คนมองหนัง

“หน่าฮ่าน”: ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวของ “วัฒนธรรมอีสานร่วมสมัย”

หนึ่ง

ขอสารภาพว่าเข้าใจมาตลอดว่าหนังชื่อ “หน้าฮ่าน” และเมื่อได้ดูตัวอย่างหนังก่อนหน้านี้ ก็รู้สึกว่ามันออกมาไม่ค่อยลงตัว และไม่น่าดูนัก แม้จะค่อนข้างเชื่อมือผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง “ฉันทนา ทิพย์ประชาติ” (เคยชมผลงานของเธอในเทศกาลหนังสั้นเมื่อหลายปีก่อน) และทีมงานหลายๆ คนก็ตาม ว่าคงต้องมีอะไรดีๆ มาโชว์

แล้วพอได้มาดูหนังจริงๆ ก็รู้สึกว่า “หน่าฮ่าน” นั้นดีกว่าที่คิด มีประเด็นน่าสนใจ และเลือกทางเดินที่ “เข้าท่า” ไม่น้อย

สอง

หน่าฮ่าน

ถ้า “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” คือ ภาพยนตร์ว่าด้วย “ชาวอีสานผู้รู้จักโลกกว้าง” หรือชาวบ้านที่มีปฏิสัมพันธ์และกล้ายั่วล้อกับตัวแทนหรือสถาบันต่างๆ ของรัฐอย่างเข้มข้นถึงรากถึงโคน

“หน่าฮ่าน” ก็เลือกจะเล่าเรื่องราวในสเกลที่เล็กย่อมถ่อมตัวกว่านั้น

หนังพูดถึงเด็กหนุ่ม-สาว-ตุ๊ด วัยมัธยมกลุ่มหนึ่งในภาคอีสาน ที่ใช้ชีวิตสนุกสนาน หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเพศ ความรัก และการไปเที่ยวไปดิ้นหน้าเวทีหมอลำ (ทั้งหมดไม่ได้มีปัญหาชีวิตที่ยากแค้นต้องดิ้นรนหนักหนาสาหัสใดๆ)

ตัวละครหลักกลุ่มนี้ไม่ได้มีฝันไกลๆ เหมือนตัวละครบางรายใน “ไทบ้านฯ” คนที่จริงจังกับอนาคตของตนเองมากที่สุด ก็ไปลงเอยที่การเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี หลังจบ ม.ปลาย ส่วนที่เหลือก็ออกมาหากินประกอบอาชีพซึ่งอาจได้เงินดี ทว่าไม่ได้มีสถานะเป็น “ผู้รู้โลก” หรือ “นักฝันผู้ทะเยอทะยาน” แน่ๆ

แต่ใช่ว่า “ภาคอีสาน” ใน “หน่าฮ่าน” จะเป็น “ชุมชนอีสาน” ที่ตัดขาดจากโลกภายนอก/ความทันสมัยโดยสิ้นเชิง

หนุ่มสาวบางส่วนในหนังเรื่องนี้โด่งดังและหารายได้จากการเป็น “เซเล็บออนไลน์” (ในหมู่คนอีสานด้วยกัน)

แหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองอุดรที่เหล่าตัวละครในหนังใฝ่ฝันถึงคือศูนย์การค้า “ยูดี ทาวน์” ส่วนร้านอาหารที่พวกเขาและเธอเลือกไปกินกัน (และมีบางคนเข้าไปทำงานพาร์ทไทม์ในเวลาต่อมา) ก็คือ ร้านพิซซ่า

ตัวละครบางรายเป็นแฟนบอลของสโมสรแมนฯ ยูฯ และลิเวอร์พูล

กระทั่งมีเพื่อนสาวคนหนึ่งของนางเอกที่ตั้งท้องกับผู้ชายต่างชาติ (แต่เธอก็ปักหลักคลอดลูกและใช้ชีวิตที่ “บ้านเกิด” โดยไม่ได้ติดตามพ่อของลูกข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังต่างแดน)

อย่างไรก็ตาม พวกเขาและเธอไม่ได้มุ่งมั่นไขว่คว้าหรือมีศักยภาพเพียงพอ ที่จะก้าวเท้าออกจาก “บ้านเกิด”

พวกเขาและเธอไม่ได้ใฝ่ฝันจะเปลี่ยนแปลง “บ้านเกิด” ด้วยองค์ความรู้สมัยใหม่เหมือน “ป่อง ไทบ้านฯ”

พวกเขาและเธอเพียงอยากจะดำเนินชีวิตอันสามัญปกติต่อไป และมีความสุขสนุกสนานตามอัตภาพใน “บ้านเกิด” แห่งเดิม

แม้แต่ตัวละครหลักอีกหนึ่งราย ซึ่งได้ไปแสวงหาโอกาสของชีวิตที่ “ดีกว่า” ถึงในกรุงเทพฯ ก็ยังเลือกหวนกลับมาตามหาความรัก (เก่า) ที่ “บ้านเกิด” (คล้ายคลึงกับเพื่อนสาวสวยของนางเอก ที่เลือกทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนรถทัวร์ ซึ่งวิ่งไปมาระหว่างอุดรธานีกับกรุงเทพฯ)

เท่ากับว่าตัวละครทั้งหมดใน “หน่าฮ่าน” ล้วนจำกัดกรอบของตัวเอง (หรือถูกจำกัดกรอบชีวิต) เอาไว้ที่ “บ้าน” หรือที่ “ภาคอีสาน”

สาม

หน่าฮ่าน 5

พลวัตของ “ภาคอีสาน” ใน “หน่าฮ่าน” จึงไม่ได้อยู่ที่ประเด็นการเคลื่อนย้ายเข้า-ออกของประชากร ไม่ได้อยู่ตรงการคาดหวังว่าชนบทแห่งนี้จะต้องมีวิวัฒนาการหรือก้าวหน้ากว่าเดิม ไม่ได้เกาะเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอันโลดโผนโจนทะยานกับสังคมอื่น

แต่พลวัตของ “ภาคอีสาน” ในหนังเรื่องนี้ คือ การสร้างบทสนทนาภายใน ว่าด้วย “วัฒนธรรมอีสานอันหลากหลาย”

“หน่าฮ่าน” หรือความรื่นเริงผสมระห่ำหน้าเวทีหมอลำ คือ “วัฒนธรรมป๊อปแบบบ้านๆ” ของมหาชนชาวอีสาน นี่เป็นวัฒนธรรมบ้านๆ ที่ยังดำรงอยู่อย่างมั่นคง และอาจไม่ต้องการแก่นสารอะไรที่มากไปกว่านั้น (แม้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกหรือลูกเล่นทางดนตรีบางอย่างซึ่งแปรผันไปตามยุคสมัย)

หนังเรื่องนี้ยืนกรานสนับสนุน “วัฒนธรรมบ้านๆ” ดังกล่าว โดยมิได้ฉวยใช้มันเป็นเครื่องมือที่มุ่งคัดง้างกับอำนาจรัฐส่วนกลางหรือภาวะทันสมัยอื่นๆ จากโลกภายนอก (ส่วนหนึ่งเพราะปฏิสัมพันธ์เหล่านั้นล้วนไม่มีตัวตนอยู่ในความคิดฝันของตัวละครทั้งหมดในหนัง)

ทว่า “วัฒนธรรมป๊อปของชาวบ้านอีสาน” ในหนัง กำลังงัดข้อกับ “ความเป็นอีสานกระแสหลัก” ที่ปรากฏผ่านการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านแบบมาตรฐาน ซึ่งถูกโปรโมทโดยสถาบันการศึกษา ตลอดจนคำขวัญประจำจังหวัด

จุดพีกสุดของการปะทะกันระหว่าง “วัฒนธรรมอีสานสองแบบ” ได้อุบัติขึ้น ณ ฉากสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัยอันน่าประทับใจและไปไกลมากๆ ของนางเอก

สี่

หน่าฮ่าน 2

ความไม่ทะเยอทะยานและรักสนุกแบบบ้านๆ ของ “ยุพิน” นางเอก และผองเพื่อน ดำเนินคู่ขนานไปกับปัญหา “รักสามเส้า” ที่เธอต้องเผชิญ

ถ้าชายหนุ่มรุ่นพี่ผู้เป็นรักแรกอย่าง “สิงโต” คือ ภาพแทนของ “วัฒนธรรมประชานิยม” ที่มีชีวิตชีวา (ทั้งสุขและเศร้า ทั้งสมหวังและผิดหวัง ทั้งผ่อนคลายและตึงเครียด) และมีพลวัต (มีตัวตนในสื่อออนไลน์)

เพื่อนชายผู้เป็นรักลำดับถัดมาของเธออย่าง “สวรรค์” ก็เป็นตัวละครที่มีความลักลั่นกำกวมอย่างน่าสนใจไม่แพ้กัน

ด้านหนึ่ง เขาเป็นดัง “เด็กดี” ของรัฐ และเป็นตัวแทนของ “วัฒนธรรมอีสานทางการกระแสหลัก” ผ่านการเป็นหมอแคนมือหนึ่งของวงโปงลางประจำโรงเรียน หรือการมุ่งมั่นตั้งใจจะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

แต่อีกด้าน “สวรรค์” ก็เป็น “คนใน” ที่แปลกแยก, ได้รับผลกระทบ และกล้าวิพากษ์วิจารณ์ความรุนแรงซึ่งแฝงอยู่ใน “วัฒนธรรมป๊อปแบบบ้านๆ” หน้าเวทีหมอลำ ด้วยเหตุผล-มุมมองที่น่ารับฟังไม่น้อย

ดังนั้น เมื่อความรักสามเส้าระหว่าง “ยุพิน-สวรรค์-สิงโต” ค่อยๆ คลี่คลายลง ณ ตอนท้าย อารมณ์เศร้าสร้อย-เคว้งคว้าง ผสม ลังเล-เสียดาย จึงเกิดปะปนระคนไปกับความสุขสนุกสนานแบบบ้านๆ ในงานรื่นเริงของมหาชนคนตัวเล็กตัวน้อย อย่างน่าประหลาดและมีเสน่ห์

ป.ล.

นอกจากประเด็นหลักของหนังดังได้เขียนไปแล้ว “หน่าฮ่าน” ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น

มุขตลกของหนังสามารถเรียกเสียงหัวเราะได้จริงๆ และมีความเป็นสากลพอสมควร แถมยังถูกปล่อยออกมาด้วยจังหวะที่ค่อนข้างแม่นยำอีกด้วย

หน่าฮ่าน 3

ขณะเดียวกัน ผมก็ชอบบุคลิกลักษณะของ “ตัวละครเพศทางเลือก” ในหนังเรื่องนี้

เพราะไม่เพียง “หน่าฮ่าน” จะขบคิดถึงความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ “วัฒนธรรมอีสาน” อย่างเข้มข้นจริงจัง แต่หนังยังนำเสนอความหลากหลายของ “เกย์” ได้อย่างน่าสนใจ

หน่าฮ่าน 4

สุดท้าย ถ้าให้พูดถึงตัวละครหญิงในเรื่อง ผมกลับหลงรัก “น้องแคลเซี่ยม” มากที่สุด 555

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ข้อสังเกตต่อภาพรวมเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561”

ด้วยความที่ครองสถานะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศได้หลายครั้งในระยะ (ช่วงสัปดาห์) หลังๆ

ในที่สุดเว็บไซต์ www.tvdigitalwatch.com จึงจัดทำรายงานข่าวชิ้นเยี่ยมว่าด้วยภาพรวมเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561”

นับว่าสถิติที่เว็บไซต์ดังกล่าวรวบรวมไว้ นั้นน่าสนใจไม่น้อย

ภาพรวมเรตติ้ง

ระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 15 กรกฎาคม 2561 ผลปรากฏว่า “สังข์ทอง” 41 ตอนแรก ได้เรตติ้งเฉลี่ยไป 5.547

(แชมป์เรตติ้งสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรกของช่อง 7 คือ ละครหลังข่าว “สัมปทานหัวใจ” มีเรตติ้งเฉลี่ยทั้งเรื่อง 7.627 ขณะที่เต็งแชมป์ประจำปีนี้อย่าง “บุพเพสันนิวาส” ช่อง 3 มีเรตติ้งเฉลี่ยทั้งเรื่อง 13.384)

ละคร “สังข์ทอง 2561” ตอนที่ได้รับความนิยมสูงสุด (ณ ปัจจุบัน) ออกแพร่ภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม (ตอนที่ 37) โดยได้เรตติ้งไป 7.169

เรตติ้งต่างจังหวัด-กรุงเทพฯ

เมื่อพิจารณารายละเอียดเชิงพื้นที่ พบว่าเรตติ้งเฉลี่ยของผู้ชม “สังข์ทอง” ในต่างจังหวัด นั้นอยู่ที่ 5.696 สูงกว่าเรตติ้งเฉลี่ยของคนดูใน กทม. (4.667) เล็กน้อย

ซึ่งนับว่าพลิกโผจากรายการของช่อง 7 สีส่วนใหญ่ ซึ่งเรตติ้งความนิยมในต่างจังหวัดจะทิ้งห่างเรตติ้งในเมืองหลวงค่อนข้างเยอะ หรือมีฐานผู้ชมที่ต่างจังหวัดมากกว่าเมืองกรุงชัดเจน

ขณะเดียวกัน ก็จะแตกต่างจากรายการส่วนมากของช่อง 3 ซึ่งมีฐานคนดูใน กทม. หนาแน่นกว่าในต่างจังหวัด

เอาเข้าจริงรูปแบบเรตติ้ง “ต่างจังหวัด-กทม.” ที่ค่อนข้างสมดุลกันดังในกรณีของ “สังข์ทอง” นี้ ดูจะคล้ายคลึงกับรายการวาไรตี้ชั้นนำของช่อง “เวิร์กพอยท์ทีวี”

View this post on Instagram

hello beach boy …c-u-to-mor-row💖

A post shared by Pond_ophaphoom (@pond_ophaphoom) on

แฟนละครที่ภาคใต้และการหายไปของภาคอีสาน

อีกประเด็นที่น่าคิดต่อมากๆ คือ หากเจาะลึกลงไปในพื้นที่ต่างจังหวัดแล้ว สถิติชี้ว่าภูมิภาคซึ่งมีคนดู “สังข์ทอง” เยอะที่สุด คือ ภาคใต้ (เรตติ้งเฉลี่ย 6.381)

จุดนี้น่าจะเซอร์ไพรส์หลายๆ คน (รวมถึงแอดมินบล็อกคนมองหนังเอง) ซึ่งคาดว่าฐานคนดูกลุ่มใหญ่ของ “สังข์ทอง” อาจอยู่แถวๆ ภาคอีสาน

อย่างไรก็ดี แทนที่จะข้ามขั้นไปไกลถึงการวิเคราะห์ภูมิหลังในเชิงสังคมศาสตร์-ประวัติศาสตร์ บลา บลา บลา

จุดน่าสนใจเบื้องต้น อาจอยู่ที่เรื่องพฤติกรรมการใช้เวลาว่างของผู้บริโภคในภูมิภาคต่างๆ เพราะเมื่อคราวกระแสฮิต “บุพเพสันนิวาส” ครองเมือง เรตติ้งเฉลี่ยของละครพีเรียดระดับปรากฏการณ์ ก็ไปต่ำสุดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เป็นไปได้ไหมว่าคนอีสานใช้เวลาว่างกับโทรทัศน์ค่อนข้างน้อย? หรืออีกทางหนึ่ง คนอีสานที่เลือกใช้กิจกรรมดูทีวีเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ อาจคือกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายอพยพออกจากบ้านเกิดมาเป็นแรงงานพลัดถิ่นในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดในภาคอื่นๆ

ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ว่าคนใต้ดู “สังข์ทอง” เยอะที่สุด ก็น่าใส่ใจไม่แพ้กัน

เราไม่สามารถเหมารวมง่ายๆ ว่าคนภาคใต้มีพฤติกรรมการดูโทรทัศน์โดยเฉลี่ยมากกว่าประชากรภาคอื่นๆ เพราะตอนกระแส “บุพเพสันนิวาส” กำลังมา กลุ่มผู้ชมละครเรื่องดังกล่าวในภาคนี้ก็มีปริมาณน้อยสุดเป็นลำดับสองรองจากภาคอีสาน

หรือจะเป็นเพราะว่าคนใต้คือแฟนพันธุ์แท้ของช่อง 7? ข้อสังเกตนี้น่านำไปศึกษาต่อเหมือนกัน เนื่องจากเรตติ้งเฉลี่ยของละครเรื่อง “สัมปทานหัวใจ” นั้นก็มีแพทเทิร์นสอดคล้องกับ “สังข์ทอง” กล่าวคือ มีคนภาคใต้เป็นผู้ชมกลุ่มใหญ่ที่สุด (กรุงเทพฯ 6.163, ภาคเหนือ 6.829, ภาคใต้ 9.863, ภาคอีสาน 7.584 และภาคกลาง 7.778)

ช่วงอายุและเพศ

สำหรับสถิติ 2-3 ข้อสุดท้ายเกี่ยวกับเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” นั้นไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก

เริ่มจากช่วงอายุ (คนดู) ที่ติดตามชมละครมากที่สุด อันได้แก่ ช่วงอายุ 6-9 ปี (10.609) และ 10-14 ปี (9.456)

ส่วนช่วงอายุที่ติดตามชมละครพื้นบ้านเรื่องนี้น้อยที่สุด คือ 20-24 ปี (3.294)

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหลายคนคงอยากเห็นเรตติ้งเฉลี่ยของกลุ่มผู้ชมสูงอายุที่เฝ้าหน้าจอรอดู “สังข์ทอง” อยู่เหมือนกัน

ปิดฉากด้วยการสำรวจเรตติ้งเฉลี่ยแบบแยกเพศ ซึ่งพบว่า คนดูผู้หญิง (6.553) ติดละคร “สังข์ทอง” มากกว่าผู้ชาย (4.492)

มีเรื่องน่าแซวนิดนึง คือ แม้ “สังข์ทอง 2561” จะพยายามพูดถึงประเด็นเพศสภาพที่เลื่อนไหลผ่านตัวละครอย่าง “เจ้าชายไชยันต์” ทว่านีลเซ่นกลับยังวัดเรตติ้งผู้ชมโดยแบ่งเพศ “ชาย-หญิง” อยู่เลย 555

ข้อมูลจาก

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-ch7-sangthong25feb-15july61/

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-rating-sampatan-h-ch7-2561/

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-buppesanniwas-12-05-61/

ขอบคุณภาพประกอบจาก

https://www.instagram.com/pond_ophaphoom