ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

เดวิด โครเนนเบิร์ก: ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ = นวนิยาย, หนังฉายโรง = เรื่องสั้น

1024px-Director_DAVID_CRONENBERG_of_the_film_'Spider'_during_the_Toronto_International_Film_Festival

“ผมเริ่มที่จะคิดว่า บางที สื่อภาพยนตร์ที่เทียบเท่าได้กับงานเขียน ‘นวนิยาย’ คือ ‘ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์’ ซึ่งอาจจะดำเนินเรื่องติดต่อกันยาวนาน 5 ปี หรือ 7 ปี

“จริงๆ แล้ว ซีรีส์เหล่านี้คือศิลปะชนิดใหม่ ที่ไม่เหมือนกับซีรีส์โทรทัศน์ยุคเก่า ผมได้ดูซีรีส์เน็ตฟลิกซ์บางเรื่อง ซึ่งผมคิดว่ามันมีคุณภาพยอดเยี่ยมทีเดียว อย่างเช่น Babylon Berlin ของทอม ทีคแวร์ งานประเภทนี้มีทั้งความมหัศจรรย์และความคล้ายคลึงกับนวนิยาย

“ผมคิดว่าบางที ‘ภาพยนตร์ฉายโรง’ อย่างที่พวกเรารู้จักกัน น่าจะเปรียบได้กับการเขียน ‘เรื่องสั้น’ แต่ถ้าคุณต้องการเขียนนวนิยาย (ผ่านสื่อภาพยนตร์) คุณก็ต้องหันมาทำซีรีส์

“ผมเริ่มคิดว่า บางทีตัวเองอาจยังเดินทางไปไม่ถึงจุดสุดท้ายของภาพยนตร์ หากเรามองเห็นวิวัฒนาการของมัน เป็นไปได้ว่าแทนที่จะลงมือเขียนนวนิยาย ผมอาจลองไปผลิตซีรีส์ป้อนเน็ตฟลิกซ์”

เดวิด โครเนนเบิร์ก

ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นเก๋าชาวแคนาดา

ที่มาเนื้อหา https://www.screendaily.com/news/cinema-is-already-dead-says-david-cronenberg-/5130906.article

ภาพประกอบ By http://www.ficg (Toronto Film Festival) [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commons

Advertisements
ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“จุดเปลี่ยน” ของภาพยนตร์ในมุมมอง “อภิชาติพงศ์”

“แน่นอน ผมสร้างหนังเพื่อออกฉายในพื้นที่ดังกล่าว (โรงภาพยนตร์)

“หลายครั้ง ผมมักรู้สึกว่าดีวีดีหรืออะไรก็ตามที่คล้ายคลึงกัน นั้นไม่ใช่หนังสำหรับผม ผมเป็นคนรุ่นเก่า พวกเรายังคงผูกผันกับการดูหนัง ในฐานะที่มันเป็นประสบการณ์รวมหมู่

“และไม่ใช่แค่ในแง่มุมของผู้ชม เพราะเมื่อเรามาเป็นคนทำหนัง เราก็มักเพิ่มเกรนหรือแก้สีเพื่อให้งานภาพของตัวเองมีลักษณะเหมือนถูกถ่ายด้วยฟิล์ม

“แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเขาไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้อีกแล้ว นี่คือจุดเปลี่ยนของภาพยนตร์ เราทำได้แค่ยอมรับมัน และครุ่นคิดจินตนาการถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา”

เจ้ย ฟิล์ม

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยสนทนากับ เจสสิก้า เกียง

ที่มาเนื้อหา The Thai director who shows the future of cinema
http://www.bbc.com/culture/story/20180523-the-thai-director-who-shows-the-future-of-cinema

ที่มาภาพประกอบ http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

ข่าวบันเทิง

SLEEPCINEMAHOTEL “โรงแรมแห่งภาพยนตร์” ของอภิชาติพงศ์ ที่ “รอตเตอร์ดัม”

“อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำชาวไทย กำลังมีโปรเจ็คท์ใหม่ชื่อ “SLEEPCINEMAHOTEL” ในเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยจะเป็นการนำเอาจอภาพยนตร์มาติดตั้งรายล้อมผู้ชม ณ สถานที่ซึ่งถูกจัดสร้างขึ้นเป็นโรงแรมชั่วคราว (ดัดแปลงจากศูนย์การประชุมแห่งหนึ่ง)

โปรเจ็คท์โรงแรมชั่วคราวดังกล่าวจะเปิดทำการระหว่างวันที่ 25-30 มกราคมนี้ โดยมีเตียงเดี่ยวและเตียงสองชั้นให้ผู้เข้าพักใช้บริการ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ห้องอาบน้ำและอาหารเช้า ขณะที่ภาพเคลื่อนไหวในจอรูปทรงวงกลม ซึ่งจะช่วยขับกล่อมแขกๆ ก่อนเข้านอน ก็จะถูกติดตั้งอยู่ ณ พื้นที่แห่งเดียวกัน  และมีการแพร่ภาพตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับภาพเคลื่อนไหวที่จะนำมาจัดแสดงนั้น อภิชาติพงศ์ได้รับความร่วมมือจากพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ “อาย” (EYE) และสถาบันเสียงและภาพแห่งเนเธอร์แลนด์

6ae58527-a3b2-4213-bebf-9e038905995e

เว็บไซต์ของโครงการ SLEEPCINEMAHOTEL ระบุว่าโปรเจ็คท์ล่าสุดของอภิชาติพงศ์มิใช่ทั้งภาพยนตร์, ผลงานศิลปะจัดวาง หรือแม้กระทั่งบทภาพยนตร์ที่โลดแล่นอยู่ในจินตนาการ ทว่า นี่คือโรงแรมที่มีการเปิดให้บริการจริงๆ โดยแขกผู้เข้าพักทุกรายจะได้เข้านอนในห้องฉายหนังแห่งเดียวกัน ซึ่งดัดแปลงจากโถงใหญ่ของศูนย์การประชุม ในการนี้ ด้านหนึ่งของโถงจะเป็นโซนเตียงนอน ขณะที่อีกด้าน จะเป็นพื้นที่สำหรับจอฉายภาพยนตร์รูปทรงวงกลม

ทั้งผู้เข้าพักในยามค่ำคืนและผู้เยี่ยมเยือนในยามกลางวันจะได้เดินทางเข้าสู่โลกที่เราคุ้นเคยในหนังอภิชาติพงศ์ อันเต็มไปด้วยความสัมพันธ์/การปะทะกันระหว่างภาวะนิทรากับภาพยนตร์ ผีกับจินตนาการ อดีตกับปัจจุบัน

light

และถึงแม้อภิชาติพงศ์มักชอบกล่าวว่าเขายอมรับได้ หากจะมีผู้ชมผล็อยหลับระหว่างดูหนังของตน แต่ผู้กำกับชาวไทยรายนี้ก็ไม่เคยลงมือสร้างโปรเจ็คท์ที่เชื่อมผสานโรงแรมเข้ากับภาพยนตร์มาก่อน

หนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของโปรเจ็คท์ SLEEPCINEMAHOTEL ก็คือ ภาพนิ่งจาก “Strike” หนังยาวเรื่องแรกของ “เซอร์เก ไอเซนสไตน์” ซึ่งภาพของเหล่ากรรมกรในนั่งร้านถูกนำเสนอเป็นเงาสีดำ ที่ส่องสะท้อนบนกำแพงกระจก ดังนั้น ในโรงแรมชั่วคราวของอภิชาติพงศ์ แขกผู้เข้าพักทุกคนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการละเล่นทางแสงและเงา โดยภาพเงาเคลื่อนไหวของพวกเขาจะโลดแล่นอยู่บนหน้าต่างของตึก ซึ่งหันหน้าให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมาตามท้องถนน

strike

สำหรับภาพยนตร์ที่จัดฉายในโรงแรมจะเป็นภาพเรือ, สายน้ำ, หมู่เมฆ, ผู้คนที่นิทรา, เหล่าสัตว์ที่หลับใหล ซึ่งนำมาจากแผ่นฟิล์มภาพยนตร์เก่า นอกจากนี้ ภาพเคลื่อนไหวที่นำมาแสดงจะไม่มีภาพจากหนังเรื่องใดๆ ของอภิชาติพงศ์ ที่สำคัญ ภาพเหล่านั้นจะเคลื่อนไหวไปอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด และไม่มีซีนใดที่ปรากฏซ้ำเป็นหนที่สอง สอดคล้องกับอุปมาที่ว่า “ไม่มีใครสามารถเหยียบย่างลงบนแม่น้ำสายเดิมได้ถึงสองครั้ง”

ด้วยเหตุนี้ ภาพต่างๆ ใน SLEEPCINEMAHOTEL จึงมีความเป็นเอกลักษณ์และดำรงอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วคราว และแน่นอน ทุกๆ ช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้วผ่านไปเหล่านั้นล้วนมีประวัติศาสตร์อยู่เบื้องหลัง

“แสงเดินทางไปในคลื่น มันทั้งนำพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ และติดต่อเชื่อมโยงกับเรา ในบทสนทนาแรกๆ ที่ก่อให้เกิดโปรเจ็คท์นี้ อภิชาติพงศ์ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่องช้าชะลอตัวของการรับรู้ และวิธีการหยั่งรู้ถึงช่วงชีวิตของแสง

“อะไรคือต้นกำเนิดของแสง ซึ่งช่วยส่องสว่างให้แก่ความฝันของพวกเรา?” เว็บไซต์ https://www.sleepcinemahotel.com/ ระบุ

scaff+blokken

ขณะเดียวกัน อภิชาติพงศ์ยังให้สัมภาษณ์กับทางเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมว่า เขาหวังว่าผู้เข้าพักในโรงแรมแห่งนี้จะได้สัมผัสบรรยากาศของความสุขและเสรีภาพ ทั้งนี้ เมื่อผู้เข้าพักหลับใหลลง พวกเขาก็จะกลายเป็นส่วนเสี้ยวของกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์นานาชนิด

ที่มา ข้อมูลและภาพ

https://iffr.com/nl/2018/events/sleepcinemahotel-check-in

https://www.sleepcinemahotel.com/

https://iffr.com/en/blog/weerasethakul-on-sleep-cinemahotel

ข่าวบันเทิง

รู้จัก Cultural Anthropologist (นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม?) ในกองถ่าย Call Me by Your Name

สำหรับบางคนที่ได้ดูหนังเรื่อง Call Me by Your Name แล้ว คงพอสังเกตเห็นว่าในตอนจบนั้น มีการขึ้นเครดิตว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ มี Cultural Anthropologist ประจำกองถ่ายด้วย

อย่างไรก็ดี “Cultural Anthropologist” ประจำกองถ่ายหนังเรื่อง Call Me By Your Name อาจมิได้หมายถึงนักวิชาการทางด้าน “มานุษยวิทยาวัฒนธรรม” แบบตรงตัวซะทีเดียว

เพราะผู้ที่มาทำหน้าที่ดังกล่าว ก็คือ “คาร์โล อันโตเนลลี่”

antonelli
ภาพจาก http://www.lettera43.it/it/articoli/media/2013/04/22/editoria-carlo-antonelli-nuovo-direttore-di-gq/83135/

เท่าที่ลองเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต อันโตเนลลี่นั้นเป็นบุคลากรที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของอิตาลี

เขาเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Wired ฉบับภาษาอิตาเลียน และก็เคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Rolling Stone และ GQ ฉบับภาษาอิตาเลียน รวมทั้งเคยเป็นผู้บริหารค่ายเพลงที่มีชื่อว่า Sugar

อันโตเนลลี่มีงานเขียนบทความจำนวนมาก ตลอดจนผลงานที่ตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่ม อาทิ Discoinferno (เขียนร่วมกับฟาบิโอ เดอ ลูก้า)

discoinferno

นอกจากนี้ เขายังทำงานสอนหนังสือและวิจัย โดยอันโตเนลลี่น่าจะเคยสอนที่ Domus Academy และเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชา the Sociology of Conventions (สังคมวิทยาว่าด้วยประเพณี?) ที่มหาวิทยาลัยโบโลญญา ทั้งยังมีบทบาทในการร่วมก่อตั้งศูนย์วิจัยว่าด้วยศิลปะ วิทยาศาสตร์ และความรู้ ที่มหาวิทยาลัยบอคโคนี เมืองมิลาน

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของอันโตเนลลี่ก็คือการร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ชื่อ First Sun ซึ่งส่งผลให้เขาได้ร่วมงานกับ “ลูก้า กัวดาญีโน” (ผู้กำกับ Call Me by Your Name) ทั้งในฐานะผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง I Am Love และโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง Suspiria

คาร์โล อันโตเนลลี่ จึงเป็นคนที่ร่วมงานกับกัวดาญีโนมาอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่าอันโตเนลลี่นั้นร่ำเรียนศึกษามาทางมานุษยวิทยาด้วยหรือไม่? (แต่ก็อาจเป็นไปได้ หากพิจารณาจากบทบาทในฐานะอาจารย์พิเศษของเขา)

ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีแหล่งข้อมูลใดระบุชัดๆ ว่าบทบาทในฐานะ Cultural Anthropologist ประจำกองถ่ายหนัง Call Me by Your Name ของเขานั้น มีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง?

cultural anthropologist

ระหว่างการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนที่กล่าวถึงความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา/โบราณคดี/นิรุกติศาสตร์ภายในภาพยนตร์

หรือการเป็นที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมและดนตรียุค 1980 ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญและโดดเด่นมากๆ ของหนังเรื่องนี้ แถมยังดูจะสอดคล้องต้องตรงกับหน้าที่การงานในแวดวงนิตยสารของอันโตเนลลี่พอดี

ที่มาข้อมูล

https://www.edge.org/memberbio/carlo_antonelli

http://www.domusacademy.com/en/carlo-antonelli/

http://www.imdb.com/name/nm2108595/

ข่าวบันเทิง

“เลนิน-ดิแคปริโอ” จาก Marxist Memes ย้อนกลับไปยัง The Propeller Group

lenin meme

เพิ่งได้เห็นภาพล้อเลียนในเพจเฟซบุ๊ก Marxist Memes ที่ทำเป็นใบปิดภาพยนตร์ปลอมๆ เรื่อง Lenin นำแสดงโดย “ลีโอนาร์โด ดิแคปริโอ” และกำกับโดย “สตีเวน สปีลเบิร์ก”

เลยคิดถึงงานศิลปะชุดหนึ่งซึ่งได้ไปดูมาที่นิทรรศการ Yokohama Triennale 2017 เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

งานชุดนี้มีชื่อว่า “LENIN AS…” เป็นผลงานของศิลปินกลุ่ม The Propeller Group (Phunam, Matt Lucero และ Tuan Andrew Nguyen)

โดยศิลปินกลุ่มดังกล่าวได้สำรวจกระบวนการสร้างความทรงจำสาธารณะเกี่ยวกับผู้นำการปฏิวัติรัสเซียอย่าง “วลาดิมีร์ เลนิน” ซึ่งเกิดขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น ท่ามกลางบริบทของลัทธิทุนนิยมชนิดเข้มข้น ที่ทำงานแนบชิดกับลัทธิบูชาตัวบุคคลและการยกย่องชื่นชมผู้มีชื่อเสียง (เซเล็บ) ในสังคม

The Propeller Group ระบุว่าเมื่อสื่อและความบันเทิงในวัฒนธรรมสมัยนิยม ถูกทำให้มีลักษณะเป็นโลกาภิวัตน์ยิ่งขึ้น รวมถึงทรงอิทธิพลมากขึ้นจนมีสถานะไม่ต่างกับรัฐบาลของประเทศต่างๆ บรรดาเซเล็บในสื่อและอุตสาหกรรมบันเทิง ที่เป็นไอดอลของผู้บริโภคทั่วโลก จึงกลายสถานะเป็นเจ้าลัทธิบูชาตัวบุคคลขึ้นมา

ผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้ต้องพยายามธำรงรักษาสถานภาพคนดังของพวกตนเอาไว้ ผ่านการนิยามตัวตนใหม่ๆ ให้แก่ตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อชื่อเสียงของพวกเขาจะได้สามารถยืนยงคงอยู่ ท่ามกลางกระแสความนิยมในวัฒนธรรมบันเทิงสมัยนิยมที่แปรผันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

ศิลปินกลุ่มนี้สร้างผลงานชุด “LENIN AS…” ขึ้นมา ด้วยแนวคิดข้างต้น

พวกเขาได้สร้างซีรีส์ผลงานจิตรกรรม ซึ่งเผยให้เห็นถึงสายสัมพันธ์อันย้อนแย้ง หรือบางทีอาจแลดูบ้าบอไร้สาระ ระหว่างอำนาจ, การเมือง, ความเป็นที่นิยม และบุคลิกลักษณะในทางสาธารณะของผู้มีชื่อเสียง

โดยงานเหล่านี้ชี้เป็นนัยให้เห็นว่าหนังแนวชีวประวัติบุคคลที่สร้างโดยฮอลลีวูด อาจมีประสิทธิภาพในการรื้อฟื้นคืนชีวิตทางการเมืองให้แก่บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ถูกทอดทิ้งหลงลืมไปแล้ว ได้ดีกว่าประติมากรรมประเภทอนุสาวรีย์เสียอีก

ทั้งนี้ ศิลปินกลุ่ม The Propeller Group ได้นำเอาภาพวาดพอร์เทรทของวลาดิมีร์ เลนิน ที่เคยแขวนอยู่ตามอาคารที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วสหภาพโซเวียต มาผสมผสานเข้ากับทรงผมที่ผันแปรไปเรื่อยๆ ตามบทบาทที่เปลี่ยนแปลงในภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ของดาราดังอย่างลีโอนาร์โด ดิแคปริโอ

หากมองในแง่นี้ ภาพลักษณ์ของผู้นำการปฏิวัติรัสเซียจึงถูกนำมาใช้เสริมสร้างความเป็นซูเปอร์สตาร์ของวัฒนธรรมโลกร่วมสมัย

ผลงานจิตรกรรมชุดนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากข่าวลือแนวทฤษฎีสมคบคิดในอินเตอร์เน็ตว่าดิแคปริโออาจเป็นญาติที่พลัดพรากของเลนิน เช่นเดียวกับข่าวลือแนวบันเทิงที่ระบุว่านักแสดงชาวอเมริกันผู้นี้กำลังถูกทาบทามให้รับบทเป็นเลนิน ในภาพยนตร์แนวชีวประวัติของอดีตผู้นำโซเวียต

The Propeller Group ประกาศว่าพวกเขาจะผลิตงานชุดนี้เพิ่มเติมต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งเส้นทางเลนินและดิแคปริโอได้มาบรรจบกันจริงๆ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด โดยเมื่อถึงเวลานั้น ศิลปินกลุ่มนี้จะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นสุดท้ายของซีรี่ส์ ซึ่งมีชื่อว่า “Lenin as Lenin in Lenin”

DSC01459
Lenin as Calvin Candie in Django Unchained
DSC01462
Lenin as J. Edgar Hoover in J. Edgar
DSC01465
Lenin as Jack Dawson in Titanic
DSC01467
Lenin as Frank Wheeler in Revolutionary Road
DSC01469
Lenin as Cobb in Inception

เนื้อหา: http://www.the-propeller-group.com/lenin-as

ภาพประกอบMarxist Memes และ “คนมองหนัง”

ข่าวบันเทิง

คำอวยพร “เจ้ย” ต่อเทศกาลหนังโตเกียว: ว่าด้วยการแชร์ประสบการณ์และทำลายขีดจำกัด

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวได้เผยแพร่คลิปคำกล่าวอวยพรของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” นักทำหนังชาวไทย ที่มีต่อทางเทศกาล ซึ่งจะมีอายุครบรอบ 30 ปี ในปีนี้

โดยคำกล่าวของอภิชาติพงศ์มีเนื้อหาว่า

(ภาษาไทย) สวัสดีครับ ผมขอแสดงความยินดีกับวันเกิดปีที่ 30 ของโตเกียว อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม เฟสติวัล ครับ

(ภาษาอังกฤษ) สำหรับการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีของทางเทศกาล ผมอยากจะกระตุ้นผู้คน ทั้งในฝั่งคนดูหนังและฝั่งคนทำหนัง ให้ตั้งคำถามและพยายามที่จะทำลายเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ รวมถึงขอบเขตข้อจำกัดของการแสดงความคิดเห็น อย่างต่อเนื่อง

เพราะสำหรับผม ศิลปะภาพยนตร์ยังมีอายุเยาว์วัย ขณะเดียวกัน ช่วงอายุเพียง 30 ปี (ของเทศกาล) ก็ยังนับว่าเยาว์วัยอยู่เช่นกัน และความฝันยังคงเป็นสิ่งที่พวกเราต้องการ เพื่อจะได้ร่วมแบ่งปันความฝันนี้ให้แก่กัน ในการทำลายขอบเขตข้อจำกัดต่างๆ และการเข้าใจความรู้สึกของแต่ละฝ่ายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผมยังเชื่อในเรื่องของการแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งหมายความถึงภาวะที่พวกคุณเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ และนั่งชมหนังบนจอภาพขนาดมหึมาอยู่เคียงข้างคนอื่นๆ เพื่อซึมซับและเป็นประจักษ์พยานของแสงสว่างที่ส่องออกมาจากจอดังกล่าวพร้อมหน้ากัน

ผมคิดว่า หากมองผ่านแง่มุมดังกล่าว เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่จะช่วยผลักดันให้การแบ่งปันดังกล่าวเกิดขึ้น ทั้งยังช่วยเชื่อมร้อยผู้คนจากหลายประเทศ หลายช่วงอายุ หลายเป้าหมายชีวิต และหลายความเชื่อเข้าด้วยกัน

ดังนั้น ผมหวังว่าทางเทศกาลจะยังคงมุ่งมั่นเพื่อยกระดับการทำงานตรงจุดนี้ให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ และขอให้เทศกาลดำรงอยู่ต่อไป อย่างน้อยที่สุด ก็อีก 100 ปี ขอบคุณครับ

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

วิธีเสพ “ภาพยนตร์สังคมเก่า” ของสมาชิกกองทัพประชาชนในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด

ขอไว้อาลัยต่อการจากไปของสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

อาจารย์ยิ้ม
ที่มา https://www.matichon.co.th/news/677714

แต่กระนั้น คุณกมลเป็นคนที่พิเศษคนหนึ่งในหมู่พวกเราทีเดียว เพราะเราเพิ่งทราบว่า การมีคุณกมลทำให้เรามีภาพยนตร์สังคมเก่าฉายบนกองทัพได้ โดยเฉพาะภาพยนตร์ฝรั่งไม่ว่าเรื่องอะไร พยัคฆ์ร้าย 007, สปาตาร์คัส, พิภพวานร, ขุมทองแมคเคนน่า, เจ็ดคู่ชู้ชื่น, บุษบาริมทาง เป็นต้น คุณกมลเล่าเรื่องได้หมด พร้อมทั้งอธิบายผู้แสดงและภูมิหลังของเรื่องได้เสร็จ เราจึงเรียกกันเล่นว่าๆ ‘กมลเธียเตอร์’ ดังนั้น เมื่อเวลาสหายเหงาก็สามารถใช้ “บริการกมลเธียเตอร์” ได้ โดยเฉพาะคุณแก้ว คุณกาย คุณอรุณ ได้ใช้บริการอยู่เสมอ แต่จุดอ่อนของ ‘กมลเธียเตอร์’ อยู่ที่หนังจีนกำลังภายใน ผมเคยถามให้เล่าเรื่อง หงษ์ทองคนองศึก ปรากฏว่า ‘กมลเธียเตอร์’ ส่ายหัว

หงษ์ทองคนองศึก

ผมไม่ได้ใช้บริการด้านภาพยนตร์ของคุณกมล แต่ใช้บริการอีกด้านหนึ่ง คือด้านหนังสือ ผมไม่เคยอ่านนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง สถาบันสถาปนา ของไอแซค อาซิมอฟ มาก่อน และบนกองทัพก็ไม่มีหนังสือนี้ คุณกมลเป็นคนเล่าให้ฟังเป็นบทเป็นฉาก ทำให้ผมได้รู้จัก ‘ฮาริ เซลดอน ผู้สร้างวิชาอนาคตประวัติศาสตร์’ และ ‘มโนมัย ผู้บิดเบนอนาคตของประวัติศาสตร์’ ได้โดยที่ไม่ต้องอ่านหนังสือเล่มนั้น ไม่เพียงแต่เรื่องนี้ ยังมีเรื่อง เมฆสีดำ ซึ่งคุณกมลขึ้นต้นเรื่องว่า

“สมพร เราน่ะคุ้นเคยกับการพบเห็นสิ่งมีชีวิตเป็นของแข็ง คุณลองจินตนาการสิว่าถ้าสิ่งมีชีวิตเป็นก๊าซ อะไรจะเกิดขึ้น ความรู้สึกมันจะละเอียดอ่อน บอบบางมาก…”

น้ำป่า

ที่มา หนังสือ “น้ำป่า: บันทึกการต่อสู้ในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด” โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (หน้า 372)

ข่าวบันเทิง

รู้จัก “นิรันดร์ราตรี” หนังไทยในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีที่โคเปนเฮเกน

“นิรันดร์ราตรี” (Phantom of Illumination) ภาพยนตร์สารคดีแนวทดลองโดย “วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย” แห่งกลุ่ม Eyedropper Fill ได้รับการคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย Next:Wave Award ซึ่งเป็นสายที่รวบรวมผลงานของคนทำหนังหน้าใหม่น่าสนใจ ของเทศกาลภาพยนตร์สารคดี CPH:DOX (Copenhagen Documentary Film Festival) ประเทศเดนมาร์ก

ทั้งนี้ นี่จะเป็นการฉายรอบปฐมทัศน์โลกของภาพยนตร์สารคดีไทยเรื่องนี้ด้วย

เว็บไซต์ของเทศกาลระบุว่า “นิรันดร์ราตรี” คือ หนังไทยอันงดงามที่ทั้งโศกเศร้าและตรึงตรา ซึ่งเล่าเรื่องราวว่าด้วยวันเวลาช่วงสุดท้ายของ “ภาพยนตร์”

หนังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของชายที่ทำงานฉายหนังมา 25 ปี และการเฝ้าครุ่นคิดถึงสภาวะทรุดโทรมของ “ภาพยนตร์” โดยตัวเขาเอง

“นิรันดร์ราตรี” กอปรขึ้นมาจากหลากหลายองค์ประกอบ ทั้งแง่มุมของสิ่งที่อาจจะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ ตลอดจนปรัชญาทางพุทธศาสนาว่าด้วยความเสื่อมและความเป็นอนิจจัง

นี่จึงเป็น “ภาพยนตร์แสนพิเศษ” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวว่าด้วย “ภาพยนตร์” อีกต่อหนึ่ง

แม้วรรจธนภูมิจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาได้รับอิทธิพลมาจากผู้กำกับระดับชั้นครูของทวีปเอเชีย อาทิ “ไฉ้หมิงเลี่ยง” และ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” อย่างไรก็ตาม งานของวรรจธนภูมิกลับมีที่ทางเด่นชัดของตนเองตั้งแต่ตรงจุดเริ่มต้นเช่นกัน

วรรจธนภูมิเคยมีผลงานหนังเรื่อง “ผู้เฝ้ามองรติกาล” (Passing through this night) ซึ่งได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Orizzonti” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสมาแล้ว

นอกจากนี้ เขายังมีผลงานเป็นที่รู้จักในแวดวงหนังสั้น-หนังอิสระ อาทิ “Dreamscape” ที่ได้รับรางวัลขวัญใจมหาชนและ BACC Award จากเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 19

คนมองหนัง

รวมรายชื่อหนังที่พูดถึงเหตุการณ์ “6 ตุลา” (แบบคร่าวๆ) และลำดับเวลาออกฉาย

(อัพเดตเนื้อหา ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2561)

1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยภาระหน้าที่การงานบางอย่าง ทำให้มีโอกาสได้นั่งทบทวนรายชื่อหนังไทย ที่พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ผมจึงเพิ่งตระหนักว่าหนังกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยเลย อีกทั้งยังได้พบข้อมูลที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน นั่นคือ ปี 2552 ถือเป็นปีที่มีการสร้างหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากที่สุด

ลองมาอ่านรายละเอียดกันครับ

รายชื่อหนังยาว-สั้นของไทยที่มีเนื้อหาหรือฉากหลังเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเรียงลำดับตามปีที่ออกฉาย

2529

%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“ช่างมันฉันไม่แคร์” โดย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล

หนังที่สร้างขึ้นคล้อยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพียงแค่สิบปี เล่าเรื่องของหญิงสาวแห่งวงการโฆษณา ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาผู้มีบาดแผลความทรงจำจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหนุ่มชนชั้นล่าง ที่เข้ามาทำงานเป็นผู้ชายขายตัวในเมืองหลวง

นอกจากนั้น หนังยังพูดถึง “คนเดือนตุลาฯ” ที่เปลี่ยนแปลงไป จากหนุ่มสาวผู้มีอุดมการณ์ปฏิวัติ มาสู่นักธุรกิจ-นักโฆษณาผู้ประสบความสำเร็จในระบบทุนนิยม

2534

%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7

“เวลาในขวดแก้ว” โดย ประยูร วงษ์ชื่น สร้างจากนิยายของประภัสสร เสวิกุล

มีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นบริบทสำคัญและฉากหลังของหนัง ที่เล่าเรื่องราวการเติบโต-เปลี่ยนผ่านของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง

2544

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“14 ตุลา สงครามประชาชน” (คนล่าจันทร์) โดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

จัดเป็น “หนังการเมือง” ที่ไม่ได้ใช้สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแค่บริบท

หนังเล่าเรื่องโดยตัดสลับระหว่างชัยชนะในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ กับการเข้าป่าและพ่ายแพ้ออกจากป่าของ “เสกสรรค์-จิระนันท์”

หนังจะมีฉากเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ ตรงๆ อยู่หนึ่งฉาก คือ ฉากที่คนในป่าฟังข่าวเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จากวิทยุ โดยบรรดาอดีตนักศึกษาจะแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนในเมือง แต่ตัวละครสมาชิกพคท. สายจีน กลับไปตกอกตกใจกับข่าวเจียงชิง-แก๊งสี่คนถูกโค่นล้ม

2546

%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99

หนังสั้น “อย่าลืมฉัน” โดย มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ที่ใช้ found footage ของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มานำเสนอแบบดิบๆ ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้น

2552

%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a1

“เชือดก่อนชิม” โดย ทิวา เมย์ไธสง เป็นหนังสยองขวัญ ที่ใช้เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นฉากหลัง/บริบท

ลิฟท์แดง

“ลิฟท์แดง” (ตอนหนึ่งของหนัง “มหาลัยสยองขวัญ”) โดย บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม

หนังสยองขวัญกึ่งการเมือง ที่ไม่เพียงนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มารับใช้เรื่องราวสยองขวัญดังเช่นกรณีของ “เชือดก่อนชิม” เท่านั้น แต่ยังเพิ่มองค์ประกอบเรื่องความสูญเสีย ความพลัดพราก ความโรแมนติกลงไป และคล้ายจะพยายามพูดถึงประเด็นการเมืองอย่างจริงจังมากกว่า

%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%99

“ฟ้าใสชื่นบาน” โดย เกริกชัย ใจมั่น และ นภาพร พูลเจริญ

เป็นหนังตลกล้อเลียนการต่อสู้ทางการเมือง ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่า มานำเสนอในแนวตลกไร้สาระบ้าบอแบบสุดๆ บนจอภาพยนตร์

october sonata

“October Sonata รักที่รอคอย” โดย สมเกียรติ วิทุรานิช

หนังการเมือง-โรแมนติก ดราม่า มีฉากหลังลากยาวตั้งแต่ยุคก่อน 14 ตุลาฯ จนถึงปลายทศวรรษ 2520 เมื่อปัญญาชนออกจากป่า

จุดเด่น คือ เป็นหนังที่พูดถึงวรรณกรรมการเมืองยุคคลาสสิคอย่างจริงจัง ผ่านการใช้นิยาย “สงครามชีวิต” ของ “ศรีบูรพา” มาเป็นหนังสือหลักที่เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของนางเอก (ซึ่งคล้ายจะได้รับอิทธิพลมาจากชีวิตจริงของ “ศรีดาวเรือง”)

นอกจากนั้น หนังยังมีประเด็นรายทางที่น่าสนใจอีกมากพอสมควร อาทิ การเทียบเคียงความพ่ายแพ้ของปัญญาชน กับการอยู่เป็นและการกลายสถานะเป็นผู้อุปถัมภ์บรรดาอดีตฝ่ายซ้ายตกยากของตัวละครนายทุนเชื้อสายจีน

เจ้านกกระจอก

“เจ้านกกระจอก” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องความสัมพันธ์อันบาดหมางมึนตึงระหว่างพ่อกับลูกในครอบครัวหนึ่ง มีฉากอุปมาเกี่ยวกับนกที่ปีกซ้ายถูกยิง หรือภาวะที่เด็กทารกจำเป็นต้องตัดสายสะดือแยกขาดจากผู้ให้กำเนิด

2553

%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4

“ลุงบุญมีระลึกชาติ” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องชายชราที่เคยฆ่า “คอมมิวนิสต์” ในยุคสงครามเย็น และลูกชายของเขาที่กลายร่างเป็น “ลิงป่า” ที่ออกจากป่ามาพบพ่อ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเดินทางไปสู่วาระสุดท้ายของชีวิต

2556

%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a7

“ยังบาว” โดย ยุทธกร สุขมุกตาภา

หนังที่เล่าถึงจุดกำเนิดของวงดนตรีคาราบาว (ตรงกับข้อเท็จจริงแค่ไหนเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

หนังใช้เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่าของปัญญาชนคนหนุ่มสาว มาเป็นบริบททางสังคมการเมืองที่สำคัญภายในเรื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อวิถีชีวิตของตัวละครหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แอ๊ด คาราบาว”

2559

ดาวคะนอง

“ดาวคะนอง” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ ที่พูดถึง “ความทรงจำที่กระจัดกระจายและสลับซับซ้อน” กรณี 6 ตุลาฯ

2560

พิราบ

“พิราบ” โดย ภาษิต พร้อมนำพล

หนังสั้นนักศึกษาในปี 2560 ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงแรงผลักดันและขั้นตอนหรือกระบวนการ “เข้าป่า” ของนักศึกษาหนุ่มรายหนึ่ง ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ภาพยนตร์สารคดี

2557

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87

“ความทรงจำ-ไร้เสียง” โดย ภัทรภร ภู่ทอง และ เสาวนีย์ สังขาระ

หนังสารคดีที่มุ่งสำรวจเสียงของ 2 ครอบครัว ซึ่งสูญเสียลูกไปในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

2559

ด้วยความนับถือ

“ด้วยความนับถือ” โดย ภัทรภร ภู่ทอง

หนังสารคดีที่จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาฯ

2560

สองพี่น้อง

“สองพี่น้อง” โดย ธีรวัฒน์ รุจินธรรม และภัทรภร ภู่ทอง

หนังไปสัมภาษณ์ครอบครัวของ “ชุมพร ทุมไมย” และ “วิชัย เกศศรีพงษา”  สองช่างไฟฟ้าที่ถูกฆาตกรรมแขวนคอก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

ภาพยนตร์ข่าว

2521

“[นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา]”

ภาพยนตร์ข่าวบันทึกเหตุการณ์ที่อดีตผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา จำนวน 19 คน อาทิ “สุธรรม แสงประทุม” “สุรชาติ บำรุงสุข” “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” “ธงชัย วินิจจะกูล” และ “วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” เดินทางเข้าพบ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ภายหลังได้รับการนิรโทษกรรม

ภาพยนตร์ต่างประเทศ

2557

river

“River of Exploding Durians” หนังมาเลเซีย โดย เอ็ดมันด์ โหย่ว

หนังพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองของหนุ่มสาวมาเลเซีย โดยมีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะ “ประสบการณ์ร่วม” ของผู้คนแถบภูมิภาคนี้

ทำไมปี 2552 ถึงมีหนัง 6 ตุลาฯ เยอะสุด?

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลนี้ จะพบว่าในปี 2552 มีการผลิตหนังที่เกี่ยวข้อง/อ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากถึง 5 เรื่อง (หากรวม “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ในปี 2553 ด้วย ก็จะกลายเป็น 6 เรื่อง)

ถือว่ามากในแง่จำนวน ทั้งยังมีความหลากหลายทางเนื้อหา คือ มีตั้งแต่หนังสยองขวัญ หนังผี หนังตลก หนังโรแมนติก ดราม่า และหนังทดลองอิสระ ซึ่งสื่อสารประเด็นแหลมคมผ่านสัญลักษณ์ทางภาพยนตร์

น่าจะยังไม่เคยมีใครศึกษาอย่างจริงจังว่าทำไมช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีหนังว่าด้วย 6 ตุลาฯ ออกมามากมายและหลากหลายขนาดนั้น

อย่างไรก็ดี ตามสมมุติฐานเบื้องต้นของผม ช่วงเวลาระหว่างปี 2549-53 (ส่วนใหญ่ ภาพยนตร์จะใช้เวลาสร้าง 1-2 ปี หรือยาวนานกว่านั้นอยู่แล้ว) ถือเป็นภาวะ “ลักปิดลักเปิด” สำหรับสังคมการเมืองไทย

กล่าวคือ เป็นช่วงเวลาหลังรัฐประหารปี 2549 แต่บรรยากาศภายหลังการรัฐประหารกลับไม่ “ปิด” เสียทีเดียว (จนเกิดแนวคิดเรื่อง “รัฐประหารเสียของ” ตามมา)

มิหนำซ้ำ บรรยากาศปิดๆ เปิดๆ ที่ว่า ยังกระตุ้นเร้าให้ผู้คนจำนวนมากมีความตื่นตัวทางการเมือง จากกระแสเสื้อเหลืองก่อนรัฐประหาร มาสู่จุดกำเนิดของกลุ่ม นปก. นปช. หรือเสื้อแดง

น่าสนใจด้วยว่าความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาดังกล่าวยังไม่ตึงเครียด จนผู้คนถูกแบ่งออกเป็น “สองขั้ว” อย่างชัดเจน หรือรุนแรงหนักถึงขนาดล่าแม่มดกัน

นอกจากนี้ บรรยากาศทางความคิดก็ยังเปิดกว้างอยู่พอสมควร มีการถกเถียง/นำเสนอข้อมูลเรื่องการเมือง/ประวัติศาสตร์การเมืองในอินเตอร์เน็ต งานศิลปะต่างๆ กล้าพูดประเด็นการเมืองแรงๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น งานบทกวี หรือในส่วนวงการภาพยนตร์เอง ถ้าติดตามวงการหนังสั้นช่วงปี 2549-ต้นทศวรรษ 2550 เราก็จะพบว่ามีหนังการเมืองแรงๆ เกิดขึ้นไม่น้อย

แน่นอน ประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรช่วงปี 2475 ตลอดจนประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ซึ่งส่วนทางกับประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลัก ได้ถูกหยิบยืมมานำเสนอหรือดัดแปลงในผลงานศิลปะเหล่านี้ด้วย

ตามการประเมินคร่าวๆ ของผม กระแสทางวัฒนธรรมทำนองนี้จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2553-54

พอพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง จึงเริ่มมีการชะลอตัว แล้วเงียบเสียงลงไปอย่างชัดเจนหลังรัฐประหารปี 2557

ป.ล.

นี่เป็นการรวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นอย่างคร่าวๆ ถ้าใครมีรายชื่อ-เรื่องย่อหนังเพิ่มเติม ตลอดจนคิดสมมุติฐานอื่นๆ ได้ สามารถบอกกล่าว-แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

คนมองหนัง

การสูญหายของผู้ให้กำเนิดภาพยนตร์โลก

(มติชนสุดสัปดาห์ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2558)

เมื่อถามคำถามว่าใครเป็นผู้ประดิษฐ์ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรกในโลก?

คำตอบมักจะเป็นพี่น้องลูมิแยร์ หรือไม่ก็ โธมัส เอดิสัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่ง ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโต้แย้งความเชื่อดังกล่าว

หนังสารคดีเรื่องนี้เสนอว่า ภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกถูกถ่ายขึ้นที่เมืองลีดส์ สหราชอาณาจักร เมื่อปี ค.ศ.1888

แต่เรื่องราวพลิกผันก็บังเกิด เมื่อผู้ประดิษฐ์กล้องและถ่ายหนังเรื่องดังกล่าว กลับหายตัวไปอย่างลึกลับ ก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้ประกาศยืนยันถึงที่ทางของตนเอง ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก

เดวิด วิลกินสัน ผู้อำนวยการผลิตและผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ชาวอังกฤษ มีโอกาสได้เดินทางไปยังฮอลลีวู้ด นิวยอร์ก หรือคานส์ บ่อยครั้ง ระหว่างการติดต่อธุรกิจกับผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมภาพเคลื่อนไหวทั่วโลก

วิลกินสัน มักบอกใครต่อใครว่า ตนเองเดินทางมาจาก “เมืองที่ภาพยนตร์ถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งแรก”

เมื่อพูดเรื่องนี้ออกไป ผู้ที่เจรจาธุรกิจกับวิลกินสันต่างรู้สึกงุนงง เพราะภาษาอังกฤษของเขามิได้มีสำเนียงแบบอเมริกัน อันเป็นบ้านเกิดของ โธมัส เอดิสัน

และแน่นอนว่าเขามิได้เป็นชาวฝรั่งเศส เช่นเดียวกับพี่น้องลูมิแยร์

ก่อนที่วิลกินสันจะเฉลยความจริงออกไปว่า เขาเป็นคนเมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ

แล้วเมืองลีดส์ ที่เคยมีสโมสรฟุตบอลชื่อดัง เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์โลกอย่างไร?

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ.1888 มีสมาชิกของครอบครัว ครอบครัวหนึ่ง มารวมตัวกันที่สวนในย่านชานเมืองลีดส์

ณ ที่แห่งนั้น ชายชาวฝรั่งเศส “หลุยส์ เลอ แปรงซ์” กำลังยืนอยู่หลังกล่องสี่เหลี่ยมที่ทำจากไม้มะฮอกกานี เลอ แปรงซ์ สั่งการให้คนอื่นๆ ในครอบครัว ประกอบด้วย ลูกชายของเขา พ่อแม่ของภรรยา และเพื่อนอีกคนหนึ่ง ยืนรวมตัวกันที่เบื้องหน้ากล่องไม้ดังกล่าว ก่อนจะให้ทั้งหมดเดินเรียงกันเป็นวงกลม

กล่องไม้มะฮอกกานีที่ว่า ก็คือ กล้องถ่ายภาพยนตร์ที่ เลอ แปรงซ์ ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น ภาพยนตร์เงียบและสั้นมากๆ ที่กล้องดังกล่าวบันทึกเอาไว้ ยังคงถูกเก็บรักษาไว้โดยพิพิธภัณฑ์สื่อแห่งชาติ ที่เมืองแบรดฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และยังสามารถรับชมได้จนถึงปัจจุบัน

ยิ่งกว่านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังถือกำเนิดขึ้นก่อนหน้าภาพยนตร์ของเอดิสันและพี่น้องลูมิแยร์อีกด้วย

หลังจากพบว่า หลายๆ คนในอุตสาหกรรมหนัง ต่างไม่เชื่อว่าลีดส์เป็นแหล่งกำเนิดภาพยนตร์โลก

วิลกินสันจึงตัดสินใจสร้างหนังสารคดีชื่อว่า “The First Film” ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ ในฐานะบิดาแห่งการผลิตถ่ายทำภาพเคลื่อนไหว

โทนี่ บูธ ภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์สื่อแห่งชาติของอังกฤษ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษากล้องถ่ายหนังและฟุตเทจภาพยนตร์ของ เลอ แปรงซ์ กล่าวถึงประเด็นที่หนังสารคดีของวิลกินสันนำเสนอว่า “แน่นอนว่านี่เป็นข้อโต้แย้งที่สมควรรับฟังอย่างยิ่ง”

บูธอธิบายต่อว่า ถ้าเข้าไปตรวจสอบเครื่องยนต์กลไกภายในกล้องของ เลอ แปรงซ์ เราจะพบว่ามันเป็นกลไกที่คล้ายคลึงกันกับกล้องถ่ายภาพยนตร์ซึ่งถือกำเนิดขึ้นหลังจากนั้น

ภัณฑารักษ์ผู้นี้ย้ำว่า ถ้ากล้องภาพยนตร์ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้บันทึกภาพเคลื่อนไหวอันเป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นสดๆ เบื้องหน้าคนถ่ายทำ เลอ แปรงซ์ ก็ถือเป็นมนุษย์คนแรก ผู้ประดิษฐ์เครื่องมือลักษณะนี้ขึ้นมา

แม้ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาจะถ่ายทำที่เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ แต่แท้จริงแล้ว หลุยส์ เลอ แปรงซ์ เกิดที่เมืองเม็ตซ์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส

เขาจบการศึกษาด้านเคมีและฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย ก่อนจะทำงานเป็นช่างภาพและจิตรกร

หลังจากนั้น เขาจึงได้งานที่บริษัทวิศวกรรมของจอห์น วิตลีย์ ที่เมืองลีดส์

พออพยพมาทำงานและอาศัยที่อังกฤษได้สามปี เลอ แปรงซ์ ก็แต่งงานกับ เอลิซาเบธ วิตลีย์ ลูกสาวของจอห์น ผู้เป็นเจ้านายของเขา พร้อมๆ กันนั้น ชายชาวฝรั่งเศสรายนี้ก็เริ่มต้นทดลองอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับการสร้างเทคโนโลยีผลิตภาพเคลื่อนไหว

ในช่วงทศวรรษ 1880 เลอ แปรงซ์ เป็นหนึ่งในบรรดานักประดิษฐ์ ที่พยายามคิดค้นเทคโนโลยีผลิตภาพเคลื่อนไหว ซึ่งต่อมา ถูกพัฒนากลายเป็นภาพยนตร์

ไม่ใช่แค่ประดิษฐ์กล้องที่ใช้บันทึกภาพเคลื่อนไหว เลอ แปรงซ์ ยังคิดค้นวิธีการฉายภาพเคลื่อนไหวดังกล่าวขึ้นบนจอภาพยนตร์ เขามีกำหนดการเปิดตัวภาพยนตร์ของตนเองต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่นิวยอร์ก ในปี ค.ศ.1890

แต่ เลอ แปรงซ์ กลับไม่มีโอกาสได้เดินทางไปสหรัฐ เพราะก่อนหน้านั้น เขาได้ไปเยี่ยมน้องชายที่ฝรั่งเศส พร้อมกับเพื่อนสองคนจากตระกูลวิลสัน มีผู้ระบุว่า เลอ แปรงซ์ ออกเดินทางด้วยรถไฟจากเมืองดิฌงมายังกรุงปารีส เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.1890 ก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับ

และไม่มีใครได้พบเห็นเขาอีกเลย

มีหลายทฤษฎีที่วิเคราะห์การสูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์

เอลิซาเบธ ภรรยาม่ายของเขา ปักใจเชื่อว่า โธมัส เอดิสัน อาจมีส่วนรู้เห็นกับการฆาตกรรมสามีของเธอ เพื่อกำจัดคู่แข่งนักประดิษฐ์รายสำคัญออกไปให้พ้นเส้นทางแห่งการพัฒนานวัตกรรม

อย่างไรก็ดี อีกหลายคนเชื่อว่า เลอ แปรงซ์ อาจฆ่าตัวตาย อันเนื่องมาจากปัญหาส่วนตัว ซึ่งขณะนั้น เขาอยู่ในภาวะจวนจะล้มละลาย, บางคนคาดเดาว่าเขาเลือกจงใจหายตัว เพื่อไปแอบตั้งต้นชีวิตใหม่, ส่วนบางกระแสก็วิเคราะห์ว่าอัลเบิร์ต น้องชายของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ อาจเป็นผู้สังหารพี่ชาย ตามเจตนารมณ์ของผู้เป็นมารดา

ยังมีบางทฤษฎีสมคบคิดที่ระบุว่า ครอบครัวของ เลอ แปรงซ์ ตัดสินใจบีบเขาให้หนีหายจากไป หลังจากค้นพบว่า นักประดิษฐ์ผู้นี้เป็นเกย์

แต่ ลอรี่ สไนเดอร์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นโหลนของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ นำเสนอทฤษฎีส่วนตัวของเธอ ที่ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนใดๆ ว่า จากบันทึกความทรงจำของเอลิซาเบธ รถไฟที่หลุยส์โดยสาร เดินทางมาถึงปารีสในเวลาห้าทุ่ม จากนั้น สไนเดอร์ เดาว่า เลอ แปรงซ์ คงจะนั่งรถรับจ้างออกจากสถานีรถไฟ

โหลนของ เลอ แปรงซ์ คาดว่า คนขับรถคงอาศัยความมืดยามรัตติกาล นำพาเทียดของเธอไปยังพื้นที่ห่างไกล ก่อนจะลงมือทำร้ายและทิ้งร่างไร้ชีวิตของเขาลงสู่แม่น้ำแซน สอดคล้องกับการที่มีบทความสองชิ้นของสื่อในยุคนั้นรายงานตรงกันว่า ได้เกิดเหตุอาชญากรมุ่งประสงค์ร้ายต่อนักท่องเที่ยวผู้เดินทางคนเดียวมาแล้วหลายต่อหลายราย

และ เลอ แปรงซ์ ก็คงเป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวผู้โชคร้าย เพราะอยู่ผิดที่ผิดเวลา

สไนเดอร์ไม่เชื่อว่า เลอ แปรงซ์ จะตัดสินใจฆ่าตัวตายหรือทำตัวหายสาบสูญเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพราะจากหลักฐานจดหมายที่หลงเหลืออยู่ แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนรักครอบครัวมาก

ส่วนความคิดที่บอกว่าหลุยส์ถูกฆ่าโดยน้องชายก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะจากบันทึกของเอลิซาเบธ บ้านของสามีเธอที่ฝรั่งเศส มีสายสัมพันธ์ความรักระหว่างสมาชิกในครอบครัวซึ่งค่อนข้างใกล้ชิดแน่นแฟ้น

อย่างไรก็ตาม ลอรี่ไม่คล้อยตามเอลิซาเบธ ที่เห็นว่า เลอ แปรงซ์ อาจถูกกำจัดโดย โธมัส เอดิสัน เธอชี้ว่า แม้เอดิสันจะได้ชื่อว่าเป็นคนโหดเหี้ยมทารุณ แต่นักประดิษฐ์ชั้นยอดอย่างเขา ก็น่าจะมีวิธีจัดการกับคู่แข่งได้ดีกว่าการฆ่าคน

สุดท้าย โหลนของ เลอ แปรงซ์ ไม่เชื่อว่าครอบครัวฝั่งภรรยาจะบีบบังคับให้ชายผู้นี้ปลีกตนออกไปจากการรับรู้ของสาธารณชน ด้วยเหตุผลเพราะเขาเป็นเกย์ เนื่องจากมีหลักฐานระบุว่าครอบครัวดังกล่าวได้สละเวลาและกำลังทรัพย์จำนวนมหาศาล เพื่อค้นหาตัว เลอ แปรงซ์ ให้พบ

อาจกล่าวได้ว่า การหายตัวของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ ส่งผลให้จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลกผันแปรไป

“ถ้าเขาไม่หายสาบสูญไปเสียก่อน ภาพยนตร์ของเขาจะได้ออกฉายต่อหน้าสาธารณชนที่นิวยอร์ก” ผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นหลังอย่างวิลกินสัน ตั้งข้อสังเกต และพูดถึงความเป็นไปได้ ที่มิอาจเกิดขึ้นจริงว่า

“ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เขาจะได้รับเงินจากผู้ชมคนดูจำนวนมาก จนสามารถเริ่มต้นผลิตเทคโนโลยีการถ่ายทำและฉายภาพยนตร์ออกเผยแพร่ในวงกว้างได้ เขาจะทำในสิ่งที่เอดิสันและพี่น้องลูมิแยร์ได้ทำหลังจากนั้น แล้วเขาก็จะกลายเป็นที่รู้จัก”

“เขาประสบความสำเร็จในเชิงเทคนิค แต่ไม่อาจสานต่อความสำเร็จดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ และในเชิงการเข้าถึงผู้ชมวงกว้าง” โทนี่ บูธ พิเคราะห์และเสนอว่า “ถ้าเหตุการณ์บางอย่างในประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้ เขาอาจมีชื่อเสียงดำรงอยู่เคียงคู่กับเอดิสันและพี่น้องลูมิแยร์ กระทั่งอาจมีเกียรติยศเหนือคนเหล่านั้นด้วยซ้ำ…”

ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับกลายเป็นการมีชื่อเสียงและการถูกจดจำของพี่น้องลูมิแยร์ และ โธมัส เอดิสัน ในฐานะผู้ริเริ่มฉายภาพยนตร์ผ่านพื้นที่สาธารณะ แล้วเก็บค่าเข้าชมจากเหล่าคนดู

ส่วนชื่อของ เลอ แปรงซ์ ได้ค่อยๆ เลือนหายไปจากประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก

แปลและเรียบเรียงจากรายงานข่าว “Louis Le Prince, who shot the world”s first film in Leeds” โดย เอียน ยังส์ ในเว็บไซต์บีบีซี