คนมองหนัง

“สันติ-วีณา” : ประสบการณ์ “พิเศษ” ของคนดูหนัง

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 29 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม 2559)

สองเดือนที่แล้ว มีข่าวคราวสำคัญสำหรับวงการหนังไทย เมื่อ “สันติ-วีณา” ผลงานการกำกับของ “ครูมารุต” หรือ “ทวี ณ บางช้าง” ภาพยนตร์ไทยขนาดยาวเรื่องแรกที่ไปได้รางวัลจากงานประกวดระดับนานาชาติ และหนังไทยเรื่องแรกที่ถ่ายทำในระบบ 35 ม.ม. ได้รับคัดเลือกเข้าไปฉายในสาย “คานส์ คลาสสิคส์”

ถือเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของไทย ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ปีล่าสุด

หลังจากฟิล์มต้นฉบับของหนังที่ลงโรงฉายเมื่อ พ.ศ.2497 เรื่องนี้ หายสาบสูญไปนานหลายทศวรรษ ก่อนจะมีการค้นพบว่าฟิล์มชุดนั้นยังถูกจัดเก็บอยู่ โดยสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร

กระบวนการฟื้นฟูบูรณะฟิล์มต้นฉบับดังกล่าวและการแปรรูปเป็นไฟล์ดิจิตอลจึงเริ่มขึ้น ผ่านการดำเนินงานของหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ล่าสุด “สันติ-วีณา” (ฉบับบูรณะ) จะได้ฤกษ์เข้าฉายแบบจำกัดโรงในเมืองไทย ระหว่างวันที่ 28-31 กรกฎาคมนี้ (แต่หากมีเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชม ก็น่าจะนำไปสู่การขยายรอบฉายเพิ่มเติมต่อไป) ณ โรงภาพยนตร์เอสเอฟ ซีเนม่า ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ผมมีโอกาสได้ชม “สันติ-วีณา” (ฉบับบูรณะ) ในรอบปฐมทัศน์ ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม และพบว่าหนังมีความน่าสนใจอยู่หลายประการ

เริ่มจากข้อแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชมหลายคนได้ตั้งข้อสังเกตไว้คล้ายๆ กัน นั่นคือ หากดูจากชื่อหนัง “สันติ-วีณา” คนส่วนใหญ่คงคาดเดาว่า พระเอกของหนังควรมีชื่อว่า “สันติ” ส่วนนางเอกน่าจะชื่อ “วีณา”

เมื่อได้รับชมภาพยนตร์ (ที่ใช้เสียงพากย์ต้นฉบับเช่นกัน) ก็ปรากฏว่านางเอกมีชื่อว่า “วีณา” จริงๆ ทว่าพระเอกกลับมีชื่อว่า “สันต์” ไม่ใช่ “สันติ”

เป็นไปได้ว่าชื่อภาษาไทยของหนัง คือ “สันติ-วีณา” นั้น ถูกแปลมาจากชื่อภาษาอังกฤษ “Santi-Vina” อีกต่อหนึ่ง

จากคำอธิบายผ่านเฟซบุ๊กของ “คุณก้อง ฤทธิ์ดี” ผู้ทำซับไตเติ้ลให้ภาพยนตร์ฉบับบูรณะ น่าเชื่อได้ว่าชื่อ “สันต์” ในบทภาพยนตร์ดั้งเดิมนั้น ถูกเขียนเป็น “Santi” ในชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (ด้วยวิธีการสะกดคำเลียนเสียงรากศัพท์)

แล้ว “Santi” จึงถูกแปล/แปรมาเป็น “สันติ” ในชื่อหนังภาคภาษาไทยอีกที

ภาวะแห่งการแลกเปลี่ยนหยิบยืมทางวัฒนธรรมระหว่างไทย-เทศ เช่นนี้ จะเชื่อมโยงไปยังแง่มุมโดดเด่นอื่นๆ ของ “สันติ-วีณา” ด้วย

“คุณพุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู” นักวิชาการประจำหอภาพยนตร์ แสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ (ผ่านทาง เฟซบุ๊ก เช่นกัน) ถึงความคลุมเครือในประวัติชีวิตของ “โรเบิร์ต จี นอร์ธ” ผู้เขียนบทประพันธ์ตั้งต้นของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทฟาร์อีสต์ฟิล์มและโรงถ่ายหนุมานภาพยนตร์ ร่วมกับ “รัตน์ เปสตันยี”

นอร์ธยังเป็นผู้เข้าร่วมประชุมสมาพันธ์ผู้สร้างภาพยนตร์แห่งเอเชียอาคเนย์ ซึ่งได้มีมติให้จัดการประกวดภาพยนตร์นานาชาติแห่งเอเชียอาคเนย์ขึ้นในปี 2497 ที่ประเทศญี่ปุ่น

“สันติ-วีณา” ที่เป็นผลงานการสร้างของนอร์ธและรัตน์ ก็ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ และสามารถคว้ารางวัลจากการประกวดไปครองได้ถึงสามสาขา คือ ถ่ายภาพยอดเยี่ยม กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และรางวัลภาพยนตร์ที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของเอเชียได้เป็นอย่างดี จากสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อเมริกัน

แต่จากการศึกษาค้นคว้าของคุณพุทธพงษ์ พื้นเพความเป็นมาของโรเบิร์ต จี นอร์ธ ผู้เสียชีวิตก่อนหน้า “สันติ-วีณา” จะลงโรงฉายในเมืองไทยเมื่อปี 2497 กลับมีความสลับซับซ้อนยิ่งกว่านั้น

ด้านหนึ่ง ข้อมูลทางการชี้ว่านอร์ธคือผู้สร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด แต่ข้อมูลจากอีกหลายแหล่งอ้างว่า เขาเป็น “ซีไอเอ” ที่แฝงตัวเข้ามาปฏิบัติภารกิจในเมืองไทยเมื่อปลายทศวรรษ 2490

หากเราเชื่อว่า “สันติ-วีณา” เป็นผลผลิตของซีไอเอหรือเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายประชาธิปไตยในยุคสงครามเย็น เรื่องตลกร้ายที่ตามมาก็มีอยู่ว่า หลังจากนั้นไม่นาน หนังเรื่องนี้ได้ถูกซื้อไปฉายที่สหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน อันเป็นสองแกนหลักของโลกคอมมิวนิสต์

อย่างไรก็ดี เมื่อมองพ้นไปจากประเด็นว่าด้วยซีไอเอและสงครามเย็น สิ่งที่คุณพุทธพงษ์เสนอไว้อย่างน่าสนใจอีกข้อ (โดยอ้างอิงจากข้อเขียนของรัตน์) ก็คือ สำหรับผู้คนยุคทศวรรษ 2490 นั้น “สันติ-วีณา” ดูคล้ายจะเป็น “หนังที่ทำมาให้ฝรั่งดูโดยเฉพาะ” (ไม่ใช่หนังไทยที่ทำให้คนไทยดู)

ผมค่อนข้างเห็นพ้องกับความคิดดังกล่าว

เพราะระหว่างนั่งชม “สันติ-วีณา” ผมรู้สึกว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่ “คนใน” และ “คนนอก” ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อใช้มันเป็น “ภาพจำลอง/ภาพแทน” ให้ “คนนอก” ที่สนใจใคร่จะทำความรู้จัก “สังคมไทย” ได้รับชม

จะว่าไปแล้ว หนังเรื่องนี้ก็เทียบเคียงได้กับงานเขียนเชิง “ชาติพันธุ์วรรณนา” ที่ผลิตโดยนักวิชาการสายมานุษยวิทยา ในยุคสมัยเดียวกัน

เช่นเดียวกับเรื่องราวของหนังที่ดำเนินไปในกรอบวิธีคิดแบบ “โครงสร้างการหน้าที่นิยม” (structural-functionalism) อันทรงอิทธิพลในหมู่นักมานุษยวิทยายุคนั้น

โดยรวมแล้ว “สันติ-วีณา” คือการจำลองภาพหรือสร้างภาพแทนของสังคมไทย ผ่านการดำรงอยู่ของ “หมู่บ้านชนบท” แห่งหนึ่ง ที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวและมิได้สัมพันธ์กับสังคมภายนอกมากนัก (พระประจำหมู่บ้านอาจออกธุดงค์ไปยังพื้นที่อื่นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือเมื่อหนุ่มสาวหัวใจขบถต้องการหลบหนีออกจากที่นี่ พวกเขาก็ไปไหนได้ไม่ไกล)

 

หมู่บ้านในหนังไม่มีแม้กระทั่งอำนาจแทรกแซงของรัฐราชการจากส่วนกลาง (แต่คนรุ่นพ่อแม่ได้ใช้ “อำนาจจารีต” มาบังคับควบคุม/สนับสนุนคนรุ่นลูกแทน)

 

มีเพียง “พุทธศาสนา” และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เท่านั้น ซึ่งเป็น “อำนาจสากล” ที่แผ่ไพศาลเข้ามาเป็น “จุดศูนย์กลาง” ทางความเชื่อ และรายละเอียดปลีกย่อยรายล้อมวิถีชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านหรืออนุจักรวาลแห่งนี้

ช่วงปลายทศวรรษ 2490 นักมานุษยวิทยาจาก “โลกตะวันตก” จำนวนไม่น้อย มักออกเดินทางมาทำการศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนแปลกหน้า-ต่างวัฒนธรรม ที่อยู่ไกลโพ้นจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา ก่อนจะได้ผลผลิตเป็นงานเขียนแนวชาติพันธุ์วรรณนา

ผู้คนในสังคมหมู่บ้านอันโดดเดี่ยวที่ปรากฏผ่านงานเขียนกลุ่มนั้น อาจมีภาวะของการเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกัน ชีวิตตลอดจนสายสัมพันธ์ทางสังคม-การเมืองของพวกเขา ย่อมหลีกหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลง หรือความสูญเสียนานัปการ

 

แต่พลังทางสังคมกลุ่มต่างๆ ในจักรวาลน้อยๆ จะช่วยกันขยับขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง จนสามารถเสาะแสวงหาดุลยภาพ เสถียรภาพ รวมถึงความสงบสุข “ร่วมกัน” ได้ในท้ายที่สุด

 

เพราะเมื่อสมาชิกแต่ละคนในหมู่บ้านต่างปฏิบัติหน้าที่ที่ควรจะทำ โครงสร้างทางสังคมที่เปิดรับความยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงตามสมควร ก็ย่อมสามารถดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน

เส้นเรื่องของ “สันติ-วีณา” ก็ดำเนินไปในทำนองนี้ กล่าวคือ แม้ในหมู่บ้านจะมีคนที่ “ถูกกระทำ” แทบตลอดชีวิต มีคนหัวสมัยใหม่เปี่ยมความฝัน ที่พลาดหวังครั้งใหญ่ในชีวิต มีความสูญเสีย และมีคนตาย

แต่ทุกคนที่หลงเหลืออยู่ต่างก็ต้องดำเนินชีวิตของตนเองอย่างเป็นปกติ หลังต่างฝ่ายต่างมีฉันทามติร่วมกัน เพื่อให้การรับรองดุลยภาพทางสังคมรูปแบบใหม่ ภายใต้จุดศูนย์กลางทางความเชื่อชนิดเดิมๆ ซึ่งจะใช้ประคับประคองหมู่บ้านแห่งนี้ต่อไป

นอกเหนือจากโครงเรื่องซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีวิชาการร่วมสมัย องค์ประกอบที่โดดเด่นมากจริงๆ ของหนัง เห็นจะเป็นบุคลิกลักษณะของตัวละคร “วีณา” ที่ทั้งแคล่วคล่อง ปราดเปรียว เก่งกาจ กล้าหาญ และเป็น “ฝ่ายรุก” ในการสานสัมพันธ์ความรักระหว่างหนุ่มสาว

คนดูส่วนหนึ่งรู้สึกประทับใจและนำ “วีณา” ไปเทียบเคียงกับตัวละครนางเอกหนังในยุคเดียวกัน ที่ “ทัน/นำสมัย” ไม่ต่างกัน อาทิ “ยุพดี” จาก “ชั่วฟ้าดินสลาย” หรือ “เรียม” จาก “โรงแรมนรก”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งซึ่งผมไม่ค่อยแน่ใจนัก คือ “วีณา” ก็ดี “ยุพดี” ก็ดี หรือ “เรียม” ก็ดี ถือเป็น “ผู้หญิงที่มาก่อนกาล” จริงหรือไม่?

หรือจริงๆ แล้ว บุคลิกลักษณะและวิธีคิดของผู้หญิง (คนชั้นกลาง-กรุงเทพฯ) ยุค 2480-2490 จะมีแนวโน้มเป็นเหมือนตัวละครเหล่านั้นอยู่แล้ว คือต้องขบถต่อปทัสถานเก่าๆ หรือหลักเกณฑ์การรักนวลสงวนตัวแบบเดิมๆ ต้องมีแนวคิดเสรีนิยม หรือกล้าเปิดเผยแสดงออกซึ่งความปรารถนาภายในให้มากขึ้น

อันเป็นผลมาจากบรรยากาศของสังคมหลังยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง และ/หรือบรรยากาศทางสังคมสมัยใหม่ที่เอื้อให้ผู้หญิงได้รับการศึกษา ตลอดจนมีที่ทาง “นอกบ้าน” มากยิ่งขึ้น

เราสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทำนองเดียวกันนี้ ได้จากงานเขียนของนักประพันธ์หญิง เช่น “ร. จันทพิมพะ” หรือกระทั่งหนังสืออัตชีวประวัติอันตรงไปตรงมาของ “คุณหญิงมณี สิริวรสาร”

หรือในอีกแง่หนึ่ง บทบาทของผู้หญิงไทยยุค 2490 และย้อนขึ้นไปก่อนหน้านั้น ก็อาจจะต้องทำหน้าที่เป็น “แกนกลางหลัก” ของครอบครัวอยู่แล้ว เห็นได้จากแม่วีณาและแม่ไกร ดาวร้ายของเรื่อง ซึ่งรับบทเป็นผู้อำนวยการ/จัดการเรื่องราวสำคัญๆ (รวมถึงเป็นปากเป็นเสียง-ทะเลาะถกเถียง) ว่าด้วยประเด็นเกี่ยวกับครัวเรือนทั้งหมด

ขณะที่ฝ่ายพ่อๆ จะเป็นผู้ลงมือลงแรงอยู่ข้างนอกบ้านมากกว่า (ยกเว้นพ่อของสันต์และหลวงพ่อที่ถ้ำ ผู้ต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในคราวเดียว)

ถ้ามองจากแง่มุมเหล่านี้ ผู้หญิงอย่าง “วีณา” จึงอาจมิใช่ “สตรีที่มาก่อนกาล” แต่กลับกลายเป็นว่าบริบทและยุคสมัยเฉพาะทางประวัติศาตร์ต่างหาก ที่เอื้อให้เธอสามารถแสดงบทบาท “สาวมั่น” ออกมา

ชนิดที่ช่วงเวลาถัดจากนั้นอีกหลายทศวรรษ ไม่สามารถเปิดโอกาสให้ผู้หญิงรุ่นต่อๆ มา สามารถแสดงบทบาทโดดเด่นทางสังคมได้เทียมเท่า

หลายคนอาจรู้สึกว่าเนื้อหาและโครงเรื่องของ “สันติ-วีณา” ไม่มีอะไรแปลกใหม่ (ซึ่งควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว) ขณะที่หลายคนกลับหัวเราะสนุกสนานกับบทสนทนา-การแสดง อันมีความตลกขบขันแบบ “ไทยๆ” ของหนัง

อย่างไรก็ดี การตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ย่อมถือเป็นประสบการณ์ “พิเศษ” แน่นอน

เพียงแค่ข้อความเกริ่นนำว่าด้วยกระบวนการสืบค้นและบูรณะฟื้นฟูม้วนฟิล์มต้นฉบับของภาพยนตร์ พร้อมวรรคทองประเภท “60 ปี ที่สูญหาย, 3 ประเทศ ที่ค้นพบ, 1,700 ชั่วโมง ที่บูรณะซ่อมแซม” ก็ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ไม่ต่างกับการได้อ่านบทเกริ่นนำเรื่องราวของหนังชุด “สตาร์วอร์ส”

ยิ่งกว่านั้น การกำกับภาพโดย รัตน์ เปสตันยี และลักษณะเฉพาะของโทนสีสันในหนัง ก็สวยงามแปลกตาเป็นอย่างมาก

ไปๆ มาๆ คนไทยในยุคปลายทศวรรษ 2550 ก็อาจไม่แตกต่างกับคนต่างชาติช่วงปลายทศวรรษ 2490 – ต้น 2500 ผู้พากันเพ่งมองจับจ้องไปยัง “ภาพจำลอง/ภาพแทน” ของสังคมหมู่บ้านไกลโพ้นแห่งหนึ่ง

ซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ผิดแผกไปจากโลกทัศน์และประสบการณ์อันจำกัดจำเขี่ยของพวกเขา/เรา

หมายเหตุ ล่าสุด “สันติ-วีณา” จะยืนโรงฉายที่เอสเอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์ จนถึงวันพุธที่ 10 สิงหาคม ก่อนจะสัญจรไปพบกับคนดูหนังชาวเชียงใหม่ต่อไป

Advertisements
คนมองหนัง

“สันติ-วีณา” ภาพยนตร์เก่า พ.ศ.2497 หนังไทยเรื่องเดียวใน “เทศกาลคานส์ 2016”

(มติชนสุดสัปดาห์ 29 เมษายน-5 พฤษภาคม 2559)

“สันติ-วีณา” ผลงานการกำกับของ “ทวี ณ บางช้าง” หรือ “มารุต” อำนวยการสร้างโดย “รัตน์ เปสตันยี” เมื่อ พ.ศ.2497 เป็นหนึ่งในหนังเรื่องสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย

ทั้งในสถานะภาพยนตร์ไทยขนาดยาวเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลจากงานภาพยนตร์นานาชาติแห่งเอเชียอาคเนย์ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.2497 ไปถึง 3 สาขา ได้แก่ ถ่ายภาพยอดเยี่ยม (รัตน์ เปสตันยี), กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม (อุไร ศิริสมบัติ) และรางวัลพิเศษจากสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งอเมริกา ในฐานะภาพยนตร์ที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของเอเชียได้เป็นอย่างดี

และในสถานะภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มสีขนาด 35 ม.ม.

แต่เรื่องราวภายหลังความสำเร็จหนนั้นกลับกลายเป็นปริศนาทางประวัติศาสตร์ เมื่อฟิล์มของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย คนไทยรุ่นหลัง (รวมถึงรุ่น 2500) จึงไม่เคยมีโอกาสได้ชมหนังเรื่องนี้

แม้จะมีข้อมูลว่าฟิล์มสำเนาของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” ได้ถูกขายให้แก่สหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน ทว่า ก็ยังไม่เคยมีใครพบเห็น (หรือพยายามสืบค้น) ฟิล์มเหล่านั้นเช่นเดียวกัน

กระทั่งใน พ.ศ.2555 “อลงกต ด้วงใหม่” นักวิจารณ์ภาพยนตร์เจ้าของนามปากกา “กัลปพฤกษ์” ขณะกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกที่สหราชอาณาจักร ได้เดินทางไปใช้บริการห้องสมุดของสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร (บีเอฟไอ)

ก่อนจะพบเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นจากการสืบค้นข้อมูลว่า หนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ทางบีเอฟไอจัดเก็บไว้ มีรายชื่อของ “สันติ-วีณา” รวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลระบุว่าบีเอฟไอได้จัดเก็บฟิล์มเสียงต้นฉบับ และฟิล์มภาพ “บางส่วน” ของหนังไทยเรื่องนี้เอาไว้เท่านั้น

อลงกตแจ้งข่าวดังกล่าวให้หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ของไทยได้รับทราบ ทางหอภาพยนตร์จึงทำการติดต่อภัณฑารักษ์ของบีเอฟไอ เพื่อสอบถามถึงเรื่องราวเกี่ยวกับฟิล์มภาพยนตร์ “สันติ-วีณา”

โดยสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรตอบกลับมาว่า สิ่งที่บีเอฟไอจัดเก็บไว้ ก็คือ ฟิล์มต้นฉบับเสียงขนาด 35 ม.ม. จำนวน 15 ม้วน ตลอดจนเบื้องหลังและไตเติ้ลภาพยนตร์จำนวน 1 ม้วน ของหนังไทยเรื่องนี้

ทั้งนี้ บีเอฟไอได้รับฟิล์มเหล่านั้นมาจากแล็บแรงค์ฟิล์ม เมื่อ พ.ศ.2518 อย่างไรก็ดี ขณะนั้น (พ.ศ.2555) สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร ยังไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่า ฟิล์มต้นฉบับภาพของ “สันติ-วีณา” นั้นอยู่ที่ใด?

ต่อมา ใน พ.ศ.2556 “สัณห์ชัย โชติรสเศรณี” รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ ได้ติดต่อประสานงานกับหอภาพยนตร์แห่งชาติของรัสเซีย (Gosfilmofond) ก่อนจะได้รับคำตอบว่า มีฟิล์มสำเนาของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” ถูกเก็บอยู่ที่ Gosfilmofond จริงๆ สอดคล้องกับข้อมูลเก่าที่ระบุว่าหนังเรื่องนี้เคยถูกขายให้สหภาพโซเวียต

ฟิล์มสำเนาฉบับที่ถูกเก็บรักษาไว้ในรัสเซีย อยู่ในสภาพที่สีบางสีขาดหาย มีรอยขีดข่วน แต่รูหนามเตยอยู่ในสภาพดี และฟิล์มหดประมาณ 0.4 เปอร์เซ็นต์

จึงยังสามารถนำฟิล์มสำเนาฉบับนี้มาเข้าเครื่องสแกนเพื่อทำการบูรณะได้

ปี 2557 “โดม สุขวงศ์” ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ และ “ชลิดา เอื้อบำรุงจิต” รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ ได้รับอีเมล์จากเพื่อนนักวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษาชาวจีน แจ้งว่า ณ หอภาพยนตร์ของจีน ก็มีฟิล์มสำเนาของ “สันติ-วีณา” ถูกเก็บไว้อยู่อีกหนึ่งชุด

เมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของฟิล์มสำเนาทั้งสองฉบับแล้ว ฉบับที่ถูกเก็บไว้ในรัสเซีย จะมีภาพออกโทนสีม่วงทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าฟิล์มมีปัญหาเรื่องความเสื่อมของสี

ขณะที่ฉบับที่ถูกเก็บไว้ในจีน สีออกซีด มีรอยขีดข่วน แต่ที่สำคัญ คือ มีคำบรรยายภาษาจีนฝังอยู่ในเนื้อฟิล์ม ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการบูรณะ เพราะจะต้องมีการลบคำบรรยายออกจากภาพทีละเฟรม

หอภาพยนตร์จึงสรุป ณ เบื้องต้นว่า จะริเริ่มโครงการบูรณะภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” โดยใช้เสียงจากฟิล์มต้นฉบับที่อังกฤษ และใช้ภาพจากฟิล์มสำเนาที่รัสเซีย

อย่างไรก็ตาม ต่อมา ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิล์มภาพยนตร์ชาวต่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแทนของหอภาพยนตร์ไทย ได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบสภาพฟิล์มต้นฉบับของ “สันติ-วีณา” ที่สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรอย่างละเอียด

ก่อนจะพบว่าความผิดพลาดในการสะกดชื่อหนังเป็นภาษาอังกฤษอย่างแตกต่างกันสองเวอร์ชั่น ได้ส่งผลให้ฟิล์มบางชุดตกสำรวจหล่นหายไปจากฐานข้อมูล

และเมื่อเข้าไปตรวจสอบที่คลังเก็บฟิล์มของสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรโดยถี่ถ้วนแล้ว จึงพบว่ามี “ฟิล์มต้นฉบับภาพ” ของ “สันติ-วีณา” รวมทั้งหมด 15 ม้วน ความยาว 12,700 ฟุต ถูกจัดเก็บไว้เช่นกัน

สภาพของฟิล์มต้นฉบับภาพนั้น เริ่มมีเชื้อราขึ้นตามขอบฟิล์ม และบางส่วนก็ลามไปอยู่ถึงในภาพหรือถึงชั้นของฟิล์ม สีเริ่มซีดจาง อัตราการหดตัวของฟิล์มค่อนข้างต่ำ รูหนามเตยฉีกขาดเล็กน้อย ส่วนต่อฟิล์มมีการขาดจากกันบ้าง

ส่วนฟิล์มต้นฉบับเสียงยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีความเสียหายทางเคมีใดๆ

ด้วยเหตุนี้ หอภาพยนตร์จึงตัดสินใจดำเนินการบูรณะหนังเรื่อง “สันติ-วีณา” โดยใช้ฟิล์มต้นฉบับภาพและเสียง ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่อังกฤษ เป็นฐานข้อมูลหลัก

และได้ติดต่อว่าจ้างบริษัท L”Immagine Ritrovata จากประเทศอิตาลี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการบูรณะภาพยนตร์ด้วยระบบดิจิตอล ให้มาบูรณะ “สันติ-วีณา” เป็นไฟล์ดิจิตอล ความละเอียดระดับ 4k

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 เมษายน ทางเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ได้ประกาศข่าวดีว่า ภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” ฉบับบูรณะ จะได้รับเกียรติให้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

โดยหนังถูกจัดให้อยู่ในสาย “คานส์ คลาสสิคส์” ซึ่งจะคัดเลือกภาพยนตร์เก่าทรงคุณค่าจากทั่วทุกมุมโลก ที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาเป็นอย่างดีแล้ว ไปจัดฉาย

“สันติ-วีณา” จึงเป็นหนังไทยเพียงเรื่องเดียว ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรมอย่างเป็นทางการของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.2544 “ฟ้าทะลายโจร” ภาพยนตร์แนวย้อนยุคของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” ถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกสุดที่ถูกคัดเลือกเข้าไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์อย่างเป็นทางการ

วิศิษฏ์เปิดเผยโดยไม่ปิดบังว่า ผลงานของเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังของ “รัตน์ เปสตันยี”

อีก 15 ปีต่อมา ภาพยนตร์ที่อำนวยการสร้างโดยรัตน์เมื่อ 62 ปีก่อน จึงมีโอกาสถูกนำไปจัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งเดียวกัน

สำหรับผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดอ่านบทความ “62 ปีที่หายไป สันติ-วีณา หนังไทยเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ” โดย สัณห์ชัย โชติรสเศรณี ใน “จดหมายข่าวหอภาพยนตร์” ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2559 (ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.fapot.org/files/images/news33_s.pdf)