จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

3 ประเด็นน่าจับตา! ใน “สังข์ทอง” ตอนอวสาน

เสาร์ที่ 16 มีนาคม 2562 จะเป็นวันอวสานของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง 2561”

โดยส่วนตัว ในฐานะแฟนประจำ คิดว่ามี 3 ประเด็นที่น่าจับตามองในละครตอนที่ 110 อันเป็นบทสรุปของพระสังข์-รจนา-เจ้าเงาะ และตัวละครรายอื่นๆ

ประเด็นแรก

ต้องจับตาดูข้อมูลในวันจันทร์ที่ 18 มีนาคม ว่าตัวเลขเรตติ้งของ “สังข์ทองตอนจบ” จะไปลงเอยที่เท่าไหร่?

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาหลัง “ตอนพระสังข์ตีคลีกับพระอินทร์” ออกแพร่ภาพ เรตติ้งของ “สังข์ทอง” นั้นมีอาการทรงตัวอยู่ประมาณ 6 กว่าๆ 5 ปลายๆ ชนิดไม่กระเตื้องขึ้น

กระทั่งเมื่อมีข่าวว่าละครใกล้ถึงตอนอวสาน ดัชนีความนิยมจึงพุ่งสูงอีกรอบ โดยเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ในตอนที่ 108 (เสาร์ที่ 9 มีนาคม) และตอนที่ 109 (อาทิตย์ที่ 10 มีนาคม) นั้นอยู่ที่ 6.452 และ 7.213 ตามลำดับ

น่าสนใจว่าละครในตอนที่ 110 จะรักษาเรตติ้งระดับ 7 ต้นๆ เอาไว้ได้หรือไม่? หรือจะทะยานไกลไปกว่านั้น?

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week-4-10mar-62/

ประเด็นที่สอง

หนึ่งในตัวละครที่แหกขนบมากๆ ใน “สังข์ทอง” ฉบับนี้ คือ “เจ้าชายไชยันต์” ซึ่งมาพร้อมเพศสภาพอันผิดแผกจากตัวละครชายในนิทานจักรๆ วงศ์ๆ ทั่วไป

ใช่ว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ของค่ายสามเศียรในระยะหลัง จะไม่เคยเล่นประเด็นทำนองนี้มาก่อน

เมื่อ “ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร 2559” ลงจอ แฟนๆ ก็ได้กรี๊ดกร๊าดฮือฮากับบทคู่จิ้นหญิง-หญิงระหว่างตัวละคร “เพชรราชกุมาร/กุมารี” กับ “มัลลิกานารี” มาหนหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ละครเรื่องนั้นได้คลี่คลายความสัมพันธ์ดังกล่าว ด้วยการผลักให้ “เพชรราชกุมารี” และ “มัลลิกานารี” กลับไปเป็นผู้หญิงแท้ๆ และต่างต้องตกเป็นภรรยาของสามี/ผู้ชายคนเดียวกัน

น่าจับตาว่าบทสรุปของ “ไชยันต์” ใน “สังข์ทอง 2561” จะก้าวหน้ากว่าเรื่องราวของ “เพชรราชกุมารี-มัลลิกานารี” ใน “สี่ยอดกุมาร 2559” หรือไม่? อย่างไร?

และชีวิตครอบครัวของเจ้าชายผู้ตุ้งติ้งรายนี้กับ “เจ้าหญิงปัทมา” ผู้เป็นชายา จะลงเอยแบบไหน?

ประเด็นที่สาม

ตัวอย่าง สังข์ทอง ตอนจบ

หนึ่งในซีนาริโอสำคัญของตอนจบละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่ ย่อมได้แก่ฉากไล่ล่าสังหารตัวละครทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรม (หรือฝ่ายพระเอกนางเอกและฝ่ายผู้ร้าย)

ในยุคที่ละครประเภทนี้เขียนบทโดย “นันทนา วีระชน” เมื่อไม่กี่ปีก่อนนั้น มักมีตัวละครหลายรายซึ่งถูกฆ่าล้าง (บูชายัญ) ในตอนอวสาน

แต่เมื่อ “รัมภา ภิรมย์ภักดี” หวนมาเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ อีกหนใน “เทพสามฤดู 2560” ตอนจบของ “เทพสามฤดู” ฉบับดังกล่าว กลับไม่มีตัวละครสำคัญจากทั้งสองฝ่ายที่ต้องเสียชีวิตลงเลย (ยกเว้นหนึ่งในตัวละครหลักฝ่ายอธรรมอย่าง “สามศรี” ที่ตายไปตั้งแต่ก่อนตอนสุดท้าย)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ปราบมารโดย “ไม่ฆ่า”: ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตอนจบ “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด

น่าสนใจว่าบทสรุปแบบไม่ต้องสูญเสียชีวิต/ไม่ต้องเสียสละเลือดเนื้อเช่นนั้น จะดำรงอยู่ใน “สังข์ทอง 2561” หรือเปล่า?

ภาพจาก ยูทูบสามเศียร

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เมื่อ “คู่จิ้น” จาก “สี่ยอดกุมาร” หวนคืนจอใน “สังข์ทอง”

121725429

เมื่อครั้งที่ “ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร” เวอร์ชั่นปี 2559 ลงจอ หนึ่งในคู่ตัวละครที่โด่งดังมากๆ ก็คือ “เพชรราชกุมาร (รี)” ที่รับบทโดย “เกศรินทร์ น้อยผึ้ง” และ “มัลลิกานารี” ที่รับบทโดย “ธนภัทร ดิษฐ์ไชยวงศ์”

เนื่องจากตัวละครสองคนนี้ ซึ่งเป็นหญิงทั้งคู่ เกือบจะหลงรักกัน จนกลายเป็นคู่พระคู่นางในละครเรื่องดังกล่าว

ล่าสุด ใน “สังข์ทอง” (2561) นักแสดงทั้งสองก็ได้หวนมาทำงานร่วมกันอีกหน โดยเกศรินทร์ จะรับบทเป็นนางเอกของเรื่อง คือ “รจนา” ธิดาองค์ที่ 7 ของท้าวสามล ขณะที่ธนภัทร จะรับบทเป็น “ประคองยศ” ธิดาองค์ที่ 6

ทรงกลด

นอกจากนี้ ธนภัทร ซึ่งมีความสามารถด้านการร้องเพลง ยังรับหน้าที่เป็นผู้ขับร้องเพลงนำละคร “สังข์ทองลูกแม่” ในเวอร์ชั่นใหม่อีกด้วย

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

จาก “พรหมจารี” ถึง “มัลลิกานารี” ชะตากรรมอาภัพ (รัก) ของสตรีเพศในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“น้องน้ำผึ้ง” หรือ “ธนภัทร ดิษฐไชยวงศ์” ถือเป็นนักแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ รุ่นปัจจุบัน ที่โดดเด่นคนหนึ่ง

โดยเฉพาะเมื่อเธอมารับบทบาท “มัลลิกานารี” ใน “สี่ยอดกุมาร” ฉบับล่าสุด

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5

ซึ่งในช่วงแรกๆ ของละคร ดูเหมือนจะมีสิ่งใหม่ๆ ที่แหวกจารีตดั้งเดิมเกิดขึ้น เพราะ “มัลลิกานารี” มีบทกุ๊กกิ๊กหวานแหววกับ “เพชรราชกุมาร” ซึ่งเป็นหญิงเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม พอละครดำเนินไปเรื่อยๆ เส้นเรื่อง “หญิงรักหญิง” ระหว่างมัลลิกานารีและเพชรราชกุมารก็ค่อยๆ ถูกกร่อนเซาะทำลายลง และแปรเปลี่ยนเป็นซับพล็อตว่าด้วยการที่หญิงสองคนหลงรักผู้ชายรายเดียวกัน

เมื่อตัวละครใหม่อย่าง “เจ้าชายชัยชยนต์” ถูกสร้างและใส่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อ “กั้นกลาง” ความสัมพันธ์ระหว่างมัลลิกานารีและเพชรราชกุมาร

ไปๆ มาๆ ตัวละคร “มัลลิกานารี” จึงกลายเป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดคนหนึ่งใน “สี่ยอดกุมาร” และอาจไม่ได้พบรักกับใครเลย

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a-2

ชะตากรรมของ “มัลลิกานารี” ทำให้ย้อนนึกถึงอีกหนึ่งตัวละครที่ “น้องน้ำผึ้ง” เคยสวมบทบาทเอาไว้

นั่นคือ “พรหมจารี” ในละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ”

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5-2

ในฐานะนักประพันธ์นวนิยาย “นันทนา วีระชน” ผู้เขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคหลัง ถือเป็นนักเขียนหญิง ซึ่งเคยสร้างสรรค์ชะตาชีวิตตลอดจนบุคลิกลักษณะของตัวละครสตรีเพศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันเอาไว้มากมาย

เช่นเดียวกันกับชะตาชีวิตและบุคลิกลักษณะของบรรดาตัวละครหญิงใน “จันทร์ สุริยคาธ”

อย่างไรก็ตาม ชะตากรรมของตัวละครสตรีเพศที่น่าสนใจในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนั้น อาจมิได้ฉายแสดงจุดยืนซึ่ง “อยู่ข้างผู้หญิง” เสียทีเดียว

อาทิ ชะตาชีวิตของสองนางเอกอย่าง “สังคเทวี” และ “ลีลาวดี”

ทั้งคู่เป็นเทพธิดาซึ่งต้องโทษและถูกส่งลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ ทั้งที่ไม่ได้ทำผิดอะไร

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีสองเทวดาหนุ่มแอบชอบพวกนาง สองเทวดาจึงพยายามดึงดูดใจสองนางฟ้า ด้วยการไปขโมย “แก้ววิเศษ” ของพระอินทร์มาขว้างเล่น

แต่พอสองเทพบุตรพลั้งพลาดทำของวิเศษพลัดตกจากสวรรค์ สองเทพธิดากลับพลอยโดนหางเลขถูกลงทัณฑ์ตามไปด้วย

ในฐานะมนุษย์โลก ชะตาชีวิตของทั้งคู่ก็ยังน่าสนใจ

สังคเทวีลงมาเกิดเป็นธิดากษัตริย์เมืองอินทปัถบุรี ขณะที่ลีลาวดีเป็นธิดากษัตริย์เมืองกาสิกนคร

กษัตริย์ทั้งสองเมืองไม่มีโอรสสืบทอดราชสมบัติ อย่างไรก็ดี สังคเทวีและลีลาวดี กลับไม่ได้ถูกเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมาเป็นเจ้าหญิงผู้อ่อนแออ่อนโยน ซึ่งรอคอยโอรสกษัตริย์เมืองอื่นมาสู่ขอ

ตรงกันข้าม ธิดาสองเมืองถูกเลี้ยงดูให้มีความพร้อมที่จะขึ้นครองราชย์ เมื่อออกเดินทางไปเรียนสรรพวิชาจากพระอาจารย์ในป่าเขาไม่ได้ พระบิดาก็เชิญพระฤาษีมาสอนวิชาอาคมให้ถึงในเมือง

ถ้าพิจารณาจากความถี่ในการ “ปล่อยแสง” แล้ว ดูเหมือนว่าสังคเทวีและลีลาวดีจะมีความเชี่ยวชาญในการใช้เวทมนตร์คาถาต่างๆ มากกว่าตัวละครเพศชายรายอื่นๆ รวมถึง “สุริยคาธ-จันทคาธ” เสียด้วยซ้ำไป

มิหนำซ้ำ ในยามที่สังคเทวีและลีลาวดีพบเจอกับสุริยคาธและจันทคาธเมื่อครั้งเป็นเด็กขอทาน กลับเป็นตัวละครฝ่ายหญิงที่แนะนำฝ่ายชายให้หมั่นศึกษาหาวิชาความรู้ติดตัวเอาไว้

ทว่า สุดท้าย สังคเทวี-ลีลาวดี ก็เป็นได้แค่มเหสีของกษัตริย์ แม้ราชาผู้เป็นพระสวามีของพวกนางจะเกิดในตระกูลขอทานยากเข็ญ แต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่กลายเป็นเงื่อนไขติดขัด เพราะแท้จริงแล้วทั้งคู่เป็นเทพบุตรที่จุติลงมายังโลกมนุษย์

สังคเทวี, ลีลาวดี, สุริยคาธ และจันทคาธ จึงใช้ชีวิตอย่างแฮปปี้ เอ็นดิ้ง เนื่องจากอดีตเทพบุตร-เทพธิดา ได้หวนกลับมาพบรักกันอีกครั้ง ตามโครงเรื่องหรือชะตาชีวิตที่ถูกลิขิตมาแต่ชาติปางก่อน

ไปๆ มาๆ ตัวละครหญิงที่ชะตาชีวิตถูกผลักไปสุดทางจริงๆ กลับกลายเป็น “พรหมจารี”

พรหมจารีเป็นธิดากษัตริย์เมืองไชยะบุรี ซึ่งอภิเษกสมรสกับ “สุทัศน์จักร” เจ้าชายแห่งเมืองอนุราชบุรี

เมื่อครั้งที่สังคเทวีต้องพลัดพรากจากสุริยคาธเพราะเหตุการณ์เรือสำเภาล่ม (ตามคำอธิบายของละคร เรือล่มเพราะฤทธิ์ของสองเทวดาคู่หูอย่าง “พระรำพัด-พระรำเพย” ที่สวรรค์ส่งลงมากลั่นแกล้งสุริยคาธและจันทคาธ) นางได้พบกับสุทัศน์จักร ซึ่งเพิ่งพ่ายศึกจากการยกทัพไปตีกาสิกนคร (เมืองของลีลาวดี ชายาจันทคาธ)

สุทัศน์จักรพาตัวสังคเทวีกลับไปอนุราชบุรี และหวังจะอภิเษกสมรสกับนาง พร้อมกันนั้น ก็ตัดสินใจลงโทษพรหมจารี ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการอภิเษกสมรสดังกล่าว โดยสั่งลอยแพชายาคนแรกของตนเองออกจากเมือง

พรหมจารีต้องลอยเคว้งคว้างกลางมหาสมุทรอยู่หลายวันหลายคืน จนได้รับการช่วยเหลือจากสุริยคาธ จากนั้น นางก็เริ่มรู้สึกหลงรักชายผู้ช่วยชีวิต

ต่อมา พรหมจารีถูกแยกออกจากสุริยคาธโดยผู้ทรงศีลสตรีรายหนึ่ง นางได้เรียนวิชากับผู้ทรงศีลรายนั้น กระทั่งมีฤทธิ์เดชแกร่งกล้า (ทัดเทียมสังคเทวี-ลีลาวดี) แต่ขณะเดียวกัน ความแค้นที่คุกรุ่นในจิตใจอันเกิดจากการเป็นฝ่ายถูกกระทำกลับยังไม่มีวี่แววจะลดน้อยถอยลง

เมื่อพรหมจารีเดินทางกลับเมืองไชยะบุรี นางจึงยุพระบิดาให้ยกทัพไปเผาเมืองอนุราชบุรี พร้อมกับฆ่าพ่ออดีตสามีทิ้ง

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5-1

แล้วในที่สุด พรหมจารีก็ได้สมรสกับสุริยคาธ ผู้มาช่วยชีวิตนางเป็นหนที่สอง ระหว่างการต่อสู้ของพรหมจารีกับสุทัศน์จักร อดีตพระสวามี

การอภิเษกสมรสครั้งนี้นำไปสู่ศึกระหว่างไชยะบุรีกับอินทปัถบุรี เมื่อพรหมจารีต้องการแย่งชิงสามีจากสังคเทวี

รวมทั้งต้องการแก้แค้นฝ่ายหลัง ผู้เคยเป็นต้นเหตุให้ตนเองต้องตกระกำลำบากจากการถูกลอยแพ

ศึกระหว่างสองเมือง ส่งผลให้มีคนล้มตายมหาศาล รวมถึงท้าวพรหมจักร (พ่อของสังคเทวี) แต่ทั้งหมดก็ได้รับการชุบชีวิตด้วย “ต้นยาวิเศษ” ของสุริยคาธ-จันทคาธ

หลังเสร็จสงคราม พรหมจารีดูคล้ายจะมีความรู้สึกผิดบาป และมีท่าทีที่จะพยายามคืนดีกับสังคเทวี

แต่เมื่ออดีตพญายักษ์ผู้เฝ้าประตูสวรรค์อย่าง “วิโยคพสุธา” บุกมาชิงตัวสังคเทวีและลีลาวดี พรหมจารีกลับพลอยโดนลูกหลงถูกจับตัวไปด้วย ทั้งที่นางไม่ได้เป็นอดีตสองเทพธิดาที่ทวารบาลสวรรค์เคยแอบหมายปอง

ตัวละคร “พรหมจารี” ไม่มีปัญหาในเชิงสถานะหรือตำแหน่งแห่งที่ใน “ชาดก-นิทานวัดเกาะ” ซึ่งเรื่องราวว่าด้วยเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์มิได้เป็นเส้นเรื่องสำคัญของเรื่องเล่าฉบับดังกล่าว

พรหมจารีในเรื่องเล่าสองแบบแรก มีศักยภาพถึงขนาดที่จะบรรลุอรหันต์ เมื่อไปเกิดเป็น “พระเขมาเถรี” ในอนาคตชาติ

ทว่า การไม่ได้เป็นอดีตเทพธิดาที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์ กลับกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ค่อยๆ ผลักไสตัวละครสตรีรายนี้ออกจากโครงสร้างของเรื่องเล่าในฉบับ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ”

ในละคร “จันทร์ สุริยคาธ” การดำรงอยู่ของพรหมจารี ดูจะมีสถานะเป็น “ตัวขัดขวาง” มิให้อดีตเทพบุตร-เทพธิดาอย่างสุริยคาธและสังคเทวีได้ครองรักครองเมืองกันโดยสมบูรณ์แบบ ตามแรงลิขิตของอดีตชาติ (ตลอดจนแนวคิดสมัยใหม่เรื่อง “ผัวเดียวเมียเดียว”)

ทางออกจึงกลายเป็นว่า ในตอนท้ายของละคร พรหมจารีที่คล้ายจะยอมคืนดีกับสังคเทวีแล้ว กลับถูกกำหนดบทบาทให้เป็นตัวละครที่ยังไม่สามารถสลัดความรู้สึกแค้นเคืองออกจากจิตใจได้อย่างหมดสิ้น

พรหมจารีกลายเป็นมนุษย์เปี่ยมกิเลสตัณหา ผู้เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทะเยอทะยาน หวังจะยื้อแย่งแก้วทิพยเนตรมาครอบครอง

สำหรับพรหมจารี แก้ววิเศษจากสวรรค์คือสัญลักษณ์ของการถือครองอำนาจ (ทางการเมือง)

เมื่อพระสวามีคนปัจจุบันรักหญิงอื่นมากกว่านาง นางจึงหันไปแสวงหาอำนาจ (ทางการเมือง) แทนที่คนรัก/ความรัก

แต่แก้ววิเศษจากเบื้องบนก็แผลงฤทธิ์ ด้วยการเปล่งแสงพิฆาตพรหมจารีจนถึงแก่ชีวิต ชนิดที่ร่างต้องแหลกระเบิดจนไร้ซาก

ส่วนสุริยคาธผู้เป็นสวามี กลับไม่ได้แสดงบทบาทอาลัยรักหนึ่งในภรรยาของตนเองมากนัก เพราะหลังจากพรหมจารีถูกปลิดชีวิตลงอย่างช็อกอารมณ์คนดู สุริยคาธก็แสดงสีหน้าตกใจอยู่ประมาณ 2 วินาที ก่อนละครจะตัดเข้าสู่ช่วงโฆษณา

เมื่อโฆษณาเบรกนั้นจบลง สุริยคาธ, จันทคาธ, สังคเทวี และลีลาวดี พร้อมมิตรสหาย ก็ปรากฏกายบนจอโทรทัศน์ ท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งพวกเขาและเธอกำลังนำแก้วทิพยเนตรไปถวายคืนองค์อินทร์

พรหมจารีจึงมีสถานะเป็นเพียงหนึ่งในตัวละครมนุษย์ผู้ปรารถนาอำนาจอันน่ารังเกียจและสกปรกโสโครก ที่ต้องถูกขจัดชำระล้างลงให้หมดจดสิ้นซาก

เพื่อทุกอย่างจะได้กลับคืนสู่ระบอบระเบียบดั้งเดิม ตามครรลองที่ถูกกำหนดมาแล้ว

ก็ได้แต่หวังว่าชะตาชีวิตเศร้าๆ ที่ “พรหมจารี” ต้องเผชิญ จะไม่เกิดซ้ำกับ “มัลลิกานารี” อีกหน

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a

ข่าวบันเทิง

รวมมิตรข่าวฮ็อตของวงการละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่วงปลาย มิ.ย. 59

นักแสดงแทนในสี่ยอดกุมาร

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา แฟนๆ ละครสี่ยอดกุมาร ถึงกับ “ตาตื่น” ในฉากที่บรรดาพระธิดาของท้าวกกหนาด แอบสะกดรอยตามพระบิดาไปยังถ้ำพญาเหยี่ยวรุ้งไฟ

ที่ว่า “ตาตื่น” ก็เพราะอยู่ดีๆ “พระธิดาดารณีนุชบา” สุดสวยนั้น ก็หน้าตา “เปลี่ยนไป”

จนทำให้หลายคนสงสัยว่าดาราสาวหน้าหวาน ชิงชิง-คริษฐา สังสะโอภาส จะยังรับบทพระธิดาองค์ดังกล่าวต่อไปหรือไม่?

ดารณีนุชตัวจริง
ชิงชิง คริษฐา ผู้รับบทพระธิดาดารณีนุชบา ตัวจริง

อย่างไรก็ตาม เพจเฟซบุ๊ก Lakornthaiboran ละครพื้นบ้านไทย ได้ออกมาชี้แจงข้อมูลเชิงลึกว่า ชิงชิงจะยังรับบทนี้ตามปกติ เพียงแต่ในวันถ่ายทำฉาก “ปัญหา” ที่ว่า เธออาจติดธุระสำคัญ ขณะที่กองถ่ายก็เลื่อนกองไม่ได้ จึงจำเป็นต้องหา “นักแสดงแทน” มาเข้าฉาก

ทว่า ความผิดพลาดในขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่น ก็ทำให้มีใบหน้าของ “นักแสดงแทน” โผล่ออกมาในจอโทรทัศน์อย่างชัดเจน จนถูก “จับผิด”

ดารณีนุช ตัวปลอม
“ตัวแทน” ของดารณีนุชบา (ในวงรีสีเขียว) ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก Lakornthaiboran ละครพื้นบ้านไทย

ทั้งนี้ มีผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ชิงชิงพลาดการเข้าฉากในวันนั้น เป็นเพราะเธอติดถ่ายละครอีกเรื่อง คือ “อกธรณี” อยู่

“หญิงรักหญิง?” ในสี่ยอดกุมาร

ยังคงสร้างเสียงกรี๊ดกร๊าดและความค้างคาใจอยู่เป็นระยะๆ ว่าตกลงบท “พ่อแง่แม่งอน” ระหว่าง “เพชรราชกุมาร” และ “มัลลิกานารี” หนึ่งในธิดาเมืองยักษ์ ในสี่ยอดกุมารนั้น จะลงเอยเช่นไร?

คู่จิ้น
ภาพจากช่อง 7 และเพจเฟซบุ๊ก Lakornthaiboran ละครพื้นบ้านไทย

เพราะทั้งคู่ล้วนเป็น “หญิง” ในทางกายภาพเหมือนกัน ทว่า ฝ่ายแรกกลับแต่งตัว/ปลอมกายเป็นชาย

ที่น่าสนใจ คือ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน มีกลอนเสภาประกอบละคร ซึ่งสามารถอธิบายความในใจของเพชรราชกุมารได้อย่างชวนฉุกคิด ดังเนื้อหาว่า

เจ้าถอยหน้าถอยหลังดังหมากรุก
ใจเจียนสุกไหม้เกรียมเจียมสังขาร
ด้วยรู้อยู่แก่ใจเจ้าเยาวมาลย์
ว่านงคราญอำพรางในร่างชาย
จึงกลัวกลัวกล้ากล้าน่าสังเวช
เกรงมีเหตุลวงลับถูกจับได้
แต่จำเป็นเห็นอยู่ต้องสู้ตาย
เพราะจุดหมายเพื่อตนล้างมนต์ดำ

ถ้าคิดตามกลอนเสภาด้านบน เพชรราชกุมารก็จำใจต้องปลอมเป็นชาย ทั้งที่ใจยังเป็นหญิง เพื่อจุดหมายในการล้างมนต์ดำคำสาปให้แก่นครของพระมารดา

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ตกลงแล้ว ในท้ายสุด ความสัมพันธ์ของเพชรราชกุมารและมัลลิกานารี ซึ่งกลายเป็นสองตัวละครผู้โดดเด่นและเป็นที่รักมากที่สุดใน “สี่ยอดกุมาร 2559” จะคลี่คลายไปสู่จุดใด?

จากพระ-นางจักรๆ วงศ์ๆ สู่คู่รักหวานนอกจอ

ขอแสดงความยินดีกับ อ้อม-ประถมาภรณ์ รัตนภักดี และ ต้าร์-พศิน ศรีธรรม สองนักแสดงนำละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่วงครึ่งหลังทศวรรษ 2540 ถึงต้น 2550 ที่จะจูงมือกันเข้าพิธีวิวาห์ในโลกแห่งความจริง ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2559

อ้อมต้าร์
จากอินสตาแกรม aompratamaporn

โดยทั้งคู่เคยรับบทเป็นพระ-นางร่วมกัน ในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “บัวแก้วจักรกรด” ที่ออกฉายต่อจาก “เกราะกายสิทธิ์” ในช่วงปลายปี 2549

ขอแสดงความยินดีมา ณ ที่นี้ ด้วยจ้า