ข่าวบันเทิง

สิ้นสุดการรอคอย! เน็ตฟลิกซ์ซื้อสิทธิ์พัฒนา “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” เป็นซีรี่ส์

เน็ตฟลิกซ์เพิ่งประกาศข่าวสำคัญว่าทางบริษัทได้รับสิทธิ์ในการพัฒนานวนิยายเรื่อง “One Hundred Years of Solitude” หรือ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ของ “กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ” ให้เป็นผลงานภาพเคลื่อนไหว

นี่นับเป็นครั้งแรกสุด ที่ผลงานการประพันธ์ชิ้นสำคัญ ซึ่งถูกตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1967 หรือ 52 ปีก่อน จะได้รับการดัดแปลงเป็น “ภาพยนตร์”

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว บทจร 2

โรดริโก การ์เซีย บุตรของนักประพันธ์รางวัลโนเบลผู้ล่วงลับ ซึ่งจะรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ฉบับภาพยนตร์ซีรี่ส์ของเน็ตฟลิกซ์ ร่วมกับกอนซาโล การ์เซีย บาร์ชา ผู้เป็นน้องชาย เปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ พ่อของเขาได้รับข้อเสนอมากมาย ที่ต้องการจะนำนวนิยายเรื่องดังไปสร้างเป็นภาพยนตร์

อย่างไรก็ตาม กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ วิตกกังวลว่า “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” จะถูกนำไปตีความอย่างผิดฝาผิดตัว ทั้งยังไม่เหมาะสมกับการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว 1 เรื่อง (แม้จะแบ่งเป็นสองภาคก็ตาม)

นอกจากนั้น ยอดนักเขียนผู้ล่วงลับยังต้องการให้เรื่องราวในภาพยนตร์ถูกถ่ายทอดด้วยภาษาสเปน ซึ่งนี่กลายเป็นอุปสรรคสำคัญของบริษัทสร้างหนังจำนวนมาก ที่เคยยื่นข้อเสนอเข้ามา

อย่างไรก็ตาม โรดริโก การ์เซีย มองว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ซีรี่ส์นั้นได้รับผลตอบรับที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยเหตุนี้ ทางครอบครัวมาร์เกซจึงตัดสินใจขายสิทธิ์ในการพัฒนาโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ให้แก่เจ้าพ่อซีรี่ส์ออนไลน์อย่างเน็ตฟลิกซ์

“เน็ตฟลิกซ์คือหนึ่งในผู้ประกอบการที่พิสูจน์ให้เห็นว่า มีผู้ชมจำนวนมากขึ้น ที่พร้อมจะบริโภคซีรี่ส์ภาษาต่างประเทศโดยมีซับไตเติ้ลเป็นตัวช่วย ดังนั้น สิ่งที่เหมือนจะเป็นปัญหา จึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป” โรดริโก การ์เซีย แสดงทัศนะ

ฟรานซิสโก รามอส รองประธานฝ่ายภาพยนตร์ออริจินัลภาษาสเปนของเน็ตฟลิกซ์ ระบุว่า บริษัทเคยพยายามติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ของ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” แต่ถูกต่อต้านทุกครั้ง กระทั่งมาประสบความสำเร็จในคราวนี้

รามอสยังระบุถึงความสำเร็จของซีรี่ส์เรื่อง Narcos และภาพยนตร์เรื่อง Roma ที่เพิ่งคว้ารางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ว่าผลงานทั้งคู่ที่อำนวยการผลิตโดยเน็ตฟลิกซ์ ได้แสดงให้เห็นว่า ทางบริษัทสามารถผลิตสื่อบันเทิงภาษาสเปนให้เข้าถึงประชาคมโลกได้

“หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ถือเป็นมาสเตอร์พีซของวงการวรรณกรรมละตินอเมริกัน ซึ่งส่งผลให้กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ผงาดขึ้นเป็นนักเขียนแถวหน้า ท่ามกลางกระแสความนิยมที่มีต่อวรรณกรรมกลุ่มนี้ในช่วงทศวรรษ 1960-70 ทั้งยังช่วยผลักดันให้วรรณกรรมสกุล “สัจนิยมมหัศจรรย์” ถูกผลิตและกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง

จนถึงปัจจุบัน นวนิยายเรื่องนี้มียอดขายประมาณ 50 ล้านเล่มทั่วโลก และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ จำนวน 46 ภาษา (รวมถึงภาษาไทย)

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว บทจร

ผู้บริหารเน็ตฟลิกซ์อย่างรามอสกล่าวว่าสำหรับผู้คนอเมริกาใต้และชาวโคลอมเบีย เรื่องราวที่ถูกเล่าขานผ่านช่วงเวลา 1 ศตวรรษเกี่ยวกับผู้นำเผด็จการ การก่อกำเนิดของประเทศแห่งใหม่ และลัทธิอาณานิคม ในบทประพันธ์ชิ้นเอกนี้ ได้มีส่วนสำคัญต่อการก่อรูปอัตลักษณ์ร่วมของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม นวนิยายเรื่องนี้ยังมีศักยภาพที่จะเข้าถึงผู้คนวงกว้างในระดับสากลได้ด้วย

ด้านโรดริโก การ์เซีย เปิดเผยว่า ตัวเขาเองได้ยินข้อถกเถียงเรื่องการซื้อขายลิขสิทธิ์ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” มาตั้งแต่ตอนอายุ 8 ขวบ ก่อนที่ข้อถกเถียงทั้งหมดจะยุติลงในสัปดาห์นี้

“สำหรับผม น้องชาย และแม่ นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ยุ่งยากลำบากลำบน พวกเรารู้สึกเหมือนกับว่าเรื่องราวอันยิ่งใหญ่บทใหม่กำลังจะเปิดฉากขึ้น พร้อมกับการปิดฉากลงของเรื่องราวอันยาวนานบทก่อนหน้า”

ที่มา นิวยอร์กไทม์ส

ขอบคุณภาพประกอบจาก สำนักพิมพ์บทจร

Advertisements
ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง, จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

เรตติ้งล่าสุด “เทพสามฤดู”-ตีความใหม่ “พระอภัยมณี”-รวม “มือระนาด” ช่วย “ป๋อม บอยไทย”

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” ทรงๆ แต่ไม่ย่ำแย่

เรตติ้งละคร “เทพสามฤดู” ประจำวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2560 ยังทรงตัวอยู่ในระดับ “เกือบจะ” 6

โดยทั้งวันเสาร์ที่ 18 และอาทิตย์ที่ 19 ละครเรื่องนี้ต่างได้เรตติ้งไป 5.8 เท่ากัน

View this post on Instagram

ขออนุโมทนาสาธุ กับคุณพ่อไพรัช สังวริบุตร และทีมงานนักแสดงสามเศียร ที่ทำบุญถวายภัตตาหาร เพล พระครูบาน้อย เขมปัญโญ เจ้าอาวาสวัดสันปูเลยสะหลีเวียงแก้ว อำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ พาสามเณร จำนวน 40รูป มาทัศนะศึกษาเยี่ยมชมที่โรงถ่ายลาดหลุมแก้ว ขอสิริมงคล มีแด่ทุกๆคนด้วยเทอญ สาธุ #สามเศียร #ละครจักรๆวงศ์ๆ #ละครพื้นบ้าน #หนังเจ้า

A post shared by บริษัท สามเศียร จำกัด (@samsearn) on

แม้จะไม่ถึงจุดพีกเกิน 7 ดังที่เคยทำได้ แต่ก็ไม่ขี้เหร่มากมาย เพราะคู่แข่งซึ่งออกอากาศในวันเดียวกันที่ชนะ “เทพสามฤดู” ขาดลอยจริงๆ ก็มีแค่ “สุดรักสุดดวงใจ” ละครเย็นที่โกยเรตติ้งถึงระดับ 9-10 ส่วน “ทิวลิปทอง” ละครหลังข่าวศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ผลงานของ “อาหลอง-ฉลอง ภักดีวิจิตร” ก็มีเรตติ้งความนิยม 6 กว่าๆ ถึง 7 นิดๆ เท่านั้น

(ที่มา กระทู้ เรตติ้งละคร-ภาพยนตร์วันศุกร์ที่17/11/2560-วันอาทิตย์ที่ 19/11/2560 โดย แม่น้องซ่า)

“พระอภัยมณี”: การตีความใหม่ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

หากนางผีเสื้อสมุทรคือ “อดีต” เราทุกคนต่างหนีนางผีเสื้อสมุทรของเรา เพื่อเอาชีวิตรอดเหมือนกันทั้งสิ้น

นางผีเสื้อฯ ในพระอภัยมณีนั้นเป็นตัวละครประหลาดนะครับ คือไม่มีที่มาที่ไป นางเงือกยังมีพ่อแม่เป็นตัวเป็นตน ซึ่งได้ช่วยให้พระอภัยและสินสมุทรหนีนางผีเสื้อในระยะแรก แต่นางผีเสื้อไม่มีพ่อมีแม่ หลังจากสิ้นชีวิตแล้ว ก็ไม่มีผีเสื้อตัวอื่นโผล่เข้ามาในท้องเรื่องอีกเลย นางเป็นตัวเดียวหรือคนเดียวในสปีชีส์ของนาง เกิดขึ้นหรือมีขึ้นเพื่อพระอภัย และเป็นของพระอภัยคนเดียวโดยแท้

นางผีเสื้อจึงเป็นอดีตของพระอภัยเพียงคนเดียว และไม่มีใครขจัดเธอออกไปได้นอกจากตัวพระอภัยเอง วิธีขจัดนางผีเสื้อของพระอภัยก็น่าสนใจ เพราะใช้การเป่าปี่จนเธอสิ้นชีวิตลง วิธีที่เราขจัดอดีตอันบาดใจของเรา ก็ใช้วิธีเดียวกันคือเป่าปี่ หรือฟังคนอื่นเป่าปี่ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หันไปหาสิ่งสวยงามที่จรุงใจให้ลืมอดีตลงได้ อย่างน้อยก็ชั่วคราว

ปี่ของบางคนอาจเป็นศิลปะ บางคนอาจเป็นการทำงานหามรุ่งหามค่ำ บางคนอาจเป็นการสร้างชื่อเสียง บางคนอาจเป็นนางเงือกสาว นางสุวรรณมาลีและนางละเวง

และด้วยเหตุดังนั้น จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปี่ของพระอภัยทำให้นางผีเสื้อตายลงจริงหรือ หากตายจริงเหตุใดพระอภัยจึงยังต้องหนีนางผีเสื้อต่อไปเกือบตลอดชีวิต ถึงไม่ได้หนีด้วยการว่ายน้ำ แต่ก็หนีด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งน่ากลัวพอๆ กัน คือเข้าทำสงครามนองเลือดกับรัฐโน้นรัฐนี้อย่างไม่หยุดหย่อน หรือต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อไปให้ถึง “เกาะแก้วพิสดาร” อันเป็นดินแดนที่พระอภัยเข้าใจว่าปลอดภัยจากนางผีเสื้อ อย่างจะหาความสงบในชีวิตสักชั่วขณะก็ไม่ได้เลย

“เกาะแก้วพิสดาร” ที่ไปได้ถึง อาจเป็นสถานที่ซึ่งนางผีเสื้อไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปทำอันตรายได้ แต่นางก็ยืนสกัดอยู่ไม่ไกลในทะเล มองเห็นเงาทะมึนเบื้องหน้า แม้เสียงถอนใจคร่ำครวญยังได้ยิน และความคั่งแค้นน้อยใจก็สัมผัสได้จากสายลม

มหากาพย์การวิ่งหนีอดีตหรือนางผีเสื้อของพระอภัยมาสิ้นสุดลงในตอนจบ ไม่ใช่โดยการฆ่านางผีเสื้อใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่โดยการหยุดหนี และใช้ชีวิตร่วมกันไประหว่างอดีตและปัจจุบัน ประนีประนอมยอมรับให้นางผีเสื้อเข้ามาอยู่ร่วมกับนางสุวรรณมาลีและนางละเวง ด้วยเหตุดังนั้น จึงพากันเดินทางไปพบกับนางเงือกซึ่งพระอินทร์ได้ตัดหางให้แล้วที่เมืองลังกา อย่าลืมว่า หากไม่นับสินสมุทรแล้ว นางเงือกเป็นตัวละครตัวเดียวที่มีชีวิตและบทบาทร่วมกับนางผีเสื้อ หรือ “อดีต” ของพระอภัย

การกลับไปพบกับนางเงือกอีกครั้งหนึ่ง จึงเท่ากับกลับไปเผชิญหน้ากับนางผีเสื้อหรืออดีตได้อย่างสงบเป็นครั้งแรก และเรื่องก็ควรจบลงได้อย่างบริบูรณ์

พระอภัยโชคดีที่ในที่สุดก็สามารถอยู่ร่วมกับนางผีเสื้อได้ ในขณะที่คนอีกมากต้องหนีการไล่ล่าของนางผีเสื้อของตนเอง จนถึงวันสิ้นลม

การบำเพ็ญสมณธรรมของพระอภัยอาจเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ได้กับการมีชีวิตร่วมกับอดีต แต่นั่นไม่ใช่วิธีเดียวเท่านั้น มีวิธีอื่นๆ อีกมากซึ่งเหมาะแก่แต่ละคน หากต้องเริ่มต้นที่อ่านแล้วทำให้สำนึกได้ว่า หยุดวิ่งหนีนางผีเสื้อของตนเสียที และจะอยู่ร่วมกับนางผีเสื้อของตนอย่างไร

ตัวใครตัวมัน อย่างที่พูดๆ กันแหละครับ

ใครอ่านถึงตรงนี้ คงมีความเห็นตรงกันว่า เฮ้ย ผมนโนเอาเองนี่หว่า สุนทรภู่ไม่ได้คิดอย่างนี้แน่ ผมก็เห็นด้วยเลยว่าสุนทรภู่ไม่น่าจะคิดอย่างนี้ แม้ผมจะเห็นว่าสุนทรภู่มีสำนึกปัจเจกสูงกว่ากวีร่วมสมัยและก่อนสมัยอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม แต่คงไม่ถึงกับวางท้องเรื่องเพื่อเผยชีวิตส่วนในของพระเอกดังที่ผมกล่าวมาแต่ต้น แม้แต่ที่ผมเรียกว่า “ชีวิตส่วนใน” ก็คงเป็นความหมายที่คนรุ่นสุนทรภู่ไม่รู้จัก

แต่เราจะอ่านสุนทรภู่เพื่อรู้ว่าสุนทรภู่คิดอะไรไปทำไมครับ เราอ่านวรรณคดีอะไรก็ตาม เพื่อจะรู้ว่าเราคิดอะไรต่างหาก และนี่คือจุดอ่อนของการเรียนการสอนวรรณคดี (ทั้งไทยและต่างชาติ) ในประเทศไทย คือไม่สนใจว่าอ่านแล้วเราคิดอะไร และทำไม

หยุดเผาวรรณคดี
ภาพจาก https://www.matichonweekly.com

นี่คือจุดตั้งต้นของบทความที่อ่านสนุกมากๆ เรื่อง “หยุดเผาวรรณคดีไทยเสียที” โดยท่านอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ครับ

ในส่วนที่เหลือของบทความ อ.นิธิ จะพยายามอธิบายว่า ทำไมเราจึงควรดึงวรรณคดี/วรรณกรรมลงมาจากหิ้ง หรือควรพรากงานเขียนเหล่านั้นออกมาจากอำนาจการตีความแบบเดิมๆ ที่ถูกผูกขาดโดยครูและผู้รู้

เพื่อนำไปสู่การตีความผ่านแง่มุมใหม่ๆ โดยผู้อ่านร่วมสมัยในโลกยุคปัจจุบัน

อ่านบทความฉบับเต็มที่นี่ครับ https://www.matichonweekly.com/column/article_66090

“สุดยอดมือระนาด” รวมตัว ร่วมใจช่วย “ป๋อม บอยไทย”

ป๋อม บอยไทย
ภาพจากเฟซบุ๊ก ป๋อมบอยไทย อาร์สยาม

คุณป๋อม บอยไทย หรือ “ชัยยุทธ โตสง่า” มือระนาดเอกเจ้าของรางวัลศิลปาธร และเป็นผู้บุกเบิกวง “บอยไทย” รวมทั้ง “บางกอกไซโลโฟน” เพิ่งล้มป่วยลงจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก และร่างกายซีกซ้ายอ่อนแรง

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บรรดาพี่เพื่อนน้องสุดยอด “มือระนาด” หลายสิบชีวิต จึงได้มารวมตัวกันโชว์ฝีมือลือลั่น ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ในงาน “คนรักดนตรีไทย ร่วมใจช่วย ‘ป๋อม บอยไทย’ ชัยยุทธ โตสง่า” เพื่อระดมเงินบริจาคไปช่วยเหลือป๋อมที่กำลังฟื้นฟูร่างกาย

โชว์เดี่ยวระนาดในวันนั้นกินเวลานานหลายชั่วโมง แต่ “มันส์” และ “แพรวพราว” มากๆ ครับ คิดว่าคนที่ชอบดูละครจักรๆ วงศ์ๆ ชอบฟังดนตรีไทยเดิม หรือเคยประทับใจหนัง “โหมโรง” น่าจะมีความสุขกับการแสดง

ชมคลิปการแสดงได้ตามนี้ครับ

 

 

ส่วนนี่ คือ ผลงานเด่นเพลงหนึ่งที่คุณป๋อมเคยสร้างสรรค์เอาไว้ในอดีต

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

“Little People” : ลัทธิความเชื่อ ระบอบเผด็จการ และพลังอำนาจของคนเล็กคนน้อย

(ปรับปรุงจากข้อเขียนที่เผยแพร่ครั้งแรกในเพจเฟซบุ๊ก “คนมองหนัง” เมื่อเดือนธันวาคม 2556)

ตอนอ่านนวนิยายเรื่อง “1Q84” ของ “ฮารูกิ มูราคามิ” จบ เมื่อประมาณปี 2555 ผมขบคิดไม่ค่อยแตกว่าไอ้ “Little People” นี่มันมีนัยยะหมายถึงอะไร?

จริงๆ กระทั่งตอนนั่งพิมพ์ข้อเขียนชิ้นนี้ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ และไม่ค่อยได้ติดตามว่ามีใครตีความ/ถกเถียงเกี่ยวกับตัวละครกลุ่มดังกล่าวไว้อย่างไรบ้าง?

แต่พอมานั่งครุ่นคิดถึง “Little People” ของมูราคามิในช่วงปลายปี 2556 ก็เริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจดี

ข้อแรก (ซึ่งหลายคนคงเอะใจตั้งแต่ตอนอ่านหนังสือ) คือ “Little People” นี่ อย่างน้อยมันล้อไอเดียเรื่อง “Big Brother” ในนวนิยายเรื่อง “1984” ของ “จอร์จ ออร์เวลล์” แน่ๆ

ทว่า ขณะที่อำนาจเผด็จการใน “1984” มันถูกยึดครอง/บังคับใช้โดยพรรค โดยกลุ่มผู้นำที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ

 

อำนาจเผด็จการเร้นลับใน “1Q84” ที่สำแดงผ่านพวก “Little People” มันกลับเกิดขึ้นมาจากกลุ่ม “คนเล็กๆ” (อาจถือเป็น “มวลชน” กลุ่มหนึ่งก็น่าจะได้) ที่เป็นชุมชนหรือลัทธิความเชื่อทางศาสนา/เป็นอดีตฝ่ายซ้ายที่เคยพ่ายแพ้ให้แก่รัฐมาก่อน

ประการต่อมา แม้ชุมชนและลัทธิความเชื่อที่ว่าจะวางฐานอันแข็งแรงแน่นหนาอยู่บน “personality cult” แต่สุดท้ายตัว “บุคคลศักดิ์สิทธิ์” ที่ถูกยกย่องเชิดชูขึ้นมาก็ไม่ได้มีความสำคัญเป็นนิรันดร์และมีชีวิตยืนยาวสืบเนื่องเท่ากับบรรดา “Little People”

แถมเป็นฝ่ายหลังด้วยซ้ำ ที่คล้ายจะมีอำนาจควบคุมบังคับฝ่ายแรกอยู่

จนราวกับว่าการรวมตัวของคนเล็กคนน้อย ซึ่งกลายมาเป็นลัทธิความเชื่อบางอย่าง ก็สามารถนำไปสู่การก่อเกิดระบอบเผด็จการ (ทางความคิดความเชื่อ/จิตวิญญาณ) ได้เช่นกัน

http://iminnabluedream.tumblr.com/post/13478928068/1q84-degdeg-just-started-reading-this-book

อย่างไรก็ดี สุดท้ายชุมชน/ลัทธิความเชื่อของพวก “Little People” ใน “1Q84” นั้นยังคงจำกัดตัวเองอยู่ใน “โลกเฉพาะ”

และแม้จะพยายามแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลออกมาสู่โลกภายนอก ก็ทำได้ไม่สำเร็จสัมบูรณ์ แถมมีคนตั้ง “องค์กรลับ” นอกระบบ มาล่อมันกลับอีกต่างหาก

ข่าวบันเทิง

วงการวรรณกรรมลดธงครึ่งเสา ไว้อาลัยฮาร์เปอร์ ลี-อุมแบร์โต เอโก

ฮาร์เปอร์ ลี นักเขียนสตรีเจ้าของบทประพันธ์เรื่อง “To Kill a Mockingbird” ถึงแก่กรรมแล้วในวัย 89 ปี

หนังสือเล่มนี้ถือเป็นงานวรรณกรรมชิ้นสำคัญของสังคมอเมริกัน ที่เล่าเรื่องราวของทนายความผิวขาว ซึ่งพยายามปกป้องชายผิวดำ ผู้ถูกกล่าวหาว่าก่อคดีข่มขืน ในภาคใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา

ผลงานวรรณกรรมชิ้นแรกและกลายเป็นงานสร้างชื่อของลี มียอดขาย 40 ล้านเล่มทั่วโลก และหลังจากนั้น นักอ่านก็ต้องรอเวลาอีกถึง 55 ปี ลีจึงมีผลงานเล่มที่สองในชีวิต ชื่อ “Go Set a Watchman” (วางจำหน่ายในปี 2015) ซึ่งเป็นภาคต่อของ “To Kill a Mockingbird”

นักเขียนหญิงชาวแอละแบมาผู้นี้ ได้ชื่อว่าเป็นคนเก็บตัว และไม่ค่อยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมากนัก แม้กระทั่งในช่วงที่เธอมีชื่อเสียงโด่งดัง

อุมแบร์โต เอโก นักเขียนและนักปรัชญาชาวอิตาเลียน ซึ่งมีผลงานนิยายที่เป็นที่รู้จักอย่าง “The Name of the Rose” หรือ “สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ” ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 84 ปี

นอกจากการเขียนนวนิยาย เอโกยังเขียนความเรียง, หนังสือสำหรับเด็ก เรื่อยไปถึงงานวิจารณ์วรรณกรรม

“หนังสือแต่ละเล่มล้วนกำลังพูดถึงเรื่องราวในหนังสือเล่มอื่นๆ อยู่ และเรื่องราวทุกๆ เรื่อง ก็ล้วนกำลังบอกเล่าเรื่องราวที่เคยถูกเล่ามาแล้วทั้งสิ้น” เอโก เคยระบุ

นอกจากนี้ เขายังระบุถึงสถานะการเป็นนักเขียนของตนเองเอาไว้ว่า “ผมเป็นนักปรัชญา … ผมจะเขียนนิยายแค่ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น”

ในโลกวิชาการ เอโกเคยเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณและสอนวิชาสัญศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโบโลญญ่า และเคยเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในช่วงต้นทศวรรษ 1990

ที่มา บีบีซี และ การ์เดี้ยน