คนมองหนัง

Gebo and the Shadow : โศกนาฏกรรมของชีวิต

มติชนสุดสัปดาห์ 31 ก.ค.-6 ส.ค. 2558

“Gebo and the Shadow” เป็นผลงานหนังยาวเรื่องสุดท้ายของ “มาโนเอล เดอ โอลิเวียร่า” ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวโปรตุเกส ที่เพิ่งลาโลกไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในวัย 106 ปี

“เกโบฯ” เป็นผลงานที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2012 ขณะคุณปู่ เดอ โอลิเวียร่า มีอายุ 103 ปี

หนังเล่าเรื่องราวที่มีฉากหลังเป็นสังคมโปรตุเกสยุคปลายศตวรรษที่ 19 ของ “เกโบ” นักบัญชีวัยชรา ที่ทำงานหาเลี้ยง “โดโรเทีย” ภรรยา และ “โซเฟีย” ลูกสะใภ้ ณ เมืองชายทะเล บรรยากาศอึมครึม มีฝนตกแทบจะตลอดเวลา

ปมปัญหาสำคัญของคนในครอบครัวนี้ก็คือ การหายตัวไปของ “ชูเอา” ผู้เป็นลูกชาย

โดโรเทียผู้เป็นแม่ ทึกทักเข้าใจไปเองว่าบุตรชายกำลังออกไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในโลกภายนอก ขณะที่เกโบและโซเฟีย กลับรับรู้ว่าแท้จริงแล้ว ชูเอา ไม่ได้มีชีวิตที่ดีงามนัก เขาจมดิ่งลงไปใน “โลกใต้ดิน” ทั้งยังอาจจะเป็นอาชญากรเสียด้วยซ้ำ

หนังฉายภาพให้เห็นกิจวัตรประจำวันและวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ณ ห้องรับแขก/ห้องทานข้าวขนาดเล็กๆ อันแสนทึมทึบ ภายในบ้านหลังเก่าๆ

เกโบกลับเข้าบ้านพร้อมชุดสูทซึ่งเปียกปอนเพราะสายฝน ก่อนจะเอางานมานั่งทำต่อบนโต๊ะอาหาร โดโรเทียรำพึงรำพันและเฝ้ารอคอยการกลับมาของลูกชาย

เกโบเล่าความลับดำมืดของชูเอาให้ลูกสะใภ้ฟัง ขณะที่ภรรยาของเขามักพูดถึงโซเฟียในแง่ไม่ดีนัก เมื่ออยู่กับเกโบสองต่อสอง

มีเพื่อนบ้านวัยชราบางคนแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนครอบครัวของเกโบ คนหนึ่ง เป็นคุณป้าซึ่งไม่มีที่จะไปมากนัก อีกคนเป็นศิลปินอาวุโส ที่ดูเหมือนกำลังอยู่ในช่วงโรยราทางวิชาชีพ ผู้เอาแต่พร่ำบ่นถึงสถานะอันต่ำต้อยด้อยค่าลงของ “งานศิลปะ” ในโลกยุคสมัยใหม่

แต่แล้วในคืนหนึ่ง ความเป็นกิจวัตรประจำวันที่แน่นิ่ง สม่ำเสมอ แบบเดิมๆ ก็ต้องถูกปั่นป่วน เมื่อชูเอา ลูกชายของครอบครัว เดินทางกลับบ้าน

ครั้งหนึ่ง ผมเคยเขียนเปรียบเทียบ เดอ โอลิเวียร่า กับ “เสนีย์ เสาวพงศ์” เอาไว้ ทั้งคู่เป็นคนทำงานศิลปะในเจเนอเรชั่นเดียวกัน และยังเป็นศิลปินผู้กล่าวถึงการปะทะชนของ “โลกเก่า” และ “โลกใหม่” คล้ายๆ กัน

การหวนคืนบ้านของชูเอา นำไปสู่ฉากสนทนาขนาดยาวภายในหนัง ซึ่งชูเอายืนวิพากษ์วิจารณ์พ่อ, แม่, เพื่อนบ้านแก่ๆ และเมียตัวเอง อย่างเกรี้ยวกราดหนักหน่วง

เขาตั้งคำถามกับคนเหล่านั้นว่า ทำไมจึงเอาแต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมเดิมๆ, มีพฤติกรรมซ้ำๆ ซากๆ, ยอมถูกระบบสังคมที่ไม่เป็นธรรมกดขี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเฝ้าโหยหาคุณค่าเก่าๆ อันคร่ำครึ เช่น ประเด็นเรื่องความสูงส่งของ “ศิลปะ”

คำถามสำคัญที่สุด ที่ชูเอามีต่อคนกลุ่มนี้ ก็คือ ทำไมพวกคุณไม่หัดขบถบ้าง? (และสำหรับเขา การก่ออาชญากรรม อันผิดกฎหมายและปทัสถานทางสังคม ก็ถือเป็นการขบถชนิดหนึ่ง)

ฉากการตั้งคำถามของชูเอาใน “เกโบฯ” อาจชวนให้คนอ่านนวนิยายเรื่อง “ปีศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ หวนนึกไปถึงสปีชเรื่อง “ปีศาจแห่งกาลเวลา” ที่ “สาย สีมา” กล่าวขึ้นท่ามกลางสมาคมชั้นสูงในบ้านท่านเจ้าคุณอยู่บ้าง

ทว่า ปลายทางชีวิตของชูเอา และผลลัพธ์จากพฤติการณ์บางประการของเขา กลับแตกต่างจากวิถีการยืนหยัดต่อสู้ของ สาย สีมา และบทสรุปของปีศาจ อย่างลิบลับ

ไปๆ มาๆ “เกโบฯ” ผลงานการกำกับของคนทำหนังที่ถือกำเนิดในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 20 กลับมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งกับภาพยนตร์ไทยเรื่อง “พี่ชาย My Hero” ของกลุ่มคนทำหนังรุ่นที่เกิดในทศวรรษ 1980

หนังทั้งสองเรื่องพูดถึงกลุ่มตัวละครที่สยบยอมโดยสิ้นเชิงต่อระบอบอำนาจ แม้จะรู้ว่าสิ่งที่รายล้อม ตีกรอบพวกตนอยู่นั้น ไม่ได้ดีงามอะไร แต่พวกเขาและเธอก็ไม่รู้ว่าตนเองควรจะหนีไปไหน หรือควรจะลุกขึ้นสู้อย่างไร

คุณลุงเกโบคงมีวิถีชีวิตไม่ต่างกับตัวละครหลายรายในพี่ชาย My Hero ครั้งหนึ่ง แกเคยแสดงทรรศนะส่วนตัวให้ผู้เป็นลูกสะใภ้รับฟังว่า “ชีวิตที่ดี” นั้นหมายถึงการหมั่นทำกิจวัตรหรือหน้าที่ของตนไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุดหย่อน ให้เหมือนกับเม็ดฝนที่ตกในจังหวะสม่ำเสมออยู่เกือบตลอดเวลา

ถ้าอ้างอิงกับประเด็นวิชาการแบบเชยๆ หน่อย ก็คงบอกได้ว่า คุณลุงแกสมาทานในทฤษฎีโครงสร้าง-การหน้าที่ จึงพยายามทำหน้าที่ย่อยๆ ของตัวเองไปให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเชื่อว่าหากทุกคนปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ โครงสร้างใหญ่ (ซึ่งแม้จะกดขี่ขูดรีดคนเล็กคนน้อยอย่างไม่เป็นธรรมอยู่บ้าง) ก็จะดำเนินไปได้เป็นอย่างดีหรือมีดุลยภาพเอง

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างอันสมดุลกลับไม่ได้ทำงานจนเป็นกิจวัตรสม่ำเสมอ แม้คุณลุงเกโบจะพยายามปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด และไม่ข้องแวะสิ่งผิดบาปอื่นใด แต่เมื่อชูเอา ผู้เป็นลูกชาย ตัดสินใจขโมยเงินสดในความดูแลของพ่อ แล้วหนีหายสาบสูญไปอีกรอบ

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ/ทางเศรษฐกิจ อันไม่เท่าเทียม ซึ่งสำแดงตนผ่านนายทุน ผู้เป็นเจ้าของเงินและนายจ้างของเกโบ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็บุกเข้าคุกคามและจับกุมตัวนักบัญชีวัยไม้ใกล้ฝั่งถึงหน้าประตูบ้าน

นอกจากชะตากรรมของเกโบแล้ว วิถีทางของ “ลูกชายขบถ” อย่างชูเอา ก็น่าสนใจอยู่มิใช่น้อย

ประการแรก พฤติการณ์ของตัวละครรายนี้ คล้ายจะนำไปสู่การดิสเครดิตคนหนุ่มสาวฝ่ายก้าวหน้าอยู่พอสมควร

ประการถัดมา หากพิจารณาในมุมมองเชิงเปรียบเทียบแล้ว เหมือนชูเอาจะมีทั้ง “ความแตกต่าง” และ “ความคล้ายคลึง” กับ “โอ๊ต” ตัวละครน้องชายในหนังเรื่องพี่ชาย My Hero

ขณะที่ชูเอา พยายามต่อต้านและหลบหนีไปจากระบบระบอบอันไม่เป็นธรรม รวมทั้งบรรทัดฐานหลักของสังคม โอ๊ตกลับยอมรับระบบที่เต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบแต่โดยดี และยอมสอดแทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การกดขี่ดังกล่าว

สุดท้าย ชูเอาต้องกระเสือกกระสนดำรงชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในโลกอาชญากรรม ส่วนโอ๊ตนั้น หนังไม่ได้เฉลยให้คนดูรับรู้โดยกระจ่างแจ้งว่าเขาดำเนินชีวิตตอนโตอย่างไร ประกอบอาชีพอะไร หรือบางที เขาอาจหาเลี้ยงตัวเองผ่านการท่องไปในโลกใต้ดินเหมือนกับชูเอา ก็เป็นได้

เพียงแต่คนหนึ่งกำลังแข็งขืน ทว่า อีกคน กลับพยายามหาวิธีการเอาตัวรอดในสังคมที่ป่วยไข้

อย่างไรก็ดี ดูคล้ายสังคมโปรตุเกสก่อนปี 1900 ใน “เกโบฯ” และสังคมไทยร่วมสมัยใน “พี่ชาย My Hero” จะเต็มไปด้วยลำดับชั้นลดหลั่น รวมถึงช่องว่างที่เปิดโอกาสให้ความอยุติธรรมต่างๆ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

ข้อสังเกตสุดท้าย ที่อยากเสนอทิ้งไว้ก็คือ ท่ามกลางสภาวะอันคลุมเครือ เมื่อสิ่งใหม่ยังไม่ทันได้ก่อเกิด ส่วนสิ่งเก่ายังไม่ยอมตกตาย (ดังเช่นการดำรงอยู่เคียงคู่กันของขบถพิกลพิการและสภาพสังคมผุกร่อนที่แน่นิ่งไร้ความหวัง ในหนังเรื่องเกโบฯ)

ดูเหมือนคุณปู่ เดอ โอลิเวียร่า ขณะมีวัยเกินหนึ่งศตวรรษ จะทำหนังด้วยอารมณ์ความรู้สึก “ปลง” กระทั่งยอมรับว่าชะตากรรมของมวลมนุษยชาติ ล้วนไม่สามารถหลีกหนีจากความพ่ายแพ้ ภาวะสิ้นหวัง และโศกนาฏกรรม

นี่อาจเป็นขีดจำกัด ที่มนุษย์ทุกคนไม่สามารถก้าวข้ามผ่านไปได้พ้น

Advertisements
คนมองหนัง

อาลัย “มาโนเอล เดอ โอลิเวียร่า” เมื่อผู้กำกับภาพยนตร์วัย 106 ปี อำลาโลก

(มติชนสุดสัปดาห์ 10-16 เมษายน 2558)

ถ้าจำไม่ผิด ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนถึง “มาโนเอล เดอ โอลิเวียร่า” ลงในมติชนสุดสัปดาห์ รวมทั้งสิ้นสองครั้ง

นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 เป็นต้นมา ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวโปรตุเกสรายนี้ถูกจดจำในฐานะคนทำหนังที่มีอายุมากที่สุดในโลก ที่ยังคงสร้างผลงานภาพเคลื่อนไหวอยู่

แต่ล่าสุด หนึ่งในตำนานบทสำคัญของวงการภาพยนตร์โลก ที่ผ่านยุคหนังเงียบมาสู่หนังเสียง, หนังขาวดำมาสู่หนังสี และหนังฟิล์มมาสู่หนังดิจิตอล กระทั่งได้ชื่อว่าเป็นคนทำหนังที่เริ่มต้นประกอบอาชีพในยุค “ภาพยนตร์เงียบ” รายสุดท้าย ที่ยังคงเหลือรอดชีวิต

ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบ เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ขณะมีวัย 106 ปี

เดอ โอลิเวียร่า เกิดเมื่อปี ค.ศ.1908 ที่เมืองปอร์โต้ ครอบครัวของเขาร่ำรวยจากกิจการโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่ตัวเขาเองเริ่มต้นชีวิตในวงการบันเทิง จากการเป็นนักเรียนการแสดง ก่อนจะผันตนเองมาเป็นคนทำหนังในเวลาต่อมา

ปี ค.ศ.1931 คือปีที่ เดอ โอลิเวียร่า เริ่มต้นทำภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต (เป็นหนังสั้น) ตลอดชีวิตการทำหนัง ผู้กำกับรายนี้สร้างผลงานภาพยนตร์รวมทั้งสิ้นมากกว่า 50 เรื่อง

ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลสิงโตทองคำเกียรติยศ ด้วยฐานะผู้ประสบความสำเร็จในวิชาชีพคนทำหนัง จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ถึงสองหน (ครั้งแรกได้รับเมื่ออายุ 77 ปี ครั้งที่สองได้รับเมื่ออายุ 96 ปี)

นอกจากนั้น หนังของ เดอ โอลิเวียร่า เคยถูกคัดเลือกให้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ถึง 5 ครั้ง ซึ่งแม้จะไม่เคยได้รับรางวัลดังกล่าว แต่สุดท้าย เทศกาลหนังเมืองคานส์ ก็มอบรางวัลปาล์มทองคำเกียรติยศให้แก่ผู้กำกับอาวุโสรายนี้ เมื่อปี ค.ศ.2008

โดยระบุเหตุผลว่า งานของเขาได้หลอมรวมความเอาใจใส่ในเชิงสุนทรียะเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี

นักดูหนังจัดแบ่งผลงานของ เดอ โอลิเวียร่า ออกเป็น 2 ยุค

ยุคแรก คือช่วงที่เขาสร้างหนังยาวเรื่องแรกๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่คนทำหนังในอิตาลีกำลังตื่นตัวกับกระแส “นิโอเรียลลิสม์” อยู่พอดี และดูเหมือนผู้กำกับชาวโปรตุเกสผู้นี้จะได้รับอิทธิพลจากกระแสความคิดดังกล่าวอยู่ไม่น้อย

เห็นได้จากการที่หนังยาวเรื่องแรกของเขา คือ “Aniki-Bóbó” (1942) ซึ่งเล่าเรื่องราวของเด็กข้างถนน ที่เติบโตขึ้นมาในเขตสลัมบริเวณริมแม่น้ำของเมืองปอร์โต้ เลือกพึ่งพาการแสดงอันเป็นธรรมชาติของนักแสดงเด็กมือสมัครเล่น ที่เติบโตอยู่ในเขตสลัมแห่งนั้นจริงๆ รวมทั้งยังถ่ายทำในสถานที่จริงอีกด้วย

โรนัลด์ เบอร์แกน นักวิจารณ์ของ เดอะ การ์เดี้ยน ระบุว่า เราสามารถเรียกงานในยุคแรกของโอลิเวียร่า ซึ่งมักเล่าเรื่องของคนเล็กคนน้อย ผ่านวิธีการถ่ายทำที่เชื่อมร้อยลักษณะการเล่าเรื่องแบบ “สารคดี” และ “เรื่องแต่ง” เข้าไว้ด้วยกัน ได้ว่า “ยุคแห่งเรื่องราวของสามัญชน”

ขณะที่ผลงานในยุคสอง ที่เริ่มต้นตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา อาจถูกขนานนามได้ว่าเป็นงานใน “ยุคแห่งเรื่องราวของกระฎุมพี”

โดยหนังกลุ่มหลังของ เดอ โอลิเวียร่า มักเล่าเรื่องราวว่าด้วยรักที่ไม่สมหวังของเหล่านายทุนคนชนชั้นกลาง โดยมีฉากหลังเป็นภาพสังคมที่เต็มไปด้วยการกดขี่

ภาพยนตร์ในยุคหลังนี้มักดัดแปลงมาจากงานวรรณกรรม นั่นส่งผลให้ผลงานในยุคที่สองของ เดอ โอลิเวียร่า ฉายภาพให้เห็นถึงการปะทะสังสรรค์กันระหว่างธรรมชาติของงานวรรณกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวอักษร ซึ่งมักถูกแปร/แปลงออกมาเป็นลักษณะการถ่ายภาพที่แช่ยาวและแน่นิ่ง หรือการตัดต่อที่ตอกย้ำช็อตเดิมอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กับวิธีการเล่าเรื่อง ผ่านการเรียบเรียงรวบรวมช็อตสั้นๆ ต่างสถานที่ ต่างเวลา ให้กลายเป็นหนังเรื่องเดียวกัน อันเกิดจากกระบวนการลำดับภาพในแบบภาพยนตร์

น่าสนใจว่า เมื่อล่วงเข้าสู่วัย 55 ปี เดอ โอลิเวียร่า ยังคงมีประวัติการทำหนังยาวอยู่เพียงแค่สองเรื่องเท่านั้น และจนถึงปี ค.ศ.1981 นั่นแหละ ที่ผู้กำกับอาวุโสเพิ่งย้อนกลับมาผลิตภาพยนตร์เป็นประจำ เฉลี่ยราวปีละหนึ่งเรื่อง กระทั่งหนังของเขามักถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ชั้นนำของทวีปยุโรป โดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศส

สามารถกล่าวได้ว่า ผลงานส่วนใหญ่ของ เดอ โอลิเวียร่า เพิ่งถูกผลิตขึ้นหลังจากเขามีวัย 70 กว่าปี หรือประมาณสามทศวรรษที่ผ่านมานี่เอง

เพราะแท้จริงแล้ว คนทำหนังชาวโปรตุเกสผู้นี้ มีช่วงเวลาที่ “สูญสลายหายไป” จากโลกภาพยนตร์ ในยุคที่ประเทศบ้านเกิดของเขาถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการภายใต้การนำของ อันโตนิโอ ซาลาซาร์ ตั้งแต่ยุคต้นทศวรรษ 30 ถึงปลาย 60

ภายใต้กฎหมายเซ็นเซอร์อันหนักหน่วงของระบอบเผด็จการ เดอ โอลิเวียร่า ถูกบีบให้ต้องเงียบเสียงและเว้นวรรคจากการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวไปพักใหญ่ เขาจึงใช้ชีวิตในวัยกลางคนไปกับการบริหารจัดการธุรกิจของครอบครัว และใช้เวลาว่างไปกับงานอดิเรก อาทิ การขับรถแข่ง

แม้เมื่อซาลาซาร์เสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1970 เดอ โอลิเวียร่า ก็ไม่สามารถหวนกลับมาทำหนังยาวได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากกิจกรรมการสร้างหนังถูกตั้งข้อหาจากเหล่านักสังคมนิยม ที่ผงาดขึ้นมามีบทบาททางการเมืองในยุคนั้น ว่าเป็น “บาป” ของชนชั้นนำ

ส่งผลให้ เดอ โอลิเวียร่า ต้องอดทนรอคอยเวลาในการหวนกลับคืนสู่โลกภาพยนตร์อย่างยาวนาน

แต่ขณะเดียวกัน เขากลับมีเวลาอย่างเต็มที่ในการสำรวจตรวจตราประเด็นต่างๆ ที่จะกลายมาเป็นแก่นแกนสำคัญในภาพยนตร์ของเขา นั่นก็ได้แก่ ความปรารถนา, ความกลัว, ความรู้สึกผิดบาป และภาวะพังพินาศ

ซึ่งทั้งหมดจะถูกเน้นย้ำด้วยอารมณ์ความรู้สึกแห่งการพยายามเยียวยาความโศกเศร้าของผู้คนในสังคมโปรตุเกส

เดอ โอลิเวียร่า เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารภาพยนตร์ฉบับหนึ่ง ถึงสภาวะที่หนังยาวเรื่องแรกและเรื่องที่สองเขามีช่องว่างห่างจากกันนานถึงกว่า 20 ปี ขณะเดียวกัน ช่องว่างระหว่างหนังยาวเรื่องที่สองกับเรื่องที่สาม ก็มีระยะห่างมากถึงหนึ่งทศวรรษ ซึ่งทั้งหมดเป็นผลมาจากการเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดของระบอบเผด็จการ

เดอ โอลิเวียร่า ชี้ว่า ในช่วงเวลาเงียบงันอันน่าอึดอัดดังกล่าว เขาได้หันไปอุทิศเวลาให้กับการทำเกษตรกรรม เขาเห็นว่าเกษตรกรรมคือบทเรียนชั้นดี ที่ทำให้ตนเองได้ตระหนักถึงมุมมองของธรรมชาติและมุมมองของมนุษย์ อันเป็นผลมาจากการได้ทำงานร่วมกับบรรดาคนงานภายในไร่

ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน ที่ผู้กำกับอาวุโสชาวโปรตุเกสมีโอกาสได้ตรึกตรองสะท้อนคิดถึงกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์ นั่นส่งผลให้เขาได้แง่คิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการทำหนัง

เดอ โอลิเวียร่า พิเคราะห์เรื่องร้ายๆ ผ่านการมองโลกในแง่ดี ว่า ถ้าหากเขาได้ทำหนังอย่างต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ ไร้จุดสะดุด ตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เขาคงได้รับอิทธิพลจากกระแสนิยมต่างๆ ในแต่ละยุคสมัยอันผ่านพ้น จนมิได้กลายเป็นคนทำหนังที่ “แตกต่าง” จากเพื่อนร่วมวิชาชีพรายอื่นๆ

หรือไม่ได้กลายเป็นคนทำหนังที่ต่อต้านปทัสถานต่างๆ ในโลกภาพยนตร์และในทางการเมือง อย่างที่เขาเป็น (จนสิ้นอายุขัย)

หมายเหตุ : เนื้อหาในส่วนบทสัมภาษณ์ของ เดอ โอลิเวียร่า ดัดแปลงมาจากข้อความบนหน้าเฟซบุ๊ก ของ คุณไกรวุฒิ จุลพงศธร อดีตหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสารไบโอสโคป ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาเอกด้านภาพยนตร์ศึกษาอยู่ที่สหราชอาณาจักร