คนมองหนัง

รีวิวหนังสารคดี Salaya Doc: นิรันดร์ราตรี

นิรันดร์ราตรี (วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย)

หนังสารคดีที่เล่าเรื่องราวของ “สัมฤทธิ์” ชายชาวชนบท ซึ่งเข้ามาประกอบอาชีพฉายหนังในโรงภาพยนตร์สแตนด์อะโลน (โรงหนังชั้นสอง) แถวฝั่งธนบุรี

เอาเข้าจริง ดูเหมือนช่วงเวลา “รุ่งเรือง” สำหรับชายผู้นี้จะเกิดขึ้นเพียงแค่ในระยะสั้นๆ คือ ระหว่างปี 2534 ที่เขาเริ่มเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ จนถึงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ 2540

ขณะที่จากปี 2540-กลางทศวรรษ 2550 กลับกลายเป็นช่วงซบเซาซึมเศร้ายาวของธุรกิจโรงหนังประเภทนี้

และ “การปิดตัว” ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

หนังถ่ายทอดและเล่าเรื่องราวชีวิตของชายฉายหนัง (ตลอดจนเพื่อนร่วมงานของเขา) ได้อย่างสนุก มีอารมณ์ขัน น่าติดตาม แฝงอารมณ์เศร้าหม่นอยู่ลึกๆ และละเอียดลออมากพอสมควร

นี่ก็คือแกนเรื่องหลักใน “ครึ่งทางแรก” ของ “นิรันดร์ราตรี” ซึ่งเชื่อมร้อยอยู่กับประเด็นเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง” อันเป็นนิรันดร และ “อวสาน” ของโรงภาพยนตร์

ก่อนที่หนังจะเดินทางไปสู่ “ครึ่งหลัง” ที่สัมฤทธิ์เดินทางกลับไปใช้ชีวิตยังบ้านเกิด

ความชำนาญเฉพาะจากการทำงานในโรงภาพยนตร์มาเป็นเวลาหลายสิบปีของเขา แทบจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง จากมุมมองของภรรยา ซึ่งต้องหาเลี้ยงครอบครัว (ทั้งคู่มีลูกสาวหนึ่งคนชื่อ “น้องฟิล์ม”) ด้วยการเป็น “ชาวสวนยาง”

ภรรยามองว่าสามีผู้เพิ่งล้มเหลวกลับมาจากกรุงเทพฯ มีสภาพประหนึ่ง “ผีดิบ” ที่คุ้นเคยและแทบไม่เคยปลีกตนออกมาจากการทำงานแบบ “อินดอร์” หรือ “ในร่ม”

สำหรับเธอ ความพ่ายแพ้ที่เขาประสบไม่ได้เกิดจาก “ความเปลี่ยนแปลง” แต่เป็นเพราะเขา “ไม่เคยเปลี่ยนตัวเอง” ต่างหาก

ชายฉายหนังกลายเป็นคนกรีดยางที่ย่อหย่อนประสิทธิภาพและไร้ประสิทธิผล เขาปรับตัวและหางาน (กลางแจ้ง) ในชนบทไม่ได้

แม้กระทั่งสิ่งที่สัมฤทธิ์น่าจะรับมือได้สบายๆ อย่างการซ่อมแซมเครื่องเล่น “ดีวีดี” ในบ้าน เขาก็ยังทำมันไม่สำเร็จ

ที่ กทม. ชายฉายหนังพยายาม “หลีกหนี” จากภาวะอวสานของโรงภาพยนตร์ ด้วยการอ่านศึกษาหนังสือธรรมะ แต่ที่บ้านนอก สัมฤทธิ์เลือกจะเยียวยาตนเองด้วย “สุรา” ซึ่งส่งผลให้สายสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกสาวที่ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ยิ่งมีความห่างเหินกันมากขึ้น

“นิรันดร์ราตรี” ปิดฉากลงโดยไม่ได้เฉลยคำตอบแน่ชัดใดๆ หนังค่อยๆ ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกร้าวลึกและภาวะห้วงฝันอันล่องลอยลี้ลับ ให้ออกมาเอ่อท้นท่วมจอภาพยนตร์

ขณะที่คนดูก็ได้ตระหนักถึงภาวะ “กลับไม่ได้ไปไม่ถึง” ของชายฉายหนังผู้เป็น subject หลักของเรื่อง

นิรันดร์ราตรี

ระหว่างชมภาพยนตร์ ผมรู้สึกว่ามันมี “สององค์ประกอบน่าสนใจ” ที่ดำรงอยู่เคียงคู่กันในหนังสารคดีเรื่องนี้

องค์ประกอบแรก คือ ความเป็นศิลปินรุ่นใหม่ผู้เชี่ยวชาญช่ำชองในงานด้านภาพเคลื่อนไหวที่เล่นกับ “แสง” อย่างหนักหน่วงพริ้วไหวของวรรจธนภูมิ

องค์ประกอบเหล่านี้ปรากฏอยู่ตามรายทางในทั้งสองพาร์ทของหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” จากครึ่งแรกมายังครึ่งหลัง และ “ช่วงทิ้งท้าย” ก่อนหนังจะจบ

ภาวะภาพฝันอันแปลกประหลาดและเป็นปริศนา ก็ถือกำเนิดขึ้นจากความสามารถเยี่ยมยอดตรงจุดนี้

แต่อีกองค์ประกอบหนึ่ง คนดูอาจพอจับได้ว่า วรรจธนภูมิ (ซึ่งเพิ่งทำหนังยาวเป็นเรื่องแรก) นั้นเลือกจะเล่าเรื่องของ subject ผ่าน “กระบวนท่า” ที่ไม่ยากหรือสลับซับซ้อนจนเกินไปนัก

นี่นำมาสู่การตัดแบ่งหนังออกมาเป็นสองช่วงอย่าง “เด่นชัด” และ “สมมาตร” ซึ่งด้านหนึ่ง คงทำให้ผู้ชมสามารถตามเรื่องได้อย่างไม่ยากลำบาก แต่อีกด้าน มันกลับเหมือนเป็นการลดทอนเสน่ห์หรือความซับซ้อนในชีวิตและวิธีการมองโลกของสัมฤทธิ์ให้ “ซอฟท์” ลง

ไม่แน่ใจว่าความเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยเช่นนั้น จะส่งผลถึงการเลือกเพลงประกอบด้วยหรือไม่ เพราะการเลือกใช้เพลงลูกทุ่งคลาสสิคระดับมาตรฐานอย่าง “คิดถึงพี่ไหม” มาปิดท้ายครึ่งแรกของหนัง ก็เป็นอะไรที่ซาบซึ้งพอสมควร แต่ไม่ใหม่หรือไม่น่าตื่นเต้นถึงขีดสุด

ไปๆ มาๆ ช่วงที่ผมชอบและคิดว่ามันดิ้นไกลออกไปจากโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบชัดๆ ที่วรรจธนภูมิจัดวางเอาไว้ กลับกลายเป็นเรื่องเล่าย่อยๆ เล็กๆ ในหนัง เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับ “นที” เพื่อนร่วมงานของสัมฤทธิ์ หรือเรื่องราวที่ภรรยาสัมฤทธิ์ไปเจอสิ่งที่เธอเชื่อว่าน่าจะเป็นภูตผีดวงวิญญาณในระหว่างการกรีดยาง (ซึ่งอาจเชื่อมโยงมาถึงชะตากรรมของสัมฤทธิ์ก่อนหนังจบ)

เชื่อว่าในผลงานลำดับถัดไป วรรจธนภูมิคงจะค่อยๆ สามารถถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างผ่อนคลายยืดหยุ่นมากขึ้น และมีลักษณะเป็นโครงสร้างแข็งแรงตายตัวน้อยลง

ซึ่งความลื่นไหลเช่นนั้นน่าจะสอดรับกันเป็นอย่างดีกับศักยภาพในการทำงานด้านภาพเคลื่อนไหวอันแพรวพราวของเขา

หมายเหตุ “นิรันดร์ราตรี” เพิ่งจะคว้ารางวัล Special Mention จากสายการประกวด NEXT:WAVE Award ในเทศกาล CPH:DOX ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

Advertisements
ข่าวบันเทิง

หนังสารคดีไทยน่าสนใจจาก Salaya Doc 7

เวียนกลับมาอีกครั้ง สำหรับเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายาครั้งที่ 7

โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-26 มีนาคม 2560 ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

สำหรับเทศกาลปีนี้ จะมีหนังสารคดีไทยน่าสนใจเข้าฉายหลายเรื่อง

ดอกฟ้าในมือมาร

เริ่มต้นจาก “ดอกฟ้าในมือมาร” หนังยาวเรื่องแรกของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ซึ่งผสมผสาน “เรื่องแต่ง” เข้ากับ “เรื่องจริง” เพื่อถ่ายทอด “เรื่องเล่ากระจัดกระจาย” เกี่ยวกับ “ชุมชนชาติไทย” ได้อย่างชวนพิศวง (โดยเฉพาะสำหรับวงการภาพยนตร์ในยุค ค.ศ.2000)

หนังจะฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม เวลา 15.00 น.

หมอนรถไฟ

ตามมาด้วย “หมอนรถไฟ” ผลงานที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นของ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ที่เคยทำงานเป็นผู้ช่วยของอภิชาติพงศ์มาอย่างยาวนาน นี่เป็นอีกครั้งที่หนังจะเข้าฉายในเมืองไทย หลังจากเปิดตัวครั้งแรกในประเทศบ้านเกิด ที่เทศกาลเวิลด์ ฟิล์ม เฟสติวัล ออฟ แบงค็อก เมื่อช่วงต้นปี

ผลงานของสมพจน์จะฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม เวลา 16.00 น.

โดยหนังทั้งสองเรื่องนี้จะฉายในสาย Panorama

นิรันดร์ราตรี

 

ถัดมา คือ “นิรันดร์ราตรี” ที่จะจัดฉาย ณ ศาลายา ในวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม เวลา 19.00 น.

หนังสารคดีกึ่งทดลองความยาว 68 นาทีของ “วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย” ซึ่งเพิ่งฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่ประเทศเดนมาร์ก เรื่องนี้ พูดถึงภาวะโรยราของโรงหนังแบบสแตนด์อะโลน ผ่านชีวิตของชายฉายหนังคนหนึ่ง ซึ่งทักษะวิชาชีพของเขากลายเป็นสิ่งไร้ค่า เมื่อโรงหนังอันเป็นสถานที่ทำงานได้ปิดตัวลง

ชายผู้นี้เริ่มหันไปหาสุราและหนังสือธรรมะ หลายครั้งคำพูดที่เขาถ่ายทอดออกมากลายเป็นการผสมกันระหว่าง “ความจริง” กับ “การตีความจากทัศนะส่วนบุคคล” และแม้จะพยายามกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับลูกเมีย แต่อะไรต่อมิอะไรก็ยังไม่ดีขึ้น

“นิรันดร์ราตรี” ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรม Life, Death and Cinema

ต้นสะดือ

ปิดท้ายด้วย “ต้นสะดือ” หนังไทยในสาย Asean Competition โดย “เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์” ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง

หนังพาผู้ชมท่องไปยังดินแดนห่างไกล เพื่อรู้จักกับชนเผ่าคนกลุ่มน้อยชาวปกาเกอะญอ หรือที่รู้จักกันดีว่า “ชาวกะเหรี่ยง”

โดยเล่าเรื่องผ่าน “ชิ” นักดนตรีหนุ่มชาวปกาเกอะญอและปราชญ์ชาวบ้านชาวปกาเกอะญออีกหลายคน ที่จะแนะนำคนดูให้รู้จักกับวัฒนธรรมวิถีชีวิตของชนเผ่าปกาเกอะญอทั่วประเทศไทย จากจังหวัดแม่ฮ่องสอนเรื่อยลงมาตามแนวภาคเหนือสู่ภาคตะวันตกที่อุดมไปด้วยความสมบูรณ์ของป่าไม้และภูเขา

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพูดถึงประเด็นใหญ่ คือ เรื่องราววัฒนธรรมความผูกพันกันระหว่างชาวปกาเกอะญอกับป่าตามคติดั้งเดิมที่ว่า “บ้านคือป่า ป่าคือบ้าน” การถกเถียงกันจนเกิดความขัดแย้งว่าทำไมพวกเขาถึงต้องเผาป่า และความเจริญในการพัฒนาแบบถอยหลังที่เข้ามากระตุ้นเร้าและส่งผลให้วิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอเปลี่ยนแปลงไป

หนังสารคดีเรื่องนี้จะฉายที่หอศิลป์ กทม. วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม เวลา 19.00 น.

ตารางศาลายา

ติดตามรายละเอียดของหนังน่าสนใจเรื่องอื่นๆ ในเทศกาลครั้งนี้ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Salaya Doc

ข่าวบันเทิง

รู้จัก “นิรันดร์ราตรี” หนังไทยในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีที่โคเปนเฮเกน

“นิรันดร์ราตรี” (Phantom of Illumination) ภาพยนตร์สารคดีแนวทดลองโดย “วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย” แห่งกลุ่ม Eyedropper Fill ได้รับการคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย Next:Wave Award ซึ่งเป็นสายที่รวบรวมผลงานของคนทำหนังหน้าใหม่น่าสนใจ ของเทศกาลภาพยนตร์สารคดี CPH:DOX (Copenhagen Documentary Film Festival) ประเทศเดนมาร์ก

ทั้งนี้ นี่จะเป็นการฉายรอบปฐมทัศน์โลกของภาพยนตร์สารคดีไทยเรื่องนี้ด้วย

เว็บไซต์ของเทศกาลระบุว่า “นิรันดร์ราตรี” คือ หนังไทยอันงดงามที่ทั้งโศกเศร้าและตรึงตรา ซึ่งเล่าเรื่องราวว่าด้วยวันเวลาช่วงสุดท้ายของ “ภาพยนตร์”

หนังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของชายที่ทำงานฉายหนังมา 25 ปี และการเฝ้าครุ่นคิดถึงสภาวะทรุดโทรมของ “ภาพยนตร์” โดยตัวเขาเอง

“นิรันดร์ราตรี” กอปรขึ้นมาจากหลากหลายองค์ประกอบ ทั้งแง่มุมของสิ่งที่อาจจะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ ตลอดจนปรัชญาทางพุทธศาสนาว่าด้วยความเสื่อมและความเป็นอนิจจัง

นี่จึงเป็น “ภาพยนตร์แสนพิเศษ” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวว่าด้วย “ภาพยนตร์” อีกต่อหนึ่ง

แม้วรรจธนภูมิจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาได้รับอิทธิพลมาจากผู้กำกับระดับชั้นครูของทวีปเอเชีย อาทิ “ไฉ้หมิงเลี่ยง” และ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” อย่างไรก็ตาม งานของวรรจธนภูมิกลับมีที่ทางเด่นชัดของตนเองตั้งแต่ตรงจุดเริ่มต้นเช่นกัน

วรรจธนภูมิเคยมีผลงานหนังเรื่อง “ผู้เฝ้ามองรติกาล” (Passing through this night) ซึ่งได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Orizzonti” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสมาแล้ว

นอกจากนี้ เขายังมีผลงานเป็นที่รู้จักในแวดวงหนังสั้น-หนังอิสระ อาทิ “Dreamscape” ที่ได้รับรางวัลขวัญใจมหาชนและ BACC Award จากเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 19