จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“สังข์ทอง” พิชิตเรตติ้ง 7.0-MV ฮิต “รจนาร่ำไห้”-เส้นทางสายบันเทิงของ “พระธิดาปัทมา”

“สังข์ทอง 2561” เรตติ้งทะลุ 7 ซะที

ในที่สุด “สังข์ทอง 2561” ก็โกยเรตติ้งทะลุหลัก 7 ได้เป็นหนแรก โดยละครตอนที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2561 คว้าดัชนีความนิยมไป 7.016

ส่งผลให้ “สังข์ทอง” ผงาดขึ้นเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 7 ระหว่างวันที่ 4-10 มิถุนายน

และเป็น “เบอร์สอง” ในสนามแข่งขันระดับประเทศ โดยพ่ายแพ้เพียงการถ่ายทอดสดวอลเลย์บอลหญิงระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติญี่ปุ่น ทางช่อง 3

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week4-10june-61/

MV “รจนาร่ำไห้” ยอดผู้ชมเกิน 3 แสนวิวแล้ว

ยูทูบสามเศียรเพิ่งปล่อยคลิปมิวสิควิดีโอเพลง “รจนาร่ำไห้” ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงประกอบละคร “สังข์ทอง” ออกมาเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ปรากฏว่าจนถึงช่วงเช้าวันที่ 16 มิถุนายน เอ็มวีดังกล่าวมียอดผู้เข้าชมประมาณ 3.7 แสนวิวเข้าให้แล้ว

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม สามเศียรได้เผยแพร่เอ็มวีเพลง “เจ้าเงาะเพื่อนจ้าจ๊ะทิงจา แบ๊ะแบ๊” ออกมา ซึ่งจนถึงปัจจุบัน คลิปดังกล่าวมียอดคนดูสูงถึง 9.2 แสนวิว

เส้นทางสายบันเทิงของ “พระธิดาปัทมา”: จักรๆ วงศ์ๆ-นางงาม-จักรๆ วงศ์ๆ

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งในตัวละครที่โดดเด่นมากใน “สังข์ทอง 2561” คือ “พระธิดาปัทมา” ที่ชอบเล่นบทโหด ประเคนหมัดเท้าเข่าศอกใส่ “เจ้าชายไชยันต์” (ผู้เพ้อหาแต่เจ้าเงาะ) อยู่เสมอๆ

บล็อกคนมองหนังเคยรายงานว่า “ชนารดี อุ่นทะศรี” ซึ่งรับบท “ปัทมา” พี่สาวคนที่สี่ของ “นางรจนา” มีดีกรีเป็นผู้เข้าประกวดนางสาวไทยปี 2559 และได้เข้าถึงรอบห้าคนสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม จริงๆ แล้ว เส้นทางสายบันเทิงของชนารดี หรือ เพลง กลับมีความสลับซับซ้อนกว่านั้น

“สังข์ทอง 2561” มิใช่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องแรกสุดของเพลง ชนารดี แต่ก่อนหน้านี้ เธอเคยรับบทเป็นนางร้ายชื่อ “สไบ” ใน “ยอพระกลิ่น 2557”

สไบ ยอพระกลิ่น
ภาพจากยูทูบ สามเศียร

ต่อมา เพลงจึงหันไปโลดแล่นบนเส้นทางสายนางงาม โดยคว้าตำแหน่ง “นางงามไหม” ของจังหวัดขอนแก่น ประจำปี 2558

หลังเข้ารอบห้าคนบนเวที “นางสาวไทย 2559” เพลงมุ่งหน้าไปยังสังเวียนใหญ่กว่าอย่าง “มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2560” (รุ่นเดียวกับมารีญา) เธอได้ผ่านเข้าถึงรอบ 40 และ 16 คน โดยจัดเป็นตัวเต็งรายหนึ่งจากการประเมินของสื่อ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ตำแหน่งใดๆ กลับมา

เพลง mut 20
ภาพจากเพจ Miss Universe Thailand

เข้าสู่ปี 2561 แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ ได้ต้อนรับการหวนคืนสู่ “บ้านหลังเดิม” ของเพลง ชนารดี กับบทบาทแสบๆ ร้ายๆ ใน “สังข์ทอง”

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/pleng_chanaradee/?hl=en

Advertisements
คนมองหนัง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

The Tale of the Princess Kaguya : ธรรมชาติ, วัฒนธรรม และยอพระกลิ่น

คางุยะและยอพระกลิ่น

(แก้ไขคำผิดและเพิ่มเติมข้อความ จากต้นฉบับที่ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 23-29 มกราคม 2558)

“The Tale of the Princess Kaguya” ภาพยนตร์แอนิเมชัน ผลงานการสร้างสรรค์ของสตูดิโอจิบลิ เพิ่งถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันขนาดยาวยอดเยี่ยม จากการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล Oscar ประจำปีนี้

และหนังเรื่องนี้ก็กำลังลงโรงฉายอยู่ในประเทศไทยพอดี

The Tale of the Princess Kaguya สร้างขึ้นจากตำนานพื้นบ้านโบราณของญี่ปุ่น เรื่องราวเริ่มต้นที่ชายตัดฟืนคนหนึ่งไปพบต้นไผ่เรืองแสง และเด็กหญิงตัวน้อยๆ ขนาดเท่าตุ๊กตา ที่อาศัยอยู่ในหน่อไม้

ชายคนนั้นนำเด็กหญิงตัวน้อยๆ ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็น “เจ้าหญิง” ที่สวรรค์เบื้องบนประทานลงมาให้ กลับไปเลี้ยงดูที่บ้าน ก่อนที่เขาและภรรยาจะพบว่า เด็กหญิงได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ

เด็กหญิงที่ถูกเพื่อนๆ ขนานนามว่า “ยายหน่อไม้” ใช้ชีวิตอยู่ในกระท่อมไม้ชายป่า และเที่ยวเล่นตามป่าเขาลำเนาไพร ร่วมกับมิตรสหายวัยไล่เลี่ยกัน และเพื่อนชายอายุมากกว่า ซึ่งต่อมาเธอรู้สึกดีด้วย

อาจกล่าวได้ว่า เธอ “กำเนิด” และเติบโตขึ้นมาในสภาวะแวดล้อมที่เป็น “ธรรมชาติ” อย่างยิ่ง

อยู่มาวันหนึ่ง ชายตัดฟืนออกไปหากินในป่าเช่นเคย แล้วเขาก็พบว่าต้นไผ่อันเป็น “แหล่งกำเนิด” ของเด็กหญิงที่ตนเองรักเหมือนลูกสาวนั้น เรืองแสงขึ้นอีกครั้ง

ชายตัดฟืนตัดสินใจใช้มีดฟันต้นไผ่ ทำให้เขาได้พบกับทองคำจำนวนมหาศาล ก่อนที่ในอีกหลายครั้งคราวให้หลัง เขาจะได้รับทองคำและผ้าชั้นดีจากต้นไผ่ภายในป่าตามมาอีก

ชายตัดฟืนตีความว่า สวรรค์ต้องการให้เขาและภรรยาเลี้ยงดูเด็กสาวให้เจริญเติบโตขึ้นมาในสภาวะแวดล้อมที่ดีกว่านี้ ดังนั้น เขาควรเลี้ยงดูเธอให้เป็น “เจ้าหญิง” มากกว่าเด็กหญิงบ้านป่าธรรมดาๆ

เขาจึงนำเอาทรัพย์สินมีค่าที่ได้จากต้นไผ่ไปใช้ก่อร่างสร้างคฤหาสถ์ประหนึ่งปราสาทราชวังในเมืองหลวง เพื่อจะพา “เจ้าหญิงน้อยๆ” ไปอยู่อาศัยและอบรมบ่มวิสัยอันถูกต้องเหมาะสม ณ สถานที่แห่งนั้น

นับว่า “ยายหน่อไม้” เริ่มถูกชักนำให้ถอยห่างออกมาจาก “ธรรมชาติ” แล้วมุ่งหน้าไปสู่ “วัฒนธรรม” ขนบธรรมเนียมประเพณีจำนวนมาก ที่ถูกสร้างขึ้นมาและให้นิยามความหมายอย่างสลับซับซ้อนโดยมนุษย์

ในเมืองหลวง ชายตัดฟืนและภรรยาต้องพยายามทำตนเป็นเศรษฐีใหม่ พวกเขาจัดหาสตรีชั้นสูงมาเคี่ยวกรำและฝึกอบรม “ลูกสาว” ให้กลายเป็นกุลสตรีระดับ “เจ้าหญิง” จริงๆ

พวกเขาทาบทามขุนนางอาวุโสมาเป็นบิดาอุปถัมภ์ รวมทั้งเป็นผู้ตั้งชื่อ “คางุยะ” ให้แก่ “เจ้าหญิง” ผู้เริ่มเจริญวัยเป็นหญิงสาว

เหตุการณ์ตอนนี้ในภาพยนตร์ดำเนินไปอย่างสนุกสนานพอสมควร และชวนให้นึกถึงหนังหลายๆ เรื่องของ “วูดดี อัลเลน” ที่พูดถึงตัวละครประเภทกิ้งก่าได้ทอง หรือหนูตกถังข้าวสาร ด้วยอารมณ์ตลกร้าย

เมื่อเติบโตขึ้นเป็นสาวสะพรั่ง กิตติศัพท์ความงามของ “เจ้าหญิงคางุยะ” ก็ขจรขจายไปทั่วทั้งเมืองหลวง กระทั่งมีเจ้าชาย, เสนาบดี และองคมนตรี ทั้งหนุ่มและแก่จำนวน 5 คน เดินทางมาสู่ขอ

การถูกปฏิเสธและความล้มเหลวในการได้ครอบครองหัวใจเจ้าหญิง ของบุรุษชนชั้นสูงเหล่านี้ ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างเปี่ยมอารมณ์ขัน รวมทั้งสื่อให้เห็นถึงความเบาหวิว ไร้แก่นสาร และความพังพินาศของชนชั้นนำได้อย่างคมคาย

แม้แต่องค์จักรพรรดิเองก็ยังตัดสินใจเสด็จมาสู่ขอหญิงสาวสามัญชนผู้ถูกเรียกขานว่า “เจ้าหญิง” รายนี้ ทว่าสุดท้าย พระองค์กลับถูกเธอปฏิเสธเช่นเดียวกัน

เพราะในเบื้องลึกของหัวใจแล้ว “เจ้าหญิงคางุยะ” อยากกลับไปใช้ชีวิตกับ “ธรรมชาติ” เพื่อนๆ ที่บ้านป่า และรุ่นพี่ที่เธอหลงรัก เหมือนเมื่อครั้งเจ้าหญิงเพิ่งเริ่มจำความได้

เธอเบื่อหน่ายกับการถูกปรุงแต่งผ่านขนบธรรมเนียมพิธีการต่างๆ และการถูกจัดการร่างกายด้วยวิธีการนานาชนิด

เธอรังเกียจแม้กระทั่งสวนหย่อมท้ายคฤหาสถ์ ซึ่งพยายามจำลอง (ปลอมแปลง) สภาพบ้านป่า ที่เธอเติบโตขึ้นมา

“เจ้าหญิงคางุยะ” เบื่อหน่ายกับ “วัฒนธรรม” หรือ “ของปลอม” ทั้งหลายที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรายล้อมกักขังเธอเอาไว้

เจ้าหญิงจึงอธิษฐานกับพระจันทร์ เพื่อขอให้เธอได้เดินทางกลับไปยังสถานที่ที่เธอจากมา

ปัญหาคือ เมื่อพระจันทร์ตอบสนองความปรารถนาดังกล่าว ที่ที่เจ้าหญิงจะต้องเดินทางกลับไปนั้นไม่ใช่บ้านป่า หากคือ “ดวงจันทร์” หรือจันทรนคร อันเป็นแหล่งกำเนิดแท้จริงของเธอ ก่อนจะมาปรากฏกายในหน่อไม้บนโลกมนุษย์

น่าตั้งคำถามเช่นกันว่า จริงๆ แล้ว จันทรนครในตำนานหรือภาพยนตร์เรื่องนี้ บ่งชี้ถึงสภาวะอันเป็น “ธรรมชาติ” ถึงขีดสุด หรือสภาวะอันเป็น “วัฒนธรรม” ในระดับสุดยอดกันแน่?

เนื่องจากในตอนท้ายของภาพยนตร์ ดูเหมือนว่าคณะบุคคลจากจันทรนครที่โดยสารก้อนเมฆมารับเจ้าหญิงกลับดวงจันทร์ จะพยายามแสดงให้เห็นถึงการมีอารยธรรมหรือวัฒนธรรมอีกชุดหนึ่งที่เหนือกว่าอารยธรรม/วัฒนธรรมของผู้คนบนโลกมนุษย์

สัญลักษณ์หนึ่งซึ่งเห็นได้ชัด ก็คือ การที่ “พระพุทธองค์” เสด็จลงมารับเจ้าหญิงกลับขึ้นดวงจันทร์ ด้วยพระองค์เอง

ทว่า เมื่อจันทรนครมีความแนบชิดกับธรรมะมากกว่าโลกมนุษย์ นครแห่งนี้ก็อาจมีความเชื่อมโยงกับ “ธรรมชาติ” สูงกว่าโลกด้วยเช่นกัน (ยังไม่รวมถึงสถานะของดวงจันทร์เอง ที่น่าจะมีความเชื่อมโยงกับ “ธรรมชาติ” มากกว่า “วัฒนธรรม”)

อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่า ก่อนจะต้องหวนคืนสู่จันทรนคร เจ้าหญิงคางุยะกลับคล้ายที่จะพยายามปลีกตัวเองออกมาจากความสัมพันธ์/ความขัดแย้งแบบคู่ตรงข้ามซึ่งแบ่งข้างแยกขั้วอย่างชัดเจน อาทิ ธรรมชาติ vs วัฒนธรรม หรือ จันทรนคร vs โลกมนุษย์

เธอพยายามจะโต้แย้งว่า ใช่ว่าจันทรนครอันเรียบง่ายสงบสุข จะมีคุณค่าสูงส่งกว่าโลกมนุษย์อันแปลกปลอมวุ่นวาย และเต็มไปด้วยการผสมผสานระหว่างความเลวร้ายและความดีงาม

ชีวิตอันหลากหลายและมีเสน่ห์นี่เอง ที่ทำให้เจ้าหญิงคางุยะยังคงโหยหาและอาลัยโลกมนุษย์อยู่ แต่เมื่อนางฟ้าจากจันทรนครคลุมผ้าวิเศษลงบนไหล่ของเธอ

ความทรงจำที่มีต่อโลกของเจ้าหญิงก็ถึงคราสูญสิ้นไป พร้อมกับการมุ่งหน้าเดินทางกลับสู่ดวงจันทร์

มีผู้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าเรื่องราวของเจ้าหญิงคางุยะมีความคล้ายคลึงกับนิทานพื้นบ้านไทยเรื่อง “ยอพระกลิ่น” (ซึ่งถูกนำมาทำเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ รอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ และกำลังแพร่ภาพอยู่ทางช่อง 7 ในขณะนี้พอดี)

เจ้าหญิงคางุยะและยอพระกลิ่น เป็นเด็กหญิงผู้มีเชื้อสายของอภิมนุษย์บนดวงจันทร์/เทวดาบนสรวงสวรรค์ ซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่ในกระบอกไม้ไผ่เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ก่อนจะออกมาผจญความวุ่นวายของโลกมนุษย์คล้ายๆ กัน

ทั้งคู่ยังมีอาการ “วิกฤตอัตลักษณ์” เหมือนๆ กัน คือ ทนความ “จอมปลอม” ของเวียงวังไม่ไหว และต้องการกลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติในป่าเขา (แต่ยอพระกลิ่นไปไกลกว่าขั้นหนึ่ง เมื่อเธอต้อง “ปลอมตัว” เป็นพราหมณ์/ผู้ชาย ในระหว่างที่รู้สึกสับสนกับ “ตัวตน” ของตนเอง)

แต่จุดแตกต่างสำคัญ เห็นจะอยู่ตรงบทสรุปของเรื่องราวทั้งสอง เพราะยอพระกลิ่นเลือก (หรือถูกกำหนดให้) ใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์อันหลากหลายดีเลวต่อไป (มีทั้งป่า ทั้งวัง ทั้งยักษ์ ทั้งพระเจ้ากรุงจีน ฯลฯ) เธอไม่ขึ้นสวรรค์ หรือไม่มีดวงจันทร์ให้กลับเหมือนกับเจ้าหญิงคางุยะ

จุดต่างขำๆ ก็ได้แก่ ขณะที่ยอพระกลิ่นโดนข้อหา “กินแมว” เจ้าหญิงคางุยะกลับไม่เคยโดนข้อหาทำนองนี้ แถมเจ้าหญิงในภาพยนตร์ยังรักสัตว์ และสรรพสัตว์ก็รักเธอตอบอีกต่างหาก

และอีกหนึ่งจุดต่างที่ละเลยไปไม่ได้ก็คือ ฉากจบของเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าหญิงคางุยะนั้น เต็มไปด้วยความเศร้าและความพลัดพราก ซึ่งห้วงอารมณ์ดังกล่าวไม่น่าจะมีอยู่ในตอนจบของยอพระกลิ่น