คนมองหนัง

“บุพเพสันนิวาส-ศรีอโยธยา” ละคร 2 เรื่อง ที่มีปฏิสัมพันธ์กับ “อดีต” คนละแบบ

หมายเหตุ ทีแรกเมื่อ 1-2 สัปดาห์ก่อน กะจะเขียนถึงภาพรวมของ “ศรีอโยธยา” ซีซั่นแรก หลังละครเพิ่งปิดฉากลง แต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา กระทั่ง “บุพเพสันนิวาส” จากทางฝั่งช่อง 3 เริ่มสร้างกระแสโด่งดังสนั่นจอไปทั่วประเทศพอดี จึงตัดสินใจเขียนถึงละครสองเรื่องนี้พร้อมๆ กันเสียเลยในคราวเดียว

อดีตที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน กับ ปัจจุบันที่ตัดตอนย้อนกลับไปยังอดีต

ข้อแรกสุด คือ เมื่อมองเผินๆ “ศรีอโยธยา” ของ ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล หรือหม่อมน้อย และ “บุพเพสันนิวาส” ของภวัต พนังคศิริ (เคยกำกับภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานใช้ได้เลยอย่าง “นาคปรก”) เหมือนจะมีเนื้อเรื่องคล้ายๆ กัน โดยต่างพูดถึงตัวละครยุคปัจจุบันที่ย้อนอดีตกลับไปยังเหตุการณ์ (อิง) ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา

ทว่า หากดูละครละเอียดๆ แล้ว เราจะพบว่าทั้งสองเรื่องมีปฏิสัมพันธ์กับ “อดีต” ต่างกันอย่างสำคัญ

“ศรีอโยธยา” นั้นพูดถึงความเชื่อมโยงสืบเนื่องทางอารยธรรม-ภูมิปัญญา-คุณค่า ที่ตกทอดจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน โดยไม่ขาดตอน

ขณะที่ “บุพเพสันนิวาส” พูดถึงการเดินทางย้อนกลับไปยังอดีตอย่างฉับพลัน ทันที และตัดตอน จนนำไปสู่สายสัมพันธ์อันแปลกแยกระหว่างยุคสมัย (แต่แน่นอน ย่อมเข้าใจและปรับประสานเข้าหากันได้ในท้ายสุด)

ความต่อเนื่องเชื่อมโยงจาก “อดีต” สู่ “ปัจจุบัน” ใน “ศรีอโยธยา”

ท่ามกลางความยืดเยื้อ การสลับไปมาระหว่างเหตุการณ์อดีตกับปัจจุบันที่มีความคืบหน้าน้อยมาก และองค์ประกอบที่แลดูแปลกๆ ตลกๆ (ในทางที่ค่อนข้างแย่) และความไม่สนุก-ไม่น่าติดตามนานัปการ

จุดน่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นประเด็นหลักที่หม่อมน้อยต้องการนำเสนอใน “ศรีอโยธยา” ก็คือ “ความต่อเนื่องเชื่อมโยง” หรือการสืบทอดส่งมอบคุณค่า-อารยธรรม-วัฒนธรรม-ศิลปกรรม (อันสูงส่ง) ฯลฯ (ลองฟังเพลงประกอบละครดู) โดยไม่ขาดสาย ไม่ขาดตอน จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

ผ่านพล็อตหลักๆ ว่าด้วยการมีชีวิตคงอยู่ข้ามกาลเวลา (ภายในพื้นที่เฉพาะอันศักดิ์สิทธิ์) ของลูกหลานเจ้าพระยาพิชัยฯ อย่าง “บุษบาบรรณ” “คุณทองหยิบ” และเหล่าบริวาร (ได้รับอิทธิพลจากนิยาย “เรือนมยุรา” มาอย่างเด่นชัด) และการกลับชาติมาเกิดของเจ้าฟ้า-เจ้านายทรงกรมหลายพระองค์ (ตลอดจนขุนนางใกล้ชิด) ในยุคปัจจุบัน

โดยส่วนตัว ฉากหนึ่งของช่วงปลายซีซั่นแรก ซึ่งอธิบายแนวคิดข้างต้นได้น่าสนใจมากๆ (แม้หลายคนจะเห็นว่ามันมีรายละเอียดหลายประการที่ตลกและผิดพลาด) คือ ฉากที่เจ้าฟ้าสุทัศ/วายุ เจอดวงพระวิญญาณพระเจ้าเสือ แล้วพระเจ้าเสือก็พาเจ้าฟ้าสุทัศ (วายุ) ไปล่องเรือตามลำน้ำ เพื่อผ่านพบกับพระมหากษัตริย์รัชกาลต่างๆ ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ต่อมา เมื่อเจ้าฟ้าสุทัศไปเข้าเฝ้าฯ พระภิกษุพระเจ้าอุทุมพร ขุนหลวงหาวัดก็ตรัสว่าพระเจ้าเสือเคยเสด็จฯ มาพบพระองค์ ในลักษณะนี้เช่นกัน

การย้อนอดีต/การแทนที่โดยฉับพลันแบบ “บุพเพสันนิวาส”

ต่างจาก “ศรีอโยธยา” ละครทีวีเรื่องดังแห่งปีอย่าง “บุพเพสันนิวาส” กลับดำเนินเรื่องโดยการนำตัวละครจากยุคปัจจุบัน เดินทางย้อนเวลากลับไปยังอดีต เพื่อฉายภาพให้เห็นกระบวนการปะทะกันระหว่างความแปลกแยกแตกต่างของยุคสมัย โดยมีศูนย์กลางการปะทะสังสรรค์อยู่ที่ตัวละคร “การะเกด/เกศสุรางค์” (ตัวอย่างมีให้เห็นเต็มไปหมด ผ่านคลิปสั้นๆ หรือมีมต่างๆ ที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย)

นอกจากนี้ การย้อนเวลากลับไปยังอดีตของตัวละครนำในละครเรื่องนี้ ยังเป็นการ “แทนที่โดยฉับพลัน” ของตัวละครต่างยุคต่างอุปนิสัยสองราย คือ ตัวละครคนหนึ่งตายลงในโลกปัจจุบัน แล้ววิญญาณก็ล่องลอยเข้าไปสิงร่างตัวละครอีกคนที่เสียชีวิตลงในอดีต

ดังที่บอกไป (และดังที่ได้รับชมกันอยู่ในละคร) “การแทนที่โดยฉับพลัน” เช่นนี้ ย่อมนำไปสู่การปะทะ/เทียบเคียง/วางชน (ในลักษณะ “ตัดตอน” ช่วงเวลา) ระหว่างคุณค่า-รสนิยม-วัฒนธรรมต่างชุดต่างประเภท (อย่างน้อย ก็ “ณ เบื้องต้น”) จนก่อให้เกิดอาการประหลาดใจแก่ตัวละครนำและคนดูหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิใช่ความสืบเนื่องเชื่อมโยงที่ส่งต่อกันมาอย่างราบรื่นเรื่อยเรียงเป็นวิถีปกติ ซึ่งปรากฏใน “ศรีอโยธยา”

ความแตกต่างนำไปสู่อะไร?

จากการประเมินส่วนตัว ผมรู้สึกว่า “การย้อนอดีตแบบแทนที่โดยฉับพลัน” ใน “บุพเพสันนิวาส” นั้นแสดงให้เห็นถึง “ความไม่ต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์” เมื่อไม่ต่อเนื่อง ก็นำไปสู่ “ช่องว่าง” ของความไม่รู้และความผิดแผกแตกต่าง ก่อนจะลงเอยด้วย “การเล่นสนุก” กับ “ช่องว่าง” แห่งความไม่รู้ หรือ “ช่องว่าง” ระหว่างค่านิยมที่ต่างกันเหล่านั้น

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนจะมีเงื่อนไขอื่นๆ เข้ามาหนุนส่ง “การเล่นสนุก” ข้างต้นด้วยเช่นกัน

เพราะต้องยอมรับว่า “การเล่นสนุก” ทำนองนี้ สามารถเกิดขึ้นมาได้ด้วยสถานภาพ/ตำแหน่งแห่งที่บางประเภทของตัวละครนำ ถ้าตัวละครเอกของ “บุพเพสันนิวาส” ถูกกำหนดให้มีสถานภาพเป็นเจ้านายชั้นสูงหรือขุนนางที่รับใช้เจ้านายอย่างใกล้ชิด (เหมือนบรรดาตัวละครนำของ “ศรีอโยธยา”) เธอก็คงไม่สามารถ “เล่นสนุก” หรือ “สร้างอารมณ์ขัน” ได้อย่างที่เป็นอยู่

หรือจะว่าไปแล้ว การนำเสนอภาพของการปะทะกันระหว่างยุคสมัย ก็ไม่ได้เกิดใน “บุพเพสันนิวาส” เป็นเรื่องแรก แต่พอละครเรื่องนี้เลือกจะแนะนำตัวหรือทำความรู้จักมักคุ้นกับผู้ชม ด้วยเหตุการณ์ปะทะสังสรรค์/ความแปลกแยกในวิถีชีวิตประจำวัน (ตั้งแต่เรื่องส้วม, อาหารการกิน, ไปจนถึงผายปอด ฯลฯ) ไม่ใช่เรื่องหนักๆ ในประเด็นประวัติศาสตร์การเมือง

“การเล่นสนุก” กับยุคสมัย จึงถูกนำเสนอออกมาได้อย่าง “สนุกสนาน” จริงๆ

ตรงข้ามกับกรณีของ “ศรีอโยธยา”

การขับเน้นไปที่ภาวะสืบเนื่องเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันในทางประวัติศาสตร์ กลับยิ่งส่งผลให้ประวัติศาสตร์กลายสภาพเป็นภูมิปัญญา-ความศักดิ์สิทธิ์ ที่ยิ่งใหญ่ ไพศาล ตระการตา ซับซ้อน ยากเข้าถึง หรือ “เล่นสนุก” ด้วยไม่ง่ายนัก

ขณะเดียวกัน ผู้สร้างก็ดูเหมือนจะตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่าภูมิปัญญาหรือมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดสืบสานกันมาอย่างยาวนาน นั้นไม่มีความแปลกแยกใดๆ เลยกับปัจจุบัน เห็นได้จากการที่ “พิมาน/พระพิมานสถานมงคล” ไม่มีอาการแปลกประหลาดใจหรือทำตัวผิดที่ผิดทางสักเท่าไหร่นัก เมื่อระลึกอดีตชาติของตนเองได้ เช่นเดียวกับตัวละครที่กลับชาติมาเกิดรายอื่นๆ (แต่พวกเขาอาจจะมีอาการซาบซึ้ง ปีติใจ ให้เห็น)

(ฉากที่อาจารย์พวงแก้ว คุณน้าของพิมาน -ชาติที่แล้ว คือ กรมขุนวิมลภักดี- แซววายุ -เจ้าฟ้าสุทัศ ในอดีตชาติ- ว่า “โถ่! น่าสงสาร องค์เจ้าฟ้าสุทัศ” นั้นก็แสดงให้เห็นถึงภาวะปะปนกันของอดีตกับปัจจุบัน อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จึงเจรจากับเพื่อนรุ่นน้องของหลานชาย ประหนึ่งพระมารดากำลังสนทนากับพระราชโอรสในอดีตชาติ)

(คลิกชมนาทีที่ 13.51-13.55 ของคลิปนี้)

ด้วยเหตุนี้ ตัวละครนำในยุคปัจจุบันของ “ศรีอโยธยา” จึงล้วนเผชิญหน้ากับ “อดีต” โดยตระหนักรู้ถึงภาวะเหลื่อมซ้อนของมิติเวลา ตระหนักรู้ถึงพันธะความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ และต่างใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับภาวะดังกล่าวในฐานะ “สัจจะ” ประการหนึ่ง อย่างมิผิดแผกแปลกแยก

ปัญหา คือ พอเรายิ่งรู้สึกว่าตัวเองรู้อะไรมากเท่าไหร่ พร้อมทั้งรู้สึกว่าสิ่งที่เราหยั่งรู้นั้นยิ่งใหญ่เที่ยงแท้เพียงไร เราก็ยิ่งไม่มีแนวโน้มที่จะเปิด “ช่องว่าง” เพื่อผ่อนคลายตนเองและ “เล่นสนุก” กับองค์ความรู้ที่เราเชื่อว่าเราเข้าถึงโดยสมบูรณ์แล้ว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าหม่อมน้อยจะไม่พยายาม “เล่นสนุก” เอาเลย

อย่างน้อยการดำรงอยู่ของ “พระกำนัลนารี (สังข์)” ก็น่าจะสื่อถึงอารมณ์อยาก “สนุก” ของผู้กำกับท่านนี้มากพอสมควร เพียงแต่คนดูจะรู้สึกสนุกสนานขำขันกับตัวละครรายนี้หรือไม่? ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

พระกำนัลนารี

Advertisements
ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

พิธีบวงสรวง “เทพสามฤดู” ย้อนอดีต “ฝนสามฤดู” ปี 17 และละครเรตติ้งสูงสุดเรื่อง “อุทัยเทวี”

ชมภาพพิธีบวงสรวงละคร “เทพสามฤดู”

อินสตาแกรมของบริษัท “สามเศียร” ผู้ผลิตละครแนวจักรๆ วงศ์ๆ หนึ่งเดียวของช่อง 7 แจ้งข่าวว่า “อุทัยเทวี” ละครพื้นบ้านโปรแกรมปัจจุบันจะถึงตอนอวสานในวันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายนนี้

จากนั้น ในวันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ คือ “เทพสามฤดู 2560” จึงจะได้ฤกษ์ลงจอ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีพิธีบวงสรวงละครเรื่องดังกล่าว

ชมภาพน่าสนใจบางส่วนในงานได้ที่นี่

This slideshow requires JavaScript.

“อุทัยเทวี” ละครทีวีเรตติ้งสูงสุดของประเทศ!

อุทัยเทวี

คล้ายกับว่า “อุทัยเทวี” เวอร์ชั่นล่าสุดของ “สามเศียร” จะมีกระแสค่อนข้างเงียบ

แต่เมื่อพิจารณาไปที่ตัวเลขเรตติ้งแล้ว ผลงานของละครเรื่องนี้กลับไม่ถือว่าขี้เหร่แต่ประการใด

โดยจากผลการวัดเรตติ้งของเอจีบี นีลเซ่น ระหว่างวันที่ 5-11 มิถุนายน 2560

ละคร “อุทัยเทวี” ถือเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 7 ด้วยตัวเลขเรตติ้ง 6.635 และเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับสองของประเทศ รองจากรายการ The Mask Singer ที่คว้าเรตติ้งไป 7.532

ถัดมาในระหว่างวันที่ 12-18 มิถุนายน 2560

“อุทัยเทวี” ถือเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับสองของช่อง 7 ด้วยตัวเลขเรตติ้ง 6.483 เป็นรองเพียงการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งได้เรตติ้งไป 7.763

ขณะที่ The Mask Singer ได้เรตติ้งไป 7.089

หรือเท่ากับว่า นับจากวันที่ 5-18 มิถุนายน “อุทัยเทวี” ถือเป็นละครโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งสูงสุดของประเทศไทย!

(ขอบคุณข้อมูลจาก เอจีบีนีลเซ่น จ้า)

“ฝนสามฤดู” ก่อนจะเป็น “เทพสามฤดู”

ฝนสามฤดู

นอกจากละครโทรทัศน์ “เทพสามฤดู” ในปี 2530 และ 2546 แล้ว ก่อนหน้านั้น ดาราวิดีโอเคยผลิตภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่องเดียวกันภายใต้ชื่อ “ฝนสามฤดู” มาหนหนึ่ง

โดยในปี 2517 บริษัท “ดาราฟิล์ม” (ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็น “ดาราวิดีโอ”) ได้ผลิตภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง “ฝนสามฤดู” ซึ่งถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม. เพื่อออกฉายทางโทรทัศน์

เมื่อภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างสูง จึงมีการนำฟิล์มไปโบลว์เพื่อออกฉายในโรงภาพยนตร์

ทั้งนี้ นักแสดงนำของภาพยนตร์เรื่องนั้นประกอบไปด้วย นรา นพนิรันดร์, ชัย ราชพงษ์ และเยาวเรศ นิศากร ขณะที่นักแสดงนำรุ่นเยาว์ คือ สยม-สยาม สังวริบุตร และมลฤดี ยมาภัย

ขอบคุณภาพประกอบสวยๆ จาก https://www.instagram.com/samsearn/ จ้า

ข่าวบันเทิง

รู้ไหม? “สายโลหิต” ที่ช่อง 7 กำลังฉายรีรัน มีการตัด “บางฉาก” ออกไป?

ระหว่างนั่งดู “สายโลหิต 2538” เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 17 พ.ย. ซึ่งนำเสนอฉากรบที่อ่าวหว้าขาว ผมรู้สึกตงิดใจอยู่นิดๆ ว่ามันมีอะไรบางอย่างขาดหายไป

จากความทรงจำส่วนตัว ฉากหนึ่งในละครเรื่องนี้ที่ติดตาผมมากๆ คือ ฉากทหารพม่ารุมฆ่า “ขุนรองปลัดชู” (รับบทโดยธนา สินประสาธน์) ที่อ่าวหว้าขาว

คาแรคเตอร์ของขุนรองปลัดชูในละครเรื่องนี้ เป็นคนหนังเหนียวมีคาถาอาคม ฟันแทงด้วยอาวุธไม่เข้า ดังนั้น ตัวละครทหารพม่าหลายคนจึงต้องมารุมอัดรุมทุบขุนรองฯ แล้วอุ้มแกไปกดน้ำให้ขาดอากาศหายใจในทะเล

%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b9

(ดาราวิดีโอมัก “เก่ง?” ในเรื่องอย่างนี้ ตอนละคร “ฟ้าใหม่” เมื่อปี 2547 เขาก็ทำฉาก “จมื่นศรีสรรักษ์” รับบทโดยบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ถูกทหารพม่าฟันร่างขาดเป็นสองท่อนอย่างน่าสยดสยอง จนกลายเป็นภาพติดตาอีกภาพหนึ่งในความจำของผม)

ปัญหา คือ ระหว่างนั่งดูสายโลหิตฉบับรีรัน ตอนที่มีการรบ ณ อ่าวหว้าขาว หน้าจอทีวีเมื่อคืนวาน

ฉากขุนรองปลัดชูถูกรุมฆ่ากลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย

โดยในฉากรบดังกล่าว จะมีแค่การตายของหลวงเสนาสุรภาค การคล้ายๆ จะตายของขุนไกรและพันสิงห์ ส่วนตัวละครขุนรองฯ จะมีฉากที่แกเริ่มต่อยตีกับทหารพม่า แล้วก็โดนตัดหายไปซะเฉยๆ

ก่อนที่ละครจะตัดไปภาพมุมกว้างที่มีทหารกองทัพอยุธยานอนตายเกลื่อน แล้วหมื่นทิพย์ (ที่แอบซุ่มไม่กล้าออกไปรบ) ก็รีบเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา เพื่อแจ้งข่าวการตายของหลวงเสนาฯ และขุนไกร ให้ญาติพี่น้องรับทราบ

สามารถดูฉากรบที่อ่าวหว้าขาวในสายโลหิตเวอร์ชั่นรีรัน ที่เพิ่งออกอากาศไปเมือคืนวันที่ 17 พ.ย. ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง (จุดไคลแม็กซ์จะอยู่ช่วงนาทีที่ 12 ไปจนจบคลิป)

http://s.bugaboo.tv/285473

ซึ่งเมื่อลองเปรียบเทียบกับคลิปยูทูบที่บันทึกมาจากตัวละครเวอร์ชั่นดั้งเดิม (ไคลแม็กซ์อยู่ตรงช่วงนาทีที่ 15.00-18.30)

จะเห็นได้ชัดว่าฉากตัวละครทหารพม่ารุมฆ่าขุนรองปลัดชู แถมยังแสดงอาการดีใจเมื่อฆ่าได้สำเร็จ นั้นถูกตัดออกไปจากสายโลหิตเวอร์ชั่นรีรัน

และน่าสังเกตด้วยว่าพวกฉากความรุนแรงจากการใช้อาวุธต่างๆ (ระดับน้องๆ หลานๆ “แซม เพกคินพาห์”) ก็ถูกตัดซอยให้สั้นลงพอสมควรในเวอร์ชั่นรีรัน

นี่อาจเป็น “แนวโน้มที่ดี” ในการพยายามรักษาสายสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านร่วมประชาคมอาเซียน และการลดทอนอารมณ์ความรู้สึกชาตินิยมแบบแบ่งมิตรแยกศัตรูชนิดสุดขั้วในประวัติศาสตร์กระแสหลัก?

หรืออาจเป็นตัดทอนเนื้อหาโหดร้ายรุนแรงของละครโทรทัศน์ยุคปลายทศวรรษ 2530 ที่เข้ากันไม่ได้กับจริตของคน (ชั้นกลางที่) ดูทีวียุคปัจจุบัน?

หรืออาจเป็นกลยุทธที่จะทำให้ละครได้รับเรตอายุคนดู ซึ่งไม่สูงและแคบจนเกินไป?

แต่ที่แน่ๆ คือ สังคมไทยปี 2559 นั้นเปลี่ยนแปลงไปมากพอตัว จนทุกอย่างไม่สามารถถูก “แช่แข็ง” อยู่ในปี 2538 ได้หมด

ข่าวบันเทิง

เปิดเรตติ้งทีวี ปลายสิงหาฯ-ต้นกันยาฯ “สี่ยอดกุมาร” ยังทะลุหลัก 7

เอจีบี นีลเซ่น เปิดข้อมูลเรตติ้งของช่องฟรีทีวีเดิมในช่วงปลายเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนกันยายน ออกมาแล้ว ผ่านทางเว็บไซต์

โดยระหว่างวันที่ 22-28 สิงหาคม รายการที่ได้เรตติ้งมากสุด คือ “ลูกไม้ไกลต้น” ละครหลังข่าวของช่อง 7 ซึ่งในวันอังคารที่ 23 ส.ค. ได้เรตติ้งไป 9.627

ถัดมา คือละครหลังข่าวเสาร์-อาทิตย์ จากวิกเจ็ดสีเช่นกัน อย่าง “ข้ามาคนเดียว” ซึ่งในวันอาทิตย์ที่ 28 ส.ค. คว้าเรตติ้ง 8.024 ไปครอง

อันดับสามของช่อง 7 และประเทศ ก็คือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ “สี่ยอดกุมาร” โดยในวันอาทิตย์ที่ 28 ละครเรื่องนี้ได้เรตติ้งไป 7.739

หันไปดูเบอร์หนึ่งของช่อง 3 อย่าง “เพลิงนรี” ปรากฏว่าตอนที่ได้รับความนิยมสูงสุดของสัปดาห์ดังกล่าว คว้าเรตติ้งไป 6.237

ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 4 กันยายน “ลูกไม้ไกลต้น” ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งประเทศ ด้วยเรตติ้งสูงลิ่ว 11.095 ในวันจันทร์ที่ 29 ส.ค.

เช่นเดียวกับเบอร์สองที่ยังคงเป็น “ข้ามาคนเดียว” ซึ่งในวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ย. ได้เรตติ้งไป 8.145 ส่วนวันศุกร์ที่ 2 ก.ย. คว้าเรตติ้งไป 7.335

ส่วน “สี่ยอดกุมาร” ยังครอบตำแหน่งที่สามเหมือนเดิม แม้เรตติ้งในวันเสาร์ที่ 3 ก.ย. จะหล่นไปที่ 6.988 ต่ำกว่าหลัก 7 เล็กน้อย

แต่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่วงเช้าเสาร์อาทิตย์เรื่องนี้ ก็ยังมีระดับเรตติ้งเหนือกว่าแชมป์ของช่อง 3 คือ “เพลงนรี” ซึ่งในสัปดาห์เดียวกัน ได้เรตติ้งสูงสุดที่ตัวเลข 6.058

ระหว่างวันที่ 5-11 กันยายน เป็นสัปดาห์ที่เรตติ้งเฉลี่ยของช่อง 7 มีมาตรฐานสูงมาก

โดยแชมป์ประจำสัปดาห์ตกเป็นของรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ที่ได้เรตติ้งไป 13.209

หลัง “ลูกไม้ไกลต้น” ลาจอไป “ข้ามาคนเดียว” ก็กลายเป็นละครเรตติ้งสูงสุดของประเทศ โดยในวันอาทิตย์ที่ 11 ก.ย. ละครเรื่องนี้คว้าเรตติ้งไป 8.366 ขณะที่ตอนซึ่งออกอากาศในวันศุกร์ก็ได้เรตติ้งระดับ 7 กว่าๆ

นอกจากนี้ ละครหลังข่าวอย่าง “กาลครั้งหนึ่งในหัวใจ” และ “บัลลังก์หงส์” ก็คว้าเรตติ้งไปน่าดูชม โดยเรื่องแรกได้ไป 7.663 ในวันพุธที่ 7 ก.ย. ส่วนเรื่องหลังได้ไป 7.379 ในวันจันทร์ที่ 5 ก.ย.

ส่งผลให้ “สี่ยอดกุมาร” ที่กลับมาคว้าเรตติ้งเกินหลัก 7 ที่ 7.031 ต้องตกลงไปเป็นอันดับ 7 ของช่องเลยทีเดียว

ส่วนทางด้านช่อง 3 เบอร์หนึ่งของสถานียังได้แก่ “เพลงนรี” ซึ่งมีเรตติ้ง 6.108

ข่าวบันเทิง, คนมองหนัง

“รอน บรรจงสร้าง” เตรียมประทับมือบนลานดารา 19 มี.ค.นี้

รอน 1

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคมนี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ขอเชิญทุกท่าน มาร่วมเป็นสักขีพยานกับ “รอน บรรจงสร้าง” ที่จะเดินทางมาประทับรอยมือรอยเท้าบนลานดารา เป็นดาวดวงที่ 165 เพื่อให้เป็นอมตนุสรณ์ในฐานะนักแสดงภาพยนตร์คนสำคัญ และร่วมบอกเล่าประสบการณ์การทำงานในวงการภาพยนตร์ ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

โดยจะมีการฉายผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของรอน คือ “สะพานรักสารสิน” (2530) ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ทั้งนี้ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรมแต่อย่างใด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 482 2013-14 ต่อ 111 หรือเว็บไซต์ หอภาพยนตร์.com

ประวัติและผลงานการแสดงภาพยนตร์ของ รอน บรรจงสร้าง

รอน 2

รอน บรรจงสร้าง มีชื่อจริงว่า ถิรยุทธ ตันติพิพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๗ ในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นนายทหาร ซึ่งเป็นแบบอย่างให้เขาคิดฝันอยากเจริญรอยตาม แต่เมื่อไม่สมหวัง เขาได้หันเหไปเรียนแผนกไฟฟ้าที่โรงเรียนช่างกล ขส.ทบ. ในระดับ ปวช. และเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวะศึกษา วิทยาเขตเทคนิคนนทบุรี จนจบระดับ ปวส. ตามลำดับ รวมทั้งเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการถ่ายแบบลงนิตยสารและมีผลงานแสดงมิวสิกวิดีโอ

ในระหว่างที่กำลังวางแผนเรียนต่อระดับปริญญาตรี รูปลักษณ์ของนายแบบหนุ่มคนนี้ได้ไปเตะตา เปี๊ยก โปสเตอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ผู้มีชื่อในเรื่องการปั้นนักแสดงหน้าใหม่ จึงทาบทามให้เขามารับบทพระเอกประกบคู่กับนางเอกชื่อดัง จินตหรา สุขพัฒน์ ในภาพยนตร์เรื่อง สะพานรักสารสิน ซึ่งดัดแปลงมาจากโศกนาฏกรรมในชีวิตจริงของคู่รักหนุ่มสาวชาวภูเก็ตที่ถูกกีดกันเรื่องความรัก จนตัดสินใจกระโดดจากสะพานสารสินลงทะเลเพื่อฆ่าตัวตายด้วยกัน และกลายเป็นข่าวโด่งดังในอดีต

สะพานรักสารสิน ออกฉายในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ความโด่งดังของภาพยนตร์เป็นจุดเริ่มต้นให้พระเอกหน้าใหม่ที่ใช้ชื่อในการแสดงว่า “รอน บรรจงสร้าง” เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนอย่างรวดเร็ว และเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาเข้ามาสู่วงการมายาอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐ เขามีผลงานการแสดงภาพยนตร์ในบทบาทที่หลากหลายออกมามากมายร่วม ๒๐ เรื่อง เช่น กลิ่นสีและกาวแป้ง (๒๕๓๑) เพชรลุยเพลิง (๒๕๓๑) มีหัวใจไว้บอกรัก (๒๕๓๑) กลิ่นสี 2 ตอน จีบสาวจิ๊จ๊ะ (๒๕๓๒) เรือนแพ (๒๕๓๒) กองร้อยสบาย สบาย (๒๕๓๒) วิวาห์พาฝัน (๒๕๓๓) กามเทพท่าจะบ๊องส์ (๒๕๓๓) แรงรักแรงพยาบาท (๒๕๓๕) แม่นาคพระโขนง (๒๕๓๗) ฯลฯ

นอกจากภาพยนตร์ เขายังมีผลงานละครโทรทัศน์อีกจำนวนมาก และเคยคว้ารางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขานักแสดงสนับสนุนชายดีเด่นมาครองได้ถึง ๒ ครั้ง นับเป็นหนึ่งในดารายอดนิยมที่ได้รับการยอมรับในฝีมือการแสดงและอยู่ในวงการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ผลงานภาพยนตร์ในระยะหลังของ รอน บรรจงสร้าง ได้แก่ ยุวชนทหาร เปิดเทอมไปรบ (๒๕๔๓) โรงแรมผี (๒๕๔๕) ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (๒๕๕๐) และ 2538 อัลเทอร์มาจีบ (๒๕๕๘) แม้จะเริ่มมีบทบาททางจอเงินน้อยลง แต่ รอน บรรจงสร้าง ยังคงมีผลงานทางจอแก้วออกมาให้เห็นอย่างสม่ำเสมอในปัจจุบัน นอกจากนี้ เขายังได้ผันตัวมาเป็นผู้กำกับและผู้จัดละครโทรทัศน์ ร่วมกับ ปรารถนา สัชฌุกร คู่ชีวิตซึ่งเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงเช่นเดียวกัน

หมายเหตุ โดย คนมองหนัง

หากพูดถึงรอน บรรจงสร้าง ผมมักนึกถึงละครโทรทัศน์อิงประวัติศาสตร์ที่เขามีบทบาทร่วมแสดงเมื่อปี 2531 เรื่อง “สงครามเก้าทัพ”

ละครเรื่องนั้น ที่กำกับโดย วรยุทธ พิชัยศรทัต มีส่วนก่อรูปความคิดให้คนดูอย่างผมตระหนักว่า หนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะ “เอียงขวา” สักเพียงไร ก็สามารถมีความสนุกได้อยู่ ตราบใด ที่มันยังมุ่งนำเสนอชีวิตชีวาของเหล่าตัวละคร ผู้เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญ

โอกาสนี้ จึงขอนำเอาเนื้อหาบางส่วน จากบทความที่ผมเคยเขียนถึงละครเรื่อง “สงครามเก้าทัพ” ลงในนิตยสารไบโอสโคป เมื่อปี 2552 มาเผยแพร่อีกครั้ง เพื่อเป็นเกียรติแก่รอน

—–

รอน

สงครามเก้าทัพอาจมีจุดหมายสำคัญในการเชิดชูเจ้านาย เพื่อให้คนดูเกิดความรู้สึกจงรักภักดีต่อบุรพกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในยุคก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม ละครเรื่องนี้ยังพูดถึงชีวิตของตัวละครไพร่กลุ่มหนึ่งอย่างคู่ขนานกับชีวิตของบรรดาเจ้านายไปตลอดทั้งเรื่อง ไพร่ที่มีชีวิตจิตใจ มีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนได้รับการบาดเจ็บล้มตายจากสงคราม

และหากมองจากมุมของไพร่ พระเอกของสงครามเก้าทัพก็คือตัวละครชื่อ “ไอ้สุก” (รอน บรรจงสร้าง)

ไอ้สุกเป็นคนรับใช้ประจำวังหน้า เขาเป็นหนุ่มเจ้าสำราญชอบเล่นเพลงเรือ อ่อนแอ ขี้ขลาด ไม่อยากเป็นนักรบ สุกไปหลงรัก “อีพะยอม” นางกำนัลของวังหลัง แต่พะยอมแสดงอาการดูแคลนและท้าทายให้สุกไปออกรบอย่างชายชาตรี ไอ้สุกจึงตัดสินใจออกศึกเพื่อหวังทำความดีความชอบและนำยศฐาบรรดาศักดิ์มาเอาชนะใจเธอ

กว่าสุกจะตัดสินใจร่วมรบ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเจ้านายของเขาก็ยกทัพไปรบกับอังวะที่ลาดหญ้าแล้ว เขาจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกับกองทัพของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข เพื่อขึ้นไปรบกับตองอูที่หัวเมืองเหนือ แต่ไอ้สุกอ่อนแอเกินไปจนไม่สามารถผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นทหารประจำทัพวังหลัง

ทว่าสุดท้ายแล้วสุกก็ได้เข้าร่วมกับกองโจรของพระองค์เจ้าขุนเณร ซึ่งมีหน้าที่ดักปล้นเสบียงและสรรพาวุธของกองทัพอังวะในป่าแถบกาญจนบุรี

เมื่อผ่านการสู้รบและได้พบเห็นเพื่อนสนิทบาดเจ็บล้มตายไปต่อหน้า ไอ้สุกก็มีจิตใจและร่างกายที่เข้มแข็งขึ้นจนกลายเป็นทหารกล้ามีฝีมือ กระทั่งได้เข้าร่วมในกองทัพวังหน้าซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่ลาดหญ้า รวมทั้งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหมู่

หลังจากทัพวังหน้าได้ชัยชนะที่ลาดหญ้า เหล่าทหารก็เดินทางกลับมาที่กรุงเทพฯ แต่แล้วนายทหารคนหนึ่งคือ “พันเทพฤทธิ์” กลับถูกนักเลงจีนรุมฆ่า ขณะเข้าไปเล่นพนันที่บ่อนแถวสำเพ็ง ไอ้สุกจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “พันเทพฤทธิ์” แทน

แม้ยศฐาบรรดาศักดิ์ของเขาจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วสมใจปรารถนา แต่สุกกลับผิดหวังในความรัก เมื่อพะยอมถูกหลวงศรีสมบัติ ข้าราชการเชื้อสายจีน หัวหน้านักเลงสำเพ็ง และหลานชายของพระยาราชาเศรษฐี มารับตัวไปเป็นนางละครประจำคณะละคร ทั้งยังหวังจะได้เธอเป็นเมีย

ในเบื้องต้น ภาพลักษณ์ของหลวงศรีสมบัติ พระยาราชาเศรษฐี ตลอดจนบรรดานักเลงสำเพ็ง ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนจีนที่กักขฬะหยาบคาย เข่นฆ่าทหารไทยที่ออกรบเพื่อ “ชาติ” และเอาแต่ค้าขายหาประโยชน์ใส่ตัว

ยิ่งกว่านั้น เมื่ออีพะยอมไม่ยอมเป็นเมียของหลวงศรีสมบัติ เธอจึงหนีกลับมาหาพระชายาของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขที่วังหลังขณะที่เจ้าของวังไปออกรบที่เมืองเหนือ พระยาราชาเศรษฐีก็ถึงกับพานักเลงมาล้อมวังเพื่อบีบคั้นเอาตัวพะยอมกลับคืน

จนตัวละครเจ้านายบางคน เช่น พระชายาของวังหลังและกรมหลวงจักรเจษฎา เคยพูดเอาไว้ว่าเมื่อเสร็จศึกพม่าแล้วก็เห็นจะต้องกลับมากวาดล้างพวกนักเลงจีนที่สำเพ็ง เช่นกันกับกรมพระราชวังหลังที่กล่าวว่าระบบระเบียบของกรุงรัตนโกสินทร์นั้นยังไม่เรียบร้อย เพราะคนยังละเลยในขนบธรรมเนียมเก่าๆ จนไม่เคารพเจ้านายอย่างแต่ก่อน

ไอ้สุกได้ออกศึกอีกครั้งกับทัพหลวงที่นำโดยรัชกาลที่ 1 กรมหลวงจักรเจษฎา และกรมหลวงเทพหริรักษ์ ซึ่งยกขึ้นไปช่วยทัพของวังหลังที่หัวเมืองเหนือ เช่นเดียวกับหลวงศรีสมบัติที่นำทหารจีนอาสาไปร่วมรบในศึกครั้งนี้ด้วย สุกกับหลวงศรีฯ เกลียดขี้หน้ากัน เพราะความขัดแย้งกรณีการตายของพันเทพฤทธิ์คนเก่าและเรื่องอีพะยอม (หลวงศรีฯ ไม่ทราบว่าสุกรักพะยอม ทว่าสุกรู้ว่าหลวงศรีฯ มาเอาตัวพะยอมไป)

แต่เจ้านายที่นำทัพก็ตัดสินใจมอบหมายให้ทั้งสองไปสอดแนมกองทัพตองอูร่วมกัน แม้ในช่วงแรกขุนนางจีนจะพยายามหักหลังทหารไทย ทว่าเมื่อพม่าคือศัตรูหลัก ทั้งจีนและไทยจึงร่วมแรงร่วมใจกันจัดการพม่า กระทั่งสามารถนำข่าวศึกมาแจ้งแก่กองทัพไทยจนเป็นฝ่ายรบชนะ ส่งผลให้ไอ้สุกและหลวงศรีสมบัติต่างรู้สึกเคารพนับถือซึ่งกันและกันในที่สุด

นับจากนั้นเป็นต้นมา หลวงศรีสมบัติก็กลายเป็นคนดี เป็นเพื่อนรักของไอ้สุก ไม่กดขี่ข่มเหงอีพะยอม และขับไล่นักเลงลูกน้องที่เกเรออกไป ดังนั้นตัวละครขุนนางจีนที่ดูเหมือนจะมีแต่ความร้ายกาจในตอนต้น จึงสามารถเข้ามามีตำแหน่งแห่งที่อยู่ใน “ชุมชนชาติไทย” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

เมื่อเสร็จศึกที่หัวเมืองเหนือ ไอ้สุกได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหมื่นพิชิตสงคราม ส่วนหลวงศรีสมบัติได้เลื่อนเป็นพระศรีสมบัติ อย่างไรก็ตาม ไอ้สุกกลับต้องตรอมใจในความรักหนักขึ้น เพราะอีพะยอมตัดสินใจลอบหนีออกจากวังหลังในคราวที่พระยาราชาเศรษฐีนำนักเลงมาล้อมวัง แต่เธอกลับไปเจอกับพระศรีสมบัติเข้าโดยบังเอิญ จนถูกรับตัวกลับไปยังคณะละครของขุนนางจีนอีกครั้ง

ไอ้สุกจึงเข้าไปกินเหล้าเมาอาละวาดในเขตวังหลัง จนเผลอแสดงกริยาไม่ดีต่อหน้ากรมพระราชวังบวรสถานพิมุข กระทั่งถูกลงโทษจับเข้าคุก จริงๆ แล้วกรมพระราชวังหลังรวมทั้งพระชายาของวังหน้าพร้อมจะอภัยโทษและให้สุกกลับมารับราชการตามเดิม แต่เขากลับรู้สึกสำนึกผิดและต้องการพิสูจน์ว่าตนเองไปรบเพื่อ “ชาติ” ไม่ใช่เพราะหวังจะได้ยศฐาบรรดาศักดิ์มาเอาชนะใจหญิงสาวอย่างที่ปรารถนาในตอนต้น

เมื่อคิดเช่นนั้นไอ้สุกจึงตัดสินใจหันหลังให้กับการรับราชการเป็นทหาร และกลับไปเป็นไพร่รับใช้ประจำวังหน้าตามเดิม

แต่ไอ้สุกก็ได้ออกรบอีกครั้งในตอนจบของละคร เมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยกทัพไปรบกับพม่าที่สามสบและเขาได้ติดตามไปรับใช้พระองค์ด้วย

ครั้นทัพไทยจวนพลาดท่าเสียที สุกก็ตัดสินใจวิ่งฝ่ากระสุนปืนเพื่อนำเอาดินปืนไประเบิดประตูค่ายอันแข็งแกร่งของอังวะ จนสามารถนำชัยชนะเด็ดขาดมาสู่กองทัพไทย นอกจากนี้เมื่อกลับมากรุงเทพฯ เขายังได้ครองรักกับอีพะยอมที่ได้รับอิสระจากพระศรีสมบัติเช่นกัน

ชีวิตของไอ้สุกและอีพะยอมจึงมีขึ้นลง มีดีเลว มีถูกผิด และมีแง่มุมด้านอื่นๆ นอกเหนือไปจากการทำทุกอย่างเพื่อบ้านเมืองหรือการออกรบกับอริราชศัตรูเพียงเท่านั้น

มิหนำซ้ำ ท้ายที่สุดแล้วไพร่อย่างสุกก็กลายเป็นวีรบุรุษสงคราม โดยไม่ต้องมีสถานะเป็นเจ้านายหรือเป็นทหารมียศศักดิ์แต่อย่างใด ราวกับจะเป็นการบอกว่าไพร่ก็มีส่วนสำคัญในการสร้าง “ชาติ” ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าชนชั้นนำ

แม้สงครามเก้าทัพจะมีสถานะเป็นละครเทิดพระเกียรติโดยมีกองทัพบกเป็นผู้ให้การสนับสนุน ทว่าประเด็นชีวิตไพร่ที่แฝงในละครก็ชวนให้นึกถึงนวนิยายของนักเขียนฝ่ายซ้ายอย่าง “คนดีศรีอยุธยา” ของเสนีย์ เสาวพงศ์ หรือ “ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข” ของสุภา ศิริมานนท์ (แน่นอน ว่ารวมถึงบทประพันธ์ต่างๆ ของหลวงวิจิตรวาทการด้วย) อยู่ไม่น้อย

คนมองหนัง

ความสัมพันธ์สองด้าน ของ “ผู้กองยอดรัก” กับ “สังคมการเมืองไทย”

มติชนสุดสัปดาห์ 7-13 สิงหาคม 2558

เมื่อปลายเดือนก่อน เว็บไซต์ประชาไท เผยแพร่สกู๊ปข่าวภาษาอังกฤษหัวข้อ “Romancing the tanks: how military rom-com”s constant remakes since the ’70s legitimize coups” (ซึ่งต่อมามีการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “ผู้กองยอดรัก: ละครรักกุ๊กกิ๊กเกี่ยวกับทหารที่ถูกสร้างใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐประหาร ตั้งแต่ทศวรรษ 1970”) โดย ผู้เขียนที่ใช้ชื่อว่า “เอสรี ไทยตระกูลพาณิช”

ข้อเสนอหลักของรายงานข่าวชิ้นนี้ ระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา หนังและละครแนวโรแมนติกคอเมดี้ ที่มีตัวละครเอกเป็นทหาร เรื่อง “ผู้กองยอดรัก” (ตลอดจนภาคต่อในชื่ออื่นๆ) ได้ถูกสร้างขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามากถึง 9 ครั้ง

ที่น่าสนใจ คือ มีหลายๆ ครั้ง ที่หนัง-ละครเหล่านั้น ถูกสร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร

จึงอาจเป็นไปได้ว่า การรีเมก “ผู้กองยอดรัก” มีความข้องเกี่ยวกับการพยายามสร้างความชอบธรรมและสร้างภาพลักษณ์โรแมนติกให้แก่กองทัพ ซึ่งเข้ามามีบทบาทแทรกแซงทางการเมือง

“ผู้กองยอดรัก” “ยอดรักผู้กอง” และ “ผู้กองอยู่ไหน” เป็นนวนิยายชุดของ “กาญจนา นาคนันทน์” ที่ตีพิมพ์ในช่วงทศวรรษ 2510 โดยเคยถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์สองครั้งใน พ.ศ.2516 และ 2524 และถูกนำมา สร้างเป็นละครโทรทัศน์มากถึง 7 ครั้ง ใน พ.ศ.2515, 2522, 2531, 2538, 2545, 2550 และครั้งล่าสุด ทางช่อง 3 ใน พ.ศ.2558

เอสรีและกองบรรณาธิการประชาไท ได้นำข้อมูลดิบดังกล่าวมาเทียบเคียงกับสถิติการทำรัฐประหารในช่วงเวลาเดียวกัน แล้วประมวลออกมาเป็นอินโฟกราฟิก ซึ่งชี้ให้เห็นว่า มีหลายครั้งที่หนัง/ละครเรื่อง “ผู้กองยอดรัก” ถูกสร้างขึ้นคล้อยหลังเหตุการณ์รัฐประหารหรือการกบฏที่ล้มเหลวโดยกองทัพ

อินโฟกราฟิกทหาร

หลังรัฐประหารปี 2514 มีการสร้างละคร “ผู้กองยอดรัก” ในปี 2515 และเวอร์ชั่นหนังในปี 2516

หลังรัฐประหารปี 2519 และ 2520 มีการสร้างละคร “ผู้กองยอดรัก” ในปี 2522

พร้อมๆ กับเหตุการณ์กบฏ 2524 ในปีเดียวกัน ก็มีการสร้างหนังเรื่อง “ผู้กองยอดรัก”

หลังรัฐประหาร 2549 ในปี 2550 ละคร “ผู้กองยอดรัก” ถูกสร้างขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

เช่นกันกับในปี 2558 ที่ละครเรื่องนี้ถูกรีเมกอีกหน ภายหลังรัฐประหารปี 2557

เอสรียังไปสัมภาษณ์บุคคลเพิ่มเติม คนแรก คือ ชานันท์ ยอดหงษ์ นักศึกษาปริญญาเอกและนักเขียนด้านประวัติศาสตร์ ที่แสดงความเห็นว่า ละคร “ผู้กองยอดรัก” ขับเน้นประเด็นเรื่องความรักชาติ ผ่านการนำเสนอภาพความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท และสถานะอันแตกต่างทางสังคม-เศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ทหารในละคร ยังถูกนำเสนอในเชิงโฆษณาชวนเชื่อ จนมีบุคลิกลักษณะโรแมนติก, สนุกสนาน และร่าเริง ส่วนบุคลิกและกิจกรรมด้านอื่นๆ กลับถูกลดทอนลบเลือนหมดสิ้น

ทางด้านนายทหารระดับพันเอกคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ละคร “ผู้กองยอดรัก” ฉายภาพวิถีชีวิตของ “นายทหารรับใช้” อย่างไม่สมจริง กระทั่งอาจสร้างภาพลักษณ์ไม่ดีต่อกองทัพได้

อย่างไรก็ดี อารมณ์ขันในละคร “ผู้กองยอดรัก” ทำให้ชานันท์เห็นว่า ละครเรื่องนี้มีบางแง่มุม ที่ช่วยทำลายการแบ่งแยกชนชั้นในสังคม โดยเฉพาะในตอนที่ตัวละครผู้บังคับบัญชาถูกกลั่นแกล้งหรือหยอกล้อโดยพลทหาร

ผิดกับ นายทหารคนเดิม ที่มองว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์หยอกล้อเช่นนั้นในชีวิตจริง พลทหารจอมทะเล้นจะต้องถูกลงโทษสั่งขังทันที

ขออนุญาตคิดต่อจากรายงานข่าวชิ้นดังกล่าว โดยที่บางประเด็นอาจมีความสอดคล้องกัน บางประเด็นอาจเห็นต่าง หรือบางประเด็นอาจไม่ได้มีความข้องเกี่ยวโดยตรงกับสิ่งที่เอสรีเสนอ

ประเด็นหลักที่เป็นจุดตั้งต้นของรายงานข่าวชิ้นนี้ เห็นจะเป็นสมมุติฐานที่ว่า สภาพสังคมการเมือง ณ ช่วงเวลานั้นๆ ย่อมมีส่วนในการกำหนด ครอบงำ หรือมีอิทธิพล ต่อการสร้างสรรค์สื่อบันเทิงหรือมหรสพต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยเดียวกัน

คำถาม คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบริบททางสังคมการเมือง กับ สื่อบันเทิง มีได้แค่รูปแบบหรือทิศทางเดียว เท่านั้นหรือ?

หากพิจารณาเฉพาะกรณีของ “ผู้กองยอดรัก 2558” ดูเหมือนสมมุติฐานของเอสรีน่าจะถูกต้อง กล่าวคือ ละครเรื่องนี้ ถูกสร้างขึ้นหลังรัฐประหาร พฤษภาคม 2557 (เปิดกล้องเดือนตุลาคม 2557) ฉะนั้น ละครคงหลีกลี้หนีอิทธิพลของอำนาจทหารที่กำลังแผ่กระจายในสังคมไปไม่พ้น

อย่างไรก็ตาม การช่วย “ฟอก” “โรแมนติไซส์” หรือถ่ายทอดอุดมการณ์ของกองทัพ ผ่านการสร้างละคร กลับไม่ได้ดำเนินไปอย่างทื่อๆ ตรงๆ ชนิดที่ถ้าหากผู้มีอำนาจกำลังโปรโมต “ค่านิยม 12 ประการ” อยู่ บรรดาตัวละครก็ต้องท่องค่านิยมเหล่านั้นให้คนดูฟัง

ประการแรก หากคิดแบบหยาบๆ และมองว่ามนุษย์ทุกคนต่างต้องพยายามคิดคำนวณ เพื่อกอบโกยหรือแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเองและพวกพ้องให้มากที่สุด

ดังนั้น เมื่อทหารกำลังมีสถานะเป็นกลุ่มบุคคลที่มีพลังอำนาจมากที่สุดในสังคมการเมืองไทย จึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่คนทำหนัง ทำละคร ทำอีเวนต์ จะพยายามผลิตงานอันมีเนื้อหาข้องเกี่ยวกับกองทัพ (ในแง่ดี)

คนทำสื่อบันเทิงเหล่านั้นอาจไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอะไรมากมายนัก แต่อย่างน้อยที่สุด ก็น่าเชื่อว่า ทหารคงอำนวยความสะดวกให้พวกเขาอย่างเต็มที่ ในขั้นตอนการถ่ายทำหรือจัดนิทรรศการ (ไม่นับรวมบางกรณี ที่หน่วยงานความมั่นลงเข้าไปเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์แบบไม่หวังผลกำไรด้วยตัวเอง)

แม้แต่ผู้กำกับภาพยนตร์ “นอกกระแสหลัก” ที่มีแนวคิด “วิพากษ์อำนาจนำในสังคม” อย่างชัดเจนมากที่สุดของเมืองไทยยุคปัจจุบัน อย่าง “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์กับนิตยสารจีเอ็มว่า ระหว่างการถ่ายทำหนังเรื่องล่าสุด “รักที่ขอนแก่น” ทีมงานของเขาได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอย่างดี รวมทั้งทหารในพื้นที่ด้วย

(อภิชาติพงศ์ไม่ได้อธิบายต่อ แต่ผมคาดเดาเอาเองว่า การช่วยเหลือดังกล่าวอาจเกิดขึ้น เพราะตัวละครหลักในหนังเป็นทหาร)

ประการถัดมา เมื่อทหารกลายเป็นบุคคลสำคัญในข่าวหรือประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ตั้งแต่ข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ จนถึงปัญหาปากท้องและการเสี่ยงโชค

การจัดทำมหรสพที่มีตัวละครนำเป็น “บุคคลในเครื่องแบบลายพราง” จึงย่อมมีโอกาสสูงในการเข้าถึงหรือเป็นที่นิยมของผู้ชมหมู่มาก

ทว่า การจะเข้าถึงคนดูทีวีกลุ่มแมสได้นั้น ไม่สามารถกระทำผ่านการเชิดชูภาพลักษณ์ในด้านบวกของตัวละครเอกเพียงอย่างเดียว

มหรสพหรือละครเรื่องนั้นๆ จึงต้องกอปรขึ้นมาจากองค์ประกอบของการ “โปร” และ “ล้อเลียน” ทหาร (ดังที่ชานันท์ระบุว่า อารมณ์ขันในละคร “ผู้กองยอดรัก” อาจสามารถทำลายการแบ่งแยกชนชั้นได้)

ยิ่งมหรสพหรือละครที่พูดถึงทหาร ในยุคทหารเป็นใหญ่ มีลักษณะลักลั่นกำกวมระหว่างสององค์ประกอบข้างต้น และเปิดกว้างต่อการตีความของคนดูมากขึ้นเพียงใด ก็มีโอกาสที่มหรสพหรือละครเรื่องนั้น จะกลายเป็นที่นิยมในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

คงไม่ต่างอะไรกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่วงเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ทำเรตติ้งสูงจนน่าเหลือเชื่อ อย่าง “แก้วหน้าม้า” ซึ่งด้านหนึ่ง ก็มีองค์ประกอบของการยืนยันทำซ้ำคุณค่า ความเชื่อ และจารีตแบบเดิมๆ แต่อีกด้าน คนดูก็มีโอกาสหัวเราะเฮฮา เมื่อ “ท้าวภูวดลฯ” ถูกแก้วหน้าม้าและพระมเหสี “ตั๊น” ใส่ แทบทุกอาทิตย์

ด้วยเหตุนี้ แม้การรีเมค “ผู้กองยอดรัก” หลังรัฐประหารครั้งล่าสุด จะเกิดขึ้นตามอิทธิพลขจรขจายของกองทัพ แต่ใช่ว่าผู้สร้างละครจะไม่รู้จักเก็บเกี่ยวผลประโยชน์บางด้านจากการทำตัวเป็นไผ่ลู่ลม

(และบ่อยครั้ง ผลประโยชน์ของคนทำสื่อบันเทิง ก็มิได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผลประโยชน์ของทหาร เหมือนที่นายทหารยศพันเอกในรายงานข่าวของประชาไท แสดงความไม่เห็นด้วยกับภาพลักษณ์ “ทหารรับใช้” ในละคร)

เกร็ดอีกประการหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บริบททางการเมืองไม่ได้ส่งอิทธิพลต่อละครในลักษณะบนลงล่างเสียทีเดียว ก็คือ ตอนอวสานของละคร “ผู้กองยอดรัก” เมื่อคุณหมอทหารอย่าง “ผู้กองฉวีผ่อง” ได้สมรสสมรักกับเนติบัณฑิต/ท่านผู้พิพากษาอย่าง “พัน”

บทสรุปจบเช่นนี้มีรากฐานมาจากนิยายในช่วงกลางทศวรรษ 2510 ของ กาญจนา นาคนันทน์ ซึ่งคงมีส่วน “ผลิตซ้ำ” ความเชื่อที่มองว่า ทหารและผู้พิพากษา เป็น “คนดี” ของสังคมไทย (หรือจริงๆ นิยายชุดนี้อาจเป็นผู้ผลิตความหมายทางวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นลำดับต้นๆ เสียด้วยซ้ำ)

และแน่นอนว่าย่อมมาก่อนกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ช่วยสานต่อภารกิจของคณะรัฐประหาร 2549 และเปิดทางให้แก่การรัฐประหาร 2557 ในอีกหลายทศวรรษหลัง

หากพิจารณาจากแง่มุมนี้ บริบททางสังคมการเมืองจึงมิได้มีอิทธิพลครอบงำต่อละครและตัวละครโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ทว่า บางครั้ง ชะตากรรมของเหล่าตัวละครและสถานการณ์บ้านเมืองจริงๆ กลับไปพ้องกันโดยบังเอิญ

ยิ่งกว่านั้น ละคร มหรสพ หรือสื่อบันเทิงอื่นๆ ซึ่งมีส่วนผลิตซ้ำความเชื่อหลักที่ฝังแน่นในสังคมไทย อาจมีอำนาจในการก่อรูปความคิดของผู้นำการเมืองบางฝ่าย และมวลชนสนับสนุน ด้วยซ้ำไป

ดังนั้น ในทางกลับกัน สื่อบันเทิง ตลอดจนมหรสพต่างๆ ก็อาจมีอิทธิพลครอบงำสังคมการเมือง หรือผู้มีอำนาจทางการเมือง อยู่ไม่น้อย

คำถามจึงอาจไม่ใช่ ละครสะท้อนความจริงเพียงใด? แต่ควรถามว่า ผู้คนในโลกความจริงพยายามกล่อมเกลาบ่มเพาะตนเองให้กลายสถานะเป็นตัวละครในนิยายพาฝันอย่างไร? มากกว่า