผู้ชาย” เขียน/สร้าง/กำหนดขึ้น ผ่านความคิด-จินตนาการของเขา

แม้แต่ชีวิตของผู้หญิงก็ถูกกำหนด/เขียนขึ้นโดยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม ผมอยากทดลองเสนออะไรให้มันยุ่งยากขึ้นอีกนิดว่า ผู้ชายอาจไม่ได้ใช้อำนาจสัมบูรณ์ที่มีอยู่ในมือ/หัว แบบทื่อๆ ตรงๆ ด้วยการสร้างเสกชีวิตของผู้หญิงขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า คนแล้วคนเล่า (ประหนึ่งพระเจ้าผู้สร้างโลกและสรรพชีวิต) แล้วผลักไสชีวิตของพวกเธอไปตามกฎเกณฑ์ที่เขาวางไว้ และความยุ่งเหยิงวุ่นวายที่เขาพลั้งเผลอทำพลาดไป

ทว่า ผู้ชายอาจต้องทำงาน/เล่นเกมทางความคิดอย่างละเอียดแยบคายพอสมควร เพื่อจะโน้มน้าวให้ผู้หญิงตกเป็นฝ่ายเชื่อมั่นยึดมั่นว่าตัวเธอเองต้องทุ่มเทลงแรง ต้องรับภาระผลิตซ้ำนู่นนี่ อยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จักจบสิ้น เพื่อผู้ชายของเธอ และเพื่อ “บ้านของเรา” (ซึ่งสุดท้าย ก็ไม่ใช่ “บ้านของเธอ”)

หรือพูดอีกอย่างได้ว่า ผู้หญิงอาจลงแรงอย่างกระตือรือร้นจริงจังตั้งใจ (ไม่ใช่ทำทุกอย่างชนิดไร้ชีวิตชีวา ราวกับเป็นหุ่นชักหรือตัวละครบนแผ่นกระดาษ ในมือ/จากปลายปากกาของผู้ชาย) เพื่อก่อร่างสร้าง “บ้านของเรา” ขึ้นมา แต่ความกระตือรืนร้นดังกล่าวก็ดำเนินไปภายใต้ระบบความคิด-ความเข้าใจโลกอันจำกัดจำเขี่ยของเธอ ที่ถูกครอบงำหรือก่อรูปโดยอิทธิพลของผู้ชาย (เธออ่านและเชื่อในตัวหนังสือของเขา) และเป็นไปเพื่อค้ำจุนอำนาจของเขา

ความสัมพันธ์ทางอำนาจลักษณะนี้วนเวียนเป็นวงจรสามัญปกติจนคล้ายกับเป็นเรื่องธรรมชาติสากล (จึงไม่แปลก ที่ระหว่างดูหนัง เราจะสามารถเชื่อมโยงตัวละครหลักหญิง-ชายใน “Mother!” เข้ากับเรื่องเล่าว่าด้วยนางมัทรี-พระเวสสันดร, สีดา-ราม, พระแม่-พระเจ้า กระทั่งไม้ขีดไฟ-ดอกทานตะวัน ถ้าไม้ขีดไฟเป็นผู้หญิง) แต่จริงๆ ทั้งหมดมันคือวัฒนธรรม วิถีชีวิต รหัสความหมาย ที่ล้วนถูกออกแบบและกำหนดกฏกติกาโดยผู้ชายมากกว่า

mother-poster

มองในแง่นี้ ผู้หญิงในบ้านจึงไม่ได้ถูกเอารัดเอาเปรียบในเชิงแรงงานเท่านั้น

แต่เธอยังตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ของการถูกขูดรีดความคิด-จินตนาการ-อารมณ์ความรู้สึก

เรื่องความคิด-จินตนาการ ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าเธอถูกบล็อกจินตนาการ และถูกทำให้เชื่อให้ทึกทักแต่เพียงว่าตัวเองต้องลงแรงกายทุกอย่างเพื่อผู้ชาย เพื่อบ้านของเขา (และเธอ) และเพื่อลูกชายของเขา (และเธอ) ขณะที่เขาแทบไม่เคยลงมือทำสิ่งใดหรือคิดอะไรเพื่อเธอเลย

สำหรับในแง่อารมณ์ความรู้สึก สุดท้ายเราจะเห็นได้ว่า แม้แต่อารมณ์ความรู้สึกที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของมนุษย์อย่าง “ความรัก” ก็ยังถูกแปรให้มีลักษณะเป็นรูปธรรม และถูกรีดเร้นแหวกแยกออกมาจากร่างกายของผู้หญิง

ทั้งนี้ ก็เพื่อธำรงสถานะให้ (พวก) เธอเป็น “มารดา!” ผู้ต้องคอยผลิตซ้ำหรือค้ำจุนวงจรชีวิตแบบเดิมๆ ที่มีผู้ชายเป็นผู้ครอบครองอำนาจต่อไป ตราบนานเท่านาน