ข่าวบันเทิง

“พันท้ายนรสิงห์” อีกหนึ่งหนัง/ละครที่มาก่อนกาล ท่ามกลางกระแสฮิต “บุพเพสันนิวาส”

ภาวะฮิตระเบิดของ “บุพเพสันนิวาส” ทำให้หลายคนพยายามเปรียบเทียบละครทีวีเรื่องนี้กับ “ศรีอโยธยา” ซีรีส์เล่าเรื่องราวยุคเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 โดย “หม่อมน้อย” ของช่องทรูฯ หรือหนังใหญ่เมื่อ 14 ปีก่อนอย่าง “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า”

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งผลงานบันเทิงที่มีความสอดคล้องใกล้เคียงกับ “บุพเพสันนิวาส” มากๆ คือ “พันท้ายนรสิงห์” ของ “ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล” หรือ “ท่านมุ้ย”

แรกเริ่มเดิมที โปรเจ็กท์นี้ถูกผลิตเป็น “ภาพยนตร์โทรทัศน์” เพื่อป้อนช่อง 3 แต่กลับโดนดองอย่างยาวนาน และมีข่าวว่าอาจจะถูกเผยแพร่ในฐานะละครเย็นแทน

ท่านมุ้ยและพร้อมมิตร ภาพยนตร์ จึงเปลี่ยนแผน ตัดภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องนี้ให้สั้นลง จนกลายเป็น “ภาพยนตร์ฉายโรง” ในปี 2558

ก่อนจะนำภาพยนตร์โทรทัศน์ความยาว 19 ตอน มาแพร่ภาพทางช่องเวิร์กพอยต์ ณ ปี 2559

โดย “พันท้ายนรสิงห์” ทั้งสองฉบับ ไม่ได้ประสบความสำเร็จเรื่องรายได้หรือเรตติ้งมากมายนัก (ดูรายละเอียดเรตติ้งของละคร “พันท้ายนรสิงห์” ที่นี่)

อย่างไรก็ดี ใช่ว่า “พันท้ายนรสิงห์” ของท่านมุ้ยจะไม่มีจุดเด่นอยู่เลย

จุดน่าสนใจมากๆ ของภาพยนตร์โทรทัศน์/ฉายโรงเรื่องนี้ ก็คือ การใส่เนื้อหาว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมืองช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์และต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวงลงไปในเรื่องราวอย่างเข้มข้นจริงจัง

โดยเฉพาะในประเด็นการเมืองสมัยพระนารายณ์นั้น นี่อาจนับเป็นสื่อบันเทิงไทยเรื่องแรกสุดที่นำเสนอประเด็นดังกล่าวเลยด้วยซ้ำ (ก่อนการมาถึงของ “บุพเพสันนิวาส”)

หลวงสรศักดิ์ต่อยฟอลคอน
ฉากหลวงสรศักดิ์ต่อยฟอลคอนใน “พันท้ายนรสิงห์”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีตัวละครหลายรายใน “พันท้ายนรสิงห์” ที่ซ้อนทับกับตัวละครใน “บุพเพสันนิวาส”

เช่นเดียวกับนักแสดงบางคนที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์/ละครสองเรื่องนี้ โดยรับบทบาทต่างกัน

ได้แก่

พระนารายณ์ พันท้าย

สมเด็จพระนารายณ์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สุเชาว์ พงษ์วิไล

พระปีย์

พระปีย์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย ไชยา มิตรชัย

สองเจ้าฟ้า

เจ้าฟ้าศรีสุพรรณ (พระขนิษฐาในสมเด็จพระนารายณ์) – เจ้าฟ้าสุดาวดี (พระธิดาในสมเด็จพระนารายณ์) รับบทโดย ธัญญา วชิรบรรจง และพิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์

(ในบุพเพสันนิวาสมีตัวละครสตรีสูงศักดิ์ปริศนารับบทโดย เจนจิรา จันทรศร ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าฟ้าหนึ่งในสองพระองค์นี้)

พระเพทราชา พันท้าย

พระเพทราชา ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สมภพ เบญจาธิกุล

หลวงสรศักดิ์ พันท้าย

หลวงสรศักดิ์ ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย พันเอกวันชนะ สวัสดี (ผู้พันเบิร์ด)

ฟอลคอน พันท้าย

ฟอลคอน ฉบับพันท้ายนรสิงห์ รับบทโดย สเตฟาน เดอร์ ฌานาจ

พระยาราชสงคราม

นิรุตติ์ ศิริจรรยา ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น ออกญาโหราธิบดี ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็นตัวร้ายชื่อ พระยาราชสงคราม

หลวงกำแหง

ปราปต์ปฎล สุวรรณบาง ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น สมเด็จพระนารายณ์ ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็น หลวงกำแหง ลูกน้องพระยาราชสงคราม

พระเจ้าอังวะ

สุรศักดิ์ ชัยอรรถ ในบุพเพสันนิวาส รับบทเป็น ออกญาโกษาธิบดี (เหล็ก) ในพันท้ายนรสิงห์ รับบทเป็น พระเจ้าสิริสุธรรมราชา พระเจ้าอังวะ

ติดตามชมภาพยนตร์โทรทัศน์ “พันท้ายนรสิงห์” เวอร์ชั่น 19 ตอน ได้ในเพลย์ลิสต์ด้านล่าง ใครสนใจประเด็นการเมืองปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์และต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง ขอแนะนำให้ดู ตอนที่ 1 และ 18

Advertisements
ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

รู้ไหม ทำไม “นัดจินหน่อง” ในตำนานสมเด็จพระนเรศวร จึงสวม “ชุดดำ” เกือบตลอดเวลา?

ในช่วงท้ายของงานเสวนา “แผ่นดินพระเจ้าเสือ และตำนานพันท้ายนรสิงห์” จัดโดยนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ที่มีอาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เป็นที่ปรึกษาของท่านมุ้ย-หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ในการสร้างภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์หลายเรื่องที่ผ่านมา เป็นวิทยากรนั้น

คำถามหนึ่งที่ผู้ร่วมฟังส่งขึ้นมาบนเวที ก็คือ คำถามว่าด้วยที่มาของกระบวนการออกแบบเครื่องแต่งกายในภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์

โดย อ.สุเนตร ได้ยก case study น่าสนใจอันหนึ่งขึ้นมา

เป็นกรณีศึกษาผ่านตัวละคร “นัดจินหน่อง” อุปราชตองอู (รับบทโดย น.อ.จงเจต วัชรานันท์) ในภาพยนตร์ชุด “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร”

และเป็นคำตอบว่า ทำไมตัวละครรายนี้จึงสวมชุด “ดำ” ผิดจากแม่ทัพนายกองพม่ารายอื่นๆ

นัดจินหน่อง 2

นัดจินหน่อง 3

เรื่องมีอยู่ว่า…

ระหว่างการเขียนบทและออกแบบงานสร้างของภาพยนตร์ชุดดังกล่าว มีอยู่วันหนึ่ง ท่านมุ้ยได้โทรศัพท์มาปรึกษา อ.สุเนตร ว่า “นัดจินหน่อง” ควรแต่งตัวอย่างไรดี?

แล้ว อ.สุเนตร ก็ไปหยิบได้หนังสือรวมบทกวีแนวนิราศของ “นัดจินหน่อง” (ผู้เป็นกวีเอกของพม่า) ขึ้นมา

ปกหนังสือเล่มดังกล่าว เป็นภาพวาด “นัดจินหน่อง” จากจินตนาการของศิลปินยุคหลัง ซึ่ง อ.สุเนตร ระบุว่า เป็นการวาดภาพและลงสีสันที่เก๋และสวยงามมากๆ

แต่ขณะนั้น อ.สุเนตร ยังไม่มีสมาร์ทโฟน ส่วนเครื่องสแกนสีก็ไม่มี และระบบการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตก็ไม่สะดวกเช่นปัจจุบัน แกจึงตัดสินใจถ่ายเอกสารปกหนังสือรวมนิราศเล่มนั้น จนภาพสีสวยงามกลายเป็นภาพขาวดำ ก่อนจะส่งแฟ็กซ์ (เวอร์ชั่นขาวดำเช่นกัน) ไปถึงท่านมุ้ย

หลังจากนั้นไม่นาน ท่านมุ้ยก็แจ้ง อ.สุเนตร ว่าได้ออกแบบเครื่องแต่งกายของ “นัดจินหน่อง” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ตามภาพที่อาจารย์จัดส่งมา

“นัดจินหน่อง” ในหนังท่านมุ้ย จึงแต่งกายด้วยชุด “โทนดำ” แตกต่างจากตัวละครอื่นๆ อยู่แทบตลอดเวลา ด้วยประการฉะนี้

นัดจินหน่อง 1

นัดจินหน่อง 5

ชมคลิปงานเสวนาเต็มๆ ที่นี่

คนมองหนัง

“พันท้ายนรสิงห์” ฉบับท่านมุ้ย

(มติชนสุดสัปดาห์ 8-14 มกราคม 2559)

“พันท้ายนรสิงห์” ผลงาน (ฟอร์มไม่ยักษ์) เรื่องล่าสุดของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ท่านมุ้ย ถูกสร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์แรกเริ่ม ที่หวังจะผลิตให้เป็นละครโทรทัศน์ หรือ “ภาพยนตร์โทรทัศน์” (ในภาษาของท่านมุ้ย)

แต่ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ที่ไม่ลงตัว ละครหรือภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องนี้จึงเจอ “โรคเลื่อน” มีข่าวเผยแพร่ออกมาว่า ในขณะที่คนทำต้องการให้ผลงานของตนเองออกเผยแพร่ในช่วงไพรม์ไทม์หลังข่าวค่ำ ทว่า ทางช่องกลับต้องการโยกพันท้ายนรสิงห์ไปฉายในฐานะละครเย็น (ซึ่งจริงๆ อาจโกยเรตติ้งดีกว่าละครหลังข่าวก็ได้)

ในที่สุด “พร้อมมิตร ภาพยนตร์” จึงหาทางออกด้วยการปรับเปลี่ยนผลงานของท่านมุ้ย ให้กลายเป็นภาพยนตร์ ซึ่งลงโรงฉายเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2558 หรือออกฉายรับปีใหม่ 2559 นั่นเอง

โดยรวมแล้ว นับว่า “พันท้ายนรสิงห์” ฉบับล่าสุด มีความสนุกสนานเพลิดเพลินพอสมควร

หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะท่านมุ้ยมีโอกาสได้กลับมาเล่าเรื่องราวของตัวละครที่มีชีวิต จิตใจ เป็นมนุษย์เดินดินปกติอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หนังยังมีปัญหาใหญ่ๆ อยู่มากพอสมควร

ข้อแรก ด้วยความตั้งใจเบื้องต้นอยากจะเป็นละครทีวีขนาดยาวหลายตอนจบ (เท่าที่ทราบคือประมาณ 20 ตอน หรือไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมง) แต่เมื่อต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นภาพยนตร์ฉายโรงที่มีความยาวเพียงแค่เกือบๆ 3 ชั่วโมง รายละเอียดของเรื่องราวจึงถูกตัดทอนออกไปจนมีบาดแผลเห็นได้ชัด

เช่น ที่มาที่ไปของตัวละครหลายรายขาดหาย (ดูแล้ว ก็ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจว่าพวกเขาและเธอคือใครกันแน่?), การเรียงลำดับเรื่องราวหรือการเจริญเติบโตทางยศศักดิ์ของตัวละครดูสับสนปนเป (ดังจะกล่าวถึงต่อไป)

ผลกระทบชัดเจนประการสำคัญของการทำละครทีวีให้กลายเป็นหนังโรง ก็คือ ดูเหมือนว่าแรกเริ่มเดิมทีในเวอร์ชั่นภาพยนตร์โทรทัศน์ ผู้เขียนบทได้แก่ ท่านมุ้ย และ อาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ จะต้องการพูดถึงสถานการณ์ช่วงปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ต่อเนื่องด้วยการสถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวง อย่างจริงจัง เห็นได้จากการระดมนักแสดงฝีมือดีๆ มารับบทเป็นตัวละครในช่วงเวลาดังกล่าว

แต่ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ลงโรง เหตุการณ์ส่วนนี้กลับกลายสถานะเป็นเพียง “น้ำจิ้ม” ที่ถูกกล่าวถึงอย่างผ่านๆ ในระยะเวลาไม่ถึง 2 นาทีเสียด้วยซ้ำ

จริงๆ ถ้าท่านมุ้ยเลือกจะใส่เรื่องราวช่วงปลายแผ่นดินพระนารายณ์ลงไปในหนังให้มากกว่านี้ แล้วตัดต่อเรื่องราวส่วนอื่นๆ อาทิ รายละเอียดในการฉ้อราษฎร์บังหลวงและต่อต้านพระราชอำนาจของตัวละครพระยาราชสงครามและพรรคพวก ให้มีความสั้นกระชับมากขึ้น

พันท้ายนรสิงห์ก็อาจกลายเป็นหนังการเมืองยุคอยุธยาที่เข้มข้นและดูสนุกเรื่องหนึ่ง

ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับผลงานเรื่องล่าสุดของท่านมุ้ย ก็คือ แม้คนทำคล้ายต้องการจะใส่เรื่องราวความขัดแย้งทางการเมืองลงไปในหนัง แต่สิ่งที่ถูกใส่ลงไปกลับไม่ใช่องค์ประกอบชิ้นเยี่ยม

ส่งผลให้รสชาติความเป็นภาพยนตร์ที่กล่าวถึงการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ที่ควรจะดุเด็ดเผ็ดมัน แลดูอ่อนด้อยจืดชืดลงอย่างน่าเสียดาย

ถ้าให้เปรียบเทียบกับหนัง “พันท้ายนรสิงห์” เวอร์ชั่นของ “เนรมิต” ที่นำแสดงโดย “สมบัติ-สรพงษ์” ดูคล้ายภาพยนตร์ฉบับนั้นจะยังมีสถานะเป็นหนังการเมืองที่เข้มข้นกว่าหนังฉบับใหม่เสียอีก ผ่านการฉายภาพการห้ำหั่นแย่งชิงอำนาจกันระหว่าง “วังหน้า-วังหลัง” ในยุคปลายแผ่นดินพระเพทราชา

ปัญหาอีกข้อของพันท้ายนรสิงห์ฉบับท่านมุ้ย ที่อาจทำให้คนดูบางส่วนรู้สึกสะดุดใจอยู่ตลอดเวลา ก็คือ ลำดับศักดิ์ของเหล่าตัวละครในหนัง ซึ่งไม่คงเส้นคงวาเอาเสียเลย

ยกตัวอย่างเช่นตัวละครที่รับบทโดย สรพงษ์ ชาตรี ที่ซีจีในช่วงต้นของหนังระบุว่าเป็น “พระยาพิชัย” แต่บรรดาลูกน้องรายล้อมกลับเรียกเขาว่า “ท่านพระ” ขณะที่เพื่อนขุนนางบางคนเรียกเขาว่า “ท่านเจ้าคุณ”

หรือตัวละครพระเจ้าเสือเอง ก็ถูกคนรอบข้างเรียกว่าพระเจ้าเสือ พ่อเจ้าอยู่หัว และ กรมพระราชวังบวรฯ อย่างสลับสับเปลี่ยน ปนเปไปมา ไม่ขึ้นกับลำดับเวลา จนไร้ระบบระเบียบอยู่ตลอด กระทั่งสุดท้าย แม้เมื่อหนังจบ ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าพระเจ้าเสือขึ้นครองราชย์แล้วหรือยัง

ไม่แน่ใจว่าความสับสนงงงวยตรงจุดนี้เกิดจากการเขียนรายละเอียดบทสนทนาของตัวละครที่ไม่รัดกุมพอ หรือเกิดจากความยากลำบากในการตัดทอนละครทีวีขนาดยาวให้กลายเป็นหนังขนาดสั้นกันแน่

จุดตำหนิอีกประการ เห็นจะเป็นเรื่องโปรดักชั่น แม้หนังจะมีการถ่าย/ตกแต่งภาพที่สวยงามในระดับมาตรฐานภาพยนตร์จอใหญ่ (ถ้าเอาไปลงจอโทรทัศน์ จะถือว่าเป็นโปรดักชั่นชั้นดีเลิศเลยทีเดียว) แต่น่าเสียดาย ที่ในฉากจบ คุณภาพของภาพกลับดร็อปลง กลายเป็นภาพแบบละครโทรทัศน์

ขณะที่ปัญหาของการตกแต่งภาพด้วยเทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ ที่เปิดเผยจุดอ่อนมาตั้งแต่เมื่อครั้งตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาคสุดท้าย ก็ยังลุกลามเรื้อรังมาถึงหลายๆ ฉากในพันท้ายนรสิงห์

ขออนุญาตกล่าวถึงแง่มุมดีๆ บ้าง แม้จะมีความน่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งขับเน้นประเด็นการเมืองในยุคปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์อย่างจริงจัง แต่อย่างน้อยที่สุด นี่ก็น่าจะเป็นหนัง/ละครไทยเรื่องแรก ที่พยายามแตะประเด็นดังกล่าว

อีกข้อซึ่งถูกกล่าวถึงอย่างผ่านๆ แต่น่าสนใจมาก ก็คือ หนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่า แต่มิได้เล่าผ่านแง่มุมการก่อสงคราม หากเป็นแง่มุมการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกันมากกว่า

อีกประเด็นที่น่าคิดก็ได้แก่ สถานะของตัวละคร “พระเจ้าเสือ” ในหนัง-ละคร “พันท้ายนรสิงห์” นับตั้งแต่เวอร์ชั่นต้นฉบับ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล มาจนถึงเวอร์ชั่นท่านมุ้ย ซึ่งล้วนถูกกล่าวถึงในแง่มุมที่ดี กล่าวคือ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ถูกวาดภาพป้ายสีให้มีความร้ายกาจเกินจริง ทั้งยังทรงเป็นสหายที่ดีของนายท้ายเรือ ผู้เป็นเพียงสามัญชน

ด้วยเหตุนี้ เรื่องเล่าแบบบันเทิงๆ ว่าด้วย “พันท้ายนรสิงห์” ฉบับละครเวทีและภาพเคลื่อนไหว หลายๆ เวอร์ชั่นจึงนำเสนอภาพพระเจ้าเสือหรือราชวงศ์บ้านพลูหลวงที่ไม่ใช่ “ผู้ร้าย” สวนทางกับเนื้อหาของพงศาวดารอยุธยาที่ถูกชำระในสมัยรัตนโกสินทร์

“พันท้ายนรสิงห์” ของท่านมุ้ย ยิ่งเป็นตัวอย่างอันชัดเจน เพราะแม้พระเจ้าเสือในหนังจะทรงมีขุนนางใกล้ตัวที่ประพฤติทุจริต แต่สุดท้ายบุคคลฉ้อฉลเหล่านั้นก็ถูกปราบปรามลงโทษ ขณะเดียวกัน พระองค์ยังสามารถเปลี่ยนใจบรรดาผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อต้านได้สำเร็จ (จากการยอมเสียสละชีวิตของพันท้ายนรสิงห์)

ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้ปกครองที่ดีในท้ายที่สุด

คนมองหนัง

ปิดฉาก “ตำนานพระนเรศ”

(มติชนสุดสัปดาห์ 24-30 เมษายน 2558)

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีโอกาสได้ไปชมภาพยนตร์เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 6” ตอน “อวสานหงสา” ซึ่งถือเป็นภาคปิดท้ายของหนังชุดนี้ ที่ท่านมุ้ย หรือ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ทุ่มเทอุทิศเวลาในการสร้างรวมทั้งหมดทุกภาค ร่วมหนึ่งทศวรรษครึ่ง

ไปชมในฐานะคนดูที่รู้สึกสนุกกับหนังสองภาคแรกอยู่ไม่น้อย ก่อนจะผิดหวังกับภาค 3 รวมทั้งไม่ได้ชมหนังภาค 4 กับ 5 (ถ้าจำไม่ผิด เหมือนเคยดูภาค 4 ผ่านๆ ที่ไหนสักแห่ง แต่สุดท้ายก็ดูไม่จบ)

ก่อนตีตั๋วเข้าชมตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ภาคสุดท้าย ได้ยินเสียงบ่นจากหลายคนว่าเทคนิคคอมพิวเตอร์ กราฟิก หรือ ซีจี ของหนังภาคนี้ อยู่ในระดับ “แย่มาก”

เมื่อไปดูก็พบว่า ในหลายๆ ฉาก เทคนิคการทำซีจีอยู่ในระดับที่ “แย่มากจริงๆ” แย่โดยที่ไม่ได้เปรียบเทียบกับหนังฮอลลีวู้ดทุนยักษ์ทั้งหลาย แต่แย่เมื่อเปรียบเทียบกับตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ภาคก่อนหน้านี้ (อย่างน้อยก็ภาค 1-3 ที่ผมมีโอกาสได้ดู) หรือแย่กว่าหนังไทยทุนสร้างหลักสิบล้านหลายต่อหลายเรื่อง

บางคนเปรียบเทียบถึงขนาดว่า ซีจีตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ภาค 6 แย่ในระดับเดียวกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7

ซึ่งข้อนี้ ผมขออนุญาตเถียงสักเล็กน้อย ในฐานะแฟนจักรๆ วงศ์ๆ คนหนึ่ง

กล่าวคือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่นั้นวางฐานตัวเองอยู่บนเรื่องเล่าแบบแฟนตาซี ซึ่งเป็นเรื่องที่ “ไม่จริง” หรือ “ไม่สมจริง” อยู่แล้วโดยพื้นฐาน

ดังนั้น ถ้าซีจีที่ไม่เนียนพอแบบจักรๆ วงศ์ๆ สามารถดำเนินคู่กับเนื้อเรื่องว่าด้วยโลกแฟนตาซีที่ไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลนัก อย่างพอกล้อมแกล้มไปได้ ผู้ชม (ฟรี) ก็คงพอรับได้อยู่

แต่สำหรับกรณีของภาพยนตร์ชุด “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” แม้ท่านมุ้ยจะขึ้นต้นชื่อหนังด้วยคำว่า “ตำนาน” หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า พยายามจะแยกหนังออกจาก “ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์”

อย่างไรเสีย ตลอด 5 ภาคที่ผ่านมา (รวมถึงเมื่อคราวสร้างภาพยนตร์เรื่อง “สุริโยไท”) หนังชุด/กลุ่มนี้ก็นำเสนอตัวเองเป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ ซึ่งพยายามสร้าง “ภาพแทน” ที่ “สมจริง” ในระดับหนึ่ง

แม้จะมิได้ “สมจริง” ในประเด็นถกเถียงใหญ่ๆ ทางประวัติศาสตร์ เช่น พระมหาอุปราชาตายเพราะถูกฟันหรือถูกปืนยิง, สามารถมีการชนไก่ในวังพม่าได้ไหม, มณีจันทร์เป็นลูกบุเรงนองจริงหรือเปล่า ฯลฯ

แต่เป็นการพยายามสร้างความชอบธรรมในเชิงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ด้านโปรดักชั่น ว่า คนยุคโน้น เขาแต่งตัวออกรบกันอย่างนั้น เขาใช้อาวุธกันอย่างนี้ หรืออาณาจักรโบราณต่างๆ มันยิ่งใหญ่ “จริงๆ”

ทว่า เมื่อซีจีในหลายฉากของหนังภาคสุดท้าย เต็มไปด้วยความ “ไม่สมจริง” เสียแล้ว ความชอบธรรมที่ท่านมุ้ยพยายามสรรค์สร้างมาตั้งแต่ครั้งสุริโยไท ก็สูญสิ้นลงไปเกือบหมด จนน่าเสียดาย

อนึ่ง ผมเข้าใจว่า ด้วยเหตุผลหลายประการ หนังภาค “อวสานหงสา” น่าจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินหรือมีทุนสร้างที่น้อยลงมากพอสมควร (เผลอๆ จะน้อยที่สุด ในบรรดา 6 ภาค?) ด้วยเหตุนี้ สเกลและความประณีตในงานสร้างจึงลดระดับลงเกือบหมด

ไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์ กราฟิก ที่ด้อยคุณภาพลง แต่ถ้าเข้าใจไม่ผิด นอกจากฟุตเทจที่เหลือจากห้าภาคแรก ฟุตเทจส่วนที่ถ่ายเพิ่มใหม่เพื่อหนังภาค 6 โดยเฉพาะ ก็น่าจะเป็นการถ่ายเจาะด้วยมุมกล้องแคบๆ ถ่ายอย่างไม่ใช้คนเยอะ และไม่ได้ถ่ายฉากใหญ่ๆ

(จนส่วนหนึ่ง ต้องพยายามใช้เทคนิคพิเศษเข้าช่วย กระทั่งเกิดปัญหาเรื่องซีจีคุณภาพแย่ตามมา เพราะเงินที่ใช้ทำคอมพิวเตอร์ กราฟิก ก็คงมีไม่มากเช่นกัน)

ดังจะเห็นได้ว่า หนังเลือกใช้วิธีการให้ตัวละครบางรายพูดถึงเหตุการณ์ใหญ่ๆ แทนที่จะนำเสนอเหตุการณ์นั้นเป็นภาพเคลื่อนไหว หรือมีการเอ่ยถึงตัวละครสำคัญบางคนผ่านบทสนทนา มากกว่าจะนำเสนอให้เห็นภาพหรือรูปร่างหน้าตาของตัวละครนั้นๆ

เชื่อว่า ถ้าเป็นยุคถ่ายทำสุริโยไท หรือตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ 2-3 ภาคแรก ท่านมุ้ยจะต้องใช้ทุนและลงแรงถ่ายฉากเหล่านี้อย่างละเอียดยิบอลังการแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หากตัดเรื่องคุณภาพงานสร้างออกไป หนังภาคปิดท้ายของ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ก็พูดถึงเนื้อหาสาระที่น่าสนใจอยู่มิใช่น้อย

นั่นคือ พร้อมๆ กับที่นำเสนอภาพความล่มสลายของหงสาวดีและพระเจ้านันทบุเรง ท่านมุ้ยก็พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะนำเสนอภาพพระนเรศในช่วงปัจฉิมวัย ในฐานะมนุษย์ปกติธรรมดาคนหนึ่ง ผู้มีทั้งความแค้นและการให้อภัย, ผู้มีโอกาสตัดสินใจผิดพลาดในบางเรื่องราว และผู้ต้องเผชิญหน้ากับวันเวลาแห่งความร่วงโรยโดยมิอาจหลีกเลี่ยง

อย่างน้อย ภาพยนตร์ภาคนี้ก็บอกเป็นนัยว่า อยุธยาไม่ประสบความสำเร็จในการตีตองอู และการตัดสินใจยกทัพไปตองอูของพระนเรศก็ถูกทักท้วง (แม้จะไม่เป็นผล) จากพระเอกาทศรถและพระราชมนู

แม้สุดท้าย ท่านมุ้ย ในฐานะคนทำหนัง จะเลือกหนทางประนีประนอม ด้วยการหาทางออกให้ศึกระหว่างอยุธยาและตองอูยุติลง ผ่านการอโหสิกรรมให้แก่พระเจ้านันทบุเรงโดยพระนเรศก็ตาม

นอกจากนี้ ท่านมุ้ยยังนำเสนอ “ห่วง” ที่พระนเรศทรงมีในใจได้อย่างคมคาย นั่นคือ ความห่วงใยในอนาคตของมเหสี “มณีจันทร์” และ “พระโอรส” ซึ่งกำลังจะถือกำเนิด ที่ดำรงอยู่เคียงคู่กับความห่วงใยในเสถียรภาพทางการเมืองของพระอนุชา อย่างพระเอกาทศรถ

ซึ่งหนังก็พยายามหาหนทางคลี่คลายปมปัญหาดังกล่าวให้นุ่มนวลและประนีประนอมที่สุด ทว่า ปมที่หนังทิ้งค้างเอาไว้ กลับกลายเป็นคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจคนดูจำนวนไม่น้อย

เช่น หลังจากผมดูหนังเรื่องนี้จบ ผมลงลิฟต์มาพร้อมกับครอบครัวหนึ่ง ประกอบด้วยคุณแม่สูงอายุ และลูกอายุราว 30 ขึ้นไป อีก 3 คน ปรากฏว่าสิ่งที่พวกเขาตั้งข้อสงสัยกัน ก็คือ ตกลงแล้วลูกพระนเรศมีตัวตนจริงหรือไม่ ถ้ามีจริง พระองค์มีชะตากรรมเช่นไร กระทั่งคนเป็นลูกชายต้องพยายามเสิร์ชหาข้อมูลดังกล่าวจากอินเตอร์เน็ตในสมาร์ตโฟนโดยทันทีทันใด

อีกฉากหนึ่งที่ผมประทับใจมากๆ ในหนัง คือ ฉากที่แสดงการปะทะกันระหว่างแนวคิดที่ใช้อธิบายอาการประชวรของพระนเรศ ตลอดจนอาการล้มป่วยของเหล่าแม่ทัพ นายกอง ทหารแห่งกองทัพอยุธยา

ฉากดังกล่าวฉายภาพให้พระสงฆ์ ผู้มีบุคลิกเหมือนจะเชี่ยวชาญคาถาอาคม บาทหลวงฝรั่ง และธิดาเจ้าเมืองเมาะตะมะ มาให้เหตุผลของอาการเจ็บป่วยที่แตกต่างกันออกไป

พระสงฆ์ให้คำอธิบายในเชิงไสยศาสตร์หรือเรื่องเหนือธรรมชาติ, บาทหลวงบอกว่าสามารถรักษาอาการเจ็บไข้ได้ด้วยการกรีดข้อมือถ่ายเลือดผู้ป่วย ส่วนธิดาเจ้าเมืองเมาะตะมะ เท้าความว่า พวกมอญมักป่วยด้วยอาการเช่นนี้ในช่วงนี้ของทุกปี เพราะฤทธิ์ของยุง ดังนั้น ต้องนำไม้ชนิดหนึ่งมาเผาเพื่อป้องกันยุง

ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อและวัฒนธรรมอันหลากหลาย ที่ท้ายสุด ก็หลีกหนี “สัจธรรม” สูงสุดไปไม่พ้น

ขอปิดท้ายด้วย “นัดจินหน่อง” หนึ่งในตัวละครที่โดดเด่นมากๆ ในหนังภาคนี้ และดูเหมือนท่านมุ้ย ตลอดจนอาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่าและผู้เขียนบทร่วม จะพยายามปูพื้นบางอย่างให้ตัวละครรายนี้มาตั้งแต่ภาค 2

แต่แล้ว “นัดจินหน่อง” กลับถูกทิ้งหายไปเฉยๆ ก่อนหวนคืนมามีบทบาทอีกครั้งในภาคสุดท้าย จนแทบจะกลายเป็นพระรองใน “อวสานหงสา” เลยด้วยซ้ำ

นี่ยังไม่นับว่า บุคลิก สีหน้า แววตาของ “น.ท.จงเจต วัชรานันท์” ผู้รับบทบาทนี้นั้น ดูมีประกายหรือเสน่ห์ความเป็นดารามากกว่านักแสดงนำอย่าง “ผู้พันเบิร์ด” หรือ “ท่านโฆษกต๊อด” เสียอีก

และเท่าที่เคยฟังจากรายการวิทยุซึ่งอาจารย์สุเนตรจัดร่วมกับ คุณวีระ ธีรภัทร รวมถึงการลองค้นข้อมูลคร่าวๆ จากอินเตอร์เน็ต ก็พบว่าชีวิตของบุคคลในประวัติศาสตร์ผู้นี้น่าจะนำไปทำเป็นหนังได้สนุกดี

คนที่เป็นทั้งนักรบและกวีเอก คนที่ชอบสตรีอายุมากกว่าผู้มีศักดิ์เป็นอาของตัวเอง พระเจ้าตองอูที่เข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ เพราะหันไปร่วมมือทางการเมืองกับทหารโปรตุเกส ก่อนจะปิดฉากชีวิตด้วยการถูกประหาร

พูดแล้ว ก็น่าลุ้นให้ท่านมุ้ยสร้างภาพยนตร์ “ตำนานนัดจินหน่อง” ขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง (ล้อเล่นนะครับท่าน ฮ่า ฮ่า ฮ่า)


(adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});