คนมองหนัง

รวมรายชื่อหนังที่พูดถึงเหตุการณ์ “6 ตุลา” (แบบคร่าวๆ) และลำดับเวลาออกฉาย

(อัพเดตเนื้อหา ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2561)

1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยภาระหน้าที่การงานบางอย่าง ทำให้มีโอกาสได้นั่งทบทวนรายชื่อหนังไทย ที่พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ผมจึงเพิ่งตระหนักว่าหนังกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยเลย อีกทั้งยังได้พบข้อมูลที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน นั่นคือ ปี 2552 ถือเป็นปีที่มีการสร้างหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากที่สุด

ลองมาอ่านรายละเอียดกันครับ

รายชื่อหนังยาว-สั้นของไทยที่มีเนื้อหาหรือฉากหลังเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเรียงลำดับตามปีที่ออกฉาย

2529

%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“ช่างมันฉันไม่แคร์” โดย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล

หนังที่สร้างขึ้นคล้อยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพียงแค่สิบปี เล่าเรื่องของหญิงสาวแห่งวงการโฆษณา ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาผู้มีบาดแผลความทรงจำจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหนุ่มชนชั้นล่าง ที่เข้ามาทำงานเป็นผู้ชายขายตัวในเมืองหลวง

นอกจากนั้น หนังยังพูดถึง “คนเดือนตุลาฯ” ที่เปลี่ยนแปลงไป จากหนุ่มสาวผู้มีอุดมการณ์ปฏิวัติ มาสู่นักธุรกิจ-นักโฆษณาผู้ประสบความสำเร็จในระบบทุนนิยม

2534

%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7

“เวลาในขวดแก้ว” โดย ประยูร วงษ์ชื่น สร้างจากนิยายของประภัสสร เสวิกุล

มีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นบริบทสำคัญและฉากหลังของหนัง ที่เล่าเรื่องราวการเติบโต-เปลี่ยนผ่านของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง

2544

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“14 ตุลา สงครามประชาชน” (คนล่าจันทร์) โดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

จัดเป็น “หนังการเมือง” ที่ไม่ได้ใช้สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแค่บริบท

หนังเล่าเรื่องโดยตัดสลับระหว่างชัยชนะในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ กับการเข้าป่าและพ่ายแพ้ออกจากป่าของ “เสกสรรค์-จิระนันท์”

หนังจะมีฉากเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ ตรงๆ อยู่หนึ่งฉาก คือ ฉากที่คนในป่าฟังข่าวเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จากวิทยุ โดยบรรดาอดีตนักศึกษาจะแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนในเมือง แต่ตัวละครสมาชิกพคท. สายจีน กลับไปตกอกตกใจกับข่าวเจียงชิง-แก๊งสี่คนถูกโค่นล้ม

2546

%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99

หนังสั้น “อย่าลืมฉัน” โดย มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ที่ใช้ found footage ของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มานำเสนอแบบดิบๆ ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้น

2552

%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a1

“เชือดก่อนชิม” โดย ทิวา เมย์ไธสง เป็นหนังสยองขวัญ ที่ใช้เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นฉากหลัง/บริบท

ลิฟท์แดง

“ลิฟท์แดง” (ตอนหนึ่งของหนัง “มหาลัยสยองขวัญ”) โดย บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม

หนังสยองขวัญกึ่งการเมือง ที่ไม่เพียงนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มารับใช้เรื่องราวสยองขวัญดังเช่นกรณีของ “เชือดก่อนชิม” เท่านั้น แต่ยังเพิ่มองค์ประกอบเรื่องความสูญเสีย ความพลัดพราก ความโรแมนติกลงไป และคล้ายจะพยายามพูดถึงประเด็นการเมืองอย่างจริงจังมากกว่า

%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%99

“ฟ้าใสชื่นบาน” โดย เกริกชัย ใจมั่น และ นภาพร พูลเจริญ

เป็นหนังตลกล้อเลียนการต่อสู้ทางการเมือง ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่า มานำเสนอในแนวตลกไร้สาระบ้าบอแบบสุดๆ บนจอภาพยนตร์

october sonata

“October Sonata รักที่รอคอย” โดย สมเกียรติ วิทุรานิช

หนังการเมือง-โรแมนติก ดราม่า มีฉากหลังลากยาวตั้งแต่ยุคก่อน 14 ตุลาฯ จนถึงปลายทศวรรษ 2520 เมื่อปัญญาชนออกจากป่า

จุดเด่น คือ เป็นหนังที่พูดถึงวรรณกรรมการเมืองยุคคลาสสิคอย่างจริงจัง ผ่านการใช้นิยาย “สงครามชีวิต” ของ “ศรีบูรพา” มาเป็นหนังสือหลักที่เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของนางเอก (ซึ่งคล้ายจะได้รับอิทธิพลมาจากชีวิตจริงของ “ศรีดาวเรือง”)

นอกจากนั้น หนังยังมีประเด็นรายทางที่น่าสนใจอีกมากพอสมควร อาทิ การเทียบเคียงความพ่ายแพ้ของปัญญาชน กับการอยู่เป็นและการกลายสถานะเป็นผู้อุปถัมภ์บรรดาอดีตฝ่ายซ้ายตกยากของตัวละครนายทุนเชื้อสายจีน

เจ้านกกระจอก

“เจ้านกกระจอก” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องความสัมพันธ์อันบาดหมางมึนตึงระหว่างพ่อกับลูกในครอบครัวหนึ่ง มีฉากอุปมาเกี่ยวกับนกที่ปีกซ้ายถูกยิง หรือภาวะที่เด็กทารกจำเป็นต้องตัดสายสะดือแยกขาดจากผู้ให้กำเนิด

2553

%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4

“ลุงบุญมีระลึกชาติ” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องชายชราที่เคยฆ่า “คอมมิวนิสต์” ในยุคสงครามเย็น และลูกชายของเขาที่กลายร่างเป็น “ลิงป่า” ที่ออกจากป่ามาพบพ่อ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเดินทางไปสู่วาระสุดท้ายของชีวิต

2556

%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a7

“ยังบาว” โดย ยุทธกร สุขมุกตาภา

หนังที่เล่าถึงจุดกำเนิดของวงดนตรีคาราบาว (ตรงกับข้อเท็จจริงแค่ไหนเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

หนังใช้เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่าของปัญญาชนคนหนุ่มสาว มาเป็นบริบททางสังคมการเมืองที่สำคัญภายในเรื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อวิถีชีวิตของตัวละครหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แอ๊ด คาราบาว”

2559

ดาวคะนอง

“ดาวคะนอง” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ ที่พูดถึง “ความทรงจำที่กระจัดกระจายและสลับซับซ้อน” กรณี 6 ตุลาฯ

2560

พิราบ

“พิราบ” โดย ภาษิต พร้อมนำพล

หนังสั้นนักศึกษาในปี 2560 ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงแรงผลักดันและขั้นตอนหรือกระบวนการ “เข้าป่า” ของนักศึกษาหนุ่มรายหนึ่ง ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ภาพยนตร์สารคดี

2557

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87

“ความทรงจำ-ไร้เสียง” โดย ภัทรภร ภู่ทอง และ เสาวนีย์ สังขาระ

หนังสารคดีที่มุ่งสำรวจเสียงของ 2 ครอบครัว ซึ่งสูญเสียลูกไปในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

2559

ด้วยความนับถือ

“ด้วยความนับถือ” โดย ภัทรภร ภู่ทอง

หนังสารคดีที่จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาฯ

2560

สองพี่น้อง

“สองพี่น้อง” โดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม และภัทรภร ภู่ทอง

หนังไปสัมภาษณ์ครอบครัวของ “ชุมพร ทุมไมย” และ “วิชัย เกศศรีพงษา”  สองช่างไฟฟ้าที่ถูกฆาตกรรมแขวนคอก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

ภาพยนตร์ข่าว

2521

“[นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา]”

ภาพยนตร์ข่าวบันทึกเหตุการณ์ที่อดีตผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา จำนวน 19 คน อาทิ “สุธรรม แสงประทุม” “สุรชาติ บำรุงสุข” “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” “ธงชัย วินิจจะกูล” และ “วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” เดินทางเข้าพบ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ภายหลังได้รับการนิรโทษกรรม

มิวสิกวิดีโอ

2561

มิวสิกวีดีโอเพลง “ประเทศกูมี” โดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม

ผลงานเพลงแร็พการเมืองวิพากษ์สังคมไทยร่วมสมัย (ยุคปลาย คสช.) โดยกลุ่มศิลปิน “Rap Against Dictatorship” (RAD) ซึ่งออกเผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2561

เอ็มวีนี้ใช้ฉากหลังเป็นภาพจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และกำกับโดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ซึ่งเคยกำกับหนังสารคดี “สองพี่น้อง” ตลอดจนเคยเป็นผู้กำกับภาพของหนังเรื่อง “14 ตุลา สงครามประชาชน”

ภาพยนตร์ต่างประเทศ

2557

river

“River of Exploding Durians” หนังมาเลเซีย โดย เอ็ดมันด์ โหย่ว

หนังพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองของหนุ่มสาวมาเลเซีย โดยมีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะ “ประสบการณ์ร่วม” ของผู้คนแถบภูมิภาคนี้

ทำไมปี 2552 ถึงมีหนัง 6 ตุลาฯ เยอะสุด?

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลนี้ จะพบว่าในปี 2552 มีการผลิตหนังที่เกี่ยวข้อง/อ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากถึง 5 เรื่อง (หากรวม “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ในปี 2553 ด้วย ก็จะกลายเป็น 6 เรื่อง)

ถือว่ามากในแง่จำนวน ทั้งยังมีความหลากหลายทางเนื้อหา คือ มีตั้งแต่หนังสยองขวัญ หนังผี หนังตลก หนังโรแมนติก ดราม่า และหนังทดลองอิสระ ซึ่งสื่อสารประเด็นแหลมคมผ่านสัญลักษณ์ทางภาพยนตร์

น่าจะยังไม่เคยมีใครศึกษาอย่างจริงจังว่าทำไมช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีหนังว่าด้วย 6 ตุลาฯ ออกมามากมายและหลากหลายขนาดนั้น

อย่างไรก็ดี ตามสมมุติฐานเบื้องต้นของผม ช่วงเวลาระหว่างปี 2549-53 (ส่วนใหญ่ ภาพยนตร์จะใช้เวลาสร้าง 1-2 ปี หรือยาวนานกว่านั้นอยู่แล้ว) ถือเป็นภาวะ “ลักปิดลักเปิด” สำหรับสังคมการเมืองไทย

กล่าวคือ เป็นช่วงเวลาหลังรัฐประหารปี 2549 แต่บรรยากาศภายหลังการรัฐประหารกลับไม่ “ปิด” เสียทีเดียว (จนเกิดแนวคิดเรื่อง “รัฐประหารเสียของ” ตามมา)

มิหนำซ้ำ บรรยากาศปิดๆ เปิดๆ ที่ว่า ยังกระตุ้นเร้าให้ผู้คนจำนวนมากมีความตื่นตัวทางการเมือง จากกระแสเสื้อเหลืองก่อนรัฐประหาร มาสู่จุดกำเนิดของกลุ่ม นปก. นปช. หรือเสื้อแดง

น่าสนใจด้วยว่าความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาดังกล่าวยังไม่ตึงเครียด จนผู้คนถูกแบ่งออกเป็น “สองขั้ว” อย่างชัดเจน หรือรุนแรงหนักถึงขนาดล่าแม่มดกัน

นอกจากนี้ บรรยากาศทางความคิดก็ยังเปิดกว้างอยู่พอสมควร มีการถกเถียง/นำเสนอข้อมูลเรื่องการเมือง/ประวัติศาสตร์การเมืองในอินเตอร์เน็ต งานศิลปะต่างๆ กล้าพูดประเด็นการเมืองแรงๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น งานบทกวี หรือในส่วนวงการภาพยนตร์เอง ถ้าติดตามวงการหนังสั้นช่วงปี 2549-ต้นทศวรรษ 2550 เราก็จะพบว่ามีหนังการเมืองแรงๆ เกิดขึ้นไม่น้อย

แน่นอน ประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรช่วงปี 2475 ตลอดจนประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ซึ่งส่วนทางกับประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลัก ได้ถูกหยิบยืมมานำเสนอหรือดัดแปลงในผลงานศิลปะเหล่านี้ด้วย

ตามการประเมินคร่าวๆ ของผม กระแสทางวัฒนธรรมทำนองนี้จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2553-54

พอพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง จึงเริ่มมีการชะลอตัว แล้วเงียบเสียงลงไปอย่างชัดเจนหลังรัฐประหารปี 2557

ป.ล.

นี่เป็นการรวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นอย่างคร่าวๆ ถ้าใครมีรายชื่อ-เรื่องย่อหนังเพิ่มเติม ตลอดจนคิดสมมุติฐานอื่นๆ ได้ สามารถบอกกล่าว-แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

Advertisements
คนมองหนัง

“ลิฟท์แดง” : หนังว่าด้วยเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่ไปไกลกว่าเรื่องความรุนแรง

(ที่มา นิตยสารไบโอสโคป เมื่อหลายปีก่อน)

“ลิฟท์แดง” หนังสั้นตอนหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง “มหา’ลัยสยองขวัญ” ส่งผลให้ผู้กำกับคู่อย่าง บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม ได้รับรางวัลหน้าใหม่น่าจับตาประจำปี 2552 จากนิตยสารไบโอสโคปไปครอบครอง

หนังสั้นตอนนี้ไม่ได้มีความน่าสนใจอยู่ตรงการได้รับรางวัลดังกล่าวเพียงเท่านั้น แต่ประเด็นที่หนังนำเสนอก็มีความโดดเด่น จนอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นหนังไทยว่าด้วยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีประเด็นผิดแผกแต่น่าสนใจเป็นที่สุด

ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้ มีหนังไทยที่มีเนื้อหาหรือท้องเรื่องอ้างอิงอยู่กับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ‘โคลิค เด็กเห็นผี’ (พ.ศ.2549) และ ‘เชือดก่อนชิม’ (พ.ศ.2552) หรืออาจนับรวมถึง ‘อย่าลืมฉัน’ หนังสั้นรางวัลรัตน์ เปสตันยี ประจำปี 2546 ของ มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ด้วยก็ได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า หนังทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะหนังยาวแนวผี/สยองขวัญ หรือหนังสั้นการเมืองที่มีชั้นเชิงการเสียดสีอันคมคาย ล้วนพูด/อ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ โดยพยายามขับเน้นไปที่เหตุการณ์ความรุนแรงนองเลือดทั้งสิ้น (ทั้งที่เป็นภาพของเหตุการณ์สังหารหมู่อันโหดเหี้ยมซึ่งเกิดขึ้นจริง, ภาพจำลองของเหตุการณ์ดังกล่าว และภาพจินตนาการในเชิงอุปลักษณ์เปรียบเทียบ)

แม้มิอาจปฏิเสธได้ว่าภาพยนตร์เหล่านี้มีความกล้าหาญและคงช่วยกระตุ้นให้คนดูหันมาใส่ใจกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่หากพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่ง เราก็อาจจะได้พบกับคำถามบางประการที่ถูกโยนย้อนกลับมายังหนังกลุ่มนี้เช่นกัน

นักมานุษยวิทยาอย่าง ยุกติ มุกดาวิจิตร เคยตั้งคำถามชวนฉุกคิดไว้ในบทความ “’6 ตุลา’ สัญลักษณ์ของความรุนแรง ความรุนแรงของสัญลักษณ์” ในรัฐศาสตร์สาร ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 (2539) ซึ่งรวบรวมบทความจากงานสัมมนาวิชาการความรุนแรงในสังคมไทย ‘รำลึก 20 ปี 6 ตุลา’ ว่า หากพิจารณาให้ดีเราจะพบว่าประวัติศาสตร์นิพนธ์ของขบวนการนักศึกษาในกรณี 6 ตุลาฯ นั้น ก็พยายามนำเสนออย่างขับเน้นถึงภาพความรุนแรงน่าสะเทือนใจที่นักศึกษาและประชาชนส่วนหนึ่งเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งอาจถือเป็นการแสดงภาพประวัติศาสตร์ออกมาในรูปของการต่อสู้ที่รุนแรงและมีนัยยะทาง ‘ทหารนิยม’ ไม่ต่างอะไรกันกับลักษณะความรุนแรงที่ถูกนำเสนอในแบบเรียนประวัติศาสตร์กระแสหลัก

ยุกติเสนอว่า หากพิจารณาในแง่นี้ ประวัติศาสตร์นิพนธ์กรณี 6 ตุลาฯ ของขบวนการนักศึกษาจึงใช้อารมณ์ไม่น้อยกว่าเหตุผล ใช้ความรุนแรงในลักษณะหนึ่งพอๆ กับปฏิเสธความรุนแรง และมีตรรกะบางอย่างคล้ายๆ ชาตินิยมโดยรัฐ แม้การพยายามนำเสนอความรุนแรงในประวัติศาสตร์นิพนธ์ฉบับนี้อาจกำลังสะท้อนถึงปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างอยู่ก็ตาม

คำถามของยุกติอาจเป็นคำถามที่หนังไทยซึ่งนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หลายต่อเรื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาไม่สามารถมอบคำตอบให้ได้เช่นกัน (ยกเว้นในกรณีของ ‘ฟ้าใส ใจชื่นบาน’ ที่นำเรื่อง 6 ตุลาฯ มายำเล่นอย่างสนุกสนานจนเฮฮาไร้สาระไปเลย ทว่าหนังเรื่องนั้นก็มีนัยยะแห่งความรุนแรงซ่อนแฝงอยู่ไม่น้อย)

แต่สำหรับ ‘ลิฟท์แดง’ แล้ว หนังสั้นตอนนี้กลับไม่ได้พูดถึงเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ผ่านการกระหน่ำภาพความรุนแรงเข้าใส่คนดู ทว่าเนื้อหาของหนังกลับพยายามตั้งคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่ดูเหมือนจะไปไกลกว่าการมุ่งขับเน้นไปที่เหตุการณ์นองเลือดอันน่าหวาดกลัวและเศร้าสะเทือนใจ

ลิฟท์แดงตั้งคำถามอย่างน่าสนใจว่า หาก ‘หลานสาว’ ของ ‘ฆาตกรตัวจริง’ ผู้อยู่เบื้องหลังการสั่งสังหารนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้เข้ามาเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วต้องมาเจอกับ ‘ผี’ นักศึกษาที่ถูกฆ่าในช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เรื่องราวดังกล่าวจะคลี่คลายไปในลักษณะเช่นไร

ในหนังสั้นแนวสยองขวัญเรื่องนี้ ผีนักศึกษาผู้ชายรุ่นพี่ได้คอยเดินติดตาม ‘หลานสาวของฆาตกรตัวจริง’ ไปในแทบทุกหนแห่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ขณะเดียวกัน นางเอกของเรื่องก็ยังต้องถูกนักศึกษารุ่นพี่คนหนึ่งคอยติดตามทวงถามความรับผิดชอบจาก ‘ปู่’ ของเธอด้วยอารมณ์อันดุเดือดรุนแรง (ไม่แตกต่างอะไรจากลักษณะของประวัติศาสตร์นิพนธ์ฉบับขบวนการนักศึกษาที่ถูกยุกติตั้งคำถาม/วิพากษ์)

นางเอกของ ‘ลิฟท์แดง’ พยายามยืนกรานตอบโต้รุ่นพี่กลับไปอย่างรุนแรงเช่นกันว่า ปู่ของเธอไม่ได้กระทำความผิด, เรื่องในอดีตเป็นเพียงเรื่องของความแตกต่างทางอุดมการณ์ เรื่อยไปจนถึงการตั้งคำถามว่า นักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นั้นทำทุกอย่างถูกต้องทั้งหมดจริงหรือ

แล้วอารมณ์ของหนังก็ผันเปลี่ยนแปร เมื่อเธอมีโอกาสเข้าไปในลิฟท์แดง

ฉากที่หลายคนอาจคาดหวังกันว่าจะมีเหตุการณ์สุดสยองขวัญเกิดขึ้นภายในลิฟท์แดงนั้น กลับไม่ได้มีความรุนแรงโชกเลือดเกิดขึ้นมากนัก และมันอาจมีความรุนแรงน้อยกว่าการปะทะคารมระหว่างนางเอกกับรุ่นพี่นักศึกษาภายนอกลิฟท์ด้วยซ้ำไป

แต่สิ่งที่ ‘หลานสาวของฆาตกรตัวจริงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ’ ได้ประจักษ์ในลิฟท์ผีสิงก็คือ อารมณ์ความรู้สึกของนักศึกษาที่ต้องพลัดพรากตายจากกันไปในเหตุการณ์การสังหารหมู่ทางการเมืองอันโหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย เพราะแท้จริงแล้ว ผีนักศึกษาผู้ชายรุ่นพี่ที่คอยติดตามเธอไปแทบทุกหนแห่งในมหาวิทยาลัยนั้น ก็คือดวงวิญญาณที่ยังเฝ้ารอคอยผีนักศึกษาหญิงคนรักของตนเองที่ถูกสังหารอยู่ภายในลิฟท์แดง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เช่นกัน

ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ใน ‘ลิฟท์แดง’ จึงอาจเป็นเรื่องราวของความรู้สึกแห่งการพลัดพรากสูญเสียมากยิ่งกว่าเรื่องความรุนแรงนองเลือด

สิ่งที่ ‘หลานสาวของฆาตกรตัวจริงในกรณี 6 ตุลาฯ’ ต้องร่วมรับผิดชอบ (แม้ว่าเธออาจจะเกิดไม่ทันและไม่รู้เรื่องที่ปู่ของตนเองกระทำ) ก็คือ การเข้าไปมีส่วนร่วมทำความเข้าใจถึงความรู้สึกพลัดพรากสูญเสีย และการพยายามหาหนทางให้วิญญาณ 2 ดวงที่พลัดพรากจากกันในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้หวนกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่การเข้าไปมีส่วนร่วมในการตอกย้ำภาพความโหดร้ายรุนแรงในอดีตทั้งจากมุมมองของฝ่ายผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ

การรำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในหนังสั้นสยองขวัญเรื่องนี้ จึงไม่ได้มีจุดมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่การตอกย้ำความรุนแรง แต่เป็นการพยายามนำพาตัวละครผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฆาตกรตัวจริง (รวมทั้งผู้ดูหนัง ที่ปู่ย่าตายาย, พ่อแม่ ตลอดจนลุงป้าน้าอาของหลายๆ คน ก็อาจเคยสนับสนุนการก่อความรุนแรงเมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมมาแล้ว) ไปทำความเข้าใจในอารมณ์ความรู้สึกของผู้ได้รับผล กระทบจากการใช้ความรุนแรงดังกล่าว ด้วยเรื่องราวที่ไม่จำเป็นต้องมีการผลิตซ้ำภาพเหตุการณ์อันโชกเลือดอย่างมากมายแต่อย่างใด

เพียงแค่นี้ก็เป็นเหตุผลมากเพียงพอแล้วที่จะบ่งชี้ถึงคุณค่าของ ‘ลิฟท์แดง’

โดยไม่จำเป็นต้องมีภาพทหารยิงนักศึกษา (ในเหตุการณ์จริงคือ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มและตำรวจตระเวนชายแดน เป็นผู้ปฏิบัติการลงมือยิง) ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์มีมติให้ตัดฉากดังกล่าวออกไป รวมทั้งภาพ ‘หลานสาวฆาตกรตัวจริงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ’ ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนจนเสียชีวิตโดยมีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นฉากหลัง (ซึ่งในด้านหนึ่งก็อาจมีความสำคัญเพราะเป็นเงื่อนไขที่เปิดโอกาสให้นางเอกสามารถสานต่อภารกิจของตนเองจนเสร็จสิ้น ขณะเดียวกันการที่เธอได้กลายเป็น ‘ผี’ จนมีสถานะไม่แตกต่างจากผีนักศึกษารุ่นพี่ ก็ส่งผลให้ ‘การให้อภัย’ ระหว่างผู้ถูกกระทำและฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำมีความเป็นไปได้มากขึ้น) ถูกนำมาเรียงร้อยใส่ในภาพยนตร์แต่อย่างใด

เนื่องเพราะปัจจัยเหล่านั้นอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญสูงสุดของหนังสั้นสยองขวัญที่น่าชมเชยเรื่องนี้