คนมองหนัง

รวมรายชื่อหนังที่พูดถึงเหตุการณ์ “6 ตุลา” (แบบคร่าวๆ) และลำดับเวลาออกฉาย

(อัพเดตเนื้อหา ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2561)

1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยภาระหน้าที่การงานบางอย่าง ทำให้มีโอกาสได้นั่งทบทวนรายชื่อหนังไทย ที่พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ผมจึงเพิ่งตระหนักว่าหนังกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยเลย อีกทั้งยังได้พบข้อมูลที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน นั่นคือ ปี 2552 ถือเป็นปีที่มีการสร้างหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากที่สุด

ลองมาอ่านรายละเอียดกันครับ

รายชื่อหนังยาว-สั้นของไทยที่มีเนื้อหาหรือฉากหลังเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเรียงลำดับตามปีที่ออกฉาย

2529

%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“ช่างมันฉันไม่แคร์” โดย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล

หนังที่สร้างขึ้นคล้อยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพียงแค่สิบปี เล่าเรื่องของหญิงสาวแห่งวงการโฆษณา ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาผู้มีบาดแผลความทรงจำจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหนุ่มชนชั้นล่าง ที่เข้ามาทำงานเป็นผู้ชายขายตัวในเมืองหลวง

นอกจากนั้น หนังยังพูดถึง “คนเดือนตุลาฯ” ที่เปลี่ยนแปลงไป จากหนุ่มสาวผู้มีอุดมการณ์ปฏิวัติ มาสู่นักธุรกิจ-นักโฆษณาผู้ประสบความสำเร็จในระบบทุนนิยม

2534

%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7

“เวลาในขวดแก้ว” โดย ประยูร วงษ์ชื่น สร้างจากนิยายของประภัสสร เสวิกุล

มีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นบริบทสำคัญและฉากหลังของหนัง ที่เล่าเรื่องราวการเติบโต-เปลี่ยนผ่านของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง

2544

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“14 ตุลา สงครามประชาชน” (คนล่าจันทร์) โดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

จัดเป็น “หนังการเมือง” ที่ไม่ได้ใช้สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแค่บริบท

หนังเล่าเรื่องโดยตัดสลับระหว่างชัยชนะในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ กับการเข้าป่าและพ่ายแพ้ออกจากป่าของ “เสกสรรค์-จิระนันท์”

หนังจะมีฉากเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ ตรงๆ อยู่หนึ่งฉาก คือ ฉากที่คนในป่าฟังข่าวเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จากวิทยุ โดยบรรดาอดีตนักศึกษาจะแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนในเมือง แต่ตัวละครสมาชิกพคท. สายจีน กลับไปตกอกตกใจกับข่าวเจียงชิง-แก๊งสี่คนถูกโค่นล้ม

2546

%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99

หนังสั้น “อย่าลืมฉัน” โดย มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ที่ใช้ found footage ของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มานำเสนอแบบดิบๆ ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้น

2552

%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a1

“เชือดก่อนชิม” โดย ทิวา เมย์ไธสง เป็นหนังสยองขวัญ ที่ใช้เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นฉากหลัง/บริบท

ลิฟท์แดง

“ลิฟท์แดง” (ตอนหนึ่งของหนัง “มหาลัยสยองขวัญ”) โดย บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม

หนังสยองขวัญกึ่งการเมือง ที่ไม่เพียงนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มารับใช้เรื่องราวสยองขวัญดังเช่นกรณีของ “เชือดก่อนชิม” เท่านั้น แต่ยังเพิ่มองค์ประกอบเรื่องความสูญเสีย ความพลัดพราก ความโรแมนติกลงไป และคล้ายจะพยายามพูดถึงประเด็นการเมืองอย่างจริงจังมากกว่า

%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%99

“ฟ้าใสชื่นบาน” โดย เกริกชัย ใจมั่น และ นภาพร พูลเจริญ

เป็นหนังตลกล้อเลียนการต่อสู้ทางการเมือง ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่า มานำเสนอในแนวตลกไร้สาระบ้าบอแบบสุดๆ บนจอภาพยนตร์

october sonata

“October Sonata รักที่รอคอย” โดย สมเกียรติ วิทุรานิช

หนังการเมือง-โรแมนติก ดราม่า มีฉากหลังลากยาวตั้งแต่ยุคก่อน 14 ตุลาฯ จนถึงปลายทศวรรษ 2520 เมื่อปัญญาชนออกจากป่า

จุดเด่น คือ เป็นหนังที่พูดถึงวรรณกรรมการเมืองยุคคลาสสิคอย่างจริงจัง ผ่านการใช้นิยาย “สงครามชีวิต” ของ “ศรีบูรพา” มาเป็นหนังสือหลักที่เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของนางเอก (ซึ่งคล้ายจะได้รับอิทธิพลมาจากชีวิตจริงของ “ศรีดาวเรือง”)

นอกจากนั้น หนังยังมีประเด็นรายทางที่น่าสนใจอีกมากพอสมควร อาทิ การเทียบเคียงความพ่ายแพ้ของปัญญาชน กับการอยู่เป็นและการกลายสถานะเป็นผู้อุปถัมภ์บรรดาอดีตฝ่ายซ้ายตกยากของตัวละครนายทุนเชื้อสายจีน

เจ้านกกระจอก

“เจ้านกกระจอก” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องความสัมพันธ์อันบาดหมางมึนตึงระหว่างพ่อกับลูกในครอบครัวหนึ่ง มีฉากอุปมาเกี่ยวกับนกที่ปีกซ้ายถูกยิง หรือภาวะที่เด็กทารกจำเป็นต้องตัดสายสะดือแยกขาดจากผู้ให้กำเนิด

2553

%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4

“ลุงบุญมีระลึกชาติ” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องชายชราที่เคยฆ่า “คอมมิวนิสต์” ในยุคสงครามเย็น และลูกชายของเขาที่กลายร่างเป็น “ลิงป่า” ที่ออกจากป่ามาพบพ่อ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเดินทางไปสู่วาระสุดท้ายของชีวิต

2556

%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a7

“ยังบาว” โดย ยุทธกร สุขมุกตาภา

หนังที่เล่าถึงจุดกำเนิดของวงดนตรีคาราบาว (ตรงกับข้อเท็จจริงแค่ไหนเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

หนังใช้เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่าของปัญญาชนคนหนุ่มสาว มาเป็นบริบททางสังคมการเมืองที่สำคัญภายในเรื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อวิถีชีวิตของตัวละครหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แอ๊ด คาราบาว”

2559

ดาวคะนอง

“ดาวคะนอง” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ ที่พูดถึง “ความทรงจำที่กระจัดกระจายและสลับซับซ้อน” กรณี 6 ตุลาฯ

2560

พิราบ

“พิราบ” โดย ภาษิต พร้อมนำพล

หนังสั้นนักศึกษาในปี 2560 ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงแรงผลักดันและขั้นตอนหรือกระบวนการ “เข้าป่า” ของนักศึกษาหนุ่มรายหนึ่ง ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ภาพยนตร์สารคดี

2557

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87

“ความทรงจำ-ไร้เสียง” โดย ภัทรภร ภู่ทอง และ เสาวนีย์ สังขาระ

หนังสารคดีที่มุ่งสำรวจเสียงของ 2 ครอบครัว ซึ่งสูญเสียลูกไปในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

2559

ด้วยความนับถือ

“ด้วยความนับถือ” โดย ภัทรภร ภู่ทอง

หนังสารคดีที่จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาฯ

2560

สองพี่น้อง

“สองพี่น้อง” โดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม และภัทรภร ภู่ทอง

หนังไปสัมภาษณ์ครอบครัวของ “ชุมพร ทุมไมย” และ “วิชัย เกศศรีพงษา”  สองช่างไฟฟ้าที่ถูกฆาตกรรมแขวนคอก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

ภาพยนตร์ข่าว

2521

“[นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา]”

ภาพยนตร์ข่าวบันทึกเหตุการณ์ที่อดีตผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา จำนวน 19 คน อาทิ “สุธรรม แสงประทุม” “สุรชาติ บำรุงสุข” “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” “ธงชัย วินิจจะกูล” และ “วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” เดินทางเข้าพบ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ภายหลังได้รับการนิรโทษกรรม

มิวสิกวิดีโอ

2561

มิวสิกวีดีโอเพลง “ประเทศกูมี” โดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม

ผลงานเพลงแร็พการเมืองวิพากษ์สังคมไทยร่วมสมัย (ยุคปลาย คสช.) โดยกลุ่มศิลปิน “Rap Against Dictatorship” (RAD) ซึ่งออกเผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2561

เอ็มวีนี้ใช้ฉากหลังเป็นภาพจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และกำกับโดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ซึ่งเคยกำกับหนังสารคดี “สองพี่น้อง” ตลอดจนเคยเป็นผู้กำกับภาพของหนังเรื่อง “14 ตุลา สงครามประชาชน”

ภาพยนตร์ต่างประเทศ

2557

river

“River of Exploding Durians” หนังมาเลเซีย โดย เอ็ดมันด์ โหย่ว

หนังพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองของหนุ่มสาวมาเลเซีย โดยมีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะ “ประสบการณ์ร่วม” ของผู้คนแถบภูมิภาคนี้

ทำไมปี 2552 ถึงมีหนัง 6 ตุลาฯ เยอะสุด?

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลนี้ จะพบว่าในปี 2552 มีการผลิตหนังที่เกี่ยวข้อง/อ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากถึง 5 เรื่อง (หากรวม “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ในปี 2553 ด้วย ก็จะกลายเป็น 6 เรื่อง)

ถือว่ามากในแง่จำนวน ทั้งยังมีความหลากหลายทางเนื้อหา คือ มีตั้งแต่หนังสยองขวัญ หนังผี หนังตลก หนังโรแมนติก ดราม่า และหนังทดลองอิสระ ซึ่งสื่อสารประเด็นแหลมคมผ่านสัญลักษณ์ทางภาพยนตร์

น่าจะยังไม่เคยมีใครศึกษาอย่างจริงจังว่าทำไมช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีหนังว่าด้วย 6 ตุลาฯ ออกมามากมายและหลากหลายขนาดนั้น

อย่างไรก็ดี ตามสมมุติฐานเบื้องต้นของผม ช่วงเวลาระหว่างปี 2549-53 (ส่วนใหญ่ ภาพยนตร์จะใช้เวลาสร้าง 1-2 ปี หรือยาวนานกว่านั้นอยู่แล้ว) ถือเป็นภาวะ “ลักปิดลักเปิด” สำหรับสังคมการเมืองไทย

กล่าวคือ เป็นช่วงเวลาหลังรัฐประหารปี 2549 แต่บรรยากาศภายหลังการรัฐประหารกลับไม่ “ปิด” เสียทีเดียว (จนเกิดแนวคิดเรื่อง “รัฐประหารเสียของ” ตามมา)

มิหนำซ้ำ บรรยากาศปิดๆ เปิดๆ ที่ว่า ยังกระตุ้นเร้าให้ผู้คนจำนวนมากมีความตื่นตัวทางการเมือง จากกระแสเสื้อเหลืองก่อนรัฐประหาร มาสู่จุดกำเนิดของกลุ่ม นปก. นปช. หรือเสื้อแดง

น่าสนใจด้วยว่าความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาดังกล่าวยังไม่ตึงเครียด จนผู้คนถูกแบ่งออกเป็น “สองขั้ว” อย่างชัดเจน หรือรุนแรงหนักถึงขนาดล่าแม่มดกัน

นอกจากนี้ บรรยากาศทางความคิดก็ยังเปิดกว้างอยู่พอสมควร มีการถกเถียง/นำเสนอข้อมูลเรื่องการเมือง/ประวัติศาสตร์การเมืองในอินเตอร์เน็ต งานศิลปะต่างๆ กล้าพูดประเด็นการเมืองแรงๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น งานบทกวี หรือในส่วนวงการภาพยนตร์เอง ถ้าติดตามวงการหนังสั้นช่วงปี 2549-ต้นทศวรรษ 2550 เราก็จะพบว่ามีหนังการเมืองแรงๆ เกิดขึ้นไม่น้อย

แน่นอน ประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรช่วงปี 2475 ตลอดจนประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ซึ่งส่วนทางกับประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลัก ได้ถูกหยิบยืมมานำเสนอหรือดัดแปลงในผลงานศิลปะเหล่านี้ด้วย

ตามการประเมินคร่าวๆ ของผม กระแสทางวัฒนธรรมทำนองนี้จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2553-54

พอพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง จึงเริ่มมีการชะลอตัว แล้วเงียบเสียงลงไปอย่างชัดเจนหลังรัฐประหารปี 2557

ป.ล.

นี่เป็นการรวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นอย่างคร่าวๆ ถ้าใครมีรายชื่อ-เรื่องย่อหนังเพิ่มเติม ตลอดจนคิดสมมุติฐานอื่นๆ ได้ สามารถบอกกล่าว-แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” ให้สัมภาษณ์สื่อฮ่องกง ไทยกำลังกลายเป็นส่วนผสมของสิงคโปร์-เกาหลีเหนือ

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้สัมภาษณ์กับ วิเวียน โจว แห่งเว็บไซต์ qz.com ว่าสภาพการเมืองการปกครองของประเทศไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ภายหลังการรัฐประหาร มิได้เพียงนำพาประเทศให้ย้อนหลังกลับไปสู่อดีตเท่านั้น แต่สิทธิเสรีภาพของประชาชนพลเมืองยังถูกคุกคามอีกด้วย

“มันกำลังกลายเป็นส่วนผสมระหว่างสิงคโปร์กับเกาหลีเหนือ” ผู้กำกับชื่อดัง กล่าวถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตน

อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์กับโจว ระหว่างเดินทางมาร่วมงานเปิดนิทรรศการศิลปะ The Serenity of Madness ของเขา ซึ่งจะสัญจรมาจัดแสดงที่ฮ่องกงจนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้

นิทรรศการของคนทำหนังระดับโลกจากไทย เกิดขึ้นหลังจากที่ฮ่องกงเพิ่งมีการเลือกตั้งทั่วไป โดยอภิชาติพงศ์ชี้ว่า แม้คนฮ่องกงจะยังไม่ได้สัมผัสกับระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบ แต่พวกเขาก็ยังได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนฯ ของตน และสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรีในระดับหนึ่ง ซึ่งนั่นส่งผลให้เขารู้สึกเศร้าใจกับชะตากรรมของประเทศบ้านเกิด

“ผมอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงภาวะที่หลายๆ อย่าง กำลังเดินทางย้อนกลับหลัง (ในประเทศไทย) ผมคิดฝันมาตลอดว่าจะมีรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการพัฒนางานทางด้านวัฒนธรรม แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แผนการพัฒนาวัฒนธรรมถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขณะที่งบประมาณกองทัพกลับเพิ่มสูงขึ้น ยังไม่รวมถึงภาวะของการเซ็นเซอร์ที่กำลังเกิดขึ้น ผมจึงรู้สึกอิจฉาภาวะในฮ่องกง ที่ผลงานด้านวัฒนธรรมสามารถบูรณาการร่วมกับชุมชนได้ นอกจากนี้ ชาวฮ่องกงยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับอิสรภาพของตนเองได้อยู่”

อภิชาติพงศ์ยังระบุว่า ภาวะที่คนไทยส่วนใหญ่เลือกจะยอมก้มหัวให้แก่ระบอบอำนาจปัจจุบัน ได้ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างย่ำแย่ลง เขาเชื่อว่าวัฒนธรรมแบบขงจื๊อที่ลงรากลึก ได้ส่งอิทธิพลทางความคิดให้คนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม และยอมรับว่ากองทัพเป็นสถาบันหลักของประเทศ

“บรรดาขุนศึกจึงเข้ามายึดอำนาจเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปัญหาทางการเมืองไม่ได้ถูกแก้ด้วยระบบรัฐสภา แต่ถูกแก้ด้วยการใช้กำลัง ประชาชนคุ้นเคยกับวิถีทางแบบนี้ พวกเขาให้การยอมรับกองทัพ พวกเขาชื่นชอบที่จะมี ‘คุณพ่อคุณแม่’ เข้ามาคุ้มครองดูแล และรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคม ด้วยการใช้รถถังและปืน”

แม้ผู้กำกับดังจะเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นรู้ทางการเมือง แต่เขาระบุว่ามีศิลปินไทยบางรายที่ตัดสินใจจะท้าทายภาวะแน่นิ่งเช่นนั้นด้วยผลงานศิลปะที่กระตุ้นให้ผู้ชมได้ฉุกคิด แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ และให้ลงนามยอมรับที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารก็ตาม

ท้ายสุดของการสนทนา อภิชาติพงศ์ยืนยันกับโจวว่า

“บุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องกล้าตั้งคำถาม”

ที่มา http://qz.com/789448

คนมองหนัง

สแน็ป : การเมืองเรื่องความทรงจำ

(มติชนสุดสัปดาห์ 6-12 พฤศจิกายน 2558)

 

“สแน็ป” ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ได้ฤกษ์ฉายรอบปฐมทัศน์โลกไปแล้ว ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2015

แม้สุดท้ายจะไม่ได้รางวัลใดๆ ติดไม้ติดมือกลับมาจากญี่ปุ่น แต่หนังเรื่องนี้ก็มีองค์ประกอบหลายอย่าง ที่น่าพูดถึง

“สแน็ป” เป็นภาพยนตร์ที่มีบริบทการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เฉกเช่นผลงานส่วนใหญ่ของคงเดช

อย่างไรก็ตาม ตัวละครเอกในหนังมิได้ดำเนินชีวิตของตัวเองไปอย่างเป็นเอกเทศ โดยมีเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยปรากฏขึ้นเป็นเพียงฉากหลังรางๆ และไม่ข้องเกี่ยวโดยตรงกับชีวิตของเหล่าตัวละคร

ตรงกันข้าม “สแน็ป” อาจทำให้คนดูหลายคนคิดไปถึง “กอด” ภาพยนตร์อีกเรื่องของคงเดช ซึ่งเคยมีผู้ตีความเอาไว้ว่า การมีหรือไม่มี “แขนที่สาม” (อวัยวะอันแปลกแยก ทว่า เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอย่างมิอาจปฏิเสธได้) ของ “ขวาน” ตัวละครนำในหนังเรื่อง “กอด” นั้น

เป็นการอุปมาถึงการมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

กรณีของ “สแน็ป” ก็คล้ายๆ กัน กล่าวคือ แม้นางเอกของเรื่องอย่าง “ผึ้ง” (รวมถึงพระเอกอย่าง “บอย” และตัวละครรายอื่นๆ) จะไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความขัดแย้งทางการเมืองไทยหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 อย่างตรงไปตรงมา

แต่วิถีชีวิต และกระแสความคิด-ความทรงจำ ของพวกเธอและเขา ก็เป็นเหมือนภาพร่างอันกระจัดกระจาย ที่ชวนให้เรานึกถึงความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยอยู่เกือบตลอดเวลา

ตัวละครเหล่านั้นจึงไม่ได้ลอยตัวออกจากบริบททางการเมือง หากเป็นเหมือนส่วนขยายต่อเติมของบริบทดังกล่าว ที่ช่วยให้คนดูได้มองเห็นหรือตั้งคำถามกับสภาวะความขัดแย้งทางการเมืองนอกโรงภาพยนตร์ อย่างเด่นชัดหรือมีเหลี่ยมมุมยิ่งขึ้น

แต่อย่างที่บอก ว่าชีวิตของตัวละครในหนังเป็นส่วนขยายอันกระจัดกระจายของบริบททางการเมือง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นหน้าที่ของคนดูแต่ละราย ที่จะต้องจัดเรียงหรือประมวลองค์ประกอบระเกะระกะเหล่านั้น แล้วสร้างกรอบความคิดบางอย่างขึ้นมาเอง

“สแน็ป” พูดถึงการเมืองไทยอย่างสลับซับซ้อนมากกว่าเรื่องย่อที่ถูกเผยแพร่ออกมา

หนังไม่ได้มีแค่นางเอกที่เป็นลูกสาวทหารยศน่าจะถึงนายพล ที่กำลังจะแต่งงานกับนายทหารหนุ่มยศนาวาอากาศโท แต่แล้วในวันประกาศกฎอัยการศึก ก่อนหน้ารัฐประหาร เธอก็ได้รับการ์ดเชิญให้ไปงานแต่งงานของเพื่อนสมัยมัธยมฯ ที่ต่างจังหวัด จนมีโอกาสรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันค้างคากับเพื่อนชายสมัยวัยรุ่น

แก่นเรื่องหลักสำคัญจริงๆ ของ “สแน็ป” น่าจะเป็นประเด็นว่าด้วย “ความทรงจำ” “การประดิษฐ์สร้างความทรงจำ” “การแทนที่ความทรงจำ” และ “การหลงลืม” มากกว่า

ภาพสแน็ปช็อตที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ ถูกนำมาใช้นับครั้งไม่ถ้วนในหนัง ในฐานะเครื่องมือแสดงตัวตนผ่านโซเชียลมีเดียของผึ้ง ผู้เป็นนางเอก

คงเดชกล่าวขยายความเกี่ยวกับประเด็นนี้ในการแถลงข่าวที่โตเกียวว่า เทคนิคการถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือยุคปัจจุบัน มีฟิลเตอร์ที่ทำให้ภาพใหม่ๆ สามารถแลดูเป็นภาพเก่าได้

จึงน่าตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเก่าแก่หรือเป็นอดีตที่ดีงามนั้น จริงๆ แล้วมันเก่าแก่แค่ไหน? มันดีงามจริงหรือ? หรือจริงๆ มันเพิ่งถูกสร้างขึ้นให้ “แลดูเก่า” เมื่อไม่นานมานี้?

ประเด็นทำนองนี้ถูกเน้นย้ำรอบแล้วรอบเล่า ผ่านสัญลักษณ์และเรื่องราวต่างๆ ใน “สแน็ป”

หนังยังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการ “แทนที่” ไว้หลายครั้ง

ตั้งแต่การแทนที่รูปเพื่อนที่หายไปในหนังสือรุ่นด้วยกราฟิกเงาคน การที่เจ้าของร้านทำผม ซึ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังเดิมของนางเอก มีชื่อว่า “ผึ้ง” เหมือนกัน การแทนที่ “ปลาตุ๊กแก” ตัวดั้งเดิม ที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์เกี่ยวโยงกับอดีตรักของวัยรุ่นสองคนเมื่อแปดปีก่อน ด้วยปลา (ที่น่าจะเป็น) ตัวใหม่ ตลอดจนการแทนที่ “คนรักเก่า” ด้วย “คนรักใหม่ๆ”

ราวกับหนังต้องการจะถามคนดูว่า สิ่งของ/ผู้คน บางสิ่ง บางคน สามารถทดแทนสิ่งของ/ผู้คน อีกสิ่งหนึ่ง อีกคนหนึ่ง ได้จริง หรือ?

อย่างไรก็ดี คงเดชพยายามโต้ตอบข้อสงสัยที่มีต่อการให้คุณค่าแก่ “อดีต” ที่เพิ่งสร้าง และการแทนที่ระหว่างสิ่งของสองอย่าง ซึ่งคล้ายจะมีคุณค่าผิดแผกกัน ด้วยการทดลองนำเสนอทัศนะจากอีกแง่มุมหนึ่งเช่นกัน

หนังเล่าเรื่องเล็กๆ ของลูกสาวภารโรง ผู้เติบโตกลายมาเป็นภารโรง “แทนที่” แม่ผู้เสียชีวิต ภารโรงสาวตั้งตุ๊กตาที่เคยได้รับมอบจากผึ้งไว้บนหิ้งบูชาเคียงคู่กับพระพุทธรูป เพราะสำหรับเธอนี่ไม่ใช่สิ่งที่มีค่าเป็นเพียงของเล่น แต่เป็นของราคาแพง ที่มีคุณค่าสูงส่งในทางจิตใจ

“สแน็ป” ยังพูดเรื่องภาวะหลงลืมไว้อย่างน่าสนใจ

ทั้งการที่ผึ้ง ซึ่งเป็นอดีตดีเจประจำโรงเรียน จดจำชื่อเพลงที่บอยเคยขอให้เธอเปิดไม่ได้ การที่เพื่อนคนหนึ่งของบอย จดจำทริปการท่องเที่ยวที่ตนเดินทางไปกับเพื่อนๆ สมัยมัธยมฯ ไม่ได้ จนเพื่อนต้องนำหลักฐานภาพถ่ายมายืนยัน

เรื่อยไปจนถึง การที่บอยพยายาม “แสร้งลืม” ความทรงจำบาดแผลบางอย่าง ที่จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขา และความทรงจำดีๆ ที่ตนเองมีต่อผึ้ง

การลืม การจำ การสร้าง/แทนที่ความทรงจำ เป็นบรรยากาศที่อบอวลอยู่ในหนังเรื่องใหม่ของคงเดช ตลอดเวลา

“สแน็ป” ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่กลับกระตุ้นให้คนดูได้ฉุกคิดอยู่เป็นระยะๆ

หนังพูดถึงภาวะอนิจจังของการต้องสูญเสียสมาชิกหลักในครอบครัว ด้วยท่าทีไม่ตื่นตระหนก

ขณะเดียวกัน พ่อยศนายพลของนางเอก ก็ไม่มีตัวตนภายในหนัง จนคนดูไม่อาจรู้ได้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ผึ้งเคยพูดเท้าความว่าหลังรัฐประหาร 2549 พ่อของเธอถูกย้ายเข้ากรุงเทพฯ แต่ก็ไม่แน่ชัดนักว่า เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือถูกโยกเข้ากรุ ไม่ให้คุมกำลังรบ

ฉากหนึ่งในตอนท้ายเรื่อง ที่ผึ้งกำลังนั่งดูอัลบั้มภาพพรีเวดดิ้งของตนเอง อันเต็มไปด้วยรูปถ่ายชุดขาวของว่าที่สามีนายทหารอากาศ แต่แล้วกล้องก็ค่อยๆ เคลื่อนไปยังครึ่งล่างของกรอบรูปที่แขวนอยู่เหนือหัวนางเอก ซึ่งน่าจะเป็นภาพพ่อของเธอขณะแต่งเครื่องแบบสายสะพายเต็มยศ

สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกของการต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนในเครื่องแบบได้อย่างทรงพลัง

หนังยังเล่าเรื่องราวค่อนข้างแปลกแปร่งว่า ว่าที่สามีนายทหารอากาศนั้น เคยเป็น “อาจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์” ให้แก่ผึ้งในมหาวิทยาลัยพลเรือน ไม่เพียงเท่านั้น โรงเรียนเก่าของเธอที่จันทบุรี ยังกำลังทาสีใหม่ เป็นอาคารสีเขียวเข้มทั้งหลัง

หนังพูดถึงการเลิกคบกันในหมู่เพื่อนเก่า เพราะทัศนคติที่แตกต่างกันในทางการเมือง และการไม่พูดคุยทักทายกันของคนในครอบครัว เพราะปมปัญหาร้าวลึกบางประการ

“สแน็ป” เล่นกับ “ภาพ/สัญลักษณ์ซ้ำ” บางภาพ ที่ถูกนำมาวนให้คนดูเห็นอยู่เป็นระยะๆ ทั้งที่เป็นฉากหลังอันชัดเจน และเป็นรูปเลือนรางท่ามกลางความมืดมิด

ฉากสำคัญฉากหนึ่งในตอนท้าย ที่เล่นกับประเด็นความรักลับๆ ของคนที่มิอาจรักกันได้อีกต่อไป ดำเนินไปในสถานที่อันคุกรุ่นด้วยความทรงจำ ซึ่งเพิ่งถูกประดิษฐ์สร้างขึ้น ยิ่งกว่านั้น ไม่ไกลจากสถานที่ดังกล่าว ยังมี “ภาพซ้ำ” ภาพเดิมยังตั้งตระหง่านอยู่อย่างสงบนิ่ง กลางสภาวะดึกสงัด

แก่นเรื่องและคำถามเกี่ยวกับความทรงจำ ตลอดจนรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ดูมีน้ำหนักชวนครุ่นคิดมากขึ้น เมื่อเราพิจารณาไปยัง “กรอบเวลา” ภายในภาพยนตร์เรื่องนี้

นั่นคือ ผึ้งและเพื่อนๆ เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีสุดท้าย ในช่วงรัฐประหาร กันยายน 2549 ก่อนที่พวกเขาและเธอจะหวนกลับมาพบกันอีกครั้ง ในช่วงรัฐประหาร พฤษภาคม 2557

อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาจากเนื้อหาของหนัง คงเดชก็ฉลาดพอที่จะไม่ผูกมัดผลงานล่าสุดของเขาเข้ากับจุดยืนทางการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง

อารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำของตัวละครทั้งหมด และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เป็นเหมือนชิ้นส่วนย่อยๆ ที่จะประกอบขึ้นเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างหลากหลาย งุนงงสับสน ของผู้คนในสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย

ตัวละครแต่ละรายมีสถานะเป็นทั้งผู้กระทำและถูกกระทำ พวกเขาและเธอเป็นทั้งฝ่ายที่จดจำบางเรื่องราวได้ และเป็นฝ่ายหลงลืมไม่รับรู้ข้อเท็จจริงบางอย่าง แต่ละคนต่างปลอบประโลม กล่อมเกลาตัวเอง ด้วยทัศนะ ความเชื่อ และคุณค่าบางประการ เพื่อแทนที่ความทรงจำบางส่วนที่แหว่งวิ่นขาดหายไป

เพียงแต่คนดูจำนวนหนึ่งก็อาจตั้งคำถามต่อเนื่องจากประเด็นชวนคิดในหนังได้เช่นกันว่า เราจะสามารถทดแทน “ประชาธิปไตย” ด้วยระบอบการปกครองที่ไม่น่าจะเป็น “ประชาธิปไตย” ได้จริงหรือ?

สิ่งที่มา “แทนที่ประชาธิปไตย” ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของ “ความดีงามครั้งเก่าก่อน” นั้น แท้จริงแล้ว มีความเป็นมาเก่าแก่ยาวนานขนาดไหน?

และก็คงเหมือนกับที่ผึ้งเอ่ยถามบอยด้วยความอัดอั้นตันใจว่า เราจะไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้หรือ ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่มันยังครึ่งกลาง ค้างคา ไม่คืบหน้าไปไหน ในรอบแปดปี? (ซึ่งตัวละครบางคนรู้สึกว่าช่วงเวลาดังกล่าวเคลื่อนหน้าไปเนิบช้ามากๆ แต่บางคนกลับเห็นว่าเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว)

ถึงที่สุด ปัจเจกบุคคลแต่ละรายก็คงจะต้องพยายามประคับประคองชีวิตและความทรงจำแหว่งวิ่นของตนเอง แล้วค่อยๆ เดินหน้าต่อไป ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ความผันผวนแห่งยุคสมัย และการขาดหายไปของอะไรบางอย่าง

ดังเนื้อร้องท่อนหนึ่งของเพลงสำคัญ ซึ่งถูกนำมาใช้ปิดท้ายภาพยนตร์เรื่องนี้

“ชีวิตที่มันขาดเธอ วันนี้ยังเดินต่อไป แค่ได้คิดถึงก็เป็นสุขใจ”

คนมองหนัง

ความสัมพันธ์สองด้าน ของ “ผู้กองยอดรัก” กับ “สังคมการเมืองไทย”

มติชนสุดสัปดาห์ 7-13 สิงหาคม 2558

เมื่อปลายเดือนก่อน เว็บไซต์ประชาไท เผยแพร่สกู๊ปข่าวภาษาอังกฤษหัวข้อ “Romancing the tanks: how military rom-com”s constant remakes since the ’70s legitimize coups” (ซึ่งต่อมามีการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “ผู้กองยอดรัก: ละครรักกุ๊กกิ๊กเกี่ยวกับทหารที่ถูกสร้างใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐประหาร ตั้งแต่ทศวรรษ 1970”) โดย ผู้เขียนที่ใช้ชื่อว่า “เอสรี ไทยตระกูลพาณิช”

ข้อเสนอหลักของรายงานข่าวชิ้นนี้ ระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา หนังและละครแนวโรแมนติกคอเมดี้ ที่มีตัวละครเอกเป็นทหาร เรื่อง “ผู้กองยอดรัก” (ตลอดจนภาคต่อในชื่ออื่นๆ) ได้ถูกสร้างขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามากถึง 9 ครั้ง

ที่น่าสนใจ คือ มีหลายๆ ครั้ง ที่หนัง-ละครเหล่านั้น ถูกสร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร

จึงอาจเป็นไปได้ว่า การรีเมก “ผู้กองยอดรัก” มีความข้องเกี่ยวกับการพยายามสร้างความชอบธรรมและสร้างภาพลักษณ์โรแมนติกให้แก่กองทัพ ซึ่งเข้ามามีบทบาทแทรกแซงทางการเมือง

“ผู้กองยอดรัก” “ยอดรักผู้กอง” และ “ผู้กองอยู่ไหน” เป็นนวนิยายชุดของ “กาญจนา นาคนันทน์” ที่ตีพิมพ์ในช่วงทศวรรษ 2510 โดยเคยถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์สองครั้งใน พ.ศ.2516 และ 2524 และถูกนำมา สร้างเป็นละครโทรทัศน์มากถึง 7 ครั้ง ใน พ.ศ.2515, 2522, 2531, 2538, 2545, 2550 และครั้งล่าสุด ทางช่อง 3 ใน พ.ศ.2558

เอสรีและกองบรรณาธิการประชาไท ได้นำข้อมูลดิบดังกล่าวมาเทียบเคียงกับสถิติการทำรัฐประหารในช่วงเวลาเดียวกัน แล้วประมวลออกมาเป็นอินโฟกราฟิก ซึ่งชี้ให้เห็นว่า มีหลายครั้งที่หนัง/ละครเรื่อง “ผู้กองยอดรัก” ถูกสร้างขึ้นคล้อยหลังเหตุการณ์รัฐประหารหรือการกบฏที่ล้มเหลวโดยกองทัพ

อินโฟกราฟิกทหาร

หลังรัฐประหารปี 2514 มีการสร้างละคร “ผู้กองยอดรัก” ในปี 2515 และเวอร์ชั่นหนังในปี 2516

หลังรัฐประหารปี 2519 และ 2520 มีการสร้างละคร “ผู้กองยอดรัก” ในปี 2522

พร้อมๆ กับเหตุการณ์กบฏ 2524 ในปีเดียวกัน ก็มีการสร้างหนังเรื่อง “ผู้กองยอดรัก”

หลังรัฐประหาร 2549 ในปี 2550 ละคร “ผู้กองยอดรัก” ถูกสร้างขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

เช่นกันกับในปี 2558 ที่ละครเรื่องนี้ถูกรีเมกอีกหน ภายหลังรัฐประหารปี 2557

เอสรียังไปสัมภาษณ์บุคคลเพิ่มเติม คนแรก คือ ชานันท์ ยอดหงษ์ นักศึกษาปริญญาเอกและนักเขียนด้านประวัติศาสตร์ ที่แสดงความเห็นว่า ละคร “ผู้กองยอดรัก” ขับเน้นประเด็นเรื่องความรักชาติ ผ่านการนำเสนอภาพความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท และสถานะอันแตกต่างทางสังคม-เศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ทหารในละคร ยังถูกนำเสนอในเชิงโฆษณาชวนเชื่อ จนมีบุคลิกลักษณะโรแมนติก, สนุกสนาน และร่าเริง ส่วนบุคลิกและกิจกรรมด้านอื่นๆ กลับถูกลดทอนลบเลือนหมดสิ้น

ทางด้านนายทหารระดับพันเอกคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ละคร “ผู้กองยอดรัก” ฉายภาพวิถีชีวิตของ “นายทหารรับใช้” อย่างไม่สมจริง กระทั่งอาจสร้างภาพลักษณ์ไม่ดีต่อกองทัพได้

อย่างไรก็ดี อารมณ์ขันในละคร “ผู้กองยอดรัก” ทำให้ชานันท์เห็นว่า ละครเรื่องนี้มีบางแง่มุม ที่ช่วยทำลายการแบ่งแยกชนชั้นในสังคม โดยเฉพาะในตอนที่ตัวละครผู้บังคับบัญชาถูกกลั่นแกล้งหรือหยอกล้อโดยพลทหาร

ผิดกับ นายทหารคนเดิม ที่มองว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์หยอกล้อเช่นนั้นในชีวิตจริง พลทหารจอมทะเล้นจะต้องถูกลงโทษสั่งขังทันที

ขออนุญาตคิดต่อจากรายงานข่าวชิ้นดังกล่าว โดยที่บางประเด็นอาจมีความสอดคล้องกัน บางประเด็นอาจเห็นต่าง หรือบางประเด็นอาจไม่ได้มีความข้องเกี่ยวโดยตรงกับสิ่งที่เอสรีเสนอ

ประเด็นหลักที่เป็นจุดตั้งต้นของรายงานข่าวชิ้นนี้ เห็นจะเป็นสมมุติฐานที่ว่า สภาพสังคมการเมือง ณ ช่วงเวลานั้นๆ ย่อมมีส่วนในการกำหนด ครอบงำ หรือมีอิทธิพล ต่อการสร้างสรรค์สื่อบันเทิงหรือมหรสพต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยเดียวกัน

คำถาม คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบริบททางสังคมการเมือง กับ สื่อบันเทิง มีได้แค่รูปแบบหรือทิศทางเดียว เท่านั้นหรือ?

หากพิจารณาเฉพาะกรณีของ “ผู้กองยอดรัก 2558” ดูเหมือนสมมุติฐานของเอสรีน่าจะถูกต้อง กล่าวคือ ละครเรื่องนี้ ถูกสร้างขึ้นหลังรัฐประหาร พฤษภาคม 2557 (เปิดกล้องเดือนตุลาคม 2557) ฉะนั้น ละครคงหลีกลี้หนีอิทธิพลของอำนาจทหารที่กำลังแผ่กระจายในสังคมไปไม่พ้น

อย่างไรก็ตาม การช่วย “ฟอก” “โรแมนติไซส์” หรือถ่ายทอดอุดมการณ์ของกองทัพ ผ่านการสร้างละคร กลับไม่ได้ดำเนินไปอย่างทื่อๆ ตรงๆ ชนิดที่ถ้าหากผู้มีอำนาจกำลังโปรโมต “ค่านิยม 12 ประการ” อยู่ บรรดาตัวละครก็ต้องท่องค่านิยมเหล่านั้นให้คนดูฟัง

ประการแรก หากคิดแบบหยาบๆ และมองว่ามนุษย์ทุกคนต่างต้องพยายามคิดคำนวณ เพื่อกอบโกยหรือแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเองและพวกพ้องให้มากที่สุด

ดังนั้น เมื่อทหารกำลังมีสถานะเป็นกลุ่มบุคคลที่มีพลังอำนาจมากที่สุดในสังคมการเมืองไทย จึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่คนทำหนัง ทำละคร ทำอีเวนต์ จะพยายามผลิตงานอันมีเนื้อหาข้องเกี่ยวกับกองทัพ (ในแง่ดี)

คนทำสื่อบันเทิงเหล่านั้นอาจไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอะไรมากมายนัก แต่อย่างน้อยที่สุด ก็น่าเชื่อว่า ทหารคงอำนวยความสะดวกให้พวกเขาอย่างเต็มที่ ในขั้นตอนการถ่ายทำหรือจัดนิทรรศการ (ไม่นับรวมบางกรณี ที่หน่วยงานความมั่นลงเข้าไปเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์แบบไม่หวังผลกำไรด้วยตัวเอง)

แม้แต่ผู้กำกับภาพยนตร์ “นอกกระแสหลัก” ที่มีแนวคิด “วิพากษ์อำนาจนำในสังคม” อย่างชัดเจนมากที่สุดของเมืองไทยยุคปัจจุบัน อย่าง “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ก็เพิ่งให้สัมภาษณ์กับนิตยสารจีเอ็มว่า ระหว่างการถ่ายทำหนังเรื่องล่าสุด “รักที่ขอนแก่น” ทีมงานของเขาได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอย่างดี รวมทั้งทหารในพื้นที่ด้วย

(อภิชาติพงศ์ไม่ได้อธิบายต่อ แต่ผมคาดเดาเอาเองว่า การช่วยเหลือดังกล่าวอาจเกิดขึ้น เพราะตัวละครหลักในหนังเป็นทหาร)

ประการถัดมา เมื่อทหารกลายเป็นบุคคลสำคัญในข่าวหรือประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ตั้งแต่ข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ จนถึงปัญหาปากท้องและการเสี่ยงโชค

การจัดทำมหรสพที่มีตัวละครนำเป็น “บุคคลในเครื่องแบบลายพราง” จึงย่อมมีโอกาสสูงในการเข้าถึงหรือเป็นที่นิยมของผู้ชมหมู่มาก

ทว่า การจะเข้าถึงคนดูทีวีกลุ่มแมสได้นั้น ไม่สามารถกระทำผ่านการเชิดชูภาพลักษณ์ในด้านบวกของตัวละครเอกเพียงอย่างเดียว

มหรสพหรือละครเรื่องนั้นๆ จึงต้องกอปรขึ้นมาจากองค์ประกอบของการ “โปร” และ “ล้อเลียน” ทหาร (ดังที่ชานันท์ระบุว่า อารมณ์ขันในละคร “ผู้กองยอดรัก” อาจสามารถทำลายการแบ่งแยกชนชั้นได้)

ยิ่งมหรสพหรือละครที่พูดถึงทหาร ในยุคทหารเป็นใหญ่ มีลักษณะลักลั่นกำกวมระหว่างสององค์ประกอบข้างต้น และเปิดกว้างต่อการตีความของคนดูมากขึ้นเพียงใด ก็มีโอกาสที่มหรสพหรือละครเรื่องนั้น จะกลายเป็นที่นิยมในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

คงไม่ต่างอะไรกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่วงเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ทำเรตติ้งสูงจนน่าเหลือเชื่อ อย่าง “แก้วหน้าม้า” ซึ่งด้านหนึ่ง ก็มีองค์ประกอบของการยืนยันทำซ้ำคุณค่า ความเชื่อ และจารีตแบบเดิมๆ แต่อีกด้าน คนดูก็มีโอกาสหัวเราะเฮฮา เมื่อ “ท้าวภูวดลฯ” ถูกแก้วหน้าม้าและพระมเหสี “ตั๊น” ใส่ แทบทุกอาทิตย์

ด้วยเหตุนี้ แม้การรีเมค “ผู้กองยอดรัก” หลังรัฐประหารครั้งล่าสุด จะเกิดขึ้นตามอิทธิพลขจรขจายของกองทัพ แต่ใช่ว่าผู้สร้างละครจะไม่รู้จักเก็บเกี่ยวผลประโยชน์บางด้านจากการทำตัวเป็นไผ่ลู่ลม

(และบ่อยครั้ง ผลประโยชน์ของคนทำสื่อบันเทิง ก็มิได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผลประโยชน์ของทหาร เหมือนที่นายทหารยศพันเอกในรายงานข่าวของประชาไท แสดงความไม่เห็นด้วยกับภาพลักษณ์ “ทหารรับใช้” ในละคร)

เกร็ดอีกประการหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บริบททางการเมืองไม่ได้ส่งอิทธิพลต่อละครในลักษณะบนลงล่างเสียทีเดียว ก็คือ ตอนอวสานของละคร “ผู้กองยอดรัก” เมื่อคุณหมอทหารอย่าง “ผู้กองฉวีผ่อง” ได้สมรสสมรักกับเนติบัณฑิต/ท่านผู้พิพากษาอย่าง “พัน”

บทสรุปจบเช่นนี้มีรากฐานมาจากนิยายในช่วงกลางทศวรรษ 2510 ของ กาญจนา นาคนันทน์ ซึ่งคงมีส่วน “ผลิตซ้ำ” ความเชื่อที่มองว่า ทหารและผู้พิพากษา เป็น “คนดี” ของสังคมไทย (หรือจริงๆ นิยายชุดนี้อาจเป็นผู้ผลิตความหมายทางวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นลำดับต้นๆ เสียด้วยซ้ำ)

และแน่นอนว่าย่อมมาก่อนกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ช่วยสานต่อภารกิจของคณะรัฐประหาร 2549 และเปิดทางให้แก่การรัฐประหาร 2557 ในอีกหลายทศวรรษหลัง

หากพิจารณาจากแง่มุมนี้ บริบททางสังคมการเมืองจึงมิได้มีอิทธิพลครอบงำต่อละครและตัวละครโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ทว่า บางครั้ง ชะตากรรมของเหล่าตัวละครและสถานการณ์บ้านเมืองจริงๆ กลับไปพ้องกันโดยบังเอิญ

ยิ่งกว่านั้น ละคร มหรสพ หรือสื่อบันเทิงอื่นๆ ซึ่งมีส่วนผลิตซ้ำความเชื่อหลักที่ฝังแน่นในสังคมไทย อาจมีอำนาจในการก่อรูปความคิดของผู้นำการเมืองบางฝ่าย และมวลชนสนับสนุน ด้วยซ้ำไป

ดังนั้น ในทางกลับกัน สื่อบันเทิง ตลอดจนมหรสพต่างๆ ก็อาจมีอิทธิพลครอบงำสังคมการเมือง หรือผู้มีอำนาจทางการเมือง อยู่ไม่น้อย

คำถามจึงอาจไม่ใช่ ละครสะท้อนความจริงเพียงใด? แต่ควรถามว่า ผู้คนในโลกความจริงพยายามกล่อมเกลาบ่มเพาะตนเองให้กลายสถานะเป็นตัวละครในนิยายพาฝันอย่างไร? มากกว่า