ข่าวบันเทิง

นักวิชาการด้านหนังเอเชีย ชื่นชม “ฉลาดเกมส์โกง” และ “เพื่อนฉัน…ฝันสลาย”

chris berry

คริส เบอร์รี่ นักวิชาการภาพยนตร์ศึกษา ซึ่งเชี่ยวชาญด้านหนังเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์จีน แห่งคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน สหราชอาณาจักร เพิ่งเขียนบทความถึงหนังที่เขาได้รับชมในเทศกาล ฟาร์ อีสต์ ฟิล์ม เฟสติวัล อูดิเน่ ครั้งที่ 20 ณ ประเทศอิตาลี เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Senses of Cinema

โดยในบทความดังกล่าว มีเนื้อหาส่วนหนึ่งซึ่งเบอร์รี่กล่าวถึง “ฉลาดเกมส์โกง” และ “เพื่อนฉัน…ฝันสลาย” (Sad Beauty) หนังไทยสองเรื่องที่เขาได้ดูในเทศกาล

นักวิชาการอาวุโสผู้นี้ชี้ว่าหนังไทยทั้งคู่เป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสาน “ตระกูลทางภาพยนตร์” (genre) ที่หลากหลายลงในหนังเรื่องเดียว

bg

โดย “ฉลาดเกมส์โกง” ของนัฐวุฒิ พูนพิริยะ พูดถึงความขัดแย้งทางชนชั้นผ่านปัญหาเรื่องระบบการศึกษา อย่างไรก็ตาม หนังพยายามแบ่งแยก “ความถูก” และ “ความผิด” ออกจากกันอย่างชัดเจน

สำหรับเบอร์รี่ จุดเด่นของหนังเรื่องไทยนี้ คือ การผสมผสานตัวละครและบรรยากาศแบบภาพยนตร์แนว “ไฮสกูล” เข้ากับโครงสร้างเรื่องราวของหนังในตระกูล “โจรกรรม”

ซึ่งนำไปสู่การเร้าอารมณ์ผู้ชมได้ในหลายช่วงตอน

เพื่อนฉัน

ขณะเดียวกัน นักวิชาการแห่งคิงส์ คอลเลจ เขียนถึง “เพื่อนฉัน…ฝันสลาย” ของบงกช เบญจรงคกุล (คงมาลัย) เอาไว้อย่างน่าสนใจ

กล่าวคือ แม้หนังจะมีฉากหน้าเป็นเหตุการณ์ฆาตกรรมและเรื่องราวแนว “โร้ดมูฟวี่” แต่ระหว่างการดำเนินเรื่องกลับมีลักษณะของภาพยนตร์ตระกูลอื่นๆ สอดแทรกเข้ามาอย่างหลากหลาย

ทั้งแนวทางแบบ “เมดิคัล เมโลดราม่า” เมื่อตัวละครนำหญิงรายหนึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็ง พ่วงด้วยความเป็นหนัง “สยองขวัญ” ยิ่งกว่านั้น วิธีการเล่าเรื่องแบบ “สัจนิยม” ยังผลักดันผู้ชมให้ไปประสบพบเจอกับอารมณ์แตกตื่นชวนเหวอสุดขีด ซึ่งสถานการณ์ทำนองนี้มักไม่ค่อยปรากฏในหนังที่เลือกจะจำกัดตนเองเอาไว้ใน “ตระกูลภาพยนตร์” ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

คริส เบอร์รี่ ตบท้ายถึงหนังไทยเรื่องหลังว่า ผู้กำกับคือบงกชนั้นเลือกวิธีการที่สุ่มเสี่ยง แต่ผลตอบแทนที่ได้ กลับคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง

Advertisements
คนมองหนัง

“ข้อดี” และ “ข้อด้อย” ของ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

ปรับปรุงจากบทความ เขียนถึง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” และ “มะลิลา” ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8-14 ธันวาคม 2560

ตามความเห็นส่วนตัว “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ถือเป็นผลงานระดับ “ดี” ของเป็นเอก แต่ไม่ได้ “ดีที่สุด”

ถ้าให้เปรียบเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ของผู้กำกับฯ คนเดียวกัน หนังเรื่องนี้คล้ายจะมีลักษณะร่วมกับ “ฝนตกขึ้นฟ้า” อยู่ไม่น้อย หากพิจารณาจากแก่นแกนความคิดหลักที่ถูกนำเสนอผ่านหนังทั้งสองเรื่อง ซึ่งว่าด้วยการดิ้นรนหลบหนีและเปลี่ยนแปลงตนเองของ “คนสีเทา” ตัวเล็กๆ กับการแผ่ขยายอิทธิพลอันไพศาลของโครงสร้างอำนาจขนาดใหญ่

หนังเล่าเรื่องของดารานางร้ายละครโทรทัศน์ชื่อดังที่ใช้ชีวิตคู่อย่างไม่ค่อยมีความสุขนักกับสามีเศรษฐีฝรั่ง ผู้อุทิศตนให้แก่ลัทธิความเชื่อประหลาด

ความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างดาราหญิงกับสามีต่างชาติและเจ้าลัทธิค่อยๆ ทวีความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ เธอตัดสินใจว่าจ้างหนุ่มลูกครึ่งฐานะขัดสน ซึ่งพบเจอกันโดยบังเอิญที่โรงพยาบาล ให้เข้ามาช่วยเคลียร์ปัญหา

ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะพัวพันยุ่งเหยิงจนสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก

ไม่มีสมุย โปสเตอร์

ถ้าให้สรุปประเด็นอย่างรวบรัด ผมตีความว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กำลังพูดถึงสายสัมพันธ์/ความขัดแย้งระหว่าง “รูปแบบที่หลากหลายและการพลิกผันของเรื่องเล่า” กับ “โครงสร้างอันแข็งตัวของอำนาจ”

หนังพยายามหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า ถ้าเรา (คนเล็กๆ ผู้ต้องการจะทดลองเล่าเรื่องของตัวเอง) ลองพลิกมุมมอง สลับสับเปลี่ยนตัวละคร หรือเคลื่อนย้ายฉากหลังของเรื่องราว จนก่อเกิดเป็นเรื่องเล่าลื่นไหลหลากชนิดเกี่ยวกับผู้อยู่ใต้อำนาจและผู้มีอำนาจ

การทดลองดังกล่าวจะส่งผลให้โครงสร้างอำนาจที่แลดูแข็งแกร่งตายตัวสั่นคลอนหรืออ่อนแอลงบ้างหรือไม่?

โจทย์ใหญ่ของ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ถูกขับเคลื่อนด้วยระลอกสถานการณ์พลิกผันจำนวนมาก

หนังมีอะไรหลายจุดที่ชี้ชวนให้คนดูนึกถึงผลงานเรื่องก่อนๆ ของเป็นเอก ตั้งแต่ “กิมมิก” เล็กๆ น้อยๆ จนถึงลักษณะการนำพาเรื่องราวให้เลยเถิดเตลิดเปิดเปิงไปเรื่อยๆ ผ่านความบังเอิญ ความสะเพร่า ความน่าชวนหวัว ตลอดจนความไม่น่าเชื่อถือ (แต่สนุกสนานตามสมควร)

ใครที่ชอบ “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” และ “เรื่องตลก 69” คงเพลิดเพลินกับหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

ตัวละครที่มีเสน่ห์มากๆ รายหนึ่งใน “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กลับไม่ใช่เหล่าตัวละครหลัก แต่เป็น “แม่ผู้ป่วยหนัก” ของนักฆ่าลูกครึ่ง ที่ดำรงอยู่คู่เคียงกับอารมณ์ตลกร้าย และ “ปรากฏการณ์มหัศจรรย์” ภายในหนัง

ไม่มีสมุย 4

เป็นตัวละครนักฆ่าหนุ่มต่างหากซึ่งถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากองค์ประกอบแปลกๆ ไม่น่าเชื่อถือมากมาย แต่พอนำตัวละครรายนี้ไปประกบทาบกับสามีฝรั่งของนางเอก ภาพเปรียบเทียบเช่นนั้น กลับสามารถทำให้เรามองเห็นความหลากหลายของ “ฝรั่ง” ในเมืองไทย ได้อย่างน่าสนใจ

ไม่มีสมุย 2

สำหรับตัวละครเจ้าลัทธิประหลาด หรือ “เดอะ โฮลี่ วัน” (เจ้าคณะ) เท่าที่จับได้จากบทสนทนาช่วงต้นเรื่อง ดูเหมือนว่าทีแรกสุด ผู้กำกับฯ คงอยากจะใช้เขาเป็น “ภาพแทนของพระสงฆ์จริงๆ” เลยด้วยซ้ำ

แต่หนังก็ค่อยๆ คลี่คลายสถานการณ์ให้ตัวละครรายนี้เป็นเพียงเจ้าลัทธิฆราวาส โดยมีรายละเอียดหนักแน่นบางประการมาช่วยรองรับสถานะดังกล่าวในตอนจบ

ไม่มีสมุย 3

อีกจุดเด่นหนึ่งที่มักปรากฏในภาพยนตร์ของเป็นเอกเสมอมา คือ การเลือกใช้นักแสดงหญิงได้อย่างเก่งกาจ

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มิได้มีแค่ดาวร้ายละครทีวีที่รับบทโดย “พลอย เฌอมาลย์” เป็นตัวละครนำหญิงผู้โดดเด่นรายเดียว และนอกจาก “แม่ของนักฆ่าลูกครึ่ง” ผู้โผล่มาขโมยซีนนิดๆ หน่อยๆ แล้ว ยังมีตัวละคร/นักแสดงหญิงลึกลับอีกหนึ่งราย ซึ่งจะปรากฏกายขึ้นพร้อมบทบาทสำคัญมากในช่วงท้าย

ตัวละครหญิงคนนี้ทำให้ผมคิดถึงบทบาทของ “พรทิพย์ ปาปะนัย” ใน “มนต์รักทรานซิสเตอร์” และ “พลอย” เพราะพวกเธอต่างเป็นตัวละครระดับรองที่มีโอกาสออกจอในเวลาไม่มากนัก

ทว่า บุคลิกลักษณะและฝีมือการแสดงของตัวละคร/นักแสดงหญิงเหล่านี้กลับน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง

องค์ประกอบที่น่าเสียดายใน “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” คือ บรรดาตัวละครสมทบเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่ได้มีเสน่ห์เฉพาะตนหรือไม่มีอารมณ์ตลกหน้าตายซื่อๆ ใสๆ เหมือนนักแสดงสมทบที่น่าประทับใจในผลงานชิ้นแรกๆ ของเป็นเอก

แม้ผู้กำกับฯ จะพยายามสร้างตัวละครประเภทนี้ขึ้นมาอีกครั้งในหนังเรื่องล่าสุดก็ตาม

เช่นเดียวกับเรื่องเพลงประกอบ ที่หลายครั้ง เป็นเอกมักเลือกสรรบทเพลงของศิลปินผู้ไม่ค่อยโด่งดัง (อาทิ อารักษ์ อาภากาศ และ จ๊อบ บรรจบ พลอินทร์) มาใส่ในหนังของตนเองได้อย่างแพรวพราวเหมาะเจาะ

แต่คุณสมบัติข้อที่ว่ากลับมิได้ฉายส่องออกมาในภาพยนตร์เรื่องนี้

 

 

คนมองหนัง

บันทึกสั้นๆ ถึง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” และ “มะลิลา”

ไม่มีสมุยสำหรับเธอ

หนึ่ง

นี่เป็นหนังของพี่ต้อม เป็นเอก ที่ผมชอบ แต่ไม่ได้ชอบในระดับ “มากที่สุด” นอกจากนี้ ถ้าให้เปรียบเทียบกับงานอื่นๆ ของแก ผมเห็นว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มีลักษณะร่วมกับ “ฝนตกขึ้นฟ้า” ชัดเจน อย่างน้อย ก็ในแง่ “ประเด็นหลัก” ของเรื่อง (ตามการตีความของผม)

สอง

ถ้าให้สรุปประเด็นอย่างรวบรัดและไม่เฉลยเนื้อเรื่องเกินไป ผมตีความว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กำลังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ความหลากหลาย/การพลิกผันของเรื่องเล่า” และ “โครงสร้างอันแข็งตัวของอำนาจ”

หนังพยายามหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า ถ้าเราลองพลิกมุม เปลี่ยนโทน สลับสับเปลี่ยนตัวละคร หรือเคลื่อนย้ายฉากหลังของเรื่องราว จนเกิดเป็นเรื่องเล่าลื่นไหลหลากชนิดว่าด้วยผู้อยู่ใต้อำนาจและผู้มีอำนาจ โครงสร้างอำนาจที่แลดูแข็งแกร่งตายตัวจะสั่นคลอนหรืออ่อนแอลงบ้างหรือไม่?

(จริงๆ นอกจาก “เรื่องเล่า” ที่มีหลายระนาบแล้ว อีกจุดที่น่าสนใจ คือ หนังยังพาคนดูไปสัมผัสกับมุมมอง/การมองโลกหลายๆ แบบ ผ่านงานเทคนิคด้านภาพ ทั้งการมองโลกสีขาวดำแบบสุนัข การมองโลกสีปกติแบบคนธรรมดาทั่วไป การมองโลกแบบพร่าเลือนผ่านสายตาของคนชราป่วยหนัก)

ไม่มีสมุย นำ

สาม

หนังมีบางจุดที่ชี้ชวนให้ระลึกถึงงานชิ้นก่อนๆ ของผู้กำกับ ผ่านทั้ง “กิมมิก” เล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงลักษณะการนำพาเรื่องราวให้เลยเถิดเตลิดเปิดเปิงไปเรื่อยๆ ผ่านความบังเอิญ ความสะเพร่า ความน่าชวนหวัว ตลอดจนความไม่น่าเชื่อถือ (แต่สนุกสนานเพลิดเพลินตามสมควร)

คนที่ชอบหนังอย่าง “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” และ “เรื่องตลก 69” ก็น่าจะจูนติดกับ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

สี่

ตัวละครในเรื่องที่มีเสน่ห์ ก็เช่น แม่ของกาย (เดวิด อัศวนนท์) ซึ่งโปรดิวเซอร์บอกว่า “ปรากฏการณ์มหัศจรรย์” ภายในหนัง ที่เกิดกับตัวละครหญิงชรา น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริงของแม่พี่ต้อม เป็นเอก

สำหรับตัวละครของกาย แม้จะเต็มไปด้วยองค์ประกอบแปลกๆ ไม่น่าเชื่อถือ แต่พอนำตัวละครรายนี้ไปประกบทาบกับสามีฝรั่งของวิ (พลอย เฌอมาลย์) มันกลับทำให้เราได้เห็นภาพที่หลากหลายของ “ฝรั่ง” ในเมืองไทย

ขณะที่ตัวละคร “เจ้าคณะ” หรือ “เดอะ โฮลี่ วัน” เท่าที่จับจากบทสนทนาช่วงต้นๆ ผมเข้าใจว่าเผลอๆ ทีแรก พี่ต้อมคงอยากให้เป็นพระสงฆ์จริงๆ เลยด้วยซ้ำ (มั้ง?) แต่เมื่อต้องปรับโจทย์มาเป็นเจ้าลัทธิที่ไม่ได้ออกบวชเต็มตัว มันก็พอกล้อมแกล้มไปได้ และมีรายละเอียดบางอย่างมารองรับในท้ายที่สุด

ไม่มีสมุย เดวิด

ห้า

อีกจุดเด่นหนึ่งที่มักปรากฏในภาพยนตร์ของเป็นเอกเสมอมา คือ การเลือกใช้นักแสดงหญิงได้อย่างเก่งกาจ

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มิได้มีแค่ดาวร้ายละครทีวีที่รับบทโดย “พลอย เฌอมาลย์” เป็นตัวละครหญิงผู้โดดเด่นรายเดียว เพราะยังมีตัวละคร/นักแสดงหญิงลึกลับอีกหนึ่งราย ซึ่งจะปรากฏกายขึ้นมาพร้อมบทบาทสำคัญมากในช่วงท้าย

ตัวละครหญิงคนนี้ทำให้ผมคิดถึงบทบาทของ “พรทิพย์ ปาปะนัย” ใน “มนต์รักทรานซิสเตอร์” และ “พลอย” เพราะพวกเธอต่างเป็นตัวละครระดับรองๆ ที่มีโอกาสออกจอในเวลาไม่มากนัก

ทว่า บุคลิกลักษณะและฝีมือการแสดงของตัวละคร/นักแสดงหญิงเหล่านี้กลับน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง

หก

ที่น่าเสียดาย คือ ผมรู้สึกว่าพวกตัวละครสมทบเล็กๆ น้อยๆ ในหนัง ไม่ได้มีเสน่ห์เฉพาะตนหรือไม่มีอารมณ์ตลกหน้าตายซื่อๆ ใสๆ แบบบรรดานักแสดงสมทบที่น่าจดจำในงานชิ้นแรกๆ ของพี่ต้อม แม้ดูเหมือนว่าแกพยายามจะสร้างตัวละครประเภทนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ใน “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ก็ตาม

เช่นเดียวกับเรื่องเพลงประกอบ ที่หลายครั้ง พี่ต้อมมักเลือกเพลงของศิลปินที่ไม่ค่อยดัง มาใส่ในหนังของแกได้อย่างแพรวพราวเหมาะเจาะ แต่คุณสมบัติดังกล่าวไม่ได้ปรากฏออกมาอย่างโดดเด่นนักในหนังเรื่องนี้

มะลิลา

มะลิลา 4

หนึ่ง

ระหว่างดูค่อนข้างเซอร์ไพรส์อยู่นิดๆ เพราะทีแรก เข้าใจว่าเส้นเรื่องความรัก-สายสัมพันธ์-ความพลัดพรากระหว่าง “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) กับ “พิช” (โอ อนุชิต) ที่มีสัญลักษณ์สื่อกลาง คือ “การทำบายศรี” จะเป็นเส้นเรื่องหลักเส้นเรื่องเดียวของหนัง

แต่ปรากฏว่า เอาเข้าจริง หนังแยกออกเป็นสองพาร์ท โดยมี “เชน” เป็นแกนกลาง เนื้อหาอีกพาร์ทหนึ่ง จะว่าด้วยการออกธุดงค์ในป่าของพระบวชใหม่ (เชน) และพระผู้มีอาวุโสกว่า ซึ่งเคยเป็นนายทหารมาก่อน เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมและปลดปลงความทุกข์ (แต่ผู้ชมยังจะได้พบโอ อนุชิต ในพาร์ทนี้)

“มะลิลา” เลยก่อตัวขึ้นจากองค์ประกอบน่าสนใจ ที่ไม่น่าจะนำมาเขย่ารวมกันได้ ทั้งเรื่องเกย์, บายศรี, พุทธศาสนา, ป่า และกองทัพ ทั้งหมดเพื่อส่องสะท้อนถึงพันธะจากอดีต ปัจจุบันของตัวละคร (และอาจรวมถึงอนาคตของพวกเขา)

สอง

หนังคละเคล้า “ความงดงาม” กับ “ความอัปลักษณ์” ให้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวทีเดียว คนดูจะได้เห็นฉากเลิฟซีนสวยๆ และเข้าถึงอารมณ์ระหว่างเชนกับพิช, เห็นกระบวนการทำบายศรีอันประณีตวิจิตรบรรจง หรือได้สัมผัสกับความเขียวขจีของพื้นที่ป่าในฤดูฝน ขณะเดียวกัน เราก็จะกลายเป็นประจักษ์พยานของความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ความเสื่อมโทรม อ้วก เลือด หนอน และซากศพ (มากกว่าหนึ่ง) ของทั้งมนุษย์และสัตว์

สาม

ถ้าพิจารณาว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนัง “พุทธศาสนา” (โดยเฉพาะในพาร์ทหลัง) ผมคิดว่า “มะลิลา” สามารถถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ “ธุดงควัตร” ได้ ทั้งในแง่คุณภาพ, โครงสร้างเรื่องราว (การเรียนรู้ฝึกฝนตนเองของพระบวชใหม่), ความสัมพันธ์ของตัวละคร (พระอาจารย์กับพระใหม่ และมายาที่พวกเขายังติดยึด) และพื้นที่ในหนัง (ป่าเขาลำเนาไพร)

จุดต่างสำคัญข้อหนึ่ง อาจอยู่ที่ “มะลิลา” พยายามจะเปิดเปลือยให้คนดูได้ตระหนักถึงสภาพความเป็นมนุษย์ (ผู้ยังหลุดไม่พ้นบ่วงทุกข์) ของตัวละคร “พระอาจารย์” อย่างชัดเจนกว่า

ใน “ธุดงควัตร” คนดูจะได้ยินเพียงเสียงร้องไห้ ที่สามารถอนุมานว่าน่าจะเป็นเสียงของพระอาจารย์ แต่ใน “มะลิลา” คนดูจะได้เห็นรายละเอียดของประเด็นปัญหาคล้ายๆ กัน ทว่า คมและลึกกว่า

มะลิลา พระ

สี่

อีกจุดที่ส่งผลให้พาร์ท “พุทธศาสนา” ของ “มะลิลา” ดูมีอะไรมากขึ้น ก็คือ การใส่รายละเอียดเกี่ยวกับ “ทหาร” ลงไป

ทั้งตัวละครพระอาจารย์ที่มีภูมิหลังเป็นทหาร จนถูกคนเรียกขานว่า “หลวงพี่นายพัน” (หนังแสดงให้เห็นด้วยว่าหลวงพี่ท่านนี้ยังมีความรู้สึกผิดบาปบางประการหลงเหลืออยู่ในจิตใจ แต่มิได้ระบุชัดถึงรายละเอียดของเรื่องราวดังกล่าว)

และการที่พระสองรูปออกธุดงค์ในผืนป่า ซึ่งถูกอธิบายว่าอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่สู้รบ มีรถทหารวิ่งผ่าน มีซากศพคนตายถูกนำมาทิ้งขว้างตลอดเวลา

ส่วนตัว ผมไม่ได้มองว่า “พื้นที่สู้รบ/พื้นที่ทหาร” ในหนัง คือ ภาพสะท้อนที่เป็นจริงของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งบนแผนที่ประเทศไทย เช่น เป็นภาพสะท้อนของเขตอีสานใต้บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่ผมมองว่าหนังอาจพยายามสร้างฉากหลังตรงส่วนนี้ ให้เป็นเหมือนนิทานเปรียบเทียบของสังคมไทยทั้งสังคม สังคมที่ทหารหรือกองทัพยังมีอำนาจอิทธิพลยิ่งใหญ่อยู่ในทุกแห่งหน และสังคมที่ความรุนแรงสูญเสียมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ

ห้า

อีกจุดเล็กๆ ที่ผมชอบ คือ ในหนังเรื่องนี้มี “งูเหลือม” เป็นตัวละครสำคัญด้วย แม้จะออกมาไม่มากและไม่เห็นทั้งตัวแบบจะๆ ก็ตาม

บทบาทของเจ้างูเหลือมใน “มะลิลา” เป็นภาพที่มักปรากฏในจินตนาการของผู้คน แต่ไม่ค่อยปรากฏในหนังเรื่องอื่นๆ มากนัก (แม้กระทั่งในคลิปหรือข่าวแปลกๆ ทั้งหลาย)

ผมเลยรู้สึกว่ามัน “แปลกดี” ที่หนังเลือกนำเสนอภาพและบทบาทของงูเหลือมในมุมนั้น

ขณะเดียวกัน “งูเหลือม” ยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของ “บาดแผลจากอดีต” ซึ่งฝังตรึงอยู่ในใจเชน (และข้ามผ่านไปได้ไม่ง่ายนัก)

(พร้อมๆ กับเรื่องงูเหลือม ยังปรากฏเรื่องเล่าว่าด้วยการปรักปรำคนเป็น “ผีปอบ” ซึ่งนับเป็นอีกจุดเล็กๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อย ณ ช่วงต้นของหนัง)

มะลิลา นำ

หก

โดยส่วนตัว แม้ยังรู้สึกเสียดายนิดๆ ที่ “มะลิลา” ดูจะมุ่งให้ความสำคัญกับการคลี่คลายความทุกข์/ความผิดบาป/บาดแผลส่วนบุคคลของปัจเจก มากกว่าจะทดลองขยับ-เขย่าประเด็นเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น (ซึ่งมีปรากฏให้เห็นรางๆ เป็นฉากหลังในหนัง) แต่นี่ก็ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่น่าพอใจมากๆ ในรอบปี

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กับ “มะลิลา”

ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างหนังไทยสองเรื่องนี้

ผมคิดว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ไปไกลกว่า ในแง่การพยายามแตะประเด็นเรื่องโครงสร้างทางอำนาจ

ส่วน “มะลิลา” มีความละเอียดลออ เบามือ และเป็นผู้ใหญ่ (สุขุมลุ่มลึก) มากกว่า ในกระบวนการเล่าเรื่องซึ่งเพ่งพินิจพิจารณาถึงชีวิตของปัจเจกบุคคล

ข่าวบันเทิง

“หนังพูดไทย” 2 เรื่อง ถูกส่งชิงออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม!

คณะกรรมการภาพยนตร์ของสิงคโปร์ลงมติเลือกภาพยนตร์เรื่อง “Pop Aye” ให้เป็นตัวแทนของประเทศ เข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90 สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานของผู้กำกับหญิง “เคิร์สเตน ธาน” ซึ่งถ่ายทำในประเทศไทย รวมถึงใช้นักแสดงไทย และนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสังคมไทย

หนังบอกเล่าถึงชีวิตวัยกลางคน-เริ่มต้นชราของสถาปนิกรุ่นเก่า (รับบทโดยธเนศ วรากุลนุเคราะห์) ที่ออกเดินทางพร้อมกับเพื่อนช้างในวัยเยาว์ เพื่อย้อนกลับไปยัง “บ้านเดิม” ของพวกเขาในพื้นที่ชนบท

ป๊อป อาย จีน

“Pop Aye เป็นเรื่องราวว่าด้วยการค้นหาตนเอง ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาอย่างงดงามโดยทีมผู้สร้างชาวสิงคโปร์ รวมถึงตัวผู้กำกับ-คนเขียนบท เคิร์สเตน ธาน โปรดิวเซอร์ ไหลเว่ยเจี่ยและหวงเวินหง ตลอดจนผู้อำนวยการสร้าง แอนโธนี่ เฉิน หนังเรื่องนี้สามารถสร้างอารมณ์สั่นสะเทือนให้แก่คนดูทั้งในประเทศและคนดูนานาชาติ”

โจอาคิม อึ้ง ผู้อำนวยการคณะกรรมการภาพยนตร์ของสิงคโปร์ ระบุเหตุผลที่เลือกหนังเรื่องนี้เป็นตัวแทนของประเทศ

นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หนังลูกครึ่งสิงคโปร์-ไทยเรื่องนี้ ได้ออกเดินทางไปคว้ารางวัลระดับนานาชาติมามากมาย รวมทั้งรางวัลจากเทศกาลใหญ่ๆ อย่าง “ซันแดนซ์” และ “ร็อตเตอร์ดัม”

ดาวคะนอง ใหม่

ก่อนหน้านี้ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ (ของไทย) ได้เสนอชื่อ “ดาวคะนอง” ผลงานของอโนชา สุวิชากรพงศ์ เป็นตัวแทนหนังไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

โดย Pop Aye หรือในชื่อไทย “ป๊อปอายมายเฟรนด์” ก็เป็นหนึ่งใน “หนังไทย” ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวนห้าเรื่อง ซึ่งถูกนำไปพิจารณาคัดเลือกด้วยเช่นกัน ก่อนที่คณะกรรมการจะลงมติเป็นเอกฉันท์เลือก “ดาวคะนอง” ในท้ายที่สุด

นี่จึงส่งผลให้มี “หนังพูดภาษาไทย” สองเรื่อง ถูกจัดส่งเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมของการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90

ที่มา http://variety.com/2017/film/asia/singapore-pop-aye-foreign-language-oscar-contention-1202569547/

คนมองหนัง

“เพื่อน..ที่ระลึก” อีกหนึ่ง “ลักษณะอาการ” ของ “หนังไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง”

หนึ่ง

มือปืนโลกพระจัน

เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กันยายน 2560 มีโอกาสไปร่วมฟังงานประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษาครั้งที่ 7 จัดโดยสถาบันหนังไทย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

โดยส่วนตัว หนึ่งในการนำเสนอที่น่าสนใจมากๆ ของงานวันนั้น ก็คือ งานวิชาการหัวข้อ “จาก ‘โหยหา’ ถึง ‘โมโห’: เมื่อ ‘ตลกเตะฝรั่ง’ ในบริบทภาพยนตร์ไทยหลังภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ (พ.ศ.2540-2546)” โดยอิทธิเดช พระเพ็ชร นักศึกษาปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประเด็นหลักที่อิทธิเดชนำเสนอ คือ ลักษณะเด่น “สองแง่มุม” ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่เคียงคู่กันของหนังไทยยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ปี 2540

ด้านหนึ่ง มีหนังไทยจำนวนไม่น้อยที่พยายามสร้างภาพ “หมู่บ้าน” ในชนบทขึ้นมา เพื่อสะท้อนถึงอารมณ์โหยหาอดีตหรือความต้องการหวนคืนรากเหง้า

แต่อีกด้านหนึ่ง หนังไทยยุคนั้นหลายเรื่อง ก็พยายามสร้าง “ศัตรูร่วม” ให้แก่ “หมู่บ้าน” ในจินตกรรมของตนเอง ก่อนจะระบายความโกรธแค้นเดือดดาลลงสู่ “ความเป็นอื่น” หรือ “ภัยคุกคามภายนอก” ดังกล่าว

ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ “บางระจัน” ที่หยิบยืมเอาประวัติศาสตร์ชาตินิยมแบบเดิม มาสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในยุควิกฤต 2540 โดยนำ “พม่า” มาเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์หรือไอเอ็มเอฟ

ก่อนที่ “เรื่องเล่า” ในแนวทางนี้จะคลี่คลายตัวเข้าสู่การพุ่งเป้ากล่าวโทษไปยัง “ฝรั่ง” ซึ่งสอดคล้องต้องตรงกับบริบทร่วมสมัยมากกว่า

ดังจะเห็นได้จากการใช้นักแสดงตลกคาเฟ่ไปเตะ ต่อย ปาระเบิดใส่ “ตัวร้ายฝรั่ง” ใน “มือปืน/โลก/พระ/จัน” (อิทธิเดชมิได้กล่าวถึงพัฒนาการขั้นถัดมา ซึ่งมีการนำ “นักบู๊ภูธร” มาสร้างความตกตะลึงพรึงเพริด และกระหน่ำหมัดเท้าเข่าศอกเข้าใส่ “ฝรั่ง” ดังปรากฏใน “องค์บาก”)

ตามความเห็นของอิทธิเดช ปฏิกิริยาที่หนังไทยยุคหลังปี 2540 สนองตอบต่อวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” จึงมีทั้งอาการโหยหาอดีต และอาการโมโหโกรธาต่อ “ความเป็นอื่น” (ที่อาจเปลี่ยนแปรรูปไปได้ไม่รู้จบ)

สอง

เพื่อนที่ระลึก 2

เกือบ 20 ปีต่อมา นับจากการก่อตัวของ “หนังไทยยุคหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง” หนังเรื่อง “เพื่อน..ที่ระลึก” โดย โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ ก็เข้ามาช่วยขยับเขยื้อนประเด็น ให้เราได้มองเห็นถึง “อาการ” รูปแบบใหม่ๆ ที่ภาพยนตร์ไทยกระแสหลักมีปฏิกิริยาสนองตอบต่อวิกฤตเศรษฐกิจคราวนั้น

กล่าวคือ ตัวละคร “พม่า” และ “ฝรั่ง” อันเป็นภาพแทนของ “ความเป็นอื่น” ที่ก่อให้เกิดวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ได้คลี่คลายมาสู่ตัวละคร “ผี”

อย่างไรก็ดี “พม่า-ฝรั่ง” ในหนังไทยทศวรรษ 2540 กับ “ผี” ในหนังไทยของปี 2560 นั้นมีความแตกต่างกันอยู่แน่ๆ

เพราะขณะที่ “พม่า-ฝรั่ง” เป็นตัวแทนของผู้ที่ทำให้เกิดวิกฤต “ผี” ในหนัง “เพื่อน..ที่ระลึก” กลับเป็นผลลัพธ์หรือหนึ่งในผู้ถูกกระทำจากวิกฤตครานั้น

“ผี” ในหนังของโสภณ จึงเป็น “บาดแผลตกค้าง” จากวิกฤตเมื่อ 20 ปีก่อน มิใช่ผู้ก่อวิกฤต

นอกจากนี้ ถ้าพิจารณาว่า “พม่า” “ฝรั่ง” และ “ผี” ล้วนเป็นภัยคุกคามเช่นเดียวกัน ความแตกต่างระหว่างภัยสองชนิดแรกกับภัยชนิดหลังสุดก็ยังมีให้เห็น

เนื่องจาก “พม่า-ฝรั่ง” นั้นมีสถานะเป็น “ภัยคุกคามจากภายนอก” ผิดกับ “ผี” (ใน “เพื่อน..ที่ระลึก”) ซึ่งเป็น “ภัยคุกคามจากภายใน”

เพราะ “ผี” ในที่นี้ คือ “เพื่อนเก่า” “เพื่อนร่วมชะตากรรม” “คนกันเอง” และอาจหมายถึง “ความรู้สึกผิดบาปในจิตใจตัวเอง” เสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ ในหนังเรื่อง “เพื่อน..ที่ระลึก” “ผี” และคน สองเจนเนอเรชั่น ต่างต้องแบกรับรอยแตกร้าว, ภาวะพังทลาย และมรดกบาป อันเป็นพันธะผูกพันแน่นหนา ที่ถูกส่งมอบจากคนรุ่นพ่อแม่มาสู่ลูกๆ

ดังนั้น “ปัญหา” ที่ตัวละครไม่ว่าจะคนหรือ “ผี” ต้องเผชิญหน้า จึงเป็น “ความขัดแย้ง” ที่ถูกสืบทอดบ่มเพาะขึ้นมาจากภายใน/บนผืนดินของสังคมไทยเอง

ไม่ใช่ภัยที่ถูกอิมพอร์ตเข้ามาโดย “ปีศาจแห่งความเป็นอื่น” จากภายนอก

สาม

เพื่อนที่ระลึก 3

สำหรับ “เพื่อน..ที่ระลึก” “ปัญหา” ที่เชื่อมโยงสังคมไทยสองยุคใน พ.ศ.2540 และ 2560 เข้าหากัน คือ “ปัญหาเศรษฐกิจ”

ตัวละครอันเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวอย่าง “บุ๋ม” คือ ผู้หญิงที่ครอบครัวล่มสลายในวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ก่อนจะค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่หลังวิกฤต

ชีวิตของเธอดูน่าจะลงตัวดี แต่แล้วปัญหาต่างๆ ก็กลับมารุมเร้าอีกครั้งในปี 2560 ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ (ว่าด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว) ปัญหาครอบครัว (ความปลอดภัยของลูกสาว) และปัญหาคั่งค้างจากอดีตเมื่อสองทศวรรษที่แล้ว (ที่ชักนำเธอไปพบกับ “ผี”)

แน่นอนว่าสำหรับสังคมไทยนอกภาพยนตร์เรื่องนี้ ปัญหาที่ค่อยๆ สุมรุมซ้อนทับในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นั้นไม่ได้มีเพียง “ปัญหาเศรษฐกิจ”

เพราะในกรอบเวลาดังกล่าว บ้านเราต้องประสบกับปัญหาทางด้านการเมือง-สังคม อีกมากมายหลายด้าน

ไม่ว่าจะประเมินอย่างไร ผ่านมุมมองแบบไหน “สภาพสังคมไทยปัจจุบัน” ก็เป็นผลมาจากปัญหาสลับซับซ้อนหลายหน้าเหล่านั้น

หรืออย่างน้อยที่สุด หน้าตา รูปร่าง คุณลักษณ์ และลักษณะอัปลักษณ์ของ “สังคมไทย 2560” ก็มิได้ก่อร่างขึ้นมาจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งแบบเพียวๆ

และหากจะนับเอา “ปัญหาเศรษฐกิจ” เป็นปัจจัยสำคัญ ความเสียหายย่อยยับต่อศูนย์กลางทางธุรกิจที่เมืองหลวงและฐานะทางเศรษฐกิจของชนชั้นนำ-ชนชั้นกลางเมื่อปี 2540 ก็อาจส่งอิทธิพลมายัง “สังคมไทยยุคปัจจุบัน” ไม่เท่ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ-รูปแบบการผลิตและบริโภคในภาคชนบท นับตั้งแต่ครึ่งหลังของทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ด้วยซ้ำไป

การละเว้นไม่กล่าวถึงปัญหา/สภาพการณ์ด้านอื่นๆ (หรือละไว้ในฐานที่เข้าใจ) ใน “เพื่อน..ที่ระลึก” อาจนำไปสู่การตั้งคำถามเล่นๆ ได้อีกชุดใหญ่ เช่น

ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย/เริ่มมีครอบครัวตอนอายุ 20 ปี บุ๋มมีท่าทีอย่างไรต่อชัยชนะของพรรคไทยรักไทย

ในวัยกลาง 20 บุ่มอยู่ตรงไหนท่ามกลางปรากฏการณ์หวาดกลัวหรือพยายามขับไล่ “ผีทักษิณ” ที่ก่อตัวขึ้น

ตอนบุ๋มอายุเกือบๆ 30 จนถึงกลาง 30 เธอมีปฏิสัมพันธ์อย่างไรกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า, การแบ่งสีเสื้อ, การเป่านกหวีด ตลอดจนการรัฐประหารสองหนภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ

สี่

เพื่อนที่ระลึก 1

เอาเข้าจริง วิธีเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจ-ครอบครัว-การคุกคามของ “ผี” ที่ตัวละครนำอย่างบุ๋มเลือกใช้นั้น มันอาจสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์กับปัญหาชุดอื่นๆ ของเธออยู่เหมือนกัน

ตัวอย่างน่าสนใจมากๆ ที่ปรากฏใน “เพื่อน..ที่ระลึก” คือ เมื่อประสบทางตันยามต้องปะทะกับผี-ต้องช่วยชีวิตลูกสาว-ต้องกอบกู้ธุรกิจส่วนตัว บุ๋มเองก็มีอาการบ้าคลั่งหน้ามืด แล้วดึงคนอื่นเข้ามาร่วมเผชิญปัญหาด้วยอย่างที่เขาไม่เต็มใจ

เห็นได้ชัดจากชะตากรรมของเด็กน้อยในไซต์ก่อสร้างคอนโดผีสิงที่ชื่อ “ม่อน”

ยามเข้าตาจน บุ๋มอยากโวยวาย-ทวงขอความเป็นธรรมจาก “ผีเพื่อนเก่า” ครั้นเธอพบว่าเด็กชายอายุไม่กี่ขวบอย่างม่อน เป็น “คนเห็นผี” บุ๋มก็ใช้ทุกวิถีทางในการบีบคั้นให้ม่อนช่วยเหลือเธอ รวมถึงการขู่จะไล่ครอบครัวแปดชีวิตของเด็กน้อยออกจากงาน

แล้วพอม่อนพยายามจะช่วยเหลือนายจ้าง แต่ภารกิจล้มเหลว ตัวเด็กน้อยเองโดนผีเล่นงานแทบเป็นบ้า บุ๋มก็ดำเนินชีวิตส่วนตัวอย่างสับสนหลงทางไปอีกพักใหญ่ และทิ้งม่อนไว้ ณ เบื้องหลัง

คนดูไม่อาจรับรู้ได้ว่าหลังจากโดนผีเล่นงานในคืนนั้น สภาพจิตใจของม่อนจะเป็นเช่นไร? แม่และครอบครัวของม่อนยังจะตัดสินใจทำงานที่ไซต์ก่อสร้างแห่งเดิมอยู่อีกหรือไม่? หรือต่อให้พวกเขาเลือกปักหลักทำงานกันต่อ แต่พอบุ๋มตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะไม่รีโนเวตคอนโดผีสิงแล้ว ครอบครัวของม่อนจะโยกย้ายไปทำงาน-อาศัยที่ไหน?

การหมกมุ่นกับการแก้ไขปมชีวิตส่วนตัว หรือการเผชิญโลกด้วยวิธีคิดที่นึกถึงแต่ตัวเองเป็นหลัก ทว่า เพิกเฉย/ละเลย/หลงลืมปัญหาอีกจำนวนหนึ่งที่ตนเองมีส่วนก่อขึ้นและส่งผลกระทบต่อผู้อื่น (ซึ่งก็สอดคล้องกับพล็อต/ประเด็นหลักของหนัง ที่ผลักดันให้ “ผี” ต้องกลับมาทวงสัญญา) อาจเป็นลักษณะเฉพาะในการดีลกับปัญหาต่างๆ ของตัวละครคนชั้นกลางกรุงเทพฯ อย่างบุ๋ม ก็ได้

ห้า

เพื่อนที่ระลึก ปก

อย่างไรก็ตาม การพยายามหาทางออกในช่วงท้ายเรื่องของบุ๋ม ก็ดูคล้ายจะเป็นการคิดต่อจากประเด็นที่ตั้งไว้ในเปเปอร์วิชาการของอิทธิเดชอยู่ไม่น้อย (โดยบังเอิญ)

นั่นคือ เหมือน “เพื่อน..ที่ระลึก” จะลองตั้งคำถามชวนให้คนดูฉุกคิดว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะเผชิญหน้าวิกฤต (ในกรณีนี้ คือ วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตชีวิตครอบครัว และวิกฤตจากข้อผิดพลาด-ความทรงจำบาดแผลส่วนบุคคล) ผ่านท่าทีที่ไปให้พ้นจากความเดือดดาล และการสร้าง “ความเป็นอื่น” หรือสร้างศัตรู/ภัยคุกคามบางประการ ขึ้นมาแบกรับความโกรธแค้นชิงชังในใจเรา

หรือถ้าพูดในบริบทเฉพาะของหนังเรื่องนี้ ก็คือ การไปให้พ้นจากภาวะ “ผีก็บ้า คนก็บอ”

อาจอธิบายขยายความต่อจากคำถามดังกล่าวได้ว่า

ในขณะที่หลายคนพยายามเดินหน้าชนวิกฤตการณ์หรือปัญหาบางชุด ด้วยอารมณ์โกรธ เกลียด คลั่ง แค้น ขาดสติ จนก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่า

เราจะสามารถเผชิญหน้ากับวิกฤต/ปัญหา ซึ่งอาจหมายถึงการรับมือกับผลตกค้างของความผิดพลาดจากอดีต และบาดแผลของความบกพร่องในปัจจุบันได้อย่างไร?

โดยไม่ต้องสร้าง “ศัตรู” “ภัยคุกคาม” หรือ “ความเป็นอื่น” ขึ้นมาเป็นกระโถนคอยรองรับการระเบิดอารมณ์โกรธเกลียดชังต่างๆ นานา อย่างไร้จุดสิ้นสุด

เราจะสามารถรับมือกับวิกฤต/ปัญหาต่างๆ ด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติ และภูมิปัญญาแบบอื่นๆ ได้หรือไม่?

ผมรู้สึกว่าคำถามชุดนี้อาจกินความไปถึงปัญหา/วิกฤตการณ์ด้านอื่นๆ ในสังคมไทย ที่หนังเรื่อง “เพื่อน..ที่ระลึก” (จงใจ) ไม่ได้กล่าวถึงเอาไว้ด้วย

อย่างไรก็ดี คงต้องพึงตระหนักไว้เช่นกันว่า บุ๋มนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับ “ผี” ในฐานะ “เพื่อน” ที่เท่าเทียมกัน และสามารถเจรจาต่อรองกันได้ (หลังจากค่อยๆ ตั้งสติ และลดทอนความหวั่นวิตกต่างๆ ลง)

ดังนั้น เมื่อเธอหยุดเตลิดเปิดเปิง ผีก็หยุดหลอกหลอน

การก้าวข้ามให้พ้นจากอารมณ์โกรธแค้นเดือดดาล จึงมีภาวะเสมอภาคเป็นหนึ่งในตัวแปร/ปัจจัยสำคัญ

 

ข่าวบันเทิง

หนังน่าดู “มะลิลา” เตรียมเปิดตัวที่ปูซาน-เผยชื่อภาพยนตร์ไทยอีก3เรื่อง ที่ได้ร่วมเทศกาล

ได้ฤกษ์เปิดภาพนิ่งเซ็ตแรกออกมาแล้ว

สำหรับภาพยนตร์ไทยเรื่อง “มะลิลา” หนังแนวโรแมนติก-ดราม่า ผลงานการกำกับหนังยาวลำดับที่สองของ “อนุชา บุญยวรรธนะ” (อนธการ)

หนังที่นำแสดงโดยสองดาราชายชื่อดัง “เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ” และ “โอ อนุชิต สพันธุ์พงษ์” จะบอกเล่าเรื่องราวว่าด้วยความรักความอาลัยถึงผู้ที่จากไป

โดย “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) เจ้าของสวนมะลิผู้มีอดีตอันเจ็บปวด และ “พิช” (โอ อนุชิต) ศิลปินนักทำบายศรี อดีตคนรักของเชนในวัยเด็ก ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ทั้งคู่พยายามเยียวยาบาดแผลในอดีต และรื้อฟื้นความสัมพันธ์ผ่านการทำบายศรีอันงดงาม

“มะลิลา” จะเดินทางไปฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ พร้อมทั้งเข้าประกวดชิงรางวัล “คิม จีซก อวอร์ด” (Kim Jiseok Award) ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นเกียรติแก่ “คิม จีซก” ผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลที่เพิ่งเสียชีวิตไป โดยมีหนังนานาชาติอีก 10 เรื่องเข้าร่วมชิงรางวัลนี้

ทั้งนี้ นอกจาก “มะลิลา” แล้ว ยังมีหนังไทยอีกสามเรื่องซึ่งจะเดินทางไปฉายที่เทศกาลปูซานประจำปีนี้

ประกอบด้วย “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ของเป็นเอก รัตนเรือง และ “ป๊อปอาย มายเฟรนด์” ของเคิร์สเตน ธาน ที่จะเข้าฉายในสาย A Window on Asian Cinema และ “อวสานซาวด์แมน” ของสรยศ ประภาพันธ์ ซึ่งจะเข้าฉายในสาย Wide Angle

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.facebook.com/MalilaMovie/

ข่าวบันเทิง

มาแล้ว! ตัวอย่างแรก “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” (Samui Song) หนังใหม่ของ “เป็นเอก”

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ช่องยูทูบ Screen International เพิ่งเผยแพร่ตัวอย่างแรกของ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” (Samui Song) หนังใหม่ของ “เป็นเอก รัตนเรือง” ออกมา

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” เล่าเรื่องราวของ “วิยะดา” ดาราสาววัยกลาง 30 ที่ต้องแบกรับความกดดันภายในใจมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ “เจอโรม” สามีมหาเศรษฐีชาวต่างชาติของเธอ ได้ทุ่มเทอุทิศตนให้แก่เจ้าลัทธิความเชื่อ ผู้ถูกเรียกขานว่า “เดอะ โฮลี่ วัน”

วิยะดาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะตอบโต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวด้วยวิธีการที่รุนแรงสุดขั้วถึงขีดสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อความหลุดพ้นจากอิทธิพลของลัทธิประหลาดอย่างถาวร

ล่าสุด หนังไทยเรื่องนี้ได้เดินทางไปเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกในเซ็คชั่น “เวนิส เดย์ส” กิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา

สมุยซอง ปฐมทัศน์
ภาพจากเพจ Samui Song 
ข่าวบันเทิง

ส่ง “ดาวคะนอง” เป็นตัวแทนไทยชิงรางวัลออสการ์ – ชมหนังปะหัวเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 21

สมาพันธ์ภาพยนตร์ฯ ส่ง “ดาวคะนอง” ชิงออสการ์ ครั้งที่ 90

ดาวคะนอง ออสการ์

สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ 7 คน โดยมี นายนคร วีระประวัติ เป็นประธาน ในการพิจารณาหนังไทยเพื่อไปชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 90 ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (Best Foreign Language Film Award) ผลการพิจารณาเป็นมติเอกฉันท์เลือก “ดาวคะนอง” เป็นตัวแทนหนังไทย

“ในที่ประชุมมีรูปแบบการพิจารณาโดยให้กรรมการเสนอหนังไทยเพื่อพิจารณาและออกความเห็นเป็นรายคนจนครบทุกคน มีภาพยนตร์ที่เข้ารอบสุดท้าย 4 เรื่องได้แก่ ฉลาดเกมส์โกง, มหา’ลัยวัวชน, ดาวคะนอง และป๊อปอายมายเฟรนด์ คณะกรรมการมีการถกเถียง อธิบายเหตุผล วิเคราะห์กันจนในที่สุด ดาวคะนอง ก็เป็นผู้ชนะด้วยคะแนนเสียงข้างมากไป” นายนคร กล่าว

ที่มา เพจ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ

เทศกาลหนังสั้น 21 เริ่มต้นแล้ว

หนังสั้น 21

เริ่มต้นขึ้นแล้ว สำหรับงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 21 ซึ่งจะมีไปจนถึงวันที่ 10 กันยายนนี้ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

สำหรับผู้สนใจรายละเอียดของโปรแกรม และวันเวลาการฉายหนัง สามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Short Film & Video Festival ของทางเทศกาล

 

ขอปิดท้ายรายงานข่าวด้วย “Lighting for Funeral” หนังปะหัวเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 21 ผลงานของ “จักรวาล นิลธำรงค์”

ซึ่งเจ้าตัวได้ระบุถึงแนวคิดเบื้องหลังของงานชิ้นนี้เอาไว้ว่า

“ทุกปี filmmaker รุ่นใหม่และเทศกาลหนังสั้นไทยทำหน้าที่เหมือนเตาเผาช่วยเติมเชื้อไฟให้วงการหนังที่กำลังจะมอดไหม้ให้ลุกโชติช่วง

“ขอเชิญร่วมค้นหาและเฉลิมฉลองอนาคตของหนังไทยและขอเชิญร่วมฌาปนกิจปัจจุบันที่ล่มสลาย และต้อนรับการเริ่มต้นใหม่อีกสักครั้ง”

ข่าวบันเทิง

8 หนังไทยในฟุกุโอกะ และโปรเจ็คท์ของ “นนทรีย์-นนทวัฒน์” ที่ถูกคัดเลือกเข้าตลาดใหญ่ปูซาน

8 หนังไทยที่ฟุกุโอกะ

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโฟกัส ออน เอเชีย ฟุกุโอกะ 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-24 กันยายนนี้ ได้วางโปรแกรมพิเศษสำหรับภาพยนตร์ไทยโดยเฉพาะ

โปรแกรมดังกล่าวมีชื่อว่า “Thai Films-A Diversity in Charm” (ภาพยนตร์ไทย: ความหลากหลายภายในความมีเสน่ห์) โดยจะมีการจัดฉายหนังไทยถึง 8 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

ฟุกุ รวม

ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ), ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์), เทริด (เอกชัย ศรีวิชัย และ ภาคภูมิ วงษ์จินดา), ปั๊มน้ำมัน (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์), Mary is Happy, Mary is Happy (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์), เดอะ มาสเตอร์ (นวพล), เปนชู้กับผี (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง) และ สันติ-วีณา (ครูมารุต หรือ ทวี ณ บางช้าง)

ที่มา http://www.focus-on-asia.com/lineup_en/

2 โปรเจ็คท์หนังไทย ในตลาดเอพีเอ็ม เทศกาลปูซาน

เดอะ เอเชี่ยน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต (เอพีเอ็ม) คือ กิจกรรมส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

โดยทางผู้จัดงานจะคัดเลือกโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เอเชียที่น่าสนใจให้เข้ามาร่วมในกิจกรรมนี้ ซึ่งถือเป็นตลาดหรือแหล่งพบปะทางธุรกิจระหว่างคนทำหนังกับผู้ลงทุนหรือผู้สร้างภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย

ปีนี้ กิจกรรมเอพีเอ็มครั้งที่ 20 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม ในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ปูซานครั้งที่ 22 โดยมีโครงการภาพยนตร์ทั่วเอเชียส่งใบสมัครเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 317 เรื่อง ปรากฏว่ามีโปรเจ็คท์ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงาน 28 เรื่อง

ในรายชื่อดังกล่าว มีโครงการของนักทำหนังชาวไทยอยู่สองเรื่อง ได้แก่ “ดอย บอย” โครงการภาพยนตร์ของนนทวัฒน์ นำเบญจพล และ “ฟรานซิส จิตร ออฟ สยาม” โดย นนทรีย์ นิมิบุตร

doiboy
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Nontawat Numbenchapol

วอยซ์ทีวี รายงานว่า “ดอย บอย” โปรเจ็คท์ภาพยนตร์ล่าสุดของนนทวัฒน์ ที่เพิ่งมีหนังเรื่อง “#BKKY” เข้าฉายในเมืองไทย จะเล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มจากรัฐฉานซึ่งเดินทางเข้ามาทำงานในแวดวงธุรกิจสีเทาที่เชียงใหม่ และก่อนหน้านี้ โครงการดังกล่าวก็เคยได้รับรางวัล “ปูริน อวอร์ด” จากโครงการพัฒนาบทภาพยนตร์สำหรับนักทำหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFIC)

ฟรานซิส จิตร

ขณะที่โปรเจ็คท์หนังใหญ่เรื่องใหม่ของนนทรีย์จะนำเสนอประวัติชีวิตของ “ฟรานซิส จิตร” หรือหลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) ช่างภาพชาวไทยคนแรกในสมัยรัชกาลที่ 4-5 โดยเรื่องราวเกี่ยวกับร้านถ่ายรูปของเขาเคยปรากฎเป็นฉากเล็กๆ ในภาพยนตร์ “ทวิภพ” ของสุรพงษ์ พินิจค้า มาแล้ว

ฟรานซิส จิตร 2

ที่มา https://asianfilmfestivals.com/2017/08/14/asian-project-market-official-projects-2017/

ข่าวบันเทิง

เมื่อ “อภิชาติพงศ์” เล่าเรื่อง “ผีที่หลากหลาย” และการเล่นกับแสง ณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองให้แก่ให้แก่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในฐานะผู้ได้รับรางวัล the Principal Prince Claus Award ประจำปี 2016 ณ สถานเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นธรรมเนียมของงานมอบรางวัลดังกล่าว ที่จะเชิญศิลปินไปรับมอบรางวัลที่เนเธอร์แลนด์ ก่อนจะมีจัดงานฉลองที่ประเทศบ้านเกิดของศิลปินรายนั้นในเวลาต่อมา

โดยในงานดังกล่าว เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย Karek Hartogh ได้ยกย่องนักทำหนังชาวไทยผู้นี้ว่า

“อภิชาติพงศ์ได้อุทิศตนเองให้แก่เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความเห็น ผ่านการปฏิเสธที่จะประนีประนอมกับบรรทัดฐานทางศิลปะต่างๆ ตลอดจนเพดานข้อจำกัดอื่นๆ ซึ่งบางครั้งก็เป็นการกำหนดบังคับจากแรงกดดันภายนอก มาโดยต่อเนื่อง”

ทางด้านอภิชาติพงศ์ได้ย้อนเล่าเรื่องราวสมัยที่เขายังเป็นเด็กและใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ณ เวลานั้น เขาชอบใช้ไฟฉายส่องไปยังความมืดมิด เพื่อหวังจะมองหาสัตว์ประหลาดหรือภูตผีปีศาจ แม้ว่าลึกๆ แล้ว เขาจะหวาดกลัวสิ่งลึกลับเหล่านั้นก็ตาม

“ย้อนกลับไปตอนนั้น ความเชื่อเรื่องผีมีอยู่อย่างแตกต่างหลากหลาย เช่น ผีหัวขาดที่เดินถือศีรษะตนเองไปมา ผีเปรตที่ตัวสูงและผอมมากๆ ผีโพงจมูกเขียวที่มีร่างเรืองแสง ผีกระสือที่ลอยไปมาพร้อมอวัยวะภายใน”

อย่างไรก็ตาม เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยตั้งข้อสังเกตว่า ในยุคสมัยต่อมา ลักษณะของภูตผีต่างๆ ในสังคมไทยกลับเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผีในหนังไทย” ซึ่งเริ่มกลายสภาพเป็น “ผีตลก” มากขึ้นเรื่อยๆ ผีเหล่านั้นทำได้แค่วิ่งไปวิ่งมา แถมยังถูกหลอกล่อโดยมนุษย์ ผีพวกนั้นปรากฏกายแม้กระทั่งตอนกลางวัน จนคนดูสามารถสังเกตเห็นได้ว่าบรรดาผีทั้งหลาย คือ ผีปลอมๆ ที่ถูกสร้างขึ้น

“นี่กลายเป็นความโศกเศร้าของผม ที่ผีเหล่านี้ไม่ได้มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป พวกเขากลายเป็นแค่ตัวละครในนิยาย”

เจ้าของรางวัล the Principal Prince Claus Award 2016 กล่าวต่อว่า เราอาจจัดให้เรื่องราวของ “ลุงบุญมี” (จากภาพยนตร์ “ลุงบุญมีระลึกชาติ”) เป็นนิยายหรือเรื่องแต่งได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี เขาอยากจะคิดจินตนาการว่า พวกเราทุกคนต่างดำรงชีวิตอย่างมีหลากมุมหลายมิติเช่นเดียวกับที่ “ลุงบุญมี” ต้องเผชิญ

ในบางมิติของการดำรงชีวิต ภูตผีปีศาจอาจมีอยู่จริง ขณะที่ในมิติอื่นๆ ความเชื่อว่าประเทศไทยเป็นชาติที่ร่ำรวย เป็นแผ่นดินทอง ทั้งยังเต็มไปด้วยทหารกล้าจำนวนมาก อาจถูกพิจารณาว่าเป็นความจริง

“ผมต้องการเพียงแค่จะสื่อว่าอัตลักษณ์และความเชื่อที่หลากหลายของพวกเรา นั้นดำรงอยู่ภายในกระบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือบางทีนี่อาจอธิบายจากแง่มุมของความเชื่อทางพุทธศาสนาได้ว่า พวกเราต่างเวียนวนอยู่กับวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไร้จุดสิ้นสุด

เจ้ยรับรางวัลที่ไทย 2

“ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ ผมรู้สึกมีความสุขกับการเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ ผมยังคงสนุกสนานที่ได้เล่นกับแสง ไฟฉายซึ่งอยู่ในมือผมตั้งแต่เมื่อครั้งเยาว์วัย ยังคงเสาะแสวงหาภูตผีอันแตกต่างหลากหลายต่อไปเรื่อยๆ”

อภิชาติพงศ์กล่าวปิดท้ายปาฐกถาที่แสดง ณ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยว่า เขาหวังว่าสังคมนี้จะเปิดโอกาสให้แก่เสียงที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมๆ กับการมีความอดทนอดกลั้นและการมีเสรีภาพเพิ่มขึ้น

“แล้ววันหนึ่ง เราจะสามารถขจัดทิ้งซึ่งความหวาดกลัว เราต้องมาร่วมกันทำให้สิ่งดังกล่าวเป็นความจริง ด้วยแสงสว่างที่พวกเราพร้อมใจกันฉายส่องออกไป ขอบคุณมากๆ ครับ”

นอกจากนั้น ในงานดังกล่าวยังได้มีการฉายหนังสั้นเรื่อง “จดหมายถึงลุงบุญมี” โดยมีสมาชิกครอบครัววีระเศรษฐกุล ทีมงานนักแสดงและเบื้องหลังจากภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์ เพื่อนๆ และบุคลากรทางด้านวัฒนธรรมของประเทศไทย มาร่วมเฉลิมฉลองกับความสำเร็จของนักทำหนังชาวไทยผู้นี้

ขอบคุณเนื้อหาจากhttps://www.nederlandwereldwijd.nl/landen/thailand/nieuws/2017/06/13/prince-claus-fund-awards และ http://www.princeclausfund.org/en/news/apichatpong-weerasethakul-receives-prince-claus-award-in-bangkok.html

ขอบคุณภาพประกอบจากhttps://www.facebook.com/netherlandsembassybangkok/