ข่าวบันเทิง

“พันท้ายนรสิงห์” อีกหนึ่งหนัง/ละครที่มาก่อนกาล ท่ามกลางกระแสฮิต “บุพเพสันนิวาส”

ภาวะฮิตระเบิดของ “บุพเพสันนิวาส” ทำให้หลายคนพยายามเปรียบเทียบละครทีวีเรื่องนี้กับ “ศรีอโยธยา” ซีรีส์เล่าเรื่องราวยุคเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 โดย “หม่อมน้อย” ของช่องทรูฯ หรือหนังใหญ่เมื่อ 14 ปีก่อนอย่าง “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า”

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งผลงานบันเทิงที่มีความสอดคล้องใกล้เคียงกับ “บุพเพสันนิวาส” มากๆ คือ “พันท้ายนรสิงห์” ของ “ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล” หรือ “ท่านมุ้ย”

แรกเริ่มเดิมที โปรเจ็กท์นี้ถูกผลิตเป็น “ภาพยนตร์โทรทัศน์” เพื่อป้อนช่อง 3 แต่กลับโดนดองอย่างยาวนาน และมีข่าวว่าอาจจะถูกเผยแพร่ในฐานะละครเย็นแทน

ท่านมุ้ยและพร้อมมิตร ภาพยนตร์ จึงเปลี่ยนแผน ตัดภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องนี้ให้สั้นลง จนกลายเป็น “ภาพยนตร์ฉายโรง” ในปี 2558

ก่อนจะนำภาพยนตร์โทรทัศน์ความยาว 19 ตอน มาแพร่ภาพทางช่องเวิร์กพอยต์ ณ ปี 2559

โดย “พันท้ายนรสิงห์” ทั้งสองฉบับ ไม่ได้ประสบความสำเร็จเรื่องรายได้หรือเรตติ้งมากมายนัก (ดูรายละเอียดเรตติ้งของละคร “พันท้ายนรสิงห์” ที่นี่)

อย่างไรก็ดี ใช่ว่า “พันท้ายนรสิงห์” ของท่านมุ้ยจะไม่มีจุดเด่นอยู่เลย

จุดน่าสนใจมากๆ ของภาพยนตร์โทรทัศน์/ฉายโรงเรื่องนี้ ก็คือ การใส่เนื้อหาว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมืองช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์และต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวงลงไปในเรื่องราวอย่างเข้มข้นจริงจัง

โดยเฉพาะในประเด็นการเมืองสมัยพระนารายณ์นั้น นี่อาจนับเป็นสื่อบันเทิงไทยเรื่องแรกสุดที่นำเสนอประเด็นดังกล่าวเลยด้วยซ้ำ (ก่อนการมาถึงของ “บุพเพสันนิวาส”)

หลวงสรศักดิ์ต่อยฟอลคอน
ฉากหลวงสรศักดิ์ต่อยฟอลคอนใน “พันท้ายนรสิงห์”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีตัวละครหลายรายใน “พันท้ายนรสิงห์” ที่ซ้อนทับกับตัวละครใน “บุพเพสันนิวาส”

เช่นเดียวกับนักแสดงบางคนที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์/ละครสองเรื่องนี้ โดยรับบทบาทต่างกัน

ได้แก่

พระนารายณ์ พันท้าย

สมเด็จพระนารายณ์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สุเชาว์ พงษ์วิไล

พระปีย์

พระปีย์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย ไชยา มิตรชัย

สองเจ้าฟ้า

เจ้าฟ้าศรีสุพรรณ (พระขนิษฐาในสมเด็จพระนารายณ์) – เจ้าฟ้าสุดาวดี (พระธิดาในสมเด็จพระนารายณ์) รับบทโดย ธัญญา วชิรบรรจง และพิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์

(ในบุพเพสันนิวาสมีตัวละครสตรีสูงศักดิ์ปริศนารับบทโดย เจนจิรา จันทรศร ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าฟ้าหนึ่งในสองพระองค์นี้)

พระเพทราชา พันท้าย

พระเพทราชา ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สมภพ เบญจาธิกุล

หลวงสรศักดิ์ พันท้าย

หลวงสรศักดิ์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย พันเอกวันชนะ สวัสดี (ผู้พันเบิร์ด)

ฟอลคอน พันท้าย

ฟอลคอน ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สเตฟาน เดอร์ ฌานาจ

พระยาราชสงคราม

นิรุตติ์ ศิริจรรยา ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น ออกญาโหราธิบดี ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็นตัวร้ายชื่อ พระยาราชสงคราม

หลวงกำแหง

ปราปต์ปฎล สุวรรณบาง ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น สมเด็จพระนารายณ์ ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็น หลวงกำแหง ลูกน้องพระยาราชสงคราม

พระเจ้าอังวะ

สุรศักดิ์ ชัยอรรถ ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น ออกญาโกษาธิบดี (เหล็ก) ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็น พระเจ้าสิริสุธรรมราชา พระเจ้าอังวะ

ติดตามชมภาพยนตร์โทรทัศน์ “พันท้ายนรสิงห์” เวอร์ชั่น 19 ตอน ได้ในเพลย์ลิสต์ด้านล่าง ใครสนใจประเด็นการเมืองปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์และต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง ขอแนะนำให้ดู ตอนที่ 1 และ 18

Advertisements
ข่าวบันเทิง, คนมองหนัง

“รอน บรรจงสร้าง” เตรียมประทับมือบนลานดารา 19 มี.ค.นี้

รอน 1

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคมนี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ขอเชิญทุกท่าน มาร่วมเป็นสักขีพยานกับ “รอน บรรจงสร้าง” ที่จะเดินทางมาประทับรอยมือรอยเท้าบนลานดารา เป็นดาวดวงที่ 165 เพื่อให้เป็นอมตนุสรณ์ในฐานะนักแสดงภาพยนตร์คนสำคัญ และร่วมบอกเล่าประสบการณ์การทำงานในวงการภาพยนตร์ ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

โดยจะมีการฉายผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของรอน คือ “สะพานรักสารสิน” (2530) ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ทั้งนี้ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรมแต่อย่างใด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 482 2013-14 ต่อ 111 หรือเว็บไซต์ หอภาพยนตร์.com

ประวัติและผลงานการแสดงภาพยนตร์ของ รอน บรรจงสร้าง

รอน 2

รอน บรรจงสร้าง มีชื่อจริงว่า ถิรยุทธ ตันติพิพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๗ ในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นนายทหาร ซึ่งเป็นแบบอย่างให้เขาคิดฝันอยากเจริญรอยตาม แต่เมื่อไม่สมหวัง เขาได้หันเหไปเรียนแผนกไฟฟ้าที่โรงเรียนช่างกล ขส.ทบ. ในระดับ ปวช. และเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวะศึกษา วิทยาเขตเทคนิคนนทบุรี จนจบระดับ ปวส. ตามลำดับ รวมทั้งเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการถ่ายแบบลงนิตยสารและมีผลงานแสดงมิวสิกวิดีโอ

ในระหว่างที่กำลังวางแผนเรียนต่อระดับปริญญาตรี รูปลักษณ์ของนายแบบหนุ่มคนนี้ได้ไปเตะตา เปี๊ยก โปสเตอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ผู้มีชื่อในเรื่องการปั้นนักแสดงหน้าใหม่ จึงทาบทามให้เขามารับบทพระเอกประกบคู่กับนางเอกชื่อดัง จินตหรา สุขพัฒน์ ในภาพยนตร์เรื่อง สะพานรักสารสิน ซึ่งดัดแปลงมาจากโศกนาฏกรรมในชีวิตจริงของคู่รักหนุ่มสาวชาวภูเก็ตที่ถูกกีดกันเรื่องความรัก จนตัดสินใจกระโดดจากสะพานสารสินลงทะเลเพื่อฆ่าตัวตายด้วยกัน และกลายเป็นข่าวโด่งดังในอดีต

สะพานรักสารสิน ออกฉายในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ความโด่งดังของภาพยนตร์เป็นจุดเริ่มต้นให้พระเอกหน้าใหม่ที่ใช้ชื่อในการแสดงว่า “รอน บรรจงสร้าง” เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนอย่างรวดเร็ว และเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาเข้ามาสู่วงการมายาอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐ เขามีผลงานการแสดงภาพยนตร์ในบทบาทที่หลากหลายออกมามากมายร่วม ๒๐ เรื่อง เช่น กลิ่นสีและกาวแป้ง (๒๕๓๑) เพชรลุยเพลิง (๒๕๓๑) มีหัวใจไว้บอกรัก (๒๕๓๑) กลิ่นสี 2 ตอน จีบสาวจิ๊จ๊ะ (๒๕๓๒) เรือนแพ (๒๕๓๒) กองร้อยสบาย สบาย (๒๕๓๒) วิวาห์พาฝัน (๒๕๓๓) กามเทพท่าจะบ๊องส์ (๒๕๓๓) แรงรักแรงพยาบาท (๒๕๓๕) แม่นาคพระโขนง (๒๕๓๗) ฯลฯ

นอกจากภาพยนตร์ เขายังมีผลงานละครโทรทัศน์อีกจำนวนมาก และเคยคว้ารางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขานักแสดงสนับสนุนชายดีเด่นมาครองได้ถึง ๒ ครั้ง นับเป็นหนึ่งในดารายอดนิยมที่ได้รับการยอมรับในฝีมือการแสดงและอยู่ในวงการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ผลงานภาพยนตร์ในระยะหลังของ รอน บรรจงสร้าง ได้แก่ ยุวชนทหาร เปิดเทอมไปรบ (๒๕๔๓) โรงแรมผี (๒๕๔๕) ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (๒๕๕๐) และ 2538 อัลเทอร์มาจีบ (๒๕๕๘) แม้จะเริ่มมีบทบาททางจอเงินน้อยลง แต่ รอน บรรจงสร้าง ยังคงมีผลงานทางจอแก้วออกมาให้เห็นอย่างสม่ำเสมอในปัจจุบัน นอกจากนี้ เขายังได้ผันตัวมาเป็นผู้กำกับและผู้จัดละครโทรทัศน์ ร่วมกับ ปรารถนา สัชฌุกร คู่ชีวิตซึ่งเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงเช่นเดียวกัน

หมายเหตุ โดย คนมองหนัง

หากพูดถึงรอน บรรจงสร้าง ผมมักนึกถึงละครโทรทัศน์อิงประวัติศาสตร์ที่เขามีบทบาทร่วมแสดงเมื่อปี 2531 เรื่อง “สงครามเก้าทัพ”

ละครเรื่องนั้น ที่กำกับโดย วรยุทธ พิชัยศรทัต มีส่วนก่อรูปความคิดให้คนดูอย่างผมตระหนักว่า หนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะ “เอียงขวา” สักเพียงไร ก็สามารถมีความสนุกได้อยู่ ตราบใด ที่มันยังมุ่งนำเสนอชีวิตชีวาของเหล่าตัวละคร ผู้เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญ

โอกาสนี้ จึงขอนำเอาเนื้อหาบางส่วน จากบทความที่ผมเคยเขียนถึงละครเรื่อง “สงครามเก้าทัพ” ลงในนิตยสารไบโอสโคป เมื่อปี 2552 มาเผยแพร่อีกครั้ง เพื่อเป็นเกียรติแก่รอน

—–

รอน

สงครามเก้าทัพอาจมีจุดหมายสำคัญในการเชิดชูเจ้านาย เพื่อให้คนดูเกิดความรู้สึกจงรักภักดีต่อบุรพกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในยุคก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม ละครเรื่องนี้ยังพูดถึงชีวิตของตัวละครไพร่กลุ่มหนึ่งอย่างคู่ขนานกับชีวิตของบรรดาเจ้านายไปตลอดทั้งเรื่อง ไพร่ที่มีชีวิตจิตใจ มีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนได้รับการบาดเจ็บล้มตายจากสงคราม

และหากมองจากมุมของไพร่ พระเอกของสงครามเก้าทัพก็คือตัวละครชื่อ “ไอ้สุก” (รอน บรรจงสร้าง)

ไอ้สุกเป็นคนรับใช้ประจำวังหน้า เขาเป็นหนุ่มเจ้าสำราญชอบเล่นเพลงเรือ อ่อนแอ ขี้ขลาด ไม่อยากเป็นนักรบ สุกไปหลงรัก “อีพะยอม” นางกำนัลของวังหลัง แต่พะยอมแสดงอาการดูแคลนและท้าทายให้สุกไปออกรบอย่างชายชาตรี ไอ้สุกจึงตัดสินใจออกศึกเพื่อหวังทำความดีความชอบและนำยศฐาบรรดาศักดิ์มาเอาชนะใจเธอ

กว่าสุกจะตัดสินใจร่วมรบ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเจ้านายของเขาก็ยกทัพไปรบกับอังวะที่ลาดหญ้าแล้ว เขาจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกับกองทัพของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข เพื่อขึ้นไปรบกับตองอูที่หัวเมืองเหนือ แต่ไอ้สุกอ่อนแอเกินไปจนไม่สามารถผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นทหารประจำทัพวังหลัง

ทว่าสุดท้ายแล้วสุกก็ได้เข้าร่วมกับกองโจรของพระองค์เจ้าขุนเณร ซึ่งมีหน้าที่ดักปล้นเสบียงและสรรพาวุธของกองทัพอังวะในป่าแถบกาญจนบุรี

เมื่อผ่านการสู้รบและได้พบเห็นเพื่อนสนิทบาดเจ็บล้มตายไปต่อหน้า ไอ้สุกก็มีจิตใจและร่างกายที่เข้มแข็งขึ้นจนกลายเป็นทหารกล้ามีฝีมือ กระทั่งได้เข้าร่วมในกองทัพวังหน้าซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่ลาดหญ้า รวมทั้งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหมู่

หลังจากทัพวังหน้าได้ชัยชนะที่ลาดหญ้า เหล่าทหารก็เดินทางกลับมาที่กรุงเทพฯ แต่แล้วนายทหารคนหนึ่งคือ “พันเทพฤทธิ์” กลับถูกนักเลงจีนรุมฆ่า ขณะเข้าไปเล่นพนันที่บ่อนแถวสำเพ็ง ไอ้สุกจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “พันเทพฤทธิ์” แทน

แม้ยศฐาบรรดาศักดิ์ของเขาจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วสมใจปรารถนา แต่สุกกลับผิดหวังในความรัก เมื่อพะยอมถูกหลวงศรีสมบัติ ข้าราชการเชื้อสายจีน หัวหน้านักเลงสำเพ็ง และหลานชายของพระยาราชาเศรษฐี มารับตัวไปเป็นนางละครประจำคณะละคร ทั้งยังหวังจะได้เธอเป็นเมีย

ในเบื้องต้น ภาพลักษณ์ของหลวงศรีสมบัติ พระยาราชาเศรษฐี ตลอดจนบรรดานักเลงสำเพ็ง ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนจีนที่กักขฬะหยาบคาย เข่นฆ่าทหารไทยที่ออกรบเพื่อ “ชาติ” และเอาแต่ค้าขายหาประโยชน์ใส่ตัว

ยิ่งกว่านั้น เมื่ออีพะยอมไม่ยอมเป็นเมียของหลวงศรีสมบัติ เธอจึงหนีกลับมาหาพระชายาของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขที่วังหลังขณะที่เจ้าของวังไปออกรบที่เมืองเหนือ พระยาราชาเศรษฐีก็ถึงกับพานักเลงมาล้อมวังเพื่อบีบคั้นเอาตัวพะยอมกลับคืน

จนตัวละครเจ้านายบางคน เช่น พระชายาของวังหลังและกรมหลวงจักรเจษฎา เคยพูดเอาไว้ว่าเมื่อเสร็จศึกพม่าแล้วก็เห็นจะต้องกลับมากวาดล้างพวกนักเลงจีนที่สำเพ็ง เช่นกันกับกรมพระราชวังหลังที่กล่าวว่าระบบระเบียบของกรุงรัตนโกสินทร์นั้นยังไม่เรียบร้อย เพราะคนยังละเลยในขนบธรรมเนียมเก่าๆ จนไม่เคารพเจ้านายอย่างแต่ก่อน

ไอ้สุกได้ออกศึกอีกครั้งกับทัพหลวงที่นำโดยรัชกาลที่ 1 กรมหลวงจักรเจษฎา และกรมหลวงเทพหริรักษ์ ซึ่งยกขึ้นไปช่วยทัพของวังหลังที่หัวเมืองเหนือ เช่นเดียวกับหลวงศรีสมบัติที่นำทหารจีนอาสาไปร่วมรบในศึกครั้งนี้ด้วย สุกกับหลวงศรีฯ เกลียดขี้หน้ากัน เพราะความขัดแย้งกรณีการตายของพันเทพฤทธิ์คนเก่าและเรื่องอีพะยอม (หลวงศรีฯ ไม่ทราบว่าสุกรักพะยอม ทว่าสุกรู้ว่าหลวงศรีฯ มาเอาตัวพะยอมไป)

แต่เจ้านายที่นำทัพก็ตัดสินใจมอบหมายให้ทั้งสองไปสอดแนมกองทัพตองอูร่วมกัน แม้ในช่วงแรกขุนนางจีนจะพยายามหักหลังทหารไทย ทว่าเมื่อพม่าคือศัตรูหลัก ทั้งจีนและไทยจึงร่วมแรงร่วมใจกันจัดการพม่า กระทั่งสามารถนำข่าวศึกมาแจ้งแก่กองทัพไทยจนเป็นฝ่ายรบชนะ ส่งผลให้ไอ้สุกและหลวงศรีสมบัติต่างรู้สึกเคารพนับถือซึ่งกันและกันในที่สุด

นับจากนั้นเป็นต้นมา หลวงศรีสมบัติก็กลายเป็นคนดี เป็นเพื่อนรักของไอ้สุก ไม่กดขี่ข่มเหงอีพะยอม และขับไล่นักเลงลูกน้องที่เกเรออกไป ดังนั้นตัวละครขุนนางจีนที่ดูเหมือนจะมีแต่ความร้ายกาจในตอนต้น จึงสามารถเข้ามามีตำแหน่งแห่งที่อยู่ใน “ชุมชนชาติไทย” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

เมื่อเสร็จศึกที่หัวเมืองเหนือ ไอ้สุกได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหมื่นพิชิตสงคราม ส่วนหลวงศรีสมบัติได้เลื่อนเป็นพระศรีสมบัติ อย่างไรก็ตาม ไอ้สุกกลับต้องตรอมใจในความรักหนักขึ้น เพราะอีพะยอมตัดสินใจลอบหนีออกจากวังหลังในคราวที่พระยาราชาเศรษฐีนำนักเลงมาล้อมวัง แต่เธอกลับไปเจอกับพระศรีสมบัติเข้าโดยบังเอิญ จนถูกรับตัวกลับไปยังคณะละครของขุนนางจีนอีกครั้ง

ไอ้สุกจึงเข้าไปกินเหล้าเมาอาละวาดในเขตวังหลัง จนเผลอแสดงกริยาไม่ดีต่อหน้ากรมพระราชวังบวรสถานพิมุข กระทั่งถูกลงโทษจับเข้าคุก จริงๆ แล้วกรมพระราชวังหลังรวมทั้งพระชายาของวังหน้าพร้อมจะอภัยโทษและให้สุกกลับมารับราชการตามเดิม แต่เขากลับรู้สึกสำนึกผิดและต้องการพิสูจน์ว่าตนเองไปรบเพื่อ “ชาติ” ไม่ใช่เพราะหวังจะได้ยศฐาบรรดาศักดิ์มาเอาชนะใจหญิงสาวอย่างที่ปรารถนาในตอนต้น

เมื่อคิดเช่นนั้นไอ้สุกจึงตัดสินใจหันหลังให้กับการรับราชการเป็นทหาร และกลับไปเป็นไพร่รับใช้ประจำวังหน้าตามเดิม

แต่ไอ้สุกก็ได้ออกรบอีกครั้งในตอนจบของละคร เมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยกทัพไปรบกับพม่าที่สามสบและเขาได้ติดตามไปรับใช้พระองค์ด้วย

ครั้นทัพไทยจวนพลาดท่าเสียที สุกก็ตัดสินใจวิ่งฝ่ากระสุนปืนเพื่อนำเอาดินปืนไประเบิดประตูค่ายอันแข็งแกร่งของอังวะ จนสามารถนำชัยชนะเด็ดขาดมาสู่กองทัพไทย นอกจากนี้เมื่อกลับมากรุงเทพฯ เขายังได้ครองรักกับอีพะยอมที่ได้รับอิสระจากพระศรีสมบัติเช่นกัน

ชีวิตของไอ้สุกและอีพะยอมจึงมีขึ้นลง มีดีเลว มีถูกผิด และมีแง่มุมด้านอื่นๆ นอกเหนือไปจากการทำทุกอย่างเพื่อบ้านเมืองหรือการออกรบกับอริราชศัตรูเพียงเท่านั้น

มิหนำซ้ำ ท้ายที่สุดแล้วไพร่อย่างสุกก็กลายเป็นวีรบุรุษสงคราม โดยไม่ต้องมีสถานะเป็นเจ้านายหรือเป็นทหารมียศศักดิ์แต่อย่างใด ราวกับจะเป็นการบอกว่าไพร่ก็มีส่วนสำคัญในการสร้าง “ชาติ” ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าชนชั้นนำ

แม้สงครามเก้าทัพจะมีสถานะเป็นละครเทิดพระเกียรติโดยมีกองทัพบกเป็นผู้ให้การสนับสนุน ทว่าประเด็นชีวิตไพร่ที่แฝงในละครก็ชวนให้นึกถึงนวนิยายของนักเขียนฝ่ายซ้ายอย่าง “คนดีศรีอยุธยา” ของเสนีย์ เสาวพงศ์ หรือ “ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข” ของสุภา ศิริมานนท์ (แน่นอน ว่ารวมถึงบทประพันธ์ต่างๆ ของหลวงวิจิตรวาทการด้วย) อยู่ไม่น้อย