ข่าวบันเทิง

“ดาวคะนอง” เข้าชิงสุพรรณหงส์มากสุด “แฟนเดย์-มหาสมุทรและสุสาน” จี้ติด

รายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 26

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ดาวคะนอง

ธุดงควัตร

พรจากฟ้า

แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว

มหาสมุทรและสุสาน

ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

อโนชา สุวิชากรพงศ์ (ดาวคะนอง), บุญส่ง นาคภู่ (ธุดงควัตร), จิระ มะลิกุล / นิธิวัฒน์ ธราธร / ชยนพ บุญประกอบ / เกรียงไกร วชิรธรรมพร (พรจากฟ้า), บรรจง ปิสัญธนะกูล (แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว), พิมพกา โตวิระ (มหาสมุทรและสุสาน)

ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม

อนันดา เอเวอริงแฮม (ขุนพันธ์), Sai Sai Kham Leng (ถึงคน..ไม่คิดถึง), ปรมะ อิ่มอโนทัย (ปั๊มน้ำมัน), ฉันทวิชช์ ธนะเสวี (แฟนเดย์), กฤษดา สุโกศล แคลปป์ (ลูกทุ่ง ซิกเนเจอร์)

ผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

ดาวิกา โฮร์เน่ (20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น), อาภา ภาวิไล (ปั๊มน้ำมัน), นิษฐา จิรยั่งยืน (แฟนเดย์), ศศิธร พานิชนก (มหาสมุทรและสุสาน), อภิญญา สกุลเจริญสุข (อวสานโลกสวย)

ผู้แสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

รอง เค้ามูลคดี (20 ใหม่) กฤษดา สุโกศล แคลปป์ (ขุนพันธ์), ณัฐดนัย วังศิริไพศาล (ดาวคะนอง), Nay Toe (ถึงคน..ไม่คิดถึง), ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ (อวสานโลกสวย)

ผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

นีรนุช ปัทมสูต (20 ใหม่), ดวงใจ หิรัญศรี (Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน), อภิญญา สกุลเจริญสุข (ดาวคะนอง), อัจฉรา สุวรรณ (ดาวคะนอง), เพ็ญพักตร์ ศิริกุล (ปั๊มน้ำมัน)

บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

อโนชา สุวิชากรพงศ์ (ดาวคะนอง), ชาติชาย เกษนัส / พัฒนะ จิรวงศ์ (ถึงคน..ไม่คิดถึง), บุญส่ง นาคภู่ (ธุดงควัตร), ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ (ปั๊มน้ำมัน), พิมพกา โตวิระ / ก้อง ฤทธิ์ดี (มหาสมุทรและสุสาน)

ถ่ายภาพยอดเยี่ยม

Ming Kai Leung (ดาวคะนอง), อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ (ธุดงควัตร), บริษัท วันดีมีเดีย จำกัด (พริกแกง), นฤพล โชคคณาพิทักษ์ (แฟนเดย์), พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง (มหาสมุทรและสุสาน)

ลำดับภาพยอดเยี่ยม

ลี ชาตะเมธีกุล / มัชฌิมา อึ๊งศรีวงศ์ (ดาวคะนอง), ภราดร เวศอุรัย / เพียรนิพพาน คดีธรรม (ปั๊มน้ำมัน), ธรรมรัตน์ สุเมธศุภโชค / ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต / ปนายุ คุณวัลลี (พรจากฟ้า), ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต (แฟนเดย์), หรินทร์ แพทรงไทย / เบญจรัตน์ ชูนวน / อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ (มหาสมุทรและสุสาน)

บันทึกเสียงและผสมเสียงยอดเยี่ยม

อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร / เฉลิมรัฐ กวีวัฒนา (ดาวคะนอง), เอกรัฐ จึงสง่า จากบริษัท กันตนา ซาวด์ สตูดิโอฯ (พรจากฟ้า), เอกรัฐ จึงสง่า – กันตนา ซาวด์ สตูดิโอฯ (แฟนเดย์), อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร (มหาสมุทรและสุสาน), นฤเบศ เปี่ยมโย – กันตนา ซาวด์ สตูดิโอฯ (อวสานโลกสวย)

เพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ความหมายที่หายไป (Fathers), Lie (ดาวคะนอง), ฉันจะไป (ถึงคน..ไม่คิดถึง), เทริด (เทริด), รักได้แค่คนเดียว (ปั๊มน้ำมัน)

ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม

Bruno Brugnano (ถึงคน..ไม่คิดถึง), หัวลำโพง ริดดิม (พรจากฟ้า), หัวลำโพง ริดดิม (แฟนเดย์), นพนันทน์ พานิชเจริญ วงอินสไปเรทีฟ (มหาสมุทรและสุสาน), ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ (อวสานโลกสวย)

กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม

วิทยา บุญวิถีโชติ (20 ใหม่), ธนะ เมฆาอัมพุท (Take Me Home), ธนะ เมฆาอัมพุท (ขุนพันธ์), อรรคเดช แก้วโคตร (พรจากฟ้า), ราสิเกติ์ สุขกาล (โรงแรมต่างดาว)

ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม

ยศ ก่อก้องวิศรุต / แก้ว รัตโนดม (20 ใหม่), นิรชรา วรรณาลัย (ขุนพันธ์), ศุภกิจ มั่งมี (จำเนียรวิเวียนโตมร), รุจิรำไพ มงคล (ดาวคะนอง), พราวเพลิน ตั้งมิตรเจริญ (เทริด)

เทคนิคพิเศษการแต่งหน้ายอดเยี่ยม

มนตรี วัดละเอียด (11-12-13 รักกันจะตาย), มนตรี วัดละเอียด (Take Me Home), ศิวกร สุขลังการ (ขุนพันธ์), เบญจวรรณ สร้อยอินทร์ (แฟนเดย์), อาภรณ์ มีบางยาง (โรงเรียนผี)

เทคนิคการสร้างภาพพิเศษยอดเยี่ยม

11-12-13 รักกันจะตาย, Take Me Home, ขุนพันธ์, แฟนเดย์, มหาลัยเที่ยงคืน

สถิติน่าสนใจ

ดาวคะนองเข้าชิงมากสุด 11 รางวัล แต่ 10 สาขา เพราะในสาขาผู้แสดงสมทบหญิง มีนักแสดงจากหนังเรื่องนี้เข้าชิงพร้อมกันสองคน

ถัดมาเป็นแฟนเดย์ที่เข้าชิง 10 รางวัล 10 สาขา

หนังที่เข้าได้ชิงรางวัล 5 สาขาขึ้นไป ประกอบด้วย มหาสมุทรและสุสาน (8), พรจากฟ้า (6), ขุนพันธ์ (6), ปั๊มน้ำมัน (6) ถึงคน..ไม่คิดถึง (5) และ 20 ใหม่ (5)

สำหรับธุดงวัตรที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขาหลักๆ ได้เข้าชิงทั้งหมด 4 สาขา

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“มหาสมุทรและสุสาน” ณ MoMA และแหล่งดาวน์โหลดดนตรีประกอบ “ดาวคะนอง”

“มหาสมุทรและสุสาน” @ นิวยอร์ค

มหาสมุทรและสุสาน โร้ด มูฟวี่

“มหาสมุทรและสุสาน” หนึ่งในหนังไทยเรื่องเยี่ยมประจำปีที่ผ่านมา ผลงานของ “พิมพกา โตวิระ” จะถูกจัดฉายในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ ที่นครนิวยอร์ค หรือ MoMA ในระหว่างวันที่ 9-15 กุมภาพันธ์นี้

โดยในรอบวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พิมพกาจะเดินทางไปพูดคุยกับผู้ชมหลังหนังฉายจบด้วย

ทั้งนี้ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่หนังไทยเรื่องนี้ได้ออกฉายในฝั่งตะวันออก ของสหรัฐอเมริกา

ดนตรีประกอบของ “ดาวคะนอง”

ดาวคะนอง 3

เพจเฟซบุ๊กของภาพยนตร์เรื่อง “ดาวคะนอง” ได้ปล่อยไฟล์ดนตรีประกอบหนังเรื่องนี้ออกมาให้แฟนๆ ได้โหลดไปฟังกัน

ดนตรีประกอบดังกล่าวเป็นผลงานของ “วุฒิพงศ์ ลี้ตระกูล” หรือ อ๊อฟ Desktop Error ที่เคยทำดนตรีประกอบให้ภาพยนตร์อินดี้ไทยอย่าง “36” และ “เพลงของข้าว” มาแล้ว

สำหรับผู้ที่ประทับใจในดนตรีประกอบของ “ดาวคะนอง” สามารถดาวน์โหลดเพลงมาฟังได้ตามลิงก์ด้านล่าง

WALK

DREAM

คนมองหนัง

ความเห็น/ความรู้สึก 11 ข้อ กับหนัง “ปั๊มน้ำมัน”

1. สำหรับผม นี่จัดเป็นหนังยาว “ระดับครีม” ของคุณธัญญ์วารินเลยนะ โดยอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับ “It Gets Better ไม่ได้ขอให้มารัก”

2. ผมชอบจักรวาลที่ “แปลกแยก” ออกจากโลกปกติธรรมดา (ทั้งในแง่สถานที่, พื้นที่, การแต่งกายหลุดโลกของตัวแสดง) ทว่าขณะเดียวกัน กลับเต็มไปด้วยความซ้ำซาก จำเจ ย้ำคิดย้ำทำของตัวละครหลักภายในหนัง

ผมรู้สึกว่า ช่วงหลังๆ ตัวเองได้ดูหนังไทยดีๆ หลายเรื่อง ที่พยายามสร้าง/นำเสนอภาพแทนของ “ยูโทเปีย” “พื้นที่ทางเลือก” “พื้นที่ยกเว้น” หรือ “พื้นที่ของรูปแบบความสัมพันธ์ที่กลับหัวกลับหาง” ออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้นและน่าสนใจ

ไล่มาตั้งแต่ “อนธการ” เมื่อปีก่อน ส่วนปีนี้ มี “มหาสมุทรและสุสาน” และล่าสุด ก็คือ “ปั๊มน้ำมัน”

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-3

3. เวลามี “พื้นที่ทางเลือก” เกิดขึ้นในโลกของภาพยนตร์ มันมักนำไปสู่การเปิดโอกาสให้แก่ “ความเป็นไปได้” ใหม่ๆ

และ “ความเป็นไปได้” ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใน “โลกเฉพาะ” ของหนังเรื่องนี้ ก็คือ บทบาทหน้าที่ของตัวละครชาย-หญิง ซึ่งมันกลับหัวกลับหางหรือผิดฝาผิดตัว อย่างมีนัยยะน่าสนใจ

4. ผมชอบภาระในการต้องแบกรับความทุกข์ตรม การถูกทอดทิ้ง (ตัดขาด) ให้อยู่ใน “ชนบท?” (หรือโลกแห่งความแปลกแยกอันแน่นิ่ง) การต้องเป็นประจักษ์พยาน/สักขีพยานแห่งความพลัดพราก การเป็นตัวแทนของ “ความไม่เปลี่ยนแปลง” ของตัวละครชาย

ซึ่งจริงๆ ในหนัง นิยาย เรื่องเล่าส่วนมาก บทบาทอันน่าหดหู่นี้มักตกเป็นของผู้หญิง

เผลอๆ การพลิกด้านให้ผู้ชายมารับภาระตรงนี้ อาจสื่อแสดงถึงภาวะเสื่อมถอยทรุดโทรมของความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบ “ชายเป็นใหญ่” ได้ด้วยซ้ำไป

5. ขณะเดียวกันผมก็ชอบที่บรรดาตัวละครผู้หญิงกลายมาเป็นตัวแทนของ “ความเปลี่ยนแปลง” เป็น “ผู้กระทำการที่กระตือรือร้น” เป็นฝ่ายที่ออกเดินทางไปติดต่อกับ “โลกภายนอก” กระทั่งเป็นฝ่ายรู้เดียงสาและ “เปิดรับ/เปิดกว้าง” เรื่องเพศมากกว่าผู้ชาย

ทั้งที่จริงๆ หน้าที่ส่วนนี้มักถูกผูกให้เป็นบทบาทของผู้ชาย

แน่นอน การปรากฏขึ้นของตัวละคร “ลูกสาว” ของนก ถือเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ความเปลี่ยนแปลง” หรือ “ความแตกต่างหลากหลาย” (ภายใน “พื้นที่เฉพาะ” ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก) ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ

แต่ท้ายสุด ดูเหมือนหนังจะพยายาม “เลือน” สถานะส่วนนี้ของตัวละครหญิงทั้งหลายให้ “จางบาง” ลงพอสมควร เพราะอีกด้านหนึ่ง พวกเธอก็กลายมาเป็นผู้แบกรับความทุกข์/ความหวังบางอย่างอยู่ในใจเหมือนกัน พวกเธอมีปมบางชนิด ที่ส่งผลให้ “บางด้าน” ของชีวิตไม่อาจเปลี่ยนแปรผันไป หรือเอาเข้าจริงตัวละครอย่างเจ๊มัท ก็ใช้ชีวิตโดยฝังตรึงตนเองกับความซ้ำซากจำเจนานัปการไม่ต่างจากพระเอกอย่างมั่น

6. นอกจากนี้ ผมชอบวิธีการจัดเรียงตัวละครผู้หญิงสามคนให้มีความทับซ้อนกัน ส่งผลให้ตัวละครสองคนมีสถานะเป็นดัง “ภาพแทน” ของตัวละครอีกรายหนึ่ง แต่ “ภาพแทน” ก็คือ “ภาพแทน” ที่แทนอย่างไรก็แทนได้ไม่ครบ และแทนได้ไม่เหมือน “ของจริง”

ผมคิดว่าวิธีการสร้างให้ตัวละครหญิงบางรายถูกฉวยใช้เป็น “เครื่องมือทางความทรงจำ” ที่ช่วยกระตุ้นเตือนให้ “ผู้ใช้เครื่องมือ/ผู้ชาย” สามารถระลึกถึงตัวละครหญิงอีกคนได้ นี่ก็เป็นอะไรที่ “คม” “ใหม่” (พอสมควรสำหรับหนังไทย) และ “โหดร้าย” ไม่น้อยทีเดียว

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-2

7. ผมชอบการแสดงของสามตัวละครหลัก คือ ปั้นจั่น (มั่น) เพ็ญพักตร์ (เจ๊มัท) และแม็คกี้ (ฝน)

8. ทีแรกผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยชอบการแสดงของหนูจ๋า ที่รับบทเป็นนก (นางเอกของเรื่อง) สักเท่าไหร่ (เพิ่งตระหนักว่าเธอเป็นนางเอก “ลิฟท์แดง” ด้วย) แต่ไปๆ มาๆ ชักเริ่มไม่แน่ใจว่า ผมไม่ชอบการแสดงของเธอ หรือไม่ถูกใจบทบาทที่เธอถูกจัดวางไว้ในหนังกันแน่?

ผมไม่มีปัญหาในระหว่างที่ตัวละครอย่างนก ผลุบๆ โผล่ๆ เข้ามาใน “โลกปั๊มน้ำมัน” เป็นครั้งคราว อยู่ตลอดเรื่อง

แต่พอช่วงท้าย ที่เธอต้องกลับมาใช้ชีวิตใน “โลกแห่งความแปลกแยก” อย่างถาวร และต้องรับภาระหนักในการเฉลยเงื่อนปมบางอย่าง ผมกลับไม่ค่อยเชื่อในนกมากนัก

ซึ่งไปๆ มาๆ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ตรงการแสดงของหนูจ๋า แต่อาจอยู่ที่ว่าปมที่หนังพยายามเฉลยและคลี่คลายในตอนจบนั้น มันไม่มีพลังมากพอ และเผลอๆ มันอาจไม่มีความจำเป็นต่อตัวภาพยนตร์สักเท่าไหร่ (เพราะประเด็นเรื่อง “ความหวัง-การรอคอย” ก็ทรงพลังมากๆ อยู่แล้ว โดยไม่ต้องมี “จุดหักมุม” มาแถมท้าย หรืออธิบายความเพิ่มเติม)

นอกจากนี้ ผมกลับรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า “ปูมหลัง” บางอย่างที่ถูกคลี่ออกก่อนหนังจบนั้น ไม่สามารถลบล้าง “ความผิดพลาด” อันเกิดจากพฤติกรรมเข้าๆ ออกๆ ระหว่าง “โลกภายนอก” กับ “โลกปั๊มน้ำมัน” และการทอดทิ้งคนใกล้ชิดเอาไว้ ณ เบื้องหลัง ของตัวละครบางรายได้

9. ผมคิดว่าผู้กำกับพยายามจะปิดฉากหนังเรื่องนี้ให้ “สมบูรณ์/สมดุล” ที่สุด ผ่านการกำหนดให้ความทุกข์/บาดแผลที่พระเอกและนางเอกแบกรับไว้ มี “ความเท่าเทียม/เสมอภาคกัน”

ซึ่งด้านหนึ่ง มันก็นำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าเสียดาย เพราะมันทำให้ความสัมพันธ์ชาย-หญิงที่ “บิดเบี้ยวผิดแผก” ในโลกเฉพาะของหนังเรื่องนี้ ถูกปรับเปลี่ยนกลับคืนสู่สภาวะ “สมดุล” และ “ปกติธรรมดา”

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “ความบิดเบี้ยว” ซึ่งปรากฏในเนื้อหาประมาณ 95% ของหนังนี่แหละ ที่จะช่วย “ถ่วงดุล” กับเรื่องเล่าว่าด้วยความสัมพันธ์ชาย-หญิง “กระแสหลัก” ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกลื่อนกลาด

10. ผมชอบกรอบเวลายาวๆ เกือบ 20 ปีของหนัง ที่อาจแฝงนัยยะทาง “สังคมการเมือง” หรืออาจไม่แฝงก็ได้ (แล้วแต่ใครจะตีความ)

หนังลากยาวมาตั้งแต่ปี 2539 ถึง 2558 (สำหรับผม สองปีนี้ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ)

ถ้าคำนวณไม่ผิด มั่นกับนกน่าจะแต่งงานกันปี 2544 (มีบทสนทนาก่อนแต่งงานว่าทั้งคู่คบกันมา 5 ปี 9 เดือนแล้ว และจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์น่าจะเกิดขึ้นราวปี 2539)

หนังยังชี้ว่านกเกือบประสบภัยสึนามิเมื่อปี 2547

นอกจากนี้ ตอนปี 2553 (14 ปี หลัง 2539) เจ๊มัทและฝนยังมานั่งพูดคุย/ปรับทุกข์/แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน พร้อมมีฉันทามติว่าพวกเธอจะ “สู้กันต่อ” เพื่อหาทางพิชิตหัวใจผู้ชายอย่างมั่น น่าสนใจว่าคราวนั้น ทั้งคู่ต่างแต่งกายในโทนสีแดง (เจ๊มัทใส่เดรสส์แดงตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ฝนเปลี่ยนชุดและเปลี่ยนสีเครื่องแต่งกายไปเรื่อยๆ)

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-4

แต่ไม่ว่า “ปี” ในหนังจะมีนัยยะอะไรจริงหรือไม่ ผมก็ยังชอบกรอบเวลาที่ยาวนานเป็น “ทศวรรษ”อยู่ดี

หลายปีที่ผ่านมา (นับแต่เกิดวิกฤตการเมืองอันเรื้อรัง) หนัง “การเมืองไทย” มักใช้กรอบเวลายาวนานแบบนี้ ตั้งแต่ “October Sonata” มาถึง “Snap” กระทั่ง “ดาวคะนอง” (ที่อดีตกับปัจจุบันทับซ้อนกันจนเกิดสภาวะพร่าเลือน)

ทว่า “หนังที่ไม่ค่อยการเมืองเท่าไหร่?” อย่าง “ปั๊มน้ำมัน” ก็หันมาใช้กรอบเวลาลักษณะนี้เช่นกัน

นี่อาจแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมสมัย ที่มองว่าสังคมไทยมันช่าง “แน่นิ่ง” และขยับขับเคลื่อนไป “ช้า” เหลือเกิน

หรืออาจเป็นความรู้สึกซึ่งเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือผลลัพธ์จากกระบวนการที่ดำเนินมาอย่าง “ต่อเนื่องยาวนาน” มิใช่ผลลัพธ์แบบประเดี๋ยวประด๋าวของสถานการณ์ในระยะสั้นๆ

11. น่าแปลกดี ที่ผมชอบเพลงหลักของ “ปั๊มน้ำมัน” และ “ดาวคะนอง” ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน

กล่าวคือ จะว่าไป มันก็ไม่ใช่เพลงที่เพราะมาก แต่กลับติดหูพอสมควร

ที่สำคัญ แม้เนื้อหาของทั้งสองเพลงจะไม่ได้คมคายลุ่มลึกแบบสุดๆ แต่กลับมีอะไรชวนให้ขบคิดตีความต่อได้ยาวๆ ดุจเดียวกับตัวหนัง

ข่าวบันเทิง

“มหาสมุทรและสุสาน” ไม่ผ่านเซ็นเซอร์จีน! ชวดร่วมเทศกาลฝูโจว ทั้งที่เคยฉายในเซี่ยงไฮ้

พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “มหาสมุทรและสุสาน” โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Pimpaka Towira เมื่อวันที่ 15 กันยายน ว่า เพิ่งได้รับแจ้งจากทางเทศกาลภาพยนตร์เส้นทางสายไหมนานาชาติครั้งที่ 3 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ว่า “มหาสมุทรและสุสาน” ซึ่งเดิมทีได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลดังกล่าว ไม่ผ่านกระบวนการเซ็นเซอร์ ดังนั้น ทางผู้จัดงานจึงจำเป็นต้องตัดหนังออกจากเทศกาลครั้งนี้

โดยพิมพการะบุว่า รู้สึกสับสน เนื่องจากหนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มาแล้ว เมื่อหลายเดือนก่อน โดยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น

ซึ่งต่อประเด็นดังกล่าว ยงยุทธ ทองกองทุน ผู้บริหารค่ายจีดีเอช ได้เข้ามาคอมเมนท์โดยให้ข้อมูลว่า ระบบเซ็นเซอร์หนังของจีนนั้นจะทำงานแยกกันตามมณฑล

ต่อมา พิมพกาได้นำเอาเหตุผลที่ทางเทศกาลภาพยนตร์เส้นทางสายไหมนานาชาติใช้อ้างในการตัดสินใจแบนหนังเรื่อง “มหาสมุทรและสุสาน” มาเผยแพร่

โดยข้อความระบุว่ามีบางองค์ประกอบเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เข้าข่ายขัดต่อกฎเกณฑ์และมาตรฐานในการเซ็นเซอร์สื่อของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาประเด็นดังกล่าว

คนมองหนัง

มหาสมุทรและสุสาน : เกาะยูโทเปีย, ความไม่รู้ และชายแดนใต้

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์  22-28 กรกฎาคม 2559)

“มหาสมุทรและสุสาน” เป็นผลงานภาพยนตร์ฟิคชั่นขนาดยาวเรื่องที่สองของ “พิมพกา โตวิระ” หนึ่งในผู้กำกับฯ หญิงไม่กี่คน ของวงการหนังไทยร่วมสมัย

แฟนประจำของพิมพกา ตั้งข้อสังเกตว่าผลงานของเธอ มักจะเล่าเรื่องราวที่มีตัวละครเอกเป็น “ผู้หญิง” ซึ่งออกเดินทางไป “ค้นหา” อะไรบางอย่าง

“มหาสมุทรและสุสาน” ก็คล้ายจะหลีกเลี่ยงลักษณะร่วมดังกล่าวไปไม่พ้น

ในภาพรวม ภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ หนังแนว “โร้ด มูฟวี่” ที่ถ่ายทอดการเดินทางด้วยการขับรถยนต์ลงสู่จังหวัดปัตตานี ของหนึ่งสาว สองหนุ่ม จากกรุงเทพฯ

ทั้งหมดประกอบด้วย “ไลลา” ลูกสาวคนโตของครอบครัวมุสลิมจากเมืองหลวง ซึ่งมุ่งมั่นจะไปเยี่ยมเยียน “ป้า” ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของจังหวัดปัตตานี

“ซูกู๊ด” น้องชายของไลลา ที่ถูกพ่อมอบหมายภารกิจให้ไปทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางของพี่สาว

ซูกู๊ดชักชวน “ต้อย” เพื่อนที่มหาวิทยาลัย ผู้มีลักษณะตื่นตระหนก-ขี้กลัว ให้ร่วมทริปไปด้วยกัน

“มหาสมุทรและสุสาน” ก็เป็นเช่นดังหนังโร้ด มูฟวี่ จำนวนมาก ที่วางโจทย์ใหญ่ของเรื่องให้เป็นการออกเดินทางตามหาบางสิ่งบางอย่างโดยกลุ่มตัวละครหลัก

ทว่า เมื่อเรื่องราวคลี่คลายขยายออกไปเรื่อยๆ เป้าหมายสำคัญที่กลุ่มตัวละครพยายามสืบเสาะค้นหากลับค่อยๆ เลือนรางจางหาย และสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมา ก็กลายเป็นอะไรอย่างอื่น

ซึ่งบางครั้งอาจมีลักษณะเป็น “รูปธรรม” จับต้องได้ แต่บางครั้ง ก็อาจเป็นภาวะ “นามธรรม” บางประการ

ดูเหมือนในหนังยาวลำดับที่สองของพิมพกา สิ่งที่หนึ่งสาวสองหนุ่มจากเมืองหลวงสัมผัสค้นพบ จะเป็น “อย่างหลัง”

ในช่วงครึ่งแรก ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามจำแนกแจกแจงบุคลิกลักษณะ ตลอดจนโลกทัศน์อันแตกต่างของสาวหนุ่มสามคน

ขณะที่ไลลาเป็นคนมุ่งมั่นมองตรงไปยังจุดหมายหลัก และแทบไม่มีอาการวอกแวกใดๆ (ยกเว้นแค่เพียงครั้งเดียว ที่เธอเหมือนจะมีอาการ “สติหลุด” เพราะ “ภาพหลอน” บางอย่าง)

ซูกู๊ดเป็นคนกลางๆ คือ พร้อมให้ความร่วมมือและเดินตามเส้นทางของพี่สาว แต่ก็คล้ายมีความไม่แน่ใจบางประการระคนอยู่

ผิดกับต้อย ผู้เต็มไปด้วยอารมณ์หวาดกลัว จนบางคราวถึงกับประสาทแดกและบ้าคลั่ง เขาคงมีความคล้ายคลึงกับคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ ที่จินตนาการถึงความไม่สงบในชายแดนใต้ไปต่างๆ นานา กระทั่งรู้สึกไม่มั่นคงอย่างรุนแรง ยามครุ่นคิดถึงจินตภาพดังกล่าว

นอกจากนั้น ทัศนะต่อพื้นที่ชายแดนใต้ของหนุ่มสาวกลุ่มนี้ก็ผิดแผกจากกันอย่างเห็นได้ชัด

ขณะที่หนังแสดงภาพไลลาแวะเข้าไปทำละหมาดในมัสยิดแห่งหนึ่ง ด้วยใบหน้าท่าทางเปี่ยมศรัทธา ปราศจากความกริ่งเกรง

 

ส่วนซูกู๊ดก็ตระหนักว่าเคยมีคนถูกฆ่าตาย (อย่างไม่เป็นธรรม) ที่มัสยิดกรือเซะ

 

ต้อย ผู้ลุกลี้ลุกลน กลับยังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวคำสาปของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

ราวครึ่งทางแรก สองพี่น้องที่นับถืออิสลาม จึงแลดูเป็นผู้ที่กำลังจาริกไปสู่ปัตตานีอย่างมีวุฒิภาวะและสติสัมปชัญญะ สวนทางกับต้อย เด็กหนุ่มหน้าตี๋ ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ที่พารานอยด์ ค่อนข้างเห็นแก่ตัว และมองอะไรแบบผิวเผิน

แล้วตัวละครหลักทั้งสามคนก็ได้พบกับตัวละครใหม่อีกหนึ่งราย คือ “สุรินทร์” ทหารอีสาน ที่ไปรับราชการอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้

แม้จะเป็นถึง “ทหาร” แต่การดำรงอยู่ของสุรินทร์กลับตกอยู่ในภาวะก้ำกึ่งระหว่างการเป็น “คนสำคัญ” กับ “คนไม่สำคัญ”

ถ้าปราศจากเขา การเดินทางของไลลาและน้องๆ ย่อมไปไม่ถึงเป้าหมาย (ทั้งหมดพบเจอสุรินทร์โดยบังเอิญ และนัดแนะให้เขาเป็นผู้ขี่มอเตอร์ไซค์นำทางไปยังหมู่บ้านของ “ป้า” โดยอาจไม่ได้ตระหนักด้วยซ้ำว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ)

แต่ถึงที่สุดแล้ว ถ้าถามว่าสุรินทร์คือผู้นำพาสาวหนุ่มกลุ่มนี้ไปยังปลายทางใช่หรือไม่? ก็ต้องตอบว่า “ไม่ใช่เสียทีเดียว” เพราะเขาเป็นเพียงผู้นำทางทั้งหมดไปสู่ “จุดเปลี่ยนผ่าน” ปลายคาบสมุทร ก่อนที่ไลลา-ซูกู๊ด-ต้อย จะออกเดินทางต่อ โดยทอดทิ้งและแทบไม่คำนึงถึงคุณูปการของเขา

ขณะเดียวกัน สุรินทร์ก็มิได้มีบทบาทเป็นทั้ง “ผู้ไล่ล่า” และ “ผู้ถูกล่า” เราไม่เคยเห็นเขาถือปืนออกปฏิบัติภารกิจ (เห็นแต่ภาพที่เขานำสิ่งสักการะไปบูชาเจ้าที่เจ้าทาง) ดูเผินๆ บทบาทหน้าที่หลักของเขา คล้ายจะเป็นงานพลาธิการ-ส่งกำลังบำรุงเท่านั้น

เท่าที่เห็นในภาพยนตร์ สุรินทร์จึงไม่เคยยิงใคร และก็ไม่มีใครมาปองร้ายเขา

แน่นอนว่า เมื่อไลลาและคณะมุ่งหน้าเดินทางต่อไป สุรินทร์ย่อมมีสถานะเป็นเพียง “ผู้ผ่านเข้ามา” ในระหว่างทาง

หนังจึงค่อยๆ ปล่อยให้เขาเลือนหายกลับคืนสู่ภารกิจและวิถีชีวิตประจำวันของตน ด้วยท่าทีที่ “ไม่บวก-ไม่ลบ” ด้วยมุมมองที่ไม่เห็นชายอีสานในชายแดนใต้เป็นทั้ง “วีรบุรุษของชาติ” หรือ “ผู้ร้ายของท้องถิ่น”

ที่ตลกร้ายยิ่งกว่านั้น ก็คือ นอกจากตัวละครทหารรายนี้จะไม่ได้ถูกผูกโยงอยู่กับการใช้ความรุนแรงแล้ว “มหาสมุทรและสุสาน” ยังมิได้นำเสนอภาพสถานการณ์รุนแรงใดๆในพื้นที่ชายแดนใต้

ตรงกันข้าม ภาวะรุนแรงนองเลือดที่ไลลาสัมผัสรับรู้ กลับกลายเป็นข่าวสารเรื่องการปราบปรามผู้ชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ณ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ผ่านลำโพงวิทยุและจอโทรทัศน์

ราวกับภาพยนตร์ต้องการสื่อสารว่า ภาวะก่อการร้าย (โดยรัฐ?) ได้รุกคืบเข้าสู่พื้นที่เมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว หรืออีกทางหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า กรุงเทพฯ นั่นแหละ ที่เป็นพื้นที่ศูนย์กลางแห่งความรุนแรง ไม่ใช่ชายแดนภาคใต้

ทหารอย่างสุรินทร์ ก็มีชะตากรรมเฉกเช่นเรื่องราวรายทางอีกจำนวนหนึ่ง ที่ถูกเล่าถึง แล้วค่อยๆ ละทิ้งไปอย่างนุ่มนวล

อาทิ ในช่วงหนึ่ง หนังจับภาพความสัมพันธ์ที่คล้ายจะเป็น “คู่รัก” ระหว่างซูกู๊ดกับต้อย แต่ประเด็นที่ว่าก็ไม่ได้ถูกสานต่อ

เช่นเดียวกับภาพหลอนในหัวไลลา ที่ปรากฏขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้สองครั้ง แต่ก็มิได้มีคำอธิบายอย่างโจ่งแจ้ง ว่าภาพดังกล่าวมีนัยยะถึงสิ่งใด หรือมีความเชื่อมโยงกับอะไร

ผู้คนและเรื่องราวระหว่างทางเหล่านั้นไม่สามารถสั่นคลอนเป้าหมายหลักในการเดินทางของไลลาได้

หมู่บ้านที่ “ป้าไซหนับ” ป้าของไลลาและซูกู้ดอาศัยอยู่ มิใช่พื้นที่บนคาบสมุทร ทว่า เป็น “เกาะไกลโพ้น” แห่งหนึ่ง

ตลอดครึ่งทางแรก ปัญหาความไม่สงบของชายแดนใต้อาจมีลักษณะ “จับต้องได้” อยู่บ้าง เมื่อมันถูกสื่อแสดงออกมาผ่านความหวาดกลัวผสมงี่เง่าของตัวละครอย่างต้อย

แต่เมื่อไลลา ซูกู๊ด และต้อย ออกโดยสารเรือไปยัง “เกาะปริศนา” ความไม่แน่ใจและความไม่รู้ ก็แผ่คลี่เข้าปกคลุมตัวละครทั้งสามคนอย่างเท่าเทียมเสมอภาคกัน

บรรยากาศคลุมเครือเช่นนั้น ย่อมทำให้คนดูเริ่มฉุกคิดได้ว่าสิ่งที่กลุ่มตัวละครหลักกำลังจะค้นพบ อาจมิใช่ “ป้าหนับ” ผู้ไม่ได้พบพานกันมาเนิ่นนาน หรือการมุ่งทำความเข้าใจปัญหาชายแดนใต้ ผ่านชุดข้อมูล ตลอดจนกรอบทฤษฎีชัดๆ ง่ายๆ

หากเป็นบางสิ่งบางอย่าง ที่มีลักษณะเป็น “สัญลักษณ์เชิงนามธรรม” มากกว่านั้น

ใน “ความจริง” ที่เป็น “รูปธรรม” จับต้องได้ ใครๆ ก็รู้ว่าปัตตานีไม่มี “เกาะ”

จากคำบอกเล่าของ “ป้าหนับ” เกาะที่แกอาศัยอยู่เป็นทั้งพื้นที่ในเขตแดนของรัฐชาติไทย และไม่ใช่ นี่อาจเป็นเกาะที่มีอยู่จริง และไม่จริง นี่อาจไม่ใช่พื้นที่เฉพาะสำหรับ “ความเป็นไทยแบบกรุงเทพฯ” “อดีตว่าด้วยปาตานี” “ความเป็นมลายูมุสลิม” หรือ “กระแสอิสลามนิยม”

 

ทว่า “เกาะ” ดังกล่าว เป็นพื้นที่ “ในระหว่าง” ที่เปิดรับ “ความเป็นไปได้” หรือ “ความผสมผสานหลอมรวม” อันนับเป็น “ทางเลือกที่สาม” ซึ่งอยู่นอกเหนือไปจากการต้องเลือกอยู่ข้างใดข้างหนึ่งในท่ามกลางความขัดแย้งแหลมคม ซึ่งใช้ชีวิตผู้คนจำนวนมากเป็นเครื่องเซ่นสังเวย

เกาะที่ป้าหนับอาศัยอยู่จึงเป็น “สังคมยูโทเปีย” หรือ “สังคมอุตมรัฐ” ที่เปิดรับ/ใฝ่ฝันถึงความแตกต่างหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์ ศาสนา และอุดมการณ์ทางการเมือง ฯลฯ

แต่ป้าหนับก็เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน ว่าเกาะแห่งนี้กำลังถึงคราวดับสูญ ทั้งจากการถูกผูกโยงเข้ากับความขัดแย้งสองขั้ว และเพราะจำนวนคนหนุ่มสาวที่เริ่มร่อยหรอลงเรื่อยๆ (เพราะความตายและการโยกย้ายถิ่นฐาน)

ค่อนข้างน่าเสียดาย ที่หนังเลือกเปิดเผย “สาระสำคัญ” ผ่านบทสนทนาแบบทื่อๆ ตรงๆ ของป้าหนับ ยิ่งกว่านั้น การมอบหมายให้ตัวละครอาวุโสรายนี้ต้องแบกรับภาระหนักหน่วงด้วยบทเทศนาขนาดยาว ยังส่งผลให้การแสดงสไตล์ละครเวทีของเธอ ดูย้อนแย้งกับภาพรวมของภาพยนตร์ชัดเจนขึ้น

เมื่อรับรู้ “สาร” จากป้าหนับ ไลลาและน้องๆ ก็อาศัยค้างคืนอยู่บนเกาะยูโทเปียเพียงชั่วครู่เดียว ก่อนออกเดินทางกลับโดยรวดเร็ว

นี่เป็นอีกครั้งที่ “มหาสมุทรและสุสาน” ยืนยันว่า ตนเองมิได้กำลังเล่าเรื่องราวความขัดแย้งในชายแดนใต้ ด้วยวิธีการแบบ “ชาติพันธุ์นิพนธ์”

หนังเรื่องนี้มิได้กล่าวอ้างว่าตนเองเป็นผู้ลงลึก รู้จริง ในโลกเฉพาะแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่หนังเพียงแค่เล่าเรื่องราวจากมุมมองของนักเดินทางขาจร ผู้ผ่านพบ ทว่าไม่ผูกพันกับใครๆ หรือสิ่งใด อย่างมีเยื่อใย

ตัวละครหลักทุกรายจึงต่างมีความตื้นเขิน ผิวเผิน และไม่รู้อะไรลึกซึ้ง พอๆ กัน อย่างไรก็ดี พวกเขาทุกคน ล้วนมีสิทธิ์ที่จะใฝ่ฝันถึงถึง “อุดมคติสูงส่ง” บางประการ ร่วมกัน

กล่าวโดยสรุป การเดินทางของเหล่าตัวละครใน “มหาสมุทรและสุสาน” นับเป็นการเดินทางที่ทรงเสน่ห์ เต็มไปด้วยความลึกลับน่าค้นหา อีกทั้งยังมีสัญลักษณ์รายทางอันแพรวพราว

ซึ่งเอาเข้าจริง น่าจะสร้างความงุนงงสงสัยแก่คนดู มากกว่าจะเป็นความเข้าใจกระจ่างแจ้ง แต่ความไม่แน่ชัด ไม่แน่ใจ อันเอ่อท้นนี่เอง ที่อาจทำให้หนังติดค้างอยู่ในความนึกคิดของผู้ชมได้ยาวนานขึ้น

โดยส่วนตัว ผมยังรู้สึกติดค้างกับอีกหนึ่ง “ปม” ที่หนังปล่อยทิ้งเอาไว้ กล่าวคือ ในการเดินทางขากลับ ชายหนุ่มคนหนึ่งจากเกาะยูโทเปีย ได้ขอติดตามคณะของไลลาขึ้นมากรุงเทพฯ ด้วย (เหมือนกับที่ ครั้งหนึ่ง พ่อของไลลาเคยหนีออกมาจากเกาะแห่งนั้น)

น่าสนใจว่า ขณะที่สาวหนุ่มจากเมืองหลวงได้เริ่มตระหนักว่า พวกตนยังไม่รู้อะไรอีกมากมาย ผ่านการเดินทางมายังปัตตานี

แล้วชายหนุ่มชาวเกาะผู้นี้จะได้ตระหนักรู้สิ่งใดบ้าง ผ่านการเดินทางออกจาก “โลกอุดมคติ” ไปสู่ “โลกแห่งความจริง”

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

รวมคมคิด “ผู้กำกับ-นักแสดงนำ” มหาสมุทรและสุสาน

ผู้แปลกแยก

“หนังเรื่องนี้นำเสนอภาพแทนของส่วนเสี้ยวความขัดแย้งหนึ่งในสังคมไทย และวิถีทางที่พวกเรามีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อปัญหาเหล่านั้น ถึงแม้ว่าตัวละครนำในหนังคล้ายจะมีจุดเชื่อมโยงกับสังคมชายแดนภาคใต้ ตรงสถานะความเป็นมุสลิม แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขากลับมีความแปลกแยกระหว่างกัน … ทหารก็ยิ่งเป็นผู้แปลกแยกหนักยิ่งขึ้นไปอีก พวกเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ แต่พวกเขาต้องลงไปที่นั่น เพื่อปฏิบัติภารกิจ”

“เราไม่ควรมองว่าปัญหาเป็นเรื่องอะไรบางอย่างที่อยู่ไกลตัวออกไป เหมือนกับความห่างไกลระหว่างจังหวัด … เราไม่สามารถใช้อุดมการณ์และวิธีการมองโลกชนิดเดียวกัน ไปแก้ไขปัญหาทุกๆ อย่างได้ อันที่จริงแล้ว เราควรปล่อยให้คนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขปัญหาด้วย”

“แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะปิดกล้องไปเรียบร้อยแล้ว แต่ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดยังดำรงอยู่ หรือนี่หมายความว่าปัญหาที่เกิดขึ้นยังมิได้ถูกแก้ไขอย่างถูกต้อง?”

พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับ

“มหาสมุทรและสุสานไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงแต่เพียงปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาในทุกประเทศทั่วโลก … ความขัดแย้งต่างๆ ถือเป็นเรื่องสากล เราไม่ควรไปตัดสินคนอื่นหรือพยายามจะเข้าไปแก้ไขปัญหาของคนอื่น ชนกลุ่มน้อยไม่ได้ผิดแผกแตกต่างจากคนกลุ่มที่เหลือ วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด จึงได้แก่การเรียนรู้ที่จะยอมรับคนอื่น และเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน”

ศศิธร พานิชนก นักแสดงนำ

ที่มา HUMAN HEARTS SINGED BY SOUTHERN CONFLICT, SEEN THROUGH FEMALE DIRECTOR’S LENS IN ‘ISLAND FUNERAL’

 

Kaewta Ketbungkan

 

http://www.khaosodenglish.com/life/movies/2016/07/18/human-hearts-singed-southern-conflict-seen-female-directors-lens-island-funeral/

การก่อสร้างโลกอุดมคติ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ได้

“ดิฉันรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มิได้พูดถึงเพียงปัญหาที่เกิดขึ้นในชายแดนภาคใต้ แต่กำลังพูดถึงทุกๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม เราไม่อาจทำได้แค่สร้างโลกใบหนึ่งแยกออกไป แล้วก็ทำการแก้ไขปัญหาในโลกใบนั้น การทำแค่นี้ มันไม่เพียงพอ

“ถ้าอยากจะแก้ปัญหาให้ได้ เราต้องออกเดินทางไปสัมผัสกับวิธีการแก้ไขปัญหาที่ ‘สมจริง’ และแสวงหาวิถีทางที่จะทำให้เกิดความเห็นพ้องต้องกันในสังคม อันจะนำไปสู่หนทางในการแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง

“เราไม่สามารถสร้างโลกแห่งอุดมคติขึ้นมา เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาอย่างสมบูรณ์แบบหมดจด เพราะว่าโลกที่เราสร้างขึ้น มันไม่เคยดำรงอยู่ในความเป็นจริง วิธีแก้ปัญหาอย่างนี้ จึงเป็นเพียงความคิดโรแมนติกของคนที่เชื่อว่าโลกจะมีภาวะสันติสุข ถ้าสรรพสิ่งต่างๆ ถูกจัดวางตามอุดมคติดังกล่าว

“อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง ผู้คนต่างไม่สามารถเข้าถึงใจกลางอันแท้จริงของปัญหาต่างๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีความไม่สงบในชายแดนใต้ พวกเราต่างตระหนักว่าเรา ในฐานะ ‘คนนอกพื้นที่’ ไม่มีความสามารถเพียงพอจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว

“เช่นเดียวกับที่เราสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยมุมมองแบบ ‘คนนอก’ พวกเราไม่ได้สร้างมันขึ้นมาในฐานะ ‘คนใน’ ที่จะสามารถบอกคนอื่นได้ว่า ควรแก้ปัญหาอย่างไร และต้องทำอย่างไร สังคมแห่งการอยู่ร่วมกันโดยสันติจึงจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ก็เพราะพวกเราไม่ได้เข้าใจปัญหาของพื้นที่ชายแดนใต้อย่างครอบคลุมถ่องแท้

“พวกเราเป็นแค่ ‘คนนอก’ ผู้เดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว และไม่เข้าใจในสถานการณ์ของพื้นที่ โดยส่วนตัว ดิฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้ กำลังพยายามที่จะส่งสารข้อนี้ออกไป

“ดังนั้น ถ้าพวกเราต้องการให้ทุกๆ ปัญหา ได้รับการแก้ไข เราก็ต้องตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ด้วยวิธีคิดที่ ‘สมจริง’ ไม่ใช่ทึกทักเอาว่า เราควรแก้ปัญหาด้วยวิธีการอย่างนั้นหรืออย่างนี้”

พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับ

ที่มา Interview with Pimpaka Towira, the winning director of TIFF Asian Future

 

Interviewer:Suphawat Laohachaiboon / The Japan Foundation, Bangkok

 

http://jfac.jp/en/culture/features/tiff2015-interview-160602/

ข่าวบันเทิง

“มหาสมุทรและสุสาน” ได้ฤกษ์เข้าฉายในไทย ร่วมโปรแกรมสองหนังอินดี้น่าดู

แฟนหนังห้ามพลาด! สำหรับการฉายหนังสามเรื่อง จากโปรแกรม “Unlock Indies” ในโรงภาพยนตร์เครือเอสเอฟ ซึ่งคัดสรรโดยนักทำหนังหญิงมากฝีมือ “พิมพกา โตวิระ”

โดยหนึ่งในหนังของโปรแกรมนี้ ที่จะลงโรงฉายในเมืองไทยเป็นครั้งแรก ก็คือ “มหาสมุทรและสุสาน” ผลงานของพิมพกาเอง ที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวและฮ่องกงมาก่อนหน้านี้ แถมล่าสุด พุฒิพงษ์ อรุณเพ็ง ผู้กำกับภาพของหนังเรื่องนี้ ยังได้รับรางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยม ในสายการประกวด “เอเชี่ยน นิว ทาเลนท์ อวอร์ด” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้ มาครองได้อีกด้วย

นอกจากนี้ โปรแกรมดังกล่าว ยังนำ “เพลงของข้าว” ภาพยนตร์สารคดีถ่ายทอดชีวิตชาวชนบท ที่มีเอกลักษณ์และจุดเด่นในด้านงานภาพ ของ “อุรุพงศ์ รักษาสัตย์” มารีเทิร์นลงจออีกหน

สำหรับหนังอีกเรื่องในโปรแกรมที่ได้ฤกษ์ลงโรงไปแล้ว ก็คือ “Distance” หนังยาวที่ประกอบด้วยหนังสั้น 3 ตอน เล่าเรื่องราวสายสัมพันธ์ในครอบครัว, มิตรภาพ และความรัก ระหว่างคนหลากหลายรุ่น โดยมีผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย “ศิวโรจณ์ คงสกุล” ที่เคยฝากผลงานน่าประทับใจไว้กับหนังเรื่อง “ที่รัก” ร่วมเป็นหนึ่งในผู้กำกับด้วย

ทั้งนี้ Distance เริ่มเข้าโรงเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน, ส่วนเพลงของข้าว เข้าฉายวันที่ 30 มิถุนายน, ปิดท้ายด้วย มหาสมุทรและสุสาน ที่จะลงโรงวันที่ 21 กรกฎาคม

ข่าวบันเทิง

ปรบมือดังๆ “พิมพกา โตวิระ” กวาดสองรางวัล ฮ่องกง ฟิล์มเฟสต์

ประกาศผลกันไปแล้ว สำหรับรายชื่อผู้ได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกงครั้งที่ 40

ทั้งนี้ มีหนังไทยสองเรื่อง (แต่เป็นผลงานของผู้กำกับคนเดียวกัน) ที่ได้รับรางวัลไปด้วย

ในสายภาพยนตร์สั้น “Prelude to the General” หรือในชื่อภาษาไทยว่า “นิมิตลวง” ผลงานของ “พิมพกา โตวิระ” ได้รับรางวัลจูรี่ ไพรซ์ ไปครอง

preludetogeneral

โดยคณะกรรมการระบุว่า หนังเรื่องนี้มีตำแหน่งแห่งที่อยู่ระหว่างปัจจุบันกับอดีต ซึ่งโครงสร้างการเล่าเรื่องได้ถูกทำให้พร่าเลือน ผ่านการเก็บงำความลับระหว่างกันของตัวละครในภาพยนตร์

 

การที่บรรดาตัวละครคล้ายจะล่วงรู้อะไรบางอย่างมากกว่าผู้ชม (ซึ่งส่งผลให้หนังดำเนินไปอย่างตึงเครียดและเหมือนจะบ่งบอกถึงลางร้ายบางประการ) ได้นำคนดูไปสู่โลกลึกลับอันเต็มไปด้วยความปรารถนานานัปการ

 

หนังเรื่องนี้ยังมีงานด้านภาพที่แข็งแรง อันเกิดจากผสมผสานมโนทัศน์ทางความคิดและการสร้างสรรค์งานทางทัศนศิลป์เข้าด้วยกัน จนกลายเป็นองค์ประกอบอันน่าสนใจ

คลิกชมบางส่วนจากภาพยนตร์ที่นี่ http://www.berlinale.de/en/programm/berlinale_programm/datenblatt.php?film_id=201607269#tab=video25

นอกจากนั้น “The Island Funeral” หรือ “มหาสมุทรและสุสาน” หนังยาวเรื่องล่าสุดของพิมพกา ยังได้รับรางวัล FIPRESCI Prize หรือขวัญใจนักวิจารณ์

มหาสมุทร

โดยคณะกรรมการระบุเหตุผลที่มอบรางวัลให้แก่หนังเรื่องนี้ว่า พวกเราชอบวิธีการที่นำเอาภูมิศาสตร์และแนวคิดเรื่องพื้นที่มาสื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างหลากหลายทางสังคมและศาสนา

 

ยิ่งกว่านั้น พวกเรายังรู้สึกประทับใจกับบรรยากาศของความลึกลับ, งานภาพในลีลาบทกวี และสารว่าด้วยความหวัง ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพยนตร์

เนื้อหาและภาพนำจาก http://www.hkiff.org.hk/en/ 

คนมองหนัง

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2015 : พื้นที่ทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย

 

(มติชนสุดสัปดาห์ 27 พ.ย.-3 ธ.ค. 2558)

ก่อนหน้าจะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2015 ผมตั้งคำถามเอาไว้ในใจเหมือนกัน ว่าเทศกาลภาพยนตร์แห่งนี้จะมีความแตกต่างจากเทศกาลภาพยนตร์อื่นๆ อย่างไร?

จากประสบการณ์อันจำกัดจำเขี่ย ข้อดีเด่นชัดของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติส่วนใหญ่ ตามความเห็นของผม ก็ได้แก่ การเป็นแหล่งรวบรวมจัดฉายหนังแปลกใหม่จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งหาดูได้ไม่ง่ายนักในโรงภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ทั่วไป

เมื่อไปถึงเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวจริงๆ ผมก็ได้พบถึง “ความแตกต่าง” บางอย่าง ซึ่งไม่เคยพบมาก่อนในเทศกาลหนัง 2-3 แห่ง ที่ตนเองเคยเข้าร่วมในฐานะคนดูธรรมดา

ในการพบปะพูดคุยระหว่างประธานคัดเลือกหนังสายประกวดของเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวกับสื่อมวลชนนานาชาติ มีนักข่าวคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างเทศกาลหนังโตเกียวกับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานของเกาหลีใต้ ที่ว่ากันว่าเป็น “เบอร์หนึ่งของเอเชีย” ยุคปัจจุบัน

ตัวแทนของเทศกาลโตเกียว ตอบว่า เทศกาลหนังทั้งสองไม่ได้เป็น “คู่แข่ง” กัน ทว่า เปรียบได้เป็น “พี่น้อง” ซึ่งทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยยกระดับให้วงการภาพยนตร์เอเชียมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากยิ่งขึ้น

ก่อนที่เขาจะกล่าวถึงบุคลิกลักษณะเด่นๆ สองข้อ ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ตามความเข้าใจของตนเอง

คือ หนึ่ง เทศกาลจะมุ่งทำหน้าที่แนะนำภาพยนตร์นานาชาติคุณภาพดีให้แก่คนดูชาวญี่ปุ่น

และสอง นี่เป็นเทศกาลที่จะคัดเลือกภาพยนตร์ โดยพิจารณาจากความโดดเด่นของตัวผลงาน และไม่สนใจอายุ ประสบการณ์ ชื่อเสียง ของตัวคนทำหนัง

เมื่อพิจารณาจากความเห็นของตัวแทนผู้จัดงาน เทศกาลภาพยนตร์โตเกียวจึงน่าจะมีจุดเด่นคล้ายๆ กับเทศกาลภาพยนตร์อีกหลายแห่งทั่วโลก นั่นคือ การเป็นแหล่งเผยแพร่วัฒนธรรมภาพยนตร์อันหลากหลายให้แก่คนดูท้องถิ่น

ประเด็นดังกล่าวถูกขยายให้มีความชัดเจนขึ้น โดยคณะกรรมการตัดสินรางวัลในสายการประกวดหลักประจำปีนี้

ในการแถลงข่าวกับสื่อมวลชน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ดีในทัศนะของคุณควรมีลักษณะอย่างไร?

ไบรอัน ซิงเกอร์ ประธานคณะกรรมการ และผู้กำกับฯ-โปรดิวเซอร์ชื่อดังจากฮอลลีวู้ด ตอบคำถามดังกล่าวว่า เทศกาลหนังที่ดี ไม่น่าเบื่อ ควรจะเป็นเทศกาลที่ประกอบด้วยภาพยนตร์คุณภาพดี หลากหลายแนว

ความสำคัญของความหลากหลายยิ่งถูกขับเน้นขึ้นไปอีก เมื่อมีผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นสำคัญทางสังคม-การเมืองร่วมสมัย นอกโรงภาพยนตร์ จะมีผลต่อการตัดสินเลือกภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำเทศกาลหรือไม่?

กรรมการรายแรกๆ ที่ตอบคำถามนี้ ดูเหมือนจะไม่กล้าสวนกระแส “ความถูกต้องทางการเมือง” จึงพากันกล่าวว่า บริบททางสังคม-การเมืองนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่คณะกรรมการต้องนำมาพิจารณาอย่างแน่นอน

กระทั่งถึงคิวของ ตราน อันห์ หุง ผู้กำกับฯ เชื้อสายเวียดนาม ที่ยืนหยัดอย่างชัดเจนว่า สำหรับเขา สิ่งสำคัญที่สุด คือ “ภาษาหนัง” เพราะ “ภาพยนตร์ที่ดี” คือหนังที่เลือกใช้ภาษาหนัง/ไวยากรณ์แบบใดแบบหนึ่ง เพื่อสื่อสารถึงประเด็นหลักที่อยู่ในหนังได้อย่างลงตัว

เขาจึงไม่มีทางตัดสินรางวัล โดยพิจารณาว่าหนังเรื่องไหนพูดเรื่องการเมืองมากหรือชัดกว่าหนังเรื่องอื่นๆ หรือหนังแนวไหนมีคุณค่ากว่าหนังแนวอื่นๆ

คำตอบของตราน ได้รับการสนับสนุนจากประธานคณะกรรมการอย่างซิงเกอร์ ที่กล่าวว่า ประเด็นทางสังคม-การเมืองอาจมีความสำคัญอยู่บ้าง แต่ถึงที่สุด หนังการเมืองย่อมไม่ใช่ “หนังดี” หากตัวคนทำไม่สามารถเลือกวิธีการถ่ายทอดประเด็นหลักของหนังออกมาได้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของทีมงานคัดเลือกหนังของเทศกาล ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น และคนดูอีกจำนวนหนึ่ง ดูเหมือนประเด็นทางสังคม-การเมืองร่วมสมัยของประเทศแหล่งกำเนิดภาพยนตร์เรื่องต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาถึงผลงานชิ้นนั้นๆ อยู่ไม่น้อย

กรณีที่ชัดเจน ก็เห็นจะเป็นภาพยนตร์ไทยสองเรื่องที่ได้เข้าฉายในสายการประกวดหลักและสายการประกวดรองประจำปีนี้

สำหรับ “สแน็ป” ที่ได้ฉายในสายการประกวดหลักนั้น ถูกกล่าวถึงอย่างชัดแจ้งจากประธานคัดเลือกหนังสายดังกล่าว ว่าเป็นหนังรักวัยรุ่น ซึ่งพูดถึงประเด็นการเมืองไทยร่วมสมัย อย่างน่าสนใจ

คล้ายกันกับที่ประธานคัดเลือกหนังสายเอเชี่ยน ฟิวเจอร์ กล่าวถึง “มหาสมุทรและสุสาน” ว่า เป็นหนังโรด มูฟวี่ ที่เผยให้เห็นถึงประเด็นลึกซึ้งว่าด้วยความขัดแย้งทางศาสนาและชาติพันธุ์

หลัง “สแน็ป” ฉายรอบสื่อมวลชนจบ มีสื่อจากเกาหลีใต้ ที่สามารถตีความหนังเรื่องนี้ได้อย่างแหลมคม โดยระบุว่าการต่อสู้กับความทรงจำเรื่องความรักของนางเอกภายในหนัง ก็คงไม่ต่างอะไรกับการต่อสู้และสภาวะขัดแย้งทางการเมืองไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

น่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้ดู “มหาสมุทรและสุสาน” จึงไม่ทราบว่า มีผู้ชมและสื่อมวลชนพูดถึงหนังเรื่องนี้ว่าอย่างไรบ้าง

เมื่อพูดถึงหนังไทยแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงหนังของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ฟิลิปปินส์”

ในปีนี้ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ร่วมกับ เจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเตอร์ จัดโปรแกรมพิเศษ “ครอสคัต เอเชีย” เป็นปีที่สอง

เมื่อปีที่แล้ว ทางผู้จัดได้แนะนำภาพยนตร์ไทยหลากหลายแนวให้คนดูชาวญี่ปุ่นได้รับชม ขณะที่ในเทศกาลครั้งล่าสุด โปรแกรมดังกล่าวได้มุ่งความสนใจไปยังวงการภาพยนตร์ฟิลิปปินส์

มีทั้งการจัดโปรแกรมเรโทรสเป็กทีฟให้แก่ บริลลันเต้ เมนโดซ่า ผู้กำกับคนสำคัญของวงการหนังฟิลิปปินส์ มีการฉายหนังใหม่ของคนทำหนังรุ่นเก๋าอย่าง คิดลัท ทาฮิมิก ตลอดจนมีการฉายผลงานของคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ อีกหลายราย

แต่จุดน่าสนใจจริงๆ ก็ได้แก่ การเสวนาถึงวงการหนังฟิลิปปินส์ร่วมสมัย ที่เต็มไปด้วยผลงานต้นทุนไม่สูง แต่คุณภาพดี ของผู้กำกับฯ อายุน้อย ซึ่งได้รับการยอมรับจากเทศกาลหนังนานาชาติ และบางเรื่องก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มคนดูภายในประเทศ

จนมีการบัญญัติศัพท์คำว่า “เมนดี้ส์” อันเกิดจากการผสมคำระหว่าง “เมนสตรีม” กับ “อินดี้” ขึ้นมาใช้อธิบายหนังกลุ่มนี้

ในปัจจุบัน ประเทศฟิลิปปินส์มีเทศกาลหนังสำคัญ ทั้งที่จัดโดยหน่วยงานของรัฐบาล และจัดโดยเอกชน (เป็นความร่วมมือระหว่าง บริลลันเต้ เมนโดซ่า กับบริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์เจ้าใหญ่) เทศกาลภาพยนตร์เหล่านี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่จัดฉายหนังแปลกๆ ทั่วทุกมุมโลก หรือหนังอินดี้ของผู้กำกับฯ ภายในประเทศเท่านั้น

ทว่า ยังมีหน้าที่มอบทุนสนับสนุนให้แก่คนทำหนัง/โปรเจ็กต์หนังที่น่าสนใจ โดยในส่วนของเทศกาลเกิดใหม่ที่จัดโดยฝ่ายเอกชน ก็ถึงกับมีข้อบังคับว่าหนังที่ได้รับทุน จะต้องมีตัวละครที่เป็นคนในชนบท ขณะที่ฝ่ายผู้พิจารณามอบทุน ก็พยายามจะกระจายทุนให้แก่คนทำหนัง/เรื่องราวจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

นี่ส่งผลให้ฟิลิปปินส์สามารถผลิตคนทำหนังรุ่นใหม่ ที่เต็มไปด้วยฝีไม้ลายมือ ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้น น่าสังเกตว่า การมุ่งปั้นคนทำหนังในประเทศ ได้กลายเป็นจุดเด่นสำคัญของเทศกาลภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์ และเป็นจุดเด่นที่แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยก็ยังไม่มี

กลับมาที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวกันต่อ จุดเด่นข้อสุดท้าย ที่ทำให้เทศกาลนี้เป็นมากกว่าเทศกาลหนัง ก็คือ การจัดกิจกรรมอื่นๆ เพื่อพยายามเชื่อมโยงโลกของภาพยนตร์ ออกไปสู่พื้นที่นอกจอ/นอกโรงภาพยนตร์

ที่เห็นได้ชัดก็คือ การจัดกิจกรรมมอบรางวัลเกียรติยศซามูไร อวอร์ดส ให้แก่ โยจิ ยามาดะ และจอห์น วู ณ โรงละครคาบุกิซะ ผนวกด้วยการแสดงคาบุกิ และการจัดฉายภาพยนตร์เก่าของ อากิระ คุโรซาว่า ที่ดัดแปลงจากบทละครคาบุกิ เช่นกัน

นี่จึงเป็นการเชื่อมสื่อในยุคใหม่อย่างภาพยนตร์ เข้ากับสื่อการแสดงแบบประเพณี (น่าเสียดาย ที่ผมต้องพลาดกิจกรรมนี้ เพราะไม่ได้พกเสื้อสูทติดกระเป๋าเดินทางไปด้วย)

ไม่ใช่แค่เชื่อมศิลปะภาพยนตร์เข้ากับศิลปะการแสดงประเภทอื่น แต่ผู้จัดเทศกาลยังพยายามเชื่อมโยงการจัดฉายภาพยนตร์เข้ากับกิจกรรมการรับประทานอาหาร

ด้วยการแปรพื้นที่ลานด้านล่างบางส่วนของรปปงหงิ ฮิลล์ส อันเป็นสถานที่จัดเทศกาล ให้กลายเป็นลานอาหาร โดยมีเชฟระดับติดดาวมิชลิน มาคิดค้นเมนูประยุกต์ราคาไม่แพง เพื่อรองรับผู้เข้ามาชมภาพยนตร์

คนดูหนังจึงมีโอกาสได้ทานอาหารญี่ปุ่น, ฟิวชั่น, ยุโรป รสชาติดีๆ ในราคาที่คิดเป็นเงินไทยเพียงหลักร้อยบาท

คล้ายกับว่าลานอาหารแห่งนี้จะไม่มีความข้องเกี่ยวกับโลกของภาพยนตร์โดยตรง แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมอีกชนิดหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ซึ่งแยกไม่ขาดจากตัวเทศกาล แถมยังมีนักดูหนัง ตลอดจนสื่อมวลชน ให้ความสนใจ มาใช้บริการกันค่อนข้างเยอะ

ปิดท้ายด้วยกิจกรรมดนตรี “ซีเนม่า มิวสิก แจม” ซึ่งเป็นเวทีที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากลานอาหารมากนัก และมีโปรแกรมการแสดงช่วงหัวค่ำ ในครึ่งหลังของเทศกาล

กิจกรรมนี้จะมีกลุ่มนักดนตรีสากลฝีมือดีของญี่ปุ่นมาเป็นศิลปินหลักประจำเวที เพื่อขับกล่อมบรรเลงคนดูหนังหรือผู้คนที่เดินผ่านไปมาในย่านนั้น ด้วยเพลงดังๆ จากภาพยนตร์หลากหลายแนว โดยในแต่ละวัน ก็จะมีนักร้องรับเชิญหมุนเวียนสับเปลี่ยนมาร่วมแสดงกับกลุ่มนักดนตรีหลัก

ผมมีโอกาสได้เข้าไปชมและฟังการแสดงในวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งมีนักร้องรับเชิญเป็น “คริส ฮาร์ต” ศิลปินผิวสีชาวอเมริกันวัย 31 ปี ที่มีความสนใจในดนตรี ภาษา และวัฒนธรรมญี่ปุ่น ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น

ปัจจุบัน ฮาร์ต เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นศิลปินออกอัลบั้มเพลงภาษาญี่ปุ่น ในประเทศญี่ปุ่น และการขึ้นแสดงบนเวทีซีเนม่า มิวสิก แจม ก็ตอกย้ำให้คนดูเห็นว่า เขาสามารถร้องเพลงภาษาญี่ปุ่นได้ดี ดุจเดียวกันกับเจ้าของภาษาเลยทีเดียว

โดยสรุป ถ้าจะถามผมว่าอะไรคือจุดเด่นของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว คำตอบแรกที่คิดออกทันที ก็คงจะเป็น “ความหลากหลาย”

หลากหลายทั้งในเรื่องแนวทางของหนังที่ถูกคัดเลือกมาฉาย

หลากหลายทั้งในเรื่องกิจกรรมทางวัฒนธรรม ที่ครอบคลุมตั้งแต่ภาพยนตร์, การแสดงคาบูกิ เรื่อยมาจนถึงกิจกรรมลานอาหารและเวทีดนตรีนานาชาติ

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวจึงกอปรขึ้นจากความหลากหลาย ที่หลุดพ้นออกจากกรอบแคบๆ ของโลกแห่งภาพยนตร์ แต่ยังเป็นเวทีของศิลปะ/ศิลปินหลากแขนง ซึ่งสามารถเชื่อมโยงความแตกต่างทางภาษา-ชาติพันธุ์ ให้มาโลดแล่นเคียงคู่กันได้อย่างมีเสน่ห์