จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

มีอะไรน่าสนใจในฉาก “ควักลูกตา” ของ “นางสิบสอง 2562”

ผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม สำหรับฉาก “ควักลูกตาในตำนาน” ของละครจักรๆ วงศ์ๆ “นางสิบสอง” เวอร์ชั่นล่าสุด

ในแง่ความบันเทิง ผมรู้สึกว่าฉากดังกล่าว “ไม่ดิบ” และ “ไม่โหด” อย่างที่คิด

อาจเป็นเพราะเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยขึ้น ทำให้ “ความดิบ” ต่างๆ มีน้อยลง ขณะเดียวกัน ระบบตรวจสอบควบคุมความรุนแรงในสื่อ ก็คงส่งผลให้ “ความโหด” ต้องลดดีกรีลงไปมากพอสมควร

ถ้าเป็นอย่างนี้ แล้ว “ฉากควักลูกตา” และเหตุการณ์ต่อเนื่อง เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา มีอะไรน่าสนใจ?

ผมชอบวิธีอธิบายความในละคร ที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์/ผลลัพธ์หนึ่งๆ อาจเกิดขึ้นจากปฏิบัติการ/ระบบเหตุผลแบบคู่ขนาน

ควักลูกตา 1

เช่น การอธิบายว่าทำไม “เภา” จึงถูกควักลูกตาเพียงข้างเดียวอยู่แค่คนเดียว?

ซึ่งด้านหนึ่ง ละครได้อธิบายผ่านมิติเรื่อง “กรรม” ว่าเพราะพี่ๆ ทั้ง 11 คนที่เหลือ มีพฤติกรรมชอบทารุณสัตว์ (ควักตาปลา) หรือสนับสนุน/ไม่ทักท้วงพฤติกรรมเช่นนั้น ผิดกับ “เภา” ที่เคยพยายามทักท้วง

“เภา” เลยเป็นคนเดียวที่เหลือตาหนึ่งข้าง

ยายค่อม เจ้าแต้ม

แต่อีกด้าน ละครก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพฤติการณ์หาญกล้าเปี่ยมคุณธรรมน้ำมิตรของ “ยายค่อม” กับ “เจ้าแต้ม” ที่แอบบุกเข้าไปขอพระราชโองการอภัยโทษนางทั้งสิบสองจาก “ท้าวรถสิทธิ์” (ผู้ตกอยู่ภายใต้มนตร์สะกด/การควบคุมของ “นางยักษ์สันธมาลา” เกือบตลอดเวลา)

แม้พระราชโองการอภัยโทษจะมาช้า แต่อย่างน้อยก็ช่วยเซฟดวงตาดวงสุดท้ายของ “เภา” เอาไว้ได้

หากใครได้ชมละครมาตลอด จะพบว่า “นางสิบสอง 2562” (ผมไม่ได้ตามดูฉบับก่อนๆ อย่างละเอียด) มักชอบเล่นกระบวนท่าอธิบายความทำนองนี้อยู่บ่อยๆ

ตั้งแต่ประเด็นชะตากรรมทนทุกข์ของ “นางสิบสอง” และ “เศรษฐีนนท์” ผู้เป็นพ่อ ซึ่งด้านหนึ่ง ก็คงเป็นกรรมลิขิต-พรหมลิขิต (อำนาจนามธรรม) แต่อีกด้าน ละครก็ฉายภาพให้เห็นชัดๆ ว่าเทวดาผู้มีตัวตนจริงๆ อย่าง “พาลเทพ” นั้นคอยกลั่นแกล้งซ้ำเติมมนุษย์เหล่านี้อยู่ตลอดเวลา

จนถึงกรณีการล่าล้าง “นางสิบสอง” ของ “พระแม่เจ้าสันธมาลา” ซึ่งด้านหนึ่ง นี่ก็เป็นผลมาจากความรักอันแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น เพราะอารมณ์ผิดหวังเสียใจ แต่อีกด้าน พฤติกรรมโหดเหี้ยมอำมหิตข้างต้นก็เกิดจากปัจจัยหนุนเสริมอื่นๆ ด้วย เช่น การแทรกแซง-วางแผนไล่มนุษย์ออกนอกนครทานตะวันของ “แม่ย่า”

แม่ย่า นางสิบสอง

ที่สำคัญ จะสังเกตได้ว่าเหตุผลข้างหนึ่งอันมีส่วนนำไปสู่ภาวะพลิกผันสำคัญๆ ใน “นางสิบสอง” มักเกี่ยวพันกับ “เกมอำนาจ/เกมการเมือง” อยู่เสมอ

ทั้งการทัดทานท้าทายอำนาจผู้ปกครองโดยชาวบ้านราษฎร, ความระหองระแหงระหว่างเทพกับมนุษย์ และการคัดง้างของสองขั้วอำนาจในเมืองยักษ์

วิธีอธิบายความเช่นนี้คือจุดเด่นของบทละครโทรทัศน์เรื่อง “นางสิบสอง 2562”

ขอบคุณภาพจาก ยูทูบสามเศียร

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“เมรี” แก่กว่า “รถเสน”?

รายละเอียดหนึ่งซึ่งน่าสนใจในละคร “นางสิบสอง 2562” (ไม่แน่ใจว่าตรงกับเวอร์ชั่นก่อนๆ หรือไม่?) ก็คือ “เมรี” นั้นเกิดก่อน “รถเสน”

เมรี แก่กว่า รถเสน

ดังจะเห็นได้จากการที่ทารกหญิงครึ่งยักษ์ครึ่งมนุษย์อย่าง “เมรี” ถูกนำตัวมายังนครทานตะวัน เมื่อมีวัยได้ 4 เดือน ในขณะที่เภาเพิ่งตั้งท้อง “รถเสน” เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ อย่างน้อยที่สุด “เมรี” จึงแก่เดือนกว่า “รถเสน”

(สัปดาห์นี้ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตสั้นๆ แค่นี้ เดี๋ยวสัปดาห์หน้า คงได้มาว่ากันเรื่องฉาก “ควักลูกตา” ครับ)

ภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“ปิ๊ง จิดาภา” นักแสดง “นางสิบสอง” ผู้คว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 จากคณะบัญชีฯ จุฬาฯ

“จิดาภา วัชรสินาพร” หรือ “ปิ๊ง” น่าจะเริ่มเป็นที่รู้จักของแฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ มากขึ้น ภายหลังเธอได้ประเดิมรับบท “คล้าย” พี่สาวคนที่หกของ “เภา” ใน “นางสิบสอง 2562”

อย่างไรก็ดี ประวัตินอกจักรวาลสามเศียรของนักแสดงสาวคนนี้นั้นมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

ด้านหนึ่ง เธอเคยผ่านเวทีการประกวดสำคัญๆ เช่น มีสทีนไทยแลนด์ 2015 และมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 มาแล้ว

แต่อีกด้าน ปิ๊งก็มีโปรไฟล์การศึกษาที่ไม่ธรรมดา โดยสาววัย 22 ปีผู้นี้ จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ สายวิทย์-คณิต ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยระหว่างเรียน ปิ๊งประกอบอาชีพเสริมเป็นติวเตอร์วิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษไปด้วย ขณะเดียวกัน เธอยังพูดได้ถึง 5 ภาษา นอกจากไทยและอังกฤษแล้ว ก็มีฝรั่งเศส จีน และญี่ปุ่น

ล่าสุด “ปิ๊ง จิดาภา” หรือ “คล้าย” แห่ง “นางสิบสอง 2562” กำลังจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการธนาคารและการเงิน ในวันที่ 3 ตุลาคมนี้

หลังจากเธอจบการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

ข้อมูลจาก

https://www.instagram.com/pingpingg_
https://www.dek-d.com/education/tutorcenter/showprofile.php?id=57618
https://www.thairath.co.th/content/687942

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ท่องนคร “ทานตะวัน” เมืองยักษ์ใน “นางสิบสอง 2562”

หลังจากชมละคร “นางสิบสอง 2562” ไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าเมือง “ทานตะวัน” ของ “นางยักษ์สันธมาลา” นั้นถูกออกแบบหรือจัดวางโครงสร้างเอาไว้เป็นอย่างดี มีระบบระเบียบ จนน่านำมาเขียนถึง ดังนี้

“พระแม่เจ้า” กับ “แม่ย่า”

พระแม่เจ้า แม่ย่า

จุดสูงสุดบนยอดพีระมิดหรือชนชั้นนำผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองยักษ์แห่งนี้ล้วนเป็นสตรีเพศ ทว่าพวกนางก็ดูจะแบ่งออกเป็นสองขั้ว

ขั้วแรก คือ “พระแม่เจ้าสันธมาลา” อีกขั้วหนึ่ง คือ “แม่ย่า”

“พระแม่เจ้าสันธมาลา” นั้นพำนักอยู่ในปราสาทราชวัง และทำหน้าที่ปกครองดูแลอาณาจักร ขณะที่ผู้เฒ่าเช่น “แม่ย่า” กักตัวบำเพ็ญตนอยู่ในถ้ำ

ครั้งหนึ่ง “พระแม่เจ้าสันธมาลา” เคยยกย่องว่า “แม่ย่า” เป็น “ศูนย์รวมจิตใจ” ของเมือง ขณะเดียวกัน “แม่ย่า” เอง ก็มีความสามารถในการหยั่งรู้เหตุการณ์ต่างๆ จึงอาจแปลความได้ว่า นางยักษ์อาวุโสตนนี้มีอำนาจหน้าที่อยู่ในขอบเขตศาสนจักร ซึ่งเกี่ยวพันกับความเชื่อ-ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ

ในช่วงแรกของละคร “พระแม่เจ้าสันธมาลา” มีลักษณะเป็น “ยักษ์หัวก้าวหน้า” ที่สนับสนุนหลักการไม่กินเนื้อ/ไม่ฆ่ามนุษย์ ทั้งยังเลี้ยงดูมนุษย์ (เด็กหญิง) จำนวน 12 คน ประหนึ่งลูกแท้ๆ

นางคล้ายจะมีความเชื่อว่ายักษ์กับมนุษย์สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้

ตรงกันข้าม “แม่ย่า” เริ่มปรากฏบทบาทในฐานะ “ยักษ์หัวโบราณ-อนุรักษนิยม” (กึ่งๆ สายเหยี่ยวด้วยซ้ำ) ซึ่งยืนกรานเรื่องยักษ์กับมนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน

“แม่ย่า” ดูจะไม่ได้เคร่งครัดในกฎเกณฑ์ (ที่เพิ่งสร้าง) ซึ่งห้ามบรรดายักษ์ในเมืองทานตะวันมิให้กินเนื้อมนุษย์ มิหนำซ้ำ นางยังเหมือนจะแอบรู้เห็นเป็นใจกับ “พฤติกรรมต้องห้าม” ที่ขัดขืนกฎระเบียบดังกล่าวด้วย

แน่นอนที่สุด “แม่ย่า” คือผู้มีอำนาจคนสำคัญที่วางแผนการผลักไส “นางสิบสอง” ออกไปจากเมืองทานตะวัน

ความสัมพันธ์ระหว่าง “พระแม่เจ้าสันธมาลา” กับ “แม่ย่า” นั้นก็น่าสนใจ

ส่วนใหญ่ “พระแม่เจ้าฯ” จะเคารพนบนอบและเชื่อฟังคล้อยตามคำแนะนำสั่งสอนของ “แม่ย่า” แต่เวลาโมโห โกรธา เดือดดาล ไม่ได้ดั่งใจ “พระแม่เจ้าฯ” ก็กล้าดุและตวาดใส่ “แม่ย่า” เช่นกัน

ดังนั้น ถ้าให้พูดถึงสายการบังคับบัญชาแนวดิ่งแล้ว อย่างไรเสีย “พระแม่เจ้าสันธมาลา” ก็น่าจะอยู่เหนือกว่า “แม่ย่า”

ทว่าแม้ “แม่ย่า” จะมีอำนาจอาญาสิทธิ์ไม่เท่า “พระแม่เจ้าฯ” แต่นางก็รู้ดีว่าตนเองควรจะเล่นการเมืองในการโน้มน้าวใจ “พระแม่เจ้าฯ” ด้วยวิถีทางเช่นใด?

ดังเช่นที่ “แม่ย่า” สามารถแปรความโกรธความผิดหวังที่ “พระแม่เจ้าสันธมาลา” มีต่อการหนีหายของ “นางสิบสอง” ไปเป็นความเกลียดชังคั่งแค้นได้สำเร็จ

ขุนนางยักษ์

สันธมาลาและอีลีท

เมือง/นครต่างๆ ในโลกของละครจักรๆ วงศ์ๆ ย่อมต้องมีตัวละครสมทบเป็นเหล่าเสนาอำมาตย์และคุณท้าวนางกำนัล

ขุนนางยักษ์ระดับสูงในเมืองทานตะวันนั้นมีอยู่สี่ราย ได้แก่ “วิรุฬ” “จำบัง” “จตุรพักตร์” และ “ทุรโยธน์”

อย่างไรก็ตาม ทั้งสี่ตนดูจะมีสถานะอยู่บนแนวระนาบเดียวกัน มิได้ลดหลั่นจากอำมาตย์ลงเป็นหมื่นลงเป็นหัวหมู่ ดังเช่นระบบราชการในเมืองมนุษย์

เส้นแบ่งของยักษ์สี่ตนนี้จึงอยู่ที่ “หน้าที่” ของพวกเขามากกว่า

โดย “วิรุฬ-จำบัง” ปฏิบัติหน้าที่เป็นมือซ้ายมือขวาของ “พระแม่เจ้าฯ” ส่วน “จตุรพักตร์-ทุรโยธน์” ก็ดูจะเป็นมือไม้ใต้อิทธิพลของ “แม่ย่า” (การทำงานของสองฝ่ายมีขัด-ขบกันเป็นครั้งคราว)

วังในเมืองทานตะวันยังมีนางกำนัล ซึ่งไม่ได้แบ่งแยกระหว่างคุณท้าวยศสูงกับนางกำนัลทั่วๆ ไป แต่อาจมีนางกำนัลรุ่นใหญ่ที่มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดเจ้านายมากหน่อย เช่น “โขมดทอง” กับ “ขมูทิพย์” เป็นต้น

“ประชาชนยักษ์”

ประชาชนยักษ์ 1

ประเด็นหนึ่งที่โดดเด่นมากๆ ใน “นางสิบสอง 2562” ก็คือเมืองทานตะวันนั้นมี “ประชาชน/พลเมือง/ราษฎรยักษ์” ดำรงอยู่

สวนทางกับละครจักรๆ วงศ์ๆ จำนวนมาก ที่มักนำเสนอ “ยักษ์” เป็นอมนุษย์ ผู้มีฤทธิ์เดชน่าเกรงขาม และมีรูปร่างใหญ่โตเหนือมนุษย์ จนอาจสามารถอนุมานได้ว่า “ยักษ์” อยู่ตรงข้ามหรือไม่ใช่ “ประชาชน”

แต่ละครกลับไม่ค่อย/เคยนำเสนอ หรือคนดูก็ไม่ค่อยนึกถึงภาพ “ยักษ์ที่เป็นประชาชน” หรืออาจเรียกขานว่า “ยักษ์เล็กยักษ์น้อย” กันสักเท่าไหร่

ละคร “นางสิบสอง” ฉบับนี้ ได้ฉายภาพ “ประชาชนยักษ์” ที่ชีวิตต้องได้รับผลกระทบจาก “ยักษ์ผู้เป็นชนชั้นปกครอง”

ประชาชนยักษ์ 2

เพราะเมื่อ “พระแม่เจ้าสันธมาลา” รับเด็กหญิงลูกมนุษย์จำนวน 12 ราย มาเลี้ยงดูเป็นพระธิดา นางก็สั่งการให้ยักษ์ทุกตนในเมืองทานตะวันเลิกทำตัวเป็น “ยักษ์” และให้ใช้ชีวิตประหนึ่ง “มนุษย์”

ครั้นพอมนุษย์สิบสองนางหนีหาย “พระแม่เจ้าฯ” ก็ระเบิดระบายอารมณ์ ทำลายบ้านเมืองของตนเองเสียย่อยยับ จนเหล่า “ยักษ์เล็กยักษ์น้อย” ทั้งหลาย โดนลูกหลงได้รับบาดเจ็บและต้องหลบภัยกันจ้าละหวั่น

ก่อนที่ “แม่ย่า” จะปรากฏตัวขึ้น พร้อมเอ่ยปากเตือน “พระแม่เจ้าสันธมาลา” ว่า “โน่น! ประชาชนทั้งเมืองที่พระแม่เจ้าเคยบังคับให้เขาอยู่อย่างมนุษย์ เขาทุกข์ทรมานเพราะแรงโมหะของพระแม่เจ้านะเพคะ”

จึงกลายเป็นว่า “แม่ย่า” คือยักษ์ฝ่ายขวา ผู้อยู่เคียงข้าง “ประชาชนยักษ์” ในเมืองทานตะวัน

เครือข่ายและจักรวาลรายล้อม “เมืองทานตะวัน”

สุรฤทธิ์ สุรกาศ

นครทานตะวันไม่ได้ตั้งอยู่เดี่ยวโดดชนิดตัดขาดจากโลกภายนอก

เห็นได้จากสองเจ้าชายยักษ์ต่างเมืองอย่าง “สุรฤทธิ์” และ “สุรกาศ” ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของ “พระแม่เจ้าสันธมาลา” และถูกเชื้อเชิญมาให้เลือกใครบางคนในกลุ่ม “นางสิบสอง” เป็นคู่ครอง

หรือเมื่อ “พระแม่เจ้าฯ” กำลังมีอาการเป๋จากการสูญเสียลูกสาวบุญธรรมกลุ่มใหญ่ “แม่ย่า” ก็แอบส่ง “จตุรพักตร์” ไปขอตัว “เมรี” มาจากนครพันธุรัต เพื่อผูกใจ “พระแม่เจ้าฯ” ทดแทนเหล่า “นางสิบสอง”

ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์กับ “เครือข่ายเมืองยักษ์” ข้างต้น ทว่าเมืองทานตะวันยังเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของจักรวาลที่กว้างขวาง หลากหลาย และซับซ้อนกว่านั้น

เพราะเมื่อบรรดายักษ์จะข้ามเขตแดนเข้าสู่ “เมืองมนุษย์” พวกเขาต้องแจ้งแก่เทวดาปกปักรักษาพื้นที่เสียก่อน ว่าตนเองจะขออนุญาตผ่านแดนโดยมีเจตนาบริสุทธิ์

จักรวาลที่ประกอบด้วยเมืองยักษ์และเมืองมนุษย์ (ตลอดจนเทวดา) จึงมีกฎเกณฑ์เป็นกลางตั้งมั่นอยู่

แต่สุดท้ายแล้ว “พระแม่เจ้าสันธมาลา” ก็ตัดสินใจละเมิดกฎดังกล่าว

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

รู้จัก “ณพบ ประสบลาภ” ผู้สวมบท “ท้าวรถสิทธิ์ 2562” (พร้อมอัพเดตเรตติ้งละคร “นางสิบสอง”)

รู้จัก “ณพบ ประสบลาภ” ผู้รับบท “ท้าวรถสิทธิ์ 2562”

“ณพบ ประสบลาภ” เริ่มปรากฏตัวในละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร ณ ช่วงครึ่งหลังทศวรรษ 2550

ผลงานโดดเด่นในยุคแรกของเขา คือ การรับบทตัวร้ายชื่อ “สุทัศน์จักร” และ “หิรัญไกรสีห์” ใน “จันทร์ สุริยคาธ” (2556) และ “มนต์นาคราช” (2556-7) ตามลำดับ

ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ล้วนเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคหลังที่ผมชื่นชอบเอามากๆ

ผมเคยเขียนวิเคราะห์ตัวละคร “สุทัศน์จักร” ใน “จันทร์ สุริยคาธ” ไว้เล็กน้อย ในบทความ ชิ้นนี้

และเคยเขียนวิเคราะห์ตัวละคร “หิรัญไกรสีห์” ใน “มนต์นาคราช” ไว้ในบทความ อีกชิ้นหนึ่ง

ปัจจุบัน ณพบยังคงโลดแล่นอยู่ในจักรวาลสามเศียรโดยต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่งสวมบท “เขยแขก” ใน “สังข์ทอง 2561” และการรับบท “ขุนแผน” ใน “ขุนแผนแสนสะท้าน” ช่องดาวเทียมจ๊ะทิงจา

ที่สำคัญ ณพบกำลังจะได้ฤกษ์ออกจอในละคร “นางสิบสอง 2562” ในฐานะตัวละคร “ท้าวรถสิทธิ์”

อัพเดตเรตติ้ง “นางสิบสอง” แค่เกือบๆ แต่ยังไม่ถึง 5

เรตติ้งสี่ตอนหลังสุดของ “นางสิบสอง 2562” แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังพุ่งไม่ถึงหลัก 5

โดยในวันที่ 17-18 สิงหาคม ละครเรื่องนี้ได้เรตติ้งไป 4.292 และ 4.632

ส่วนในวันที่ 24-25 สิงหาคม เรตติ้งของ “นางสิบสอง” นั้นอยู่ที่ 4.374 และ 4.643

ต้องจับตาดูว่าเมื่อถึงช่วงไคลแมกซ์ฉาก “ควักลูกตาในตำนาน” ดัชนีความนิยมของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ จะทะยานขึ้นถึงหลัก 5-6 ได้หรือไม่?

ขอบคุณข้อมูลเรตติ้งจาก

https://www.tvdigitalwatch.com/tvrating-12-18aug-256/

https://www.tvdigitalwatch.com/tvrating-19-25aug-2562/

ขอบคุณภาพนำจาก ยูทูบสามเศียร

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“หนำเลี้ยบ” กลับมากำกับ “นางสิบสอง” หลัง “ปลื้ม สังวริบุตร” คุมงานช่วง 5 ตอนแรก

ปลื้ม นางสิบสอง 5

นับตั้งแต่แพร่ภาพในตอนที่ 1 จนถึงตอนที่ 5 ไตเติ้ลของละคร “นางสิบสอง 2562” นั้นระบุว่าผู้กำกับรายการ-การแสดง คือ “ปลื้ม สังวริบุตร”

ทว่าหลังจากตอนที่ 6 เป็นต้นมา ชื่อของผู้กำกับรายการ-การแสดงได้เปลี่ยนแปลงไป โดยกลับมาเป็น “ผู้กำกับจักรๆ วงศ์ๆ หน้าเก่าคนเดิม” คือ “ภิพัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์” หรือ “หนำเลี้ยบ”

หนำเลี้ยบ นางสิบสอง 6

ไม่แน่ใจว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้เกิดจากสาเหตุใด?

เบื้องต้น สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเหตุการณ์ปกติของค่ายสามเศียร ซึ่งการที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ทุกเรื่องต้องออนแอร์อย่างต่อเนื่องกันไม่มีขาดตอนนั้น ได้ส่งผลให้เกิดภาวะสุญญากาศในการปฏิบัติงานระหว่างการปิดกล้องละครเรื่องก่อนหน้า กับการเปิดกล้องถ่ายทำละครเรื่องใหม่

เข้าใจว่าที่ผ่านมา ผู้กำกับหนำเลี้ยบจะต้องรับภาระปิดกล้องละครที่กำลังอวสาน ส่วนการเปิดกล้องละครใหม่นั้น มักมีผู้กำกับร่วมเครือดีด้า-สามเศียรมาช่วยวางโครงให้ และหลายๆ ครั้ง ผู้ที่เข้ามารับหน้าที่ตรงจุดนี้ ก็คือ “สยม สังวริบุตร”

แม้ชื่อผู้กำกับฯ ที่ปรากฏบนไตเติ้ลละคร จะเป็น “หนำเลี้ยบ” เพียงรายเดียว ตั้งแต่ตอนแรกยันอวสาน ไม่มีเปลี่ยนแปลงก็ตาม

แต่ในกรณีของ “นางสิบสอง 2562” มีความเป็นไปได้ว่าทางดาราวิดีโอ-ดีด้า-สามเศียร อาจตัดสินใจสนับสนุนให้ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลสังวริบุตร คือ “ปลื้ม” เข้ามาเรียนรู้งานกำกับรายการ-การแสดง และถือโอกาสเปิดตัวเขาไปด้วยในคราวเดียว

“ปลื้ม สังวริบุตร” จึงเป็นทั้งผู้เข้ามาช่วยเปิดกล้องให้ “นางสิบสอง” เวอร์ชั่นใหม่ ในทางพฤตินัย และยังมีรายชื่อเป็นผู้กำกับรายการ-การแสดง โดยนิตินัย ในช่วงห้าตอนแรกอีกด้วย

ขอบคุณภาพนำจากเพจเฟซบุ๊ก DIDA VIDEO PRODUCTION

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เปิดตัว 12 นักแสดงหญิง ผู้สวมบทบาท “นางสิบสอง” 2562

เนื้อหาของละคร “นางสิบสอง 2562” ซึ่งแพร่ภาพในวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม จะเคลื่อนผ่านไปสู่ช่วงเวลาที่พี่น้องตัวละครนำทั้ง 12 นาง เติบใหญ่เป็นสาวรุ่นกันแล้ว

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตพาแฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ ไปทำความรู้จักนักแสดงที่จะมาสวมบท “นางสิบสอง” เวอร์ชั่นใหม่ แบบคร่าวๆ

โดยทางค่ายสามเศียรได้แบ่งสัดส่วนนักแสดงที่จะมารับบทบาทเป็น “นางสิบสอง” ไว้ในลักษณะ 50-50

คือมี 6 คน ที่เคยผ่านการแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ มาแล้ว ส่วนอีก 6 คน ถือเป็นมือใหม่ในแวดวงละครพื้นบ้าน

นางสิบสอง 1

โดยนักแสดง 6 คนแรก ซึ่งคงเป็นที่คุ้นตาบรรดาแฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคใหม่ ก็ได้แก่

วรัญภรณ์ ณ พัทลุง (พัฒน์ช่วย) รับบท “บัว” พี่สาวคนโต

View this post on Instagram

💝 cr. @annzaa_saturday

A post shared by Mean Waranporn (@mean_waranporn) on

“มีน วรัญภรณ์” ผ่านงานละครจักรๆ วงศ์ๆ มาอย่างหลากหลาย คือ เริ่มต้นด้วยการเป็นนางเอกใน “อุทัยเทวี 2560” เป็นนางไม้ใน “เทพสามฤดู 2560” และเป็นนางเงาะป่าใน “สังข์ทอง 2561”

นอกจากนี้ วรัญภรณ์ยังเคยผ่านเวทีประกวดนางงามระดับชาติ โดยมีดีกรีเป็นมิสมอเตอร์โชว์ 2015 (พ.ศ.2558) และเข้ารอบ 12 คนสุดท้าย นางสาวไทย พ.ศ.2559

ชนุชตรา สุขสันต์ รับบท “ผัน” พี่สาวคนที่สอง

คนทั่วไปอาจรู้จัก “นาย ชนุชตรา” จากการเป็นภรรยาของ “เคลลี่ ธนะพัฒน์” แต่ในจักรวาลค่ายสามเศียร เธอถือเป็นนักแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ ผู้มีงานชุกและต่อเนื่องมากๆ รายหนึ่ง ไล่ตั้งแต่ “มนต์นาคราช 2556” “แก้วหน้าม้า 2558” “เทพสามฤดู 2560” “สังข์ทอง 2561” และ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

ชนุชตราเป็นดาราละครพื้นบ้านอีกหนึ่งคน ที่เคยประกวดนางงามมาก่อน โดยเธอผ่านเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2013 (พ.ศ.2556) และเป็นรองอันดับ 1 มิสเอิร์ธไทยแลนด์ 2013

ชนารดี อุ่นทะศรี รับบท “อี่” พี่สาวคนที่สาม

“เพลง ชนารดี” ถือเป็นนักแสดงหญิงระดับแกนหลักอีกคนของสามเศียร โดยเธอได้รับบทเด่นทั้งใน “สังข์ทอง 2561” และ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

ชนารดีเคยเข้าถึงรอบ 5 คนสุดท้าย ในการประกวดนางสาวไทย พ.ศ.2559 รวมทั้งเคยเข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017 (พ.ศ.2560)

ทั้งนี้ ก่อนจะเข้าสู่แวดวงนางงาม ชนารดีก็เคยร่วมแสดงละครพื้นบ้านมาแล้วรอบหนึ่ง โดยเธอเป็นนักแสดงสมทบใน “ยอพระกลิ่น 2557”

อัญรส ปุณณโกศล รับบท “ปอง” พี่สาวคนที่สี่

“พิมพ์ อัญรส” เคยแสดงเป็นพระธิดาฉันทา นางร้ายใน “อุทัยเทวี 2560” และเป็นหนึ่งใน “หกพระพี่นาง” ใน “สังข์ทอง 2561”

เธอคือนักแสดงหญิงค่ายสามเศียรรุ่นปัจจุบันเพียงไม่กี่คน ที่ไม่เคยผ่านเวทีการประกวดนางงามระดับชาติมาก่อน

กัญจน์อมล เคล้าจิตพูลสุข รับบท “ใย” พี่สาวคนที่เจ็ด

“แก้ม กัญจน์อมล” เคยร่วมแสดงใน “สี่ยอดกุมาร 2559” “สังข์ทอง 2561” และ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

โดยกัญจน์อมลมีดีกรีเป็นผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2015 (พ.ศ.2558)

เกศรินทร์ น้อยผึ้ง รับบท “เภา” น้องสาวคนสุดท้อง

“ปูเป้ เกศรินทร์” มีสถานะเป็นนางเอกจักรๆ วงศ์ๆ คนสำคัญในช่วงไม่กี่ปีให้หลัง แถมยังเป็นดาราหญิงดาวรุ่งของช่อง 7 อีกด้วย

เธอได้รับบทเด่นเป็นเจ้าหญิงที่ถูกเลี้ยงดูเยี่ยงเด็กผู้ชายใน “สี่ยอดกุมาร 2559” ก่อนจะสวมบทรจนาในละครฮิต “สังข์ทอง 2561”

เกศรินทร์มีลักษณะคล้ายคลึงกับอัญรส คือ ไม่เคยเข้าประกวดนางงามเวทีใหญ่ๆ มาก่อน แต่เติบโตมาในฐานะเด็กปั้นของค่ายสามเศียร

นางสิบสอง 2

ขณะที่นักแสดงหญิงน้องใหม่ 6 รายหลัง จะประกอบไปด้วย

แพรวรรณ สมศักดิ์ รับบท “คล้อง” พี่สาวคนที่ห้า

ในอินสตาแกรมของ “แพร แพรวรรณ” ระบุว่าเธอเป็นผู้ชนะการประกวด Boy and Girl Thailand 2019

จิดาภา วัชรสินาพร รับบท “คล้าย” พี่สาวคนที่หก

“ปิ๊ง จิดาภา” เคยผ่านการประกวดมิสทีนไทยแลนด์ 2015 (พ.ศ.2558) และมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 (พ.ศ.2559) มาแล้ว

นอกจากนี้ เธอยังเรียนหนังสือเก่ง จนได้เป็นนิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คลิกอ่าน “ปิ๊ง จิดาภา” นักแสดง “นางสิบสอง” ผู้คว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 จากคณะบัญชีฯ จุฬาฯ

ภัทรภร สินธิภักดิ์ รับบท “ไพ” พี่สาวคนที่แปด

“แพรวา ภัทรภร” เป็นอีกคน ที่ผ่านเวทีประกวดนางแบบ-นางงามมามากมาย ทั้งอีลิทโมเดลลุคไทยแลนด์ 2016 (พ.ศ.2559) ไทยซูเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2018 (พ.ศ.2561) มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 (พ.ศ.2561) ล่าสุด เธอเพิ่งคว้าตำแหน่งรองอันดับ 3 จากเวทีมิสเตอร์โชว์ 2019 (พ.ศ.2562) มาครอง

นิรดา เจษฎาปริยากุล รับบท “แสด” พี่สาวคนที่เก้า

“ตั๊ก นิรดา” เป็นผู้มีประสบการณ์จากเวทีนางงาม โดยเธอเคยเข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2014 (พ.ศ.2557) มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2015 (พ.ศ.2558) และ 2017 (พ.ศ.2560) รวมทั้งยังได้เป็นตัวแทนสาวไทยไปประกวดมิสเอิร์ธ 2018 (พ.ศ.2561) อีกด้วย

ซาราห์ สายสกุลเศรษฐ์ รับบท “ปี่” พี่สาวคนที่สิบ

“ซาร่า” เคยเข้าประกวดนางสาวไทย พ.ศ.2553 และเป็นรองอันดับ 2 มิสมอเตอร์โชว์ 2011 (พ.ศ.2554)

ฐาปนีย์ ศุภรัตนาภิรักษ์ รับบท “ปลอด” พี่สาวคนที่สิบเอ็ด

“น้ำว้า ฐาปนีย์” เคยเข้าประกวดมิสทีนไทยแลนด์ 2014 (พ.ศ.2557) ปัจจุบัน เธอเรียนหนังสือที่ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

คลิกอ่าน รู้จัก “ณพบ ประสบลาภ” ผู้สวมบท “ท้าวรถสิทธิ์ 2562” (พร้อมอัพเดตเรตติ้งละคร “นางสิบสอง”)

คลิกอ่าน “นางสิบสอง 2562” เมื่อปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่อง “ลูกมากยากจน”

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/lorddida/

สำหรับผู้อยากรู้จักนักแสดงทั้ง 12 คนเพิ่มเติม สามารถดูคลิปเนื้อหาดีๆ ได้ที่ ช่องยูทูบพชรปพน

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“นางสิบสอง 2562” เมื่อปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่อง “ลูกมากยากจน”

นวัตกรรมใน “นางสิบสอง” ฉบับล่าสุด

ละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 เรื่องล่าสุด อย่าง “นางสิบสอง 2562” แพร่ภาพมาได้ 5 ตอนแล้ว

บทเกริ่นนำของละครเรื่องนี้นั้นมีความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำรอยเวอร์ชั่นเดิมๆ

กล่าวคือ “เศรษฐีนนท์” และ “นางจัน” ผู้เป็นเมีย มิได้ประสบปัญหา “ลูกมากยากจน” ในระดับปัจเจกบุคคลหรือครอบครัว

ทว่าทั้งคู่ รวมถึงลูกสาว “สิบสองนาง” ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเชิงโครงสร้างหรือปัญหาความขัดแย้งทางความเชื่อบางประการ ที่อยู่นอกเหนือการกำหนดควบคุมของมนุษย์ธรรมดารายใดรายหนึ่งหรือผู้คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

เศรษฐีนนท์ นางจัน

ตั้งแต่ตอนแรกสุด ละครเรื่อง “นางสิบสอง” ฉบับใหม่ วางบทให้ “เศรษฐีนนท์” ที่พลาดหวังจากการบนบานขอทายาทสืบสกุลมาครั้งแล้วครั้งเล่า เกิดอาการเสื่อมสิ้นศรัทธา ไม่เชื่อถือในเทวดา-สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แถมยังก่นด่าอำนาจเหนือธรรมชาติเหล่านั้นอีกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม “นางจัน” กลับแตกต่างจากผัวโดยสิ้นเชิง เพราะเธอยังฝากความหวังการมีลูก ไว้ที่การบนบานศาลกล่าว ด้วยฐานความเชื่อที่เคารพ ศรัทธา หวาดกลัวต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก

ละครช่วงต้นๆ ฉายภาพการปะทะชนกันของ “สองความเชื่อ” นี้ อย่างน่าสนใจ

ละครไม่ได้เฉลยชัดๆ ว่า เหตุการณ์พายุฝนตกหนัก จนน้ำไหลทะลักท่วมบ้าน “เศรษฐีนนท์” กระทั่งสิ้นเนื้อประดาตัวนั้น เกิดจากภัยธรรมชาติหรือการดลบันดาลของอำนาจเหนือธรรมชาติ?

(แต่อย่างน้อยที่สุด ผู้ถือครองอำนาจประเภทหลังก็มีอาการ “เกียร์ว่าง” คือ ยืนดูสองผัวเมียตกทุกข์ได้ยากอยู่เฉยๆ โดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ)

ครั้นพออดีตเศรษฐีสามีภรรยาตกอับ กลายเป็นคู่ผัวเมียชาวบ้านธรรมดา ที่มีฐานะอดอยากปากแห้ง ต้องหาเช้ากินค่ำ

จู่ๆ “นางจัน” ก็ตั้งครรภ์ และคลอดลูกสาวแฝดสาม แฝดสาว เป็นว่าเล่น ครั้งแล้วครั้งเล่า

ก่อนจะครบถ้วนสมบูรณ์เป็น “นางสิบสอง” ภายในเวลาอันรวดเร็ว

ผู้กำกับฯ และผู้เขียนบท ไม่ปิดบังว่าปรากฏการณ์มหัศจรรย์เช่นนั้น คือ ผลลัพธ์จากการกำหนด/แทรกแซง/กลั่นแกล้งของ “1 เทวดา 1 รุกขเทวา 1 เจ้าป่าเจ้าเขา” ซึ่งไม่ชอบใจท่าทีการต่อต้านขัดขืนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของ “นายนนท์” มาเนิ่นนาน

เทวดา รุกขเทวา เจ้าป่าเจ้าเขา

เท่ากับว่าไทม์ไลน์ของ “นางสิบสอง 2562” นั้นมิได้ไล่เลียงจาก (1) เศรษฐีและภรรยาไปขอลูกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (2) เขาและเธอได้ลูกสาวมาทั้งหมด 12 คน และ (3) ครอบครัวเศรษฐีตกยากเพราะมีลูกมากเกินไป

หากไล่ลำดับจาก (1) เศรษฐีและภรรยาบนบานขอลูกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่ไม่สำเร็จ (2) เขาและเธอเริ่มมีทัศนคติต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผิดแผกแตกต่างกัน (3) เกิดอุทกภัย จนครอบครัวเศรษฐีสิ้นเนื้อประดาตัว (4) เทวดา-รุกขเทวา-เจ้าป่าเจ้าเขา ลงทัณฑ์เศรษฐีผู้กระด้างกระเดื่อง ด้วยการดลบันดาลให้เขาและภรรยามีลูกสาวมากมายถึง 12 คน ในยามยากไร้ขัดสน

แต่เรื่องตลกร้ายก็บังเกิดในละครตอนที่ 4 เมื่อ “นายนนท์” ผู้ไม่เชื่อถืออำนาจเหนือธรรมชาติใดๆ เสมอมา เริ่มทุกข์ตรมกับปัญหาต่างๆ นานา จนต้องหันไปพึ่งพา “นายโชค” เพื่อนร่วมหมู่บ้าน ผู้มีความสามารถพิเศษด้านการดูดวง-นั่งทางใน

“นายโชค” ยืนยันชัดเจนว่า ภายภาคหน้า ลูกสาวทั้ง 12 คน ของเพื่อนบ้าน จะได้ดิบได้ดี ได้ใช้ชีวิตสูงส่งในเวียงวัง และช่วยเกื้อหนุนให้พ่อแม่สุขสบายตามไปด้วย

เพราะยึดมั่นในคำทำนายของหมอดูข้างบ้าน “นายนนท์” จึงตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะนำลูกสาวทั้งหมดไปปล่อยทิ้งกลางป่า เนื่องจากอย่างไรเสีย โชคชะตาก็ได้กำหนดเอาไว้เรียบร้อยแล้วว่าทุกคนจะไม่ตาย แถมยังจะกลายเป็นเหล่าสตรีสูงศักดิ์ในอนาคต

ก่อนที่เรื่องราวของ “นางสิบสอง 2562” จะเคลื่อนไปสู่บทตอนใหม่ๆ เมื่อ “นางยักษ์สันธมาลา” มารับเด็กหญิงทั้ง 12 คน ไปเลี้ยงดูประหนึ่งบุตรสาว

จุดใหญ่ใจความที่ปรากฏในระยะเริ่มต้นของละคร คล้ายกำลังบอกว่าชะตากรรมของคน อาจมิได้เป็นผลลัพธ์จากการตัดสินใจหรือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของมนุษย์ตัวเล็กๆ

หากยังเชื่อมร้อยกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และยึดโยงกับโชคชะตาที่ใครลิขิตไว้ก็ไม่รู้ อย่างลึกซึ้ง

นี่คือ “โครงสร้างสังคม” ที่ดำรงตั้งมั่น ครอบคลุม และแผ่ไพศาลอยู่ในจักรวาลของละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร

สรุปความนิยม 5 ตอนแรกของ “นางสิบสอง 2562”

ตอนที่ 1 (28 ก.ค.) เรตติ้ง 4.061 ยอดวิวยูทูบ 1.7 ล้านวิว

ตอนที่ 2 (3 ส.ค.) เรตติ้ง 4.042 ยอดวิวยูทูบ 1.2 ล้านวิว

ตอนที่ 3 (4 ส.ค.) เรตติ้ง 4.518 ยอดวิวยูทูบ 1 ล้านวิว

ตอนที่ 4 (10 ส.ค.) เรตติ้ง 4.311 ยอดวิวยูทูบ 8.7 แสนวิว

ตอนที่ 5 (11 ส.ค.) เรตติ้ง 4.539 ยอดวิวยูทูบ 8.1 แสนวิว

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/

ยอดวิวยูทูบ สำรวจเมื่อช่วงเช้า วันที่ 17 สิงหาคม 2562

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

วิเคราะห์ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนจบ: เมื่อผู้มีอำนาจ “เสียศูนย์”

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ปิดฉากอวสานไปแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม

ถ้าให้สรุปภาพรวมในฐานะคนที่ตามดูละครเรื่องนี้มาครบทั้ง 37 ตอน ก็ต้องบอกว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุด นั้นดำเนินเรื่องสนุก-ฉับไว ฉากบู๊-เทคนิคพิเศษด้านภาพอยู่ในเกณฑ์ดี

ขาดไปแค่เพียงอารมณ์ขันในลักษณะ “หัวร่อต่ออำนาจ” ซึ่งเป็นคุณลักษณ์โดดเด่น ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิต “ต้อง” มี

ยิ่งกว่านั้น เพราะเป็นละครที่สร้างมาจาก “นิทานจักรๆ วงศ์ๆ ยุคใหม่” (บทประพันธ์ของ “เสรี เปรมฤทัย” หรือ “เปรมเสรี”) ผนวกกับถูกดัดแปลงแก้ไขให้มีความทันสมัยขึ้น (ละครเวอร์ชั่นล่าสุด เขียนบทโดย “อัศศิริ ธรรมโชติ” ภายใต้นามปากกา “บางแวก”)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” จึงมีบางองค์ประกอบที่หลุดกรอบของ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ” ทั่วไป

ทั้งการขับเน้นประเด็น “คุณธรรมน้ำมิตร” และการสร้างบุคลิกลักษณะเฉพาะหรือความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติ ตลอดจนจักรวาลโครงข่ายความสัมพันธ์อันกว้างขวางซับซ้อน ให้แก่บรรดาตัวละครมากหน้าหลายตา คล้าย “นิยายกำลังภายใน” (รวมถึงพวก “คอมิกส์” ด้วย)

ส่วนโครงเรื่องก็คล้ายคลึงกับการฝ่าฟันด่านต่างๆ ใน “เกมคอมพิวเตอร์” มากกว่าจะเป็นการชักนำตัวละครหลักทุกรายไปกองรวม ณ “วันพิพากษาสุดท้าย” ในตอนจบของละคร เหมือนละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่

ดังจะเห็นว่า “ขวาน” ต้องเผชิญหน้าและฆ่าสองผัวเมียมนุษย์กาเป็นด่านแรก, ปราบนางยักษ์กาขาวเป็นด่านที่สอง, ฟื้นคืนชีพจากการถูกอำมาตย์แสงเพชรสังหารในด่านที่สาม, พิชิตพระเจ้าแสงเพชรและพวกพ้องในด่านที่สี่

แล้วจึงพิฆาตแสงเดช ณ ด่านสุดท้าย

แม้จะออกอากาศด้วยจำนวนตอนน้อยกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ร่วมสมัยในระยะหลังๆ

ทว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” กลับมีฉากรุนแรงในเปอร์เซ็นต์สูงกว่าอย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวละครหลัก ทั้ง “ฝ่ายดี” และ “ฝ่ายไม่ดี” ที่ถูกฆ่าตายตลอดทั้งเรื่อง

ไล่ตั้งแต่สองมนุษย์กา, เมียอำมาตย์โสฬส, นางยักษ์กาขาว, บุรีรมย์ราชา, เศรษฐีปัญจะ, แม่ขวาน, กานต์กาสร (มนุษย์ควายบินได้), ศรีสมิง (เสือสมิงฝ่ายธรรมะ), แม่มดนาถสุดา, หมื่นสุรไกร, หมื่นสีหนาท, อำมาตย์ทินกร, อำมาตย์/พระเจ้าแสงเพชร และแสงเดช

(ไม่รวมทหารเลว-สามัญชนคนเล็กคนน้อยอีกจำนวนหนึ่ง)

มิหนำซ้ำ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ตอนอวสาน ยังมีการเข่นฆ่า “คนดี” อีกล็อตใหญ่ ก่อนที่ทั้งหมดจะได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ (สอดคล้องกับประเด็นสำคัญในเนื้อหาส่วนถัดไป)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนอวสาน คล้ายจะมีหลักใหญ่ใจความอยู่ตรงการฟื้นคืนชีพของ “ตัวร้ายเบอร์สอง” อย่าง “แสงเดช”

ในละครตอนก่อนหน้านั้น “แสงเดช” ถูก “ขวาน/สุธาเทพ” ฆ่าตาย แต่แล้ว สายฝน สายฟ้า และแสงแดด ก็ตกกระทบมายังร่างไร้วิญญาณของเขาพร้อมเพรียงกัน

ส่งผลให้วิญญาณกลับคืนร่าง

หลังมีชีวิตใหม่ “แสงเดช” ได้รับการอัพสกิลขึ้น จนมีฤทธิ์สูงกว่า “แสงเพชร” ผู้พ่อเสียอีก

กระทั่งผู้วิเศษ เช่น “เจ้าพ่อเขาเขียว” และ “ฤาษีอุปคุปต์” ก็ต้านทานไม่ได้ ส่วน “ขวาน/สุธาเทพ” ที่กลายสถานะเป็น “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” เหนือหัวองค์ใหม่แห่งบุรีรมย์นคร ก็ต้านทานไม่ไหว

ท่ามกลางปริศนาค้างคาใจว่าทำไม “แสงเดช” จึงไม่ตาย แถมยังเก่งขึ้นผิดหูผิดตา?

แล้ว “สุริยะเทพ” ก็ปรากฏกายขึ้น เพื่อแจ้งข่าวร้ายกับ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ว่าเป็นเพราะพระองค์เผลอไปส่องแสงอาทิตย์ระหว่างฝนตก-ฟ้าผ่าพอดี

“แสงเดช” เลยกลับมาสร้างความปั่นป่วนระลอกใหม่

เท่ากับว่าการฟื้นคืนชีพของ “แสงเดช” และความผิดพลาดของ “สุริยะเทพ” ถือเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

แม้เทพแห่งแสงสว่างจะตระหนักว่าพระองค์ทำพลาดไปแล้ว แต่ก็ไม่กล้าช่วยเหลือ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ปราบอธรรม อย่างตรงไปตรงมาหรือออกนอกหน้า ด้วยเกรงว่าพระองค์เองจะ “เสียศูนย์”

“สุริยะเทพ” จึงทำได้เพียงบอกใบ้วิธีโค่น “แสงเดช” ให้แก่ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ก่อนพระองค์จะไปร่วมด้วยช่วยกันในช่วงเผด็จศึก

เทพเจ้าพระองค์นี้ยอม “เสียศูนย์” อีกรอบ โดยชุบชีวิต “ขุนพลจ้อย” “อำมาตย์โสฬส” และ “หมื่นวิษณุ” ซึ่งเป็นบรรดาตัวละครฝ่ายธรรมะที่ถูก “แสงเดช” (เวอร์ชั่นอัพสกิล) ฆ่าตาย ให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้น

การ “เสียศูนย์” ของ “สุริยะเทพ” จึงอาจหมายถึงการลงไปแทรกแซงชะตากรรมของมนุษยชาติก็ได้ หรือจะหมายถึงการแก้ไข “ข้อผิดพลาด” ของพระองค์เอง ก็ได้เช่นเดียวกัน

ท้ายสุด เมื่อเรื่องราวทั้งหมดจบลงแบบ “แฮปปี้เอ็นดิ้ง” “สุริยะเทพ” ก็เรียก “ขวานวิเศษ” คืนจาก “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ”

เหตุผลข้อแรก อาจเป็นเพราะพระองค์ต้องนำเอาอาวุธวิเศษชนิดนี้ไปปราบหมู่มารในแหล่งอื่นๆ ตามที่ให้เหตุผลไว้ในละคร

ทว่าเหตุผลอีกข้อ ก็อาจเป็นเพราะพระองค์หวั่นเกรงว่า “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” จะใช้อำนาจ (อันมี “ขวาน” เป็นสัญลักษณ์) ไปในทางที่ผิด หรืออย่างต่ำที่สุด ก็ใช้มันอย่างบกพร่องโดยไม่รู้ตัว

ดังที่องค์ “สุริยะเทพ” เอง ก็เคยกระทำผิดพลาดมาแล้ว ในกรณี “แสงเดช”

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ “สามเศียร”

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“นางสิบสอง 2562” และผู้กำกับจักรๆ วงศ์ๆ หน้าใหม่คนแรกในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ!

ไว้อาลัยอดีตผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ มือทอง แห่งทศวรรษ 30

ขอเริ่มต้นสุดสัปดาห์นี้ ด้วยการไว้อาลัยต่อการจากไปของ “สมชาย สังข์สวัสดิ์” ผู้กำกับรุ่นเก๋าของเครือดาราวิดีโอ-ดีด้า-สามเศียร

คุณสมชายถือเป็นผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ มือทองในยุคทศวรรษ 2530 ซึ่งมีผลงานน่าจดจำมากมาย อาทิ กายเพชรกายสุวรรณ โม่งป่า เกราะเพชรเจ็ดสี แก้วหน้าม้า นางสิบสอง และ พระสุธนมโนราห์ เป็นต้น

View this post on Instagram

เสียใจกับการจากไปของ สมชาย สังข์สวัสดิ์ หรือ นันทนันท์ สังข์สวัสดิ์ หรือ พี่ช้าง ผู้กำกับละครพื้นบ้านสมัยยุค 90 ขอให้ไปสู่สุขติครับ ตามภาพคือผลงานกำกับการแสดงละครพื้นบ้านของพี่ช้าง บางเรื่องกำกับร่วมกับพี่ลอร์ด สยม สังวริบุตร —————————————————— ละครปัจจุบันพี่ช้างก็กำกับนะครับ เรื่องที่ชอบที่สุดคือเรื่อง พิศวาสอลเวง

A post shared by Lakornthaiboranละครพื้นบ้านไทย (@lakornthaiboranofficial) on

นอกจากนี้ เมื่อ 3 ปีก่อน คุณสมชายยังได้มาช่วยกำกับละคร “ดินน้ำลมไฟ” (2559) ซึ่งเป็นภาคต้นของ “สี่ยอดกุมาร” (2559) อีกด้วย

“นางสิบสอง 2562” และผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ น้องใหม่รายล่าสุด!

ถัดจากผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ รุ่น “สมชาย สังข์สวัสดิ์” และ “สยม สังวริบุตร” ในทศวรรษ 2530

ผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ เจนถัดมา ก็คือ “ประทุม สินธุอุส่าห์ (มิตรภักดี)” และ “หนำเลี้ยบ ภิพัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์”

โดยในช่วงเกือบๆ ยี่สิบปีให้หลัง “หนำเลี้ยบ” ได้กลายเป็นผู้กำกับเบอร์หนึ่ง หนึ่งเดียว ของละครพื้นบ้านค่ายสามเศียร ขณะที่สมชายและประทุมหันไปกำกับละครแนวร่วมสมัย

ปลื้ม สังวริบุตร
(จากซ้ายไปขวา) สยาม, ปลื้ม, หนำเลี้ยบ และสยม : ภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=LP6u5wYm1Hg

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า สำหรับ “นางสิบสอง” เวอร์ชั่นล่าสุดนี้ มีการเปลี่ยนแปลงผู้กำกับเป็น “ปลื้ม สังวริบุตร” ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งตระกูลสังวริบุตร บุตรชายของ “สยาม สังวริบุตร” บิ๊กบอสค่ายดาราวิดีโอ

และได้ “ประทุม มิตรภักดี” มาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้กำกับ

นี่คือการเปลี่ยนตัวผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 เป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองทศวรรษ!

เผยเรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนอวสาน – “นางสิบสอง” ตอนแรก

เรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ตอนอวสาน เมื่อวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม นั้นอยู่ที่ 5.106 ขึ้นไม่ถึงหลัก 6 เหมือนที่เคยทำได้เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม

ขณะที่ เรตติ้ง “นางสิบสอง 2562” ตอนแรก ในวันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม นั้นอยู่ที่ 4.061 ถือว่าไม่น้อยเลย สำหรับละครเพิ่งออกอากาศ

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/tvrating-week-22-28-july-62/

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/lorddida/