จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

กำเนิด-ความเป็นมาของ “พระพาย” อีกหนึ่งตัวละครสำคัญใน “เทพสามฤดู”

“พระพาย” คือ เทพเจ้าแห่งสายลม ตำนานเกี่ยวกับกำเนิดความเป็นมาของพระองค์นั้นมีหลากหลายมากๆ

ในเวอร์ชั่นหนึ่งเล่าว่า พระพายมีอีกนามว่า “มารุต” เป็นบุตรพระกัศยป เทพบิดร กับพระนางทิติ มเหสีฝ่ายซ้าย

โดยหลังจากเหตุการณ์คราวกวนเกษียรสมุทรที่พวกแทตย์และอสูร อันเป็นโอรสของพระนางทิติ ต้องพ่ายแพ้ให้ฝ่ายเทวดา ซึ่งเป็นโอรสของพระนางอทิติ มเหสีฝ่ายขวาของพระกัศยป

พระนางทิติจึงไปเข้าเฝ้าพระสวามี และทูลขอโอรสองค์ใหม่ที่เก่งกล้าสามารถกว่าพวกเทวดา พระกัศยปจึงแนะนำให้มเหสีฝ่ายซ้ายไปบำเพ็ญตบะร้อยปี แล้วก็จะได้โอรสผู้เก่งกล้าสมความปรารถนา

เรื่องนี้ไปเข้าหูพระอินทร์ หัวหน้าเทวดาบนสรวงสวรรค์ ผู้เป็นโอรสของพระนางอทิติ มเหสีฝ่ายขวา พระองค์เกิดความไม่ไว้ใจ จึงไปเฝ้าปฏิบัติรับใช้พระนางทิติ ราวกับเป็นพระมารดาแท้ๆ

กระทั่งพระนางทิติ ซึ่งแรกๆ ไม่ค่อยชอบพวกเทวดานัก นึกรักพระอินทร์เหมือนลูกของตัวเอง และทำให้นางเปลี่ยนความตั้งใจ จากที่เคยหวังจะให้ลูกคนใหม่เป็นศัตรูของเทวดา ก็ตั้งปณิธานให้เขาเกิดมาเป็นมิตรกับพระอินทร์แทน

แต่พระอินทร์ยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะเมื่อพระนางทิติเผลอนอนหลับผิดทิศ พระองค์ก็ได้โอกาสสำแดงฤทธิ์สอดแทรกร่างเข้าไปในช่องคลอดของนาง แล้วเอาวัชระตัดทารกในครรภ์ออกเป็น 7 ภาค

เมื่อพระนางทิติตื่นขึ้นมารับรู้เรื่องราว จึงรู้ว่าตนพลาดท่าเสียที และได้แต่ยอมมอบลูกทั้งเจ็ดให้เป็นบริวารของพระอินทร์

โอรสทั้งหมดได้นามว่า “มารุต” และได้รับมอบหมายจากพระอินทร์ให้ทำหน้าที่กำกับลมทั้งเจ็ด ได้แก่ ลมตะวันออก, ลมตะวันตก, ลมเหนือ, ลมใต้, ลมพัดในเทวโลก, ลมพัดในพรหมโลก และทิพยวายุ (ลมในอากาศ)

เท่ากับว่า “พระพาย” กับ “เทพมารุตทั้งเจ็ด” เป็นเทพองค์เดียวกัน

แต่บางตำนานอธิบายว่าเทพมารุตนั้นก็เป็นโอรสของพระพายนั่นแหละ โดยทำหน้าที่คอยบันดาลให้เกิดเสียงฟ้าคำราม ฟ้าผ่า พัดพาฝนไปสู่มนุษย์ และช่วยพระอินทร์ต่อสู้ศัตรู

นอกจากนี้ สถานะของ “พระพาย” ยังถูกบอกเล่าแตกต่างกันไป เช่น บางแหล่งบอกว่าพระองค์เป็นเพื่อนสนิทของพระอินทร์ ถึงขนาดประทับบนรถคันเดียวกัน โดยมีพระอินทร์ทำหน้าที่เป็นสารถีเสียด้วย

แต่บางแหล่งก็ยืนยันว่าพระพายเป็นบริวารของพระอินทร์ พ่วงด้วยการเป็นกษัตริย์ปกครองเหล่าคนธรรพ์

คราวนี้ มาถึงตำนานเกี่ยวกับ “พระพาย” ที่หลายคนคุ้นเคยกันบ้าง

ใน “รามเกียรติ์” ของไทย บอกว่าพระพายเป็นพระบิดาของหนุมาน ซึ่งหากพิจารณาตามเนื้อเรื่อง พระองค์ก็เป็นพ่อแต่เพียงในนามเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้ว เป็นพระอิศวรต่างหากที่ทรงมอบหมายให้พระพายนำ (พัด) กำลังและอาวุธของพระองค์ไปซัดเข้าปากนางสวาหะ จนก่อกำเนิดเป็นพญาลิง

ประเด็นนี้ มหากาพย์ “รามายณะ” ของอินเดีย ก็เล่าต่างไปอีกว่า หนุมานเป็นบุตรของนางอัญชนา มเหสีท้าวเกศรีกปิราช แต่นางอัญชนามีบุตรกับพระพาย จึงต้องแอบไปคลอดลูกชายทิ้งไว้ในป่า

ส่วนในมหากาพย์ “มหาภารตะ” ก็บอกว่าพระพายเป็นบิดาของภีมะ โอรสของพระนางกุนตี มเหสีฝ่ายซ้ายของท้าวปาณฑุ

ยิ่งกว่านั้น ยังมีเรื่องเล่าในแง่มุม “ร้ายๆ” เกี่ยวกับ “พระพาย” ปรากฏอยู่เหมือนกัน เช่น เรื่องที่เล่าว่าพระพายได้พบเห็นธิดา 100 นางของพระกุศนาภ แล้วเกิดหลงใหล จึงชักชวนพวกนางมาร่วมเสพเมถุน แต่นางทั้งร้อยกลับไม่ยินยอม พระพายจึงสาปให้นางทั้งหมดกลายเป็นหญิงหลังค่อม!

สำหรับรูปลักษณ์ของ “พระพาย” นั้น ว่ากันว่าทรงมีผิวกายสีขาว มี 4 กร ถือลูกศรและธง (บางแห่งว่าถือเขนงหรือแตรเขาสัตว์สำหรับใช้เป่า) มีกวางเป็นพาหนะ (บ้างก็บอกว่าทรงรถที่ประดิษฐ์จากแก้ว แล้วเทียมด้วยม้าสีแดงหรือม่วง)

ส่วนเนื้อหาที่กำลังดำเนินไปในเทพสามฤดู ก็อาจถือเป็นเรื่องเล่าว่าด้วย “พระพาย” อีกหนึ่งเวอร์ชั่นได้เหมือนกัน

(ข้อมูลจากหนังสือ “กำเนิดเทวดา” โดย “มาลัย”)

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ชุดประจำชาติของมารีญา: เมขลา, รามสูร และพระอรชุน ผู้หายไป

มารีญา พูลเลิศลาภ (ลินน์ เอียเรียน) อดีตซูเปอร์โมเดล ที่ผันตัวเองมาประกวดนางงาม จนได้ครองตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ เพิ่งจะบินไปประกวดมิสยูนิเวิร์สที่สหรัฐ พร้อมชุดประจำชาติ “รามสูรกับนางเมขลา”

เมื่อตอนที่มารีญาและทีมงานเปิดตัวชุดประจำชาติชุดนี้ ส่วนตัวเห็นว่ามีประเด็นน่าสนใจสองข้อ

ข้อแรก คือ ในชุดนี้ มารีญา มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ของเรา ต้องรับบทเป็น “รามสูร” ยักษ์ร้ายนะครับ ไม่ใช่เทพธิดาอย่าง “นางเมขลา” ซึ่งนับว่าเป็นทางเลือกที่แปลกใหม่ท้าทายดี

รามสูร เมขลา 1

ข้อสอง ดังที่รู้กันว่าเรื่อง “รามสูร-เมขลา” นั้นเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งในช่วงต้นของ “รามเกียรติ์” อย่างไรก็ดี ตัวละครสำคัญอีกตนหนึ่งในซีนนี้ คือ เทวดาชื่อ “พระอรชุน” ผู้เคยต่อสู้เอาชนะ “ทศกัณฐ์” (วัยหนุ่ม) มาแล้ว

ระหว่างรามสูรไล่ตามนางเมขลา พระอรชุนเหาะมาตัดหน้าพอดี พญายักษ์กับเทวดาจึงต่อสู้กัน

ผลลงเอยด้วยการที่รามสูรจับร่างพระอรชุนฟาดกับเขาพระสุเมรุจนเสียชีวิต ส่วนเขาศักดิ์สิทธิ์อันเป็นแกนกลางจักรวาลก็เอียงทรุดลงไป

ก่อนจะมีการเปิดตัว “พาลี-สุครีพ” ในฐานะผู้เข้ามาช่วยกอบกู้เขาพระสุเมรุให้ตั้งตรงดังเดิม

ด้วยเหตุนี้ หากพิจารณาให้ถ้วนถี่แล้ว ชุดประจำชาติของมารีญาน่าจะขาดตัวละครสำคัญไปอีกราย นั่นคือ “พระอรชุน”

ว่าแล้วก็ขอนำเอาเนื้อหาเกี่ยวกับ “รามสูร-นางมณีเมขลา-พระอรชุน” จากหนังสือ “บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” มาให้อ่านกันแบบเต็มๆ ขอบคุณที่มาจากเว็บ http://vajirayana.org ครับ

เมขลา รามสูร นำ

มาจะกล่าวบทไป
ถึงฝูงเทวาทุกราศี
ครั้นยามวสันต์ก็ยินดี
เป็นที่สนุกสำราญ
ชวนกันออกเล่นนักขัตฤกษ์
เอิกเกริกทั่วเทวสถาน
ประชุมพร้อมเพรียงกันทุกพิมาน
เล่นการมโหรสพเป็นโกลา ฯ

จึงจับระบำรำร่าย
ทอดกรกรีดกรายทั้งซ้ายขวา
รำเรียงเคียงชิดเข้ามา
เลียมลอดสอดคว้าทุกนาง
แล้วกลับร่ายรำทำที
แทรกเปลี่ยนเสียดสีมิให้ห่าง
ยั่วเย้าเคล้าคลอกั้นกาง
พลางแนมแกมกลปนมา
ฉวยฉุดยุดนางเบื้องซ้าย
ย้ายเป็นหยอกนางข้างขวา
รื่นเริงบันเทิงทุกเทวา
ด้วยฝูงนางฟ้าวิลาวัณย์ ฯ

เมื่อนั้น
นางเทพธิดาสาวสวรรค์
รำรอล่อไว้ไม่ติดพัน
เกษมสันต์ชําเลืองแลไป
ครั้นเทวัญเข้าชิดก็บิดหนี
ร่ายรำทำทีมิให้ใกล้
หลีกเลี้ยวตีวงเวียนไป
นัยน์เนตรชม้อยคอยที
ครั้นเทพบุตรฉุดคร่า
นางฟ้าป้องปัดสลัดหนี
แสนสนุกสุขเกษมเปรมปรีดิ์
ทุกเทพนารีเทวา ฯ

เมื่อนั้น
ฝ่ายพระอรชุนแกล้วกล้า
แจ้งว่าเทพบุตรนางฟ้า
ชวนกันมาเล่นก็ยินดี
อ่าองค์ทรงเครื่องอาภรณ์
กรจับพระขรรค์เรืองศรี
ออกจากวิมานรัตน์มณี
เหาะมาที่ประชุมเทวัญ ฯ

เที่ยวดูฝูงเทพเทวา
กับหมู่นางฟ้าในสรวงสวรรค์
สุขเกษมเปรมใจไปด้วยกัน
ที่ในสวรรค์ชั้นฟ้า ฯ

เมื่อนั้น
ฝ่ายนางมณีเมขลา
อยู่ในวิมานรัตนา
สำหรับรักษาสมุทรไท
เคยไปประชุมด้วยเทวัญ
เป็นนิจนิรันดร์หาขาดไม่
ครั้นถึงฤดูกำหนดไว้
อรไทชื่นชมยินดี
จึงแต่งองค์ทรงเครื่องอลงกรณ์
งามงอนจํารัสรัศมี
มือถือดวงแก้วมณี
เทวีก็ออกจากวิมาน ฯ

ลงมาจากกลีบเมฆา
เล่นด้วยนางฟ้าเกษมศานต์
เรื่อยร้องโอดพันบรรเลงลาน
นงคราญรำร่ายไปมา ฯ

มาจะกล่าวบทไป
ถึงรามสูรยักษา
อาศัยในกลีบเมฆา
เป็นที่ผาสุกสำราญ
มีศรขวานเพชรเป็นอาวุธ
ฤทธิรุทรหยาบช้ากล้าหาญ
ทั้งหกสวรรค์ชั้นบาดาล
เกรงเดชขุนมารไม่ทานกร
เพื่อนยิ่งอิ่มเอิบกําเริบหนัก
ทรงศักดิ์ดั่งหนี่งไกรสร
อ่าองค์ทรงเครื่องอาภรณ์
จับขวานฤทธิรอนแล้วเหาะมา ฯ

รวดเร็วดั่งหนึ่งลมพัด
เฉวียนฉวัดไปในเวหา
เยี่ยมออกจากกลีบเมฆา
อสุราเห็นแก้วแววไว
ซึ่งนางเมขลาโยนเล่น
ยิ่งเห็นยิ่งชอบอัชฌาสัย
ยิ่งพิศยิ่งติดต้องใจ
จะใคร่ได้ซึ่งดวงจินดา
หมายเขม้นเข่นเขี้ยวจะราญรอน
กรกุมขวานเพชรเงื้อง่า
เผ่นโผนโจนไปในเมฆา
ไล่นางเมขลาด้วยฤทธี ฯ

เมื่อนั้น
เทวานางฟ้าทุกราศี
แลเห็นรามสูรอสุรี
มาไล่ราวีก็ตกใจ
หน้าซีดตัวสั่นขวัญหาย
วุ่นวายไม่สมประดีได้
เสียงมี่อื้ออึงคะนึงไป
สุราลัยวิ่งพะปะกัน ฯ

นางฟ้าอุ้มจูงเทวบุตร
อุตลุดไปทั้งสรวงสวรรค์
อันฉิ่งกรับทับโทนทั้งนั้น
สารพันแตกสิ้นไม่สมประดี ฯ

อันเทพบุตรกับนางฟ้า
ไม่อาจดูหน้ายักษี
ความกลัวดั่งจะสิ้นชีวี
หนีไปยังทิพวิมาน ฯ

บัดนั้น
รามสูรฤทธิไกรใจหาญ
เห็นเทวัญนางฟ้ายุพาน
วิ่งหนีลนลานวุ่นไป
ยังแต่โฉมนางเมขลา
เข้าแอบเมฆากลีบใหญ่
อสุราสำแดงฤทธิไกร
โลดโผนโจนไล่ราวี ฯ

เมื่อนั้น
นวลนางเมขลามารศรี
เลี้ยวล่อรามสูรอสุรี
กรโยนมณีจินดา
ทำทีประหนึ่งจะให้แก้ว
กลอกแสงพรายแพร้วบนหัตถา
ครั้นรามสูรไล่เลี้ยวมา
กัลยารำล่ออสุรี
นางแกล้งเลี้ยวลัดฉวัดเฉวียน
เวียนไปตามจักรราศี
มือหนึ่งชูแก้วมณี
ทำทีเยาะเย้ยอสุรา ฯ

บัดนั้น
จึ่งรามสูรยักษา
ครั้นแสงแก้วแวววับจับตา
อสุรากริ้วโกรธคือไฟ
เหม่เหม่เมขลานารี
กูจะล้างชีวีเสียให้ได้
กวัดแกว่งขวานเพชรดั่งเปลวไฟ
ก็ขว้างไปด้วยกำลังฤทธิ์ ฯ

มิได้ต้องกายกัลยา
ยักษาเดือดดาลทะยานจิต
โลดไล่พัลวันกระชั้นชิด
ตามติดคว้าไขว่เยาวมาลย์ ฯ

มาพบพระอรชุนเทเวศร์
เรืองเดชศักดากล้าหาญ
มือถือพระขรรค์สุรกานต์
เหาะผ่านหน้ามาก็ขัดใจ
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันทําอำนาจ
ผาดเสียงสนั่นหวั่นไหว
แล้วร้องตวาดประภาษไป
ว่าเหวยผู้ใดอหังการ์
นามกรเป็นไฉนจึ่งอาจอง
ทะนงใจเหาะทะยานผ่านหน้า
ตัวกูผู้ทรงศักดา
ชื่อว่ารามสูรอสุรี
ปราบไปได้ทั่วไตรจักร
สุรารักษ์เกรงฤทธิ์ทุกราศี
มึงไม่รู้จักกองอัคคี
วันนี้จะม้วยชีวัน ฯ

เมื่อนั้น
พระอรชุนฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังกริ้วโกรธดังไฟกัลป์
ตัวสั่นร้องตอบวาจา
อันนามกรของเราหรือ
ชื่อว่าอรชุนแกล้วกล้า
เหาะมาโดยทางเมฆา
ใช่ว่าเหยียบเศียรขุนมาร
อันตัวของมึงนี้เป็นไฉน
มาอวดฤทธิไกรกล้าหาญ
กูนี้ก็นับว่าชายชาญ
ลือสะท้านทั่วทั้งแดนไตร
ทศกัณฐ์สิบเศียรยี่สิบหัตถ์
กูยังจับมัดเอามาได้
ตัวเอ็งสองมือจะชิงชัย
ที่ไหนจะรอดชีวี ฯ

บัดนั้น
รามสูรสิทธิศักดิ์ยักษี
ฟังพระอรชุนพาที
โกรธดั่งอัคคีไหม้ฟ้า
กรกุมขวานเพชรกวัดแกว่ง
ตาแดงเขม้นเข่นฆ่า
สำแดงแผลงฤทธิ์มหึมา
ยักษาเข้าไล่รอนราญ ฯ

เมื่อนั้น
องค์พระอรชุนใจหาญ
รับรองป้องกันประจัญบาน
เผ่นทะยานเข้าต่อกุมภัณฑ์ ฯ

กรซ้ายจับเศียรอสุรา
กรขวาเงือดเงื้อพระขรรค์
กลอกกลับสัประยุทธ์พัลวัน
เสียงสนั่นครั่นครื้นเมฆา ฯ

บัดนั้น
จึ่งรามสูรยักษา
ประจัญกรรอนราญเทวา
โจนขึ้นเหยียบบ่าด้วยฤทธี ฯ

ฉวยจับชฎาง่าขวาน
จะสังหารด้วยกำลังยักษี
พระอรชุนเรืองฤทธิ์ราวี
ก็สลัดอสุรีเสียทัน
แล้วโจนขึ้นเหยียบไหล่ยักษา
กรขวาก็ฟาดด้วยพระขรรค์
รามสูรรับรองป้องกัน
แล้วหันสลัดกระเด็นไป
พระอรชุนก็พลัดจากบ่า
ยักษาจับบาททั้งสองได้
ฟาดเข้ากับเหลี่ยมเมรุไกร
หวั่นไหวทั้งไตรโลกา ฯ

อันเขาพระสุเมรุก็เอนทรุด
ด้วยฤทธิรุทรแกล้วกล้า
องค์พระอรชุนเทวา
ก็ม้วยมรณาทันที ฯ

ครั้นว่าชนะแก่สงคราม
มีความชื่นชมเกษมศรี
แกว่งขวานปานแสงอสุนี
เหาะไปที่อยู่ด้วยว่องไว ฯ

ขอบคุณภาพประกอบจาก Miss Universe Thailand

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“เทพสามฤดู” เรตติ้งแซง “หน้ากากนักร้อง” แล้ว พร้อมเกร็ดข้อมูลละครพื้นบ้านอีกมากมาย

“เทพสามฤดู” เรตติ้งแซง “หน้ากากนักร้อง” แล้ว

6.5 เทพสามฤดู
ที่มา อินสตาแกรม “สามเศียร”

ถือว่าปิดท้ายเดือนกรกฎาคมได้อย่างสวยงามทีเดียว สำหรับ “เทพสามฤดู 2560”

เมื่อละครตอนที่แพร่ภาพในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 29 และวันอาทิตย์ที่ 30 ก.ค. สามารถโกยเรตติ้งไปได้ 6.5

ถึงแม้ว่าเรตติ้งดังกล่าวจะทำให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ อยู่เพียงลำดับที่ห้าของอันดับโปรแกรมยอดนิยมประจำช่องเจ็ดสี ระหว่างวันที่ 24-30 ก.ค. 2560 รองจากละครเย็น “มือปืนพ่อลูกติด” ละครค่ำ “มือเหนือเมฆ” ข่าวภาคค่ำช่วงที่ 2 และเส้นทางบันเทิง

แต่ตัวเลขเรตติ้ง 6.5 ก็เพียงพอจะทำให้ “เทพสามฤดู” ได้รับความนิยมแซงหน้า “The Mask Singer 2” รายการยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่องเวิร์คพอยท์ไปแล้วเรียบร้อย เพราะในสัปดาห์ล่าสุด รายการประกวดร้องเพลงดังกล่าวได้เรตติ้งไปเพียง 6.1 (ที่มา เอจีบีนีลเซ่น)

คงต้องจับตาดูว่า “เทพสามฤดู 2560” จะมีเรตติ้งขึ้นต้นด้วยเลข 7 ภายในระยะเวลาเร็วๆ นี้หรือไม่?

อีกหนึ่ง “ภารตะสไตล์” ใน “เทพสามฤดู 2560”

ดังที่ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนว่า “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุด คล้ายจะรับอิทธิพลจากซีรีส์มหากาพย์อินเดียมามากเป็นพิเศษ (อ่านรายละเอียดที่นี่)

นอกจากฉาก “ศิวนาฏราช” ขององค์อิศรา และบทพูด “อาร้าย อาราย” ของมาตุลีเทพบุตรแล้ว

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ละครพื้นบ้านเรื่องนี้ ยังมีฉากที่วานร “วิปริตนันทเสน” เข้าไปเจรจากับท้าวตรีภพในท้องพระโรง ก่อนจะเนรมิตหางของตนเองให้กลายเป็นที่นั่งสูงเทียมบัลลังก์ของคู่เจรจา

(คลิกดูคลิปนาทีที่ 22.44-24.20)

ซึ่งถ้าใครคุ้นเคยกับ “รามายณะ-รามเกียรติ์” ก็คงพอจะจำได้ว่าฉากทำนองนี้มีความสอดคล้องกับตอนที่ “องคต” รับบททูตเข้าไปเจรจากับ “ทศกัณฐ์” ถึงในกรุงลงกาเป็นอย่างยิ่ง

ของแถม

เมื่อสัปดาห์ก่อน มีโอกาสไปดูนิทรรศการศิลปะ “Sacrifice” ของคุณนักรบ มูลมานัส ที่หอศิลป์ กทม. สี่แยกปทุมวันมาครับ (น่าเสียดายที่นิทรรศการนี้ปิดฉากลงไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ก.ค.)

คุณนักรบเป็นศิลปินภาพปะติดที่มีชื่อเสียง แต่จริงๆ แล้ว เขาจบการศึกษามาจากภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นี่ส่งผลให้คุณนักรบมีความผูกพันกับวรรณคดีไทยมากเป็นพิเศษ

และงานศิลปะจำนวนมากในนิทรรศการก็บ่งชี้ถึงความผูกพันดังกล่าวเป็นอย่างดี

เท่าที่เดินดูนิทรรศการ ผมชอบผลงานศิลปะของคุณนักรบในระดับ “มากๆ” อยู่สองชิ้น ซึ่งล้วนเกี่ยวพันกับละครพื้นบ้าน/จักรๆ วงศ์ๆ ทั้งคู่

นั่นคือ ผลงานที่นำเสนอตัวละคร “สังข์ทอง” และ “แก้วหน้าม้า” ได้อย่างมีเสน่ห์

เพราะด้านหนึ่ง คุณนักรบก็นำตัวละครเหล่านี้มาเล่นกับประเด็นการผสมผสานข้ามสายพันธุ์ทางวัฒนธรรมระหว่าง “ความเป็นฝรั่ง” กับวรรณคดีไทย

แต่อีกด้าน คุณนักรบก็พยายามเล่นกับ “มุมมอง” ของผู้เข้าชมงาน

โดยถ้าเรามองงานทั้งสองชิ้นนี้จากมุมหนึ่ง เราก็จะเห็นพระสังข์เป็นคนดำ และเห็นแก้วเป็นสตรีหน้าม้า แต่หากมองจากอีกมุม พระสังข์ก็จะกลายเป็นชายผิวขาว ส่วนแก้วก็จะกลายเป็นหญิงสาวรูปงาม

สังข์ทอง

แก้วหน้าม้า

ถือเป็นผลงานศิลปะที่น่าประทับใจทีเดียวครับ

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” แรงทะลุ 6 และอิทธิพลซีรีส์มหากาพย์อินเดียต่อจักรๆ วงศ์ๆ ไทย

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” ทะลุ 6 แล้วจ้า!!!

ตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อินสตาแกรมของบริษัทสามเศียรได้รายงานผลการวัดเรตติ้งจำนวนผู้ชมละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “เทพสามฤดู” ระหว่างวันที่ 15-16 กรกฎาคม

เทพสามฤดูทะลุ 6

ผลปรากฏว่าในวันเสาร์ที่ 15 ละครเรื่องนี้คว้าเรตติ้งไป 6.3 ขณะที่วันอาทิตย์ที่ 16 เรตติ้งลดลงมาเล็กน้อยเป็น 6.2

นี่ถือเป็นสัปดาห์ดีๆ ที่ “เทพสามฤดู 2560” มีเรตติ้งทะลุหลัก 6 เป็นครั้งแรก และเป็นสัปดาห์ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ได้รับความนิยมสูงสุดหลังจากแพร่ภาพมาได้ 6 ตอน

เมื่อพิจารณาสถิติของเอจีบี นีลเซ่น โดยละเอียด พบว่าระหว่างวันที่ 10-16 กรกฎาคม 2560 “เทพสามฤดู” นับเป็นรายการยอดนิยมอันดับสามของช่อง 7 มีเรตติ้งเป็นรองเพียงละครหลังข่าวค่ำวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เรื่อง “เหนี่ยวหัวใจสุดไกปืน” ที่ได้เรตติ้งไป 7.9 และละครเย็นวันธรรมดาเรื่อง “มือปืนพ่อลูกติด” ที่ได้เรตติ้งไป 6.9

เรตติ้ง

เมื่อเปรียบเทียบกับอีกหนึ่งสถานีใหญ่อย่างช่อง 3 รายการที่มีเรตติ้งสูงสุดของช่องดังกล่าว คือ การถ่ายทอดสดวอลเลย์บอลหญิงเวิลด์กรังด์ปรีซ์ ซึ่งได้เรตติ้งไป 3.8 ส่วนละครหลังข่าวค่ำช่วงวันหยุดชุด “เดอะ คิวปิดส์” นั้น ได้เรตติ้งไป 3.7

เรตติ้ง 2

คู่แข่งสำคัญจริงๆ ของช่อง 7 ณ ปัจจุบัน จึงได้แก่ช่องเวิร์คพอยท์ ซึ่งแม้รายการยอดนิยมสูงสุดของช่องนี้อย่าง “The Mask Singer 2” จะเริ่มอ่อนกระแสลงไป แต่ยังได้รับเรตติ้งสูงถึงประมาณ 7.1 และ “หน้ากากนักร้อง” ก็ถือเป็นรายการเดียวของเวิร์คพอยท์ที่มีเรตติ้งเหนือกว่า “เทพสามฤดู” เพราะรายการยอดนิยมอันดับสองของช่อง คือ “I Can See Your Voice” ได้เรตติ้งไปราวๆ 5.7 เท่านั้น

อิทธิพลของซีรีส์มหากาพย์อินเดียต่อจักรๆ วงศ์ๆ ไทย

พร้อมๆ กับการได้รับความนิยมของ “เทพสามฤดู 2560” ซีรีส์มหากาพย์จักรๆ วงศ์ๆ จากอินเดีย ก็ยังไปได้สวยในสมรภูมิทีวีดิจิตอลไทย

โดย “สีดาราม ศึกรักมหาลงกา” ยังคงครองตำแหน่งรายการยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 8 ด้วยเรตติ้งประมาณ 3.3 

ส่วน “รามเกียรติ์” ที่ไบรท์ทีวี ก็มีสถานะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่องเช่นกัน โดยมีเรตติ้งราว 0.4 

ปิดท้ายด้วย “อโศกมหาราช” ที่เป็นรายการยอดนิยมอันดับสองของช่อง 3 แฟมิลี่ โดยได้รับเรตติ้งไปประมาณ 0.7

ไม่แน่ใจว่า บรรดาผู้ชมละคร “เทพสามฤดู 2560” จะรู้สึกเหมือนผมไหมว่าละครฉบับนี้นั้นมีแนวโน้มจะได้รับอิทธิพลของซีรีส์ฝั่งอินเดียค่อนข้างสูง

(โดยไม่ต้องพูดถึงเรื่องชื่อเทวดาหรือระบบจักรวาลในละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งรับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอินเดียแน่นอนอยู่แล้ว)

เมื่อคราวผลิต “เทพสามฤดู 2546” ดูเหมือนทางสามเศียรจะพยายามผสมผสานอิทธิพลของ “เทพปกรณัมนานาชาติ” เข้ากับเรื่องราวพื้นบ้านแบบไทยๆ

นอกจากอาวุธ “พัดชีวิต” ที่มีอยู่ในนิทานเวอร์ชั่นดั้งเดิม ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลมาจาก “ไซอิ๋ว” แล้ว ห่วงรัดศีรษะที่ใช้ปราบพยศ “เจ้างั่ง กระหังป่า” ในเวอร์ชั่นดังกล่าว ก็ทำให้หลายคนนึกถึงวรรณกรรมจีนเรื่องเดียวกัน ขณะที่จุดตายของตัวร้ายชื่อ “สามสี” ก็ดันไปพ้องกับ “อคิลลีส” ในเทพนิยายกรีกอย่างร้ายกาจ

มาถึง “เทพสามฤดู 2560” หากดูเฉพาะละคร 6 ตอนแรก คล้ายกับว่าอิทธิพลแบบอินเดียจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดพอสมควร

 

ตั้งแต่ฉาก “ศิวนาฏราช” ของ “องค์อิศรา” มาจนถึงการกำหนดบทพูด “อาร้าย อาราย” ให้เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเทวดาอย่าง “มาตุลีเทพบุตร” ซึ่งชี้ชวนให้นึกถึงตัวละคร “พระนารทฤาษี” ผู้มีบทพูดประจำตัวอันแสนติดหูว่า “นาร้ายณ์ นารายณ์” ในซีรีส์เทพปกรณัมอินเดียหลายๆ เรื่อง

ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าอิทธิพลของซีรีส์มหากาพย์อินเดียรูปแบบอื่นๆ จะปรากฏใน “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุดอีกหรือไม่? มากน้อยแค่ไหน?

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เปิดเรตติ้งทีวีสัปดาห์ล่าสุด “อุทัยเทวี” โค่น “หน้ากากนักร้อง” “สีดาราม” ก็ปัง!

เว็บไซต์เอจีบี นีลเซ่น เปิดผลสำรวจเรตติ้งผู้ชมโทรทัศน์ระหว่างวันที่ 19-25 มิถุนายน

ผลปรากฏว่า “อุทัยเทวี” ตอนอวสานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ได้เรตติ้งสูงถึง 7.223 เป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 7 และประเทศไทย โดยเอาชนะ “The Mask Singer” แชมป์หลายสมัยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งตอนที่ออกฉายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้รับเรตติ้งไป 6.972

อุทัยเทวีตอนจบ
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/LakornthaiboranOfficial

นับเป็นการปิดฉากลงอย่างงดงามของละครพื้นบ้านเรื่องนี้ ก่อนการมาถึงของ “เทพสามฤดู 2560” โปรเจ็กต์ระดับเกรดเอบวกของค่ายสามเศียร

ทั้งนี้ โปรแกรมทีวีอีกหนึ่งประเภทที่มีเรตติ้งน่าสนใจ ก็คือ ละครอินเดีย (คลิกอ่านสกู๊ปเกี่ยวข้องได้ ที่นี่)

สีดาราม

โดยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “สีดาราม ศึกรักมหาลงกา” ครองสถานะโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 8 โดยได้เรตติ้งไป 4.192

ส่วนที่ช่องไบรท์ทีวี โปรแกรมยอดนิยมสามอันดับแรกก็เป็นละครอินเดียทั้งหมด ได้แก่ “รามเกียรติ์” (เรตติ้ง 0.319) “อภินิหารฮาติม” (0.222) และ “ศิวะ พระมหาเทพ” (0.191)

ทางด้านช่อง 3 แฟมิลี่ ละครเรื่อง “อโศก มหาราช” ก็ได้เรตติ้งไปไม่น้อย 0.552 ครองสถานะโปรแกรมยอดนิยมอันดับสองของช่อง

ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเรตติ้ง “เทพสามฤดู” จะต่อกรกับละครหลังข่าว รวมถึงรายการยอดนิยมของช่องเวิร์คพอยท์ได้ดีขนาดไหน?

และกองทัพละครอินเดียจะยืนระยะในสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลไทยได้ยาวนานเพียงใด?