คนมองหนัง

บันทึกถึง “กรงกรรม” (2): ก่อนอวสาน

หนึ่ง

กรงกรรม 1

ในบันทึกชิ้นก่อนหน้านี้ เคยตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะเด่นเชิง “พื้นที่” ซึ่งปรากฏในละครเรื่อง “กรงกรรม”

นั่นคือ เครือข่ายของจักรวาลน้อยๆ ที่มีศูนย์กลางอยู่ ณ “บ้านแบ้” ในตลาดชุมแสง ซึ่งมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผู้คนในอีกหลายๆ ตำบลของอำเภอชุมแสง ตลอดจนอำเภออื่นๆ ร่วมจังหวัดนครสวรรค์

ถ้าเปรียบคนเขียนนิยาย คนเขียนบทละครโทรทัศน์ ผู้กำกับ หรือกระทั่งคนดู เป็นเหมือน “นักมานุษยวิทยา” ที่เดินทางไปทำงานภาคสนามเพื่อศึกษาชีวิตของ “คนบ้านแบ้”

“สนาม” ที่พวกเขาศึกษา ก็มิใช่หมู่บ้านชนบทอันห่างไกล เดี่ยวๆ โดดๆ หากเป็นโครงข่ายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในหลายๆ พื้นที่

แต่ยิ่งละครดำเนินไป อีกมิติหนึ่งที่เริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นมาคู่ขนานกัน ก็คือ มิติเรื่อง “เวลา”

น่าสนใจว่า เอาเข้าจริงเหตุการณ์/ชะตากรรมของ “คนบ้านแบ้” ที่ผกผันไปอย่างเข้มข้นนั้น ไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบเวลาหนึ่งปี ระหว่าง พ.ศ.2510-2511 เท่านั้นเอง (และกลายเป็นว่า “ช่วงชีวิต” ของเหล่าตัวละคร จะถูกถ่างขยายออกไปให้กว้างไกลขึ้นในตอนอวสาน)

การสัมผัสกับชีวิตและโลกของ “คนอื่น” ประมาณหนึ่งปี ก็ไม่ต่างอะไรกับช่วงเวลาทำงานภาคสนามโดยปกติของ “นักมานุษยวิทยา” (อีกแล้ว)

ด้วยเหตุนี้ สิ่งพึงระวัง ไม่ว่าเราจะบริโภคละคร นิยาย หรือกระทั่งงานชาติพันธุ์นิพนธ์ของนักวิชาการอยู่ ก็คือ เราอาจหลงเชื่อได้ง่ายๆ ว่า พลวัต ความเปลี่ยนแปลง-เปลี่ยนผ่าน การคลี่คลายตัวตน การเติบโตเรียนรู้ การเริ่มต้นชีวิตใหม่ การถือกำเนิดของอีกหลายชีวิต และความตายของบางชีวิต นั้นเป็นภาพรวมชิ้นสมบูรณ์ที่ช่วยให้เราเข้าใจ “จักรวาลบ้านแบ้” อย่างถ่องแท้กระจ่างแจ้งในทุกแง่มุม

ทั้งที่ในความเป็นจริง เราเพียงได้สัมผัสกับช่วงชีวิตสั้นๆ ในระยะแค่ 1 ปีของ “คนบ้านแบ้” และบรรดาเพื่อนมนุษย์รายรอบพวกเขา (บวกด้วยบทสรุปที่ตัดข้ามช่วงเวลาอีกนิดหน่อย)

สอง

กรงกรรม 2

“กรงกรรม” อาจพูดถึงสังคมชนบท/ต่างจังหวัดไทยก่อนจะเข้าสู่ “ภาวะสมัยใหม่” เต็มตัว ทั้งด้วยการแผ่อิทธิพลของจักรวรรดิอเมริกันในยุคสงครามเย็น และโอกาสที่สะดวกง่ายดายขึ้นในการเชื่อมโยงกับศูนย์กลางประเทศที่กรุงเทพฯ

แต่ท่ามกลางความคืบหน้าและพุ่งทะยานดังกล่าว กลับไม่มีตัวละครหลักรายไหนที่แลดู “สูงส่ง” กว่าตัวละครรายอื่นๆ หรือพูดง่ายๆ ว่าตัวละครหลักใน “กรงกรรม” ล้วนมี “ความเท่าเทียม” กันอย่างน่าทึ่ง (และชวนตั้งคำถามในบางแง่)

เหล่าตัวละครหลักนั้นมีภูมิหลังทางการศึกษาที่เหลื่อมล้ำกันแน่ๆ ก่อนเกณฑ์ทหาร “อาไช้” เรียนจบ ป.4 “อาตง” กับ “อาซา” ตลอดจนบรรดาตัวละครรุ่นพ่อแม่หรือ “เรณู” ก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก

ใน “บ้านแบ้” อาจมีแค่ “อาสี่” คนเดียว ซึ่งได้ร่ำเรียนสูงถึงระดับช่างกลที่อำเภอเมือง คล้ายกับ “วรรณา” หรือ “พิไล” ที่มีการศึกษาสูงกว่าชาวบ้านธรรมทั่วไป โดยคนแรกได้เรียนวิชาชีพตัดเสื้อ ส่วนคนหลังจบชั้นมัธยมปลาย หรือ ม.ศ.5

ไม่นับรวม “คนนอก” อย่าง “ปลัดจินกร” ที่ต้องจบปริญญาตรี (ไม่สิงห์ดำก็คงสิงห์แดง)

ทว่าแม้การศึกษาจะไม่เท่ากัน แต่ทั้งหมดกลับมีชีวิตที่ทั้งดีงามและย่ำแย่ในบ่วงแห่งความรัก โลภ โกรธ หลง หรือกิเลสตัณหาของมนุษย์ ไม่ต่างกัน

แม้หลายคนอาจรู้สึกว่าการอธิบายความแบบนี้จะเป็นการใช้ศาสนาอย่างง่าย เชย และใหญ่โตเกินไป แต่ก็ต้องยอมรับ “ความเท่าเทียม” ของเหล่าตัวละครใน “กรงกรรม” เกิดจากองค์ประกอบดังกล่าวจริงๆ

นอกจากนั้น “ไสยศาสตร์” ก็เป็นอีกหนึ่งพลัง ที่ช่วยปรับเปลี่ยนดุลยภาพทางอำนาจระหว่างหลายๆ ตัวละคร

(ในละครเรื่องนี้ “ไสยศาสตร์” ถูกยอมรับนับถือมากกว่า “เจ้าหน้าที่รัฐ” อย่าง “ตำรวจ” จึงไม่แปลกที่ “พิไล” จะค่อยๆ ปลีกตัวเองจากการพยายามขึ้นไปแจ้งความบนโรงพัก มาสู่การแสวงหา “อาจารย์ดี” และความเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคลมาสู่ด้านสว่างของเธอ ก็บังเกิดจาก “อาจารย์สมดี” ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมใดๆ)

ส่งผลให้คนมีเงินน้อยกว่าสามารถทำของใส่คนที่มีฐานะดีกว่าได้ ส่วนคนจบ ม.ศ.5 เองก็สามารถปั่นป่วนและเชื่อถือ/พึ่งพา/ลุ่มหลงใน “ไสยศาสตร์” ไม่ต่างจากอีตัวที่ไม่ได้เรียนหนังสือมามากมายนัก

อีกข้อที่ผมรู้สึกแปลกใจและตั้งคำถามกับละคร (โดยยังไม่ได้อ่านฉบับนิยาย) ก็คือ เหมือนตัวละครหลักทุกคนที่เข้าถึงการศึกษาอย่างไม่ทัดเทียมกันนั้น จะ “รู้หนังสือ” เท่าๆ กันหมด ดังจะเห็นได้ว่าพวกเขาและเธอต่างติดต่อสื่อสารกันผ่านจดหมายจนเป็นกิจวัตร

ทั้งๆ ที่ระดับการอ่านออกเขียนได้ของแต่ละคนอาจไม่เสมอกัน

“อาตง” ที่ผ่านการบวชเรียนและชอบอ่านหนังสืออาจรู้หนังสือมากหน่อย (คงไม่เท่า “พิไล” หรือ “ปลัดจินกร”)

แต่น่าสงสัยว่า ถ้าย้อนไปยังอำเภอชุมแสงตอนต้นทศวรรษ 2510 จริงๆ คนเช่น “ย้อย” หรือ “เรณู” จะเขียนและอ่านหนังสือได้มากน้อยขนาดไหน? และสามารถสื่อสารผ่านจดหมายโดยไม่ติดขัดเหมือนในละครหรือไม่?

สาม

กรงกรรม 3

ถ้าอิงกับวิธีคิดแบบฝรั่ง ตำแหน่งแห่งที่ของ “ผู้หญิง” มักถูกผูกติดอยู่กับ “โลกภายในบ้าน/ครัวเรือน” (ตัวอย่างชัดๆ คือ หนังเรื่อง “Mother!”)

อย่างไรก็ดี สำหรับโลกใน “กรงกรรม” “บ้าน” หรือ “ครัวเรือน” กลับเป็นพื้นที่หรือฐานที่มั่นของฝ่าย “ผู้ชาย” (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนี่คือเรื่องราวของครอบครัวคนจีน ซึ่งมีประเพณีแต่งสะใภ้เข้าบ้าน)

แต่ “บ้านแบ้” ก็ไม่ใช่พื้นที่แห่งการสถาปนาอำนาจนำของผู้ชายโดยสัมบูรณ์สิ้นเชิง เพราะผู้ชายคนแล้วคนเล่าในบ้านนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะ “กระตือรือร้น” หรือเป็นฝ่ายใช้อำนาจอย่างแข็งขันสักเท่าไหร่นัก

“หลักเซ้ง” ก็ถูกกดและกลบโดย “ย้อย” “อาตง” มีบุคลิกลักษณะคล้ายๆ พ่อ “อาสี่” ได้ไปท่องโลกนอกบ้านแต่ก็ยังไม่โต และไม่มีโอกาสได้เติบโต

“อาซา” มีโอกาสเดินออกจาก “บ้านแบ้” ถึงสองหน หนแรก ถูกผลักออกโดยไม่เต็มใจ หนหลัง เขาเป็นฝ่ายก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อขึ้นรถไฟไปเริ่มต้นชีวิตคู่และผจญภัยในดินแดนไกลโพ้นอย่าง “เชียงใหม่” ด้วยเจตจำนงเสรีของตัวเอง

แต่น่าเสียดายที่ท้ายสุด “อาซา” ดันเป็นฝ่ายต้องย้อนคืนกลับมาชุมแสง/นครสวรรค์ทุกคราวไป ราวกับเขาต้องคำสาปมิให้หลุดพ้นจาก “บ้านแบ้”

กระทั่งผู้ชายที่ไม่ได้อยู่ติดบ้านเช่น “อาไช้” ก็ออกไปโดนผู้หญิงทำของใส่ ออกไปโดนลูกสาวเจ้านายกดขี่ และสุดท้าย เขาก็ (เหมือนจะ) ต้องจำใจ “กลับคืนบ้าน” พร้อมสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์

เป็นฝ่ายตัวละครหญิงเสียอีกที่มักต้องออกเดินทาง (ไกล) และต้องพยายามอย่างหนักหน่วงเพื่อปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอก พวกเธอต่างต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องลงรอยกับ “บ้าน/โลกของฝ่ายชาย” (หรือมากกว่านั้น คือ เพื่อครอบงำ/ยึดครอง/ทวงคืน “บ้านผู้ชาย”) ไม่ว่าจะเป็น “ย้อย” “เรณู” “จันตา” “พิไล” กระทั่ง “บุญปลูก” หรือ “วรรณา” รวมถึงพันธมิตรของ “เรณู” ที่ “ตาคลี”

ในละครเรื่อง “กรงกรรม” “บ้าน” ที่เป็นของ “ผู้หญิง” จริงๆ (โดยไม่ต้องมีการประลองอำนาจ หรืออาจผ่านสถานการณ์นั้นมาเนิ่นนานแล้ว) คือ “บ้าน” ของ “อาม่า” และ “แจ้หมุ่ยนี้” ที่ไม่มีผู้ชายหลงเหลืออยู่

ขณะเดียวกัน ผู้ชายและผู้หญิงอาจมี “บ้าน” เป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคลของตัวเองได้ ดังกรณีของ “ก้าน” กับ “เพียงเพ็ญ” ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ใน “หมู่บ้านชนบท” (เชิงอุดมคติ?) ซึ่งรายล้อมด้วยท้องนาและแม่น้ำลำคลอง ไม่ใช่ตึกแถวในสังคม/ชุมชนเมือง

ยิ่งกว่านั้น ยังมีประเด็นที่ผิดแผกออกไป เมื่อตัวละคร “ผู้หญิง” บางคน “ก้าวหน้า/ถอนรากถอนโคน?” ขึ้นอีกขั้น ด้วยการไม่ยอม “เข้าครัว” ไม่ว่าจะเป็น “พิไล” “เพียงเพ็ญ” และ “อรพรรณี”

การยืนกรานปฏิเสธภารกิจที่จะเติมเต็มภาพลักษณ์ของ “ครัวเรือน” ในอุดมคติดังกล่าว อาจเกิดจากทั้งสถานภาพเฉพาะส่วนบุคคล (ลูกสาวบ้านเล็กเถ้าแก่ที่จบมัธยมปลาย, ลูกสาวกำนัน และลูกสาวนายทหาร) หรือสถานภาพโดยรวมของสตรีในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปนับแต่ทศวรรษ 2510 

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกถึง “กรงกรรม” (เบื้องต้น)

ปลายสัปดาห์ก่อน ถึงช่วงหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ทดลองดู “กรงกรรม” ย้อนหลังใน Mello ปรากฏว่า “ติด” ว่ะ 555

ดังนั้น เลยขอสรุปประเด็นที่คิดได้ ณ เบื้องต้น เกี่ยวกับละครเรื่องนี้ เป็นข้อๆ ดังนี้

หนึ่ง

กรงกรรม รวม

ขอสารภาพว่าไม่ได้ดูครึ่งแรกของ “สุดแค้นแสนรัก” ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ “จุฬามณี” หรือ “นิพนธ์ เที่ยงธรรม” เช่นกัน ทั้งยังมีเนื้อหาข้องเชื่อมโยงกับ “กรงกรรม” ด้วย

แต่เท่าที่ได้ดู “กรงกรรม” ช่วงแรกๆ องค์ประกอบหนึ่ง ที่ผมชอบและรู้สึกว้าวมากๆ คือ ฉากหลัง/โลกในละคร ที่เหมือนจะเป็น “จักรวาลเล็กๆ”

แต่ “อนุจักรวาล” ดังกล่าว กลับก็มิใช่ “หมู่บ้านเล็กๆ ในอุดมคติ” ที่ปิดตายตัดขาดจากโลกภายนอก

“จักรวาลเล็กๆ” ของกรงกรรม อาจไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับ “โลกกว้าง” แต่มันก็มีลักษณะเป็น “เครือข่ายความสัมพันธ์” ในพื้นที่เฉพาะ ที่เชื่อมร้อยกันด้วยสายสัมพันธ์ของเหล่าตัวละครและการเดินทางผ่านยานพาหนะต่างๆ (รถไฟและเรือ) จนเต็มไปด้วยพลวัต

ศูนย์กลางเรื่องอยู่ที่ “บ้านแบ้” ณ “ชุมแสง” แต่ก็โยงใยไปถึง “ทับกฤช” บ้านของ “พิไล” “ฆะมัง” บ้าน “เพียงเพ็ญ” หรือ “เกยไชย” บ้าน “หมอมี” (ทั้งสามตำบลอยู่ในอำเภอชุมแสง) “ปากน้ำโพ” ในอำเภอเมือง ซึ่ง “อาสี่” และ “วรรณา” ใช้ชีวิตอยู่ “ตาคลี” เป็นแหล่งทำมาหากินกับทหารอเมริกัน ของ “เรณู” และผองเพื่อน ตลอดจน “หนองนมวัว” บ้าน “อีแย้ม” ที่อำเภอลาดยาว

สอง

กรงกรรม 2

ผมยอมรับฝีมือของ “พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ในฐานะคนทำหนังทำละคร

แม้พงษ์พัฒน์อาจมีความคิด-ทัศนคติในบางเรื่องไม่ตรงกับ “คนจำนวนมาก-เสียงส่วนใหญ่” ในพื้นที่ชนบท

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลากำกับละคร/หนัง พงษ์พัฒน์และทีมงานของเขา มักจับอารมณ์ความรู้สึก/รสนิยมของคนส่วนใหญ่ของประเทศได้แม่นฉมังอยู่บ่อยครั้ง

“กรงกรรม” ก็อาจอยู่ในกรณีเช่นนั้น

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เข้าใจประชาชนคนชนบทในมิติสังคม-การเมือง ก็อาจไม่เข้าใจพวกเขาในฐานะผู้ชม/ผู้บริโภคสื่อบันเทิงมากนัก

เช่น ผู้รู้เหล่านั้นอาจจะอยากสร้าง “กรงกรรม” ให้มีลักษณะ “สัจนิยม” มากกว่านี้ ด้วยการไม่พึ่งพาดารานักแสดงมืออาชีพ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี หากเราได้ดู “กรงกรรม” ฉบับพงษ์พัฒน์ ก็ต้องยอมรับว่าดาราเช่น “ใหม่” และ “เบลล่า” นั้น แสดงละครทีวีได้เก่งจริงๆ (ส่วนจะ “สมจริง” หรือไม่? แค่ไหน? เป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

การปรากฏตัวของ “ใหม่” หรือ “เบลล่า” ทำให้ชาวบ้านคนเล็กคนน้อยมีโอกาสได้จินตนาการว่าตนเองคือดารา ในทางกลับกัน ดาราก็คือภาพแทน/ตัวแทนของชาวบ้านในโลกมหรสพ (ซึ่งอาจแตกต่างจากตัวแทนในโลกชนิดอื่นๆ เช่น โลกทางการเมือง)

แต่ก็น่าตั้งคำถามแถมท้ายเหมือนกันว่า สุดท้ายแล้ว ปฏิบัติการที่พงษ์พัฒน์ ทีมงาน และเพื่อนดาราเชี่ยวชาญ คือ การนำเสนอ “โลกสมมุติ” ของสังคมไทยในยุคที่ย้อนหลังไปไกลหลายทศวรรษ มากกว่าจะเป็น “สังคมไทยร่วมสมัย” หรือเปล่า?

สาม

อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อเรื่องราวของ “กรงกรรม” ถลำลึกเข้าสู่แง่มุมเชิงไสยศาสตร์มากขึ้น โทนหรืออารมณ์ของละครจะออกมาเป็นอย่างไร?

สี่

กรงกรรม วรรณา

ผมชอบวิธีการพูดจาของ “เบลล่า” และเห็นด้วยว่าคุณลักษณะดังกล่าวส่งผลให้เธอเหมาะสมกับหนัง-ละครพีเรียด (ตั้งแต่ยุคปลายอยุธยาไล่มาถึง 2510) มากกว่าสื่อบันเทิงร่วมสมัย (ผมได้รับไอเดียนี้มาจากคุณวิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา หรือฟิล์มซิก)

แต่หากให้พูดถึงความสวย นักแสดงใน “กรงกรรม” ที่ผมรู้สึกว่าสวยเด่นไม่ค่อยเหมือนดาราส่วนใหญ่ดี คือ “วรรณา” (รินรดา แก้วบัวสวย)

ผมชอบรูปลักษณ์ของรินรดาเหมือนที่ชอบความสวยคมของ “เอกนรี วชิรบรรจง” ที่มาช่วยคุณพ่อคุณแม่ในงานเบื้องหลังของละครเรื่องนี้

ในเชิงรูปหน้า เอกนรีเป็นส่วนผสมที่ลงตัวเหมาะเจาะระหว่าง “พงษ์พัฒน์-ธัญญา” (เธอเป็นลูกดารายุค 80-90 ไม่กี่ราย ที่ผมเห็นว่าหน้าตาดี) ในเชิงโครงสร้างรูปร่าง เธอทำให้ผมนึกถึงความสง่างามของ “คุณแดง ธัญญา” สมัยเป็นนางแบบ

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“สังข์ทอง” เรตติ้งทะลุ 8! – เมื่อนักแสดงต้องคลอดลูก กับภูมิปัญญาแก้ปัญหาสไตล์ “สามเศียร”

เรตติ้ง “สังข์ทอง” เกิน 8 แล้วจ้า!

View this post on Instagram

คอนเสิร์ตจะทิงจา สังข์ทอง ไทยประกันชีวิต สนุกสุดเหวี่ยงฟินๆที่เดอะมอล์ลบางกะปิ#สังข์ทอง #ทุกวันเสาร์อาทิตย์ 08.00น. #ช่อง7HD #สามเศียร #หนังเจ้า #ละครจักรๆวงศ์ๆ #ละครพื้นบ้าน #สังข์ทองลูกแม่ @surasak_suwannawong @pupe_kessarin @pond_ophaphoom @naphop_prasoplab @chanuchtra @bookpobsil @tanapat @christian.agle @pimaunya @genetix_james @galgam @rath_rathsil @khwan_pinthip @mansupasin @pleng_chanaradee

A post shared by บริษัท สามเศียร จำกัด (@samsearn) on

ระหว่างวันที่ 10-16 กันยายน 2561 ละครพื้นบ้านเรื่อง “สังข์ทอง” ไม่เพียงแต่จะยึดครองตำแหน่งรายการโทรทัศน์ไทยที่มีเรตติ้งสูงสุดประจำสัปดาห์ได้อย่างสบายๆ อีกคำรบ

ทว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ สุดฮ็อตเรื่องนี้ ยังสร้างประวัติศาสตร์ให้ตนเอง ด้วยการโกยเรตติ้งเกินหลัก 8 เป็น (สอง) ครั้งแรก!

โดยในวันเสาร์ที่ 15 กันยายน “สังข์ทอง 2561” คว้าความนิยมไป 8.054 เท่านั้นไม่พอ เรตติ้งยังพุ่งสูงขึ้นอีกในวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน ด้วยตัวเลขสวยหรู 8.412

หากเปรียบเทียบกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ร่วมค่ายในระยะไม่กี่ปีหลัง ดูเหมือน “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นนี้ จะไล่จี้ “แก้วหน้าม้า 2558” จนกระชั้นชิดขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนจะแซง/ทำลายสถิติได้สำเร็จหรือไม่นั้น วันเวลา รวมถึงกลวิธีการด้นสดและ “ออกทะเล (มหาสมุทร)” จะเป็นปัจจัยชี้ขาด

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week10-16sept-2561/

มรณกรรมของ “จันทาเทวี 2561” ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย!

หนึ่งในความแตกต่างระหว่าง “สังข์ทอง 2561” กับละครฉบับปี 2550 ก็คือ ชะตากรรมของตัวร้ายอย่างพระมเหสี “จันทาเทวี”

ขณะที่ในเวอร์ชั่นที่แล้ว “จันทาเทวี” มีชีวิตยืดยาวจนถึงตอนท้ายๆ “จันทาเทวี 2561” กลับมีอายุสั้น และถูกสังหารโดยคนสนิท/คนกันเอง คือ “แม่เฒ่าสุเมธา” ตั้งแต่ช่วงกลางเรื่อง (ตอนที่ 38 ออกอากาศวันที่ 7 กรกฎาคม 2561)

แฟนๆ ละครจักรๆ วงศ์ๆ หลายรายอาจสงสัยว่าทำไมบทของ “จันทาเทวี” จึงถูกตัดทิ้งออกไปอย่างง่ายๆ ห้วนๆ เช่นนั้น

แต่หากใครติดตามอินสตาแกรมของ “อ้อม ประถมาภรณ์ รัตนภักดี” ผู้รับบท “จันทาเทวี 2561” เราก็อาจค้นพบคำตอบ!

นั่นคือ ระหว่างถ่ายทำละครเรื่องนี้ “อ้อม ประถมาภรณ์” กำลังตั้งท้องพอดี และเธอได้คลอดลูกสาว “น้องอันดา” ในวันที่ 20 สิงหาคม หนึ่งเดือนกว่าๆ หลังจากบทบาท “จันทาเทวี” ในละครต้องยุติลง

ทั้งนี้ สามีของ “อ้อม ประถมาภรณ์” ก็มิใช่คนแปลกหน้าของสังคมละครพื้นบ้าน เพราะเขาคือ “พศิน ศรีธรรม” ที่เคยฝากผลงานไว้ใน “บัวแก้วจักรกรด” (2549) “ดาบเจ็ดสี มณีเจ็ดแสง” (2553) “เจ้าหญิงแตงอ่อน” (2555)

ที่สำคัญ พศินยังรับบทเป็น “องค์ชายสี่” ใน “สังข์ทอง 2550”

โดยสรุปแล้ว มรณกรรมของตัวละคร “จันทาเทวี 2561” จึงเป็นภูมิปัญญาในการแก้ไขปัญหานักแสดงตั้งท้องและคลอดลูกของค่ายสามเศียรนั่นเอง

คล้ายคลึงกับการเขียนบทพูดให้ตัวละครสมทบเช่น “หมื่นมิตร” ชี้แจงว่า “อำมาตย์อาจอง” (ที่รับบทโดย “กิตติ ดัสกร” ผู้ล้มป่วย) ต้องไปเก็บตัวฝึกพระเวทย์ ใน “เทพสามฤดู 2560”

คนมองหนัง

ข้อสังเกตส่งท้าย “บุพเพสันนิวาส”: “ประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำ ประวัติศาสตร์จะไม่เปลี่ยน”

ของแถม

วิชเยนทร์

บทกวี “Thirties People (เชื้อไขของการะเกด)” โดย ไม้หนึ่ง ก. กุนที

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2544

กริชเล่มเก่าแม้ถูกขโมยขาย
ตั้งแต่ครั้งพระนารายณ์หลงฝรั่ง
แม้ชุดเกราะโคตรเทียดกร่อนผุพัง
ก็ยังเหลืออีโต้ กูตีเอง
บรรพชนกูช่างมองการณ์ไกล
เห็นด้วยหัวใจอันตรงเผง
อันความซื่อด้วยนิสัยในนักเลง
คนปลิ้นปล้อนคงข่มเหงเข้าสักวัน
โคตรกูจึงไล่แทงพวกมันก่อน
ไม่โอนอ่อนในลิ้นทูตผกผัน
ควบม้าเทศควงกริชเข้าประจัน
มึงสวนยิงยังแน่วฟันจนบรรลัย
กูกำเนิดเกิดมาสามสิบแล้ว
โคตรเหง้าแก้วไม่รู้ป่นอยู่ป่าไหน
ขออัญเชิญพลังงานวิญญาณใจ
มาสิงสู่อยู่ในหัวใจกู
ให้กูกล้าไม่กินแม้กโดนั่น
น้ำอัดลมอยากก็อดแข็งใจสู้
พึ่ง ผัก ข้าว ไข่ น้ำเคย พริกปลาทู
ไม่ซูฮกกับ Americanize

บทกวีสมัยกลางทศวรรษ 2540 ของไม้หนึ่งชิ้นนี้เขียนขึ้นหลังยุควิกฤตเศรษฐกิจ/ยุคไอเอ็มเอฟ ด้วยท่าทีต่อต้านลัทธิทุนนิยม-บริโภคนิยม-อิทธิพลตะวันตก อย่างเด่นชัด (เข้าใจว่าช่วงบั้นปลายชีวิต เจ้าตัวอาจไม่ค่อยชอบ/ไม่เห็นด้วยกับงานในยุคนี้ของตนเองมากนัก)

พอมาย้อนอ่านงานเขียนดังกล่าวอีกทีในปี 2561 จึงพบว่าบทกวีเก่าเมื่อเกือบ 17 ปีก่อน กลับมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่สอดคล้องกับละครทีวียุคหลังเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” อย่างน่าขนลุก

ตั้งแต่ชื่อบทกวีที่พ้องกับชื่อนางเอกในละคร ไปจนถึงสาระสำคัญของตัวบท (ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม)

เท่ากับว่าในขณะที่ตัวละครนำของบุพเพสันนิวาสมีพันธกิจต้องเดินทางย้อนเวลากลับไปอธิบายอะไรบางอย่างในอดีต

บทกวีชิ้นหนึ่งจากอดีตก็สามารถถูกนำมาใช้อธิบายสารของละครโทรทัศน์ยุคปัจจุบัน (ในฐานะสัมพันธบท) ได้อย่างน่าทึ่ง

“ประวัติศาสตร์” ในบุพเพสันนิวาส

จุดเด่นช่วงแรกที่ปรากฏขึ้นอย่างน่าตื่นเต้นเร้าใจในละคร “บุพเพสันนิวาส” คือ การปะทะชนกันระหว่างความเชื่อ/ค่านิยม/วิถีชีวิตของ “อดีต” กับ “ปัจจุบัน”

อาจกล่าวในภาษาสมัยใหม่ได้ว่า อดีตหรืออยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นั้นถูก disrupt อย่างหนัก (แต่ไม่ถึงกับถูกทำลาย) ด้วยอาการผิดที่ผิดทางผิดฝาผิดตัว ซึ่งก่อขึ้นโดย “เกศสุรางค์” ในร่าง “การะเกด”

นี่ไม่ได้หมายความว่า “ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน” เหมือนเพลงพี่ติ๊นา

แต่ “ประวัติศาสตร์” ในบุพเพสันนิวาสช่วงต้น ค่อยๆ ถูกดึงลงจากหิ้ง กระทั่งมิได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง หากสามารถถูกรบกวนป่วนปั่นได้แบบขำๆ

แม้ว่าสถานการณ์หลักๆ ผู้ชนะ ผู้แพ้ในหน้าประวัติศาสตร์ จะยังคงสภาพเดิม ไม่แปรผันก็ตาม

อย่างไรก็ดี ลักษณะเด่นข้อนี้จะค่อยๆ แผ่วหายไป เมื่อละครดำเนินมาถึงช่วงท้าย

ซึ่งการะเกด/เกศสุรางค์ เริ่มตระหนักและพยายามโฆษณาชี้ชวนให้ผู้ชมเชื่อตามเธอว่า โลกในอดีตที่ตัวเองพลัดหลงเข้าไปอยู่ กำลังเคลื่อนหน้า/คลี่คลายไปตามเนื้อหาและโครงสร้างของ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ชุดหนึ่งที่เธอเคยอ่านพบ ขณะมีชีวิตในโลกปัจจุบัน ทุกกระเบียดนิ้ว!

“ประวัติศาสตร์” จึงยังเป็น “ประวัติศาสตร์” เสมอ และทุกข้อสงสัยหรือข้อถกเถียงในบุพเพสันนิวาสล้วนยุติลงเมื่อการะเกด/เกศสุรางค์อ้างอิงถึง “ประวัติศาสตร์” อันเป็นสัจจะสูงสุด ยากต้านทานประหนึ่งมนต์กฤษณะกาลี

การยอมจำนนต่ออำนาจของ “ประวัติศาสตร์” ในบุพเพสันนิวาส นำไปสู่ปัญหาสองประการ

หนึ่ง

การะเกด 2

เหมือนการะเกด/เกศสุรางค์จะเชื่อมั่นยึดมั่นว่า “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ชุดใดชุดหนึ่งหรือบางชุด คือ “ประวัติศาสตร์” สูงสุดอันเป็นสัจจะ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างต้องดำเนินไปตามโครงสร้างของมันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงขัดแย้งเป็นอื่นได้

โอเค การรัฐประหารสมเด็จพระนารายณ์ การเข้ามาของฝรั่งเศสและขุนนางชำนัญการต่างชาติอื่นๆ ตลอดจนชัยชนะของพระเพทราชา-หลวงสรศักดิ์ คือ “ความจริงทางประวัติศาสตร์” ที่มิอาจปฏิเสธหรือพลิกหัวกลับหาง

และตัวละครจาก “ปัจจุบัน/อนาคต” เช่น เกศสุรางค์ ก็ไม่มีศักยภาพพอจะไปเปลี่ยนแปลงภาพรวมใหญ่เช่นนั้นได้ นี่เป็นกฎเกณฑ์ร่วมที่หนัง/ละคร/นิยายย้อนอดีตเกือบทั้งหมดต่างยึดถือยอมรับ (อาจมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เช่น ตัวละครในหนัง “เควนติน แทแรนติโน” 555)

แต่ข้อเท็จจริงปลีกย่อยอื่นๆ ที่ลงลึกไปถึงความรู้สึกนึกคิดของบรรดาตัวละครสำคัญ ผู้เป็นปัจเจกบุคคล ในหน้าประวัติศาสตร์นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับการ “เขียน/ตีความ” ตามทัศนะหรือจุดยืนที่แตกต่างกันไปของผู้สร้างสรรค์ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” แต่ละชุด

ปฏิกิริยาตอบสนองที่การะเกด/เกศสุรางค์ จะมีต่อความคิด-จุดยืน-การกระทำของบุคคลเหล่านั้น ภายหลังเธอได้มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาจริงๆ จึงสามารถพลิก/ดิ้นจาก “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ที่เธอเคยอ่านหรือเชื่อถือได้

พระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์อาจเป็นผู้ชนะ แต่ความชอบธรรมทางการเมืองของพวกเขาอาจมิใช่ “ความจริงสูงสุด” และการกระทำของพวกเขาอาจไม่ได้ “ถูกต้อง” ไปเสียทุกเรื่อง

และการะเกด/เกศสุรางค์ก็ไม่จำเป็นจะต้องย้อนอดีตกลับไปมอบคำอธิบายใดๆ ที่ช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมทุกประการให้แก่พระเพทราชา-หลวงสรศักดิ์

หรือในทางกลับกัน ถ้าการะเกด/เกศสุรางค์อยาก take action ทำนองนั้นจริงๆ ก็น่าตั้งคำถามว่าทำไมเธอจึงไม่ลองย้อนกลับไปอธิบายกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองของผู้แพ้ เช่น สมเด็จพระนารายณ์ ฟอลคอน หรือพระปีย์ ฯลฯ บ้าง

ว่าการกระทำและทางเลือกของพวกเขาก่อนจะปราชัย มีความสมเหตุสมผลหรือความจำเป็นอย่างไร

สอง

การะเกด

แม้การะเกด/เกศสุรางค์จะยึดถือเชื่อฟัง “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างแน่วแน่ นั่นก็ยังไม่ใช่ “จุดผิดพลาดบกพร่อง” ที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์มากนัก

เช่น เธออาจเชื่อว่าพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์มีความชอบธรรมในการก่อรัฐประหาร เธอจึงเชียร์พวกเขา เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จ เธอย่อมรู้สึกดีใจและพลอยโล่งอกตามไปด้วย

แต่สิ่งที่ค่อยๆ บังเกิดขึ้นในช่วงท้ายของละคร และเห็นชัดเจนแจ่มแจ้งในตอนจบ ก็คือ การะเกด/เกศสุรางค์ ดันนำ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ที่เธอเชื่อว่ามันถูกต้องทุกรายละเอียด มารับใช้/สนับสนุนการก่อรัฐประหารของพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์

จนอาจกล่าวได้ว่ารัฐประหารในละคร/นิยายเรื่องนี้ จะแทบไม่มีความชอบธรรมใดๆ เลย (หรือกระทั่งอาจจะล้มเหลว) หากปราศจากการยืนกรานถึงความถูกต้องเหมาะสมตามวงล้อ “ประวัติศาสตร์” ของมัน จากปากการะเกด/เกศสุรางค์

ไปๆ มาๆ จากการเริ่มต้นเรื่องราวด้วยการหยอกล้อ-ล้อเลียน “ประวัติศาสตร์” ผ่านกระบวนท่า “เทียบเคียง/ยั่วหยอก” ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน/อนาคต ทว่ายังไม่ถึงขั้น “แทรกแซง” อดีต

การะเกด/เกศสุรางค์ก็ค่อยๆ ถลำลึก จากบทบาทผู้ดู/ผู้สร้างเสียงหัวเราะครื้นเครงอยู่ห่างๆ ในวงนอก ไปสู่การเป็นผู้มีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมืองหรือผู้ชี้แนะยุทธศาสตร์ในวงใน

เธอกลายเป็นผู้เข้าไป “แทรกแซง” อดีต ด้วยความหวัง/ความทึกทักเข้าใจที่ว่าตนเอง (ในฐานะผู้รู้ “ประวัติศาสตร์”) ควรช่วยผลักดันให้ “ประวัติศาสตร์” ดำเนินไปตามครรลองของมัน (หมายถึง “ครรลองของประวัติศาสตร์นิพนธ์ชุดหนึ่ง”) อย่างเป๊ะๆ หมดจดงดงาม และปราศจากข้อสงสัยคลางแคลงใจใดๆ

พระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ในบุพเพสันนิวาสไม่ควรเป็นเพียงผู้ชนะ แต่ต้องชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สมเหตุสมผล ใสสะอาด และล่วงรู้ความลับของฟอลคอน ผ่านความช่วยเหลือของศาสดาพยากรณ์ผู้หยั่งรู้อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ซึ่งไม่ใช่พระเจ้าเบื้องบนที่ไหน ทว่าเป็นหญิงสาวชนชั้นกลางเนิร์ดๆ คนหนึ่งที่หลุดมาจากอีกยุคสมัย

การะเกด/เกศสุรางค์มิได้ “แทรกแซง” อดีต เพื่อทำให้ (มุมมองต่อ) “ประวัติศาสตร์” เปลี่ยนแปลงไป แต่เธอได้ “แทรกแซง” อดีต เพื่อทำให้ “ประวัติศาสตร์” อยู่ในรูปรอยของ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์บางฉบับ” อย่างหยั่งลึกและหนักแน่นยิ่งขึ้น

“ประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำ ประวัติศาสตร์จะไม่เปลี่ยน” บางทีนี่อาจเป็นบทเพลงที่เหมาะสมคู่ควรกับการะเกด/เกศสุรางค์ และบุพเพสันนิวาส

 

ข่าวบันเทิง

รู้ไหม? “ผู้ออกแบบงานสร้างบุพเพสันนิวาส” เคยร่วม “ออกแบบงานสร้าง” ให้หนัง “ทวิภพ” มาก่อน!

เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา สำนักข่าวออนไลน์ “เดอะ สแตนดาร์ด” เป็นผู้จุดกระแสรำลึกวาระครบรอบ 14 ปี ของภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” ในบริบทที่ละครโทรทัศน์เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ของช่อง 3 กำลังฮิตระเบิดทั่วบ้านทั่วเมือง

หลายคนเห็นว่าภาพยนตร์และละคร (นิยาย) คู่นี้ มีความสอดคล้องคล้ายคลึงกันหลายประการ อาทิ เป็นเรื่องราวของหญิงสาวจากยุคปัจจุบันที่พลัดหลงเข้าไปในอดีต อันเป็นยุคที่อยุธยา/กรุงเทพฯ ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญา-การเมืองระหว่างประเทศ และต้องพยายามปรับประสานต่อรองกับ “ตะวันตก” เหมือนกัน

นอกจากนี้ มณีจันทร์และเกศสุรางค์ แห่งทวิภพและบุพเพสันนิวาส ยังโชคดีได้ไปใช้ชีวิตท่ามกลางขุนนางชนชั้นนำรายสำคัญๆ แห่งยุคสมัยเหล่านั้นคล้ายกัน

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ผู้ชมที่ชื่นชอบภาพยนตร์ “ทวิภพ” เวอร์ชั่นสุรพงษ์ และละครโทรทัศน์ “บุพเพสันนิวาส” พยายามเชื่อมโยงหนัง-ละครสองเรื่องนี้เข้าหากัน ก็คือ การออกแบบงานสร้างที่อยู่ในมาตรฐาน “ดี”

เข้าเฝ้า บุพเพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อละคร “บุพเพสันนิวาส” ตอนที่แพร่ภาพในคืนวันที่ 28 มีนาคม 2561 นำเสนอฉากสมเด็จพระนารายณ์ทรงโน้มกายรับพระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จากเชอวาเลีย เดอ โชมองต์ ราชทูตฝรั่งเศส

ซึ่งคงทำให้คนดูจำนวนไม่น้อย ย้อนนึกถึงงานเนี้ยบๆ ในทวิภพ เช่น ฉากที่เซอร์จอห์น เบาว์ริง เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 4

เข้าเฝ้า ทวิภพ

ล่าสุด บล็อกคนมองหนังตรวจสอบพบข้อมูลที่ทำให้เราสามารถมั่นใจได้ว่า “การออกแบบงานสร้าง” ของ “ทวิภพ” (2547) กับ “บุพเพสันนิวาส” (2561) นั้นมี “จุดร่วมกัน” เกินกว่าที่หลายคนคาดคิด?

ศักดิ์ศิริ จันทรังสี

กล่าวคือ แม้เมื่อแรกตรวจสอบดูเครดิตทีมงานผู้สร้างหลักๆ ของหนัง “ทวิภพ” เราจะพบเพียงชื่อของ “ศักดิ์ศิริ จันทรังสี” เป็นผู้ “ออกแบบงานสร้าง” (Production Designer) ทว่าหลังจากนั้น จะมีการระบุตามมาว่าหนังมีผู้ “ออกแบบงานสร้างฝ่ายไทย” (Thai Production Designer) เพิ่มอีกหนึ่งราย คือ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์”

เครดิต ประเสริฐ ทวิภพ

น่าสนใจว่า หากใครได้ดู “บุพเพสันนิวาส” และนั่งพิจารณารายชื่อทีมงานผู้สร้างโดยละเอียด เราก็จะพบว่าผู้ควบคุมงาน “โปรดักชั่น ดีไซน์” (ผู้ออกแบบงานสร้าง) ของละครเรื่องนี้ คือ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์” เช่นเดียวกัน

เครดิต ประเสริฐ บุพเพสันนิวาส

ประเสริฐจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เคยมีผลงานด้านศิลปกรรม-ออกแบบงานสร้างให้แก่หนังละครย้อนยุคหลายเรื่องมาต่อเนื่องยาวนาน เช่น สุริโยไท ตำนานสมเด็จพระนเรศวร บางระจัน และกำไลมาศ (ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Kwankhaow Gtk)

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่งานสร้างของ “บุพเพสันนิวาส” จะมีรายละเอียดน่าสนใจ และชวนให้นึกถึง “ทวิภพ” ฉบับสุรพงษ์ แม้จะมีสเกลเล็กกว่าพอสมควร

เนื่องเพราะ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์” คือผู้มีส่วนรับผิดชอบสำคัญในกระบวนการออกแบบงานสร้างของหนัง-ละครคู่นี้นั่นเอง

ขอบคุณ เฟซบุ๊ก Kwankhaow Gtk ที่ทำให้ข้อมูลเรื่องคุณประเสริฐเป็น “ผู้ออกแบบงานสร้าง” ของ “บุพเพสันนิวาส” ถูกเผยแพร่ในวงกว้างผ่านโซเชียลมีเดีย และ ดร.ไกรวุฒิ จุลพงศธร ที่ชี้แนะให้เห็นว่าคุณประเสริฐเคยทำงานด้านเดียวกัน ในกองถ่ายภาพยนตร์ “ทวิภพ” มาก่อน

คนมองหนัง

“บุพเพสันนิวาส-ศรีอโยธยา” ละคร 2 เรื่อง ที่มีปฏิสัมพันธ์กับ “อดีต” คนละแบบ

หมายเหตุ ทีแรกเมื่อ 1-2 สัปดาห์ก่อน กะจะเขียนถึงภาพรวมของ “ศรีอโยธยา” ซีซั่นแรก หลังละครเพิ่งปิดฉากลง แต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา กระทั่ง “บุพเพสันนิวาส” จากทางฝั่งช่อง 3 เริ่มสร้างกระแสโด่งดังสนั่นจอไปทั่วประเทศพอดี จึงตัดสินใจเขียนถึงละครสองเรื่องนี้พร้อมๆ กันเสียเลยในคราวเดียว

อดีตที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน กับ ปัจจุบันที่ตัดตอนย้อนกลับไปยังอดีต

ข้อแรกสุด คือ เมื่อมองเผินๆ “ศรีอโยธยา” ของ ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล หรือหม่อมน้อย และ “บุพเพสันนิวาส” ของภวัต พนังคศิริ (เคยกำกับภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานใช้ได้เลยอย่าง “นาคปรก”) เหมือนจะมีเนื้อเรื่องคล้ายๆ กัน โดยต่างพูดถึงตัวละครยุคปัจจุบันที่ย้อนอดีตกลับไปยังเหตุการณ์ (อิง) ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา

ทว่า หากดูละครละเอียดๆ แล้ว เราจะพบว่าทั้งสองเรื่องมีปฏิสัมพันธ์กับ “อดีต” ต่างกันอย่างสำคัญ

“ศรีอโยธยา” นั้นพูดถึงความเชื่อมโยงสืบเนื่องทางอารยธรรม-ภูมิปัญญา-คุณค่า ที่ตกทอดจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน โดยไม่ขาดตอน

ขณะที่ “บุพเพสันนิวาส” พูดถึงการเดินทางย้อนกลับไปยังอดีตอย่างฉับพลัน ทันที และตัดตอน จนนำไปสู่สายสัมพันธ์อันแปลกแยกระหว่างยุคสมัย (แต่แน่นอน ย่อมเข้าใจและปรับประสานเข้าหากันได้ในท้ายสุด)

ความต่อเนื่องเชื่อมโยงจาก “อดีต” สู่ “ปัจจุบัน” ใน “ศรีอโยธยา”

ท่ามกลางความยืดเยื้อ การสลับไปมาระหว่างเหตุการณ์อดีตกับปัจจุบันที่มีความคืบหน้าน้อยมาก และองค์ประกอบที่แลดูแปลกๆ ตลกๆ (ในทางที่ค่อนข้างแย่) และความไม่สนุก-ไม่น่าติดตามนานัปการ

จุดน่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นประเด็นหลักที่หม่อมน้อยต้องการนำเสนอใน “ศรีอโยธยา” ก็คือ “ความต่อเนื่องเชื่อมโยง” หรือการสืบทอดส่งมอบคุณค่า-อารยธรรม-วัฒนธรรม-ศิลปกรรม (อันสูงส่ง) ฯลฯ (ลองฟังเพลงประกอบละครดู) โดยไม่ขาดสาย ไม่ขาดตอน จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

ผ่านพล็อตหลักๆ ว่าด้วยการมีชีวิตคงอยู่ข้ามกาลเวลา (ภายในพื้นที่เฉพาะอันศักดิ์สิทธิ์) ของลูกหลานเจ้าพระยาพิชัยฯ อย่าง “บุษบาบรรณ” “คุณทองหยิบ” และเหล่าบริวาร (ได้รับอิทธิพลจากนิยาย “เรือนมยุรา” มาอย่างเด่นชัด) และการกลับชาติมาเกิดของเจ้าฟ้า-เจ้านายทรงกรมหลายพระองค์ (ตลอดจนขุนนางใกล้ชิด) ในยุคปัจจุบัน

โดยส่วนตัว ฉากหนึ่งของช่วงปลายซีซั่นแรก ซึ่งอธิบายแนวคิดข้างต้นได้น่าสนใจมากๆ (แม้หลายคนจะเห็นว่ามันมีรายละเอียดหลายประการที่ตลกและผิดพลาด) คือ ฉากที่เจ้าฟ้าสุทัศ/วายุ เจอดวงพระวิญญาณพระเจ้าเสือ แล้วพระเจ้าเสือก็พาเจ้าฟ้าสุทัศ (วายุ) ไปล่องเรือตามลำน้ำ เพื่อผ่านพบกับพระมหากษัตริย์รัชกาลต่างๆ ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ต่อมา เมื่อเจ้าฟ้าสุทัศไปเข้าเฝ้าฯ พระภิกษุพระเจ้าอุทุมพร ขุนหลวงหาวัดก็ตรัสว่าพระเจ้าเสือเคยเสด็จฯ มาพบพระองค์ ในลักษณะนี้เช่นกัน

การย้อนอดีต/การแทนที่โดยฉับพลันแบบ “บุพเพสันนิวาส”

ต่างจาก “ศรีอโยธยา” ละครทีวีเรื่องดังแห่งปีอย่าง “บุพเพสันนิวาส” กลับดำเนินเรื่องโดยการนำตัวละครจากยุคปัจจุบัน เดินทางย้อนเวลากลับไปยังอดีต เพื่อฉายภาพให้เห็นกระบวนการปะทะกันระหว่างความแปลกแยกแตกต่างของยุคสมัย โดยมีศูนย์กลางการปะทะสังสรรค์อยู่ที่ตัวละคร “การะเกด/เกศสุรางค์” (ตัวอย่างมีให้เห็นเต็มไปหมด ผ่านคลิปสั้นๆ หรือมีมต่างๆ ที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย)

นอกจากนี้ การย้อนเวลากลับไปยังอดีตของตัวละครนำในละครเรื่องนี้ ยังเป็นการ “แทนที่โดยฉับพลัน” ของตัวละครต่างยุคต่างอุปนิสัยสองราย คือ ตัวละครคนหนึ่งตายลงในโลกปัจจุบัน แล้ววิญญาณก็ล่องลอยเข้าไปสิงร่างตัวละครอีกคนที่เสียชีวิตลงในอดีต

ดังที่บอกไป (และดังที่ได้รับชมกันอยู่ในละคร) “การแทนที่โดยฉับพลัน” เช่นนี้ ย่อมนำไปสู่การปะทะ/เทียบเคียง/วางชน (ในลักษณะ “ตัดตอน” ช่วงเวลา) ระหว่างคุณค่า-รสนิยม-วัฒนธรรมต่างชุดต่างประเภท (อย่างน้อย ก็ “ณ เบื้องต้น”) จนก่อให้เกิดอาการประหลาดใจแก่ตัวละครนำและคนดูหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิใช่ความสืบเนื่องเชื่อมโยงที่ส่งต่อกันมาอย่างราบรื่นเรื่อยเรียงเป็นวิถีปกติ ซึ่งปรากฏใน “ศรีอโยธยา”

ความแตกต่างนำไปสู่อะไร?

จากการประเมินส่วนตัว ผมรู้สึกว่า “การย้อนอดีตแบบแทนที่โดยฉับพลัน” ใน “บุพเพสันนิวาส” นั้นแสดงให้เห็นถึง “ความไม่ต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์” เมื่อไม่ต่อเนื่อง ก็นำไปสู่ “ช่องว่าง” ของความไม่รู้และความผิดแผกแตกต่าง ก่อนจะลงเอยด้วย “การเล่นสนุก” กับ “ช่องว่าง” แห่งความไม่รู้ หรือ “ช่องว่าง” ระหว่างค่านิยมที่ต่างกันเหล่านั้น

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนจะมีเงื่อนไขอื่นๆ เข้ามาหนุนส่ง “การเล่นสนุก” ข้างต้นด้วยเช่นกัน

เพราะต้องยอมรับว่า “การเล่นสนุก” ทำนองนี้ สามารถเกิดขึ้นมาได้ด้วยสถานภาพ/ตำแหน่งแห่งที่บางประเภทของตัวละครนำ ถ้าตัวละครเอกของ “บุพเพสันนิวาส” ถูกกำหนดให้มีสถานภาพเป็นเจ้านายชั้นสูงหรือขุนนางที่รับใช้เจ้านายอย่างใกล้ชิด (เหมือนบรรดาตัวละครนำของ “ศรีอโยธยา”) เธอก็คงไม่สามารถ “เล่นสนุก” หรือ “สร้างอารมณ์ขัน” ได้อย่างที่เป็นอยู่

หรือจะว่าไปแล้ว การนำเสนอภาพของการปะทะกันระหว่างยุคสมัย ก็ไม่ได้เกิดใน “บุพเพสันนิวาส” เป็นเรื่องแรก แต่พอละครเรื่องนี้เลือกจะแนะนำตัวหรือทำความรู้จักมักคุ้นกับผู้ชม ด้วยเหตุการณ์ปะทะสังสรรค์/ความแปลกแยกในวิถีชีวิตประจำวัน (ตั้งแต่เรื่องส้วม, อาหารการกิน, ไปจนถึงผายปอด ฯลฯ) ไม่ใช่เรื่องหนักๆ ในประเด็นประวัติศาสตร์การเมือง

“การเล่นสนุก” กับยุคสมัย จึงถูกนำเสนอออกมาได้อย่าง “สนุกสนาน” จริงๆ

ตรงข้ามกับกรณีของ “ศรีอโยธยา”

การขับเน้นไปที่ภาวะสืบเนื่องเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันในทางประวัติศาสตร์ กลับยิ่งส่งผลให้ประวัติศาสตร์กลายสภาพเป็นภูมิปัญญา-ความศักดิ์สิทธิ์ ที่ยิ่งใหญ่ ไพศาล ตระการตา ซับซ้อน ยากเข้าถึง หรือ “เล่นสนุก” ด้วยไม่ง่ายนัก

ขณะเดียวกัน ผู้สร้างก็ดูเหมือนจะตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่าภูมิปัญญาหรือมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดสืบสานกันมาอย่างยาวนาน นั้นไม่มีความแปลกแยกใดๆ เลยกับปัจจุบัน เห็นได้จากการที่ “พิมาน/พระพิมานสถานมงคล” ไม่มีอาการแปลกประหลาดใจหรือทำตัวผิดที่ผิดทางสักเท่าไหร่นัก เมื่อระลึกอดีตชาติของตนเองได้ เช่นเดียวกับตัวละครที่กลับชาติมาเกิดรายอื่นๆ (แต่พวกเขาอาจจะมีอาการซาบซึ้ง ปีติใจ ให้เห็น)

(ฉากที่อาจารย์พวงแก้ว คุณน้าของพิมาน -ชาติที่แล้ว คือ กรมขุนวิมลภักดี- แซววายุ -เจ้าฟ้าสุทัศ ในอดีตชาติ- ว่า “โถ่! น่าสงสาร องค์เจ้าฟ้าสุทัศ” นั้นก็แสดงให้เห็นถึงภาวะปะปนกันของอดีตกับปัจจุบัน อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จึงเจรจากับเพื่อนรุ่นน้องของหลานชาย ประหนึ่งพระมารดากำลังสนทนากับพระราชโอรสในอดีตชาติ)

(คลิกชมนาทีที่ 13.51-13.55 ของคลิปนี้)

ด้วยเหตุนี้ ตัวละครนำในยุคปัจจุบันของ “ศรีอโยธยา” จึงล้วนเผชิญหน้ากับ “อดีต” โดยตระหนักรู้ถึงภาวะเหลื่อมซ้อนของมิติเวลา ตระหนักรู้ถึงพันธะความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ และต่างใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับภาวะดังกล่าวในฐานะ “สัจจะ” ประการหนึ่ง อย่างมิผิดแผกแปลกแยก

ปัญหา คือ พอเรายิ่งรู้สึกว่าตัวเองรู้อะไรมากเท่าไหร่ พร้อมทั้งรู้สึกว่าสิ่งที่เราหยั่งรู้นั้นยิ่งใหญ่เที่ยงแท้เพียงไร เราก็ยิ่งไม่มีแนวโน้มที่จะเปิด “ช่องว่าง” เพื่อผ่อนคลายตนเองและ “เล่นสนุก” กับองค์ความรู้ที่เราเชื่อว่าเราเข้าถึงโดยสมบูรณ์แล้ว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าหม่อมน้อยจะไม่พยายาม “เล่นสนุก” เอาเลย

อย่างน้อยการดำรงอยู่ของ “พระกำนัลนารี (สังข์)” ก็น่าจะสื่อถึงอารมณ์อยาก “สนุก” ของผู้กำกับท่านนี้มากพอสมควร เพียงแต่คนดูจะรู้สึกสนุกสนานขำขันกับตัวละครรายนี้หรือไม่? ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

พระกำนัลนารี

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ก่อนจะคว้าเรตติ้ง 7.1! ย้อนดูสถิติจำนวนคนดูตั้งแต่ตอนแรก-ปัจจุบันของ “เทพสามฤดู 2560”

ในที่สุด “เทพสามฤดู 2560” ก็ได้เรตติ้งเกิน 7 เสียที

โดยในวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2560 ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ได้รับเรตติ้งมากถึง 7.1

นับเป็นการโกยเรตติ้งเกินหลัก 7 เป็นครั้งแรกสุด

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว บล็อกคนมองหนังจึงไปสำรวจ-ประมวลข้อมูลเรตติ้งและความนิยมของละครเรื่อง “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด แบบละเอียดๆ มาเปิดเผยให้ได้รับทราบกัน

เทพสามฤดู 7.1

เรตติ้งผู้ชมละครโทรทัศน์ “เทพสามฤดู” สำรวจโดยเอจีบีนีลเซ่น

1-2 ก.ค. [5.7-5.7]
8-9 ก.ค. [5.2-5.4]
15-16 ก.ค. [6.3-6.2]
22-23 ก.ค. [6.2-5.9]
29-30 ก.ค. [6.5-6.5]
5-6 ส.ค. [5.8-6.0]
12-13 ส.ค. [6.2-6.8]
19-20 ส.ค. [6.7-6.0]
26-27 ส.ค. [6.1-6.9]
2-3 ก.ย. [6.2-6.7]
9-10 ก.ย. [6.6-6.1]
16-17 ก.ย. [6.0-6.3]
23-24 ก.ย. [5.8-6.6]
30 ก.ย.-1 ต.ค. [6.7-7.1]

เทพสามฤดู รวมพลัง

ยอดผู้ชมในยูทูบช่อง “ฟ้ามีตา” (ข้อมูล ณ เวลา 18.00 น. วันที่ 4 ตุลาคม 2560)

1 ก.ค. คลิปย้อนหลัง [496 k (FULL HD)/1.4 m (ความคมชัดปกติ)] – ไลฟ์สด [370k]
2 ก.ค. คลิปย้อนหลัง [508 k (FULL HD)/688 k (ความคมชัดปกติ)] – ไลฟ์สด [510k]
8 ก.ค. คลิปย้อนหลัง [104 k (FULL HD)/640 k (ความคมชัดปกติ)] – ไลฟ์สด [644 k]
9 ก.ค. คลิปย้อนหลัง [429 k (FULL HD)/529 k (ความคมชัดปกติ)] – ไลฟ์สด [238 k]
15 ก.ค. คลิปย้อนหลัง [978 k (FULL HD)] – ไลฟ์สด [313 k]
16 ก.ค. คลิปย้อนหลัง [140 k (FULL HD)/809 k (ความคมชัดปกติ)] – ไลฟ์สด [378 k]
22 ก.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [756 k] – ไลฟ์สด [364 k]
23 ก.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [875 k] – ไลฟ์สด [405 k]
29 ก.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [1 m] – ไลฟ์สด [484 k]
30 ก.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [1.1 m] – ไลฟ์สด [651 k]
5 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [962 k] – ไลฟ์สด [497 k]
6 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [989 k] – ไลฟ์สด [786 k]
12 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [1 m] – ไลฟ์สด [553 k]
13 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [1.1 m] – ไลฟ์สด [731 k]
19 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [819 k] – ไลฟ์สด [574 k]
20 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [915 k] – ไลฟ์สด [515 k]
26 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [234 k] – ไลฟ์สด [ไม่มีการไลฟ์]
27 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [177 k] – ไลฟ์สด [241 k]
2 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [832 k] – ไลฟ์สด [434 k]
3 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [794 k] – ไลฟ์สด [439 k]
9 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [969 k] – ไลฟ์สด [330 k]
10 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [603 k] – ไลฟ์สด [754 k]
16 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [619 k] – ไลฟ์สด [710 k]
17 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [798 k]/คลิปแก้ไข [287 k] – ไลฟ์สด [496 k]
23 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [953 k] – ไลฟ์สด [377 k]
24 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [1 m] – ไลฟ์สด [404 k]
30 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [937 k] – ไลฟ์สด [407 k]
1 ต.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [958 k] – ไลฟ์สด [479 k]

เรตติ้ง 7.1 อยู่ตรงไหนของวงการโทรทัศน์ไทยร่วมสมัย?

หากถามว่า ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีรายการโทรทัศน์โปรแกรมไหนได้รับเรตติ้งความนิยมสูงกว่า “เทพสามฤดู” บ้าง?

คำตอบ ก็คือ มีละครโทรทัศน์จำนวนหนึ่งที่ได้รับเรตติ้งเกิน 7.1

เพลิงบุญ

เริ่มตั้งแต่ “เพลิงบุญ” ตอนอวสาน ในวันที่ 28 กันยายน 2560 ที่ได้เรตติ้งไป 8.9 ส่วน “ยึดฟ้าหาพิกัดรัก” ตอนอวสาน ในวันที่ 1 ตุลาคม ก็ได้รับเรตติ้งไป 8.4

นายฮ้อยทมิฬ

หรือหากลองสำรวจตัวเลขความนิยมของละครโทรทัศน์เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็จะพบว่า “นายฮ้อยทมิฬ” ได้รับเรตติ้งไป 7.6 ส่วนละครเย็นอย่าง “ลูกหลง” ก็ได้เรตติ้งไปสวยๆ 7.2

รากนครา

อย่างไรก็ตาม เรตติ้ง 7.1 ของ “เทพสามฤดู 2560” นั้น ยังสูงกว่า “รากนครา” ตอนอวสาน ที่ได้เรตติ้งไป 5.8 และรายการ “The Mask Singer” ตอนล่าสุด ซึ่งได้เรตติ้ง 3.5

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก

อินสตาแกรมสามเศียร

กระทู้รายงานเรตติ้งของคุณ “แม่น้องซ่า” ในเว็บไซต์พันทิป

กระทู้รายงานเรตติ้งละครวันที่ 3 ตุลาคม 2560 ของคุณ “อามานี่ ลุงไปโน่น”

ยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7HD”

กระทู้รายงานเรตติ้งละคร-ภาพยนตร์ 18-19/8/60

กระทู้รายงานเรตติ้งละคร-ภาพยนตร์ 20/8/60

 

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

พิธีบวงสรวง “เทพสามฤดู” ย้อนอดีต “ฝนสามฤดู” ปี 17 และละครเรตติ้งสูงสุดเรื่อง “อุทัยเทวี”

ชมภาพพิธีบวงสรวงละคร “เทพสามฤดู”

อินสตาแกรมของบริษัท “สามเศียร” ผู้ผลิตละครแนวจักรๆ วงศ์ๆ หนึ่งเดียวของช่อง 7 แจ้งข่าวว่า “อุทัยเทวี” ละครพื้นบ้านโปรแกรมปัจจุบันจะถึงตอนอวสานในวันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายนนี้

จากนั้น ในวันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ คือ “เทพสามฤดู 2560” จึงจะได้ฤกษ์ลงจอ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีพิธีบวงสรวงละครเรื่องดังกล่าว

ชมภาพน่าสนใจบางส่วนในงานได้ที่นี่

This slideshow requires JavaScript.

“อุทัยเทวี” ละครทีวีเรตติ้งสูงสุดของประเทศ!

อุทัยเทวี

คล้ายกับว่า “อุทัยเทวี” เวอร์ชั่นล่าสุดของ “สามเศียร” จะมีกระแสค่อนข้างเงียบ

แต่เมื่อพิจารณาไปที่ตัวเลขเรตติ้งแล้ว ผลงานของละครเรื่องนี้กลับไม่ถือว่าขี้เหร่แต่ประการใด

โดยจากผลการวัดเรตติ้งของเอจีบี นีลเซ่น ระหว่างวันที่ 5-11 มิถุนายน 2560

ละคร “อุทัยเทวี” ถือเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 7 ด้วยตัวเลขเรตติ้ง 6.635 และเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับสองของประเทศ รองจากรายการ The Mask Singer ที่คว้าเรตติ้งไป 7.532

ถัดมาในระหว่างวันที่ 12-18 มิถุนายน 2560

“อุทัยเทวี” ถือเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับสองของช่อง 7 ด้วยตัวเลขเรตติ้ง 6.483 เป็นรองเพียงการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งได้เรตติ้งไป 7.763

ขณะที่ The Mask Singer ได้เรตติ้งไป 7.089

หรือเท่ากับว่า นับจากวันที่ 5-18 มิถุนายน “อุทัยเทวี” ถือเป็นละครโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งสูงสุดของประเทศไทย!

(ขอบคุณข้อมูลจาก เอจีบีนีลเซ่น จ้า)

“ฝนสามฤดู” ก่อนจะเป็น “เทพสามฤดู”

ฝนสามฤดู

นอกจากละครโทรทัศน์ “เทพสามฤดู” ในปี 2530 และ 2546 แล้ว ก่อนหน้านั้น ดาราวิดีโอเคยผลิตภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่องเดียวกันภายใต้ชื่อ “ฝนสามฤดู” มาหนหนึ่ง

โดยในปี 2517 บริษัท “ดาราฟิล์ม” (ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็น “ดาราวิดีโอ”) ได้ผลิตภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง “ฝนสามฤดู” ซึ่งถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม. เพื่อออกฉายทางโทรทัศน์

เมื่อภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างสูง จึงมีการนำฟิล์มไปโบลว์เพื่อออกฉายในโรงภาพยนตร์

ทั้งนี้ นักแสดงนำของภาพยนตร์เรื่องนั้นประกอบไปด้วย นรา นพนิรันดร์, ชัย ราชพงษ์ และเยาวเรศ นิศากร ขณะที่นักแสดงนำรุ่นเยาว์ คือ สยม-สยาม สังวริบุตร และมลฤดี ยมาภัย

ขอบคุณภาพประกอบสวยๆ จาก https://www.instagram.com/samsearn/ จ้า

ข่าวบันเทิง

อิทธิฤทธิ์แม่คางคก! เปิดเรตติ้ง 8 ตอนแรกของ “อุทัยเทวี 2560”

ออกอากาศมาได้ 8 ตอนแล้ว สำหรับละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “อุทัยเทวี” ของค่ายสามเศียร ที่ลงจอช่องเจ็ดสีต่อจาก “สี่ยอดกุมาร”

และก็เช่นเคย เรตติ้งโดยเฉลี่ยของละครเช้าเสาร์-อาทิตย์แนวนี้นั้น ไว้ใจได้มากๆ ทีเดียว

ดังจะเห็นได้จากซีรีส์กระทู้รายงานเรตติ้งของ “เจ๊ใหญ่แห่งวงการ รายงานเรตติ้ง!!!” ในเว็บไซต์พันทิป

เรตติ้ง “อุทัยเทวี 2560” จะพุ่งไปถึงระดับไหน? ดูได้จากข้อมูลเหล่านี้

11 กุมภาพันธ์ (ออกฉายตอนแรก) เรตติ้ง 5.5

 

12 กุมภาพันธ์ เรตติ้ง 6.5

 

18 กุมภาพันธ์ เรตติ้ง 5.8

 

19 กุมภาพันธ์ เรตติ้ง 6.4

 

25 กุมภาพันธ์ เรตติ้ง 6.1

 

26 กุมภาพันธ์ เรตติ้ง 3.9 (หมายเหตุ ไม่แน่ใจว่าข้อมูลของวันนี้ “เจ๊ใหญ่ฯ” แกพิมพ์ผิดหรือไม่? เพราะตัวเลข “ต่ำกว่า” เรตติ้งโดยเฉลี่ยค่อนข้างมาก)

 

4 มีนาคม เรตติ้ง 5.4

 

5 มีนาคม เรตติ้ง 5.9

ก็เป็นอันว่า เรตติ้งเฉลี่ยของ “อุทัยเทวี” เวอร์ชั่นล่าสุดนั้น อยู่ระหว่าง 5 กลางๆ ถึง 6 กลางๆ

นับว่าไม่ขี้เหร่เลย สำหรับละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ออกอากาศมาได้ไม่ถึงสิบตอน

ข่าวบันเทิง

รู้ไหม? “สายโลหิต” ที่ช่อง 7 กำลังฉายรีรัน มีการตัด “บางฉาก” ออกไป?

ระหว่างนั่งดู “สายโลหิต 2538” เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 17 พ.ย. ซึ่งนำเสนอฉากรบที่อ่าวหว้าขาว ผมรู้สึกตงิดใจอยู่นิดๆ ว่ามันมีอะไรบางอย่างขาดหายไป

จากความทรงจำส่วนตัว ฉากหนึ่งในละครเรื่องนี้ที่ติดตาผมมากๆ คือ ฉากทหารพม่ารุมฆ่า “ขุนรองปลัดชู” (รับบทโดยธนา สินประสาธน์) ที่อ่าวหว้าขาว

คาแรคเตอร์ของขุนรองปลัดชูในละครเรื่องนี้ เป็นคนหนังเหนียวมีคาถาอาคม ฟันแทงด้วยอาวุธไม่เข้า ดังนั้น ตัวละครทหารพม่าหลายคนจึงต้องมารุมอัดรุมทุบขุนรองฯ แล้วอุ้มแกไปกดน้ำให้ขาดอากาศหายใจในทะเล

%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b9

(ดาราวิดีโอมัก “เก่ง?” ในเรื่องอย่างนี้ ตอนละคร “ฟ้าใหม่” เมื่อปี 2547 เขาก็ทำฉาก “จมื่นศรีสรรักษ์” รับบทโดยบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ถูกทหารพม่าฟันร่างขาดเป็นสองท่อนอย่างน่าสยดสยอง จนกลายเป็นภาพติดตาอีกภาพหนึ่งในความจำของผม)

ปัญหา คือ ระหว่างนั่งดูสายโลหิตฉบับรีรัน ตอนที่มีการรบ ณ อ่าวหว้าขาว หน้าจอทีวีเมื่อคืนวาน

ฉากขุนรองปลัดชูถูกรุมฆ่ากลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย

โดยในฉากรบดังกล่าว จะมีแค่การตายของหลวงเสนาสุรภาค การคล้ายๆ จะตายของขุนไกรและพันสิงห์ ส่วนตัวละครขุนรองฯ จะมีฉากที่แกเริ่มต่อยตีกับทหารพม่า แล้วก็โดนตัดหายไปซะเฉยๆ

ก่อนที่ละครจะตัดไปภาพมุมกว้างที่มีทหารกองทัพอยุธยานอนตายเกลื่อน แล้วหมื่นทิพย์ (ที่แอบซุ่มไม่กล้าออกไปรบ) ก็รีบเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา เพื่อแจ้งข่าวการตายของหลวงเสนาฯ และขุนไกร ให้ญาติพี่น้องรับทราบ

สามารถดูฉากรบที่อ่าวหว้าขาวในสายโลหิตเวอร์ชั่นรีรัน ที่เพิ่งออกอากาศไปเมือคืนวันที่ 17 พ.ย. ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง (จุดไคลแม็กซ์จะอยู่ช่วงนาทีที่ 12 ไปจนจบคลิป)

http://s.bugaboo.tv/285473

ซึ่งเมื่อลองเปรียบเทียบกับคลิปยูทูบที่บันทึกมาจากตัวละครเวอร์ชั่นดั้งเดิม (ไคลแม็กซ์อยู่ตรงช่วงนาทีที่ 15.00-18.30)

จะเห็นได้ชัดว่าฉากตัวละครทหารพม่ารุมฆ่าขุนรองปลัดชู แถมยังแสดงอาการดีใจเมื่อฆ่าได้สำเร็จ นั้นถูกตัดออกไปจากสายโลหิตเวอร์ชั่นรีรัน

และน่าสังเกตด้วยว่าพวกฉากความรุนแรงจากการใช้อาวุธต่างๆ (ระดับน้องๆ หลานๆ “แซม เพกคินพาห์”) ก็ถูกตัดซอยให้สั้นลงพอสมควรในเวอร์ชั่นรีรัน

นี่อาจเป็น “แนวโน้มที่ดี” ในการพยายามรักษาสายสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านร่วมประชาคมอาเซียน และการลดทอนอารมณ์ความรู้สึกชาตินิยมแบบแบ่งมิตรแยกศัตรูชนิดสุดขั้วในประวัติศาสตร์กระแสหลัก?

หรืออาจเป็นตัดทอนเนื้อหาโหดร้ายรุนแรงของละครโทรทัศน์ยุคปลายทศวรรษ 2530 ที่เข้ากันไม่ได้กับจริตของคน (ชั้นกลางที่) ดูทีวียุคปัจจุบัน?

หรืออาจเป็นกลยุทธที่จะทำให้ละครได้รับเรตอายุคนดู ซึ่งไม่สูงและแคบจนเกินไป?

แต่ที่แน่ๆ คือ สังคมไทยปี 2559 นั้นเปลี่ยนแปลงไปมากพอตัว จนทุกอย่างไม่สามารถถูก “แช่แข็ง” อยู่ในปี 2538 ได้หมด