ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“ภาพยนตร์ร้อยกรอง” กับกระบวนการทางการเมือง

“โลกนี้มีทั้งภาพยนตร์ร้อยแก้วและภาพยนตร์ร้อยกรอง ซึ่งภาพยนตร์ประเภทหลังนั้นมีความข้องเกี่ยวกับการเมืองอยู่เสมอ เนื่องเพราะมันทำงานผ่านการตั้งคำถาม และเมื่อคุณเริ่มต้นครุ่นคิดอะไรบางอย่างภายในหัวของตนเอง กระบวนการทางการเมืองก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้ว”

อลิซ โรห์วาเคอร์
ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาเลียน
(“Happy as Lazzaro” ผลงานเรื่องล่าสุดของเธอได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2018)

ที่มาเนื้อหา https://www.theguardian.com/film/2019/mar/31/alice-rohrwacher-italian-film-director-interview-happy-as-lazzaro

เครดิตภาพประกอบ Simona pampallona [CC BY-SA 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)]

Advertisements
ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

รำลึก “อานเญส วาร์ดา” (1928-2019) กับ 5 คำถาม-คำตอบ ก่อนวาระสุดท้ายของชีวิต

บล็อกคนมองหนังขอร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ “อานเญส วาร์ดา” (1928-2019) นักทำหนัง (สตรี) คนสำคัญ ด้วยการแปลเนื้อหาบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ชิ้นท้ายๆ ในชีวิตของเธอ

ได้แก่ Agnes Varda on Examining Her Work for New Doc and Why Awards Make Her Uncomfortable โดย รอนดา ริชฟอร์ด และ Agnès Varda’s last interview: ‘I fought for radical cinema all my life’ โดย โอเวน มายเออร์ส

มาเผยแพร่ ณ ที่นี้

Agnès_Varda_(Guadalajara)_18_cropped

คุณอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมมาตลอดตั้งแต่ทศวรรษ 1950 มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหมในบ้านหลังนี้?

ตอนฉันย้ายเข้ามาในบ้านหลังนี้ใหม่ๆ สภาพของมันย่ำแย่มาก ไม่มีอะไรที่ถูกสุขลักษณะ ไม่มีแม้กระทั่งฝักบัวอาบน้ำ

ฉันค่อยๆ ทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และเมื่อฌาคส์ (เดมี – สามีผู้ล่วงลับของวาร์ดา) ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย เราก็ร่วมกันทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นไปอีก

ปัจจุบัน มีสวนน้อยๆ อยู่ในบ้านหลังนี้ แล้วฉันก็มีแมวอยู่สามตัว นี่มันประดุจปราสาทราชวังเลยนะ!

อะไรคือคำแนะนำที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับมา?

จำได้ว่าตอนเป็นช่างภาพนิ่งสมัยสาวๆ ฉันเคยพบกับบราไซ (ช่างภาพฮังกาเรียน-ฝรั่งเศส ผู้มีชื่อเสียง) เขาบอกฉันว่า “ไม่ต้องรีบร้อน แต่ให้พินิจพิเคราะห์สิ่งที่เราจะถ่าย พินิจพิเคราะห์ให้ละเอียดลออที่สุด”

ฉันชอบที่ความคิดนั้นบอกให้เรารู้ว่าการถ่ายภาพไม่ได้เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใด แต่มันคือสิ่งที่ค่อยๆ ก่อรูปขึ้นในความคิดของคุณ ก่อนจะลงมือกดชัตเตอร์

การให้การศึกษาแก่ผู้คนคือภาระรับผิดชอบของภาพยนตร์ใช่หรือไม่?

บทบาทหน้าที่ของหนังสารคดีคือการอธิบายประเด็นทางการเมืองต่างๆ ใช่หรือเปล่า?

ภาพยนตร์สามารถช่วยให้ผู้คนเกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้อยู่เสมอ แต่แน่นอน มันไม่ใช่การสั่งสอนบทเรียนให้แก่พวกเขา ทว่าอย่างน้อยที่สุด ฉันก็พยายามจะสร้างภาพยนตร์ที่มีความซื่อตรงและเปิดดวงตาของผู้คน

อย่างไรก็ตาม คนทั้งหลายไม่ได้ซื้อตั๋วหนังเพื่อจะเข้าไปรับรู้ว่าพวกเขาเห็นหรือเข้าใจสิ่งต่างๆ ไม่มากพอ ดังนั้น ในความเป็นจริง จึงมีแค่ผู้ชมกลุ่มเล็กๆ ที่พร้อมจะรับสารของคุณ โดยที่คุณไม่ต้องไปเทศนาต่อว่าต่อขานพวกเขา

ฉันพยายามที่จะซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตัวเองคิดและถ่ายทอดออกไป แต่ฉันจะไม่ทำตัวเป็นคนที่รู้ดีไปหมดทุกเรื่อง ถ้าเราลองเดินทางไปยังทุกประเทศและรับฟังข่าวคราวของคนในประเทศเหล่านั้น เราก็จะพบปัญหาใหญ่ๆ มากมายเต็มไปหมด ผู้คนต่างไร้ความสุขและไม่พึงพอใจต่อสภาพชีวิตของตนเอง พวกเราล้วนอาศัยอยู่บนโลกที่ยากลำบาก

ฉันทำงานหนักเพื่อจะสร้างที่หนังที่เปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์ แต่ฉันไม่มีความกล้าพอที่จะโอ้อวดออกไปว่าฉันสามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้

เจอาร์ (ช่างภาพหนุ่ม ซึ่งกำกับภาพยนตร์เรื่อง Faces Places ร่วมกับวาร์ดา) กล่าวไว้ว่าศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่ฉันไม่เชื่อเช่นนั้น บางครั้ง เราอาจสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คน หรือบางคราว เราอาจสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการมองโลกและเพื่อนมนุษย์รายอื่นๆ ของพวกเขา

แต่เราพึงตระหนักว่าการเป็นศิลปินที่ซื่อสัตย์ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน

หลังจาก “Varda by Agnes” (ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของวาร์ดา) คุณวางแผนจะถ่ายหนังเรื่องอื่นหรือทำงานอะไรต่อหรือเปล่า?

ตอนนี้ ฉันกำลังจะทำงานศิลปะ เพราะว่าการทำหนังนั้นมันเหนื่อยเกินไป ฉันไม่ต้องการจะทำงานหนักอีกแล้ว มันเป็นเรื่องยากมากๆ

ฉันอยากจะใช้เวลาอยู่บ้านให้มากขึ้นอีกนิด อยู่กับความสงบ ความสำราญ กระทั่งการรำลึกอดีตอย่างเงียบๆ ก็สามารถทำให้ชีวิตในวันนั้นทรงคุณค่าขึ้นมาได้

พวกเราใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการพูดคุยเกี่ยวกับเส้นทางการทำหนังของฉัน แล้วชีวิตก็จะผันผ่านเลยไป และในช่วงวัยของฉัน ทุกๆ นาทีอาจเป็นนาทีสุดท้ายได้ไม่มากก็น้อย ฉันสัมผัสได้ถึงนาทีนั้นอย่างแจ่มชัด ฉันไม่ได้รู้สึกถึงมันในทุกๆ นาที แต่บางคราว มันก็เป็นความคิดสามัญปกติที่ผุดขึ้นมาในหัว

ดังนั้น ฉันจึงควรมีความสุขกับสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ตรงจุดนี้ แม้แต่การนั่งมองดอกทิวลิปค่อยๆ เหี่ยวเฉา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ฉันรักมากๆ เพราะยิ่งคุณต้องเฝ้ารอนานมากเท่าใด ภาพความเสื่อมสลายที่ปรากฏก็จะมหัศจรรย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ดุจเดียวกันกับภาวะแห้งเหี่ยวของมันฝรั่งรูปหัวใจ (ในภาพยนตร์เรื่อง The Gleaners and I)

ฉันรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเฝ้าสังเกตกระบวนการเสื่อมสลายตามอายุขัย ฉันหลงรักภาวะแห้งเหี่ยวของสรรพสิ่งและผู้คน ฉันหลงรักริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและริ้วรอยต่างๆ บนสองมือ ฉันหลงรักริ้วรอยเหล่านั้นทั้งหมด

ฉันมีความสนใจใคร่รู้ในเส้นสายที่จะสามารถเกิดขึ้นได้บนมือของคนเรา มือคือภูมิทัศน์ที่น่าหลงใหล

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงมีช่วงเวลาที่ดีในวัยชรา ฉันรักที่จะได้เฝ้ามองสรรพสิ่งเสื่อมสลายลงอย่างคลุมเครือและเป็นธรรมชาติ

คุณอยากจะถูกจดจำในแบบไหน?

ฉันอยากจะถูกจดจำในฐานะของคนทำหนังที่มีความสุขกับชีวิต รวมถึงภาวะเจ็บปวดรวดร้าวด้วย พวกเราอยู่บนโลกอันเลวร้ายวิปริต แต่ฉันยึดมั่นกับแนวคิดที่ว่าทุกๆ วัน ล้วนมีสิ่งน่าสนใจบังเกิดขึ้น

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการใช้ชีวิตแต่ละวันของฉัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การได้พบปะผู้คน การได้นั่งฟังเรื่องราวต่างๆ ทำให้ฉันเชื่อมั่นว่าการได้มีชีวิตอยู่นั้นทรงคุณค่าเพียงใด

ภาพนำจาก Festival Internacional de Cine en Guadalajara [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)]

คนมองหนัง

4 หนังที่นึกถึง ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนา

หลายวันก่อน เห็น The Matter ทำสกู๊ป “ก่อนเลือกตั้งดูอะไร หนังเรื่องไหนที่คนในแวดวงหนังไทยชวนดู”

เลยลองมานั่งทำลิสต์เล่นๆ ดูบ้างว่า ถ้าให้คิดอย่างไวๆ มีหนังเรื่องไหนที่ตัวเองนึกถึงก่อนหน้าการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ คือ

October Sonata รักที่รอคอย

october sonata

เหตุผลที่นึกถึงหนังไทยอันยอดเยี่ยมเรื่องนี้ ก็เพราะผลงานของ “สมเกียรติ์ วิทุรานิช” ได้เน้นย้ำให้เราตระหนักว่าการต่อสู้ทางอุดมการณ์การเมืองนั้นเป็นการต่อสู้ในทางยาว ไม่จบสิ้นลงง่ายๆ

และเราอาจไม่ได้มองเห็นหรือลิ้มรสความสำเร็จของมันในชั่วชีวิตของตนเอง

แม้จะน่าท้อถอยเหนื่อยหน่าย แต่ในทางกลับกัน การท่องไปบนเส้นทางการต่อสู้อันยาวไกลดังกล่าวก็ต้องอาศัยความอดทน (ที่จะรอคอย) ความหวัง ความฝัน และความรัก อันมิเคยเหือดแห้งหายไปไหน เป็นแรงบันดาลใจ/แรงขับเคลื่อนสำคัญ

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

Bodyguards and Assassins

shi-yue-wei-cheng-2009-1130628-1-2-1

เวลาหงุดหงิดงุนงงกับกฎกติกาในการได้มาซึ่ง ส.ส. ของการเลือกตั้ง 24 มีนาคม ผมมักถึงหนังฮ่องกงเรื่องนี้

ประการแรก คือ พอพูดเรื่องการนำคะแนน “ไม่ตกน้ำ” ของผู้สมัครทั้งหลายที่พ่ายแพ้ในการชิงตำแหน่ง ส.ส.เขต ไปใช้คำนวณหาจำนวน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองต้นสังกัดของผู้สมัคร ส.ส.เขต รายนั้นๆ พึงได้รับแล้ว

ผมมักรู้สึกว่าบรรดาผู้สมัคร ส.ส. เขต ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่บนหมากกระดานเลือกตั้งรอบนี้ ช่างมีชะตากรรมคล้ายคลึงกับเหล่า “พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” เสียจริงๆ

เพราะพวกเขาต้องยอมเสียสละตนเอง เพื่อสัมฤทธิผลทางการเมืองของบุคคลอื่น (ต้องตายเพื่อผู้นำการปฏิวัติ ต้องแพ้ในสนามเลือกตั้งเพื่อทำให้พรรคมี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์)

ประการต่อมา แม้กระทั่งเมื่อพูดถึงการลงคะแนนเสียงเชิงยุทธศาสตร์ ผมก็มักนึกย้อนไปยังวิธีคิดแบบ “พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” เช่นกัน

เพราะกลยุทธการต่อสู้เหล่านี้ คือ การพยายามจำกัดกรอบความคิดจินตนาการให้คนเล็กคนน้อยต้องยอมเสียสละหรือไม่เป็นตัวของตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อเป้าประสงค์ทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต โลกทัศน์ และความรู้สึกในฐานะปัจเจกบุคคล ของพวกเขา

ซึ่งก็ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้แน่ชัดว่าสิ่งยิ่งใหญ่นั้น มันเป็นรูปธรรมจับต้องได้หรือเป็นเพียงแค่นามธรรมอันเลื่อนลอย

No

no

ภาพยนตร์ชิลีที่เล่าเรื่องการโค่นล้ม “เผด็จการปิโนเชต์” ด้วยการลงคะแนนโหวตโนของประชาชน

แต่เหนือกว่านั้น ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการเอาชนะระบอบการเมืองเก่า ด้วยวิธีคิด/จินตนาการ/กระบวนการสร้างสรรค์และสื่อสารภาพแทนแบบใหม่ๆ

ซึ่งสามารถปลุกเร้าผู้คนส่วนใหญ่ให้ฟื้นคืนความหวัง และมีพลังใจจะต่อสู้กับ “อำนาจดิบ/อำนาจเผด็จการ” (โดยปราศจากกำลังอาวุธ)

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

ไทบ้าน เดอะซีรีส์

จักรวาล ไทบ้าน

ถ้าอยากเข้าใจโหวตเตอร์จำนวนมากของประเทศ ซึ่งเป็นคนอีสานร่วมสมัย ผู้ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางพลวัตความเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายในและภายนอกภูมิภาค/ชุมชนของพวกเขา ผมว่าเราก็ควรจะหาภาพยนตร์ไทยชุดนี้มาดู

แต่แน่นอนแหละว่า ผู้มีอำนาจหลายส่วนนั้นแทบจะไม่เข้าใจประชาชนกลุ่มดังกล่าวเลย และไม่เคยคิดอยากดูหนังอินดี้อีสานเซ็ตนี้ด้วย

นอกจากนั้น โดยตัวของมันเอง ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า “ไทบ้าน เดอซีรีส์” มีสถานภาพของการเป็น “โปรเจ็คท์ทางการเมือง” ซ่อนแฝงอยู่

และก็เป็น “การเมือง” ในแบบที่คนร่างรัฐธรรมนูญ กองทัพ และพรรคการเมืองบางพรรค ไม่มีทางเข้าใจอีกเช่นกัน

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

เดวิด โครเนนเบิร์ก: ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ = นวนิยาย, หนังฉายโรง = เรื่องสั้น

1024px-Director_DAVID_CRONENBERG_of_the_film_'Spider'_during_the_Toronto_International_Film_Festival

“ผมเริ่มที่จะคิดว่า บางที สื่อภาพยนตร์ที่เทียบเท่าได้กับงานเขียน ‘นวนิยาย’ คือ ‘ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์’ ซึ่งอาจจะดำเนินเรื่องติดต่อกันยาวนาน 5 ปี หรือ 7 ปี

“จริงๆ แล้ว ซีรีส์เหล่านี้คือศิลปะชนิดใหม่ ที่ไม่เหมือนกับซีรีส์โทรทัศน์ยุคเก่า ผมได้ดูซีรีส์เน็ตฟลิกซ์บางเรื่อง ซึ่งผมคิดว่ามันมีคุณภาพยอดเยี่ยมทีเดียว อย่างเช่น Babylon Berlin ของทอม ทีคแวร์ งานประเภทนี้มีทั้งความมหัศจรรย์และความคล้ายคลึงกับนวนิยาย

“ผมคิดว่าบางที ‘ภาพยนตร์ฉายโรง’ อย่างที่พวกเรารู้จักกัน น่าจะเปรียบได้กับการเขียน ‘เรื่องสั้น’ แต่ถ้าคุณต้องการเขียนนวนิยาย (ผ่านสื่อภาพยนตร์) คุณก็ต้องหันมาทำซีรีส์

“ผมเริ่มคิดว่า บางทีตัวเองอาจยังเดินทางไปไม่ถึงจุดสุดท้ายของภาพยนตร์ หากเรามองเห็นวิวัฒนาการของมัน เป็นไปได้ว่าแทนที่จะลงมือเขียนนวนิยาย ผมอาจลองไปผลิตซีรีส์ป้อนเน็ตฟลิกซ์”

เดวิด โครเนนเบิร์ก

ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นเก๋าชาวแคนาดา

ที่มาเนื้อหา https://www.screendaily.com/news/cinema-is-already-dead-says-david-cronenberg-/5130906.article

ภาพประกอบ By http://www.ficg (Toronto Film Festival) [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commons

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“จุดเปลี่ยน” ของภาพยนตร์ในมุมมอง “อภิชาติพงศ์”

“แน่นอน ผมสร้างหนังเพื่อออกฉายในพื้นที่ดังกล่าว (โรงภาพยนตร์)

“หลายครั้ง ผมมักรู้สึกว่าดีวีดีหรืออะไรก็ตามที่คล้ายคลึงกัน นั้นไม่ใช่หนังสำหรับผม ผมเป็นคนรุ่นเก่า พวกเรายังคงผูกผันกับการดูหนัง ในฐานะที่มันเป็นประสบการณ์รวมหมู่

“และไม่ใช่แค่ในแง่มุมของผู้ชม เพราะเมื่อเรามาเป็นคนทำหนัง เราก็มักเพิ่มเกรนหรือแก้สีเพื่อให้งานภาพของตัวเองมีลักษณะเหมือนถูกถ่ายด้วยฟิล์ม

“แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเขาไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้อีกแล้ว นี่คือจุดเปลี่ยนของภาพยนตร์ เราทำได้แค่ยอมรับมัน และครุ่นคิดจินตนาการถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา”

เจ้ย ฟิล์ม

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยสนทนากับ เจสสิก้า เกียง

ที่มาเนื้อหา The Thai director who shows the future of cinema
http://www.bbc.com/culture/story/20180523-the-thai-director-who-shows-the-future-of-cinema

ที่มาภาพประกอบ http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

ข่าวบันเทิง

SLEEPCINEMAHOTEL “โรงแรมแห่งภาพยนตร์” ของอภิชาติพงศ์ ที่ “รอตเตอร์ดัม”

“อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำชาวไทย กำลังมีโปรเจ็คท์ใหม่ชื่อ “SLEEPCINEMAHOTEL” ในเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยจะเป็นการนำเอาจอภาพยนตร์มาติดตั้งรายล้อมผู้ชม ณ สถานที่ซึ่งถูกจัดสร้างขึ้นเป็นโรงแรมชั่วคราว (ดัดแปลงจากศูนย์การประชุมแห่งหนึ่ง)

โปรเจ็คท์โรงแรมชั่วคราวดังกล่าวจะเปิดทำการระหว่างวันที่ 25-30 มกราคมนี้ โดยมีเตียงเดี่ยวและเตียงสองชั้นให้ผู้เข้าพักใช้บริการ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ห้องอาบน้ำและอาหารเช้า ขณะที่ภาพเคลื่อนไหวในจอรูปทรงวงกลม ซึ่งจะช่วยขับกล่อมแขกๆ ก่อนเข้านอน ก็จะถูกติดตั้งอยู่ ณ พื้นที่แห่งเดียวกัน  และมีการแพร่ภาพตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับภาพเคลื่อนไหวที่จะนำมาจัดแสดงนั้น อภิชาติพงศ์ได้รับความร่วมมือจากพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ “อาย” (EYE) และสถาบันเสียงและภาพแห่งเนเธอร์แลนด์

6ae58527-a3b2-4213-bebf-9e038905995e

เว็บไซต์ของโครงการ SLEEPCINEMAHOTEL ระบุว่าโปรเจ็คท์ล่าสุดของอภิชาติพงศ์มิใช่ทั้งภาพยนตร์, ผลงานศิลปะจัดวาง หรือแม้กระทั่งบทภาพยนตร์ที่โลดแล่นอยู่ในจินตนาการ ทว่า นี่คือโรงแรมที่มีการเปิดให้บริการจริงๆ โดยแขกผู้เข้าพักทุกรายจะได้เข้านอนในห้องฉายหนังแห่งเดียวกัน ซึ่งดัดแปลงจากโถงใหญ่ของศูนย์การประชุม ในการนี้ ด้านหนึ่งของโถงจะเป็นโซนเตียงนอน ขณะที่อีกด้าน จะเป็นพื้นที่สำหรับจอฉายภาพยนตร์รูปทรงวงกลม

ทั้งผู้เข้าพักในยามค่ำคืนและผู้เยี่ยมเยือนในยามกลางวันจะได้เดินทางเข้าสู่โลกที่เราคุ้นเคยในหนังอภิชาติพงศ์ อันเต็มไปด้วยความสัมพันธ์/การปะทะกันระหว่างภาวะนิทรากับภาพยนตร์ ผีกับจินตนาการ อดีตกับปัจจุบัน

light

และถึงแม้อภิชาติพงศ์มักชอบกล่าวว่าเขายอมรับได้ หากจะมีผู้ชมผล็อยหลับระหว่างดูหนังของตน แต่ผู้กำกับชาวไทยรายนี้ก็ไม่เคยลงมือสร้างโปรเจ็คท์ที่เชื่อมผสานโรงแรมเข้ากับภาพยนตร์มาก่อน

หนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของโปรเจ็คท์ SLEEPCINEMAHOTEL ก็คือ ภาพนิ่งจาก “Strike” หนังยาวเรื่องแรกของ “เซอร์เก ไอเซนสไตน์” ซึ่งภาพของเหล่ากรรมกรในนั่งร้านถูกนำเสนอเป็นเงาสีดำ ที่ส่องสะท้อนบนกำแพงกระจก ดังนั้น ในโรงแรมชั่วคราวของอภิชาติพงศ์ แขกผู้เข้าพักทุกคนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการละเล่นทางแสงและเงา โดยภาพเงาเคลื่อนไหวของพวกเขาจะโลดแล่นอยู่บนหน้าต่างของตึก ซึ่งหันหน้าให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมาตามท้องถนน

strike

สำหรับภาพยนตร์ที่จัดฉายในโรงแรมจะเป็นภาพเรือ, สายน้ำ, หมู่เมฆ, ผู้คนที่นิทรา, เหล่าสัตว์ที่หลับใหล ซึ่งนำมาจากแผ่นฟิล์มภาพยนตร์เก่า นอกจากนี้ ภาพเคลื่อนไหวที่นำมาแสดงจะไม่มีภาพจากหนังเรื่องใดๆ ของอภิชาติพงศ์ ที่สำคัญ ภาพเหล่านั้นจะเคลื่อนไหวไปอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด และไม่มีซีนใดที่ปรากฏซ้ำเป็นหนที่สอง สอดคล้องกับอุปมาที่ว่า “ไม่มีใครสามารถเหยียบย่างลงบนแม่น้ำสายเดิมได้ถึงสองครั้ง”

ด้วยเหตุนี้ ภาพต่างๆ ใน SLEEPCINEMAHOTEL จึงมีความเป็นเอกลักษณ์และดำรงอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วคราว และแน่นอน ทุกๆ ช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้วผ่านไปเหล่านั้นล้วนมีประวัติศาสตร์อยู่เบื้องหลัง

“แสงเดินทางไปในคลื่น มันทั้งนำพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ และติดต่อเชื่อมโยงกับเรา ในบทสนทนาแรกๆ ที่ก่อให้เกิดโปรเจ็คท์นี้ อภิชาติพงศ์ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่องช้าชะลอตัวของการรับรู้ และวิธีการหยั่งรู้ถึงช่วงชีวิตของแสง

“อะไรคือต้นกำเนิดของแสง ซึ่งช่วยส่องสว่างให้แก่ความฝันของพวกเรา?” เว็บไซต์ https://www.sleepcinemahotel.com/ ระบุ

scaff+blokken

ขณะเดียวกัน อภิชาติพงศ์ยังให้สัมภาษณ์กับทางเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมว่า เขาหวังว่าผู้เข้าพักในโรงแรมแห่งนี้จะได้สัมผัสบรรยากาศของความสุขและเสรีภาพ ทั้งนี้ เมื่อผู้เข้าพักหลับใหลลง พวกเขาก็จะกลายเป็นส่วนเสี้ยวของกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์นานาชนิด

ที่มา ข้อมูลและภาพ

https://iffr.com/nl/2018/events/sleepcinemahotel-check-in

https://www.sleepcinemahotel.com/

https://iffr.com/en/blog/weerasethakul-on-sleep-cinemahotel

ข่าวบันเทิง

รู้จัก Cultural Anthropologist (นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม?) ในกองถ่าย Call Me by Your Name

สำหรับบางคนที่ได้ดูหนังเรื่อง Call Me by Your Name แล้ว คงพอสังเกตเห็นว่าในตอนจบนั้น มีการขึ้นเครดิตว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ มี Cultural Anthropologist ประจำกองถ่ายด้วย

อย่างไรก็ดี “Cultural Anthropologist” ประจำกองถ่ายหนังเรื่อง Call Me By Your Name อาจมิได้หมายถึงนักวิชาการทางด้าน “มานุษยวิทยาวัฒนธรรม” แบบตรงตัวซะทีเดียว

เพราะผู้ที่มาทำหน้าที่ดังกล่าว ก็คือ “คาร์โล อันโตเนลลี่”

antonelli
ภาพจาก http://www.lettera43.it/it/articoli/media/2013/04/22/editoria-carlo-antonelli-nuovo-direttore-di-gq/83135/

เท่าที่ลองเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต อันโตเนลลี่นั้นเป็นบุคลากรที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของอิตาลี

เขาเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Wired ฉบับภาษาอิตาเลียน และก็เคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Rolling Stone และ GQ ฉบับภาษาอิตาเลียน รวมทั้งเคยเป็นผู้บริหารค่ายเพลงที่มีชื่อว่า Sugar

อันโตเนลลี่มีงานเขียนบทความจำนวนมาก ตลอดจนผลงานที่ตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่ม อาทิ Discoinferno (เขียนร่วมกับฟาบิโอ เดอ ลูก้า)

discoinferno

นอกจากนี้ เขายังทำงานสอนหนังสือและวิจัย โดยอันโตเนลลี่น่าจะเคยสอนที่ Domus Academy และเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชา the Sociology of Conventions (สังคมวิทยาว่าด้วยประเพณี?) ที่มหาวิทยาลัยโบโลญญา ทั้งยังมีบทบาทในการร่วมก่อตั้งศูนย์วิจัยว่าด้วยศิลปะ วิทยาศาสตร์ และความรู้ ที่มหาวิทยาลัยบอคโคนี เมืองมิลาน

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของอันโตเนลลี่ก็คือการร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ชื่อ First Sun ซึ่งส่งผลให้เขาได้ร่วมงานกับ “ลูก้า กัวดาญีโน” (ผู้กำกับ Call Me by Your Name) ทั้งในฐานะผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง I Am Love และโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง Suspiria

คาร์โล อันโตเนลลี่ จึงเป็นคนที่ร่วมงานกับกัวดาญีโนมาอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่าอันโตเนลลี่นั้นร่ำเรียนศึกษามาทางมานุษยวิทยาด้วยหรือไม่? (แต่ก็อาจเป็นไปได้ หากพิจารณาจากบทบาทในฐานะอาจารย์พิเศษของเขา)

ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีแหล่งข้อมูลใดระบุชัดๆ ว่าบทบาทในฐานะ Cultural Anthropologist ประจำกองถ่ายหนัง Call Me by Your Name ของเขานั้น มีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง?

cultural anthropologist

ระหว่างการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนที่กล่าวถึงความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา/โบราณคดี/นิรุกติศาสตร์ภายในภาพยนตร์

หรือการเป็นที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมและดนตรียุค 1980 ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญและโดดเด่นมากๆ ของหนังเรื่องนี้ แถมยังดูจะสอดคล้องต้องตรงกับหน้าที่การงานในแวดวงนิตยสารของอันโตเนลลี่พอดี

ที่มาข้อมูล

https://www.edge.org/memberbio/carlo_antonelli

http://www.domusacademy.com/en/carlo-antonelli/

http://www.imdb.com/name/nm2108595/

ข่าวบันเทิง

“เลนิน-ดิแคปริโอ” จาก Marxist Memes ย้อนกลับไปยัง The Propeller Group

lenin meme

เพิ่งได้เห็นภาพล้อเลียนในเพจเฟซบุ๊ก Marxist Memes ที่ทำเป็นใบปิดภาพยนตร์ปลอมๆ เรื่อง Lenin นำแสดงโดย “ลีโอนาร์โด ดิแคปริโอ” และกำกับโดย “สตีเวน สปีลเบิร์ก”

เลยคิดถึงงานศิลปะชุดหนึ่งซึ่งได้ไปดูมาที่นิทรรศการ Yokohama Triennale 2017 เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

งานชุดนี้มีชื่อว่า “LENIN AS…” เป็นผลงานของศิลปินกลุ่ม The Propeller Group (Phunam, Matt Lucero และ Tuan Andrew Nguyen)

โดยศิลปินกลุ่มดังกล่าวได้สำรวจกระบวนการสร้างความทรงจำสาธารณะเกี่ยวกับผู้นำการปฏิวัติรัสเซียอย่าง “วลาดิมีร์ เลนิน” ซึ่งเกิดขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น ท่ามกลางบริบทของลัทธิทุนนิยมชนิดเข้มข้น ที่ทำงานแนบชิดกับลัทธิบูชาตัวบุคคลและการยกย่องชื่นชมผู้มีชื่อเสียง (เซเล็บ) ในสังคม

The Propeller Group ระบุว่าเมื่อสื่อและความบันเทิงในวัฒนธรรมสมัยนิยม ถูกทำให้มีลักษณะเป็นโลกาภิวัตน์ยิ่งขึ้น รวมถึงทรงอิทธิพลมากขึ้นจนมีสถานะไม่ต่างกับรัฐบาลของประเทศต่างๆ บรรดาเซเล็บในสื่อและอุตสาหกรรมบันเทิง ที่เป็นไอดอลของผู้บริโภคทั่วโลก จึงกลายสถานะเป็นเจ้าลัทธิบูชาตัวบุคคลขึ้นมา

ผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้ต้องพยายามธำรงรักษาสถานภาพคนดังของพวกตนเอาไว้ ผ่านการนิยามตัวตนใหม่ๆ ให้แก่ตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อชื่อเสียงของพวกเขาจะได้สามารถยืนยงคงอยู่ ท่ามกลางกระแสความนิยมในวัฒนธรรมบันเทิงสมัยนิยมที่แปรผันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

ศิลปินกลุ่มนี้สร้างผลงานชุด “LENIN AS…” ขึ้นมา ด้วยแนวคิดข้างต้น

พวกเขาได้สร้างซีรีส์ผลงานจิตรกรรม ซึ่งเผยให้เห็นถึงสายสัมพันธ์อันย้อนแย้ง หรือบางทีอาจแลดูบ้าบอไร้สาระ ระหว่างอำนาจ, การเมือง, ความเป็นที่นิยม และบุคลิกลักษณะในทางสาธารณะของผู้มีชื่อเสียง

โดยงานเหล่านี้ชี้เป็นนัยให้เห็นว่าหนังแนวชีวประวัติบุคคลที่สร้างโดยฮอลลีวูด อาจมีประสิทธิภาพในการรื้อฟื้นคืนชีวิตทางการเมืองให้แก่บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ถูกทอดทิ้งหลงลืมไปแล้ว ได้ดีกว่าประติมากรรมประเภทอนุสาวรีย์เสียอีก

ทั้งนี้ ศิลปินกลุ่ม The Propeller Group ได้นำเอาภาพวาดพอร์เทรทของวลาดิมีร์ เลนิน ที่เคยแขวนอยู่ตามอาคารที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วสหภาพโซเวียต มาผสมผสานเข้ากับทรงผมที่ผันแปรไปเรื่อยๆ ตามบทบาทที่เปลี่ยนแปลงในภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ของดาราดังอย่างลีโอนาร์โด ดิแคปริโอ

หากมองในแง่นี้ ภาพลักษณ์ของผู้นำการปฏิวัติรัสเซียจึงถูกนำมาใช้เสริมสร้างความเป็นซูเปอร์สตาร์ของวัฒนธรรมโลกร่วมสมัย

ผลงานจิตรกรรมชุดนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากข่าวลือแนวทฤษฎีสมคบคิดในอินเตอร์เน็ตว่าดิแคปริโออาจเป็นญาติที่พลัดพรากของเลนิน เช่นเดียวกับข่าวลือแนวบันเทิงที่ระบุว่านักแสดงชาวอเมริกันผู้นี้กำลังถูกทาบทามให้รับบทเป็นเลนิน ในภาพยนตร์แนวชีวประวัติของอดีตผู้นำโซเวียต

The Propeller Group ประกาศว่าพวกเขาจะผลิตงานชุดนี้เพิ่มเติมต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งเส้นทางเลนินและดิแคปริโอได้มาบรรจบกันจริงๆ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด โดยเมื่อถึงเวลานั้น ศิลปินกลุ่มนี้จะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นสุดท้ายของซีรี่ส์ ซึ่งมีชื่อว่า “Lenin as Lenin in Lenin”

DSC01459
Lenin as Calvin Candie in Django Unchained
DSC01462
Lenin as J. Edgar Hoover in J. Edgar
DSC01465
Lenin as Jack Dawson in Titanic
DSC01467
Lenin as Frank Wheeler in Revolutionary Road
DSC01469
Lenin as Cobb in Inception

เนื้อหา: http://www.the-propeller-group.com/lenin-as

ภาพประกอบMarxist Memes และ “คนมองหนัง”

ข่าวบันเทิง

คำอวยพร “เจ้ย” ต่อเทศกาลหนังโตเกียว: ว่าด้วยการแชร์ประสบการณ์และทำลายขีดจำกัด

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวได้เผยแพร่คลิปคำกล่าวอวยพรของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” นักทำหนังชาวไทย ที่มีต่อทางเทศกาล ซึ่งจะมีอายุครบรอบ 30 ปี ในปีนี้

โดยคำกล่าวของอภิชาติพงศ์มีเนื้อหาว่า

(ภาษาไทย) สวัสดีครับ ผมขอแสดงความยินดีกับวันเกิดปีที่ 30 ของโตเกียว อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม เฟสติวัล ครับ

(ภาษาอังกฤษ) สำหรับการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีของทางเทศกาล ผมอยากจะกระตุ้นผู้คน ทั้งในฝั่งคนดูหนังและฝั่งคนทำหนัง ให้ตั้งคำถามและพยายามที่จะทำลายเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ รวมถึงขอบเขตข้อจำกัดของการแสดงความคิดเห็น อย่างต่อเนื่อง

เพราะสำหรับผม ศิลปะภาพยนตร์ยังมีอายุเยาว์วัย ขณะเดียวกัน ช่วงอายุเพียง 30 ปี (ของเทศกาล) ก็ยังนับว่าเยาว์วัยอยู่เช่นกัน และความฝันยังคงเป็นสิ่งที่พวกเราต้องการ เพื่อจะได้ร่วมแบ่งปันความฝันนี้ให้แก่กัน ในการทำลายขอบเขตข้อจำกัดต่างๆ และการเข้าใจความรู้สึกของแต่ละฝ่ายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผมยังเชื่อในเรื่องของการแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งหมายความถึงภาวะที่พวกคุณเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ และนั่งชมหนังบนจอภาพขนาดมหึมาอยู่เคียงข้างคนอื่นๆ เพื่อซึมซับและเป็นประจักษ์พยานของแสงสว่างที่ส่องออกมาจากจอดังกล่าวพร้อมหน้ากัน

ผมคิดว่า หากมองผ่านแง่มุมดังกล่าว เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่จะช่วยผลักดันให้การแบ่งปันดังกล่าวเกิดขึ้น ทั้งยังช่วยเชื่อมร้อยผู้คนจากหลายประเทศ หลายช่วงอายุ หลายเป้าหมายชีวิต และหลายความเชื่อเข้าด้วยกัน

ดังนั้น ผมหวังว่าทางเทศกาลจะยังคงมุ่งมั่นเพื่อยกระดับการทำงานตรงจุดนี้ให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ และขอให้เทศกาลดำรงอยู่ต่อไป อย่างน้อยที่สุด ก็อีก 100 ปี ขอบคุณครับ

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

วิธีเสพ “ภาพยนตร์สังคมเก่า” ของสมาชิกกองทัพประชาชนในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด

ขอไว้อาลัยต่อการจากไปของสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

อาจารย์ยิ้ม
ที่มา https://www.matichon.co.th/news/677714

แต่กระนั้น คุณกมลเป็นคนที่พิเศษคนหนึ่งในหมู่พวกเราทีเดียว เพราะเราเพิ่งทราบว่า การมีคุณกมลทำให้เรามีภาพยนตร์สังคมเก่าฉายบนกองทัพได้ โดยเฉพาะภาพยนตร์ฝรั่งไม่ว่าเรื่องอะไร พยัคฆ์ร้าย 007, สปาตาร์คัส, พิภพวานร, ขุมทองแมคเคนน่า, เจ็ดคู่ชู้ชื่น, บุษบาริมทาง เป็นต้น คุณกมลเล่าเรื่องได้หมด พร้อมทั้งอธิบายผู้แสดงและภูมิหลังของเรื่องได้เสร็จ เราจึงเรียกกันเล่นว่าๆ ‘กมลเธียเตอร์’ ดังนั้น เมื่อเวลาสหายเหงาก็สามารถใช้ “บริการกมลเธียเตอร์” ได้ โดยเฉพาะคุณแก้ว คุณกาย คุณอรุณ ได้ใช้บริการอยู่เสมอ แต่จุดอ่อนของ ‘กมลเธียเตอร์’ อยู่ที่หนังจีนกำลังภายใน ผมเคยถามให้เล่าเรื่อง หงษ์ทองคนองศึก ปรากฏว่า ‘กมลเธียเตอร์’ ส่ายหัว

หงษ์ทองคนองศึก

ผมไม่ได้ใช้บริการด้านภาพยนตร์ของคุณกมล แต่ใช้บริการอีกด้านหนึ่ง คือด้านหนังสือ ผมไม่เคยอ่านนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง สถาบันสถาปนา ของไอแซค อาซิมอฟ มาก่อน และบนกองทัพก็ไม่มีหนังสือนี้ คุณกมลเป็นคนเล่าให้ฟังเป็นบทเป็นฉาก ทำให้ผมได้รู้จัก ‘ฮาริ เซลดอน ผู้สร้างวิชาอนาคตประวัติศาสตร์’ และ ‘มโนมัย ผู้บิดเบนอนาคตของประวัติศาสตร์’ ได้โดยที่ไม่ต้องอ่านหนังสือเล่มนั้น ไม่เพียงแต่เรื่องนี้ ยังมีเรื่อง เมฆสีดำ ซึ่งคุณกมลขึ้นต้นเรื่องว่า

“สมพร เราน่ะคุ้นเคยกับการพบเห็นสิ่งมีชีวิตเป็นของแข็ง คุณลองจินตนาการสิว่าถ้าสิ่งมีชีวิตเป็นก๊าซ อะไรจะเกิดขึ้น ความรู้สึกมันจะละเอียดอ่อน บอบบางมาก…”

น้ำป่า

ที่มา หนังสือ “น้ำป่า: บันทึกการต่อสู้ในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด” โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (หน้า 372)