จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ข้อสังเกตต่อภาพรวมเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561”

ด้วยความที่ครองสถานะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศได้หลายครั้งในระยะ (ช่วงสัปดาห์) หลังๆ

ในที่สุดเว็บไซต์ www.tvdigitalwatch.com จึงจัดทำรายงานข่าวชิ้นเยี่ยมว่าด้วยภาพรวมเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561”

นับว่าสถิติที่เว็บไซต์ดังกล่าวรวบรวมไว้ นั้นน่าสนใจไม่น้อย

ภาพรวมเรตติ้ง

ระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 15 กรกฎาคม 2561 ผลปรากฏว่า “สังข์ทอง” 41 ตอนแรก ได้เรตติ้งเฉลี่ยไป 5.547

(แชมป์เรตติ้งสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรกของช่อง 7 คือ ละครหลังข่าว “สัมปทานหัวใจ” มีเรตติ้งเฉลี่ยทั้งเรื่อง 7.627 ขณะที่เต็งแชมป์ประจำปีนี้อย่าง “บุพเพสันนิวาส” ช่อง 3 มีเรตติ้งเฉลี่ยทั้งเรื่อง 13.384)

ละคร “สังข์ทอง 2561” ตอนที่ได้รับความนิยมสูงสุด (ณ ปัจจุบัน) ออกแพร่ภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม (ตอนที่ 37) โดยได้เรตติ้งไป 7.169

เรตติ้งต่างจังหวัด-กรุงเทพฯ

เมื่อพิจารณารายละเอียดเชิงพื้นที่ พบว่าเรตติ้งเฉลี่ยของผู้ชม “สังข์ทอง” ในต่างจังหวัด นั้นอยู่ที่ 5.696 สูงกว่าเรตติ้งเฉลี่ยของคนดูใน กทม. (4.667) เล็กน้อย

ซึ่งนับว่าพลิกโผจากรายการของช่อง 7 สีส่วนใหญ่ ซึ่งเรตติ้งความนิยมในต่างจังหวัดจะทิ้งห่างเรตติ้งในเมืองหลวงค่อนข้างเยอะ หรือมีฐานผู้ชมที่ต่างจังหวัดมากกว่าเมืองกรุงชัดเจน

ขณะเดียวกัน ก็จะแตกต่างจากรายการส่วนมากของช่อง 3 ซึ่งมีฐานคนดูใน กทม. หนาแน่นกว่าในต่างจังหวัด

เอาเข้าจริงรูปแบบเรตติ้ง “ต่างจังหวัด-กทม.” ที่ค่อนข้างสมดุลกันดังในกรณีของ “สังข์ทอง” นี้ ดูจะคล้ายคลึงกับรายการวาไรตี้ชั้นนำของช่อง “เวิร์กพอยท์ทีวี”

View this post on Instagram

hello beach boy …c-u-to-mor-row💖

A post shared by Pond_ophaphoom (@pond_ophaphoom) on

แฟนละครที่ภาคใต้และการหายไปของภาคอีสาน

อีกประเด็นที่น่าคิดต่อมากๆ คือ หากเจาะลึกลงไปในพื้นที่ต่างจังหวัดแล้ว สถิติชี้ว่าภูมิภาคซึ่งมีคนดู “สังข์ทอง” เยอะที่สุด คือ ภาคใต้ (เรตติ้งเฉลี่ย 6.381)

จุดนี้น่าจะเซอร์ไพรส์หลายๆ คน (รวมถึงแอดมินบล็อกคนมองหนังเอง) ซึ่งคาดว่าฐานคนดูกลุ่มใหญ่ของ “สังข์ทอง” อาจอยู่แถวๆ ภาคอีสาน

อย่างไรก็ดี แทนที่จะข้ามขั้นไปไกลถึงการวิเคราะห์ภูมิหลังในเชิงสังคมศาสตร์-ประวัติศาสตร์ บลา บลา บลา

จุดน่าสนใจเบื้องต้น อาจอยู่ที่เรื่องพฤติกรรมการใช้เวลาว่างของผู้บริโภคในภูมิภาคต่างๆ เพราะเมื่อคราวกระแสฮิต “บุพเพสันนิวาส” ครองเมือง เรตติ้งเฉลี่ยของละครพีเรียดระดับปรากฏการณ์ ก็ไปต่ำสุดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เป็นไปได้ไหมว่าคนอีสานใช้เวลาว่างกับโทรทัศน์ค่อนข้างน้อย? หรืออีกทางหนึ่ง คนอีสานที่เลือกใช้กิจกรรมดูทีวีเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ อาจคือกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายอพยพออกจากบ้านเกิดมาเป็นแรงงานพลัดถิ่นในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดในภาคอื่นๆ

ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ว่าคนใต้ดู “สังข์ทอง” เยอะที่สุด ก็น่าใส่ใจไม่แพ้กัน

เราไม่สามารถเหมารวมง่ายๆ ว่าคนภาคใต้มีพฤติกรรมการดูโทรทัศน์โดยเฉลี่ยมากกว่าประชากรภาคอื่นๆ เพราะตอนกระแส “บุพเพสันนิวาส” กำลังมา กลุ่มผู้ชมละครเรื่องดังกล่าวในภาคนี้ก็มีปริมาณน้อยสุดเป็นลำดับสองรองจากภาคอีสาน

หรือจะเป็นเพราะว่าคนใต้คือแฟนพันธุ์แท้ของช่อง 7? ข้อสังเกตนี้น่านำไปศึกษาต่อเหมือนกัน เนื่องจากเรตติ้งเฉลี่ยของละครเรื่อง “สัมปทานหัวใจ” นั้นก็มีแพทเทิร์นสอดคล้องกับ “สังข์ทอง” กล่าวคือ มีคนภาคใต้เป็นผู้ชมกลุ่มใหญ่ที่สุด (กรุงเทพฯ 6.163, ภาคเหนือ 6.829, ภาคใต้ 9.863, ภาคอีสาน 7.584 และภาคกลาง 7.778)

ช่วงอายุและเพศ

สำหรับสถิติ 2-3 ข้อสุดท้ายเกี่ยวกับเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” นั้นไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก

เริ่มจากช่วงอายุ (คนดู) ที่ติดตามชมละครมากที่สุด อันได้แก่ ช่วงอายุ 6-9 ปี (10.609) และ 10-14 ปี (9.456)

ส่วนช่วงอายุที่ติดตามชมละครพื้นบ้านเรื่องนี้น้อยที่สุด คือ 20-24 ปี (3.294)

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหลายคนคงอยากเห็นเรตติ้งเฉลี่ยของกลุ่มผู้ชมสูงอายุที่เฝ้าหน้าจอรอดู “สังข์ทอง” อยู่เหมือนกัน

ปิดฉากด้วยการสำรวจเรตติ้งเฉลี่ยแบบแยกเพศ ซึ่งพบว่า คนดูผู้หญิง (6.553) ติดละคร “สังข์ทอง” มากกว่าผู้ชาย (4.492)

มีเรื่องน่าแซวนิดนึง คือ แม้ “สังข์ทอง 2561” จะพยายามพูดถึงประเด็นเพศสภาพที่เลื่อนไหลผ่านตัวละครอย่าง “เจ้าชายไชยันต์” ทว่านีลเซ่นกลับยังวัดเรตติ้งผู้ชมโดยแบ่งเพศ “ชาย-หญิง” อยู่เลย 555

ข้อมูลจาก

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-ch7-sangthong25feb-15july61/

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-rating-sampatan-h-ch7-2561/

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-buppesanniwas-12-05-61/

ขอบคุณภาพประกอบจาก

https://www.instagram.com/pond_ophaphoom

Advertisements
คนมองหนัง

“มหาลัยวัวชน” : ประวัติศาสตร์ บทเพลง และคนแพ้ที่เพิ่งสร้าง

หนึ่ง

เมื่อหลายปีก่อน ขณะไปนั่งฟังการประชุมประจำปีของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรในหัวข้อ “ผู้คน ดนตรี ชีวิต”

หนึ่งในนักวิชาการต่างชาติที่มาบรรยายในการประชุมครั้งนั้น เป็นนักมานุษยวิทยาดนตรีเชื้อสายไอริช

วรรคทองหนึ่งซึ่งแกพูดขึ้นมา แล้วสร้างความฮือฮา-ซาบซึ้งให้แก่ผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ

“ผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์ ส่วนผู้แพ้ก็แต่งเพลงกันไป”

เมื่อมาดูหนังเรื่อง “มหาลัยวัวชน” ผลงานล่าสุดของ “บุญส่ง นาคภู่” ผมก็ย้อนนึกไปถึงวรรคทองของนักมานุษยวิทยาไอริชคนนั้นอีกครั้ง

เพราะผมรู้สึกในแวบแรกๆ ว่า “มหาลัยวัวชน” พยายามจะพูดถึงประเด็นหลักๆ อยู่สองเรื่อง

เรื่องแรก คือ การต่อสู้ในโลกร่วมสมัยหรือการแสวงหาตำแหน่งแห่งที่ในฐานะปัจเจกบุคคล ของตัวละครนำผู้มีบุคลิกเป็น “คนแพ้” อย่าง “พงศ์” “พี่โอ” และผองเพื่อน

เรื่องต่อมา คือ การดำรงอยู่อย่างรางเลือนของ “ประวัติศาสตร์” (ทั้งในระดับ “ท้องถิ่น” และ “ชาติ”)

สอง

เอาเข้าจริง ผมไม่ค่อยจะอินกับเรื่องราว/ประสบการณ์/การตัดสินใจของตัวละครหลักใน “มหาลัยวัวชน” มากนัก

แต่ก็ยังพอตระหนักและสัมผัสได้ถึง “ความพ่ายแพ้” ที่พวกเขาต้องเผชิญหน้าและแบกรับ

ไอ้หนุ่มอย่าง “พงศ์” วิ่งไล่ตามความฝันทางด้านดนตรี แต่ก็ไปไม่ค่อยถึงไหน (จนกระทั่งช่วงท้ายของหนัง)

เขาพลาดหวังเรื่องความรัก และเมินเฉยไม่เหลียวแลหญิงใกล้ตัวที่หลงรักตนเอง

ทางด้าน “พี่โอ” เอง แม้จะเป็นเหมือนพี่ใหญ่ แต่การงานและความใฝ่ฝันของเขาก็ยังไม่สามารถลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคง

เขาต้องแบมือขอเงินพ่อแม่มาสร้างโลกในอุดมคติของตนเองและน้องๆ นักดนตรี

ส่วนแฟนสาวที่สอบบรรจุเป็นข้าราชการครูได้ ก็เริ่มเอือมระอาเขา

หรือขนาดชวนน้องๆ ไปพนันวัวชน พี่โอยังพาน้องๆ ไปเจ๊งเลย

แน่นอน “ภาวะแพ้พ่าย” ของเหล่าตัวละครหลัก ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วย “เสียงเพลง” (ตลอดจน “ชายลึกลับ” ที่แวะเวียนมาบรรเลงดนตรีประกอบด้วยกลิ่นอาย “สัจนิยมมหัศจรรย์” อย่างสม่ำเสมอ)

สาม

“ประวัติศาสตร์” ที่ถูกลืมในหนัง ก็คือ กรณี “ถังแดง” และการเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ของชาวบ้าน ที่เป็นทั้งภาพแทนของการถูกกระทำโดยรัฐ และการลุกขึ้นต่อสู้ทวงคืนความยุติธรรมของคนท้องถิ่น

แต่เมื่อตัวละครหลักของ “มหาลัยวัวชน” คือ คนร้อง คนเล่น คนแต่ง “เพลง”

“ประวัติศาสตร์” จึงกลายเป็นเพียงฉากหลังหรือบริบทรางๆ เท่านั้น

“พงศ์” อาจเอะใจหรือแสดงความใคร่รู้ เมื่อแรกได้พบคำว่า “ถังแดง” แต่หลังจากเขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอยู่พักเดียว เจ้าหนุ่มพัทลุงก็กลับไปอกหักรักคุด และอยากเป็น “พี่ตูน” ต่อไป

หรือแม้ “คุณลุงลึกลับอดีตแนวร่วมคอมมิวนิสต์” จะพร่ำบอกเนื้อเพลงเกี่ยวกับคนพื้นเมืองดั้งเดิมบนเทือกเขาบรรทัดให้ “พงศ์” ได้จดจำเอาไว้ (โดยมี “พี่โอ” ได้ยินได้ฟังอยู่ห่างๆ)

แต่พอ “พี่โอ” และคณะพาราฮัท ถ่ายทอดบทเพลง (หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ถูกหลงลืม) ซึ่งเพิ่งถูกบันทึกเอาไว้ ออกมาในบรรยากาศรอบกองไฟ กลับมี “ชาวมันนิ” บนเทือกเขาบรรทัดหลายๆ คน ที่นั่งฟังเพลงดังกล่าวด้วยแววตาเหม่อลอย

ไม่รู้ว่าเพราะเศร้า โหยหา หรือไม่อินกันแน่?

มหาลัยวัวชน 4

สี่

จนถึงส่วนสุดท้ายของหนัง หนังเรื่องนี้ก็ยังมุ่งเน้นย้ำอย่างชัดเจนถึง “โลกใบเล็กๆ” ของหนุ่มสาวชาวปักษ์ใต้ และ “บทเพลงคนแพ้” ของพวกเขา

“เพลงคนแพ้” ที่เป็นเพลงเฉพาะกลุ่ม มีคนมาชมการแสดงสดเพียงหลักสิบ เพลงที่แม้แต่พ่อแม่ของนักร้องนักดนตรีซึ่งมานั่งฟังอยู่ด้วย ก็ยังแสดงแววตาเหม่อลอย คล้ายไร้ความรู้สึกเชื่อมโยงใดๆ

ส่วนพี่ๆ “มาลีฮวนน่า” ก็เพียงแวะลงจากรถตู้มาทักทายให้กำลังใจพวกเขาราวๆ 1-2 นาที แล้วรีบจรจากไป

บทเพลงของ “พี่โอ” “พงศ์” และเพื่อนๆ จึงเป็นดังเสียงดนตรีแห่งเสรีชนทวนกระแส ผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี และพอใจใน “ชุมชนขนาดย่อม” ของตนเอง

พวกเขาปฏิเสธไม่ยอมเข้าค่ายเพลงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ (แต่เอาเข้าจริง การอยู่รอดในธุรกิจดนตรียุคปัจจุบัน ก็แทบไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมี/ไม่มีค่ายต้นสังกัดอีกต่อไป) ไม่เข้าระบบการศึกษาแบบทางการ (แต่สร้างโรงเรียนทางเลือก) ไม่ได้แนบสนิทกับรัฐ (ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือครู)

ห้า

มองในมุมหนึ่ง “มหาลัยวัวชน” จึงเป็นหนังที่เล่าเรื่องของ “คนแพ้เขียนเพลง” ซึ่งไม่มีอำนาจในการเขียน/กำหนด “ประวัติศาสตร์” (ขณะเดียวกัน “ประวัติศาสตร์” ก็มิใช่สิ่งสำคัญสูงสุดที่บรรดาตัวละครนำให้ความใส่ใจ)

“ประวัติศาสตร์” อาจเป็นผลผลิตของรัฐ/อำนาจส่วนกลางที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งคนหนุ่มสาวในหนังไม่ค่อยอยาก/ไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย (“พี่โอ” ไม่ยอมไปสอบเป็นข้าราชการ เขาเหินห่างกับแฟนสาวที่เพิ่งสอบบรรจุรับราชการได้ ส่วน “พงศ์” ก็ถูกแฟนทิ้งไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ)

แต่ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า ถ้า “ประวัติศาสตร์” และ “บทเพลง” มีสถานะเป็น “เรื่องเล่า” ต่างประเภทกัน

“บทภาพยนตร์” ก็อาจมีสถานะเป็น “เรื่องเล่า” ที่ผิดแผกออกไป อีกประเภทหนึ่ง

ผมเห็นว่าถึงแม้ “เรื่องเล่า” ใน “บทภาพยนตร์” ของ “มหาลัยวัวชน” จะกล่าวถึงการปะทะหรือการดำรงอยู่เคียงคู่กันของ “ประวัติศาสตร์” และ “บทเพลง” ตรงฉากหน้า

แต่ตัวแนวคิดเบื้องหลัง “เรื่องเล่าดังกล่าว” ในฐานะ “บทภาพยนตร์” กลับคล้ายจะมิได้มุ่งบันทึก “ประวัติศาสตร์” ที่ถูกหลงลืมหรือซุกซ่อนเอาไว้ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้มุ่งถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก/ดนตรีแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวของ “คนแพ้”

เพราะแท้จริงแล้ว “เรื่องเล่าหลัก” ใน “มหาลัยวัวชน” คือ การมุ่งมั่นสร้างเรื่องราวว่าด้วยชีวิตและโลกอุดมคติอันงดงามเปี่ยมความหวังของ “คนแพ้” ขึ้นมาใน “ภาพแทน” อย่าง “จอภาพยนตร์”

อาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นเรื่องราว/เรื่องเล่า/นิทาน/นิยาย/ตำนานของ “คนแพ้ที่เพิ่งสร้าง” (ที่ไม่ใช่ทั้งประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของผู้ชนะ หรือบทเพลงที่คร่ำครวญถึงความพ่ายแพ้อันเป็นสัจนิรันดร์)

และในความเป็นจริง/ชีวิตจริง “พี่โอ” “พงศ์” รวมถึงเพื่อนๆ ก็ไม่ได้ “พ่ายแพ้” อีกต่อไป (เหมือนในหนัง)

หากพิจารณาที่ยอดคลิกเข้าฟังเพลงของพวกเขาในยูทูบ