คนมองหนัง

คิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อย เกี่ยวกับหนังสารคดี “หมอนรถไฟ” (สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์)

“โครงสร้าง” ของหนังสารคดี

การที่หนังสารคดีเรื่องหนึ่งใช้เวลาคิด-ทำถึง “แปดปี” มันย่อมมีโอกาสสูงมาก ที่หนังจะเลอะ หรือไม่เป็นระบบระเบียบ

แต่ “หมอนรถไฟ” สามารถจัดระบบฟุตเทจกว่าร้อยชั่วโมงออกมาเป็นหนังสารคดียาวไม่ถึงสองชั่วโมง ที่มี “โครงสร้าง” ของเรื่องราวแข็งแรงเป็นอย่างยิ่ง

หากดูจากการที่หนังค่อยๆ ไล่เรียงการสำรวจขบวนรถไฟไทยจากชั้น 3 ชั้น 2 ตู้เสบียง ชั้น 1

หรือวิธีการเปิด-ปิดหนังด้วย “องค์ความรู้” บางอย่างเกี่ยวกับประวัติศาสตร์รถไฟไทย ซึ่งใช้ห่อหุ้มอารมณ์ความรู้สึก ความฝัน ความผุพังของรถไฟและผู้โดยสารรถไฟในสังคมไทยร่วมสมัย ที่คนดูต้องเผชิญหน้ากับมันด้วยฐานะ “ผู้ไม่รู้”

“จ้องมอง” และ “มีส่วนร่วม”

“หมอนรถไฟ” เดินตามจารีตของหนังสารคดีร่วมสมัย คือ การท่องไปมาระหว่าง “สถานการณ์จริง” กับ “สถานการณ์สมมุติ (เสมือนจริง/เรื่องแต่ง)” ขณะที่คนทำก็เล่นสองบทบาท ระหว่าง “ผู้จ้องมอง” กับ “ผู้มีส่วนร่วม (กับเรื่องราว)”

กว่าค่อนเรื่อง คล้ายหนังจะเทน้ำหนักไปยัง “สถานการณ์จริง” และการเล่นบท “ผู้จ้องมอง” ของคนทำ (ซึ่งเข้าไปมี “ส่วนร่วม” กับเรื่องราว-ซับเจ็คท์อยู่เพียงเล็กน้อย)

ก่อนที่โครงเรื่องจะพลิกผันในช่วงท้าย เมื่อ “สถานการณ์สมมุติ” ถูกสร้างขึ้น มี “ตัวละคร” ถือกำเนิดขึ้นมา เช่นเดียวกับคนทำที่เข้าไปมี “ส่วนร่วม” จริงจัง ในการถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับรถไฟของตนเองและครอบครัว

นอกจากนี้ อารมณ์ของหนังยังเปลี่ยนแปลงไป จากการนำเสนอชีวิต รายละเอียดต่างๆ บนรถไฟอย่างสงบนิ่ง เรียบร้อย มาสู่การสร้างเรื่องราวที่เปี่ยมสีสัน และมีอารมณ์ขันเข้าขั้นร้ายกาจทีเดียว

railway-sleepers

“ชาติ” ในรถไฟ

อย่างน้อย “หมอนรถไฟ” ก็น่าจะทำให้หลายคนนึกถึง “ดอกฟ้าในมือมาร” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ถ้าเรื่องเล่าที่บิดผันไปเรื่อยๆ ในหนังเรื่องหลัง แสดงให้เห็นถึง “ชุมชนจินตกรรม” ที่เรียกว่าชาติ รถไฟในหนังเรื่องแรกก็ทำหน้าที่คล้ายๆ กัน

จุดที่น่าสนใจ คือ “ชาติ” ที่สำแดงตนผ่านขบวนรถไฟ มิได้เป็น “ชุมชน” ที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเองและแยกขาดออกจากชุมชนอื่นๆ เด็ดขาด เพราะหนังยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ว่าการพยายาม “สร้างชาติ” ผ่านรถไฟนั้น ต้องอาศัยความรู้ของฝรั่ง (และแม้ปัจจุบัน เราก็ยังเดินตามแนวทางนั้น เพราะซับเจ็คท์กลุ่มแรกๆ ที่หนังจับจ้อง คือ บรรดาเด็กตัวน้อยๆ ที่พ่อแม่ส่งเข้าเรียนในหลักสูตร “อิงลิช โปรแกรม” ซึ่งเดินทางขึ้นมาแสวงหาความรู้/ประสบการณ์ชีวิตบนขบวนรถไฟ)

สมพจน์ยังย้อนให้เราเห็นว่า แม้ “กระบวนการสร้างชาติ” จะยึดโยงอยู่กับความต้องการทันสมัย ศิวิไลซ์ เจริญ พัฒนา แต่อีกด้าน “การสร้างชาติ” ผ่านระบบคมนาคมสมัยใหม่ยุคแรกเริ่ม ก็เกิดขึ้นพร้อมการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง

ที่ตลกร้าย คือ การพยายามกระชับอำนาจทางการเมืองในอีกกว่าศตวรรษต่อมา กลับส่งผลให้การจินตนาการถึงชาติครั้ง/แบบใหม่ผ่าน “รถไฟความเร็วสูง” ต้องชะงักงันลงไป

นี่จึงเป็นเหลี่ยมมุมอันสลับซับซ้อนหลากหลายหน้าของ “การสร้างชาติ”

“หลายชีวิต” บนรถไฟ

แน่นอนจุดเด่นที่คนดู “หมอนรถไฟ” ทุกรายคงมองเห็นชัดเจน คือ การจับจ้องเฝ้ามอง “หลายชีวิต” บนขบวนรถไฟ (หลายขบวน) โดยคนทำ ที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ การเติบโตเปลี่ยนผ่าน ความขัดแย้ง ความไม่เท่าเทียม การละเล่น เรื่องราวซุบซิบในชีวิตประจำวันของสามัญชนคนไทย

โดยส่วนตัว ผมชอบช่วงเวลาที่หนังจับภาพกลุ่มผู้โดยสารเพศทางเลือกนั่งพูดคุยกัน (เพราะเคยมีประสบการณ์จ้องมองสถานการณ์คล้ายๆ กัน ขณะนั่งรถไฟไปอีสานใต้) แล้วก็ชอบการจับภาพผู้โดยสารนั่งอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ (ที่มีสภาพ “ตายซาก” ทางธุรกิจ ไม่ต่างจากรถไฟ) ที่ดูย้อนแย้งกับอัตลักษณ์ส่วนบุคคลของผู้โดยสารรายนั้นๆ (ได้แก่ ภาพลุงแก่ๆ ที่น่าจะเป็นคนต่างจังหวัด นั่งอ่านหน้า “ต่างประเทศ” ของหนังสือพิมพ์ฮาร์ดนิวส์อย่างตั้งใจ หรือภาพเด็กสาวมุสลิมใส่ฮิญาบนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บันเทิง ที่เต็มไปด้วยรูปนางแบบสาวเปลื้องผ้าสุดวาบหวิว)

“ภูมิศาสตร์ล่องหน” ในหนังโร้ดมูฟวี่

“หมอนรถไฟ” อาจเป็นโร้ดมูฟวี่ แต่หนังก็เล่นกับความคลุมเครือ จนคนดูไม่สามารถตระหนักชัดได้ว่า “ขบวนรถไฟ” (ที่ถูกนำเสนอราวกับเป็น “รถไฟสายเดียวสืบเนื่องกัน” ภายในหนัง) จะนำพาพวกเขาไปไหนบ้าง?

ดังเช่นคำถามที่คนดูท่านหนึ่งถามผู้กำกับประมาณว่า รถไฟในหนังได้เดินทางไปภาคอีสานบ้างหรือไม่? เพราะเหมือนเราจะแทบไม่เห็น “ภาคอีสาน” ในหนังเรื่องนี้

คำตอบของผู้กำกับคือ “มีภาคอีสาน” อยู่ในหนัง แต่ “ภาคอีสาน” บนขบวนรถไฟอาจกลืนกลายเข้ากับการเดินทาง (ที่แสนพร่าเลือน) จนผู้ชมหลายคนไม่สามารถรู้ชัดได้ว่า ภาคอีสานอยู่ตรงไหน? ปรากฏขึ้นเมื่อไหร่?

จึงอาจกล่าวได้ว่า “ภูมิศาสตร์” ใน “หมอนรถไฟ” นั้นมีความลื่นไหลไม่ชัดเจน หรือไม่มี “แผนที่” ในหนังสารคดีแนวโร้ดมูฟวี่เรื่องนี้

from-gulf-to-gulf-to-gulf

หลายปีก่อน ผมมีโอกาสได้ดูหนังสารคดีเรื่อง “From Gulf to Gulf to Gulf” (Shaina Anand, Ashok Sukumaran) ที่เทศกาลภาพยนตร์ลอนดอน หนังถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของผู้คนบนเรือสินค้าที่ล่องจากเอเชียใต้ไปอ่าวเปอร์เซีย

น่าสนใจว่าจุดหนึ่งที่คนดูฝรั่งวัยชราคอมเมนท์หลังหนังจบ ก็คือ คนทำน่าจะใส่กราฟิกแผนที่ประกอบเข้าไปในภาพยนตร์เป็นระยะๆ เพื่อแสดงให้คนดูเห็นว่าเรือสินค้าในหนังเดินทางไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในผู้กำกับตอบว่า เขาไม่เห็นด้วยนักกับการใส่กราฟิกแผนที่ลงไป เพราะ “ภูมิศาสตร์” ที่หนังพยายามนำเสนอ มีลักษณะเป็น “ภูมิศาสตร์ทางเลือก” (เบื้องต้น คือ ภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงระหว่างโลกมุสลิม อันอยู่นอกเหนือจากความเข้าใจของ “โลกตะวันตก”) ซึ่งอาจไม่สามารถอธิบายได้ด้วย “แผนที่” ที่เป็นเครื่องมือขององค์ความรู้แบบ “ภูมิศาสตร์กระแสหลัก”

ผมคิดว่า “ภูมิศาสตร์/แผนที่ล่องหน” ใน “หมอนรถไฟ” ก็มีศักยภาพลักษณะนี้เช่นกัน

หนังพยายามเปิดทางเลือกว่าเราอาจมีจินตนาการ “แบบอื่นๆ” ในการก่อร่างสร้างชาติ

ซึ่งหนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดในการสร้างทางเลือกดังกล่าว ก็คือ การพยายาม “เลือน” รอยแบ่งแยกระหว่างภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย

หนังที่ทำให้คนดูอยากทำหนัง

ในมุมมองของผม อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นมากๆ ของ “หมอนรถไฟ” ก็ได้แก่ ศักยภาพในการสร้างแรงบันดาลใจว่าการทำหนังมันไม่ใช่ “งานช่างฝีมือระดับสูง/ยาก”

แต่การทำหนังพัวพันกับคำถามสำคัญๆ คือ คุณมีเรื่องอะไรอยากจะเล่า และ คุณจะแสวงหา เรียบเรียง จัดระบบระเบียบวัตถุดิบที่นำมาประกอบเป็นเรื่องเล่านั้นๆ อย่างไร รวมถึงคุณมีความอดทนและรอคอยได้นานแค่ไหน มากกว่า

ศักยภาพตรงนี้อาจดำรงอยู่ในผลงานเล็กๆ น้อยๆ ตามเทศกาลหนังสั้นหรือหนังทางเลือกต่างๆ

แต่เราไม่ค่อยได้เห็นสปิริตดังกล่าวในสื่อทีวี หนังเมนสตรีม หรือหนัง “อินดี้” (ส่วนใหญ่) กระทั่งคลิปไวรัลในโลกออนไลน์ ยุคปัจจุบัน มากนัก

เอาง่ายๆ คือตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เวลาได้ดูหนังที่รู้สึกประทับใจ ผมอาจรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกอยากตีความ/วิเคราะห์/คิดต่อ รู้สึกทึ่งว่าคนทำมันสร้างหนังเรื่องนั้นนี้ออกมาได้ยังไง

แต่กลับไม่ค่อยเกิดความรู้สึกประเภท เออ! ดูหนังเรื่องนี้เสร็จ แล้วอยากหยิบกล้องวิดีโอ กล้องถ่ายรูป หรือสมาร์ทโฟน ออกไปถ่ายหนังบ้าง

กระทั่งดู “หมอนรถไฟ” จบ ความรู้สึกทำนองนี้จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังห่างหายจากมันมานานปี

Advertisements
คนมองหนัง

ความพร่าเลือนของรัฐ-ชาติ และความทับซ้อนของศาสนา ใน ‘สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์’

หมายเหตุ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวาระครบรอบ 7 ปี แห่งการเสียชีวิตของ “บัณฑิต ฤทธิ์ถกล” หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์คนสำคัญของไทย

 

บล็อกคนมองหนังขอรำลึกถึงบัณฑิต ผ่านบทความว่าด้วย “สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์” ภาพยนตร์ใน “ยุคปลาย” ของเขา ซึ่งถูกกล่าวถึงไว้ไม่มากนัก

 

บทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารไบโอสโคป ภายหลังบัณฑิตเสียชีวิตได้ไม่นาน

ไอ้กล่อมเป็นชายหนุ่มชาวโยเดีย/อยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปยังเมาะตะมะโดยกองทัพอังวะ เมื่อคราวสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ครั้นเมื่ออังวะกรีฑาทัพมารบกับกรุงเทพฯ ในสงครามเก้าทัพสมัยรัชกาลที่ 1 กล่อมก็ถูกกองทัพพม่าเกณฑ์ให้ไปร่วมรบด้วย

หลังทัพอังวะพ่ายแพ้ที่สมรภูมิสามสบและท่าดินแดง รี้พลพม่าที่มีทหารชาวโยเดีย/อยุธยา/ไทยรวมอยู่ด้วยก็พากันล่าถอยมายังบริเวณลำน้ำกษัตริย์ แต่แล้วกล่อมก็ต้องเสียชีวิตลง ณ ลำน้ำสายนี้ ด้วยกระสุนปืนของทหารฝ่ายสยาม

ส่งผลให้เนียน เมียของกล่อม ซึ่งเป็นหญิงสาวชาวโยเดียผู้ถูกกวาดต้อนไปยังเมาะตะมะเมื่อคราวเสียกรุงเช่นกัน ตัดสินใจดั้นด้นออกตามหาผัวมาจนถึงบริเวณลำน้ำกษัตริย์ ทว่า เธอกลับถูกฆ่าข่มขืนโดยโจรป่า กระทั่งวิญญาณของเนียนต้องไปสิงสู่อยู่ในร่างเสือเพื่อรอคอยการกลับมาของชายคนรัก

ชะตากรรมของกล่อมและเนียนแสดงให้เห็นถึงชีวิตของคนเล็กคนน้อยในปลายยุคอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์ ที่ไม่ได้มีความผูกพันอยู่กับรัฐ-ชาติสมัยใหม่ ซึ่งมีเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างรัฐอย่างชัดเจน ผู้คนในยุคสมัยนั้น (ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือพม่า) จึงสามารถเดินทาง/ถูกกวาดต้อนไปมาระหว่างอาณาจักร โดยมิต้องอ้างอิงตนเองเข้ากับหลักคิดในเรื่องเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐ-ชาติแต่อย่างใด

ชีวิตของคนอยุธยาอย่างกล่อม ผู้กลายเป็นทหารในทัพพม่า/อังวะ และถูกสังหารโดยกระสุนปืนของทหารสยาม/กรุงเทพฯ จึงไม่สามารถจะถูกอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ด้วยประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยกระแสหลักที่ยึดเอารัฐ-ชาติ และบูรณภาพเหนือดินแดนของรัฐ-ชาติ เป็นศูนย์กลางในการเล่าเรื่อง

%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad

100 ปีผ่านไป กล่อมกลับชาติมาเกิดเป็นวัน พรานป่าที่ผ่านการบวชเรียนตามหลักพุทธศาสนามาแล้ว และเขาก็กำลังจะได้เผชิญหน้ากับเนียนที่เป็นวิญญาณสิงสู่อยู่ในร่างเสือ ณ ผืนป่าบริเวณลำน้ำกษัตริย์

เวลาที่ล่วงเลยผันผ่านส่งผลให้คู่ขัดแย้งหลักของสยามไม่ใช่พม่าอีกต่อไป แต่ (ชนชั้นนำ) สยามกลับได้เผชิญหน้ากับฝรั่ง ‘ตะวันตก’ จนต้องปรับเปลี่ยนความคิดและวิธีการมองโลกในหลายๆ ด้านของตนเอง เพื่อวิวัฒน์ไปตามศูนย์อำนาจใหม่ที่ตนปะทะสังสรรค์ด้วย อันนำไปสู่แนวคิดเรื่องรัฐและภูมิศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งทำให้เส้นพรมแดนของสยามเริ่มมีตัวตนชัดเจนมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของฝรั่ง ‘ตะวันตก’ กลับทำให้ความคิดความเชื่อบางเรื่องของชาวสยามต้องสั่นคลอนคลุมเครือไปเช่นกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 อดีตนายทหารอังกฤษคนหนึ่งซึ่งเคยร่วมรบในสงครามที่ยึดเอาพม่าเป็นอาณานิคมมาแล้ว ได้ติดต่อขายปืนปลอมให้กับเจ้าสัวชาวจีนผู้ค้าของป่าอยู่ในบางกอก เมื่อถูกจับเท็จได้และไม่สามารถหาเงินมาชดใช้คืนพ่อค้าจีน อดีตนายทหารตะวันตกจึงถูกบังคับให้ไปทำงานล่าสัตว์กับบรรดาลูกน้องของเจ้าสัวที่ป่าบริเวณเส้นพรมแดนสยาม-พม่า ณ เมืองกาญจนบุรี

คณะล่าสัตว์จากบางกอกได้เดินทางไปในป่าร่วมกับวันและจูเลีย สาวลูกครึ่งที่มีพ่อเป็นมิชชันนารีฝรั่งผู้เดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในหมู่บ้านป่า และมีแม่เป็นหญิงกะเหรี่ยง

สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือ จูเลียมีอดีตชาติเป็นโจรป่าผู้ฆ่าข่มขืนเนียน ดังนั้น นอกจากวิญญาณของเนียนในร่างเสือจะเดินทางไขว่คว้าตามหารักจากกล่อม/วันแล้ว เธอก็ยังมุ่งมั่นติดตามไล่ล่าล้างแค้นจูเลีย เพื่อให้โจรป่าในชาติที่แล้วต้องชดใช้กรรมเก่าของตนเองในชาตินี้

ด้วยเหตุนี้ วิญญาณของเนียนซึ่งสิงสู่อยู่ในร่างเสือ กับ จูเลีย จึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอยู่บนฐานคิดเรื่องชาติก่อน-ชาตินี้-ชาติหน้า และเรื่องกรรมตามหลักพุทธศาสนา

อาจกล่าวได้ว่าฐานคิดทางพุทธศาสนาเรื่องกรรมและการกลับชาติมาเกิดนั้น ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของชนชั้นปกครองไทย ซึ่งพยายามก่อรูปการจิตสำนึกของผู้คนในสังคมให้ยอมรับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันของตนเองและยอมรับอำนาจของชนชั้นปกครอง รวมทั้งผลักภาระเรื่องปัญหาความไม่เท่าเทียมหรือความไม่เป็นธรรมต่างๆ ให้กลายเป็นเรื่องของกรรมที่ก่อขึ้นโดยปัจเจกบุคคลในชาติที่แล้ว

ขณะที่ผู้คนในชาติภพปัจจุบันก็ไม่จำเป็นต้องรวมตัวกันต่อสู้หรือทำการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อให้ปัญหาเหล่านั้นได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทว่า กลับต้องจำใจยอมรับผลกรรมในชาติก่อนโดยมิอาจโต้แย้งหรือหลีกเลี่ยง

ดังนั้น กรรมจากชาติที่แล้วซึ่งสำแดงตนผ่านรูปของวิญญาณที่สิงสู่อยู่ในร่างเสือ จึงมีสภาพคล้ายกับเป็นหมาป่าที่กำลังไล่ล่าลูกแกะที่ไร้ทางสู้อย่างจูเลีย

(น่าสนใจว่าในช่วงเวลาที่ความรู้เรื่องรัฐและภูมิศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาแทนที่ความรู้ชุดเดิม อันนำมาสู่ความคิดในเรื่องหลักบูรณภาพเหนือดินแดนนั้น สยามพยายามต่อสู้แย่งชิงดินแดนกับฝรั่งเศสแต่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักจำนวนมากจึงดูเหมือนจะพยายามเปรียบเทียบสยามให้เป็นดังลูกแกะที่ถูกหมาป่าอย่างฝรั่งเศสรังแก แต่ในกรณีนี้ศาสนาหลักของชาวสยามกลับกลายเป็นหมาป่าที่กำลังไล่ล่าลูกแกะ ซึ่งเป็นลูกครึ่งฝรั่งเสียเอง)

แต่ลูกแกะอย่างจูเลียกลับคล้ายจะเป็นลูกแกะของพระเจ้า เพราะแม้เธออาจได้แสดงความคิดแบบมนุษยนิยมที่ไม่เชื่อในศาสนาใดๆ ออกมา แต่เธอก็เกิดในครอบครัวที่มีพ่อเป็นมิชชันนารี และที่สำคัญไม่ว่าจุดยืนความคิดของเธอจะมาจากฐานคิดทางด้านมนุษยนิยมหรือคริสตศาสนา จูเลียก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอไม่เชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิดและเรื่องกรรมแบบพุทธ

สุดท้ายวิญญาณของเนียนในร่างเสือก็ไม่สามารถทำอะไรจูเลียได้จริงๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ผ่านการบวชเรียนทางพุทธศาสนาอย่างทิดวัน/กล่อมในชาติก่อน มาขอให้เมียในอดีตชาติอภัยและอโหสิต่อจูเลีย ก่อนที่เขาจะปลิดวิญญาณของเนียนด้วยกระสุนลูกประคำศักดิ์สิทธิ์เพื่อส่งเธอไปผุดไปเกิด

(น่าสนใจว่าขณะที่กล่อมต้องเสียชีวิตลงท่ามกลางความพร่าเลือนของรัฐ-ชาติ เนียนก็ถูกปลดปล่อยวิญญาณไปในบริบทของความทับซ้อนทางศาสนาเช่นกัน)

แต่อีกด้านหนึ่ง จูเลียก็กำสร้อยคอที่มีจี้รูปไม้กางเขนไว้แน่นมืออย่างที่เธอไม่เคยแสดงออกมาก่อน เมื่อเธอต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากเสือผีผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวร

กระทั่งอาจตั้งคำถามได้ว่า หรือแนวคิดเรื่องกรรมของศาสนาพุทธที่สำแดงตนผ่านวิญญาณในร่างเสือ จะไม่สามารถทำอะไรกับคริสตชนอย่างจูเลียได้

ขณะเดียวกันความทับซ้อนคลุมเครือของประเด็นเรื่องความคิดความเชื่อทางศาสนาดังกล่าว ก็อาจแสดงให้เห็นว่า ชนชั้นปกครองที่ศูนย์กลางของสยาม ซึ่งมีพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครองผู้คนนั้น ไม่สามารถจะแพร่อำนาจของตนเองไปถึงดินแดนชายขอบหรือเหล่า ‘คนนอก’ เช่น กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในป่าพรมแดนสยาม-พม่าได้

(ดังจะเห็นได้จากบทบาทของเหล่านักล่าสัตว์จากบางกอก ที่มีความสำคัญน้อยมากต่อเรื่องราวสลับซับซ้อนของความเชื่อทางศาสนาที่ดำเนินไป)

แต่กลับเป็นศาสนาจากภายนอกอย่างศาสนาคริสต์ ที่สามารถเข้าถึงบรรดาคนนอกในดินแดนชายขอบเหล่านั้นได้มากกว่า

หากพิจารณาเชื่อมโยงมายังประวัติศาสตร์ของระบบการศึกษาไทยยุคใหม่ เราก็จะพบว่าในช่วงเวลาหนึ่ง โรงเรียนที่ก่อตั้งขึ้นโดยเหล่ามิชชันนารีถือเป็นแหล่งบ่มเพาะการศึกษาให้แก่เหล่ายุวชนคนนอก เช่น ลูกจีนหรือลูกแขก อย่างมีนัยยะสำคัญ

%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%96%e0%b8%81%e0%b8%a5

โดยลูกจีนอย่าง ‘บัณฑิต ฤทธิ์ถกล’ ผู้จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา และอัสสัมชัญพานิช ก็ถือเป็นหนึ่งในผลิตผลของระบบการศึกษารูปแบบดังกล่าว

แม้ผลงานภาพยนตร์ยุคหลังของบัณฑิตจะถูกกล่าวถึงเชิงชื่นชมไม่มากนักในหมู่นักดูหนัง แต่หนึ่งในผลงานเหล่านั้นของเขาอย่าง ‘สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์’ กลับเป็นหนังของบัณฑิตที่อยู่ในความทรงจำของผู้เขียนมากที่สุด อันเนื่องมาจากความซับซ้อนชวนขบคิดที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวของภาพยนตร์นั่นเอง

เมื่อบัณฑิตต้องเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนจึงไม่สามารถจะทำอะไรได้มากไปกว่าการแสดงความรำลึกถึงเขาผ่านงานเขียนชิ้นนี้