คนมองหนัง

เขียนถึง “หนังสั้น 21” เท่าที่ได้ดู (2)

ย้ายรัง (ติณห์นวัช จันทร์คล้อย)

ย้ายรัง

ในแง่ “ความเป็นหนัง” แบบ “เพียวๆ” หนังสารคดีเรื่องนี้อาจไม่โดดเด่นทรงพลังมากนัก

แต่ผมชอบสิ่งที่ “ย้ายรัง” พยายามนำเสนอ นั่นคือ การฉายภาพให้เห็นถึง “กระบวนการแทบทุกส่วน” ของการทำหนังสารคดี เพื่อตอบโจทย์ทางสังคมและโจทย์ขององค์กรที่มอบเงินทุนสนับสนุน

หากพิจารณาลงลึกไปในแต่ละเสี้ยวส่วน “ย้ายรัง” อาจไม่ได้มีอะไรใหม่หรือเตะตาแบบสุดๆ เช่น การเผยให้เห็นตัวตน-วิธีคิดของคนทำหนัง/กิจกรรมเพื่อสังคม หรือ การให้บรรดาซับเจ็คท์ในหนังได้มีส่วนร่วมกับการสร้างสรรค์เรื่องราว ก็มีหนังสารคดีเรื่องอื่นทำกันมาจนเกร่อแล้ว

หรือเอาเข้าจริง ในตอนจบที่ฉายให้เห็นผลลัพธ์ของโครงการพัฒนาที่หนังสารคดีเรื่องนี้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ก็ออกจะดู “แปลกๆ” และ “ผิดที่ผิดทาง” ด้วยซ้ำ

แต่พอเอาทุกส่วนของหนังมาเขย่ารวม-ประกอบเข้าด้วยกัน ผมกลับรู้สึกค่อนข้างโอเคกับมัน

เพราะนอกจากจะได้เห็นการพยายามขับเคลื่อนอะไรบางอย่างจากจุดเริ่มต้นไปสู่บทสรุป (ในระดับหนึ่ง) อย่างสอดคล้อง เป็นลำดับขั้นตอน เป็นเหตุเป็นผลต่อกันแล้ว

เรายังได้เห็นภาวะลักลั่นย้อนแย้งบางประการซ่อนแฝงอยู่ด้วย (ซึ่งเป็นเสน่ห์ชวนฉุกคิดดี) อาทิ หนังเปิดเรื่องราวด้วยสถานการณ์ตึงเครียด เมื่อชาวบ้านคนจนเมืองในชุมชนแห่งหนึ่งมีความขัดแย้งกับหน่วยงาน/เจ้าหน้าที่รัฐ จากปัญหาเรื่องพื้นที่อยู่อาศัย แต่อีกด้าน หนังก็สรุปปิดท้ายเอาไว้ว่ามีองค์การมหาชนหน่วยงานหนึ่ง (ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐในอีกรูปแบบหนึ่ง) ได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ และหนังก็กำลังบอกเล่าเรื่องราวในนามขององค์การมหาชนแห่งนั้นอยู่

อาญิง แซ่จาง (เกียรติศักดิ์ กิ่งแก้ว)

อาญิง

เรื่องราวในภาพรวมของหนังสารคดีเรื่องนี้อาจจะ “ไม่ใหม่” แล้ว แต่ขณะเดียวกัน ถ้าทำให้ถึง เรื่องราวประเภทนี้ก็สามารถตรึงใจคนดูไว้ได้เสมอ รวมถึงในกรณีของ “อาญิง แซ่จาง” ซึ่งมีองค์ประกอบบางส่วน (ในแง่การถ่ายทำ) ที่ไม่น่าจะดึงดูดให้คนดู “อิน” กับหนังได้ง่ายนัก แต่พอถึงจุดสำคัญจริงๆ หนังก็ยังจัดการคนดูได้อย่างอยู่หมัดพอสมควร

หนังสารคดีเรื่องนี้เล่าเรื่องของสตรีวัยกลางคนจากดอยสูงภาคเหนือ ที่เดินทางไปทำงานถึงสุดขอบแดนใต้ ชีวิตความเป็นอยู่ของหญิงคนนี้ไม่เดือดร้อน เธอไม่ใช่ “บุคคลไร้สัญชาติ” ด้วยซ้ำ แต่เธอต้องกลายสถานะเป็น “บุคคลเถื่อนไร้ตัวตน” ด้วยความผิดพลาดในการกรอกข้อมูลบางอย่าง และการต้องติดต่อกับระบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหาก็ดำเนินไปอย่างยืดเยื้อไร้จุดสิ้นสุด

ในแง่เนื้อหา หนังนำเสนอประเด็นบางอย่างที่น่าสนใจดี คือ สุดท้าย การแก้ไขปัญหาข้างต้นก็ต้องอาศัยพลังของระบบอุปถัมภ์ค้ำจุนบางอย่าง

หรือกล่าวได้อีกอย่างว่าระบบราชการที่ซับซ้อนเชื่องช้าจะทำงานรวดเร็วทันใจขึ้น ไม่ใช่เพราะมีชาวบ้านไปติดต่อทวงถาม แต่ระบบนี้จะเวิร์ก ต่อเมื่อมีคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ/สังคมสูงส่งพอสมควร และเป็นผู้อุปถัมภ์ชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง เดินทางไปถึงที่ว่าการอำเภอ เพื่อทำหน้าที่เป็นปากเสียงประสานงานแทนชาวบ้าน

ในแง่เทคนิคการถ่ายทำ-เล่าเรื่อง “อาญิง แซ่จาง” เหมือนจะเดินสวนทางกับ “ย้ายรัง” อยู่พอสมควร เพราะในขณะที่หนังสารคดีเรื่องก่อนหน้าฉายให้เห็นถึงกระบวนการทำหนังที่ค่อนข้างครบถ้วนกระบวนความ แต่หนังเรื่องนี้กลับถ่ายทอดให้ผู้ชมได้รับรู้เลยว่าคนทำกำลังผลิตหนังเรื่องนี้ด้วย “เงื่อนไขข้อจำกัด” หรือ “ความบกพร่องขาดแคลน” บางประการ

ทั้งความขาดแคลนทางด้านอุปกรณ์-เทคนิค (ภาพและเสียง) และข้อจำกัดในแง่ที่หนังไป (แอบ) ถ่ายทำในสถานที่ราชการ จนไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์บางอย่างได้อย่างครบถ้วนเป็นทางการ

(แต่ก็มีบางซีนที่หนังจงใจจะรักษาระยะห่างของตัวเองเอาไว้ในข้อจำกัดบางประการ เช่น ตอนที่คนทำหนังติดตามอาญิงไปเคารพหลุมศพของคนรัก -อยู่ห่างๆ- ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีเลยทีเดียว)

บางครั้ง ความขาดแคลนดังกล่าวได้ส่งผลให้หนังไร้พลังลงอย่างน่าเสียดาย แต่ในบางคราว ความขาดแคลนบางด้านก็อาจช่วยขับเน้นให้คนดูได้ตระหนักถึงความบกพร่องโอกาสหรือการดำเนินชีวิตอันแหว่งหวิ่น ที่ซับเจ็คท์ในหนังต้องเผชิญหน้ามาอย่างยาวนาน จนช่วยทวีพลังให้แก่หนังสารคดีเรื่องนี้ได้เช่นกัน

สวรรคาลัย (อภิชน รัตนาภายน)

สวรรคาลัย

คนทำหนังเรื่องนี้เข้าไปบันทึกภาพเหตุการณ์-บรรยากาศในโรงพยาบาลศิริราชเมื่อช่วงบ่าย-ค่ำ วันที่ 13 ตุลาคม 2559

“สวรรคาลัย” สามารถจับเอาอารมณ์โศกเศร้าตกตะลึงของผู้คนจำนวนมากมาได้ ผ่านสายตาแหลมคมของผู้สังเกตการณ์

อย่างไรก็ดี จุดที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจมากๆ ในหนัง ก็คือ พร้อมๆ กับการบันทึกอารมณ์ความรู้สึกโศกเศร้ามวลใหญ่ หนังสารคดีเรื่องนี้ยังสามารถจับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บางประการ เอาไว้ได้ด้วย

เช่น การจับภาพคนที่มานั่งในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่ยังไม่มี “ข่าวความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่” ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ เราจึงจะได้เห็นอากัปกิริยาที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปของคนเหล่านั้น จากการมีลักษณะทีเล่นทีจริง กังวลสลับผ่อนคลาย ไปสู่ภาวะตึงเครียด และโศกเศร้าในท้ายที่สุด

การจับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ตรงจุดนี้ได้นี่แหละ ที่ทำให้เราตระหนักว่าความสูญเสียซึ่งเกิดขึ้นนั้น ส่งผลสะเทือนต่อปัจเจกบุคคลแต่ละรายอย่างลึกซึ้งเพียงใด

ขณะเดียวกัน ผมชอบที่หนังจับภาพของ “เด็กเล็กๆ” ที่อยู่ในโรงพยาบาลศิริราชอยู่เป็นระยะๆ โดยเด็กที่ยังอายุน้อยมากๆ บางคน อาจไม่สามารถเปล่งแสดงความรู้สึกโศกเศร้าออกมาได้อย่างเอ่อท้นเทียบเท่าผู้ใหญ่ใกล้ๆ ตัว

แต่การดำรงอยู่ของเยาวชนเหล่านี้ ท่ามกลางสถานการณ์แห่งความสูญเสียเช่นนั้น ย่อมมีนัยยะสำคัญอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนที่จะค่อยๆ เติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากยุคสมัยของความเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559

Advertisements
ข่าวบันเทิง

เปิดเรื่องย่อ-แนวคิดเบื้องหลัง “อวสานซาวด์แมน” หนังสั้นไทยในเวนิสปีนี้

บล็อกคนมองหนังเคยรายงานไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสประจำปี 2017 มีหนังสั้นไทยเรื่อง “อวสานซาวด์แมน” ของ “สรยศ ประภาพันธ์” (นักทำหนังสั้นและผู้ทำหน้าที่บันทึกเสียงในกองถ่ายภาพยนตร์อินดี้ร่วมสมัยหลายๆ เรื่อง) ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดภาพยนตร์สั้นของเซ็คชั่น “Orizzonti” ซึ่งพยายามนำเสนอผลงานอันเป็นตัวแทนของสุนทรียะรูปแบบใหม่ๆ และกระแสร่วมสมัยของโลกภาพยนตร์

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ได้นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากนัก

ล่าสุด เว็บไซต์ทางการของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสได้เผยแพร่เรื่องย่อของหนังสั้นไทยความยาว 16 นาทีเรื่องนี้ ออกมาแล้ว โดยมีเนื้อหาว่า

“เสียงของผู้คนมักเป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกละเลยเพิกเฉยอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเสียงประกอบในภาพยนตร์ ซึ่งมักไม่ค่อยถูกสนใจไยดีโดยบรรดาผู้ชม ในหนังเรื่องนี้ ตัวละครที่เป็นนักบันทึกเสียงสองคนกำลังทำงานมิกซ์เสียงในขั้นตอนท้ายสุดให้แก่หนังสั้นเรื่องหนึ่ง น่าตั้งคำถามว่าจะมีใครบ้างไหมที่ได้ยินสรรพเสียงเหล่านั้น?”

นอกจากนี้ สรยศยังได้เปิดเผยแนวคิดเบื้องหลังในการทำหนังสั้นเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“เสียงคือส่วนประกอบสำคัญในภาพยนตร์ ซึ่งช่วยแต่งแต้มเรื่องราวลงบนชีวิต แต่ผมมักพบว่าคนดูหนังชอบส่งเสียงดังสอดแทรกขึ้นมาในโรงภาพยนตร์ จนดูเหมือนว่ามีคนไม่มากนักที่จะสนใจฟังสุ้มเสียงซึ่งผมบันทึกเอาไว้ ยิ่งกว่านั้น ผมยังอาศัยอยู่ในสถานที่ ที่เสียงของตัวผมเองไม่ได้ถูกรับฟังแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ ผมจึงทำหนังเรื่องนี้ขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อส่วนตัวว่าเสียงในภาพยนตร์นั้นมีสถานะสำคัญ ไม่ต่างกันกับเสียงของประชาชน”

ที่มา http://www.labiennale.org/en/cinema/2017/program-cinema-2017/sorayos-prapapan-awasarn-sound-man-death-sound-man

ข่าวบันเทิง

คำสัมภาษณ์บางส่วนของ “เป็นเอก” ที่เวนิส และตัวอย่างหนังสั้น “อวสานซาวด์แมน”

คำสัมภาษณ์แรกๆ ของ “เป็นเอก” เกี่ยวกับ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

เป็นเอก สัมภาษณ์
ที่มา เพจเฟซบุ๊ก Samui Song

พร้อมๆ กับการไปเปิดตัวหนังไทยเรื่อง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ในรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ประเทศอิตาลี

ผู้กำกับรุ่นเก๋าอย่าง “เป็นเอก รัตนเรือง” ก็ได้เริ่มประเดิมพูดคุยกับสื่อต่างชาติเกี่ยวกับผลงานใหม่ของตนเอง

เว็บไซต์ cineuropa เพิ่งเผยแพร่คลิปสัมภาษณ์เป็นเอก ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจบางส่วน ดังต่อไปนี้

สถานะของผู้หญิงในประเทศไทย

“…ผู้หญิงไทยโดยทั่วไป พวกเธอก็เหมือนนักแสดงนี่แหละ เพราะว่าสังคมได้กำหนด ‘บทบาท’ หลายแง่มุม ให้พวกเธอต้องแสดง เช่น ถ้าคุณเป็นลูกจ้างบริษัท คุณก็จะต้องเชื่อฟังเจ้านาย คุณต้องไม่พูดจาหยาบคายกับเขา เมื่อคุณอยู่ที่บ้านกับสามี คุณก็จะต้องทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน ทำนู่นนี่ให้แก่เขา กับพ่อแม่ คุณก็ต้องเชื่อฟังพวกท่านโดยปราศจากข้อโต้แย้ง คุณต้องทำตามที่พวกท่านสั่ง และระหว่างผู้หญิงด้วยกันเอง พวกเธอก็จะมานั่งกอสซิปกันถึงเรื่องชั่วร้ายต่างๆ ของสามี

“ดังนั้น ผู้หญิงไทยจึงต้องเล่นหลายบทบาทมากๆ…”

ความศรัทธาต่อพุทธศาสนาในสังคมสมัยใหม่

“…ระหว่างการเขียนบทหนัง ได้เกิดกรณีอื้อฉาวมากๆ เกี่ยวกับลัทธิพิธีทำนองนี้ เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นภายในวัด คุณต้องตระหนักว่าในประเทศไทย ศาสนาพุทธได้ถูกทำให้กลายสภาพเป็นเรื่องของธุรกิจ เพราะวัดบางแห่งในประเทศนี้ นั้นมีรายได้พอๆ กับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ แต่กลับไม่ต้องจ่ายภาษี เพราะเงินที่วัดได้เป็นเงินบริจาค

“นอกจากนี้ พระหลายๆ รูป ก็มีสถานะเป็นดังร็อกสตาร์ คุณรู้ใช่ไหมว่าการจัดองค์กรทางพุทธศาสนาแบบนี้ มักเล่นกับความรู้สึกไม่มั่นคงของผู้คน เพราะว่าชีวิตของคุณนั้นมีความไม่แน่นอน คุณไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คุณจะถูกไล่ออกจากงาน คุณไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า พระสงฆ์และวัดเลยเข้ามาทำหน้าที่บรรเทาความทุกข์ในใจให้ผู้คน

“เช่น คุณต้องแต่งกายสีนี้ เพราะมันจะทำให้คุณประสบโชคดีในวันนี้ หรือถ้าคุณต้องการซื้อรถใหม่ เพื่อนของผมหลายคน เวลาพวกเขาจะซื้อรถยนต์คันใหม่ พวกเขาจะไปหาพระสงฆ์ก่อน แล้วถามพระว่าควรซื้อรถสีไหนดี? แล้วพระก็จะตรวจสอบวันเดือนปีเกิด ดวงชะตาของคุณ แล้วบอกว่าโยมต้องซื้อรถสีเขียว ถึงคุณจะตอบกลับไปว่าผมไม่อยากได้รถสีเขียว ผมอยากได้รถสีขาว พระก็จะบอกว่า ไม่ได้ ถ้าโยมอยากโชคดี อยากร่ำรวย โยมต้องซื้อรถสีเขียว

“คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าเมื่อมีคนไทยบางคนตัดสินใจซื้อรถสีขาว แต่ถ้าพระสงฆ์บอกว่าเขาต้องซื้อรถสีแดงเพื่อความโชคดี ที่ประเทศนี้จะมีคนผลิตสติ๊กเกอร์ ที่คุณสามารถหาซื้อได้ทั่วไป ซึ่งถูกตัดแต่งเป็นข้อความระบุว่า ‘รถคันนี้สีแดง’ แล้วคุณก็นำสติ๊กเกอร์แผ่นนั้นไปแปะลงบนรถสีขาวของคุณ

“เพียงแค่นั้น รถของคุณก็จะกลายเป็นสีแดง และคุณก็จะโชคดีในที่สุด…”

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่เวนิสแล้ว “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” จะบินข้ามไปยังประเทศแคนาดา เพื่อร่วมฉายในสาย Contemporary World Cinema ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-17 กันยายนนี้

ตัวอย่างหนังสั้น “อวสานซาวด์แมน”

ขอแถมท้ายด้วยตัวอย่างหนังสั้น “อวสานซาวด์แมน” อีกหนึ่งผลงานของคนไทย ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดภาพยนตร์สั้นของเซ็คชั่น Orizzonti เทศกาลเวนิส

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “สรยศ ประภาพันธ์” คนทำหนังสั้นและคนเบื้องหลังในกองถ่ายหนังอิสระ ซึ่งโดดเด่นมากๆ รายหนึ่ง ในช่วงหลายปีหลัง

ข่าวบันเทิง

Visual Documentary Project 2017 รับสมัครหนังสารคดีสั้นว่าด้วย “ชีวิตในเมือง”

กลับมาแล้ว สำหรับงานประกวดภาพยนตร์สารคดีสั้น Visual Documentary Project 2017 ที่จัดโดยศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต

โดยหัวข้อการประกวดประจำปีนี้ คือ “Urban Life in Southeast Asia”

ทางโครงการอธิบายโจทย์ของการประกวดเอาไว้ว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพัฒนาไปสู่ความเป็นเมืองมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ใน ค.ศ.2025 ประชากรเกือบๆ 50 เปอร์เซ็นต์ของภูมิภาคนี้จะอาศัยอยู่ในสังคมเมือง

จึงน่าตั้งคำถามว่าชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง ท่ามกลางสภาพภูมิทัศน์ความเป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว?

จากชีวิตในชุมชนแออัดถึงชีวิตในย่านเศรษฐกิจร่ำรวย จากการลงหลักปักฐานอย่างไม่เป็นทางการถึงการใช้ชีวิตในชุมชนที่มีรั้วรอบขอบชิด จากการใช้ชีวิตในย่านเก่าแก่ที่ถูกพัฒนาปรับปรุงใหม่ ถึงการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่ถูกรื้อสร้างเปลี่ยนแปลงจัดระเบียบใหม่แทบทั้งหมด

น่าสนใจว่ามี “คุณค่า” ชนิดใดบ้าง ที่มีส่วนต่อการกำหนดรูปแบบวิถีชีวิตของคนเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?

นอกจากนั้น ยังน่าตั้งคำถามด้วยว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรม, มรดกทางวัฒนธรรม และสุนทรียศาสตร์ มีส่วนในการนิยามวิถีชีวิตคนเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไร?

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2017 ทางโครงการจึงพยายามมองหาหนังสารคดีที่จะสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ของชีวิตในสังคมเมืองแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

vdp_en-01

สำหรับกติกาสำคัญในการส่งผลงานเข้าประกวด มีดังต่อไปนี้

1. ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดจะต้องเป็นพลเมืองของประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

2. ความยาวของหนังสารคดีที่ส่งเข้าประกวดจะต้องไม่เกิน 30 นาที

3. เจ้าของผลงานจะต้องได้รับการอนุญาต-ความยินยอมจากบุคคลที่เป็นซับเจ็คท์ของหนังสารคดีเรื่องนั้นๆ

4. หนังสารคดีที่ส่งเข้าประกวดควรจะมีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ

5. การส่งผลงานเข้าประกวดจะหมดเขตลงในวันที่ 1 กันยายน 2560

ทั้งนี้ เจ้าของผลงานหนังสารคดีที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการ จะได้รับเชิญให้เดินทางไปร่วมงานฉายหนัง Visual Documentary Project 2017 ที่เกียวโตและโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎกติกาและช่องทางการกรอกใบสมัครออนไลน์ สามารถคลิกเข้าไปอ่านได้ที่นี่ 

ข่าวบันเทิง

หนังสั้นไทย “500,000 ปี” ได้รับรางวัลจากเทศกาล “Oberhausen” ที่เยอรมนี

เทศกาลภาพยนตร์สั้น Oberhausen ครั้งที่ 63 ซึ่งนับเป็นเทศกาลหนังสั้นที่เก่าแก่และสำคัญของประเทศเยอรมนี เพิ่งจะปิดฉากไปเมื่อวานนี้

มีข่าวน่ายินดีว่าหนังสั้นไทยเรื่อง “500,000 ปี” ผลงานการกำกับ “ชัยศิริ จิวะรังสรรค์” ได้รับรางวัล “Principal Prize” ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญลำดับที่สองในสายการประกวดนานาชาติ จากเทศกาลในครั้งนี้ด้วย

คณะกรรมการระบุว่า “500,000 ปี” คือ ภาพยนตร์การเมืองที่ลึกซึ้งและชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดตรึกตรองอย่างงดงาม ซึ่งได้สำรวจตรวจสอบถึงสภาพการณ์ที่ความทรงจำถูกก่อร่างสร้างขึ้นโดยประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ, อนุสาวรีย์, ภาพยนตร์ และความรุนแรง

ทั้งนี้ ชัยศิริไม่ได้เดินทางไปรับรางวัลด้วยตนเอง แต่เขาได้ส่งข้อความไปขอบคุณคณะกรรมการและเทศกาล Oberhausen โดยระบุว่า เขาไม่คาดคิดว่าผลงานที่สร้างขึ้นจากความทรงจำในวัยเด็กของตนเองจะนำมาสู่รางวัลอันทรงเกียรตินี้

“ผมเติบโตขึ้นมาในเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีโรงภาพยนตร์ ดังนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับหนังของผมจึงมาจากกิจกรรมการฉายหนังกลางแปลง ผมยังจดจำได้ถึงเสียงกรีดร้องจากหนังไทยสยองขวัญยุคเก่า ที่ดังคลอไปกับเสียงจิ้งหรีดและสัตว์กลางคืนชนิดอื่นๆ

“หลายปีต่อมา ภาพยนตร์กลางแปลงได้ค่อยๆ สูญสิ้นบทบาทลงไป เมื่อโรงหนังระบบมัลติเพล็กซ์และดีวีดีเดินทางมาถึง ปัจจุบัน หนังกลางแปลงจะถูกฉายเพียงเพื่อเป้าหมายในเชิงพิธีกรรมและจิตวิญญาณ ซึ่งคงคล้ายคลึงกับอะไรหลายอย่างในประเทศไทย ที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผู้คนปกติ แต่กลับถูกสงวนเอาไว้ให้ภูตผีวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่จับต้องไม่ได้…”

นอกจากนั้น ชัยศิริเผยด้วยว่าภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเขาจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยและชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา

ข่าวบันเทิง

จับตา “หนัง (จาก/เกี่ยวกับ) อาเซียน” ในเทศกาลคานส์ 2017

นอกจากในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2017 จะมีหนังเกี่ยวกับคุกไทยเรื่อง “A Prayer Before Dawn” ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส “Jean-Stéphane Sauvaire” เข้าฉายนอกสายการประกวดหลัก ในโปรแกรม “Midnight Screening” แล้ว (คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่)

ยังมีหนังจาก (หรือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าสนใจอีกจำนวนหนึ่งในเทศกาลคานส์ปีนี้

w1

เริ่มต้นด้วย “The Venerable W.” ผลงานภาพยนตร์สารคดีโดย “Barbet Schroeder” นักทำหนังอาวุโสเชื้อสายอิหร่านชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะได้ฉายนอกสายการประกวดในโปรแกรม “Special Screenings”

หนังถ่ายทอดเรื่องราวของ “วีระตุ๊” พระสงฆ์ที่ได้รับความเคารพและทรงอิทธิพลอย่างสูงในประเทศเมียนมา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปลุกกระแสความเกลียดชัง กระทั่งนำไปสู่การเข่นฆ่าทำร้ายประชากรที่นับถือศาสนามุสลิม

หนังเรื่องนี้เป็นภาคสุดท้ายในภาพยนตร์ชุด “ไตรภาคว่าด้วยปีศาจ” ของ Schroeder ถัดจาก “General Idi Amin Dada: A Self Portrait” (1974) และ “Terror’s Advocate” (2007)

marina good

ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์อินโดนีเซียเรื่อง “Marlina the Murderer in Four Acts” ผลงานการกำกับของ “Mouly Surya” ก็ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Directors’ Fortnight” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์

หนังเล่าเรื่องราวของหม้ายสาวชื่อ “Marlina” ที่ออกเดินทางแสวงหาความยุติธรรมและอิสรภาพ หลังจากเธอถูกทำร้ายและปล้นสะดมจากแก๊งนักเลงกลุ่มหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะลงมือสังหารชายเหล่านั้น

แต่การเดินทางของ Marlina กลับช่างยาวไกล แถมวิญญาณของชายที่ถูกฆ่ายังตามมาหลอกหลอนเธออีกต่างหาก!

น่าสนใจว่าหนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ “Purin Pictures” จากประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย “วิศรา วิจิตรวาทการ” และ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนหนังอิสระในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

jodika

นอกจากนี้ ในโปรแกรมประกวดภาพยนตร์สั้นของงาน “International Critics’ Week” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ยังมีผลงานชื่อ “Jodilerks Dela Cruz, Employee of the Month” ของ “Carlo Francisco Manatad” ผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ ถูกคัดเลือกเข้ามาฉายอีกด้วย

หนังร่วมสร้างระหว่างฟิลิปปินส์และสิงคโปร์เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวการทำงานในวัน/คืนสุดท้ายของพนักงานปั๊มน้ำมันหญิงคนหนึ่ง

ต้องจับตาดูว่ากระแสตอบรับต่อภาพยนตร์เหล่านี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

คนมองหนัง

หนังสั้น 20 สเปเชียล (1) : นิมิตลวง (พิมพกา โตวิระ)

นิมิตลวง (Prelude to the General) หนังสั้นของพิมพกา โตวิระ ซึ่งได้รับรางวัลจูรี่ ไพรซ์ ในสายการประกวดภาพยนตร์สั้น จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกงครั้งล่าสุด เพิ่งมีโอกาสได้ฉายที่เมืองไทย ในฐานะ “ซีเคร็ท ฟิล์ม” ของงานเปิดเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 20

หนังความยาวแค่ 11 นาที เรื่องนี้ มีเรื่องราวที่สลับซับซ้อนพอสมควร

หนังเริ่มต้นด้วยการยืนเผชิญหน้ากันระหว่างผู้หญิงสองคน คนหนึ่ง อยู่ในวัยกลางคน อีกคน ยังอยู่ในวัยสาว

ตัวละครผู้หญิงสาวพยายามสื่อสารกับอีกฝ่าย เพื่อเตือนให้ตระหนักถึงภัยร้ายแรงบางอย่าง ทว่า คล้ายการสื่อสารจะไม่สัมฤทธิ์ผล

แล้วหนังก็ค่อยๆ เผยให้เห็นถึงวิถีชีวิตใน “โลกคู่ขนาน” ของตัวละครสตรีทั้งสองราย

ผู้หญิงวัยกลางคน เป็นหมอนวดรับใช้ “ชายผู้หนึ่ง” หลังเสร็จสิ้นภารกิจหลัก พร้อมได้รับค่าตอบแทน เธอก็มีชีวิตที่ “ชิลล์” พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงเก่าๆ จากไอโฟน การเดินไปตามอาคารที่อยู่อาศัยอันหรูหรา และการไปนั่งปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกริมบึงน้ำ

ตรงกันข้ามกับหญิงสาววัยรุ่น ที่มองทะลุผ่านฉากหน้า ซึ่งถูกเสกสรรค์ปั้นแต่งให้งดงาม จนเห็นถึงความเสื่อมโทรมของอาคารที่อยู่อาศัย (ซึ่งหญิงวัยกลางคนมองว่าหรูหรา) เธอเดินมาริมบึงแห่งเดียวกัน ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ และหวาดระแวง

ก่อนที่หนังจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมบางอย่าง โดยมีตัวละครหลักรายหนึ่งเป็นประจักษ์พยานอยู่ห่างๆ

preludetogeneral

อาจตีความได้ว่า ตัวละครหญิงวัยกลางคน คือ ตัวแทนของคนเล็กคนน้อยที่ใช้ชีวิตอยู่ในระบอบพิกลพิการ โดยไม่ได้ตระหนักถึงภาวะวิกลดังกล่าว มิหนำซ้ำ ยังรู้สึกว่า ตนเองได้รับประโยชน์ตามสมควรจากระบอบที่เป็นอยู่

ผิดกับตัวละครหญิงสาววัยรุ่น ที่มองเห็นความผิดปกติ และกำลังพยายามสื่อสารหรือป่าวประกาศให้คนอื่นๆ ได้รับรู้เช่นเดียวกัน

นอกจากตัวเรื่องที่เข้มข้น เทคนิคทางด้านภาพของนิมิตลวงก็มีความแปลกแหวกแนวและโดดเด่นเป็นอย่างมาก

ทั้งจังหวะสโลว์ภาพตอนต้นเรื่อง ที่แสดงให้เห็นถึงความอึดอัด ต่อไม่ติด ระหว่างตัวละครหลักสองคน

หรือการใช้เทคนิคแอนิเมชั่นสวยๆ มาอธิบายสภาวะการดำรงอยู่ของ “ภาพลวงตา” ได้อย่างทรงพลัง

“นิมิตลวง” กำลังถูกพัฒนาเป็นโปรเจ็คท์หนังยาวเรื่องต่อไปของพิมพกา ซึ่งมีชื่อว่า “ความลับของนายพล”