ข่าวบันเทิง

“โดม สุขวงศ์-ภาณุ อารี” ได้รับรางวัลปีติศิลป์ 2560

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลปีติศิลป์ประจำปี 2560 โดยมีบุคลากรในแวดวงภาพยนตร์ไทยได้รับรางวัลถึงสองคน

โดม

คนแรก คือ โดม สุขวงศ์ ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ องค์การมหาชน ซึ่งได้รับรางวัลปีติศิลป์สันติภาพ ร่วมกับ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ และ บรูซ แกสตัน

ภาณุ

นอกจากนี้ ภาณุ อารี ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีที่มุ่งสำรวจชีวิตคนมุสลิมในสังคมไทย อาทิ “มูอัลลัฟ” และ “เบบี้อาราเบีย” ยังได้รับรางวัลปีติศิลป์สันติธรรมไปครอง

รางวัลปีติศิลป์ เป็นรางวัลเชิดชูเกียรตินักศิลปวัฒนธรรม ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านสันติภาพ ประชาธิปไตย ความเป็นธรรม มอบให้นักศิลปวัฒนธรรมผู้สร้างผลงานสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง จัดตั้งขึ้นในวาระครบรอบ 65 ปี แห่งวันสันติภาพไทย วันที่ 16 สิงหาคม พุทธศักราช 2553 โดยพิจารณามอบตามความเหมาะสมในวาระต่างๆ

ในวันที่ 16 สิงหาคม พุทธศักราช 2488 ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ได้ประกาศสันติภาพอันเป็นผลเนื่องมาจากการดำเนินงานรับใช้ชาติของขบวนการเสรีไทย ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อต้านผู้รุกรานจนทำให้ประเทศไทยไม่ตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม นำสันติภาพกลับคืนมาสู่มาตุภูมิ เป็นที่ยอมรับในนานาอารยประเทศ

ก่อนหน้านั้น ในปีพุทธศักราช 2482 ขณะที่สงครามโลกได้อุบัติขึ้นในทวีปยุโรป และตั้งเค้าทมึนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น นายปรีดี พนมยงค์ ได้ประพันธ์นวนิยายเรื่อง THE KING OF THE WHITE ELEPHANT เป็นภาษาอังกฤษ โดยนำเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ยุคสงครามช้างเผือก และการทำยุทธหัตถีสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มาผูกเรื่องขึ้นใหม่ตามจินตนาการ เพื่อการสื่อทัศนะอันเกี่ยวกับสันติภาพ

ต่อมานายปรีดี พนมยงค์ ได้นำบทประพันธ์เรื่องดังกล่าวมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทยขาว-ดำ เสียงในฟิล์ม พูดภาษาอังกฤษตลอดเรื่อง นำออกฉายอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่กรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และกรุงเทพฯ เพื่อให้โลกได้ตระหนักรู้ถึงจุดยืนทางสันติภาพของไทย หลังจากนั้นภาพยนตร์เรื่อง THE KING OF THE WHITE ELEPHANT ได้เดินทางไปทำหน้าที่ในฐานะชิ้นงานทางศิลปวัฒนธรรมสันติภาพ ตามประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ตราบจนถึงปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า ภาพยนตร์เรื่อง THE KING OF THE WHITE ELEPHANT บทประพันธ์และอำนวยการสร้างโดย ปรีดี พนมยงค์ คือ งานศิลปวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพอันทรงคุณค่า นับวันจักได้รับการกล่าวขานถึงในฐานะชิ้นงานทางศิลปะเพื่อความผาสุกแห่งมวลมนุษยชาติ

บทประพันธ์เรื่อง THE KING OF THE WHITE ELEPHANT มีวาระครบรอบ 70 ปี ในปี พุทธศักราช 2553 เช่นเดียวกันกับเป็นวาระครบรอบ 65 ปี แห่งการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการจัดงานรำลึกในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเตือนสติให้มนุษย์คำนึงถึงภาวะปลอดสงครามที่อุดมไปด้วยสันติภาพ

ด้วยความสำคัญดังกล่าว ฝ่ายศิลปกรรมสถาบันปรีดี พนมยงค์ เห็นควรให้มีการจัดตั้ง รางวัลปีติศิลป์สันติภาพ เพื่อมอบให้แก่ ศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปวัฒนธรรมสาขาต่างๆ ที่ผลงานได้สะท้อนแง่คิดมุมมองตลอดจนสุนทรียศาสตร์ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสันติภาพ ประชาธิปไตย ความเป็นธรรม

สอดคล้องกับแนวความคิดภราดรภาพนิยมของปรีดี พนมยงค์ ที่เสนอว่า “มนุษย์เกิดมาเพื่ออยู่ร่วมกัน มนุษย์จำต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และในประเทศหนึ่ง ถ้ามนุษย์คนหนึ่งต้องรับทุกข์ เพื่อนมนุษย์อื่นก็รับทุกข์ด้วย จะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม มนุษย์จำต้องมีการช่วยเหลือกันฉันพี่น้องด้วย”

ปีติศิลป์

สำหรับพิธีประกาศเกียรติและมอบรางวัลปีติศิลป์ประจำปีนี้ จะถูกจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 23 กันยายน ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ ในการเปิดงานศิลปะกับสังคมประจำปี 2560: เทศกาลศิลปะนานาพันธุ์ 10: 85 ปี ประชาธิปไตยไทย

ข้อมูล-ภาพประกอบจาก สถาบันปรีดี พนมยงค์ – Pridi Banomyong Institute

Advertisements
ข่าวบันเทิง

เมื่อ “อภิชาติพงศ์” เล่าเรื่อง “ผีที่หลากหลาย” และการเล่นกับแสง ณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองให้แก่ให้แก่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในฐานะผู้ได้รับรางวัล the Principal Prince Claus Award ประจำปี 2016 ณ สถานเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นธรรมเนียมของงานมอบรางวัลดังกล่าว ที่จะเชิญศิลปินไปรับมอบรางวัลที่เนเธอร์แลนด์ ก่อนจะมีจัดงานฉลองที่ประเทศบ้านเกิดของศิลปินรายนั้นในเวลาต่อมา

โดยในงานดังกล่าว เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย Karek Hartogh ได้ยกย่องนักทำหนังชาวไทยผู้นี้ว่า

“อภิชาติพงศ์ได้อุทิศตนเองให้แก่เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความเห็น ผ่านการปฏิเสธที่จะประนีประนอมกับบรรทัดฐานทางศิลปะต่างๆ ตลอดจนเพดานข้อจำกัดอื่นๆ ซึ่งบางครั้งก็เป็นการกำหนดบังคับจากแรงกดดันภายนอก มาโดยต่อเนื่อง”

ทางด้านอภิชาติพงศ์ได้ย้อนเล่าเรื่องราวสมัยที่เขายังเป็นเด็กและใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ณ เวลานั้น เขาชอบใช้ไฟฉายส่องไปยังความมืดมิด เพื่อหวังจะมองหาสัตว์ประหลาดหรือภูตผีปีศาจ แม้ว่าลึกๆ แล้ว เขาจะหวาดกลัวสิ่งลึกลับเหล่านั้นก็ตาม

“ย้อนกลับไปตอนนั้น ความเชื่อเรื่องผีมีอยู่อย่างแตกต่างหลากหลาย เช่น ผีหัวขาดที่เดินถือศีรษะตนเองไปมา ผีเปรตที่ตัวสูงและผอมมากๆ ผีโพงจมูกเขียวที่มีร่างเรืองแสง ผีกระสือที่ลอยไปมาพร้อมอวัยวะภายใน”

อย่างไรก็ตาม เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยตั้งข้อสังเกตว่า ในยุคสมัยต่อมา ลักษณะของภูตผีต่างๆ ในสังคมไทยกลับเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผีในหนังไทย” ซึ่งเริ่มกลายสภาพเป็น “ผีตลก” มากขึ้นเรื่อยๆ ผีเหล่านั้นทำได้แค่วิ่งไปวิ่งมา แถมยังถูกหลอกล่อโดยมนุษย์ ผีพวกนั้นปรากฏกายแม้กระทั่งตอนกลางวัน จนคนดูสามารถสังเกตเห็นได้ว่าบรรดาผีทั้งหลาย คือ ผีปลอมๆ ที่ถูกสร้างขึ้น

“นี่กลายเป็นความโศกเศร้าของผม ที่ผีเหล่านี้ไม่ได้มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป พวกเขากลายเป็นแค่ตัวละครในนิยาย”

เจ้าของรางวัล the Principal Prince Claus Award 2016 กล่าวต่อว่า เราอาจจัดให้เรื่องราวของ “ลุงบุญมี” (จากภาพยนตร์ “ลุงบุญมีระลึกชาติ”) เป็นนิยายหรือเรื่องแต่งได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี เขาอยากจะคิดจินตนาการว่า พวกเราทุกคนต่างดำรงชีวิตอย่างมีหลากมุมหลายมิติเช่นเดียวกับที่ “ลุงบุญมี” ต้องเผชิญ

ในบางมิติของการดำรงชีวิต ภูตผีปีศาจอาจมีอยู่จริง ขณะที่ในมิติอื่นๆ ความเชื่อว่าประเทศไทยเป็นชาติที่ร่ำรวย เป็นแผ่นดินทอง ทั้งยังเต็มไปด้วยทหารกล้าจำนวนมาก อาจถูกพิจารณาว่าเป็นความจริง

“ผมต้องการเพียงแค่จะสื่อว่าอัตลักษณ์และความเชื่อที่หลากหลายของพวกเรา นั้นดำรงอยู่ภายในกระบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือบางทีนี่อาจอธิบายจากแง่มุมของความเชื่อทางพุทธศาสนาได้ว่า พวกเราต่างเวียนวนอยู่กับวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไร้จุดสิ้นสุด

เจ้ยรับรางวัลที่ไทย 2

“ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ ผมรู้สึกมีความสุขกับการเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ ผมยังคงสนุกสนานที่ได้เล่นกับแสง ไฟฉายซึ่งอยู่ในมือผมตั้งแต่เมื่อครั้งเยาว์วัย ยังคงเสาะแสวงหาภูตผีอันแตกต่างหลากหลายต่อไปเรื่อยๆ”

อภิชาติพงศ์กล่าวปิดท้ายปาฐกถาที่แสดง ณ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยว่า เขาหวังว่าสังคมนี้จะเปิดโอกาสให้แก่เสียงที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมๆ กับการมีความอดทนอดกลั้นและการมีเสรีภาพเพิ่มขึ้น

“แล้ววันหนึ่ง เราจะสามารถขจัดทิ้งซึ่งความหวาดกลัว เราต้องมาร่วมกันทำให้สิ่งดังกล่าวเป็นความจริง ด้วยแสงสว่างที่พวกเราพร้อมใจกันฉายส่องออกไป ขอบคุณมากๆ ครับ”

นอกจากนั้น ในงานดังกล่าวยังได้มีการฉายหนังสั้นเรื่อง “จดหมายถึงลุงบุญมี” โดยมีสมาชิกครอบครัววีระเศรษฐกุล ทีมงานนักแสดงและเบื้องหลังจากภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์ เพื่อนๆ และบุคลากรทางด้านวัฒนธรรมของประเทศไทย มาร่วมเฉลิมฉลองกับความสำเร็จของนักทำหนังชาวไทยผู้นี้

ขอบคุณเนื้อหาจากhttps://www.nederlandwereldwijd.nl/landen/thailand/nieuws/2017/06/13/prince-claus-fund-awards และ http://www.princeclausfund.org/en/news/apichatpong-weerasethakul-receives-prince-claus-award-in-bangkok.html

ขอบคุณภาพประกอบจากhttps://www.facebook.com/netherlandsembassybangkok/

ข่าวบันเทิง

หนังสั้นไทย “500,000 ปี” ได้รับรางวัลจากเทศกาล “Oberhausen” ที่เยอรมนี

เทศกาลภาพยนตร์สั้น Oberhausen ครั้งที่ 63 ซึ่งนับเป็นเทศกาลหนังสั้นที่เก่าแก่และสำคัญของประเทศเยอรมนี เพิ่งจะปิดฉากไปเมื่อวานนี้

มีข่าวน่ายินดีว่าหนังสั้นไทยเรื่อง “500,000 ปี” ผลงานการกำกับ “ชัยศิริ จิวะรังสรรค์” ได้รับรางวัล “Principal Prize” ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญลำดับที่สองในสายการประกวดนานาชาติ จากเทศกาลในครั้งนี้ด้วย

คณะกรรมการระบุว่า “500,000 ปี” คือ ภาพยนตร์การเมืองที่ลึกซึ้งและชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดตรึกตรองอย่างงดงาม ซึ่งได้สำรวจตรวจสอบถึงสภาพการณ์ที่ความทรงจำถูกก่อร่างสร้างขึ้นโดยประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ, อนุสาวรีย์, ภาพยนตร์ และความรุนแรง

ทั้งนี้ ชัยศิริไม่ได้เดินทางไปรับรางวัลด้วยตนเอง แต่เขาได้ส่งข้อความไปขอบคุณคณะกรรมการและเทศกาล Oberhausen โดยระบุว่า เขาไม่คาดคิดว่าผลงานที่สร้างขึ้นจากความทรงจำในวัยเด็กของตนเองจะนำมาสู่รางวัลอันทรงเกียรตินี้

“ผมเติบโตขึ้นมาในเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีโรงภาพยนตร์ ดังนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับหนังของผมจึงมาจากกิจกรรมการฉายหนังกลางแปลง ผมยังจดจำได้ถึงเสียงกรีดร้องจากหนังไทยสยองขวัญยุคเก่า ที่ดังคลอไปกับเสียงจิ้งหรีดและสัตว์กลางคืนชนิดอื่นๆ

“หลายปีต่อมา ภาพยนตร์กลางแปลงได้ค่อยๆ สูญสิ้นบทบาทลงไป เมื่อโรงหนังระบบมัลติเพล็กซ์และดีวีดีเดินทางมาถึง ปัจจุบัน หนังกลางแปลงจะถูกฉายเพียงเพื่อเป้าหมายในเชิงพิธีกรรมและจิตวิญญาณ ซึ่งคงคล้ายคลึงกับอะไรหลายอย่างในประเทศไทย ที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผู้คนปกติ แต่กลับถูกสงวนเอาไว้ให้ภูตผีวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่จับต้องไม่ได้…”

นอกจากนั้น ชัยศิริเผยด้วยว่าภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเขาจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยและชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา

ข่าวบันเทิง

“หนัง (เรื่องเมือง) ไทย” ในคานส์, หนังสั้น “เจ้ย” ที่ฮ่องกง และรางวัลล่าสุดของ “ดาวคะนอง”

มี “หนังเกี่ยวกับเมืองไทย” ในคานส์ 2017

prayer

ภาพยนตร์เรื่อง “A Prayer Before Dawn” โดย “Jean-Stéphane Sauvaire” ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Midnight Screening” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2017

โดยหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากประสบการณ์ชีวิตจริงของ “บิลลี่ มัวร์” นักโทษชาวต่างชาติ ที่ต้องแสวงหาวิธีการ “อยู่รอด” ภายในคุกไทย ด้วยการฝึกมวยไทยจนกลายเป็นแชมเปี้ยน

“หนังสั้นอภิชาติพงศ์” ที่ฮ่องกง

ablaze

ในโปรแกรม “Short Film Competition Programme I” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกง 2017

มีหนังสั้นชื่อ “Ablaze” ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” รวมอยู่ด้วย

เว็บไซต์ของเทศกาลไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากนัก นอกจากการระบุสั้นๆ ว่า หนังจะนำเสนอภาวะที่เงาของแมกไม้กลายเป็นบทกวี และสภาวะที่อารมณ์ความรู้สึกของคนคู่หนึ่งถูกแชร์ร่วมกัน

อีกหนึ่งรางวัลของ “ดาวคะนอง”

ดาวคะนองอิตาลี

นอกจากโกยรางวัลสำคัญๆ ในประเทศไทยไปได้แล้ว “ดาวคะนอง” ภาพยนตร์ของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ยังเดินหน้าคว้ารางวัลระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด หนังเพิ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ลุคคา ประเทศอิตาลี

ยินดีด้วยจ้า

ข่าวบันเทิง

“ดาวคะนอง” ได้รับรางวัล Special Mention จากเทศกาลภาพยนตร์เอเชียแห่งโอซาก้า

หลังโกยรางวัลสำคัญจากเวทีสุพรรณหงส์ครั้งล่าสุด “ดาวคะนอง” หนังไทยผลงานการกำกับของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ก็ยังไปได้สวยในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติอย่างต่อเนื่อง

โดยเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2560 ทางเทศกาลภาพยนตร์เอเชียแห่งโอซาก้าได้ประกาศให้ “ดาวคะนอง” ได้รับรางวัล Special Mention จากเทศกาลประจำปีนี้

นี่ถือเป็นรางวัลระดับนานาชาติตัวที่สองของ “ดาวคะนอง” หลังจากเมื่อปีที่แล้ว หนังเคยเดินทางไปคว้ารางวัล Special Citation ในสาย Asian Next Wave จากเทศกาลคิวซีเนม่า ที่ประเทศฟิลิปปินส์

ข่าวบันเทิง

“ดาวคะนอง” เข้าชิงสุพรรณหงส์มากสุด “แฟนเดย์-มหาสมุทรและสุสาน” จี้ติด

รายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 26

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ดาวคะนอง

ธุดงควัตร

พรจากฟ้า

แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว

มหาสมุทรและสุสาน

ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

อโนชา สุวิชากรพงศ์ (ดาวคะนอง), บุญส่ง นาคภู่ (ธุดงควัตร), จิระ มะลิกุล / นิธิวัฒน์ ธราธร / ชยนพ บุญประกอบ / เกรียงไกร วชิรธรรมพร (พรจากฟ้า), บรรจง ปิสัญธนะกูล (แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว), พิมพกา โตวิระ (มหาสมุทรและสุสาน)

ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม

อนันดา เอเวอริงแฮม (ขุนพันธ์), Sai Sai Kham Leng (ถึงคน..ไม่คิดถึง), ปรมะ อิ่มอโนทัย (ปั๊มน้ำมัน), ฉันทวิชช์ ธนะเสวี (แฟนเดย์), กฤษดา สุโกศล แคลปป์ (ลูกทุ่ง ซิกเนเจอร์)

ผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

ดาวิกา โฮร์เน่ (20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น), อาภา ภาวิไล (ปั๊มน้ำมัน), นิษฐา จิรยั่งยืน (แฟนเดย์), ศศิธร พานิชนก (มหาสมุทรและสุสาน), อภิญญา สกุลเจริญสุข (อวสานโลกสวย)

ผู้แสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

รอง เค้ามูลคดี (20 ใหม่) กฤษดา สุโกศล แคลปป์ (ขุนพันธ์), ณัฐดนัย วังศิริไพศาล (ดาวคะนอง), Nay Toe (ถึงคน..ไม่คิดถึง), ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ (อวสานโลกสวย)

ผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

นีรนุช ปัทมสูต (20 ใหม่), ดวงใจ หิรัญศรี (Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน), อภิญญา สกุลเจริญสุข (ดาวคะนอง), อัจฉรา สุวรรณ (ดาวคะนอง), เพ็ญพักตร์ ศิริกุล (ปั๊มน้ำมัน)

บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

อโนชา สุวิชากรพงศ์ (ดาวคะนอง), ชาติชาย เกษนัส / พัฒนะ จิรวงศ์ (ถึงคน..ไม่คิดถึง), บุญส่ง นาคภู่ (ธุดงควัตร), ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ (ปั๊มน้ำมัน), พิมพกา โตวิระ / ก้อง ฤทธิ์ดี (มหาสมุทรและสุสาน)

ถ่ายภาพยอดเยี่ยม

Ming Kai Leung (ดาวคะนอง), อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ (ธุดงควัตร), บริษัท วันดีมีเดีย จำกัด (พริกแกง), นฤพล โชคคณาพิทักษ์ (แฟนเดย์), พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง (มหาสมุทรและสุสาน)

ลำดับภาพยอดเยี่ยม

ลี ชาตะเมธีกุล / มัชฌิมา อึ๊งศรีวงศ์ (ดาวคะนอง), ภราดร เวศอุรัย / เพียรนิพพาน คดีธรรม (ปั๊มน้ำมัน), ธรรมรัตน์ สุเมธศุภโชค / ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต / ปนายุ คุณวัลลี (พรจากฟ้า), ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต (แฟนเดย์), หรินทร์ แพทรงไทย / เบญจรัตน์ ชูนวน / อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ (มหาสมุทรและสุสาน)

บันทึกเสียงและผสมเสียงยอดเยี่ยม

อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร / เฉลิมรัฐ กวีวัฒนา (ดาวคะนอง), เอกรัฐ จึงสง่า จากบริษัท กันตนา ซาวด์ สตูดิโอฯ (พรจากฟ้า), เอกรัฐ จึงสง่า – กันตนา ซาวด์ สตูดิโอฯ (แฟนเดย์), อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร (มหาสมุทรและสุสาน), นฤเบศ เปี่ยมโย – กันตนา ซาวด์ สตูดิโอฯ (อวสานโลกสวย)

เพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ความหมายที่หายไป (Fathers), Lie (ดาวคะนอง), ฉันจะไป (ถึงคน..ไม่คิดถึง), เทริด (เทริด), รักได้แค่คนเดียว (ปั๊มน้ำมัน)

ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม

Bruno Brugnano (ถึงคน..ไม่คิดถึง), หัวลำโพง ริดดิม (พรจากฟ้า), หัวลำโพง ริดดิม (แฟนเดย์), นพนันทน์ พานิชเจริญ วงอินสไปเรทีฟ (มหาสมุทรและสุสาน), ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ (อวสานโลกสวย)

กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม

วิทยา บุญวิถีโชติ (20 ใหม่), ธนะ เมฆาอัมพุท (Take Me Home), ธนะ เมฆาอัมพุท (ขุนพันธ์), อรรคเดช แก้วโคตร (พรจากฟ้า), ราสิเกติ์ สุขกาล (โรงแรมต่างดาว)

ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม

ยศ ก่อก้องวิศรุต / แก้ว รัตโนดม (20 ใหม่), นิรชรา วรรณาลัย (ขุนพันธ์), ศุภกิจ มั่งมี (จำเนียรวิเวียนโตมร), รุจิรำไพ มงคล (ดาวคะนอง), พราวเพลิน ตั้งมิตรเจริญ (เทริด)

เทคนิคพิเศษการแต่งหน้ายอดเยี่ยม

มนตรี วัดละเอียด (11-12-13 รักกันจะตาย), มนตรี วัดละเอียด (Take Me Home), ศิวกร สุขลังการ (ขุนพันธ์), เบญจวรรณ สร้อยอินทร์ (แฟนเดย์), อาภรณ์ มีบางยาง (โรงเรียนผี)

เทคนิคการสร้างภาพพิเศษยอดเยี่ยม

11-12-13 รักกันจะตาย, Take Me Home, ขุนพันธ์, แฟนเดย์, มหาลัยเที่ยงคืน

สถิติน่าสนใจ

ดาวคะนองเข้าชิงมากสุด 11 รางวัล แต่ 10 สาขา เพราะในสาขาผู้แสดงสมทบหญิง มีนักแสดงจากหนังเรื่องนี้เข้าชิงพร้อมกันสองคน

ถัดมาเป็นแฟนเดย์ที่เข้าชิง 10 รางวัล 10 สาขา

หนังที่เข้าได้ชิงรางวัล 5 สาขาขึ้นไป ประกอบด้วย มหาสมุทรและสุสาน (8), พรจากฟ้า (6), ขุนพันธ์ (6), ปั๊มน้ำมัน (6) ถึงคน..ไม่คิดถึง (5) และ 20 ใหม่ (5)

สำหรับธุดงวัตรที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขาหลักๆ ได้เข้าชิงทั้งหมด 4 สาขา

ข่าวบันเทิง

สร้างประวัติศาสตร์ต่อ! “Pop Aye” เป็นหนังสิงคโปร์เรื่องแรกที่ได้รางวัลจาก “ร็อตเตอร์ดัม”

ภาพยนตร์เรื่อง “Pop Aye” ของผู้กำกับหญิงรุ่นใหม่จากประเทศสิงคโปร์ “เคอร์สเทน ตัน” ยังกวาดรางวัลระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด หนังเรื่องนี้ได้คว้าอีกหนึ่งรางวัลสำคัญจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย

โดย Pop Aye ได้รับรางวัล “เดอะ บิ๊ก สกรีน อวอร์ด” ซึ่งคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยกลุ่มนักดูหนังท้องถิ่น จะพิจารณามอบรางวัลดังกล่าวแก่ภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง ที่พวกเขาอยากให้คอหนัง “อาร์ตเฮาส์” ชาวดัทช์มีโอกาสได้รับชมมากที่สุด

ทั้งนี้ เคอร์สเทน ตัน จะได้รับเงินรางวัลจำนวน 15,000 ยูโร ขณะที่ผู้จัดจำหน่ายซึ่งนำหนังเรื่องนี้เข้ามาฉายในประเทศเนเธอร์แลนด์ ก็จะได้รับเงินสนับสนุนจำนวนเท่ากัน (นอกจากนี้ หนังยังได้รับการการันตีว่าจะถูกนำไปเผยแพร่ในสถานีโทรทัศน์ของเนเธอร์แลนด์ ช่วงปีหน้า)

ตัน ถือเป็นคนทำหนังชาวสิงคโปร์รายแรกที่ได้รับรางวัลจากเทศกาลร็อตเตอร์ดัม อันเป็นหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญของทวีปยุโรป

ด้านคณะกรรมการตัดสินรางวัลเดอะ บิ๊ก สกรีน อวอร์ด ได้ประกาศเกียรติคุณของหนังเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“Pop Aye ได้มอบความหวังให้แก่ผู้ชม ณ ห้วงเวลาที่โลกของเรากำลังถูกแบ่งแยกออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน”

pop-aye-poster

Pop Aye ถ่ายทำในประเทศไทย และเล่าเรื่องราวของตัวละครสถาปนิกชายวัยกลางคนชาวไทย (รับบทโดยธเนศ วรากุลนุเคราะห์) ผู้ออกเดินทางพร้อมช้างเพื่อนยาก เพื่อตามหาสถานที่ ซึ่งคน-สัตว์คู่นี้เคยเติบโตขึ้นมาด้วยกันเมื่อครั้งอดีต

หนังเรื่องนี้จะมีกำหนดออกฉายที่ประเทศสิงคโปร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2017

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Pop Aye เพิ่งได้รับรางวัล “เดอะ สเปเชียล จูรี่ อวอร์ด” ในฐานะผลงานที่มีความโดดเด่นด้านบทภาพยนตร์ ของสายการประกวดเดอะ เวิลด์ ซีเนมา ดรามาติก คอมเพททิชั่น จากเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ เทศกาลหนังอินดี้ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

โดยสามารถสร้างประวัติศาสตร์ เป็นหนัง/คนทำหนังชาวสิงคโปร์เรื่อง/รายแรก ที่คว้ารางวัลจากซันแดนซ์

ที่มา

https://iffr.com/en/blog/and-the-winners-are

http://www.straitstimes.com/lifestyle/entertainment/film-maker-kirsten-tans-pop-aye-wins-another-prize-this-time-at-rotterdam